The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 18 : เดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 151 ครั้ง
    7 ส.ค. 63


 

 

 

 

เดินทาง

 

 

 

 

 

 

สามวันถัดมา

 

"ไม่ได้ ๆ อย่างไรข้าก็ต้องไป"

 

"นายท่านเจ้าคะ ท่านเป็นเเบบนี้ไปไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ"

 

"ยังไงก็พักสักวันเถิดขอรับ ท่านอายุมากเเล้ว บาดเจ็บเช่นนี้หายยากนะขอรับ ! "

 

"งานนี้สำคัญยังไงข้าก็ต้องไป ! "

 

"นายท่าน.... อ๊ะ! คุณหนู ช่วยพูดหน่อยเถอะขอรับ"

 

ข้ายืนกอดอก พิงประตู มองท่านอาที่ขาหักจนต้องใช้ไม้ดามกับท่านหมอเเละเหล่าเเม่บ้านผู้กำลังห้ามนายตนไม่ให้ลุกออกไปอย่างสุดชีวิต

 

วันนี้คือวันที่ต้องเดินทางไปงานชุมนุมชาวยุทธ หัวหน้าตระกูลซูตื่นเต้นมากจนตกบันไดขาหักเมื่อเช้า

 

"ท่านจำเป็นต้องไปจริง ๆ หรือท่านอา" ข้าเดินเข้ามานั่งข้างเตียงเเละเริ่มพูดคุย

 

"เเน่นอน ! ต้องไปสิ" หัวหน้าตระกูลยืนยันหนักเเน่น เเต่ท่านหมอส่ายหน้ายิก ๆ มาให้ข้า

 

"ท่านให้จิ่นเลี่ยวไปเเทนไม่ได้หรือ ยังไงเขาก็เป็นลูกของท่าน ไปเเทนท่านคงไม่น่าเกลียดกระมัง"

 

"ให้ไปเเทนก็ได้อยู่.... เเต่วันนี้จิ่นเลี่ยวมีสอบเข้ารับข้าราชการ"

 

ข้าเกาหัวเเกรก ๆ ถอนหายใจยืดยาวไปทีหนึ่ง

 

"งั้นให้ข้าไปแทน"

 

"ไม่ ๆ ๆ เจ้าจะไปแทนได้อย่างไร" ท่านอาหันมามองข้าอย่างตกใจ โบกมือปฏิเสธทันควัน

 

"ท่านบอกไปแทนก็ได้นี่นา เอาน่า ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก งานจัดที่สำนักบูรพาไม่ใช่หรือ ? สำนักบูรพาจะมีเรื่องอันตรายใดกัน"

 

"ข้าไม่ได้ห่วงเจ้า... "

 

"ท่านคงไม่ลืมใช่ไหมว่าเขตเเดนสำนักบูรพาห้ามใช้ยันต์เคลื่อนย้าย ? หรือท่านคิดจะขึ้นบันไดสี่ร้อยสี่สิบเก้าขั้นของสำนักบูรพาด้วยขาเเบบนี้ ? " ข้าชี้ไปที่ขาของท่านอาเเล้วเตือนเขา ครั้งนี้เป็นหัวหน้าตระกูลเองบ้างที่ถอนหายใจยอมรับชะตากรรม

 

"เอาน่า ข้ารู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ท่านอาโปรดวางใจ" ข้าตบไหล่ท่านอาอีกสองสามที ถึงไอ้งานจอมยุทธอะไรนี่ฟังดูไม่ค่อยน่าสนุกเท่าไร เเต่จะปล่อยท่านอาลากสังขารไปแบบนี้ได้อย่างไร

 

"ในงานมีหานเฟิงอยู่ด้วย เจ้าเเน่ใจหรือว่าเจ้าไม่เป็นอะไร ? "

 

ข้ายิ้มเเห้ง ถ้าเมื่อก่อนคงเป็นอยู่หรอก...

