The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 14 : เหม่ยฮวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 174 ครั้ง
    5 ส.ค. 63


 

 

 

เหม่ยฮวา

 

 

 

เหม่ยฮวา คือเหลาสุราชื่อดังของเมืองอี้ ด้วยสุราเลื่องชื่อทำให้ร้านเหม่ยฮวามีลูกค้าเข้ามาไม่ขาดสายตั้งแต่ฟ้าสางยันฟ้ามืด เนื่องจากเมืองอี้เป็นเมืองทางผ่านของหลายสำนักเซียนทำให้เหล่าจอมยุทธผู้ตัดกิเลสไม่ขาดเป็นลูกค้าส่วนมากของร้านนี้

 

ชั้นสองของร้านเหม่ยฮวา ข้านั่งกระดกเหล้าบ๊วยมองความวุ่นวายเบื้องล่างอย่างสุขใจ

 

เพราะอยู่ในเขตอาคมอย่างโดดเดี่ยวมานาน ออกจากที่นั่นมาได้เเค่ไม่กี่วันข้าจึงโหยหาความคึกคักเเละผู้คน

 

“คุณหนูทำไมถึงมาที่แบบนี้ล่ะเจ้าคะ” อิงอี๋ที่นั่งข้างหน้าข้าเริ่มกระวนกระวายเมื่อเห็นข้าโผล่หน้าออกจากหน้าต่างห้องส่วนตัวโดยไม่สนใจว่าใครจะมองคุณหนูซูผู้นี้อย่างไร

 

ในห้องส่วนตัวสำหรับลูกค้าพิเศษ (อีกความหมายคือลูกค้าที่จ่ายหนัก) มีแต่ข้า อิงอี๋ที่ทำหน้าดุใส่ และเฟยหงที่กำลังพยายามจิบสุรา ห้องส่วนตัวไม่ได้คึกคักเหมือนบรรยากาศด้านล่าง

 

“ตอนเด็ก ๆ ข้าก็มาบ่อยนี่” ข้าตอบอิงอี๋เหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แม้ เด็ก ๆ ที่ข้าพูดจะหมายถึงสมัยสิบขวบที่ข้าแอบมาดื่มสุราร้านนี้กับเหล่าศิษย์พี่ในสำนัก เเม้ว่าสำนักบูรพาจะมีกฏห้ามเสพของมึนเมาก็ตาม

 

“คุณหนู ! ตอนนี้ท่านคือท่านหญิงผู้เพียบพร้อมนะเจ้าคะ ชื่อเสียงเรื่องความงดงามที่สุดในแผ่นดินจะมัวหมองเอาได้”

 

ข้าฟังอิงอี๋แล้วยิ้มเล็กน้อยพลางมองเงาตนเองในถ้วยสุรา ข้ายังเป็นข้า เพียงแต่เป็นข้าที่ไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้ใส่ปิ่น ม้วนมวยผมตกเเต่งใส่เครื่องประดับ หรือใส่เสื้อผ้าดูหรูหราเหมือนเมื่อก่อน เพราะตัวข้าที่ใบหน้าขาวซีด ปล่อยผมปลิวตามลม ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ดูจะเป็นตัวของตัวเองมากกว่า

 

“อิงอี๋ข้าไม่ได้งดงามที่สุดในแผ่นดินหรอก” ข้าเอ่ยตอบนาง บริกรชายคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาพร้อมจานอาหารขัดจังหวะอิงอี๋ที่กำลังเถียงข้าต่ออยู่พอดี

 

“เสี่ยวเอ้อ” ข้าขานเรียกมัน “เจ้าคิดว่าข้างดงามที่สุดในปฐพีหรือไม่”

 

ชายหนุ่มที่กำลังวางถาดอาหารงุนงงเล็กน้อยแต่ก็หันมาตอบข้า

 

“พูดตามตรง ท่านงดงามขอรับ” ชายหนุ่มคารวะตอบ “แต่ ... หญิงในหอคณิกาหลายนางก็ยังมีคนที่สวยกว่าท่าน”

 

“นี่เจ้า ! ”

 

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” ข้าหัวเราะออกมาก่อนที่อิงอี๋จะลุกไปตบชายคนนั้น เฟยหงมองข้าอย่างงุนงงแต่ก็ยิ้มโง่ ๆ ตามเมื่อเห็นข้าอารมณ์ดี

