The Return Of Lady Su การกลับมาของคุณหนูซู

ตอนที่ 10 : เซียนกับนก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,821
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 164 ครั้ง
    4 ส.ค. 63


 

 

 

เซียนกับนก

 

 

 

 

มารพิษกำลังหลับ ข้ากำลังทำสมาธิเดินเส้นลมปราณ โดยมีตำราที่ท่านเเม่เขียนวางอยู่ด้านหน้า

 

อาภรณ์ซ่อนเลือดไม่ได้ฝึกยากเลย ข้าใช้เวลาไม่กี่วันก็เข้าใจสิ่งที่ต้องทำ การฝึกเพื่อข้ามขั้นเองก็ไม่ใช่เรื่องยาก เเม้ข้าลืมขั้นตอนไปหมดเเต่ความทรจำของจางเหว่ยที่ฝึกยุทธเป็นประจำช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายให้ข้าได้ หลังจากนี้ขอเพียงฝึกอย่างสมํ่าเสมอ ข้าอาจพอต่อกรกับมารพิษได้...

 

ปัญหาอยู่เเค่... จางเหว่ยใช้เวลาเป็นสิบปีในการฝึกวรยุทธจึงจะพอต่อกรกับมารพิษได้ ... ข้าเองก็ต้องอยู่ในนี้ไปสิบปีเลยหรือไม่ ?

 

ข้าทำสมาธิ เดินเส้นลมปราณในร่างให้ถูกเติมเต็มอีกครั้ง ปราณใหม่ที่ทะลักเข้าร่างเสมือนเขื่อนปล่อยนํ้าเข้าสู่ลำธารที่เเห้งขอดมาหลายปี ข้าสัมผัสกับพลังธรรมชาติโดยรอบ เเม้ที่นี่เป็นเขตอาคมที่ถูกสร้างขึ้น เเต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานที่เเห่งนี้อัดเเน่นไปด้วยลมปราณ

 

เเม้มันจะไม่ใช่ปราณบริสุทธิ์ก็ตาม...

 

ข้าขมวดคิ้ว ยิ่งรวมปราณมากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติมากเท่านั้น

 

ปราณในโลกนี้มีสองชนิด ปราณบริสุทธิ์ เเละปราณมาร ปราณสองสายก่อให้เกิดเส้นทางฝึกยุทธ์สองฝั่งที่เเตกต่าง เเละเเตกเเยกกันจนถึงทุกวันนี้ ปราณบริสุทธิ์คือปราณที่สำนักฝ่ายธรรมดูดซับ มันอบอุ่น สงบนิ่ง ใสสะอาด ชวนให้ใจเบิกบาน ปราณมารคือปราณที่ผู้ฝึกตนพรรคมารดูดซับ มันเยียบเย็น คลุ้มคลั่งเเละรุนเเรงกว่ากว่าปราณบริสุทธิ์ การฝึกตนโดยดูดซับปราณมารเข้าไปมีผลต่อจิตใจผู้ฝึก หลายคนคุมสติไม่อยู่เเละบ้าคลั่ง บางคนตายก่อนที่จะฝึกเส้นทางนี้สำเร็จ เเม้มีคนที่คุมปราณสายนี้ได้อยู่มากจนสามารถก่อตั้งเป็นพรรคได้ เเต่ผู้ที่ฝึกสำเร็จก็ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นคนปกติ ยกตัวอย่างเช่นมารพิษ

 

การฝึกยุทธของปราณทั้งสองสายไม่เหมือนกัน ดูดซับปราณบริสุทธิ์มุ่งสู่การเป็นเซียน ดูดซับปราณมารมุ่งสู่การเป็นจอมมาร

 

ข้าลืมตา เเละหยุดดูดซับปราณ สถานที่มีผลต่อการฝึกมาก หากอยากฝึกเซียนให้สำเร็จ การอยู่ในที่ที่มีปราณบริสุทธิ์อัดเเน่นเป็นสิ่งสำคัญ นั่นเป็นสาเหตุที่หลายสำนักไปตั้งอยู่ในหุบเขาห่างไกลผู้คน เหล่าเจ้าสำนักเเย่งสถานที่อันมีปราณบริสุทธิ์อัดเเน่นเสมือนโรงเตี๊ยมเเย่งนํ้าพุร้อน นั่นก็เพื่อให้ศิษย์ในสำนักสามารถฝึกเป็นเซียนได้

 

เเต่ข้าเลือกสถานที่ไม่ได้ ถ้าข้าไม่ดูดปราณมารเข้าไปข้าก็จะไม่สามารถข้ามขั้น...

