The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 32 : สัมผัส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    7 ธ.ค. 63

 


 

 

สัมผัส

 

 

 

คุณหนูซูวุ่นวายอยู่ในห้องปรุงยาตลอดหลายวันมานี้ สารถีประจำตัวอย่างจ้านหลิวจึงว่างมาก ว่างจนเบื่อ

 

แต่ไหนแต่ไรผู้หญิงคนนั้นก็ไม่เคยอยู่เฉย ข้าเคยชินกับการแกว่งเท้าหาเสี้ยนของนางไปเสียแล้ว…

 

แต่ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง…

 

จ้านหลิวแต่งตัวจนเรียบร้อย มันมองออกไปนอกหน้าต่าง เมืองหลวงทั้งเมืองจุดไฟจนสว่างไม่ต่างจากกลางวัน โคมลอยลอยเอื่อยอยู่บนฟากฟ้าท้าแสงดาว เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วตามท้องถนนดังมาถึงในจวน งานเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งแต่กล้าใช้ชื่อว่า เทศกาลหมื่นปี

 

ประตูห้องเปิดปัง จ้านหลิวเดินฉับ ๆ ออกไปข้างนอก หลายวันมานี้สกุลซูเงียบสงบอย่างน่าประหลาด ซูหลิวหยางย้ายถิ่นฐานไปจำศีลอยู่ในห้องปรุงยานับว่ามีเหตุผล แต่เจ้านกไฟที่เดินไปไหนมาไหนก็มีกลิ่นควันติดตามไปทั่วนั่นกลับทำตัวเรียบร้อยด้วยเช่นกัน หรือทั้งจวนมีเพียงมันที่กระสับกระส่ายอยากออกไปมีเรื่องจนตัวสั่นกันแน่

 

เงียบสงบไปแล้ว!

 

ปึง!

 

จ้านหลิวเปิดประตูโผงผางเข้ามา ไม่มีเคาะ ไม่มีขออนุญาต เพราะแต่ไหนแต่ไรซูหลิวหยางก็ไม่เคยถือสาเรื่องนี้อยู่แล้ว เจ้านกไฟที่ปีนหน้าต่างเข้ามาเป็นปกตินั่นหนักกว่ามันเสียด้วยซํ้า

 

“คุณชายจ้าน! คุณหนูแต่งตัวอยู่นะเจ้าคะ!” อิงอี๋โผล่หน้ามาตะโกนใส่จากหลังฉากกั้น ก่อนจะกลับไปช่วยคุณหนูของนางแต่งตัวพร้อมบ่นอุบอิบ

 

“เจ้าจะรีบร้อนไปไหนหรือ” ซูหลิวหยางเอ่ยเนือย ๆ มาจากหลังฉากกั้น เงาทรวดทรงของนางที่ทาบทับบนฉากกระดาษสาดูงดงามตราตรึง แต่ภาพจำยามสตรีท่านนี้หักมีดของมันด้วยมือเปล่ากลับตราตรึงในความทรงจำของจ้านหลิวกว่าภาพนี้มากนัก

 

“มิใช่ว่าต้องรีบไปก่อนเวลาหรือ” จ้านหลิวตอบ วันพระราชสมภพของฮ่องเต้ เหตุใดนางจึงยังชักช้าแต่งตัวได้อีก

 

“ไปตรงเวลาสิดี…” ซูหลิวหยางเอ่ยตอบ เงาเสื้อตัวนอกค่อย ๆ เลื่อนขึ้นปกคลุมตัวนาง จ้านหลิวเห็นเงานั่นแล้วค่อนข้างกระอักกระอ่วนเลยดึงสายตาไปที่อื่น จนพบว่าในห้องมีเฟยหงอยู่ด้วยจึงเขม่นมองไปหนึ่งทีพอเป็นพิธี

 

แต่เฟยหงในวันนี้มันข่มไม่ค่อยลงนัก ชุดคลุมสีดำขลิบทองเรียบง่ายแต่พออยู่บนตัวเฟยหงกลับดูโอ่อ่ามีราคา ผมแดงเพลิงรวบหางม้าอย่างประณีตถักเปียติดผมเล็กน้อยเพิ่มลูกเล่น เมื่อรวมร่างสูงกับชุดที่ตัดเย็บอย่างพอดีตัวเช่นนี้ทำให้นักเลงข้างถนนเป็นแม่ทัพโดยง่าย แต่พอจ้านหลิวสบกับดวงตาเด๋อด๋านั่นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียดาย

 

“เจ้าจับมันแต่งตัวได้อย่างไร” จ้านหลิวเอ่ยมาลอย ๆ ไม่ต้องเจาะจงว่า มัน นั่นคือใครคุณหนูซูก็รู้ได้โดยง่าย

 

“เฟยหงเป็นเด็กดีกว่าที่เจ้าคิด”

 

“เจ้าจะเอามันไปเข้าเฝ้าด้วย?”

 

“วันนี้วันสำคัญข้าหรือจะกล้าให้เฟยหงอยู่นอกสายตา”

 

ฟังซูหลิวหยางตอบแล้วจ้านหลิวก็คิดตาม นางพูดไว้ก็ไม่มีอันใดผิด เวลาที่มีเรื่องส่วนใหญ่มักจะเป็นตอนที่นายบ่าวคู่นี้ไม่อยู่ด้วยกัน

 

“เจ้าคิดว่าไง สีดำกับสีทองเข้ากันดีหรือไม่” นายหญิงเอ่ยถามความเห็นจากหลังม่าน

 

“ไม่เลว หาอะไรมาปิดหน้าปัญญาอ่อนนั่นไว้หน่อยก็ดี” จ้านหลิวออกความเห็น เฟยหงที่ฟังอยู่แม้นิสัยจะเด็กไปบ้างแต่ก็ไม่ได้โง่ เมื่อมีคนด่า มันย่อมรู้ จึงทำหน้าโกรธทันที

 

“นั่นแหละ!” ซูหลิวหยางที่พึ่งก้าวออกมาจากฉากกั้นตะโกนออกมา “เฟยหง! เจ้าทำหน้าโกรธเข้าไว้ ใช่ แบบนั้นเลย! "

 

จ้านหลิวที่ได้ฟังไม่เข้าใจในคราแรก แต่พอมองไปที่เฟยหงอีกรอบจึงรู้จุดประสงค์ของซูหลิวหยาง เฟยหงไม่มีหน้าเด๋อด๋าแล้ว แต่เป็นเฟยหงที่คิ้วขมวดมุ่นและดวงตาวาวโรจน่าเกรงขามแทน เครื่องประดับสุดท้ายสำหรับออกงานจึงสมบูรณ์แบบในที่สุด

 

จ้านหลิวคิ้วกระตุก

 

นี่นับเป็นความดีความชอบของข้าหรือไม่…

 

เมื่อฝ่ายชายแต่งตัวเสร็จแล้ว จ้านหลิวจึงมองไปที่ฝ่ายหญิง ซูหลิวหยางวันนี้นับว่าแปลกตาไปมาก ตั้งแต่รู้จักกันมานางก็ใส่แต่เสื้อหลวม ๆ ผมไม่ค่อยมัด นาน ๆ ทีแค่เห็นเครื่องประทินโฉมบนหน้านางก็นับว่าเป็นบุญตาแล้ว จ้านหลิวเคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าวันที่แต่งเข้าบ้านสกุลเชวี่ยนางเป็นเช่นไร วันนี้ได้เห็นจึงพอนึกออกบ้าง

 

เกือบลืมไปเลยว่านางก็คือหญิงงามคนหนึ่ง

 

จ้านหลิวถอนหายใจแล้วก้มมองตนเอง วันนี้มันเป็นได้แค่สารถีจริง ๆ ….

