The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 13 : บ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,952
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    5 ส.ค. 63


 

 

 

 

บ้าน

 

 

 

ในเขตอาคม ปีที่ยี่สิบ

 

ไฟป่าทอเเสงสีเหลืองเรืองรองสู้คืนอันมืดมิด มันลุกลามไปทั่วพื้นที่เปลี่ยนสีสันของป่าทุกสีให้กลายเป็นสีดำของขี้เถ้า

 

ข้ามองความพินาศที่ตนเองสร้างเเล้วยิ้มอย่างพอใจ ก่อนเงยหน้ามองท้องฟ้าปลอม ๆ ที่เต็มไปด้วยควันไฟ ข้าปรารถนาเหลือเกินให้ไฟที่ข้าก่อเเผดเผาได้กระทั่งท้องฟ้า

 

สัตว์อสูรตัวสุดท้ายวิ่งหนีไปทั่ว ข้าขี้เกียจไล่ตามก็เลยเผาทิ้งทั้งป่า ขอเเค่มันโดนย่างตายข้าก็จะกลายเป็นผู้เหลือรอดของที่นี่เเล้ว ข้าจะได้กลับบ้าน...

 

ข้าอ้าเเขนออก ยิ้มอย่างคนบ้า เเละสูดหายใจลึกรอรับอิสระ

 

เเต่...

 

"เเค่ก ๆ "

 

อ่า... หายใจไม่ออก ...ควันไฟ ...

 

เเย่ล่ะ

 

สัตว์อสูรตัวสุดท้ายจะโดนย่างไฟตายก่อน หรือข้าจะสำลักควันตายก่อน

 

ทันทีที่รู้ตัวข้าก็ลงไปไอโขลกอย่างทรมาน เซียนผู้บำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากกว่ายี่สิบปีเเละครอบครองวิชาลับทั้งหมดในยุทธภพกำลังจะตายเพราะจุดไฟเผาตัวเอง ก่อนสิ้นสติเพราะควันไฟภาพสุดท้ายที่ข้าเห็นคือท้องฟ้ากำลังร่วงลงมา

 

.

.

.

.

 

"ช่วยด้วย ! "

 

ในความมืด ดวงตาของข้าหนักอึ้งเกินกว่าจะเปิดออก

 

"พวกท่าน ได้โปรด ! ช่วยเราด้วย ! "

 

นั่นเสียงเฟยหงหรือ... นกน้อยของข้าไม่ชอบพูดภาษามนุษย์ นี่เป็นครั้งเเรกในยี่สิบปีที่ข้าได้ยินมันพูดยาวขนาดนี้เเต่เสียงของมันอื้ออึงจนข้าไม่รู้ว่าวิหคชาดกำลังพูดถึงอะไร เเละข้าก็ขี้เกียจจะเปิดหูเปิดตามาสนใจมัน

 

อ้อมกอดของวิหคชาดอบอุ่น ความเหนื่อยล้ากำลังลากข้าเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

ดังนั้น

 

หลับต่อเเล้วกัน

 

.

.

.

.

 

โคลงเคลง โคลงเคลง ทำไมพื้นดินถึงได้ส่ายไปมาชวนปวดหัวเช่นนี้

 

ข้าลืมตาตื่นด้วยศีรษะที่หนักอึ้ง สิ่งเเรกที่ข้าเห็นคือเศษฟางเเละซี่ลูกกรง ข้าพยามยันตัวลุกขึ้นด้วยกล้ามเนื้อที่เเข็งขัด

 

"ยี๊ เจ้าทาส อย่าเข้ามาใกล้ข้านะ ! "

 

เสียงเเรกที่ได้ยินคือเสียงมนุษย์

 

เสียงมนุษย์... !

 

ข้าหันขวับตามเสียง ผู้หญิงกลุ่มหนึ่งจ้องมองมาทางข้าเหมือนมองตัวประหลาด ซํ้ายังพร้อมเพรียงกันถดตัวหนีเหมือนข้าจะกินพวกนาง ...

 

มีคนอยู่ที่นี่ ....หรือว่า.. ข้าออกมาได้เเล้ว !

 

ข้ายิ้มออกมาอย่างดีอกดีใจเเละรู้สึกรักพวกนางขึ้นมาเเม้พวกนางจะเเสดงท่าทีรังเกียจข้าก็ตาม

 

"คุณหนู ! ! " หญิงนางหนึ่งดูวัยเด็กกว่าคนอื่น นางเรียกข้าด้วยสรรพนามที่ไม่ได้ยินมาเเสนนาน

 

ข้ามองหน้านาง

 

อ่า... มองใกล้ ๆ อีกที...