 

“เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่อิงอี๋” ข้าพูดไปขำไปพลางโบกมือไล่บริกร “ข้าไม่ได้งดงาม ไม่เลย”

 

“นั้นก็แค่คำพูดของคนชั้นต่ำ ! คุณหนูอย่าไปใส่ใจเลยเจ้าค่ะ”

 

“รู้หรือไม่ทำไมคนเหล่านั้นจึงยกย่องให้ข้างดงามที่สุดในเเผ่นดิน” ข้าถามอิงอี๋กลับ คำถามที่ข้ารู้คำตอบมาตลอด คนเหล่านั้นที่พูดถึงก็ไม่ใช่ใครนอกจากคนที่ตอมไปตอมมารอบตระกูลซู

 

“เพราะท่านหญิงงดงามอย่างไรล่ะเจ้าคะ ! ” อิงอี๋ตอบอย่างจริงใจ

 

“ผิด” ข้ายิ้ม “เพราะข้ารวยต่างหาก”

 

ข้ายกสุราขึ้นดื่ม เฟยหงลองทำตาม อิงอี๋เมื่อได้ยินคำตอบก็อึ้งไป

 

“เจ้าไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นมองข้าอย่างไรหรอก เพราะข้าไม่ได้สนใจ” ข้ากล่าวกับนางพลางเทสุราอีกจอก ท่านพ่อท่านแม่แยกทางกัน ข้าพยายามทำตัวให้เป็นเด็กดี เป็นหญิงสาวที่ดี สุราเหล่านี้แม้อยากกลับมาลิ้มลองก็ห้ามใจตัวเองไม่ให้แตะมัน

 

แต่ตอนนี้ข้าเป็นอิสระแล้ว เป็นอิสระจากความรู้สึกเหล่านั้น

 

อิงอี๋ก้มมองพื้น นางดูไม่สบายใจนัก

 

“ข้าไม่อยากให้ใครมาว่าร้ายคุณหนูนี่เจ้าคะ”

 

ข้ายิ้มให้อิงอี๋ ในเวลาเดียวกันก็หันมาตีเฟยหงที่กำลังใช้ปากเปล่าหยิบกินอาหารจากจาน

 

“โดยเฉพาะฮูหยินเชวี่ยกับหลิ่งอี้ พวกนางพยายามปล่อยข่าวลือทำร้ายคุณหนู ! ” อิงอี๋ทุบโต๊ะปึงปัง ข้ายกจอกสุราออกทันก่อนที่มันจะสะเทือนจนหก

 

“ข้าไม่คิดว่าพวกนางจะเลวได้ขนาดนี้ ทั้งกล่าวหาว่าท่านใจคอป่าเถื่อนทำร้ายบ่าวในจวน ทั้งว่าท่านสติเลอะเลือนหลังโดนพ่อค้าทาสจับตัวไป แย่ที่สุดคือหาว่าก่อนที่ท่านจะถูกปล่อยตัวจากพ่อค้าทาส ท่านได้เสียกับทาสคนหนึ่งจนท้อง ! ”

 

ข้าแทบพ่นสุราทิ้ง ....

 

สองอย่างแรกน่ะช่างมันเถอะ ข้อสุดท้ายนี่มันอะไรกัน ทาสที่ว่าคงไม่ใช่...

 

ข้าเหลือบมองไปทางเฟยหง เจ้าตัวกำลังหัดใช้ตะเกียบ เมื่อถูกจ้องมองจึงมองตอบอย่างงุนงง

 

“เฮ้อ.... ช่างมันเถิด”

 

ข้าเปิดหน้าต่างแล้วโงหัวมองลงชื่นชมบรรยากาศชั้นล่างต่อ ถึงอิงอี๋จะดูไม่ชอบให้ข้าทำแต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าอันใดอีก เเม้ท่าทางของสาวใช้คนนี้จะดูลามปามไปบ้างแต่ข้ารู้ดีว่านางพูดไปเพราะเป็นห่วงข้า และในความเป็นจริงแล้วอิงอี๋เหมือนเพื่อนสมัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกันมากกว่าจะเป็นสาวใช้

 

