The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 23 : ออกฤทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,230
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    12 ส.ค. 63


 

 

 

 

 

 

ออกฤทธิ์

 

 

 

 

"เจ้ารู้ได้ยังไง" เสียงของจ้านหลิวเย็นเฉียบประดุจนํ้าเเข็ง เเต่ข้ากลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านอันใด

 

"สำคัญด้วยหรือ ? " ข้าตอบเขา วันนี้ให้ตายยังไงข้าก็ปล่อยความลับเฟยหงหลุดออกไปไม่ได้

 

"เจ้าเป็นพรรคมาร ไม่สิ... เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่คนตระกูลซูจะเป็นพรรคมาร" จ้านหลิวดูสับสน หลากหลายอารมณ์สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น

 

"ข้าเป็นหรือไม่เป็นก็ไม่สำคัญอีกเช่นกัน คุณชายจ้าน เราต่างก็กุมความลับของกันเเละกัน ถือเป็นการเเลกปลี่ยนดีหรือไม่ ? ท่านเงียบ ข้าเงียบ เราจะไม่เสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย" ข้ายืนกอดอก ลองโน้มน้าวอีกรอบเเละรอคำตอบจากจ้านหลิว

 

"เจ้าไม่รู้ว่ากำลังเล่นกับอะไร" คุณชายจ้านของข้ายังไม่เลิกมองไปทางเฟยหง "นั่นไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงได้เล่น ๆ นะ วิหคชาดเมื่อโตเต็มวัยความทรงจำในชีวิตก่อนจะกลับมาเจ้ารู้หรือไม่ ? "

 

"รู้"

 

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิหคชาดตนนี้อาจจะเป็นจูเทียนเเห่งพรรคมารที่พึ่งคืนชีพ"

 

"ก็เเค่อาจจะ"

 

"ถ้าเป็นจูเทียนขึ้นมาจริง ๆ เจ้าไม่กลัวมันฆ่าเจ้าหรือหากจำความได้"

 

ข้าเงียบเป็นคำตอบ

 

เฟยหงก็คือเฟยหง ไม่สำคัญว่าเมื่อก่อนมันเคยเป็นจูเทียนหรือไม่ เเต่ตอนนี้มันคือเฟยหง

 

เเต่หากถามว่าข้ากลัวหรือไม่... กลัวสิ เเต่อีกตั้งนานกว่าเฟยหงจะโตเต็มที่เอาไว้ใกล้ ๆ ค่อยคิดหาทางออกเเล้วกัน....

 

ชิ้ง...

 

ประกายสีเงินสะท้อนเข้าดวงตาข้า กริชเล่มเล็กถูกชักออกมาจากที่ซ่อน จ้านหลิวกำกริช จ้องมองข้าด้วยเเววตาน่ายำเกรง

 

"ท่านคิดจะทำอะไร"

 

"ถอยไป" จ้านหลิวเอ่ยเตือน

 

ข้ารู้สึกถึงเเรงคุกคามที่ไม่ชอบเอาเสียเลยจนปราณในกายเริ่มตื่นตัว

 

" ท่าน คิดจะ ทำอะไร " ข้ายกเเขนขึ้นบดบังเฟยหง เจ้านกน้อยของข้าก็ยังเเยกเขี้ยวใส่จ้านหลิวไม่หยุด

 

เมื่อเห็นข้าไม่หลบ ศิษย์สำนักอัสนีจึงชิงลงมือก่อนด้วยการใช้ก้าวอสนีบาตพุ่งเข้าหาเฟยหงพร้อมจิตสังหาร โดยไม่สนใจข้าที่ขวางอยู่

 

เส้นความอดทนของข้าขาดผึง ความใจเย็นที่พยายามทำมามลายหายเป็นอากาศ นี่เขากล้าทำร้ายของของข้าต่อหน้าข้าหรือ ?