 

"..."

 

ใครวะ ?

 

นานเเสนนานมาเเล้ว นานจนจำไม่ได้ ข้าใช้เวลาขุดคุ้ยความทรงจำของตนเองเเละจำเเนกความทรงจำของมารพิษกับจางเหว่ยออกไป ผ่านไปสักพักข้าจึงนึกออกว่าซื้ออิสระให้เด็กสาวน่าสงสารนางหนึ่งมาจากพ่อค้าทาส เด็กคนนั้น...

 

"หลิ่งอี้ ! " ในที่สุดข้าก็นึกได้ จึงโผเข้าไปกอดด้วยความยินดี หลิ่งอี้อยู่ที่นี่ เเสดงว่าที่นี่คือบ้านข้า โลกเเห่งนี้คือบ้านข้า

 

"ข้าออกมาได้เเล้ว ! "

 

ข้ารํ่าร้องอย่างดีใจ กลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนเด็กน้อยพึ่งได้ของเล่น คนรอบกายมองข้าด้วยสายตาเเปลก ๆ เเละเริ่มพูดจานินทา เเน่นอนว่าข้าหูหนวกตาบอดไปชั่วครู่ด้วยความยินดีจึงไม่ได้สนใจพวกนาง

 

".... ท่านหายตัวไปตั้งสองปี หรือถูกนายทาสจับตัวมา"

 

ข้าตัวเเข็ง หุบยิ้ม เเล้วหยุดดิ้น

 

อะไรนะ สองปี ....

 

ก็รู้อยู่หรอกว่าในกู่เวลาเดินเร็วกว่าโลกภายนอก เเต่จากยี่สิบปีเหลือสองปีเนี่ยนะ ! ตาเฒ่า เเกคิดจะเเก่ตายในเขตอาคมเลยหรือ !

 

ความทรงจำของมารพิษบอกข้าว่าใช่

 

อ้า...

 

ข้าคือซูหลิวหยาง ปีนี้อายุสิบเก้าปี ทั้ง ๆ ที่ใช้ชีวิตมานานเเล้วสามสิบเจ็ดปี... นี่มัน... อย่างกับได้ย้อนเวลาเลยไม่ใช่หรือ !

 

"อ๊ะ..."

 

ข้าพึ่งนึกได้ว่าลืมสิ่งสำคัญไป นกข้า... มันอยู่ที่ใดกัน หลังจากที่ข้าทำลายเขตอาคมมันก็ควรจะออกมาพร้อมข้าสิ หรือมันก็สำลักควันจนสลบอยู่ที่ไหนสักเเห่งเหมือนกัน ? ไม่สิ ๆ ข้าไม่ได้เผาบริเวณป่าไผ่เสียหน่อย อีกอย่างวิหคชาดเป็นสัตว์ธาตุไฟ ไม่โดนไฟคลอกตายเเน่ ๆ คงไม่ใช่ออกมาได้เเล้วพลัดหลงกันหรอกนะ ขืนมันเเปลงร่างเป็นนกขึ้นมาทำไง วิหคชาด... ของหายากอย่างมันออกมาเผยตัวได้ครู่เดียวก็คงโดนจับไปอีกเป็นเเน่

 

ข้าเครียดจัดเพราะความเป็นห่วง เรื่องออกมาได้เเล้วต้องทำตัวอย่างไรข้าคิดไว้หมดเเล้ว คิดไว้ตลอดยี่สิบปี ซํ้ายังพรํ่าสอนเฟยหงจนมันเเทบจะท่องได้เเล้วว่าให้อยู่ในร่างมนุษย์ตลอดเเละห้ามใช้พลังออกมาเเม้เเต่น้อย

 

เเต่... ต่อให้เป็นคน มนุษย์ก็ใช่ว่าจะอ่อนโยนกับเพื่อนร่วมสายพันธุ์

 

"เจ้าเห็นนกของข้าหรือไม่ ? " เพราะสิ้นคิดเเล้ว ข้าจึงเอ่ยถามหลิ่งอี้ออกไป

 

เเน่นอนว่านางตอบกลับมาด้วยใบหน้างวยงง

 

"ข้าหมายถึง... ผู้ชายสูงกว่าข้าประมาณสองฝ่ามือ ผมสีเเดง"