ที่ชั้นล่างร้านเหม่ยฮวา บนเวทีการเเสดง เหล่าหญิงสาวกำลังร่ายรำด้วยท่วงท่าน่าหวาดเสียว พวกนางต่อตัวกัน กระโดดฉีกขา ท่วงท่าร่ายรำแสดงความแข็งแกร่งแต่อ่อนช้อยงดงาม แม้เหล่านางรำจะแต่งกายด้วยชุดบุรุษเพื่อความคล่องตัวในการแสดง ไม่ได้ใส่ชุดวาบหวิวเปิดเนื้อหนัง แต่เหล่าบุรุษก็สนใจและสนุกสนานไปกับการแสดง

 

ในระหว่างที่เหล่าลูกค้ากำลังสนุกสนานนั้นชายคนหนึ่งก็พังประตูเข้ามา

 

“อ๊ะ ! คุณลูกค้าตอนนี้โต๊ะเต็มแล้วขอรับ เชิญออกไปกินร้านอื่นเถอะขอรับ !” เสี่ยวเอ้อผู้บอกว่าข้าไม่ได้งดงามคนนั้นเป็นคนไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญ ปากพล่อย ๆ ชองเขาทำเอาข้ารู้สึกเป็นห่วงอนาคตมันอยู่ไม่น้อย

 

ข้าจ้องมองคนคนนั้นอย่างสนใจ จนเห็นอะไรบางอย่างใต้ชุดคลุมของเขา

 

แย่แล้ว...

 

ข้าผุดตัวลุกขึ้นทันทีที่เห็นดาบคมส่องประกาย ชายผู้มาเยือนมาพร้อมอาวุธ เเต่ฤทธิ์สุราทำให้ตัวข้าโงนเงนเกินกว่าจะไหวตัวทัน ประกายดาบเล่มนั้นฟาดเข้าที่กลางลำตัวของบริกรชายจนร่างเขาปลิวไปกระแทกโต๊ะ

 

เมื่อภาพเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หญิงสาวที่กำลังแสดงจึงต้องหยุดลงก่อนและวิ่งหลบเข้าหลังฉากอย่าว่องไวเหมือนเจอเรื่องเช่นนี้จนคุ้นชินแล้วว่าต้องหลบตรงไหน ลูกค้าในร้านส่วนมากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ดังนั้นหลาย ๆ คนจึงเลือกจับดาบมากกว่าวิ่งหนี

 

ชายแปลกหน้าผู้เข้ามารู้สึกตกใจที่เห็นคนมากมายหันดาบเข้าหาตน ไม่ว่าชายผู้นี้จะมาด้วยสาเหตุว่าอยากเหล้าใจจะขาดจึงต้องพังประตูเข้ามาหรือเหตุผลอื่นใด ข้าคิดว่าเลือกพังประตูร้านเหม่ยฮวานั้นเป็นความคิดที่แย่ที่สุดแล้ว

 

“จับเขาไว้ ! ชายผู้นั้นหลบหนีการจับกุม !” เสียงที่ดังไล่หลังมาทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ในร้านเริ่มชักดาบกันโช้งเช้ง ชายผู้มาเยือนส่ายหน้าเลิ่กลั่กอย่างกระวนกระวาย จะหันหลังก็มีคนล่าเขาอยู่ เดินหน้าต่อไปก็มีแต่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์พร้อมสู้ ดังนั้นเขาจึงเลือกมองขึ้นด้านบน

 

สีฟ้า ดวงตาของชายผู้นั้นเป็นสีฟ้าที่พบเห็นได้ยาก นัยตานั้นกำลังจับจ้องมาที่ข้า

 

ข้าเบิกตาอย่างตกใจ ใบหน้านั่นค่อนข้างคุ้นเหมือนข้าเคยรู้จัก....