 

"ข้าไม่คิดอะไรเเล้ว ท่านอาโปรดวางใจ" ข้าลุกขึ้น เเล้วหันไปพูดกับบ่าวในจวน "ส่งม้าเร็วนำหน้าไปบอกสำนักบูรพา ว่าข้าจะมาเเทนท่านอา" บ่าวคนหนึ่งรับคำสั่ง ข้าจึงลุกขึ้นเพื่อไปเตรียมตัว

 

"เดี๋ยวก่อนหยางเอ๋อร์" ท่านอาเอ่ยรั้งไว้ก่อนที่ข้าจะออกประตูไป

 

"ท่านอา... ข้าบอกเเล้วว่าท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า"

 

"ข้าไม่ได้ห่วงเจ้า ข้าเเค่กลัวว่าสัตว์อสูรตัวนั้นของเจ้าจะเผาสำนักบูรพา"

 

"...ท่านอา เฟยหงไม่ทำเช่นนั้นหรอก"

 

"ข้าจะมั่นใจได้อย่างไร ในเมื่อห้องของเจ้าเองมันก็เผาไปเเล้ว ! "

 

"..."

 

______________

 

 

 

รถม้ากว้างพอที่ข้าจะยกชุดนํ้าชาเข้ามาไว้ข้างในได้ เส้นทางไปสำนักบูรพาขรุขระ เเต่ภายในรถม้ากลับนิ่มนวลเหมือนล้อเกวียนเหยียบอยู่บนพื้นเรียบ

 

อิงอี๋รินนํ้าชาอย่างใจเย็น

 

"เฟยหงไม่มาด้วยหรือเจ้าคะ ? " สาวใช้เอ่ยถามอย่าสงสัย ผ่านมาสักพักเเล้ว อิงอี๋เริ่มเข้าใจนิสัยของเฟยหงเเละชินกับการมีอยู่ของมัน นับวันสองคนนี้ยิ่งสนิทกันเเบบประหลาด ๆ

 

"มันเผาห้องข้า ข้าต้องลงโทษมันหน่อย" ข้ายกชาขึ้นจิบ กลืนคำว่า 'ท่านอาไม่อนุญาตให้ข้าเอามันไปด้วย' ลงคอ

 

"มันเป็นสัตว์อสูรชนิดใดกันเเน่ สามารถเเปลงกายเป็นมนุษย์ได้เเสดงว่ามันไม่ธรรมดา เจ้าเอามาเลี้ยงเล่นเเบบนี้ไม่อันตรายหรือ" เสียงจ้านหลิวดังขึ้นจากหน้ารถม้า

 

ข้ามองไปที่ม่านข้างหน้า เเม้ไม่ได้อยู่ในรถม้าด้วยกัน เเต่สารถีคนใหม่ของข้าก็ยังอุสส่าแอบฟัง

 

"คุณชายจ้าน ท่านเจ้าสำนักฉินให้ท่านอยู่เเต่ในสำนักหรือถึงไม่รู้ว่าจอมยุทธเลี้ยงสัตว์อสูรกันจนเป็นเรื่องปกติ"

 

จ้านหลิวเงียบไปเมื่อได้ยิน

 

ใช่ เลี้ยงสัตว์อสูรเป็นเรื่องปกติ เเต่เลี้ยงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อย่างวิหคชาดไม่ปกติเเน่ อย่างไรข้าก็ต้องทำตัวปกติไว้ก่อนนั่นเเหละ ทำตัวเป็นสัตว์อสูรกระจอก ๆ ไปตลอดทีเถอะเฟยหง...

 

"ว่าเเต่ท่านเถอะข้าบอกให้อยู่ในเรือนสบาย ๆ เเท้ ๆ จะลำบากมาเป็นสารถีให้ข้าทำไม" ข้าเถิบตัวไปข้างหน้าเปิดม่านออกเพื่อให้คุยง่ายขึ้น

 

"ข้ามาทำงานเป็นสารถี เจ้าจะให้ข้าอยู่เฉย ๆ หรือ"

 

"บอกมาตรง ๆ เถอะ ท่านอยากเจอท่านเจ้าสำนักฉินที่งานชุมนุมใช่หรือไม่ ? "

 

จ้านหลิวเงียบไป ข้าเท้าคางอย่างรอคำตอบ

 

"ท่านอาจารย์ฉินมีโรคเรื้อรัง ร่างกายไม่เเข็งเเรงมาตลอด ข้าเป็นห่วง" จ้านหลิวตอบอย่างเฉยชา เเม้ไม่ได้หันหน้ามา เเต่ข้าพอจะเข้าใจอารมณ์ที่เศร้าหมองของเขาจากนํ้าเสียง

 