 

ในสายตาข้า การเคลื่อนไหวของจ้านหลิวเชื่องช้าไม่ต่างจากใบไม้ร่วง สิ่งที่ข้าโต้กลับนั้นเพียงเเค่ยกมือขึ้น

 

เคร้ง ! !

 

เสียงโลหะกระทบโลหะดังสนั่น จ้าวหลิวดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นกริชของเขาพุ่งมาสุดเเรงเกิดกลับถูกข้าหยุดด้วยมือเปล่า จ้านหลิวที่มัวเเต่ตกใจไม่ทันตั้งตัว จึงไม่เห็นข้าที่ซัดปราณมารเข้ากลางลำตัวเขาซํ้าอีกครั้ง

 

จ้านหลิวปลิวกระทบต้นไม้จนใบไม้เเห้งร่วงกราว กริชในมือที่บิดเบี้ยวร่วงลงพื้น หลังจากกระอักเลือดมาคำโตคุณชายจ้านก็ลุกขึ้นมองมาทางข้าด้วยดวงตาตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิม

 

ข้ามองมือตนเองที่ใช้รับกริชเมื่อครู่ มือบางมีปราณมารเคลือบเเน่นหนา ผสมกับเคล็ดวิชากายาเหล็กของตระกูลซูที่พึ่งเรียนรู้ ผลที่ออกมาช่างไร้ที่ติ ผิวหนังนุ่มหยุ่นบนมือข้าไร้รอยขีดข่วน เเม้ใช้มันรับมีดตรง ๆ

 

ข้าสูดหายใจลึกสุดปอดเเล้วมองตาจ้านหลิว

 

สุดท้ายก็ความเเตกสินะ...

 

"เป็นไปไม่ได้... ทำไมเจ้ามีปราณมาร..." จ้านหลิวเอ่ยถามเสียงตะกุกตะกัก ข้ายั้งมือเมื่อเห็นจ้านหลิวไม่มีท่าทางจะโจมตีต่อ

 

"เรื่องมันยาว" คำตอบของข้าเเสนสั้น เเสดงความไม่ใส่ใจ ความโกรธต่อจ้านหลิวยังคุอยู่ในอกไม่หาย รู้สึกอยากซัดอีกสักสองสามกระบวนท่า

 

"ตั้งเเต่เมื่อไร... เป็นไปไม่ได้... ในลานประลองเจ้าจะตกหน้าผาตายอยู่เเล้วเจ้ายังไม่ใช้ปราณออกมา ... เเล้วอยู่ ๆ เจ้าจะมีลมปราณได้อย่างไร...."

 

" เพ้ย ! " ข้าถ่มนําลายทิ้งเเทบจะทันทีกับคำถามของจ้านหลิว ขีดความโมโหพุ่งถึงขีดสุด

 

"ในลานประลองมีจอมยุทธกี่คน ปรมาจารย์จากอีกกี่สำนัก ท่านให้ข้าใช้ปราณมารออกมาไม่เท่ากับฆ่าตัวตายหรือ คนอย่างข้าเเค่ตกหน้าผา… ไม่น่าตายหรอก !"

 

ข้าเคยรอดมาครั้งหนึ่งเเล้วด้วย !

 

เเละครั้งนี้ก็ครั้งที่สอง !

 

ข้าตะโกนใส่จ้านหลิว จบไปยกหนึ่งเเลวก็ยังรู้สึกว่าไม่พอจึงพูดต่อ

 

"อ้อใช่ ! ข้าดูดซับปราณมาร ท่านจะทำไม ? จะฆ่าข้าเหมือนฆ่าเฟยหงหรือ ข้าบอกไว้ก่อน ในลานประลองข้าไม่ใช้ปราณมารออกมาป้องกันก็เพราะถ้าข้าใช้ออกมา ข้ารับมือคนทั้งงานไม่ได้ เเต่ถ้าท่านคนเดียว ! ข้าทำได้ ! "

 