 

ข้าตกใจยิ่งกว่าเมื่อชายผู้บุกรุกใช้วิชาตัวเบาโดดขึ้นมายังชั้นสองของร้านเหม่ยฮวาด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ เพียงโดดก้าวเดียวก็สามารถลอดเข้ามาในหน้าต่างห้องส่วนตัวของข้าที่เปิดอ้าอยู่ได้อย่างง่ายดาย

 

“คุณหนู ! ระวังเจ้าค่ะ ! ” เสียงอิงอี๋ร้องเตือน แต่ข้าไม่ได้ขยับ จึงถูกชายผู้มาเยือนใช้คมดาบตวัดเข้าจ่อคอและกดตัวข้าไว้ด้วยลำแขน

 

“อย่าเข้ามานะ ! ” ชายผู้นั้นตวาดขึ้นทันทีที่จับข้าเป็นตัวประกันได้ หูข้ามีเสียงวิ้ง ๆ เพราะเขาตะโกนใกล้ใบหูของข้ามากเกินไป

 

“หลบอยู่หลังผู้หญิงรึเจ้าโจรชั่ว ! ” กลุ่มคนที่ไล่ล่าชายผู้นี้สวมชุดสีขาวของสำนักบูรพา ข้าเบิกตาขึ้น ชายผู้นี้ไปแหย่สำนักบูรพาเชียวหรือ

 

ข้างกายข้า อิงอี๋มีท่าทางพร้อมสู้ เฟยหงเผาตะเกียบที่กำลังหัดใช้ทิ้งไปแล้ว ข้ามองคนของข้าและส่ายหัวให้ช้า ๆ ทั้งสองคนจึงยังไม่ลงมือ แต่เเววตาที่คุกรุ่นนั่นยังคงไม่หายไปไหน

 

“ข้าไม่ได้ขโมยสิ่งใด ! ข้ากำลังไล่ล่าโจรที่แท้จริงให้ท่านอยู่นี่ไงเล่า !” ชายผู้จับกุมข้าตะโกนตอบ

 

“เจ้าจะบอกว่าขโมยตัวจริงคือหญิงที่เจ้าจับอยู่หรือ ! ” ศิษย์สำนักบูรพาตะโกนขึ้นมา นํ้าเสียงออกแววประชดประชันมากกว่าคำถาม

 

“นั่นมันคุณหนูซูนี่” เสียงลูกค้าคนหนึ่งแทรกขึ้นมา คนหลายคนจึงเริ่มจำข้าได้

 

“คุณหนูซูจริง ๆ ด้วย”

 

“คุณหนูซูมาทำอะไรที่นี่กัน”

 

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อชายผู้จับกุมข้ารู้ว่าข้าเป็นใครข้าก็รู้สึกได้ถึงความตื่นกลัวของเขา เหมือนที่ข้าเคยรู้สึกถึงความกลัวของเหล่าสัตว์อสูรที่ข้าตามล่า ความกลัวต่อผู้ที่แข็งแกร่ง แม้ครั้งนี้น่าจะเป็นความกลัวต่ออำนาจและเงินตรามากกว่าก็ตาม

 

ข้าเริ่มนึกสงสาร เจ้านี่ซวยที่สุด จับใครเป็นตัวประกันไม่จับ ดันมาจับข้า

 

“ไม่ ! ข้าตามโจรนั่นมาถึงที่นี่ แต่พวกท่านมาขัดขวางเสียก่อนที่ข้าจะเจอตัวมัน ! ” ชายผู้นั้นตะโกนเถียง แรงกระชากของเขาทำให้ดาบคมแตะเข้าที่ลำคอข้า แม้บางเบา แต่เลือดสีแดงก็ไหลซิบ อิงอี๋และเฟยหงขู่ฟ่อ ๆ อยู่ข้าง ๆ

 

ไม่ได้ ๆ ถ้านานกว่านี้เฟยหงได้กลายร่างแน่ ๆ

 

“เช่นนั้นก็ปล่อยนางเสีย” สำนักบูรพาตะโกนกลับมา

 

“ข้าจะปล่อยนางก็ต่อเมื่อพวกท่านปล่อยข้า ! ”

 

“คุณหนูซูเปรียบเสมือนศิษย์น้องหญิงของพวกเรา จะให้เราปล่อยเจ้าไปหลังจากทำร้ายนางหรือ ! ”

 

“ข้าจะไม่ทำร้ายนาง ! ”

 

“งั้นก็เอาดาบออกห่างจากตัวนางเซ่ ! ”

 

วิ้ง ๆ หูข้ามีเสียง วิ้ง ๆ เมื่อคนพวกนี้ไม่หยุดตะโกนเสียที

 

