The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 30 : ขอทาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 727
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    7 ธ.ค. 63


 

 

 

ขอทาน

 

 

 

 

สิ่งเเรกที่หานเฟิงสัมผัสได้หลังจากฟื้นคือของเหลว

 

“ได้สติเเล้วหรือ” เสียงของหลี่เจี๋ยยังคงนิ่งเรียบ เเต่เพียงเพราะเสียงเรียบ ๆ นั่นหานเฟิงจึงตื่นเต็มตา

 

เสียงนํ้าดังจ๋อมเเจ๋มยามร่างกายขยับ เมื่อสติเลือนรางของหานเฟิงเเจ่มชัดจึงมองเห็นรอบกาย ก็พบว่าตนเองนั่งเเช่อยู่ในอ่างนํ้าอุ่นร่างกายเปลือยเปล่า นํ้าที่เขาเเช่อยู่มีสีอมเเดง โรยด้วยสมุนไพร กับ… ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง?

 

“นี่อะไร” หานเฟิงถาม

 

“ยาต้านพิษของท่าน” หลี่เจี๋ยตอบระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับการดมสมุนไพรบนโต๊ะ

 

หานเฟิงพอจะเข้าใจ ความทรงจำสุดท้ายคือหมดสติเพราะพวกเเมลงพิษกำเริบจากการใช้เค้นปราณติด ๆ กัน หลี่เจี๋ยคงพาเขามารักษา เเต่…

 

หานเฟิงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ผ้าผืนนั้นยังคงมีสีเเดงจํ้า ๆ ที่ไม่ละลายไปกับนํ้า

 

ผ้าถูหลัง?

 

“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไป” ประหนึ่งรู้ความสงสัยของหานเฟิง หลี่เจี๋ยวางมือจากสมุนไพรเเละหันมาพูดคุย “ข้าเจอผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นกลางถนน กลิ่นของมันคล้ายกับกลิ่นเลือดของมารพิษ”

 

หานเฟิงนิ่งไปพักหนึ่งเมื่อได้ฟัง เเต่พักต่อมาชายหนุ่มกลับหัวเราะหยัน

 

“หึ ๆ ๆ เจ้าล้อข้าเล่นเเล้ว เจ้าสามารถหามารพิษที่พรรคมารตามมาเป็นปี ๆ เจอในเวลาสั้น ๆ ได้อย่างไร”

 

“ไม่ใช่มารพิษ ข้าเพียงบอกว่าคล้ายมารพิษ”

 

หานเฟิงหุบยิ้ม “ผู้มีกายพิษคนอื่นหรือ”

 

“ใช่หรือไม่ใช่ท่านต้องถามตนเอง ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไร”

 

รู้สึก?

 

หานเฟิงงุนงงกับคำถาม เเต่เเล้วก็เข้าใจในเวลาไม่ช้า

 

ชายหนุ่มรู้สึกโล่งสบาย ความเจ็บปวดประหนึ่งมีเข็มเล็ก ๆ ทิ่มเเทงผิวหนังอยู่ตลอดเวลาหายไปเเล้ว ความสงสัยทำให้หานเฟิงวักนํ้าขึ้นมาดมอย่างจริงจัง กลิ่นเลือดจาง ๆ ลอยเตะจมูก เมื่อนํ้าที่ช้อนขึ้นมาไหลออกจากร่องนิ้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือปรสิตตัวเล็ก ๆ นับสิบที่นอนเเน่นิ่ง

 

“เจ้าได้เลือดนี่มาจากไหน” หานเฟิงถาม

 

“อีกครั้งที่ท่านต้องถามตัวท่านเอง ข้าเจอมันตกใกล้จวนสกุลเชวี่ย เร็ว ๆ นี้มีใครน่าสงสัยเข้าออกบ้านท่านบ้าง”

 

หานเฟิงนิ่งคิด เร็ว ๆ นี้หรือ…. นอกจากคนในก็มีซูหลิวหยางที่พึ่งมาเร็ว ๆ นี้ เเต่ซูหลิวหยางไม่น่าสงสัย

 