 

ซูหลิวหยางที่เดินออกมาโดนอิงอี๋จูงไปที่โต๊ะเครื่องแป้งต่อ จ้านหลิวเห็นแล้วก็รู้ชะตากรรม ไปนั่งรอข้าง ๆ เฟยหงที่ยังไม่หยุดเกร็งหน้า

 

“ยาที่เจ้าทำเป็นอย่างไรบ้าง ข้าเห็นผู้อาวุโสสีหน้าไม่ค่อยดีนัก” จ้านหลิวเอ่ยปากชวนคุย อีกทั้งมันก็อยากรู้มานานแล้ว หัวหน้าสกุลซูหน้าซีดหน้าเซียวทุกวัน ๆ ที่ซูหลิวหยางอยู่ในห้องปรุงยา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

“ข้าแค่ใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองไปก็เท่านั้น… แต่ผลที่ออกมาก็นับว่าสำเร็จไปได้ด้วยดี แม้จะทำออกมาได้แค่สามเม็ดก็เถอะ” ซูหลิวหยางตอบอย่างภาคภูมิใจ

 

“สามเม็ด… เจ้าอยู่ในห้องปรุงยาตั้งนมนานทำออกมาได้แค่สามเม็ดหรือ มันคือยาอะไรกันแน่….”

 

“ยาวิเศษน่ะ”

 

“ยาวิเศษแบบไหนกันที่ทำให้เจ้ามั่นใจได้ว่าสมควรเป็นของขวัญแก่จักรพรรดิ"

 

ในกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ดวงตาของซูหลิวหยางเป็นประกาย

 

“อิงอี๋ เจ้าไปนำยาวิเศษมาที” ซูหลิวหยางเอ่ย เมื่อสาวใช้ของนางหายลับไปนางจึงผละจากกระจกโต๊ะเครื่องแป้งหันมามองจ้านหลิว ดวงตาของนางในยามนี้กลบรัศมีของปิ่นทองบนมวยผมไปเสียสิ้น

 

“เจ้ามองข้าสิ เป็นเช่นไร” นางถามด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย แต่ไหนแต่ไรคุณหนูซูไม่ใช่คนชอบอ้อมค้อม แต่แววตาอยากโอ้อวดของนางนั้นปิดไม่มิด

 

“เอ่อ… อืม… เจ้า… ก็สวยดี” จ้านหลิวไม่รู้จะตอบเช่นไร มันไม่ใช่ประเภทที่ชมผู้หญิงบ่อยนัก

 

“ข้าไม่ได้หมายถึงรูปลักษ์ภายนอก ข้าหมายถึงภายใน”

 

จ้านหลิวสะดุ้ง ถ้าจะปฏิเสธว่าไม่ได้นึกถึงเงาหลังฉากกั้นเลยก็นับว่าโกหก

 

“ข้าไม่เคยสนใจเนื้อหนังเจ้า” จ้านหลิวเบนสายตาหนี มันไม่ได้ยินอะไรจากซูหลิวหยางไปชั่วขณะจนนางถอนหายใจ

 

จ้านหลิวเหลือบมอง คุณหนูซูไม่พูดด้วยปากแล้ว นางดึงปิ่นปักผมบนหัวออกมาและพูดด้วยการกระทำแทน

 

ฉึก!!

 

“ว๊ากกก ทำอะไรของเจ้าเนี่ย!”

 

ปิ่นทองเดินทางจากมือซูหลิวหยางพุ่งเข้าสู่ที่นั่งจ้านหลิวด้วยความไวปานลูกธนู ปุยนุ่นจากเบาะรองนั่งปลิวว่อน ที่ที่จ้านหลิวเคยนั่งเกิดหลุมยุบขึ้นหลุมหนึ่งซึ่งเกิดจากปิ่นปักผมที่พุ่งเข้ามา ปิ่นนั่นถูกอัดปราณมาพอสมควรแน่ ๆ จึงอานุภาพสูงเช่นนี้ แม้แต่เฟยหงที่ไม่อยู่ในรัศมีสังหายก็ถอยตัวออกตามสัญชาติญาน (แน่นอนว่าทำหน้าโกรธตามคำสั่งอยู่)

 

“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าเห็นอะไร” ซูหลิวหยางถามเสียงเรียบ จ้านหลิวที่กำลังทักท้วงเรื่องใช้วิชามารก็เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้

 

ปิ่นปักผมนั้นไม่มีปราณมารผสมอยู่เลย แต่เป็นปราณบริสุทธิ์ล้วน ๆ ซึ่งปราณบริสุทธิ์เหล่านั้นไม่สมควรออกมาจากซูหลิวหยางที่เข้าสู่วิถีมารได้

 

