The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 2 : กาลครั้งหนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,526
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    2 ส.ค. 63


 

 

 

กาลครั้งหนึ่ง

 

 

 

ข้าคือซูหลิวหยาง เขาคือเชวี่ยหานเฟิง

 

ข้าอายุเจ็ดปี เขาอายุสิบปี

 

ข้าคืออัจฉริยะเเห่งสำนักบูรพา

 

เขาคือเด็กกำพร้าที่ท่านเจ้าสำนักเก็บมาเลี้ยง…

 

หานเฟิงยามนั้นเเม้อายุมากกว่าข้า เเต่ไม่มีพื้นฐานการฝึกยุทธมาก่อนเจ้าสำนักจึงสั่งให้เขาเรียนรวมกับเด็กที่อายุน้อยกว่า นั่นคือรุ่นเดียวกับข้า เส้นทางรํ่าเรียนของหานเฟิงไม่ได้ราบรื่นนัก ความเเปลกเเยกเริ่มจากอายุ พรสวรรค์การฝึกยุทธที่ช้ากว่าคนอื่น ฐานะบุตรบุญธรรมที่ได้มาเพราะโชคช่วย รวมกับบุคลิกที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เมื่ออยู่ท่ามกลางเหล่าคุณหนูคุณชายที่มากด้วยทิฐิสุดท้ายก็ไม่พ้นโดนกลั่นเเกล้ง

 

หากเจ้าสำนักอยู่ การกลั่นเเกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นประจำ เเม้เรื่องถึงหูท่านเจ้าสำนัก เเต่ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจการทะเลาะวิวาทของเด็กแปดขวบเท่าไรนัก เเค่มาตักเตือนเล็กน้อยเรื่องก็จบเเม้ข้าจะเเหกปากช่วยหานเฟิงทวงความยุติธรรมสักเท่าใดก็ตาม เเต่เมื่อท่านเจ้าสำนักไม่อยู่ ความฉิบหายก็เกิดขึ้น

 

“ท่านโดนกลั่นเเกล้งมาอีกเเล้วหรือ” ข้าในวัยเด็กตวาดใส่เขา หานเฟิงในเวลานั้นตัวสูงกว่าข้า ใบหน้าบวมชํ้า เลือดกำเดาเเห้งกรังอยู่ในจมูก ท่าทางหวาดกลัวเมื่อถูกดุด่าโดยเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เขาในสายตาข้าไม่ต่างจากหมาใหญ่สุดทึ่มตัวหนึ่ง

 

“วันนี้มีประลองฝีมือ” เขาตอบ

 

“ประลองฝีมือ?!” ข้าขึ้นเสียงสูง ประลองฝีมือที่ไม่ได้เรียกข้าไปด้วย? สมองข้าทำงานอย่างฉับไว อ่านสถานการณ์ออกอย่างง่ายดาย ประลองฝีมือที่อาจารย์ที่สอนร่วมมือกับพวกคุณหนูคุณชายในสำนักอัดเจ้าน่ะสิ!

 

“ทำไมเจ้าไม่ป้องกันตัวเอง?”

 

“พวกเขาเก่งกว่าข้า”

 

“งั้นเจ้าก็หนีสิ!”

 

“อาจารย์เก็บคะเเนน”

 

“เก็บกับผี ! เจ้า ไปฟ้องท่านเจ้าสำนักกับข้าเดี๋ยวนี้เลย!”

 

“ท่านเจ้าสำนักไม่อยู่”

 

ข้าเเทบจะเป็นลม หมาหมู่ ลงมือตอนเจ้าสำนักไม่อยู่ แผนการรัดกุมถึงเพียงนี้คงไม่พ้นเจ้าอ้วนหลานชายคนเล็กของท่านเจ้าสำนักที่ไม่อยากยอมรับพี่ชายที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอย่างหานเฟิงเป็นเเน่ เเม้จะโกรธเเทนหานเฟิงจนเเทบจะเผาสำนักทิ้ง เเต่สุดท้ายข้าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพาเขาไปรักษาแผล

 

ท่านเจ้าสำนักเมื่อออกท่องยุทธภพขจัดมารก็หายหัวไปร่วมเดือน เด็กเลวพวกนั้นคงคำนวณเวลาจนเเผลหายพอดี ให้เรื่องใหญ่ได้กลายเป็นเรื่องเล็ก เเต่บางครั้งการกลั่นเเกล้งไม่ได้จบลงเเค่แผลจนข้าคิดว่าพวกเขาต้องการเอาชีวิตหานเฟิงเสียด้วยซํ้า

 