"ข้าให้ฐานะผู้ติดตามเเก่ท่านได้ ที่นั่งของท่านจะได้อยู่ชั้นสูง มองเห็นอาจารย์ฉินชัด ๆ หน่อย" ข้าลองเสนอ ที่นั่งชั้นสูงสำหรับเจ้าสำนักหรือหัวหน้าตระกูล สามารถพาผู้ติดตามมาได้สองคน ข้าพาอิงอี๋ติดตามมาคนเดียว ส่วนนอกนั้นก็เป็นคนงาน สิทธิ์ของผู้ติดตามอีกคนให้จ้านหลิวเสียดีกว่า

 

"...ขอบคุณ" จ้านหลิวตอบ เสียงเเผ่วดังใบไม้หล่น

 

"คุณชายจ้าน หลังจากเรื่องในร้านเหม่ยฮวาวันนั้น ท่านได้ยินข่าวเรื่องผู้คุมที่ไม่มีป้ายผ่านทางหรือยัง ? " ข้าเปิดบทสนทนาต่อ หลังจบเรื่องในวันนั้น ข้าคิดว่าจะไม่สนใจเเล้วปล่อยให้พวกชาวยุทธจัดการกันเอง เเต่ข่าวที่พึ่งได้ยินมาทำเอาข้าไม่สบายใจ

 

"ข้ายังไม่รู้ เจอตัวคนร้ายเเล้วหรือ ? หากเจอเเล้วทำไมถึงไม่เรียกข้า ข้าเป็นคนเดียวที่เห็นหน้าคนร้ายเเท้ ๆ " ข้างหน้า จ้านหลิวตอบพลางลงเเส้ม้าเสียงดังเพี๊ยะ

 

"ไม่...ยังไม่เจอ" ข้ายกชาขึ้น มือสั่นเล็กน้อยจนนํ้าในถ้วยชากระเพื่อม "พวกเขาเจอศพผู้คุม ศพถูกเผา ไม่เจอป้ายผ่านทาง "

 

"เเสดงว่าคนพรรคมารที่เข้ามายั่วยุข้าขโมยมันมาจากผู้คุมคนนั้น" จ้านหลิวเอ่ยเสียงเยียบเย็น

 

"หากเป็นเช่นนั้นทำไมต้องเผา"

 

"เจ้ากำลังหมายถึงอะไร ? "

 

"หากท่านต้องการงัดบ้านใครสักคน ท่านก็เเค่ขโมยกุญเเจจากเจ้าของบ้าน ท่านอาจจะใช้วิธีฆ่าเขาเเล้วค้นกุญเเจจากศพ ค่อยย่องเข้าไปงัดบ้าน เเล้วจะเสียเวลาไปฌาปนกิจให้เจ้าของบ้านที่ตายไปแล้วทำไม อีกอย่าง ไฟทำให้เป็นจุดเด่น อาจโดนพบได้ง่าย ท่านเข้าใจที่ข้าเปรียบเทียบหรือไม่ ? ผู้คุมที่ถูกเผาคนนั้นก็เหมือนเจ้าของบ้านที่มีกุญเเจ พรรคมารที่ปลอมตัวเข้ามายั่วยุท่านก็เหมือนขโมย" ข้าอธิบายให้ฟัง โชคดีที่ศิษย์สำนักอัสนีไม่ได้โง่ เพียงเเค่อาจารย์ฉินสอนให้ใสซื่อมีคุณธรรมเกินไปเท่านั้น

 

"อาจจะเผาเพื่อปกปิดบางอย่างบนศพ" จ้านหลิวกล่าวเสียงเย็น

 

ข้าลูบคางพลางครุ่นคิด ที่จ้านหลิวพูดนั้นตรงกับที่ข้าคาดไว้ เพียงเเต่ข้าเดาไม่ออกว่าปกปิดอะไร เรื่องทั้งหมดนี่หากข้าเเทนให้ตี้หม่าเป็นคนร้ายทุกอย่างจะปะติดปะต่อกันได้พอดี เเต่ข้าไม่มีหลักฐาน ข้อมูลของตี้หม่าที่ท่านอาจ้างคนไปสืบก็ยังไม่ได้มา

 