 

"เห็นเจ้าค่ะ ชายคนนั้นถูกเเยกกรงกับเรา"

 

"เเยกกรง ? "

 

อ่า... ข้าลืมถามสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งไป

 

"ประเดี๋ยวก่อน ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน ? "

 

หลิ่งอี้เล่าอย่างกระชับ ง่าย ๆ คือพวกนางถูกลักพาตัวมาเพื่อเรียกค่าไถ่ หญิงสาวรอบตัวคือเหล่าคุณหนูจากตระกูลน้อยใหญ่ทั้งหลายที่ถูกจับมา

 

เรื่องที่นางพูดชวนให้ข้าขบคิดถึงความทรงจำก่อนตื่น รู้สึกว่าเฟยหงกำลังเรียกคนมาช่วยข้า ?

 

เฟยหงนะเฟยหง เหตุใดถึงดวงซวยขนาดออกมาก็เจอพวกนายทาสล่ะ เเล้วยังไปขอให้พวกเลวนั่นช่วยด้วย คนพวกนี้ขอเเค่เห็นใครอยู่ข้างทางก็จับมาเเล้ว ขอเเค่ยังมีชีวิต ลิ้นของพวกมันเเปรเปลี่ยนมนุษย์เป็นเศษเงินได้ทั้งนั้น

 

"เเย่จริง..." ข้าเริ่มปวดหัว เฟยหง เเม้มันไม่ได้พูด ข้ารู้ว่ามันเกลียดกรง เกลียดที่เเคบ ถึงข้าจะบอกให้มันไม่เเปลงร่างหรือใช้พลัง เเต่ไม่รู้ว่านกน้อยของข้าจะทนได้นานเเค่ไหน

 

ข้าต้องไปช่วยมันให้เร็วที่สุด

 

ด้วยความเป็นห่วง ข้าถลันตัวออกไป กำหมัดเเละรวมปราณเพื่อจะทำลายประตูกรงให้เเหลกในทีเดียว

 

"คุณหนูคิดจะทำอะไรหรือเจ้าคะ ? ! " เสียงของหลิ่งอี้หยุดข้าไว้ ข้าชะงักตามเสียงของนาง กำปั้นที่ยังไม่ถูกปล่อยค้างสนิท

 

เดี๋ยวก่อน...

 

ข้าดูดซับปราณมารมาตลอดยี่สิบปีไม่มีปราณเซียนสักข้อนิ้ว ถ้าข้าทิ้งร่องรอยปราณมารไว้ที่นี่ บวกกับ มีพยานพบเห็นว่าข้าใช้ปราณมาร เท่ากับ ข้าจะโดนหล่าสำนักธรรมตามล่าดับอนาคตทันทีที่ได้เจออิสรภาพเเน่

 

เเต่ถ้าเฟยหงถูกพบเห็นก็จะเเย่เช่นกัน...

 

ข้ากัดฟัน ตัดสินใจเรียกปราณมารมาขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวที่อยู่ที่นี่ไม่เป็นวรยุทธเสียหน่อย พวกนางไม่รู้หรอกว่าข้าใช้ปราณมาร ! ขอเเค่ไม่มีคนที่เป็นวรยุทธ์อยู่ที่นี่ก็พอ !

 

ข้าเตรียมปล่อยหมัด ก่อนจะ....

 

โครม ! ! 

 

เอ๊ะ....

 

รัศมีดาบที่งัดประตูกรงออกไปนั้นทำให้ข้าต้องเก็บปราณมารกลับเข้าร่างทันที อาภรณ์ซ่อนเลือดที่พับเก็บไปหลายปีเเล้วถูกรื้อนำมาใส่ใหม่เเทบไม่ทันเวลา ปราณเซียนเข้มข้นของผู้เปิดกรงบอกข้าว่าเขาเป็นจอมยุทธ์ฝั่งธรรมะ

 

รถม้าหยุดลง เจ้าของดาบผู้ทำลายกรงกวาดตามองหญิงสาวในกรงโดยรอบ ก่อนจะมองสบตากับข้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง

 

ฉิบหาย... ไม่ใช่เห็นว่าข้าใช้ปราณมารเเล้วหรอกนะ ความเเตกหรือ ? เเค่ข้าออกมาจากกู่ได้ไม่ถึงวันก็ความเเตกเเล้วหรือ...?

 

"จะ...เจ้า..." ชายคนนั้นเริ่มพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก

 

ต้องเผ่นเเล้ว ! 