“ไม่มี” หานเฟิงตอบอย่างมั่นใจ อาจเป็นคนนอกที่ผ่านทางมาเท่านั้นก็เป็นได้ เเต่หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งยากต่อการค้นหา

 

“ช่วยบอกอะไรที่เป็นประโยชน์หน่อยเถิดหากท่านนึกได้ ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีเลือดเเค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้าใช้สมุนไพรเร่งฤทธิ์เเล้วเเต่มันก็ยังคงเจือจาง ใช้ได้ไม่นานนักเเมลงพิษก็จะกลับมากำเริบใหม่"

 

หานเฟิงจ้องมองนํ้าในถัง ใช้นํ้าปริมาณมากทีเดียวกว่าจะท่วมตัวเขา

 

“ทำอย่างไรถึงจะหายสนิท"

 

“หาตัวผู้มีกายพิษเจอก่อนเเมลงพิษจะโตกว่านี้ นำโลหิตพิษมาเจือจางในนํ้าเเช่ทุกวันจนเเมลงพิษตายหมด”

 

“ถ้าหาไม่ทันล่ะ”

 

หลี่เจี๋ยถอนหายใจ

 

“ข้าคิดว่าท่านฉลาดพอจะเดาออก ถ้าเเมลงพิษเติบโตเเข็งเเรงกว่านี้ โลหิตพิษที่ต้องใช้ก็ต้องเข้มข้นขึ้น เเต่ไม่มียอดมนุษย์ใดสามารถกรีดเลือดสด ๆ มากพอให้ท่านเเช่ในอ่างหรอก ประมุขน้อยข้าขอเรียนให้ท่านเตรียมใจไว้ว่าท่านอาจต้องฆ่าผู้มีกายพิษคนนั้น”

 

หานเฟิงหลับตานิ่ง ฆ่าเพื่อมีชีวิตรอด ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจยากนัก สำคัญที่จะหาคนผู้นั้นเจอหรือไม่เท่านั้นเอง

 

 

________

 

 

 

กลางป่าเขา ในพื้นที่ห่างไกลจากผู้คน มีสำนักปรุงยาสำนักหนึ่งตั้งอยู่ สำนักนี้เป็นที่ยอมรับของชาวยุทธ แม้ว่าสายหลักของสำนักจะไม่ใช่การฝึกฌาน แต่หากผู้ใดเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา ก็ต้องวิ่งแจ้นหาสำนักปรุงยากันทั้งนั้น

 

ข้ากัดซาลาเปาลูกแรกเข้าไปคำโต กลิ่นพริกไทยในซาลาเปาไส้เนื้อไม่ได้กลบกลิ่นนํ้าเน่าในสลัม และกลิ่นนํ้าเน่าในสลัมไม่ได้กลบกลิ่นขอทาน ฝีเท้าของข้าไม่ช้าไม่เร็ว ข้าเดินเข้าไปในซอยเหม็น ๆ ประหนึ่งเดินเล่นในทุ่งดอกไม้ ระหว่างเดินข้าก็คิดถึงเรื่องสำนักปรุงยาชื่อดังแห่งนั้นไปด้วย

 

ข้าสงสัยว่าเหตุใดสำนักปรุงยาจึงไปอยู่ห่างไกลผู้คนในเมื่อจำเป็นต้องปรุงยารักษาผู้คน พอ ๆ กับที่สงสัยว่าทำไมสำนักปรุงยาจึงมีวิชาลับเกี่ยวกับการรับรู้กลิ่นแทนที่จะเป็นสูตรยาวิเศษหรือยาฟื้นคืนชีพอะไรเทือกนั้น

 

แต่เอาเถิด… วิชานี้ก็มีประโยชน์กับข้าไม่น้อย…

 

หลังจากใช้ปราณมารกระตุ้นวิชารับรู้กลิ่นจนเจอเป้าหมาย ข้าก็รีบเก็บปราณมารที่ปล่อยออกมาทันทีเพราะกลัวถูกพบเจอ แต่ปราณมารนั้นร้ายกาจสมชื่อ คงเก็บอยู่ในกายข้านานไปจึงดื้อรั้นเดือดพล่านขึ้นมาชั่วขณะ เมื่อกระแสปราณติดขัดลมหายใจข้าก็ขาดห้วงซาลาเปาที่พึ่งกินไปก็ถูกข้าสำลักออกมาพร้อมการไอสองที