“หยุดก่อนเถิด” ข้าพูด แผ่วเบา แต่เยียบเย็น

 

ทุกคนเงียบ หันมามองที่ข้าเป็นตาเดียวเหมือนมองพระพุทธองค์กำลังเผยแพร่คำสอน แม้แต่ชายผู้จับกุมข้าก็ต้องคลายแรงที่รัดตัวข้าออก

 

“ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านบาดหมางอะไรกัน แต่เรามานั่งคุยกันดี ๆ ดีกว่าหรือไม่” ข้าเอานิ้วดันดาบที่จ่อคอข้าออก ชายผู้จับกุมข้าถอยมันออกตามแรงเหมือนถูกสะกด

 

“เสี่ยวเอ้อ” ข้าตบมือแปะ ๆ สองทีเรียกบริกร

 

“ขอรับ ! ” เสี่ยวเอ้อที่เมื่อครู่โดนดาบฟาดหัวกระแทกขอบโต๊ะจนสลบผุดลุกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยิน

 

“เปิดห้องใหญ่พิเศษ  นำอาหารมาด้วย” ข้าสั่ง แม้บริกรที่พึ่งตื่นจะยังงุนงง แต่ก็เข้าครัวไปเตรียมอาหาร

 

ข้าผละตัวออกจากผู้จับกุม และก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้ว่าต้องจับตัวข้าเป็นตัวประกัน ข้าก็ชิงพูดออกมาก่อน

 

“ขอเชิญพวกท่านที่ชั้นสอง มาทานอาหารเเล้วคุยกันดี ๆ เถิด มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง”

 

 

____________________

 

 

ข้าคืออาจารย์ตี้หม่า อาจารย์ผู้ฝึกกระบี่เเห่งสำนักบูรพา

 

แต่นั่นก็แค่ภาพเบื้องหน้าเท่านั้น

 

ในความเป็นจริงข้าคือสายของพรรคมารที่เข้ามาสืบเรื่องราวในสำนักบูรพา ข้าอยู่สำนักนี้อย่างถ่อมตนและคอยส่งข่าวลับ ๆ ให้พรรคมารมาได้สองปีแล้ว จนในที่สุดโอกาสของข้าก็มาถึง มหามารดาแห่งพรรคมารมีคำสั่งตรงถึงข้าให้ข้าทำงานบางอย่าง หากงานนี้สำเร็จข้าจะได้รางวัลอย่างงาม

 

งานง่าย ๆ เเสนง่าย เพียงทำให้สำนักอัสนีให้ล่มสลายเท่านี้ข้าก็จะได้รางวัลอย่างงามจากพรรคมารเเล้ว เเละเรื่องทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีหลังการหายไปของจางเหว่ย ศิษย์เอกสำนักอัสนีที่หายตัวไปพร้อมกับตำราวิชาลับของสำนักอัสนี

 

ในช่วงนั้นตำราลับของหลายสำนักก็หายไปด้วย สำนักเหล่านั้นจึงร่วมมือกันตามหาจอมโจรขโมยตำรา จนได้ข่าวจางเหว่ยเเห่งสำนักอัสนีที่หายตัวไปพร้อมตำราลับสำนักตน เเม้จะหาตัวเจ้าตัวไม่เจอ ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไรเเต่ก็กลายเป็นผู้ต้องสงสัยของหลายสำนัก ด้วยไฟเเค้นของหลายสำนักที่ตำราลับถูกขโมย ทำให้การยั่วยุของข้าใส่ร้ายว่าจางเหว่ยผู้นี้เป็นโจรชั่วผู้ขโมยตำราไปแน่ ๆ เป่าหูหลายสำนักได้อย่างง่ายดาย

 

ข้าคิดว่าโจรขโมยตำราผู้นี้คงจะเป็นผู้อาวุโสพรรคมารท่านใดสักคน การกระทำช่างอาจหาญน่านับถือเเละเป็นประโยชน์ยิ่งนัก !