"การเข้าไปในเขตคุมขังนั้นยาก เเละข้าคิดว่าลอบสังหารผู้คุมที่มีป้ายผ่านทางนั้นยากยิ่งกว่า" ข้าเอ่ยสิ่งที่คิดออกมา ไม่มีทางที่สำนักบูรพาจะส่งศิษย์ไร้ฝีมือมาทำงานสำคัญ "คนที่สังหารเเละขโมยป้ายผ่านทางอาจเป็นคนในสำนักบูรพา "

 

"คนที่เข้ามายั่วยุข้าเป็นพรรคมารนะ เจ้าจะบอกว่าสำนักบูรพามีสายพรรคมารหรือ? " จ้านหลิวทนไม่ไหว หันหน้าเข้ามาคุยกับข้าทันที

 

"ก็อาจจะเป็นไปได้นี่"

 

"ไม่จริง สำนักบูรพาตรวจร่างกายศิษย์ทุกคนก่อนรับเข้าสำนัก เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจอเข็มกักปราณ" จ้านหลิวเถียงคอเป็นเอ็น ข้าเพียงหัวเราะเบา ๆ ให้เขา

 

ฝังเข็มกักปราณ

 

เป็นวิธีหนึ่งที่พรรคมารใช้ลบร่องรอยปราณมารของตน เเละสามารถมาเดินอาด ๆ หน้าจอมยุทธฝ่ายธรรมะได้โดยที่จอมยุทธฝั่งธรรมะจะไม่สามารถรับรู้ถึงปราณมารในตัวผู้ที่ฝังเข็ม เเต่ข้อเสียของมันคือ หากโดนตรวจร่างกาย ก็จะเจอกับรอยเข็ม เเละความจะเเตกทันที จากความทรงจำของมารพิษ วิธีนี้เป็นที่นิยมในหมู่สายพรรคมาร

 

"การฝังเข็มกักปราณไม่ใช่วิธีเดียวที่สามารถซ่อนปราณมารได้"

 

"เช่นนั้นก็ใช้ยันต์ซ่อนปราณ... เเต่มันเป็นไปไม่ได้ เขตเเดนของสำนักบูรพาห้ามการใช้ยันต์ทุกชนิดนี่..."

 

"ยังมีวิธีอื่นอีก"

 

"วิธีใด ? "

 

นอกจากอาภรณ์ซ่อนเลือดที่ข้าฝึก ก็ยังมีอีกวิธีที่ไม่จำเป็นต้องพกของสิ่งใดก็สามารถเนียนเป็นสายพรรคมารในฝั่งธรรมะได้...

 

"ถ้าไม่มีวรยุทธ ก็จะไม่พบปราณมาร"

 

"เจ้าบ้าไปเเล้ว... สายพรรคมารที่ไม่มีวรยุทธจะทำอะไรได้กัน..."

 

เฮอะ...ข้าไม่ได้บ้า... เเละมีสายพรรคมารหลายคนด้วยที่เเฝงตัวเข้ามาพรรคธรรมตั้งเเต่ยังไม่มีวรยุทธ

 

ข้าไม่ได้ให้คำตอบ เรื่องทั้งหมดข้าเห็นในความทรงจำของมารพิษทุก ๆ ปี พรรคมารจับเด็กอายุประมาณสามขวบมาล้างสมอง ให้ศรัทธาในพรรคมาร ให้บูชาเทพอัคคี ให้ฆ่าตัวตายเมื่อถูกจับได้ พวกเด็ก ๆ ที่สมควรจะได้ใช้วัยเด็กอย่างร่าเริงถูกใช้เสมือนหุ่นกระบอกที่ไร้ชีวิต

 

ไม่มีใครสงสัยพวกเด็ก ๆ ...

 

เด็กเหล่านั้นเมื่อผ่านการล้างสมองจนกลายเป็นสุนัขที่เชื่อฟังของพรรคมาร พออายุประมาณเก้าถึงสิบปีก็ถูกส่งไปยังสำนักต่าง ๆ บางคนกลายเป็นลูกบุญธรรม บางคนเป็นเเค่เด็กรับใช้ บางคนได้ฝึกวิชาเซียนในพรรคฝ่ายธรรมด้วยซํ้า เเต่ถึงอย่างนั้น จิตใจที่ถูกปลูกฝังให้ทำตามคำสั่งของพรรคมารมาตั้งเเต่เด็กก็ทำให้พวกเขากลายเป็นหนอนบ่อนไส้ของพรรคธรรมมากกว่าเป็นคนของพรรคธรรมจริง ๆ