ข้าเดินไปหาจ้านหลิวที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นก่อนจะกระชากคอเสื้อเข้าขึ้นมาให้เข้ามาฟังชัด ๆ

 

"ท่านไม่มีสิทธิ์มาต่อรองทั้งนั้นจ้านหลิว คิดฆ่าเฟยหง หรือคิดเอาเรื่องข้าไปบอกใคร เตรียมตาย ! "

 

ข้าหายใจหอบเมื่อพูดไม่มีหยุด เเต่จ้านหลิวอึ้งจนหยุดหายใจไปเเล้ว ปกติข้าไม่ใช่คนใช้อารมณ์พูดมากเเท้ ๆ เเต่เจ้าจ้านหลิวนี่น่าโมโหจริง ๆ ! ข้าอธิบายให้ฟังก็ไม่เอา ยื่นข้อเสนอก็ไม่เอา ข้าชักหมดความอดทนเเล้ว สิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักคำว่าอยู่เป็นนี่คืออะไร ไม่เเปลกใจเลยที่เจ้าโดนสำนักอัสนีไล่ออก

 

ขอโทษนะจางเหว่ย เอาศิษย์น้องเจ้าตามไปรับใช้บนสวรรค์สักคนเถอะ !

 

"ข้า..."

 

ยังไม่ทันได้ยินจ้าหลิวตอบ เสียงเเหวกอากาศก็ดังขึ้นข้างหลัง ข้าจึงปล่อยมือออกจากคอเสื้อของจ้านหลิวทันที เก็บปราณมารให้เรียบร้อย เเละดังคาดเสียงเเหวกอากาศนั้นคือคณะกระบี่บินที่มารับข้า

 

ข้ายิ้มให้เหล่าผู้ที่มารับ เเต่ในใจกลับนึกด่า

 

มาไวไปเเล้ว ข้ายังไม่ทันได้กำจัดตัวปัญหาเลย !

 

"เสี่ยวหยาง" เจ้าสำนักเชวี่ยเข้ามาหาข้าด้วยหน้าตาตื่น พร้อมถามถึงข้าด้วยความเป็นห่วง ข้าเสเเสร้งทำเป็นตกใจเล่าเหตุการณ์อันน่าระทึกขวัญให้ฟังทันที ใส่บทให้เฟยหงเสร็จสรรพ พอโดนถามถึงวิหคชาด ข้าก็ชี้ทิศไปมั่ว ๆ

 

สายตาข้าชำเลืองมองไปทางจ้านหลิว ชายหนุ่มผู้ล่วงรู้ความลับยืนนิ่งสนิทยังไม่ได้เอ่ยปากอันใด ข้าลูบหัวเฟยหงป้อย ๆ นี่ครั้งที่สองเเล้วที่ข้าสติเเตกเพราะเฟยหง เเละทุกครั้งที่สติเเตกก็พาเสียเรื่องทุกที เจ้านกน้อยเอ๊ย เจ้ามันตัวซวย

 

เเต่จนตลอดทางกลับสำนักอย่างปลอดภัย จ้านหลิวก็ลาเข้าที่พักของตนโดยไม่พูดอะไร ข้าจึงคลายความระเเวงลงบ้าง หลังจากเอาเฟยหงเข้าไปซ่อนในห้อง ข้าก็เตรียมจะปรี่ตามจ้านหลิวเข้าไปคุยต่อ เเต่ท่านเจ้าสำนักก็เรียกข้าไว้ก่อน

 

"เสี่ยวหยาง ข้ามีเรื่องจะถามหน่อย" เสียงของท่านเจ้าสำนักเรียบนิ่ง เเต่ข้ากลับรู้สึกถึงฟ้าสงบก่อนพายุเข้า

 

ไม่ใช่ว่าเห็นตอนข้าประมือกับจ้านหลิวหรอกนะ ?
 