 

เมื่อหลายสำนักเคลือบเเคลงสงสัยในสำนักอัสนีจึงขอเข้าไปตรวจค้นถึงในสำนัก สำนักอัสนีเเม้เป็นสำนักเล็ก ๆ ที่มีลูกศิษย์น้อยนิด เเต่ก็หวงเเหนอาณาเขตของตนไม่ยอมให้เข้าไปตรวจค้นซํ้ายังมีท่าทีปกป้องเเละเชื่อมั่นในตัวจางเหว่ยว่าไม่มีทางทำเช่นที่กล่าวหากันเเน่ ๆ เเต่เวลาผ่านไป จางเหว่ยก็ยังไม่ปรากฏตัว สำนักอัสนีที่ทั้งโดนภายนอกรุมเร้าหาคำตอบทั้งจิตใจหวั่นไหวที่ศิษย์เอกอย่างจางเหว่ยหายตัวไปนาน จนในที่สุดก็ยอมอ่อนข้อ ปล่อยให้คนภายนอกเข้ามาตรวจค้น

 

สำนักเล็กเช่นสำนักอัสนีถูกค้นจนพรุนเดี๋ยวนั้น ซํ้ายังโดนมติจากกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ให้คุมขังคนของสำนักอัสนีไว้ก่อนเนื่องจากมีท่าทีปกป้องผู้ต้องสงสัย จนกว่าความจริงจะเปิดเผยห้ามใครก็ตามในสำนักอัสนีออกไปจากบริเวณคุมขัง

 

ข้าค่อนข้างพอใจกับผลงานการยั่วยุของตนที่ทำให้สำนักอัสนีถูกคนบาดหมางได้ เเม้น่าเสียดายที่ไม่มีใครตายก็ตาม ดังนั้นจึงเริ่มเเผนต่อไปโดยการยั่วยุศิษย์สำนักอัสนีที่กำลังถูกคุมขัง ซึ่งก็ไม่ยาก เท่าที่รู้มาศิษย์สำนักอัสนีคนหนึ่งค่อนข้างอารมณ์ร้อนเเละทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ศิษย์ชายดวงตาสีนํ้าทะเลที่อารมณ์เดือดปุด ๆ เหมือนทะเลเดือดคนนั้น

 

ข้าเเค่ออกคำสั่งปล่อยให้คนพรรคมารคนหนึ่งไปยั่วยุเขาถึงที่ เเล้วเปิดทางให้สองคนนั้นไล่ตามกันออกมาจากที่คุมขัง เพื่อล่อให้ศิษย์สำนักอัสนีที่อยู่ในกรงทำตัวดีมาตลอดเช่นผู้ต้องสงสัยควรทำเเหกกรงออกมาอย่างก้าวร้าว อันดับต่อไปคือหาพยาน คนยิ่งเยอะยิ่งเห็นศิษย์สำนักอัสนีผู้นี้หลบหนีออกมามากเท่าใดยิ่งดีเท่านั้น เเละในเมืองอี้ทางผ่านของหลากหลายสำนักจะมีที่ใดคึกคักไปกว่าร้านเหม่ยฮวา

 

ข้าที่เเค่ออกคำสั่งให้เหล่าศิษย์สำนักบูรพาออกตามล่าศิษย์สำนักอัสนีที่หลบหนี ส่วนตนเองนั้นก็เเค่นั่งสบาย ๆ รอให้จับตัวชายที่โดนกล่าวหาคนนั้นได้ เมื่อเวลาสุกงอมก็ค่อยใส่ไฟให้สำนักทั้งหลายโกรธจนต้องชักดาบออกมาล้างเลือดเท่านั้น

 

บ่ายวันนี้ ศิษย์สำนักบูรพาที่ข้าออกคำสั่งก็กลับมารายงานว่าพบตัวศิษย์สำนักอัสนีผู้หลบหนีออกจากสถานคุมขังในร้านเหม่ยฮวา ซํ้าผู้หลบหนียังจับตัวคุณหนูซูที่่ดูเป็นคนสำคัญคนนั้นเป็นตัวประกันอีกด้วย ข้าเเจ้งข่าวให้ทุกสำนักในทันที การรวมตัวจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายสำนักส่งศิษย์มา ส่งอาจารย์มา บางสำนักเจ้าสำนักก็มาเอง เช่นจ้าวสำนักบูรพาที่ยังไม่วางใจจนต้องมาเองพร้อมกับศิษย์มีชื่อเสียงอย่างหานเฟิง ทุกคนชักเเถวกันเดิมตามศิษย์สำนักบูรพาที่มาส่งข่าวไปยังร้านเหม่ยฮวาอันเลื่องชื่อ ข้ายิ้มร้ายอยู่ในใจทุกย่างก้าว เมื่อเห็นกุนซือของหลายสำนักมารวมตัวกันมากขนาดนี้ ขอเพียงคนพวกนี้เห็นภาพคนสำนักอัสนีที่กำลังจับตัวคุณหนูซูอยู่ต้องโมโหโกรธาถึงขั้นฆ่าเเกงกันเเน่  !  !