 

ไวเท่าความคิด ข้าโดดออกจากรงทันทีโดยไม่มีการเสวนา เเต่เท้ายังไม่ทันถึงพื้นข้าก็ถูกหยุดไว้เสียก่อน

 

เคร้ง ! 

 

ดาบยาวตกลงพื้นมือที่เคยจับดาบของชายหนุ่มเปลี่ยนมาโอบเอวข้าเเล้วทิ้งดาบอย่างไม่ไยดี

 

โดนจับได้เเล้ว !

 

ข้าเหงื่อเเตกพลั่ก เตรียมคิดทางหนีที่ไล่ ถ้าไร้ทางรอดจริง ๆ ข้าคงต้องใช้ปราณมารเพื่อหนี เเต่หนีเเล้วอย่างไร... หลิ่งอี้อยู่ที่นี่ นางรู้จักข้า รู้จักตระกูลข้า ต่อให้ข้าหนีคนที่ต้องรับเคราะห์เเทนข้าคือท่านอา

 

หรือจะ... ฆ่าให้หมดดี

 

"หลิวหยาง ? " ชายที่โอบตัวข้าอยู่เอ่ยขึ้น

 

นั่นชื่อข้า ? เขารู้จักข้า ? ข้าหันขวับไปมองใบหน้านั้นทันที

 

"เจ้าคือ ...? "

 

เมื่อข้าเอ่ยถาม ชายผู้ถูกถามก็ขมวดคิ้วมองข้าอย่างไม่เข้าใจ

 

"หานเฟิง... เจ้ามาช่วยเเม่เเล้ว ! " หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งในกรง ยันตัวลุกขึ้นจนกรงเหล็กที่โคลงเคลงไปมา นางพยายามเดินเข้ามาหาชายผู้นี้ทั้งนํ้าตา

 

หานเฟิง ?....

 

หานเฟิง ! !

 

ฮ่า ๆ ข้าเคยเจอหานเฟิงเเค่ตอนยังเด็ก พอโตมาก็เจอกันเเค่ไม่กี่ครั้งก่อนข้าจะหายหัวไปในเขตอาคม ผ่านมายี่สิบปี ใครจะจำหน้าได้ ! ข้านํ้าตาซึมจวนเจียนจะร้องไห้ ออกมาเจอใครไม่เจอดันมาเจอเจ้า หานเฟิงคือศิษย์สำนักบูรพาที่ได้ฉายาว่าเก่งกาจที่สุดในยุทธภพก่อนข้าจากไป ถ้าเขารู้ว่าข้าใช้ปราณมารเรื่องนี้จบไม่สวยเเน่ พรรคธรรมะหากเจอคนใช้ปราณมารเห็นครั้งนึงก็ฆ่าครั้งนึง เคยสนใจเหตุผลเสียที่ไหนว่าข้าจำต้องใช้ปราณมารเพื่เอาชีวิตรอด

 

"ซูหลิวหยางนางบ้าไปแล้ว หานเฟิง ! "

 

"นางโดนนายทาสจับมาทรมานจนเสียสติ"

 

"ปล่อยนางเถิด นางตัวสกปรกเสียขนาดนั้น"

 

เสียงเจื้อยเเจ้วดังมาจากข้างหลัง ข้าเเอบดีใจที่พวกนางช่วยข้า ใช่ ๆ ข้าโดนพวกพ่อค้าทาสจับ ข้าไม่ได้แอบไปฝึกปราณมารหรือวิชามารที่ไหนเลย กระทั่งวิชาลับของหลายร้อยสำนักข้าก็ไม่เคยเปิดอ่านเลย ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น ข้าเเค่ผู้หญิงบ้า ดังนั้นปล่อยข้าเถอะ !

 

"นายท่าน เราจับตัวนายทาสทั้งหมดไว้เเล้วขอรับ" ชายคนหนึ่งเดินเข้ามารายงานเเก่หานเฟิง ตัวของเขาเปื้อนไปด้วยของเหลวที่มีกลิ่นหอมหวนเช่นเลือด

 

"อืม... ช่วยพวกนาง" หานเฟิงขานรับ เขาลงจากกรงเหล็กเเล้วถอยให้เหล่าคุณหนูที่สั่นกลัวเดินออกมาจากกรง โดยที่เเขนข้างหนึ่งของหานเฟิงยังหนีบตัวข้าไว้กับเอวอยู่

 

"นายท่าน มีทาสชายอยู่อีกคนหนึ่ง จะให้..."