จ้านหลิวจึง มอง นางอย่างจริงจังอีกครั้ง

 

ในที่สุดมันก็เห็น

 

“สัมผัส…” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่ว

 

สัมผัส คือด่านฌานด่านแรกของการฝึกยุทธ ผู้ฝึกยุทธด้วยกันจะมองเห็นด่านของกันและกัน ยกเว้นคนผู้นั้นจะไม่มีด่านณานหรือเก็บซ่อนมันไว้ ตลอดมาจ้านหลิวไม่เห็นด่านฌานของสตรีผู้นี้เพราะนางจำเป็นต้องเก็บซ่อนปราณมารของนาง ด้วยวิธีใดนั้นจ้านหลิวก็คร้านจะสนใจ เพราะซ่อนมันจึงไม่เห็น แต่ยามนี้มันเห็น

 

มารที่มีปราณบริสุทธิ์ขั้นสัมผัส เป็นไปได้อย่างไร…

 

“ยานั่นให้ปราณบริสุทธิ์มากขนาดที่ข้าสามารถสร้างจุดรวมปราณใหม่ได้ น่าตกใจหรือไม่” ดั่งรู้สิ่งที่อยู่ในใจจ้านหลิว ซูหลิวหยางตอบคำถามที่มันสงสัย “คราแรกข้าคิดจะกินเพราะแค่ตรวจสอบดูว่ามันไม่ได้กินแล้วตาย ข้าไม่อยากมีข้อหาปลงพระชนย์มาเพิ่ม… แต่…ผลของมันเหนือคาดมาก สามารถให้ปราณบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลซํ้ายังทำให้ปราณมารในตัวข้าสมดุลอีกด้วย”

 

ซูหลิวหยางแบมือของนางออกมาข้างหน้า ลมแผ่วเบาม้วนตัวบนมือนางคือสิ่งที่ตามองเห็น แต่สำหรับตาของผู้ฝึกยุทธ บนมือนางคือปราณบริสุทธิ์สายหนึ่งที่อัดตัวแน่น จ้านหลิวตกใจจนพูดไม่ออก นางให้อิงอี๋ออกไปในคราแรก ที่แท้เพราะอยากโอ้อวดการควบคุมปราณมารในตัวนางได้อย่างสบายใจ

 

“ข้าคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรถึงจะกำจัดปราณมารในตัวเพื่อตบตาอาจารย์ก่อนเข้าสำนักบูรพาได้ ซํ้ายังเรื่องระดับฌานหลอก ๆ อีก ยาวิเศษนี้แค่เม็ดเดียว กำจัดปัญหาทั้งหมดได้เป็นปลิดทิ้ง”

 

มารร้ายในคราบเซียน มันคิดตลอดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ตอนนี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว

 

 

_____________

 

 

 

โถงกว้างในพระราชวังบรรยากาศต่างจากท้องถนนภายนอกลิบลับ ความยิ่งใหญ่อลังการ ทั้งแขกเหรื่อที่มีแต่ขุนนางชั้นสูง ตระกูลใหญ่ และเจ้าสำนักชื่อดังเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม ต่อหน้าบัลลังก์บรรยากาศโดยรอบปกคลุมด้วยความน่าเกรงขาม

 

มารน้อยที่พึ่งเดินเข้ามาแอบยิ้มกลุ่มกริ่ม เรื่องเข้าเฝ้าจักรพรรดิในวันนี้ นางเอาไปโอ้อวดกับคนพรรมารได้อีกหลายปี

 

นางคือลั่วลั่ว เรียกนางว่าศิษย์หญิงสำนักบูรพานั้นไม่ผิด แต่เรียกว่าสายพรรคมารตัวน้อยคงจะถูกกว่า

 

หญิงสาวเดินตามเงาหานเฟิงต้อย ๆ หากวันนี้ประมุขน้อยไม่ให้สิทธิ์ผู้ติดตามแก่นาง ไหนเลยจะมีวาสนาได้เข้ามาถึงวังชั้นในเช่นนี้ 

 

แม้นางจะไม่พอใจเล็กน้อยที่วันนี้หลิ่งอี้มาด้วย

 