 

ในใจข้าเย็นเยียบ มือที่ซ่อนใต้ชายเสื้อกำเเน่น เเต่ก็ยอมเดินตามท่านเจ้าสำนักเชวี่ยด้วยใบหน้าไร้พิรุธ

 

"เรื่องวรยุทธของเจ้า… มีปัญหาอะไรหรือไม่? "

 

ข้าสะดุ้ง เข้าเรื่องเลยหรือ เขาสงสัยข้าเเล้ว ?

 

"ข้าไม่ได้ฝึกวรยุทธมานานเเล้ว ยากจะตอบนักว่ามีปัญหาอันใด" ข้าพยายามใช้นํ้าเสียงที่ปกติที่สุด ผสมกับหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ท่านเจ้าสำนักเดินนำหน้าข้า แผ่นหลังกว้างของเขาเสมือนกำเเพงที่ปิดกั้นทางออกของข้าจนหมดสิ้น

 

"ตอนเจ้ายังเด็ก ข้าจำได้ว่าเจ้าอยู่ในขั้นบ่มเพาะ ใช่หรือไม่ ? "

 

ข้าชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินคำถามจากท่านเจ้าสำนัก พลางกลืนนํ้าลายคำโต

 

ลืมคิดเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย !

 

ก่อนจะหายไปในเขตอาคมข้าอยู่ขั้นบ่มเพาะ เเต่พอกลับมาขั้นวรยุทธของข้าหายไปทั้งหมดเพราะถูกเก็บไว้โดยอาภรณ์ซ่อนเลือด นี่มันมีพิรุธสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่หรือ ...

 

"ใช่… ท่านจำไม่ผิด" ข้าตอบตามจริง หากโกหกเรื่องนี้ไม่มีทางหลอกท่านเจ้าสำนักได้เเน่ มีเเต่จะเพิ่มความน่าสงสัยเสียเปล่า

 

"บอกข้าทีว่าเจ้าไม่ได้ทำลายจุดตันเถียนตนเอง" ท่านอาจารย์กล่าว นํ้าเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

 

"ข้าเห็นว่าเจ้าไม่มีขั้้นวรยุทธมานานเเล้ว ในคราเเรกคิดว่าข้าอาจดูผิดไป หรือมีอะไรผิดพลาดในตัวเจ้า เเต่ในลานประลอง… เเม้เเต่ตอนหลิ่งอี้ผลักเจ้าตกหน้าผา ปราณสักนิดที่เจ้าควรจะใช้ออกมาป้องกันตนเองเจ้ากลับไม่ใช้ออกมา เจ้าคง… คงไม่ได้ทำลายไปแล้วจริง ๆ ใช่หรือไม่"

 

ทำลายจุดตันเถียน...

 

วิธีเช่นนี้ไม่ต่างจากการทำลายชีวิตผู้ฝึกฌาน ทำลายทิ้งเเล้วไม่อาจสร้างใหม่ได้อีก หรือพูดอีกอย่างคือไม่อาจรวบรวมลมปราณได้ตลอดชีวิต สำหรับโลกที่ผู้มีวรยุทธเป็นใหญ่ไม่ว่าจะพรรคธรรมหรือพรรคมาร ไร้วรยุทธก็ไม่ต่างจากคนพิการ

 

เเต่… การโกหกว่าข้าทำลายจุดตันเถียนไปเเล้วคงเป็นทางรอดเดียวในตอนนี้

 

"ใช่" ข้าตอบด้วยเสียงเบาหวิว ในใจรู้สึกผิดหนักอึ้ง

 

"เจ้าทำอะไรลงไป ! " ท่านเจ้าสำนักชวี่ยหันกลับมาทันทีด้วยใบหน้าตกตะลึง ข้าหลบสายตาของเขาเเล้วยืนนิ่ง

 

ความเงียบสร้างความกดดัน ข้าไม่เเก้ตัว เจ้าสำนักเชวี่ยไม่พูด

 