 

ใช่

 

มันควรจะเป็นเช่นนั้น...

 

เเต่นี่คืออะไร...

 

"โอ๊ะ เเขกของคุณหนูซูหรือขอรับ เชิญด้านบนเลยขอรับ"

 

เสี่ยวเอ้อออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มสดใส

 

"ดื่มให้คุณหนูซู ! "

 

"เย้ ! ! "

 

ลูกค้าในชั้นหนึ่งกำลังดื่มฉลองอย่าสนุกสนาน

 

"อ้าวมากันเเล้วเหรอ" ในห้องใหญ่พิเศษชั้นสองร้านเหม่ยฮวา คุณหนูซูนั่งหัวโต๊ะ กำลังลังป้อนอาหารสัตว์เลี้ยง.... อ่าไม่ ๆ กำลังป้อนอาหารชายชุดเเดงคนหนึ่งอยู่ เเล้วทำไมข้าถึงมองเป็นสัตว์เลี้ยงไปได้ล่ะ !

 

ศิษย์สำนักอัสนีผู้หลบหนีคนนั้นกำลังนั่งหน้าบึ้งไม่กินไม่ดื่มอยู่ด้านขวามือของคุณหนูซู ศิษย์สำนักบูรพาที่ข้าสั่งมาให้จับผู้หลบหนีคนนี้ก็กำลังคีบอาหารดื่มสุราอยู่ด้านซ้ายมือของคุณหนูซูอย่างสุขสำราญ

 

"ศิษย์พี่ท่านเล่าต่อสิ ข้าฟังอยู่" คุณหนูซูผู้เป็นศูนย์กลางหันหน้าไปถามศิษย์สำนักบูรพาที่วิญญาณหลุดเพราะเจ้าสำนักดันมาเห็นว่าพวกตนกำลังเเอบดื่มสุรากันอยู่

 

 

___________________

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 174 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #219 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 22:56

    นับแต่นี้ไปคุณหนูซู คงจะไม่หน่อมแน้มแล้ว ใช่มั๊ยคะเนี่ย

    #219
    0
  2. #73 and4 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 14:12
    อาหลิวกลับมาเป็นสาวสายฮาคนเดิมอีกแล้ว
    #73
    0
  3. #42 Lashu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 22:22
    รอค่าาา สนุกมาก เนื้อเรื่องแปลกใหม่ น่าติดตามมากค่ะ
    #42
    0
  4. #41 Katobknell (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 14:35
    ทำไมเราเพิ่งเจอเรื่องนี้ สนุกมากกกกก
    4 มิถุนาวันเกิดเราพอดีเลย เย้
    #41
    0
  5. #39 KKclover10 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 15:10
    สนุกๆมากค่ะ นี้เราเดาว่าหานเฟิงเป็นพี่ที่พลัดพรากจากกันไป 5555555
    #39
    0
  6. #35 Poonyaprn (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 23:07
    สนุกมากค่ะถ้านางเอกละทิ้งได้แล้วจริงๆ
    #35
    0
  7. #34 EndlessLovelove (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:45

    โอ๊ะ กำลังสนุกเลยย

    #34
    0
  8. #33 ปัน (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:43

    โอ้!! 10 วัน! ขอบคุณนะที่แจ้งก่อนอ่ะ เพราะนี่เข้ามาส่องว่าอัพหรือยัง ทุกวัน วันละหลายๆๆๆรอบ เลย ^^


    เริ่มสุนกมากขึ้นทุกทีแล้ว จะรอนะคะ

    #33
    0
  9. #32 Jerrypari (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:36

    โอ๊ย... น้อง🤣😂

    #32
    0
  10. #31 ลี ลา ลี ลา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2563 / 12:36

    จะรอน่ะค่ะ
    #31
    0