The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 31 : ไม่ถือสา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 428
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    30 พ.ย. 63

 

 

*หมายเหตุ : เปลี่ยนชื่อเรื่องจาก อาภรณ์ซ่อนเลือด(ชื่อเดิม) เป็น The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู (ชื่อใหม่) ไม่ได้มีแปล eng แต่ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อความอินเตอร์ 

 

 

 

ไม่ถือสา

 

 

 

 

นามของข้าคือซีฮัน หน้าที่ของข้าคืออยู่เคียงข้างรัชทายาทและรักษาพระองค์ให้ปลอดภัย แต่จากการรับใช้มาร่วมสิบปี องค์ชายผู้นี้ก็ดูจะเก่งกาจเกินกว่าที่ข้าจะคิดปกป้อง วันเวลาผ่านไป จากคิดปกป้องแค่กายต้องกลายมาเป็นปกป้องชื่อเสียงแทนเพราะด้วยนิสัยเอาแต่ใจของรัชทายาทผู้นี้ทำให้ข้าต้องปวดหัวไม่น้อย

 

ครั้งนี้แทนที่จะเจอคนธรรมดา ดันมาเจอซูหลิวหยางแห่งสกุลซู รัชทายาทก็รัชทายาทเถิด หากซูจิ๋นไฉ่รู้ว่าท่านไล่ตีหลานสาวมัน แม้ราชสำนักไม่สะเทือนก็ต้องมีเหงื่อตกกันบ้าง

 

ซีฮันรู้ว่าตามรัชทายาทไปก็ไร้ประโยชน์ เมื่อแยกกันแล้ว ผู้ตามล้างตามเช็ดเช่นมันก็ตรงดิ่งไปสกุลซูทันทีในหัวพลางคิดแผนการหยาบ ๆ สถานการณ์ไม่มีทางอยู่เหนือการคำนวณของมันเป็นแน่ รัชทายาทบอกว่าตีสั่งสอน ดังนั้นคุณหนูซูคงไม่น่ามีอันตรายถึงชีวิต อย่างไรเสียก็เป็นสตรี คงต้องมีไว้ไมตรีกันบ้าง แต่บาดแผลเล็กน้อยถึงหูหัวหน้าสกุลซูหรือจะเป็นเรื่องเล็กไปได้

 

หากอยากให้สถานการณ์พลิกผัน ข้าต้องลงมือก่อน…

 

“ผู้อาวุโส ข้าซีฮันจากหน่วยราชองครักษ์ ขอคารวะ”

 

เบื้องหน้าข้าคือหัวหน้าตระกูลซู ซูจิ๋นไฉ่ผู้กำลังงุนงงสับสนกับการมาของราชสำนัก

 

ข้าปั้นหน้าลำบากใจ พลางถามถึงคุณหนูซู แน่นอนว่านางยังไม่กลับมา แต่อาจกำลังกลับมาในสภาพสะบักสะบอมในไม่ช้า….

 

ซูหลิวหยางระยะนี้มีแต่ข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ดูแล้วเป็นคุณหนูหัวรั้นมีปัญหาก็เท่านั้น เป็นโอกาสให้ข้าปั้นแต่งเรื่องอย่างง่ายดาย แค่เปลี่ยนผู้ร้ายให้เป็นแม่นางเริ่มทำร้ายรัชทายาทก่อนก็เท่านั้น….

 

“ข้าเองก็ไม่ทันได้ถามไถ่ฐานะของคุณหนูซู เห็นนางกำลังลงมือทำร้ายรัชทายาทจึงทุบตีนางจนนางวิ่งหนีออกมา ข้ามาสอบถามฐานะของนางภายหลังจึงได้รีบมาขออภัย ไม่นึกว่านางจะยังไม่กลับ…