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อพวกเราโตขึ้นมาหน่อยสำนักบูรพาสอบพวกเราโดยการใช้วรยุทธที่รํ่าเรียนมาในการล่าสัตว์ ศิษย์สำนักบูรพาควบม้าเข้าป่าล่าสัตว์อย่างลิงโลดยกเว้นเเต่เพียงหานเฟิงที่นั่งบนหลังม้าอย่างเก้ ๆ กัง ๆ

 

ข้าฉุกคิดขึ้นมาได้ สำนักบูรพาสอนวรยุทธไม่ได้สอนขี่ม้า

 

เมื่อออกจากจุดเริ่มต้นมาได้สักระยะ ข้าควบม้าเข้าไปใกล้หานเฟิง เด็กชายหลบหน้าข้าเล็กน้อย ข้าคิดว่าเขาคงอายที่อายุจนป่านนี้เเล้วก็ยังไม่เคยหัดขึ้นม้า 

 

“หานเฟิงเจ้าคงไม่ได้ขี่ม้าไม่เป็นหรอกนะ” ข้าถามเข้าตรง ๆ เด็กชายอํ้าอึ้งทันที

 

“อยากให้ข้าช่วยสอนหรือไม่” ข้านึกขำตัวเอง การสอบนับจากจำนวนสัตว์ที่ล่ามาได้ หากข้าชักช้าสอนขี่ม้าให้หานเฟิงก็เท่ากับว่าข้าเสียเวลาในการล่าสัตว์ไป เเต่ข้าไม่ได้รู้สึกเสียดายเลยสักนิด กลับกัน ข้ายิ่งรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ได้ใช้เวลาร่วมกับเขา ข้ามองหานเฟิงสลับกับม้าของเขา เจ้าม้าตัวนี้โสโครกนัก ไม่รู้ไปจมถังอึมาหรือไรกลิ่นถึงได้ชวนผวาถึงเพียงนี้ เเน่นอนข้าคิดว่านี่คงเป็นหนึ่งในวิธีเเกล้งของเด็กเวรพวกนั้นเป็นเเน่

 

ระหว่างที่ข้ากำลังคิดจะทิ้งม้าไว้เเล้วออกเดินล่ากับหานเฟิงน่าจะดีกว่า ใบหูของข้าก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งฝ่าอากาศเข้ามา ข้าหันขวับไปทันที มันคือลูกไฟขนาดเล็กดีดมาโดนหางม้าของหานเฟิงเข้าพอดิบพอดี หางเจ้าม้าสีดำมันเลื่อมสะท้อนกับประกายไฟ

 

สมองข้าฉุกคิดได้ไวเท่ากับจังหวะที่ไฟลุกขึ้นมา

 

นํ้ามัน!

 

“ฮี๊!!!”

 

ม้าตัวเขื่องเมื่อรู้สึกร้อนที่ก้นก็ดีดตัวสูงวิ่งออกไปทันที หานเฟิงที่อยู่บนม้าร้องลั่น ข้าควบม้าตามไปติด ๆ ให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ หางม้าของหานเฟิงลุกติดไฟ เช่นเดียวกับความโกรธของข้าที่ระเบิดออกมา

 

พวกชั่ว! พยายามทำให้ตัวม้าสกปรกเพื่อกลบกลิ่นนํ้ามันบนหางม้าหรือ บิดาให้เจ้าล่าสัตว์ ไม่ใช่คน!

 

กอดคอมันไว้หานเฟิง!” ข้าตะโกนไล่หลัง พยายามลงเเส้ม้าตัวเองให้เร็วขึ้น จนตีคู่กับม้าหางไฟของหานเฟิงในที่สุด

 

“ยื่นมือมาให้ข้า” ข้ายื่นมือออกไป พร้อมลำตัวที่ยื่นออกห่างจากม้าเพื่อให้ใกล้กับหานเฟิงมากขึ้น หานเฟิงยื่นมือออกมา ดวงตาที่จ้องมายังข้ามีเพียงความหวาดกลัว ก่อนที่มือของเราจะสัมผัสกันหานเฟิงมองทางข้างหน้าเเวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือนข้า

 

“ระวัง ! !”  เด็กชายตะโกนสุดเสียง

 

ด้วยปกติของมนุษย์ จะต้องดูก่อนว่าหลบอะไร เเล้วจึงค่อยหลบ เเม้มันจะทำให้เราหลบไม่ทันก็ตาม

 

ข้ามองทิศที่หานเฟิงให้ระวัง มันเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง ยืนต้นตรง ลำต้นใหญ่กว่าลำเเข้งข้าเล็กน้อย ไม่ใช่ไม้ใหญ่เเข็งเเรง สำหรับผู้ฝึกยุทธโดนฟาดสักครั้งคงไม่ตาย ปัญหาอยู่ที่กลางลำต้น กิ่งก้านหนึ่งของต้นไม้นั่นหักอยู่พอดี ปลายของมันเเหลมคม เเละปลายโง่ ๆ นั่นก็ดันสูงอยู่ระดับเดียวกับลำตัวข้าที่ยื่นออกมาจากม้าพอดิบพอดี

 

ฉึก!!