 

"แค่ก ๆ " ข้าทุบอกตัวเองเมื่อรู้สึกว่าแป้งติดคอ เสียงไอของข้าเรียกความสนใจจากชายขอทานที่ข้าตามกลิ่นมา เมื่อชายผอมเห็นใบหน้าข้าเหมือนกับนางมารที่พึ่งเตะชามบะหมี่ของมันก็หน้าถอดสี

 

“ต้องการอะไรจากข้า” เสียงของชายขอทานแหบแห้ง ขาของมันถอยห่างออกทันที

 

ข้าเหลือบมองชายขอทานแล้วยกมือขอเวลานอกเพื่อจัดการกับแป้งในคอ เมื่อหายใจสะดวกข้าจึงหยิบซาลาเปาอีกลูกโยนให้ชายขอทานผู้นั้น

 

ชายขอทานรับซาลาเปาที่ถูกโยนมาให้อย่างงุนงง มองข้าสลับกับก้อนแป้งขาวอวบ ใบหน้าที่มองมาหาข้าทำเอาข้าแปลกใจมากทีเดียว ตอนที่ข้าเตะชามบะหมี่ของเขาไม่ได้สังเกตเลยว่าชายขอทานผมขาวหงอกมีหนวดเคราปกคลุมก็จริง แต่ใบหน้ากลับไม่ได้เหี่ยวย่นอย่างที่ชายชราควรจะเป็น ดูแล้วเขาน่าจะอายุพอ ๆ กับท่านอาของข้าเท่านั้นเอง ดวงตาก็ใสไม่ฝ้ามัว ที่รับซาลาเปาลูกเมื่อกี้ก็ดูมีสติมากกว่าจะเป็นคนหิวโหย

 

“ข้าแค่อยากมาขอโทษเท่านั้น” ข้าเก็บความสงสัยไว้ในใจ แล้วกล่าวสิ่งที่ข้าต้องการจะกล่าว “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเตะชามบะหมี่ของท่าน ชามบะหมี่นั้นมีพิษไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ส่วนซาลาเปาลูกนั้นถือซะว่าแทนมื้อเช้าของท่านที่ข้าทำลายไปก็แล้วกัน”

 

ชายขอทานท่าทางอึ้ง ๆ ข้าไม่ได้ใส่ใจเพราะได้ทำสิ่งที่อยากทำ ตอนนี้ข้าจึงสบายใจแล้ว แต่ยังเหลือตามหาเจ้าเด็กกลุ่มนั้น…

 

“เดี๋ยวก่อนแม่หนู” ชายชราเอ่ยขึ้น เสียงของมันไม่ได้แหบแห้งแล้ว แต่กลับนุ่มลึก ข้าหยุดฝีเท้าก่อนจะหันไปมอง

 

แม่หนูรึ ข้าแอบขำในใจ ควรจะเป็นแม่นางสิ อายุข้าเป็นเด็กสำหรับท่านหรืออย่างไร

 

“ไม่พอหรือ? ข้าไปซื้ออีกลูกให้ท่านก็ได้นะ”

 

ชายขอท่านส่ายหัว ก่อนจะกล่าวกับข้า “บะหมี่ชามนั้นมีพิษ เจ้าเตะมันทิ้งก็ถือว่าช่วยข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษด้วยซํ้า เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณ”

 

ข้าฟังพลางคิดตาม จะว่าไปก็จริง

 

“อืม… ท่านพูดถูก เช่นนั้นก็เอาซาลาเปาคืนมาเถิด ถือซะว่าข้าไม่ได้ขอโทษก็แล้วกัน” ข้าไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้พูดพร้อมยื่นมือออกไปรอรับซาลาเปาเช่นนี้ คงเป็นความหิวกระมัง แต่… คุณหนูผู้มั่งมีกำลังขออาหารจากขอทานหรือ… ข้าหดมือกลับทันที แต่สายไปแล้ว