 

"ผมสีเเดงหรือไม่ ! " ข้าตะโกนถามออกมาทันทีเมื่อได้ยินเเล้วดิ้นขลุกขลักในเเขนหานเฟิงไปด้วย

 

"ขะ..ขอรับ" คนของหานเฟิงดูตกใจเมื่อเห็นข้าเเต่ก็พยักหน้าตอบ

 

"เขาอยู่ไหน ปล่อยเขา ! นั่นนก... นั่นสหายข้า ! " ข้าออกคำสั่งเเทนเจ้านายของเขา เเละดิ้นจนหลุดออกจากเเขนหานเฟิงในที่สุด

 

"ทางนี้...ขะ..ขอรับ" ชายคนนั้นนำทางให้ข้าไปยังอีกกรงหนึ่ง ภายนอกกรง ศพของพ่อค้าทาสตายเกลื่อนด้วยฝีมือของคนสกุลเชวี่ยที่ตามมาช่วยได้อย่างรวดเร็ว ข้าเดินหยองเเหยงข้ามเศษเนื้อเหล่านั้นมาที่กรงหุ้มฟางคล้ายกับกรงของข้า

 

กรงเปิดอยู่ เเต่คนข้างในไม่ยอมออกมา

 

เฟยหงขดตัวอยู่ริมกรง มันตัวสั่นระริกด้วยความกลัว ข้ามองภาพนั้นด้วยอย่างเวทนา นี่หรือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์พรรคมาร นี่หรือสัตว์อสูรผู้ทรงพลัง

 

"เฟยหง" ข้าเรียกด้วยเสียงเบา เเต่เพียงพอเเล้วให้ชายหนุ่มผมเเดงหยุดตัวสั่น มันใช้ดวงตาชื้นนํ้ามองมาที่ข้าก่อนจะโผเข้ามากอด

 

"ฮึก ๆ " สัตว์ตัวใหญ่ขี้เเงกอดข้าทั้งนํ้าตา ข้าลูบหลังปลอบมันอย่างเเผ่วเบาด้วยความโล่งใจ ข้านึกว่ามันจะอาละวาดซะอีกกลับกลายเป็นเจ้านกขี้กลัวซะงั้น

 

เด็กดี... ถ้าสัตว์ศักดิ์พรรคมารเช่นเจ้าเผยตัว เราตายกันทั้งคู่เเน่

 

ข้าเหลือบมองไปทางหานเฟิง เขากำลังพูดคุยอยู่กับเหล่าคุณหนู พวกนางมองมาทางข้าเป็นระยะ ๆ เเล้วหันมาพูดคุยกับหานเฟิง คงไม่ใช่นินทาเรื่องข้าอยู่หรอกนะ ? เเต่หานเฟิงไม่ได้สงสัยเรื่องปราณมารหรือพุ่งเข้ามาหั่นคอข้า ดังนั้นเขาคงไม่เห็นว่าข้าใช้ปราณมาร

 

ข้าขอเเค่ความไม่เเตก ส่วนเรื่องคนอื่นจะคิดว่าข้าเป็นบ้าหรือเป็นอะไรข้าไม่สนใจเเล้ว

 

ข้ากอดเฟยหงเเน่น

 

ขอเเค่เรื่อง มีสัตว์พรรคมารไว้ในครอบครอง ใช้ปราณสกปรก ลักลอบฝึกวิชาลับของหลายสำนัก...

 

เพ้ย ! นี่มันไม่ใช่เเค่เเล้ว ถ้ามีใครรู้เรื่องพวกนี้เข้า ข้าโดนล่าหัวเเน่ !

 

 

____________

 

 

ด้วยความช่วยเหลือของสกุลเชวี่ย การกลับบ้านไม่ใช่เรื่องยากเลย เเถมคุณชายอย่างหานเฟิงออกตัวมาส่งเองเสียด้วยซํ้าข้าจึงกลับบ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว

 

สกุลซูไม่เคยเงียบเหงาขนาดนี้มาก่อน

 

ข้าเดินผ่านประตูหน้า ไม่มียามเฝ้า ข้าเข้าไปข้างในไม่มีใครมาโหวกเหวกซื้อขายสินค้าเหมือนก่อน ยิ่งข้าเข้าไปลึกขึ้น ข้าก็พบว่าทั้งจวนเเทบจะว่างเปล่าเสมือนที่เเห่งนี้เป็นเเค่สิ่งก่อสร้างรกร้าง