 

ตัวข้าหลุดจากหลังม้า มือของหานเฟิงอยู่ห่างไกลออกไปพร้อมกับม้าไฟเเละดวงตาน่าหวาดกลัวของเขา ข้าไม่ได้ร่วงสู่พื้นหลังตกม้า เพราะกิ่งไม้เเหลมนั่นเสียบข้าเอาไว้ให้ติดอยู่กับต้นของมัน

 

ความเจ็บปวดเจียนตายลามมาจากกลางลำตัว ยิ่งเจ็บข้ายิ่งดิ้นพล่าน ยิ่งดิ้นพล่านเลือดยิ่งออก ข้าร้องสุดเสียง ดวงตาพร่าเลือนทรมานเเทบสิ้นสติ กิ่งไม้เมื่อรับนํ้าหนักไม่ไหวก็เเตกออกจากลำต้น ตัวข้าร่วงลงมาหลังกระแทกพื้น กิ่งไม้ที่เสียบทะลุหลังเมื่อปักกับพื้นเเข็งมันก็ดันกลับทางเดิมครูดกับเเผลกลางท้องเเทงออกมา ข้าไม่รู้ว่าอวัยวะส่วนใดที่กิ่งไม้เจ้ากรรมนั่นลากออกมาจากตัวข้า เพราะข้าชิงหมดสติไปก่อน

 

รู้สึกตัวอีกทีข้าก็อยู่บนเตียงเเล้ว เพดานห้องทำให้ข้ารู้ว่าข้าอยู่ในสำนัก ข้างนอกประตูมีเสียงผู้คนคุยกันดังอื้ออึง ความเจ็บปวดในท้องทำให้ข้าอยากหลับลงไปอีก

 

ข้าเห็นเงาคนคนหนึ่ง เเม้เลือนราง ข้าก็รู้ว่าผู้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ข้าคือใคร

 

“หานเฟิง” เสียงของข้าเเผ่วเบา ทุกครั้งที่เส้นเสียงสั่น ข้ารู้สึกเหมือนมันกระเทือนไปถึงแผลของข้าด้วย

 

เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย เเต่ไม่มีเสียงตอบ ข้าจึงยื่นมือออกไปหมายจะสัมผัสเขา มือของเด็กหนุ่มยื่นมาจับมือข้ากุมไว้อย่างเเผ่วเบา

 

“นอนนิ่ง ๆ ” หานเฟิงกล่าว

 

“เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่” เมื่อเอ่ยออกไปข้าก็พึ่งรู้สึกว่าที่ข้าพูดไปนั้นน่าขันเพียงใด เห็นอยู่ว่าหานเฟิงสบายดี เเต่คนกำลังจะตายกลับเป็นข้า

 

“ห่วงตัวเองเถิด” เขาเป็นผู้เตือน

 

“ข้าจะตายหรือไม่” เมื่อข้านึกห่วงตนเอง คำถามนี้ก็ลอยออกมา

 

“ไม่ เจ้าจะไม่ตาย” เขาตอบอย่างมั่นใจ “จากนี้ไปข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นข้าก็นึกถึงหญิงสาวเเละชายหนุ่มในนิทานที่ท่านพ่อเล่าให้ฟัง

 

“ตลอดไปหรือไม่” ข้าถามตามบทในนิทานที่ท่านพ่อเล่า

 

“จนชีวิตจะหาไม่” เขาตอบข้า ข้ารู้สึกว่ามือที่จับกุมมือข้าอยู่นั้นกุมเเน่น

 

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดเช่นนี้หมายถึงอะไร” ข้าอยากหัวเราะ เเต่กลัวเจ็บ

 

หานเฟิงเพียงสะดุ้งเล็กน้อย เเต่เขาไม่ได้คลายมือที่จับข้าอยู่

 

“อืม” หานเฟิงบอกสั้น ๆ  นํ้าเสียงไร้ซึ่งความลังเล

 

ข้ารู้สึกเหมือนกำลังฝันหวาน เเต่ความเจ็บปวดนั้นเป็นของจริง

 