 

ชายขอทานหัวเราะร่า หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

 

ข้ากุมมือแล้วหน้าแดงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรจึงจะแก้ความขัดเขินได้ จบแล้ว มาดคุณหนูผู้ใจบุญ

 

“ข้าไม่คืนหรอก แต่เจ้าให้ซาลาเปาข้า ข้าก็อยากให้สิ่งแลกเปลี่ยนแก่เจ้า” ชายขอทานล้วงอกเสื้อก่อนยื่นแผ่นหนังขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยมาให้ข้า

 

ข้ายื่นมือออกไปรับด้วยความสงสัย ขอทานที่ไม่มีข้าวกินครบสามมื้อนี่จะมีอะไรให้ข้ากัน และเมื่อกางแผ่นหนังออกมาข้าพบว่าข้างในเป็นตัวหนังสือ

 

“นี่คืออะไรหรือ?”

 

“สูตรยาที่รักษาได้ทุกโรค" ขอทานยกยิ้ม "นานมาแล้วตระกูลหนึ่งใช้ชีวิตของพวกมันทั้งตระกูลเพื่อปกป้องสิ่งนี้ แต่ในเมื่อทุกคนตายหมด สมบัติตระกูลก็ไม่มีคนสืบทอด เจ้าเก็บไว้ก็แล้วกัน”

 

“ดูยิ่งใหญ่นัก บอกข้าทีว่าไม่ใช่สมบัติตระกูลท่าน”

 

“ข้าแค่รับฝากมาเท่านั้น”

 

ข้าเงยหน้าจากแผ่นหนังมาจ้องมองชายขอทาน

 

“ท่านรับฝากมาเช่นนั้นก็ไม่ใช่ของของท่าน เอามาให้ข้าคงไม่ถูกกระมัง แบบนี้ไม่ใช่ว่าข้ารับของโจรหรือ”

 

“เพ้ย! เจ้านี่เรื่องมากจริง ข้าให้เจ้าก็รับ ๆ ไปเถอะ ข้าต้องไปแล้ว” ชายขอทานเหวี่ยงข้าไปทีนึงก่อนจะเตรียมจากไป

 

“ท่านมีที่จะไปหรือ มาบ้านข้าสิ มีข้าวให้กิน มีงานให้ทำ”

 

ชายขอทานที่เดินไปไกลแล้วโบกมือลาข้าทีนึง

 

“ข้ามีบ้านของข้า มีข้าวของข้า แล้วก็มีงานของข้า”

 

เสียงของชายขอทานส่งมาตามลม ข้าขมวดคิ้ว หากท่านมีบ้านของท่านทำไมยังมาขอทานให้เด็กพวกนั้นแกล้งเล่นอยู่อีก เมื่อแยกทางกับชายขอทานแล้ว ข้าก็เดินไปทางของข้า แผ่นหนังที่พึ่งได้มาถูกหยิบมาอ่านระหว่างตามกลิ่นพิษเพื่อตามหาเด็กซนกลุ่มนั้น

 

สิ่งที่เขียนบนแผ่นหนังคือสูตรยา ไม่มีชื่อ มีแค่ส่วนผสมกับสรรพคุณที่โอ้อวดเกินจริง ข้าอ่านไปก็คิดไปว่าสูตรยานี้เป็นแค่ของที่ชายขอทานเขี่ย ๆ มาหลอกข้าหรือว่าเป็นยาที่ใช้ได้จริงกันแน่

 

ข้าเดินก้มหน้าก้มตาอ่าน จึงไม่ได้สังเกตบางสิ่ง

 

สิ่งนั้นคือดาบ

 

ปลายดาบนั้นจิ้มอยู่กับหน้าผากข้า แต่มันไม่ได้ทะลุผิวหนัง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าใช้กายาเหล็ก แต่เป็นเพราะเหล็กกล้าที่จิ้มหน้าผากข้าอยู่เป็นดาบที่ทื่อไร้คม

 