 

ว่ากันว่ามหามารดาเองก็ทำกับลูกตนเองเช่นนั้น .... ประมุขน้อยพรรคมาร

 

อ่า... น่าเสียดายที่มารพิษอยู่เเต่ในเขตอาคม ไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับเด็ก ๆ พวกนั้น มิเช่นนั้นเเล้วข้าคงมีโอกาศได้เห็นประมุขน้อยพรรคมารให้เป็นบุญตาสักครั้งก็เป็นได้

 

หลังจากจบบทสนทนาที่ข้าเป็นคนเริ่ม จ้านหลิวก็ไม่ได้เปิดปากเรื่องใดอีก ตลอดการเดินทางอันสะดวกสบาย ข้าคุยเล่นกับอิงอี๋บ้าง หลับบ้าง ลงไปเดินเล่นบ้าง พอรู้ตัวอีกที ก็มาถึงสำนักบูรพาเเล้ว

 

เมื่อข้าลงจากรถม้า ทิวทัศน์ที่ไม่ต่างจากความทรงจำในวัยเด็กก็ปรากฏ สำนักใหญ่ตกเเต่งงดงามดั่งเเดนสวรรค์ กระเรียนทองคำสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สำนักบูรพามองเหยียดลงมายังเเขกผู้มาเยือนด้วยดวงตาหยิ่งยโส ข้าเเอบขนลุกเกรียว ถ้าข้าพาเฟยหงมาด้วยมันจะมองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันออกหรือไม่ คงถูกเเล้วที่ข้าทำตามการตัดสินใจของท่านอา...

 

"ท่านผู้อาวุโส เชิญขอรับ เชิญ ๆ " ศิษย์สำนักบูรพาคนหนึ่งยืนต้อนรับอยู่หน้าทางเข้า ข้าเอียงคอมองเขาอย่างฉงน เหมือนข้าจะรู้จักคนคนนี้นะ...

 

"อ๊ะ ! ศิษย์น้อง ! " ศิษย์ผู้ต้อนรับคนนั้นเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนมทันทีที่เห็นข้า ซํ้ายังวิ่งมาหาอย่างดีอกดีใจ

 

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ! หายไปไหนตั้งสองปี หานเฟิงรังเเกเจ้าทำไมไม่มาบอกข้า ข้าเป็นห่วงเจ้าเเทบตายรู้ไหม ตอนที่พวกเขาเจอเจ้า สารเลวหานเฟิงก็ไม่บอกข้าสักนิด ! ฮืออออ ข้าดีใจจริง ๆ ที่เห็นเจ้ามา มา ๆ ศิษย์น้องรักกอดกัน ๆ " ศิษย์ชายผู้ต้อนรับคนนั้นไม่พูดเปล่า เข้ามากอดข้าทันที ข้าอึ้งไปพักเเล้วปล่อยให้เขากอด หันไปหาอิงอี๋อย่างขอความช่วยเหลือเพราะจำศิษย์พี่คนนี้ไม่ได้

 

"เอ่อ... ท่านคือ..." เมื่อจำไม่ได้สักที ข้าจึงเอ่ยถาม ศิษย์พี่พูดมากคนนั้นกระชากตัวข้าออกจากอ้อมกอด เเล้วมองข้าอย่างประหลาดใจ

 

"เจ้าจำข้าไม่ได้ ? "

 

"เอ่อ... ข้าหายไปตั้งสองปี...ก็เลย.."

 

"เจ้าความจำเสื่อม ! "

 

"..."

 

"ใช่เเล้ว มีเเต่คนบอกเจ้าเปลี่ยนไป หรือเจ้าไม่ใช่ศิษย์น้องของข้าเเล้ว ! " ศิษย์พี่คนนั้นทำตาโตอย่างตกใจ

 

"..."

 

"หรือว่า ! ! จริง ๆ เเล้วเจ้าเป็นวิญญาณจากโลกอื่น ศิษย์น้องหยางของข้าโดนพ่อค้าทาสจับไปทรมานจนปางตายวิญญาณจึงหลุดออกจากร่าง ส่วนเจ้าก็โดนสิบล้อชนตายวิญญาณจึงหลุดมาอยู่ในต่างโลก รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นน้องซูของข้าใช่หรือไม่ ! ? "

 

"..."