อีกอย่างวันนี้องค์รัชทายาทอยากออกมาเงียบ ๆ จึงไม่ได้เปิดเผยฐานะกับใคร คุณหนูซูเองนางก็คงทำไปเพราะไม่รู้ เหตุการณ์ครั้งนี้นับว่าข้าผิดเองที่รีบร้อนลงมือ ข้าไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงราชสำนักหรือทำให้สกุลซูเสื่อมเสียชื่อเสียง ท่านผู้อาวุโสโปรดให้อัยข้าน้อยด้วย หากต้องการให้ซีฮันทดแทนด้วยสิ่งใดข้าย่อมยอมทุกอย่าง"

 

ข้าแกล้งเอ่ยอย่างรู้สึกผิดสุดหัวใจ ซูจิ๋นไฉ่เป็นมีเหตุผลไม่มีทางเข้าข้างหลานสาวที่ดื้อรั้นแน่ ข้าออกตัวเป็นผู้ผิดเช่นนี้ ต้องได้รับความเกรงใจจากผู้อาวุโสแน่นอน ถึงแม้จะผิดต่อซูหลิวหยาง แต่ข้าก็ต้องเลือกที่จะทำเพื่อไม่ให้สกุลซูต้องบาดหมางกับรัชทายาทหรือเป็นขวากหนามในการขึ้นครองราชย์

 

“คุณหนูลงมือก่อนหรือเจ้าคะ?” สาวใช้ที่กำลังรินนํ้าชาเอ่ยถามอย่างสงสัย

 

“นางวิ่งหนีออกมาจริง ๆ หรือ?” ชายหนุ่มตาสีฟ้าที่แอบนั่งฟังอยู่ไกล ๆ ออกความเห็น

 

“…” ข้าค้างท่าคำนับขออภัยยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น จึงซ่อนเหงื่อเม็ดโตไว้ได้ คนสองคนที่กล่าวมาจับจุดโกหกของข้าได้ตรงเป๊ะ!

 

“เอาล่ะ ๆ ท่านเงยหน้าขึ้นก่อนเถิด ถึงอย่างไรก็ต้องฟังหยางเอ๋อร์เสียก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงของซูจิ๋นไฉ่ช่วยชีวิตข้าไว้ ช่วยไว้แค่ประโยคหน้าเท่านั้น ประโยคหลังนั่นทำให้ข้าเกร็งไปตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

ไม่! ข้าไม่ได้ต้องการให้ท่านฟังนาง ระหว่างข้าที่เป็นองครักษ์ส่วนพระองค์กับคุณหนูเกเรคนหนึ่ง ผู้มีคุณธรรมอย่างท่านต้องฟังข้าซี่!

 

ข้าไม่ทันได้ใส่ไฟเพิ่ม ซูหลิวหยางผู้นั้นก็กลับมา

 

“ท่านอา… เอ๊ะ… ข้าไม่ทราบว่าท่านมีแขก ขออภัยจริง ๆ ”

 

ข้าแปลกใจ ซูหลิวหยางที่สมควรสะบักสะบอมมีสภาพดีตั้งแต่หัวจรดเท้า บางทีรัชทายาทอาจจะรู้จักการทุบตีในส่วนลับตาแล้ว?

 

“ไม่เป็นไร หยางเอ๋อร์ เจ้าเข้ามานี่ก่อนสิ” ซูจิ๋นไฉ่ออกปากเรียกหลานสาวตน นางเดินตามเสียงเรียกมาด้วยแววตางุนงง “เจ้าไปทำอะไรมา” ซูจิ๋นไฉ่ถามด้วยดวงตาเคร่งเครียด เป็นแวบหนึ่งที่ข้ารู้สึกว่าอาจจะยังมีโอกาส

 

“เอ่อ… มากมายนักท่านหมายถึงเรื่องใดหรือ?”

 

“หยางเอ๋อร์ เจ้าเลี่ยงตอบเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังบ่ายเบี่ยง”

 

“…. ท่านหมายถึงที่ข้ารับคำท้าการประลอง”

 

“เจ้ารับหรือไม่รับ ไม่มีข้อใดผิด"

 

“เรื่องที่ข้าปล่อยหลิ่งอี้ไปง่าย ๆ?”