คนแปลกหน้ายื่นดาบทื่อ ๆ มาจิ้มหัวข้าไม่ต่างจากจิ้มกองขี้ เป็นภาพที่น่าตลกสิ้นดี น่าเสียดายที่บริเวณโดยรอบเป็นสะพานเก่าไร้ผู้คนผ่านไปผ่านมา จึงไม่มีใครยืนขำ

 

ข้าเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองชายตรงหน้าและพยายามนึกว่าในอดีตข้าเคยไปลบหลู่ชายผู้นี้หรือไม่ ข้าได้คำตอบในไม่ช้าว่าคือ ‘ไม่’ ไม่ใช่ ไม่ จากไม่เคยลบหลู่ แต่เป็น ไม่ จากจำไม่ได้

 

ข้าจ้องมองอยู่นาน ชายแปลกหน้ายังคงเป็นชายแปลกหน้า

 

“เอ่อ… ไม่ทราบว่าท่านคือ…”

 

“ข้าเป็นใครไม่สำคัญ” ชายแปลกหน้าตอบ เขาถอดงอบบนหัวช้า ๆ ใบหน้าของชายผู้นี้หล่อเหลาจนเรียกได้ว่าเจอครั้งนึงแล้วยากที่จะลืม แววตามั่นคงและแฝงด้วยอำนาจ สัญชาตญาณข้าบอกว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดา น่าเสียดายที่เขาตอบว่าเขาเป็นใครไม่สำคัญ ข้าจึงไม่รู้ว่าไม่ธรรมดาอย่างไร

 

“สำนึกผิดมาเสียว่าเจ้าทำเรื่องไม่ดีอะไรไว้ แล้วข้าจะไม่ตีเจ้าหนักเกินไปนัก” ชายแปลกหน้าพูด

 

“…ห๊า" ข้าฟังด้วยสีหน้างุนงง แต่เมื่อมองไปในตาของชายแปลกหน้าข้าก็รู้สึกได้ว่าคนผู้นี้เอาจริงจึงได้อํ้าอึ้งตอบไป “เรื่องที่ข้าทำไม่ดีไว้ก็มีอยู่ แต่คงต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะสำนึกผิดให้ท่านฟังได้ทั้งหมด เอาเป็นว่าท่านวางดาบลงก่อนแล้วจิบชาสบาย ๆ รอข้าสำนึกผิดได้หรือไม่ ท่านถือดาบอยู่เช่นนี้คงจะเมื่อยเสียเปล่า”

 

ชายแปลกหน้าเงียบไปสักพัก จากนั้นก็ตามด้วยท่าทางการจับดาบของเขาที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนกระบวนท่าของเขาไวมาก ตาของข้าเองก็ไวมากเช่นกัน จึงมองเห็นว่าเขาไม่ได้จะวางดาบลงอย่างที่พูด แต่เป็นง้างดาบขึ้นเพื่อฟันครั้งต่อ

 

“ข้าไม่ได้รีบไปไหน เอาเป็นว่าข้าตีเจ้าเล่น ๆ ระหว่างรอเจ้าสำนึกผิดก็แล้วกัน”

 

ลมหอบใหญ่วาดผ่านหน้าข้าไป ดาบทื่อฟันลงบนพื้นหินเมื่อมันฟันพลาดจากเป้าหมาย ข้าขยับหลบได้ทันก็จริง แต่ใบหน้ายังสะท้อนความตกใจต่อชายผู้นี้

 

เขาไม่ได้ใช้ปราณเลย ไม่ได้ใช้แม้แต่นิดเดียว แต่ความไวของเขาไม่ต่างจากนักดาบผู้ใช้ปราณทั่ว ๆ ไปเลย ไม่สิ ชายคนนี้อาจจะไวกว่าด้วยซํ้า

 

ข้าตกใจ ชายแปลกหน้าเองก็ตกใจ

 

“คุณหนูซูเองก็มีฝีมือไม่ใช่น้อย”

 

สิ้นคำดาบต่อไปของเขาก็วาดลงมา ข้าขยับหลบเหมือนเช่นเคย

 