ผู้หญิงอ่อนแอนี่มีอะไรเหมาะสมกับประมุขน้อยกัน…

 

เด็กสาวซ่อนหน้าเหยียดหยามและเสมองไปทางอื่น แต่เมื่อมองไปข้าง ๆ นางก็เจอชายตาบอดที่น่ารำคาญอีกคน

 

หานเฟิงพาหลี่เจี๋ยมาด้วย ซํ้ายังมาในฐานะผู้ติดตามที่เทียบเท่ากับนาง ชายตาบอดผู้นี้อยู่มานานก็ทำได้แค่กวาดใบไม้ไปวัน ๆ มีดีอะไรมาเทียบเท่ากับนางกันแน่…

 

สุดท้ายลั่วลั่วจึงมองไปทางแขกเหรื่อ พอเห็นผู้คนในโลกยุทธภพมากมายขนาดนี้ก็เริ่มกวาดตามองไปทั่วอย่างสนอกสนใจ ผู้คนทำให้นางรู้สึกตื่นตา นางเงี่ยหูฟังผู้คนในงานไปทั่ว ในฐานะสายลับ ติดตามประมุขน้อยมาถึงที่นี่ได้ ต้องได้อะไรกลับไปบ้าง

 

เวลาล่วงเลย ที่นั่งทั้งโถงเกือบเต็ม ก็ถึงยามที่ขันทีส่งเสียงประกาศการเสด็จของฮ่องเต้ ทั้งโถงก็กลับสู่ความเงียบและแทนที่ด้วยดนตรีหนวกหูกับการพูดสรรเสริญ เมื่อพิธีรีตองจบ ขุนนางแต่ละคนต่อแถวมาโอ้อวดของบรรณาการด้วยความภาคภูมิมิได้น้อยหน้ากัน การมาของจักรพรรดิทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไป ลั่วลั่วรู้สึกถึงความเคารพนับถืออย่างชัดเจน แต่นางรู้สึกไม่คุ้นเคยนัก จักรพรรดิสำหรับพรรคมารคือประมุข ประมุขทุกรุ่นทำให้ผู้คนหวาดกลัวมากกว่าเคารพยำเกรง

 

ถึงคราวคนสกุลเชวี่ยส่งของบรรณาการ หานเฟิงจึงลุกจากที่นั่งและเดินเข้าสู่หน้าบัลลังก์ ก่อนจะก้มหัวแนะนำตัว ลั่วลั่วเองก็ก้มตาม สายตาของนางพลันชำเลืองมองบัลลังก์เล็กน้อย ชายร่างสูงใหญ่ตรงกลางนั่นคงเป็นจักรพรรดิของแคว้นนี้ ซ้ายมือคือฮองเฮา ชายหนุ่มขวามือในขั้นตํ่ากว่าฮ่องเต้ชั้นหนึ่งคงเป็นรัชทายาท หญิงสาวเมื่อสังเกตุดูจนพอใจก็หมอบคลานตํ่าตามฐานะ คำว่าศักดิ์ศรีไม่ได้อยู่ในหัวนาง เซียนที่ต้องก้อมหัวต่อหน้าคน ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเซียนก็ยังต้องกินต้องใช้ ไหนเลยจะหลุดพ้นจากโลกิยะได้ แต่เมื่อเห็นหานเฟิงที่ต้องก้มตัวตํ่าเช่นกันนางก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้

 

หากวันใดพรรคมารได้แก้แค้น ข้าจะให้พวกมันก้มแทบเท้าประมุขน้อยให้จงได้

 

“เจ้าคือหานเฟิงที่เขาลํ่าลือกันหรือ” ฮ่องเต้ตรัสถาม ทั้งโถงเงียบกริบไม่มีแม้เสียงลม แม้แต่ตัวลั่วลั่วเองก็ยังรู้สึกกดดัน

 

“พ่ะย่ะค่ะ”

 

“เช่นนั้นหญิงข้างเจ้าคงเป็นซูหลิวหยาง?”