 

“มือเจ้าสะอาด ย่อมเป็นเรื่องดี”

 

“เฟยหงเผาห้องหนังสือหรือ?”

 

“ไม่ มันยังไม่ได้ทำ”

 

“ท่านอาข้าเริ่มกลัวท่านแล้ว ท่านบอกมาเถิด…. หรือเป็นเรื่องที่ข้าเตะขอทาน?”

 

“คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียม แต่เตะขอทานก็ยังดีกว่าเตะรัชทายาท บอกข้าทีว่าเจ้าไม่ได้ทำ”

 

“ระ… รัชทายาท…หรือ ….”

 

สิ้นสุดการถามตอบของอาหลานด้วยเสียงอํ้าอึ้งของซูหลิวหยาง ข้าจึงมีโอกาสได้พูดแทรก

 

“คุณหนูซู ข้าคือซีฮันจากหน่วยราชองครักษ์ ขออภัยที่บอกท่านช้าไป" ข้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มสำนึกผิด เว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้เห็นถึงความลำบากใจก่อนจะพูดความจริงออกมา… ความจริงแบบไม่ทั้งหมด "ผู้ที่ท่านล่วงเกินวันนี้คือ…. องค์รัชทายาท”

 

ข้าหวังหน้าซีดเผือดของนาง และก็ได้หน้าซีดเผือดจากนางจริง ๆ

 

“ท่านหมายถึง… คนที่ถือดาบทื่อ ๆ น่ะหรือ…” ซูหลิวหยางถามเสียงสั่น ข้าพยักหน้าเป็นการให้คำตอบ

 

“หยางเอ๋อร์… นี่เจ้า ทำร้ายพระองค์จริง ๆ หรือ…” ซูจิ๋นไฉ่ถาม ข้าเตรียมรับบการปฏิเสธจากนางและหาทางตอบโต้ทันทีเพราะสิ่งที่ข้าพูดไปเป็นเรื่องปั้นแต่งเพื่อคงชื่อเสียงของรัชทายาทไว้ล้วน ๆ คุณหนูซูค้านหัวชนฝาแน่….

 

“จริงเจ้าค่ะ…”

 

“…”

 

ทำไมนางถึงตอบว่าจริงได้ล่ะ!

 

ข้ายืนเซ่อ เสียงซูจิ๋นไฉ่ดุหลานสาวที่ยอมรับผิดแต่โดยดีเข้าหูซ้ายมา และทะลุหูขวาออกไป มีเพียงคำว่า จริงเจ้าค่ะเท่านั้นที่อยู่ในหัว

 

จนกระทั่งคุณหนูซูหันมาเอ่ยกับข้า ข้าจึงได้สติ

 

“องค์รัชทายาท… ไม่เป็นอะไรมากใช่หรือไม่ การกระทำของข้าครั้งนี้เกินกว่าคำว่าล่วงเกินไปมากนัก ข้าจะตามไปขออภัยอย่างเป็นทางการในภายหลัง”

 

“คุณหนูซูอย่าได้กังวลไปเลย รัชทายาทมีเมตตา คงไม่ถือสาเรื่องท่าน" สุดท้ายข้าก็เอ่ยตอบไปตามบทเพื่อตัดการสนทนา

 

การสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ข้าเดินออกมาจากจวนสกุลซูอย่างล่องลอย มองท้องฟ้ามองแม่นํ้า สมองหยุดคิดไปชั่วขณะ สุดท้ายก็มาเหม่ออยู่บนสะพาน

 

นางบอกว่านางทำร้ายรัชทายาทจริง?

 

ถ้านางทำจริง ๆ แล้วรัชทายาทของข้าล่ะ…

 

ข้ายันตัวครุ่นคิดกับสะพานพยายามนึกที่ที่รัชทายาทจะไปเพื่อสอบถามความจริง สายตาพลันเหม่อมองท้องนํ้า นํ้าในแม่นํ้าสะท้อนเงาสะพานรวมถึงเงารัชทายาทที่ถูกห้อยทิ้งไว้

 

 

 

____________

 

 

 

รัชทายาทมีเมตตา!