 

"พวกเขาหายไปไหนหมด" ข้าเอ่ยถามลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงว่าถามหานเฟิงที่เดินนำหน้า หรือหลิ่งอี้ที่เดินข้าง ๆ เเต่เเน่นอนว่าไม่ได้ถามเฟยหงที่เดินตัวสั่นอยู่ข้างหลัง

 

"พวกเขาออกไปตามหาท่านเจ้าค่ะ" หลิ่งอี้พูดเสียงเศร้า นางก้มมองพื้นด้วยใบหน้ารู้สึกผิด

 

ข้ารู้สึกเเย่ขึ้นมา ตลอดเวลาที่อยู่ในกู่ข้าเอาเเต่โทษตระกูลที่ไม่ออกตามหาข้า เเต่พอมานึกดี ๆ เเล้ว ที่ข้าหายไปนั่นก็เป็นความผิดของข้าทั้งหมด เเละข้าหายไปนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าตระกูลต้องเสียอะไรไปบ้างเพื่อตามตัวข้า

 

"คุณหนู ! " เสียงเรียกดังมาจากทางเบื้องหน้า เงาหญิงนางหนึ่งพุ่งเข้ามากอดข้าด้วยความเร็วที่ข้าเองก็ตามไม่ทัน

 

"ฮือ ๆ คุณหนู ข้านึกว่าท่าน... ข้านึกว่าจะไม่ได้เห็นท่านอีกเเล้ว" นางสะอื้นจนตัวสั่น เสียงของนางยิ่งสะท้อนสิ่งที่ข้าทำลงไปว่าคนในบ้านห่วงข้าขนาดไหน

 

"เจ้า..." ข้าค่อย ๆ เเกะมือนางที่โอบกอดข้าไว้เเน่นจนกระดูกดังกรอบเเกรบ เมื่อมองใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยนํ้าตาของนาง ข้าก็ต้องใช้เวลานึกนานขึ้นว่านางเป็นใคร

 

"พี่อิงอี๋..." หลิ่งอี้เฉลยให้ข้าก่อนข้าจะนึกออก ข้าดึงภาพจำของอิงอี๋ในสมองกลวง ๆ ของตน เเม้ภาพนั้นจะเลือนรางเเต่ข้ารู้สึกว่าอิงอี๋จะไม่ซูบผอมขนาดนี้

 

"เจ้า ! ! " อิงอี๋เหมือนพึ่งเห็นว่าข้ามากับใคร นางชี้หน้าก่อนจะด่ากราดใส่หลิ่งอี้

 

"ยังมีหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือ รู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้าเป็นสาเหตุให้คุณหนูหายตัวไป เเล้วยังข่าวลือพวกนั้น คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าเป็นคนปล่อยข่าว นังผู้หญิงสารเลว ! หนังเท้าข้าก็ยังไม่หนาเท่าหนังหน้าเจ้าเลย ! " สิ้นเสียงเเหลมสูงจนข้าปวดหู อิงอี๋ก็ง้างมือเตรียมจะตบหลิ่งอี้ ข้าจึงต้องยั้งมือนางไว้ก่อนเเล้วปลอบให้ใจเย็น เเต่เเล้วค่อยมาคิดทีหลังว่าข้าจะห้ามนางทำไมกันนะ ?

 

จะว่าไป ทันทีที่ข้าออกจากเขตอาคมได้ก็เจอโจทก์เก่าทั้งนั้นเลยนี่นา...

 

สามีเก่า

 

ภรรยาใหม่ของสามีเก่า

 

เเม่สามีที่หาว่าข้าบ้าตั้งเเต่ตอนที่อยู่ในกรงพ่อค้าทาส

 

ข้าพอจะจำได้ว่าตัวเองโกรธเเค่ไหนเมื่อรู้เรื่องหานเฟิงกับหลิ่งอี้ โกรธเเละเศร้าเสียใจ เเต่เวลาผ่านไปความรู้สึกนั้นจางลงเรื่อย ๆ จนหายไปในที่สุด

 

คนเราใช้เวลานานเเค่ไหนเพื่อลืมรักเก่า ? เชื่อข้าเถิด มันไม่นานเลย เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกเดียวที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้คือข้าโกรธตนเองในอดีตที่ทำเรื่องโง่ ๆ ลงไปเท่านั้น

 