“ขอบคุณ ท่านเองก็ไม่ธรรมดา หากท่านใช้ปราณข้าคงหลบไม่ทัน" ข้าชมตอบ เสียงดาบแหวกผ่านอากาศกับเสียงสนทนาสบาย ๆ ค่อนข้างจะขัดแย้งกันมากทีเดียว

 

ดาบต่อไปของชายแปลกหน้าฟาดลงมา ข้ารู้สึกว่าดาบของเขารวดเร็วเละรุนเเรงขึ้นเรื่อย ๆ

 

“ข้าไม่มีปราณ” คำตอบของชายแปลกหน้าเรียบง่าย ตรงข้ามกับดาบอันรุนแรงที่ฟาดลงมา แต่คราวนี้ข้าถีบตัวถอยไปไกลจากรัศมีดาบมาก ดาบต่อไปของชายแปลกหน้าจึงยังไม่ฟันลงมา

 

ข้ามองชายตรงหน้าอย่างแปลกใจ ก่อนจะลองสัมผัสด่านฌานของเขา

 

ผลที่ตอบกลับมาคือความว่างเปล่า

 

ไม่มีปราณจากปากชายตรงหน้าบ่งบอกได้เพียงความหมายเดียว ชายผู้นี้ไร้พรสวรรค์ ร่างกายของเขาไม่สามารถฝึกฌานได้ ไม่สามารถผ่าด่านสัมผัสพลังปราณได้ ไม่ต่างเศษสวะในโลกยุทธภพ ข้าค่อนข้างเสียดายเพราะดาบของเขาไวมาก ซึ่งคงมาจากการฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนัก แต่สวรรค์กลับไม่ให้เขาฝึกฌานกระนั้นหรือ โหดร้ายนัก

 

“เลิกหลบหลีกแล้วใช้พลังปราณของท่านโต้กลับได้เลย อย่าได้ดูถูกเพียงเพราะข้าไร้พลัง”

 

เขาคิดว่าข้าดูถูกเขาหรือ? ข้าอยากแก้ตัวว่าความจริงแล้วข้าค่อนข้างชื่นชมด้วยซํ้า แต่ชายแปลกหน้าไม่ได้พูดเปล่า สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือดาบที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว เร็วกว่าดาบไหน ๆ ประหนึ่งเจ้าของดาบใส่อารมณ์ที่คิดว่าตนกำลังถูกดูหมิ่นเข้ามาด้วย และดาบนี้ข้าไม่สามารถหลบได้อีกต่อไป

 

เมื่อหลบไม่ได้จึงไม่หลบ ข้าไม่มีอาวุธในมือ และคร้านที่จะใช้ปราณมารเพราะเกรงกลัวสำลักแป้งซาลาเปาเหมือนคราที่แล้ว สิ่งที่ข้าทำเพียงถอดเสื้อนอกออก

 

เสื้อคลุมไหมชั้นดีก็พันรอบดาบของมันได้หนึ่งรอบ ดาบทื่อที่ฟันผ้าไม่ขาดหยุดชะงัก ต่อมาเป็นเจ้าของดาบที่หยุดชะงักเมื่อเห็นข้าถอดเสื้อ จังหวะที่เขานิ่งงันข้าจึงใช้โอกาสนี้ถีบตัวขึ้นไปกลางอากาศย้ายกลับไปอยู่ด้านหลังชายแปลกหน้า เสื้อคลุมที่พันอยู่กับดาบแน่นหนาจึงถูกดึงเลื่อนหลุดออกจากตัวข้า จังหวะที่ชายเสื้อกำลังหลุดจากมือทั้งสองข้างข้าก็ย้ายไปกำมันไว้แน่นและบิดสลับด้านให้พันรอบตัวชายแปลกหน้าจากทางด้านหลัง เท้าของข้าเองก็ไม่ได้อยู่เฉยกดเข้าที่หลังของเขา เสื้อคลุมตัวนอกที่พันรอบชายแปลกหน้าอยู่จึงรัดแน่นขึ้นไปอีก

 

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนนักดาบผู้ฉับไวตอบโต้ไม่ทัน ทั้งดาบทั้งเจ้าของดาบจึงถูกมัดไว้รวมกันด้วยเสื้อผ้าสตรี