 

คงไม่ถือสา!

 

หลังจากที่ข้าแขวนเขาไว้ข้างสะพานเนี่ยนะ ดูหมิ่นเชื้อพระวงศ์เช่นนี้คงคิดลอบฆ่าข้าทีหลังเป็นแน่!

 

สถานการณ์เงียบกริบหลังซีฮันจากไป ข้าโซเซมานั่งที่โต๊ะเพราะยืนไม่ไหว ทั้งอิงอี๋และจ้านหลิวที่อยากสอดรู้สอดเห็นมองมาที่ข้าเป็นตาเดียว

 

“คุณหนู… ทะท่าน… ไปมีเรื่องกับรัชทายาทมาจริง ๆ หรือ…” อิงอี๋เทนํ้าชาจนล้นถ้วย

 

“เจ้าไปสะเดาะเคราะห์บ้างดีหรือไม่ เหตุใดจึงมีเรื่องชวนให้หัวขาดบ่อยนัก” จ้านหลิวซํ้าเติม

 

ท่านอาเพียงถอนหายใจ ไม่ได้พูดอันใด แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองตัวลีบลงเหลือเท่าถ้วยชาแล้ว

 

“ข้าตายแน่ท่านอา ช่วยข้าด้วยเถิด” ข้าไม่คิดแก้ตัวนอกจากไปอ้อนหงิง ๆ ข้าง ๆ ท่านอา ตระกูลซูยิ่งใหญ่ ปกป้องข้าจากปลาซิวปลาสร้อยไม่ใช่เรื่องยาก แต่ราชสำนักไม่ใช่ปลาซิวปลาสร้อยเหล่านั้น

 

“องครักษ์ซีฮันมีตำแหน่งสูงและชื่อเสียงในทางที่ดี มันบอกว่ารัชทายาทไม่ถือสาก็คือไม่ถือสา ที่เจ้าต้องกังวลคือฮ่องเต้จะทรงทราบหรือไม่ต่างหาก”

 

“นี่ไม่แย่กว่าเดิมหรอกหรือ….” รัชทายาทหนึ่งเดียวของเจียงหนาน มากด้วยความสามารถและพรสววรค์ เปี่ยมล้นคุณธรรม ฮ่องเต้หวงแหนยิ่งกว่าชีวิตเพราะนั่นคืออนาคตของแผ่นดิน และข้าพึ่งเอาอนาคตนั่นไปผูกไว้กับสะพานเหมือนของเล่น

 

“เทศกาลหมื่นปีที่จะถึงนี้ส่งบรรณาการมากหน่อยดีหรือไม่” ท่านอาเสนอความเห็น

 

เทศกาลหมื่นปี จริง ๆ แล้วไม่ใช่เทศกาลที่หมื่นปีจัดครั้งอย่างชื่อ แต่เป็นวันพระราชสมภพของฮ่องเต้เท่านั้น ขุนนางตระกูลใหญ่ แม้กระทั่งสำนักฝึกยุทธ ผู้คนทั่วแคว้นนี้ต่างมารวมตัวกันเพื่อส่งของขวัญกับฮ่องเต้

 

ตระกูลซูที่ต้องท่องไปทั่วหล้าเพื่อค้าขาย เครื่องบรรณาการทุกปี อย่าคิดพลาด

 

“มิใช่ว่าเราส่งของไปมากอยู่แล้วหรือ….”

 

“เช่นนั้นก็มากกว่าเดิมอีกสักหน่อย"

 

ข้าถอนหายใจ คิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออก จึงได้แต่ยกมือขึ้นก่ายหน้าผากอย่างยอมรับชะตากรรม แผ่นหนังที่ข้ากำมาตลอดทางจึงติดมาด้วย

 

สูตรยาที่รักษาได้ทุกโรค….