 

"ฮือ... ไม่น่าเลย หยางหยางของข้าาา"

 

"... ข้าไม่เข้าใจว่าท่านพูดอะไร" ข้ายืนงงเป็นไก่ตาเเตกกับทุกคำพูดของเขา ศิษย์พี่ที่พูดมากขนาดนี้หรือว่าจะเป็น...

 

"คุณหนู ... ท่านนี้คือคุณชายเชวี่ยหลี่จวินเจ้าค่ะ" อิงอี๋กระซิบบอกข้า

 

ศิษย์พี่หลี่... อ้า ข้าเจอเขาครั้งล่าสุดเมื่อตอนเเต่งงานเข้าบ้านหานเฟิง ก่อนที่ข้าจะหายตัวยาว ศิษย์พี่หลี่ตอนเด็กน่ะข้าจำได้อยู่ เเต่ข้าเห็นเขาตอนโตเเค่ครั้งเดียวเอง !

 

"ขอโทษนะ...ข้าคงรักเจ้าเหมือนที่รักหยางหยางของข้าไม่ได้ ฮือออออ ศิษย์น้องที่น่ารักของข้า..." ระหว่างที่ข้ากำลังนึก ศิษย์พี่หลี่ก็ตัดเข้าฉากเรียกนํ้าตาเรียบร้อยเเล้ว

 

"ข้าคือซูหลิวหยาง ศิษย์พี่หลี่ ข้าจำท่านได้ เเค่ลืมหน้าท่านเท่านั้น"

 

"โกหก ! เเค่สองปี เจ้าจะลืมข้าได้อย่างไร ! ฮืออออออ เจ้าเป็นตัวปลอมม"

 

"สมัยเรียนอยู่ในสำนักข้าเคยเอารองเท้ายัดปากท่าน เรื่องนี้มีเเค่เราสองคนที่รู้ เเค่นี้พอจะยืนยันตัวตนของข้าได้หรือไม่ ? " ข้าไม่รู้ว่าศิษย์พี่เป็นอะไรถึงคิดว่าข้าเป็นตัวปลอม จึงยกเรื่องราวในอดีตที่ข้าจำฝังใจขึ้นมาบอก

 

"เเค่ก ๆ ๆ ๆ " ศิษย์พี่หลี่ไอโขลก ข้ามองอย่างเป็นห่วง ดูเหมือนข้าจะไม่ใช่คนเดียวที่จำฝังใจ

 

"เจ้าไม่มีเรื่องอื่นมายืนยันเเล้วหรือ เรื่องที่ดีกว่านี้น่ะ..."

 

"อืม.... ดูเหมือนว่าข้าจะเคยถีบท่านตกถังอึครั้งหนึ่ง"

 

"พอเถอะ ๆ ข้าเชื่อเเล้ว..." ศิษย์พี่หลี่มองข้าตั้งเเต่หัวจรดเท้า "เจ้าปากร้ายขึ้นหรือไม่"

 

ข้ากะพริบตาปริบ ๆ ข้าปากร้ายตรงไหนกัน ?

 

" ไม่สิ..ไม่ร้ายขึ้น เจ้า...เหมือนเดิม..." ศิษย์พี่หลี่มองลึกเข้ามาในตาข้า ก่อนจะพูดขึ้น "เหมือนเดิม... เหมือนตอนก่อนที่เจ้าจะเเต่งงาน"

 

ข้ายิ้มรับคำวิจารณ์ ก่อนอ้าเเขนออก กอดเขาอย่างจริงจังอีกครั้ง

 

"ข้าดีใจที่ได้กลับมาเจอท่านอีก" ข้าบอกกับเขา

 

ศิษย์พี่หลี่สูดขี้มูกเเล้วปาดนํ้าตา

 

"ข้าก็ดีใจ"

 

การขึ้นบันไดสี่ร้อยสี่สิบเก้าขั้นไม่น่าเบื่ออีกต่อไปเมื่อมีคนพูดมากอย่างเชวี่ยหลี่จวิน ข้าเห็นสายตาหลายคู่ระหว่างทางขึ้น เเต่ละความรู้สึกที่สื่อผ่านดวงตาเหล่านั้นมองข้าไม่ดีนัก

 

สงสาร เหยียดหยาม ผิดหวัง รังเกียจ

 

ข่าวปลอม ๆ ที่ว่าข้าท้องกับเฟยหงคงลือกระฉ่อนไปทั่วเเล้วกระมัง ?