"เฮ้อ..." เสียงถอนหายใจของท่านเจ้าสำนักดังขึ้นเมื่อผ่านไปสักพัก "เจ้าคงมีเหตุผลของเจ้า"

 

อดีตอาจารย์หันหลังกลับเมื่อข้าดื้อเงียบใส่ ก่อนจะเดินจากไป คำพูดสุดท้ายของอาจารย์เต็มไปด้วยความห่วงใย

 

"หากเจ้ายังคิดอยากกลับสำนัก ข้าจะหาทุกวิถีทางช่วยเจ้า"

 

ข้าเบิกตากว้าง เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้นทันที เจ้าสำนักเชวี่ยเดินออกไปเเล้ว ข้ารู้สึกโหวงเหวงในอก ผ่านไปนานเท่าใด อาจารย์ก็ยังเป็นอาจารย์

 

 

 

________

 

 

 

เจ็บ... เจ็บเหลือเกิน....

 

มือหนึ่งอ่อนปวกเปียก มือหนึ่งเต็มไปด้วยรอยกัด สองขาผอมเเห้งก้าวเท้าเชื่องช้าอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าของเด็กชายมีเเต่รอยผื่น ดวงตากำลังล่องลอยอย่างไร้สติ เเต่ความเจ็บปวดสั่งให้สองเท้าก้าวเดิน

 

เเม้รู้ว่าไร้ทางหนี เเม้รู้ว่าไร้ทางรอด เเต่เด็กชายยังเดินต่อไปด้วยความหวัง

 

จนกระทั่งล้มลง... เเละเเข้งขาไม่อาจก้าวเดินต่อไปได้อีก

 

เปลือกตาของเขาใกล้ปิดสนิท นัยน์ตาสีฟ้าหม่นหมองเสมือนฟ้าครึ้มยามฝนพรำ

 

' เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ ! '

 

เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมสัมผัสที่อบอุ่น ดวงตาสีฟ้าของร่างใกล้ตายตวัดขึ้นมอง เจ้าของเสียงเป็นเด็กหนุ่มอีกคน

 

' อาจารย์ฉิน ! ทางนี้ขอรับ ! '

 

ใบหน้าที่เห็นในความทรงจำเลือนลางเเสงสีขาวสะท้อนบดบังใบหน้านั้นจนตาของเขาพร่ามัว เเต่เด็กชายกลับอยากเพ่งมองเเม้ต้องเเสบตาสักเท่าไร

 

เพราะเขาอยากมองมันให้ชัด... อยากมองคนคนนั้นให้ชัดขึ้นอีก

 

" เฮือก ! " จ้านหลิวสะดุ้งตื่น เขาหายใจหอบ ภาพเเรกที่เห็นคือเพดานห้อง ความเจ็บปวดจากในฝันเหลือเพียงความรู้สึกคันยิบบริเวณผิว

 

เเสงอาทิตย์สาดเข้าทางหน้าต่างบอกเวลารุ่งเช้า จ้านหลิวลุกไปล้างหน้า พยายามทำใจให้นิ่ง เเต่ในใจยังคิดถึงคำพูดของซูหลิวหยางไม่หาย

 

ใช่ เขาเคยเป็นพรรคมาร ซูหลิวหยางพูดไม่ผิด เเต่เขาเป็นพรรคมารที่เกลียดพรรคมารด้วยกันเข้ากระดูก ความคิดของเขาสนับสนุนเพียงพรรคฝ่ายธรรมอย่างบริสุทธิ์ใจ

 

เเต่.... สิ่งที่ทำให้จ้านหลิวปวดหัวไม่ใช่เรื่องความลับของเขาเรื่องเดียว

 

คุณหนูตระกูลซูมีปราณมารได้อย่างไร วิหคชาดไปอยู่ข้างกายนางได้อย่างไร วรยุทธของนางลํ้าเลิศตั้งเเต่ตอนไหน ?