“เจ้าสัญญาหรือไม่” ข้ามองออกไป พยายามเพ่งมองเขาให้ชัด สิ่งที่ข้าเห็นคือดวงตาอันเเน่วเเน่

 

“ข้าสัญญา”

 

ข้าไม่คิดเลยว่าหลังจากคำนั้น เราจะจากกันนานถึงหกปี หลังจากอุบัติเหตุข้าไม่ได้กลับมารํ่าเรียนที่สำนักบูรพาอีกเลย

 

ข้าถูกส่งตัวกลับบ้านเพื่อรักษาอาการ เมื่อข่าวเรื่องบุตรสาวสกุลซูได้รับอุบัติเหตุระหว่างการสอบถึงหูท่านเจ้าสำนัก ท่านเจ้าสำนักใหญ่ก็รีบโดดขึ้นกระบี่บินกลับสำนักทันที สาเหตุการบาดเจ็บของข้าถูกสอบอย่างละเอียดสาวไปถึงเรื่องของหานเฟิง จนในที่สุดก็รู้ว่าคนที่เผาหางม้าเเละคิดเเผนการทั้งหมดคือหลานชายคนเล็กของท่านเจ้าสำนักเองที่คิดจะเผาหางม้าของหานเฟิงเพื่อกลั่นเเกล้งเพราะเด็กชายจากสกุลใหญ่ไม่อยากยอมรับพี่ชายบุญธรรม เจ้าตัวต้นเหตุอ้างว่าตนไม่ได้มีเจตนาฆ่า เพียงเเค่ต้องการกลั่นเเกล้งเท่านั้น 
 

 

หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไปเเม้เป็นหลานชายเเท้ ๆ ท่านเจ้าสำนักก็ไม่ละเว้นเตะก้นอ้วน ๆ นั่นออกจากสำนักทันทีพร้อมลงโทษสถานหนัก เพื่อไม่ให้ความสัมพันธุ์สกุลเชวี่ยเเละสกุลซูต้องเเตกหัก

 

บรรพชนทั้งสองตระกูลปรองดองกันมาตลอด นั่นเป็นที่มาของสัญญาหมั้น มีลูกชายให้เเต่งกับลูกสาว มีลูกสาวให้เเต่งกับลูกชาย เจ้าสำนักเชวี่ยไม่มีบุตรนอกจากบุตรบุญธรรม เเละไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับทางตระกูลหลักเพราะมีภาระดูเเลสำนักอยู่ เเต่เนื่องจากสกุลเชวี่ยสายหลักคนอื่นอย่างหลานชายคนโตก็หนีออกจากบ้าน คนรองเป็นบุรุษที่นิยมเพศเดียวกัน เเละคนเล็กก็ดันเป็นสาเหตุให้บุตรสาวสกุลซูเกือบตาย

 

จนสุดท้ายจึงหันมาหาบุตรบุญธรรมที่ดูท่าทางสนิทสนมกับบุตรสาวสกุลซู จึงเลือกโยนหินถามทางก่อนว่าสกุลผู้มั่งคั่งจะยอมรับบุตรบุญธรรมเเต่งงานหรือไม่ พร้อมทั้งยกยอหานเฟิงว่าที่ผ่านมานี้พยายามอย่างหนักเพียงใด ทั้งวรยุทธก็หมั่นฝึกฝนจากเด็กไร้พรสวรรค์จนเป็นหนึ่งในใต้หล้า ที่ไม่ว่าไปประลองกับสำนักใดก็ต่างให้การยอมรับ ทั้งรูปร่างหน้าตาดีเอย บุคลิกสุขุมเอย ใดใดก็เพื่อเเต่งออกไปให้ได้ไม่ให้ขัดคำสั่งบรรพบุรุษ

 

ท่านอาข้าที่เป็นหัวหน้าตระกูลอยู่ในปัจจุบัน เเน่นอนว่าเมื่อเห็นจดหมายจากสกุลเชวี่ย ก็พุ่งเข้ามาถามข้าก่อน ค่อยจุดธูปบอกบรรพบุรุษ ข้ายอมก็เเต่ง ข้าไม่ยอมก็ช่างหัวบรรพบุรุษนั่นเถอะ

 

ส่วนตัวข้าน่ะหรือ? เมื่อข้าเห็นชื่อเชวี่ยหานเฟิงบนจดหมาย ก็พร้อมโดดขึ้นเกี้ยวโดยไร้ความลังเลเเล้ว

 

 

_______________

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

244 ความคิดเห็น

  1. #209 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 16:37

    คงจะลืมคำสัญญาไปแล้วมั้งเนี่ย

    #209
    0