 

“ข้าต้องบ้าไปแล้ว” ข้าพึมพำออกมาระหว่างที่มองแผ่นหนังโง่ ๆ นั่น

 

ของขวัญที่ดีที่สุด จะมีอะไรดีไปกว่าการให้ชีวิตเล่า

 

 

___________

 

 

“ท่านจะไปหรือไม่” หลี่เจี๋ย ชายตาบอดแห่งสำนักบูรพา ตามหลักการแล้วมันไม่สมควรที่จะไปไหนมาไหนได้สะดวกนัก แต่ตรงกันข้าม แม้แต่ห้องศิษย์เอกเยี่ยงหานเฟิงมันก็สามารถเข้ามาได้โดยไม่มีใครรู้

 

หายเฟิงละสายตาจากเอกสารบนโต๊ะ จ้องมองผู้มาเยือนด้วยแววตาขุ่นเคืองเล็ก ๆ แต่ชายคนนี้ช่วยเขาไว้ไม่น้อย และท่าทางไร้พิษภัยของชายตาบอดก็ทำให้หานเฟิงลืมเรื่องกบฏผู้นี้ไปได้โดยง่าย

 

“ไปไหน? "

 

“เทศกาลหมื่นปี”

 

“ข้าไม่จำเป็นต้องไป ปกติอาจารย์ก็ไปเพียงคนเดียวอยู่แล้ว” หานเฟิงกลับมามองเอกสารบนโต๊ะต่อ พลิกอ่านไปมา อาจารย์ไปลูกศิษย์ก็ต้องอยู่ดูแลสำนัก ทั้งเรื่องในตระกูลและสำนักบูรพา ใช่ว่าหานเฟิงจะว่างเสมอ

 

“สำนักเงาพรายอาจอยู่ในวันงานด้วย ท่านไม่หาโอกาสนี้สืบเรื่องผู้ที่ทำร้ายมหามารดาหรือ”

 

หานเฟิงหยุดมือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษ

 

“ให้คนอื่นไปสืบเถิด หากข้าอยู่กับจักรพรรดิปลีกตัวออกมาลำบาก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่านแม่อีกข้าจะออกมาไม่ทัน อยู่ที่นี่จึงดีกว่า” ตั้งแต่มหามารดาหมดสติ พรรคมารก็นิ่งสนิท จริง ๆ แล้วคือฝ่ายมหามารดานิ่งสนิท ในเวลาที่มหามารดาอ่อนแอเช่นนี้ ฝั่งกบฏพรรคมารต้องเคลื่อนไหวแน่ เรื่องในพรรคไม่สงบ แต่มันไม่สามารถกลับพรรคได้นาน เทศกาลหมื่นปีที่เต็มไปด้วยผู้คนจับตามอง ไม่แย่ยิ่งกว่าเดิมหรือ

 

หลี่เจี๋ยเงียบ แม้แต่เรื่องสำนักเงาพรายที่อาจเป็นสาเหตุการหลับใหลของมหามารดาก็ไม่อาจขยับหานเฟิงได้ เช่นนั้นเรื่องใดเล่า…

 

“เทศกาลหมื่นปีปีนี้ตระกูลซูส่งซูหลิวหยางไป”

 

ปึง!!

 

เสียงปิดหนังสือดังสนั่น ถ้าหลี่เจี๋ยยังมีดวงตาคงจะเห็นสายตาโกรธเกรี้ยวของหานเฟิงหลังจากได้ฟังสิ่งที่มันพูด

 

มีเรื่องซุบซิบในพรรคมาร ว่ากันว่าประมุขน้อยรักซูหลิวหยางด้วยใจจริง จึงไม่อยากแต่งกับนางเพื่อหลอกใช้นางเป็นเครื่องมือ….