 

“ถ้าท่านนับว่าข้าไม่ใช้ปราณเป็นการดูถูกท่าน แล้วทีท่านไม่ใช้ดาบคมสู้กับข้าไม่เป็นการดูถูกข้าหรอกหรือ หากท่านไปลับดาบให้คมเสียหน่อย คงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้”

 

ชายแปลกหน้าพยายามขัดขืนโดยการต้านแรงข้า น่าเสียดายเสื้อผ้าของคุณหนูตระกูลซูจ่ายค่าตัดเย็บไปสูงจึงไม่ได้ขาดออกโดยง่ายและข้าที่งัดข้อกับสัตว์อสูรมากว่ายี่สิบปีก็ไม่ได้หมดกำลังโดยง่ายเช่นกัน

 

“ข้าไม่อยากใช้ดาบคม… เพราะไม่อยากฆ่าใคร…”

 

ข้าเลิกคิ้วคิดตามสิ่งที่เขาพูด ความไวระดับปีศาจเช่นนี้ ใช้ดาบคมคงพลั้งมือฆ่าคนไปแล้วจริง ๆ แต่สำหรับข้าที่ใช้ดาบทื่อกับมือเปล่าสังหารชีวิตมานับไม่ถ้วนจึงรู้สึกขัดแย้งกับคำพูดของชายแปลกหน้า

 

“เป็นเหตุผลที่ประหลาดนัก แต่การฆ่าคนไม่จำเป็นต้องใช้ดาบคมเสมอไป ดาบทื่อ ๆ ของท่านหากฟันถูกบางจุดก็ฆ่าคนได้เหมือนกัน อย่าว่าแต่ดาบทื่อ ๆ เลย ตะบองซักผ้าสักอัน มือเปล่าที่ออกแรงสักหน่อย คำพูดสักคำ จดหมายสักฉบับ ของพวกนี้ฆ่าคนได้ทั้งนั้น ท้ายที่สุดก็แล้วแต่เจตนา ว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่า หากท่านไม่อยากฆ่าใครต่อให้ในมือท่านมีอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดก็ไม่มีใครต้องตาย”

 

ชายแปลกหน้าเงียบไป บางทีอาจจะยังคิดไม่ออกว่าควรจะเถียงอย่างไร

 

“อ่า… หรือว่าท่านพกดาบทื่อไปไหนเพื่อแสดงอุดมการณ์ของท่าน ข้าไม่ได้อยากพูดให้จุดยืนของท่านสั่นคลอนหรอกนะ แต่โลกนี้มีคนอีกมากที่สมควรตาย ข้าพนันได้เลยว่าวันหนึ่งท่านจะพกดาบที่คมกริบและลับคมของมันทุกวันเพื่อรอบั่นคอใครสักคน”

 

ข้าหมุนมือมัดร่างของชายแปลกหน้าไปอีกทบหนึ่ง ก่อนจะลากเขาไปผูกไว้กับเสาหินกลางสะพาน แรงฝืนที่อ่อนลงของชายหนุ่มบ่งบอกว่าคำพูดของข้าทำให้หอคอยสูงที่เรียกว่าอุดมการ์ในใจเขาสั่นคลอนแล้ว

 

“หวังว่าคนคนนั้นจะไม่ใช่ข้า” ข้าตบบ่าชายแปลกหน้าสองที การตบสองครั้งค่อนข้างแรง เรียกว่าตบให้ชายแปลกหน้าตกสะพานก็ได้ แต่ร่างของชายแปลกหน้าถูกมัดติดกับเสากลางสะพาน เขาจึงไม่ได้ร่วงลงไป แต่ห้อยต่องแต่งอยู่ตรงนั้น ข้าหัวเราะไปรอบหนึ่งก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

 

เมื่อเดินไปสักพักข้าจึงคิดได้ การพกดาบทื่อของเขาเอาจริง ๆ ก็ไม่เลว หากชายผู้นี้จ่อดาบคมมาที่ข้าแทนที่จะเป็นดาบทื่อ ข้าคงสังหารเขาไปแล้ว