 

ห้องโถงเงียบกว่าเดิม บรรยากาศอึมครึมปกคลุม ฮ่องเต้ไม่รู้เรื่องการหย่าร้างของทั้งสองคนหรือจงใจแกล้งถามกันแน่ ซํ้าเรื่องนี้ก็สองปีมาแล้วด้วย…

 

“มะ….มิใช่…เจ้าค่ะ…” เสียงของหลิ่งอี้สั่นเครือจนลั่วลั่วที่หมอบอยู่ต้องกลั้นขำ

 

หานเฟิงมาครั้งนี้ไม่ได้มาแค่เป็นตัวแทนของสำนักบูรพา แต่มาในฐานะของคนในสกุลเชวี่ยด้วย หลิ่งอี้ช่วงนี้ถูกผลักดันให้เข้างานสังคมบ่อย งานใหญ่เช่นนี้หรือจะพลาด แต่นึกไม่ถึง….

 

ลั่วลั่วแอบชำเลืองมองสีหน้าจักรพรรดิ ดวงตาที่สงบนิ่งนั้น ดูยากนักว่ามีสิ่งใดอยู่ภายใน

 

จังหวะนั้นเองที่กงกงแอบมากระซิบข้างพระกรรณ ฮ่องเต้จึงเบิกตาขึ้นเล็กน้อย คงเรียนเรื่องการหย่าร้างของสองสกุลให้ทรงทราบแล้ว

 

“ฮ่า เป็นเช่นนี้นี่เอง ปกติข้าพบแต่เพียงอาจารย์เจ้า จึงไม่รู้เรื่องเจ้านัก …. วันนี้เจ้ามาอวยพรข้า ข้าก็ขออวยพรให้ทางที่เจ้าเลือกเป็นทางที่ถูกต้อง" จักรพรรดิแย้มสรวญ แต่ช่างเป็นยิ้มที่ทำให้ผู้คนต้องกลับมาคิดใคร่ครวญ

 

การมอบบรรณาการเสร็จสิ้น หานเฟิงก็ถดตัวออกห่างจากบัลลังก์ก่อนจะหันหลังกลับไปที่นั่งตน จังหวะนั้นเองที่เกิดเสียงเอะอะที่ประตู เสียงนั้นดังได้ไม่นาน ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก

 

ปัง!!

 

ประตูไม่ได้ถูกเปิดรุนแรง แต่เพราะบานใหญ่อลังการ เสียงจึงดัง ผู้มาเยือนเรียกความสนใจจากคนได้ทั้งโถง ลั่วลั่วมากับคณะตระกูลเชวี่ยที่กำลังเดินกลับ จึงปะทะกับผู้มาเยือนได้พอดี

 

สตรีงามลํ้าอยู่แถวหน้า บุรุษผมแดงหน้าคมกวาดสายตาขุ่นเคืองตามมา บริวารหนึ่งชายหนึ่งหญิงคนหนึ่งกำลังเช็ดเหงื่อ คนหนึ่งใช้มือบังหน้าตัวเองเหมือนไม่อยากให้ใครรู้ว่ามากับคนข้างหน้าแม้จะไม่ทันแล้วก็ตาม

 

ลั่วลั่วกวาดตามองชั่ววูบก็จำหญิงสาวด้านหน้าได้ หญิงสาวที่ลั่วลั่วเกลียดคือหญิงสาวที่มาเกาะแกะกับประมุขน้อย นางเกลียดหลิ่งอี้เป็นอันดับสอง ส่วนอันดับหนึ่งนั้นก็ไม่พ้นหญิงคนนี้

 

ซูหลิวหยาง

 

“ข้ามาสาย เสียมารยาทแล้ว”

 

ท่ามกลางสายตาของขุนนางทั่วแคว้น คุณหนูซูเอ่ยกับจักรพรรดิเหมือนมาเยี่ยมเพื่อนบ้าน

 

 

___________

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #232 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 14:22

    เป็นจุดสนใจจนได้นะเนี่ย

    #232
    0
  2. #191 ma20001 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 14:32
    เอ็นดู
    #191
    0
  3. #190 arunee2545 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 21:52

    น้อนนน555555
    #190
    0
  4. #189 hing35 (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 21:35
    อยากให้แทนตัวเองว่าเขามากกว่ามันนะคะเหมือนจ้านหลิวไม่ใช่คน
    รอตอนต่อไปค่า❤️❤️
    #189
    0