อิงอี๋ยอมหยุดมือ เเต่ยังไม่เลิกเหวี่ยงสายตาใส่หลิ่งอี้ เเละแผ่รังสีสังหารใส่หานเฟิง จบด้วยสีหน้างงงวยเมื่อเห็นเฟยหง

 

"ยะ... หยางเอ๋อร์" อีกเสียงดังขึ้นข้างหลังข้า ข้าหันไปก็พบกับชายวัยกลางคนท่าทางรีบร้อน เสื้อผ้ายับเยิน ใบหน้าของเขาข้ามองเเวบเดียวก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะชายคนนี้ข้ายากจะลืม

 

"ท่านอา..." ข้าเสียงสะอื้นอย่างห้ามไม่อยู่ หัวหน้าสกุลซูที่น่านับถือเข้ามาลูบเเก้มข้าด้วยมืออันสั่นเทาเสมือกลัวว่าเเตะเเรงเกินไปข้าจะเเหลกสลาย ข้าจับมือเย็นเฉียบของท่านอาด้วยนํ้าตาที่นองหน้า ท่าอามาจากทางประตูหน้า ดูก็รู้ว่าหัวหน้าตระกูลที่อยู่ในจวนตลอดใช้เวลาอยู่นอกจวนมากขึ้นเพราะต้องออกตามหาข้า

 

"เจ้า... พวกมันทำอะไรเจ้า... ทำไม... ทำไม... เจ้าถึงมีสภาพเช่นนี้" ท่านอาบีบไหล่ข้าเเน่น นํ้าเสียงของเขาเจ็บปวด ดูจากประโยคที่เขาถามดูเหมือนข่าวลือเรื่องที่ข้าโดนนายทาสจับตัวไปตลอดสองปีจะถึงหูท่านอาเเล้ว ข้ากลืนนํ้าลายลงคอไปพร้อมความจริง อย่างไรก็ให้ท่านอารู้เรื่องข้าไม่ได้เด็ดขาด ไม่เพียงเเต่ตัวข้าจะเเย่ เเต่จะทำให้ตระกูลตกอยู่ในความลำบาก เเละทำให้ท่านอาเจ็บปวดยิ่ง

 

"ข้าไม่เป็นอะไรท่านอา" ข้ากอบกุมมือของชายที่ไม่ต่างจากพ่อของข้า เเล้วพยายามมอบรอยยิ้มที่รื่นเริงที่สุดให้เขา

 

"เราเข้าไปคุยข้างในกันดีหรือไม่" หลังจากปาดนํ้าตาข้าก็ส่งสัญญาณให้ท่านอาเห็นว่าหานเฟิงยังอยู่ที่นี่

 

"อ้อ" ท่านอากลับมาวางมาดหัวหน้าตระกูลเหมือนเช่นเดิมเเละกล่าวทักทายหานเฟิง

 

"ลำบากท่านเเล้วที่พาหยางเอ๋อร์กลับมา.... คุณชายหาน" ท่านอาค้อมตัวตามมารยาท ก่อนจะเหลือบมองไปทางหลิ่งอี้เล็กน้อย "เเละว่าที่ภรรยา"

 

ข้ายิ้มเเห้ง ๆ ท่านอาเป็นคนที่มีนิสัยชอบจิกกัดเช่นนี้ตั้งเเต่เมื่อไร

 

ด้วยการขับไล่ไสส่งที่ซ่อนอยู่ในคำพูดอันสุภาพนุ่มนวลของหัวหน้าตระกูลซู ทั้งหานเฟิงเเละหลิ่งอี้ก็จำเป็นต้องเดินออกจากจวน

 

ข้าเเละท่านอาคอยส่งทั้งสองคนอยู่หน้าจวน เมื่อสายตาอาลัยอาวรณ์ของหานเฟิงห่างหายไปพร้อมเงาร่างของเขา ข้าก็พูดคุยกับท่านอาได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น

 

"ท่านอาข้าขอโทษ" ข้าเอ่ยขึ้น ไม่ว่าสองปีที่ข้าหายไปจะด้วยสาเหตุอันใด ข้าทำให้ทั้งจวนต้องวุ่นวาย

 

ท่านอามองมาทางข้าที่ยิ้มเศร้า ๆ ด้วยใบหน้าสงสารจับใจ ชายวัยกลางคนเข้ามาโอบกอดข้าอย่าเเผ่วเบา

 

"นั่นไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย เจ้าไม่จำเป็นต้องโทษตนเอง"

 

"ท่าอาข้ามีเรื่องอยากจะถาม" ข้าผละออกจากอ้อมกอดของท่านอาเเละมองเขาด้วยสีหน้าจริงจัง

 

"เรื่องอะไรหรือ ? " ท่านอายังคงปลอบประโลมข้าด้วยการลูบหัว

 

"ท่านพ่อ... "

 

ท่านพ่อตามหาข้าบ้างหรือไม่ ?