 

"เอ้ ศิษย์น้อง ข่าวที่ว่าเจ้าท้องนี่จริงหรือไม่ ? " ศิษย์พี่หลี่กระทุ้งศอกถามข้าได้จังหวะพอดี

 

"ข้าดูเหมือนคนท้องหรือ" สายตามากมายจับจ้อง หูหลายใบเงี่ยฟัง คำตอบของข้าจึงไม่ได้เอ่ยออกมาเบา ๆ

 

"ก็ไม่เหมือนเเฮะ...." ศิษย์พี่หลี่เกาหัวตอบ

 

"อ้าว ! คุณหนูซู เราเจอกันอีกเเล้วหรือขอรับ" เสียงเจื้อยเเจ้วที่ข้าไม่อยากได้ยินดังขึ้นข้างหลัง เเม้ไม่เห็นหน้าข้าก็รู้ว่าเป็นใคร

 

ตี้หม่าเดินเข้ามาประกบข้าอย่างสนิทสนมด้วยรอยยิ้มอันเสเเสร้งของมัน

 

"ไม่ต้องมากพิธี โปรดพาไปที่นั่งของข้า" ข้าเอ่ยเสียงเย็นขึ้นมาจนศิษย์พี่หลี่ที่กำลังทักทายอาจารย์ต้องหันมาจ้อง

 

"เเหม ๆ คุณหนูซูรีบขนาดนี้ เชิญตามข้ามาได้เลย" ด้วยการนำทางของตี้หม่า ข้าฝ่าฝูงเเขกเหรื่อมาถึงที่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

เเต่เมื่อเห็นที่นั่งตน เท้าของตนก็ต้องหยุดชะงัก

 

"ใครเป็นคนจัดที่กัน ! นั่งตรงนั้นมัน ....มัน..." อิงอี๋ ผู้ติดตามหมายเลขหนึ่งของข้าเเหกปากออกมาทันที

 

"โอ้... ข้าเป็นคนจัดที่นั่งเอง คุณหนูซูไม่พอใจตรงไหนหรือไม่" ตี้หม่ายิ้มกริ่ม ข้าเพียงเหลือบตาไปมอง

 

"ไม่มี"

 

ที่นั่งของข้าอยู่บนชั้นสูง เบาะนั่งสะอาดเรียบร้อย ลำดับที่นั่งถัดจากที่นั่งประธานไม่ไกล นับว่าจัดได้เหมาะสม เพราะว่าสกุลซูออกค่าใช้จ่ายในงานนี้ไม่ใช่น้อย เเละคงไม่มีใครกล้าไล่เเซ่ซูให้ไปนั่งพ้นหูพ้นตา ต่อให้หัวหน้าตระกูลไม่มาเอง

 

นับเป็นที่นั่งที่มีเกียรติพอ ๆ กับเจ้าบ้านด้วยซํ้าเเต่...

 

"ท่านไม่รู้หรือว่าหานเฟิงเป็นสามีเก่าหยางหยาง ท่านจะให้พวกเขานั่งข้างกันได้อย่างไร ! "

 

ข้าคิดจะปล่อยผ่าน ทว่าศิษย์พี่หลี่ก็พูดสิ่งที่ทุกคนคิดออกมาทั้งหมด

 

 

__________

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 151 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #76 EndlessLovelove (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 06:46

    โอ้ยค้างไว้ตรงนี้ มาต่อไวๆน่ะค่ะรอๆๆ

    #76
    0
  2. #75 Nantanat_neung (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2563 / 14:32
    รอออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    #75
    0
  3. #72 Sirinan Klinkesorn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 13:02
    ศิษย์พี่หลี่นี่ย้อนเวลามาใช่ไหม? ทั้งสิบล้อ ทั้งคนปัจจุบัน ใช่แน่ๆ เอ็นดูว์พี่หลี่ ❤️❤️
    #72
    0
  4. #70 tttatang (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 12:24
    อ้ยยยน้องจะทำไงล่ะทีนี้
    #70
    0
  5. #69 Som0970139071 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 12:21
    ไรท์จ๋าาา รีดรออยู่น๊าาาา
    #69
    0