 

เพราะเป็นเรื่องซุบซิบเลยไม่มีมีกล้าพูดออกมาต่อหน้าหานเฟิง ยกเว้นเพียงหลี่เจี๋ย

 

“เจ้ารบเร้าให้ข้าไปเทศกาลหมื่นปีเพื่ออะไร พูดออกมา” เสียงของประมุขน้อยเย็นเยียบ เสมือนฤดูหนาวที่สามารถแช่แข็งทุกสิ่ง ส่วนหลี่เจี๋ยกลับเป็นโขดหินแข็งที่ไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับความหนาว

 

แต่นายถามออกมาตรง ๆ เช่นนี้แล้ว บ่าวเช่นมันหรือจะบ่ายเบี่ยงได้…

 

“ท่านประมุขอาจอยู่ที่เมืองหลวง เทศกาลหมื่นปีเป็นเหตุผลเดียวที่ท่านจะปลีกตัวออกจากสำนักบูรพาไปที่เมืองหลวงได้โดยไม่มีใครสงสัย” หลี่เจี๋ยตอบโดยตรงในที่สุด หานเฟิงผู้ได้ฟังนิ่งสนิท

 

หลี่เจี๋ยจึงอยู่ที่นี่ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้หานเฟิงไปพบพ่อสักครั้ง ในเวลาที่มหามารดายังหลับใหลอยู่ ยิ่งเป็นการดีที่จะเคลื่อนไหว

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หลี่เจี๋ยก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว หานเฟิงลุกขึ้นและเดินไปที่ประตูโดยไม่พูดกับมัน

 

“ท่านจะไปไหน” หลี่เจี๋ยรั้งไว้ด้วยคำพูดก่อนที่หานเฟิงจะเปิดประตูออกไป

 

“ไปหาเจ้าสำนัก"

 

“ไปทำไม”

 

“เพื่อขอให้ข้าได้ไปเทศกาลหมื่นปีอย่างไรเล่า”

 

หลี่เจี๋ยนิ่งสนิท สิ้นคำหานเฟิงก็เดินออกไปแล้ว มันยืนอยู่กับความเงียบและดวงตามืดบอด

 

สุดท้ายก็ยอมไปจนได้… อนาคตของพรรคมาร

 

จริง ๆ แล้วปัญหาทั้งหมดทั้งมวลในพรรคมารเกิดจากสามีภรรยาคู่หนึ่ง

 

ภรรยาคือร่างทรงเทพเจ้า มหามารดาผู้เป็นศรัทธาของคนทั้งพรรค

 

สามีคือประมุขของพรรค ผู้เป็นดั่งหัวหอกที่กรุยทางสู่ชัยชนะของพรรค

 

การแต่งงานของทั้งสองเป็นเรื่องดีในระยะแรก อนาคตที่เหล่าผู้อาวุโสพรรคมารต้องการให้พรรคมารรวมเป็นหนึ่งเป็นจริงในที่สุด แม้แค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ….

 

สามีภรรยาที่สมรสโดยไม่ได้รักกันจริงสุดท้ายก็มีเรื่องบาดหมาง พรรคมารที่รวมได้เป็นหนึ่งได้เดี๋ยวเดียวก็แตกเป็นสองเสี่ยงทันที เพราะแตกแยกภายในทำให้พรรคมารอ่อนแอลงเรื่อย ๆ พันธมิตรเจ็ดพรรคฝ่ายธรรมจึงรุกไล่ทัพพรรคมารจนต้องถอยร่นไปที่ห่างไกลได้

 

อนาคตของพรรคมารตกอยู่ในความมืด จนกระทั่งภรรยาตั้งท้อง แสงสว่างอันริบหลี่จึงบังเกิด

 

เด็กที่เกิดมาคือสายเลือดของทั้งสองคนจึงได้รับความเคารพจากพรรคมารทั้งสองฝั่ง แม้พรรคมารจะแตกแยกอย่างไร แต่สิ่งที่พวกมันคิดเหมือนกันคือต้องการให้พรรคมารเป็นหนึ่ง แต่สองฝ่ายเกลียดชังถึงขั้นต้องฆ่าล้างตระกูลเช่นนี้จะเป็นหนึ่งได้อย่างไร

 

คำตอบนั้นง่ายนิดเดียว คือต้องเลือก ฝ่ายหนึ่งต้องอยู่ ฝ่ายหนึ่งต้องตาย เพื่อให้พรรคมารมีเพียงหนึ่ง