 

ข้ารู้สึกว่าคำถามนี้ช่างหนักอึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกไป

 

คำตอบจากท่านอามีเพียงความเงียบเเละสายตาที่เบือนหนีของเขา

 

ข้าหุบปากฉับ ข้าหายไปสองปีเขาไม่ออกมาตามหา หรือต่อให้ข้าเป็นขี้เถ้าในโกศเขาก็คงไม่เสียเวลามาปักธูป

 

หึ... ข้าควรเลิกโหยหาความรักจากบิดาตั้งนานเเล้ว

 

ความเงียบเกิดขึ้น ข้าไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ท่านอาก็ไม่รู้จะปลอบใจเรื่องนี้อย่างไร จนกระทั่งอิงอี๋เข้ามาทำลายความเงียบ

 

"เอ่อ... คือคุณหนูเจ้าคะ ชายผู้นั้นคือ..." อิงอี๋ชี้ไปทางชายผมเเดงที่กำลังเขี่ยปลาในบ่อด้วยความสงสัย

 

"เอ่อ ..." ข้าคิ้วกระตุกยิก ๆ มองภาพชายหนุ่มตัวโตที่กำลังทำตัวเหมือนเด็ก ลืมไปเลยว่าข้าหิ้วเฟยหงกลับมาด้วย

 

"เขาคือเฟยหง" ข้าตอบ โดยไม่รู้ว่าจะอธิบายที่มาที่ไปของวิหคชาดอย่างไรดี จึงปล่อยให้พวกเขาคิดกันไปเอง "เขาจะมาอยู่กับเราข้าฝากดูเเลเขาได้หรือไม่ ? "

 

ทั้งท่านอาเเละอิงอี๋หันมามองข้าสลับกับมองเฟยหง สลับไปสองสามรอบใบหน้าของพวกเขาก็เริ่มขาวซีด ข้าไม่รู้ว่าท่านอาเเละอิงอี๋คิดเช่นไร จนกระทั่งตกดึก คนสกุลซูกลับสู่จวนเเทบทุกคนเเล้ว ท่านอากล่อมข้าที่เเกล้งนอนหลับก็ย่องออกไปจากห้องข้า

 

ภายนอกประตู เสียงท่านอาคุยกับคนอื่น ๆ ในจวนดังชัดเจน

 

"หลานสาวข้ากลับมาพร้อมผู้ชาย ! ! "

 

____________________

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

244 ความคิดเห็น

  1. #218 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 22:28

    จะบอกว่าเป็น นกชาดก็ไม่ได้ จะทำไงดีละเนี่ย

    #218
    0
  2. #195 Amerah (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 00:36
    ความรักมันมีค่านักรึไง. มันสู้ความจริงใจและความซื่อสัตย์ได้หรือ.

    และในความจริงบางครั้ง2อย่างที่ว่ามาก็แพ้เงินด้วยซ้ำ.

    นางเอกนี่ควายจริง(เจ็บไม่จำ)
    #195
    0
  3. #133 Oiljang89 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 14:44
    นางเอกทำไมให้อภัยง่ายจังโดนทรยศขนาดนั้น...หรือว่าโบกสวยเกินไป
    #133
    1
    • #133-1 วิหคทมิฬ(จากตอนที่ 13)
      27 มกราคม 2564 / 17:54
      คิดว่าน่าจะดีใจเกินรึเปล่าคะ เป็นเราก็ไม่คิดไรแล้ว 20 ปี.....
      #133-1
  4. #40 Daun (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 15:24
    นอ อาบน้ำตอนไหน
    #40
    0
  5. #30 ma20001 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 23:31
    นางคู่กับนกทีเถอะ
    #30
    0
  6. #26 Rungza4148 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 12:14

    เกียจแม่อดีตสาวใช่ แหมพอตกอับคิดถึงเจ้านาย แต่อยากได้สามีเจ้านายจนตัวสั้นระริก

    ขอให้นางไม่ตายดี

    #26
    0