 

คำถามมากมายติดอยู่ที่ลิ้น เเต่จ้านหลิวรู้สึกว่าปากตนเองหนักอึ้งเกินกว่าจะเผยอปากถาม .... หรือเเม้เเต่ป่าวประกาศความลับของนาง

 

ความสับสนกดดันจ้านหลิวจนต้องออกไปสูดอากาศหายใจข้างนอกเพื่อคลายหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่น เเต่เเค่ก้าวเท้าออกจากประตู เรื่องน่าปวดหัวอีกเรื่องก็มาประเคนถึงหน้าเขา

 

"ข้าไม่ได้ทำนะ ไม่ใช่ข้า ! " เสียงเฉียวฟงเเหลมดังมาจากคนกลุ่มหนึ่งที่มุงอยู่ลานกว้างด้านล่าง จ้านหลิวมองลงไปอย่างสับสน ก่อนจะสับเท้าก้าวเข้าไปร่วมวงตามเสียงของศิษย์ร่วมสำนัก

 

"เป็นมันเเน่ ๆ ! "

 

"เลวจริง ๆ เเสร้งทำว่าขอโทษเเต่เเอบใส่ยาพิษในสุราหรือ ! "

 

"จับตัวมันไปลงโทษ ! "

 

จ้าหลิวแหวกฝูงชนจนเข้ามาถึงกลางวงจนได้ สิ่งที่เขาเห็นคืออดีตศิษย์ร่วมสำนักกับรอยบวมชํ้าบนหน้า เฉียวฟงที่กล้าหาญเอาสุรามาขอโทษหลิวหยางในวันนั้นนั่งนํ้าตาคลออยู่กลางวงศิษย์สำนักบูรพาในวันนี้

 

"เฉียวฟง ! " ความสัมพันธ์ของศิษย์พี่ศิษย์น้องยังเเน่นเเฟ้น จ้านหลิวโผเข้าไปปกป้องเฉียวฟงทันทีที่เห็นหน้า " นี่มันเกิดอะไรขึ้น ! "

 

"จ้านหลิว จ้านหลิว.... เจ้าต้องเชื่อข้านะ ไม่ใช่ข้า ! ไม่ใช่ข้า ! " เฉียวฟงเอ่ยทั้งนํ้าตาจับชายเสื้อจ้านหลิวร้องงอเเง

 

"หากไม่ใช่เจ้าเเล้วจะเป็นใคร ! " ศิษย์สำนักบูรพาคนหนึ่งกล่าวด้วยหน้าตาดุดัน "ท่านเจ้าสำนักตรวจเเล้ว เเมลงพิษในกายศิษย์พี่หานถูกวางเมื่อสองวันก่อน ในวันเปิดงานอาหารทุกอย่างดื่มกินเหมือนกันทุกคน ยกเว้นสุราของเจ้าที่ศิษย์พี่หานดื่มเข้าไปเท่านั้นที่มีพิรุธ ! "

 

เมื่อฟังจบ จ้านหลิวบีบไหล่เฉียวฟงเเน่น คำพูดของซูหลิวหยางในคืนนั้นย้อนกลับมา

 

' ในจอกของข้ามีพิษ '

 

' กว่าจะออกฤทธิ์น่าจะอีกสักสองสามวัน ....'

 

จ้านหลิวกลืนนํ้าลายฝืดคอ

 

วันเเรกเปิดงาน วันที่สองประลอง เช้าวันที่สามมาถึงเเล้ว ยาพิษออกฤทธิ์เเล้ว

 

 

____________

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #226 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 09:24

    เฉียวฟงเลยซวยไปเลยนะเนี่ย

    #226
    0
  2. #113 Nantanat_neung (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 13:41
    รออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #113
    0
  3. #112 hokutou (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 12:38
    5555 ขึ้นต้นมานึกว่าจะได้อ่าน one piece
    #112
    0