 

แต่ใครจะเป็นผู้เลือก? ทั้งฝ่ายประมุขและฝ่ายมหามารดา ไม่มีใครอยากเลือกตายทั้งนั้น ผู้เดียวที่มีสิทธิ์เลือกจึงเป็นเด็กที่เกิดมา

 

เหตุผลการมีชีวิตอยู่ของทุกสรรพสิ่งบนโลกคือการสืบทอด กาลเวลาล่วงเลย ชีวิตไม่อาจเป็นนิรันด์ สามีและภรรยาเมื่อล่วงลับไปอนาคตของตระกูลย่อมตกทอดไปที่บุตร น่าเสียดายที่สามีภรรยาแยกทาง เด็กน้อยจึงต้องเลือกว่าจะอยู่กับใคร

 

หากหานเฟิงเลือกอยู่กับมารดา คนของประมุขทั้งหมดจะต้องตาย ตรงกันข้าม หากหานเฟิงเลือกอยู่กับบิดา คนของมหามารดาทั้งหมดต้องตาย ปัญหาบ้านแตกธรรมดาพอเพิ่มการเมืองในพรรคมารเข้าไปกลับเป็นการเลือกที่แลกด้วยชีวิตคนนับหมื่น

 

เพราะตลอดมาประมุขน้อยถูกเลี้ยงดูโดยมหามารดา อนาคตของพรรคจึงอยู่ในกำมือนาง ฝ่ายประมุขที่ไม่มีประมุขกลายเป็นกบฏและใช้ชีวิตเงียบ ๆ อย่างยากเย็น หากเสนอหน้าไปขวางทางมหามารดาเรื่องใดก็เท่ากับตาย ความหวังเดียวที่ทำให้เหล่ากบฏคิดว่าหานเฟิงจะยืนข้างประมุขคือมหามารดาเป็นแม่ที่แย่นัก

 

ความทรงจำตอนเห็นหานเฟิงรีบร้อนมาหามันเพราะมหามารดาหมดสติฉายขึ้นมาในหัวของหลี่เจี๋ย ใบหน้าของมันหม่นหมองขึ้นมาชั่วขณะ

 

แม้จะเป็นแม่ที่แย่ยังไงก็ยังคงเป็นแม่สินะ คงได้แต่ภาวนาให้ท่านประมุขทำตัวดี ๆ หน่อยเท่านั้นแล้ว

 

หลี่เจี๋ยตื่นจากความคิด มันพบว่าตนเองควรไปทำงานของตนได้แล้ว ยืนอยู่ในห้องของหานเฟิงนานเข้าจะถูกสงสัยเอาได้ ชายตาบอดก้าวออกจากประตูที่ไร้เงาของหานเฟิง จู่ ๆ มันก็เกิดสงสัยขึ้นมาเรื่องหนึ่งจนต้องพึมพำออกมา

 

“ว่าแต่…. ที่ท่านตัดสินใจไปงานเทศกาลเป็นเพราะบิดาท่านหรือหญิงแซ่ซูผู้นั้นกันนะ….”

 

 

 

_____________

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

244 ความคิดเห็น

  1. #231 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 13:53

    เพราะเป็นน้องซูค่ะ

    #231
    0
  2. #188 นกยูง-มายา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2563 / 18:16

    กลับมาสักททททที

    #188
    0
  3. #187 nana-ly (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 03:39
    โหหหห อย่างนี้ถ้าไปเห็นตอนน้องอยู่กับรัชทายาทจะเป็นยังไงน้าาาาา
    #187
    0
  4. #186 nana-ly (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2563 / 03:16
    ไรท์มาอัปแล้ว กรี๊ดดดดดดดด
    #186
    0
  5. #185 ลี ลา ลี ลา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 22:54

    รอออออ
    #185
    0
  6. #184 hing35 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 21:31
    รอตอนต่อไปค่า^-^
    #184
    0