 

 

__________

 

 

วิหคชาดไม่ชอบการรอคอย

 

ตั้งแต่มันอยู่ในเขตอาคมสิ่งที่มันเกลียดที่สุดคือการรอคอยหญิงนางนั้นกลับมาโดยที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอคอยใน ห้องใต้ดินมืดสนิท มันไม่เห็นแสงจึงไม่รู้ว่าช่วงเวลาที่มันรออยู่ผ่านไปนานเท่าใด เวลาผ่านไปหนึ่งวัน มันจึงรู้สึกเหมือนผ่านไปหนึ่งปี

 

พอออกมาข้างนอก เห็นเดือนเห็นตะวัน มันพบว่าความรู้สึกของมันยังเป็นเช่นเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือมันไม่ได้ถูกขัง เมื่อไม่ได้ถูกขังจึงสามารถตามหานางได้

 

เฟยหงเดินย่องอยู่ในเขตสลัม ที่ที่ยังมีกลิ่นของนางหลงเหลืออยู่ วิหคชาดสามารถตามกลิ่นได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้วิชาลับใด ๆ เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง มันเห็นชายผมขาวกำลังเดินสวนทางมา ชายผมขาวในเสื้อผ้าขาดวิ่น ถือซาลาเปาอยู่หนึ่งลูก

 

ร่างกายของเฟยหงแข็งทื่อเมื่อเห็นใบหน้าใต้กลุ่มผมสีขาว บางสิ่งในหัวของวิหคชาดกำลังแผดเผา มันแสบร้อนเสียจนต้องล้มลงกุมหัวตนเองอย่างทรมาน

 

ชายขอทานเองก็มองเห็นเฟยหง แต่มันเพียงเหลือบมอง

 

“กลับมา เมื่อเจ้าพร้อม” ชายผมขาวกล่าวกับเฟยหง ก่อนจะเดินจากไปเงียบ ๆ ทิ้งให้วิหคชาดดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้นแม้มันกำลังกรีดร้อง แต่เสียงที่ออกมากลับขาดหาย เป็นความทรมานที่ไร้เสียง

 

มันไม่ได้ทุกข์ทรมานเพราะไฟจริงแต่อย่างใด มันทุกข์ทรมานเพราะความคิด ภาพจำที่เข้ามาในหัวช่างทรมานประหนึ่งถูกต้มด้วยไฟนรก

 

ว่ากันว่าวิหคชาดผู้คืนชีพจะฟื้นความทรงจำในชาติก่อนได้ต้องใช้แรงกระตุ้น

 

สำหรับเฟยหง แรงกระตุ้นของมันคือขอทานคนหนึ่ง

 

 

__________

 

 

แจ้งให้ทราบ

  • เร็ว ๆ นี้จะเปลี่ยนชื่อเรื่องแต่จะเปลี่ยนเป็นอะไรนั้นยังคิดไม่ตก

 

  • ย้ายจากหมวด อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไปอยู่หมวด กำลังภายใน ในตอนแรกอยู่หมวดอดีตปัจจุบันอนาคตเพราะเห็นนิยายจีนลงหมวดนี้กันเยอะ ปล่อยเลยตามเลยมาสามสิบตอนพึ่งมาคิดว่าแนวเรามาอยู่หมวดนี้คงไม่ถูก ลงหมวดกำลังภายในน่าจะใกล้เคียงกว่า

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #230 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 13:21

    สงสัยว่าขอทานจะเป็นท่านประมุข ใช่มั๊ยคะเนี่ย

    #230
    0
  2. #183 dechimo1 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 22:17
    ไม่เอาหานเฟิงเป็นพระเอกนะเอาแบบไม่มีพระเอกก็ได้นะเรื่องนี้อะ
    #183
    0
  3. #182 nana-ly (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 11:52

    สู้ๆค่าไรท์
    #182
    0
  4. #181 munongmu (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 14:30
    ขอทานคือประมุขมารสินะ
    #181
    0
  5. #180 hing35 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 14:10
    รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
    #180
    0