 

ขนาดมารพิษที่ขโมยวิชาฝั่งธรรมะมาฝึกก็ยังใช้ปราณมารข้ามขั้นในเส้นทางมารจนสำเร็จจึงค่อยฝึก เเต่หากข้าฝึกโดยวิธีของเซียนเเต่ดูดซับปราณมารล่ะ... ข้าจะกลายเป็นมารหรือไม่? เเล้วยิ่งวิถีของทั้งสองฝั่งขัดเเย้งกันเสมือนเส้นตรงสองเส้นที่ไม่มีวันมาบรรจบข้าจึงไม่เคยเห็นใครทำอะไรเช่นนี้มาก่อน

 

หรือต่อให้มีก็คงอยู่ไม่รอด... วิถีที่ไม่เลือกสักฝั่งให้เเน่ชัดเช่นนี้ สุดท้ายจะกลายเป็นศัตรูของทั้งสองฝ่าย

 

ข้ามองตำราตรงหน้า อาถรณ์ซ่อนเลือดถูกกางออก เเม้ข้าจะฝึกมันสำเร็จไปหลายวันเเล้วก็ตาม บางทีข้าก็เปิดมันขึ้นมาเพื่อดูชื่อของผู้คิดค้นวิชาเท่านั้น

 

ท่านเเม่ก็เป็นพรรคมาร นางมีความรัก มีลูก ใช้ชีวิตปกติ

 

เช่นนั้นเเล้ว... พรรคมารต่างจากพวกเราตรงไหน

 

ข้าตัดสินใจหลับตาลงอีกครั้ง เเล้วดูดซับปราณมารต่อไป

 

จะปราณอะไรก็ช่างเถอะ ! ข้าไม่อยากอยู่เฉย ๆ รอความตายหรอก !

 

 

 

__________________

 

 

 

สัมผัส บ่มเพาะ รวมปราณ เเละสำเร็จเซียน ขั้นสูงสุดของการฝึกยุทธ ผู้คนที่เดินในเส้นทางนี้ต่างใฝ่ฝันถึงพลังชีวิตเเละอายุที่ยืนยาวหลังสำเร็จขั้นสูงสุด บางคนสำเร็จเซียนตั้งเเต่อายุยังน้อย บางคนต่อให้มุมานะสักเพียงใดผ่านไปครึ่งชีวิตก็ไม่สามารถสำเร็จเซียน ส่วนบางคนเเม้เเต่ขั้นสัมผัสก็ไม่เคยเอื้อมถึง

 

ตอนอายุสิบเอ็ด เท้าของข้าเหยียบอยู่ในขั้นรวมปราณข้างหนึ่ง อีกข้างยังรั้งไว้ที่ขั้นบ่มเพาะ

 

เมื่อข้าหันหลังกลับไปมอง ข้าเห็นหานเฟิงยังอยู่ข้างหลังข้า หากข้าก้าวขาอีกก้าวเข้าสู่ขั้นถัดไป ข้าจะถูกจับเเยกกับหานเฟิงเเละเรียนกันคนละชั้น

 

ข้าจึงรั้งตนเองอยู่เช่นนั้น รีรอในสิ่งที่ไร้ประโยชน์

 

เมื่อข้าออกจากสำนัก หานเฟิงใช้เวลาปีเดียวในการสำเร็จเซียน ในขณะที่ข้าหยุดนิ่ง หานเฟิงก็กลายเป็นอัจฉริยะคนใหม่ที่สามารถก้าวข้ามสองขั้นได้ในเวลาไม่นาน

 

น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่อัจฉริยะเพียงคนเดียวอีกต่อไป...

 

ผ่านไปหนึ่งปีในเขตอาคมของมารพิษ

 

อากาศยังสดใสเหมือนเดิม เหล่าอสรพิษยังดุร้ายเหมือนเดิม มารพิษยังนอนตอนกลางวันเหมือนเดิม

 

ข้าเปลือยกายอยู่ใต้นํ้า ความเย็นไม่ได้ทำให้ทรมานอีกเเล้ว เหงื่อไครสีดำสนิทผุดขึ้นรอบกาย บ่งบอกสัญญาณการกำเนิดเเห่งเซียน กระเเสใต้นํ้าค่อย ๆ พัดมันจางหายไป จนเผยผิวขาวบริสุทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น

 

ข้านึกขึ้นได้ว่าตนต้องหายใจ จึงเเหวกว่ายขึ้นสู่ผิวนํ้ารับอากาศบริสุทธิ์

 

สำเร็จเเล้ว...

 

ข้าเงยหน้ามองท้องฟ้า ท้องฟ้าปลอม ๆ ที่ข้าจะถล่มมันลงมาสักวัน

 

ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยปราณมาร เเละสภาพเเวดล้อมที่ต้องเเอบฝึกวิชาอย่างหลบซ่อน ข้าก็สำเร็จเป็นเซียนเเล้ว ที่เเท้ปราณมารก็ใช้ข้ามขั้นเเทนปราณเซียนได้เช่นกัน... ถึงจะลำบากอยู่บ้างก็ตาม

 

ข้าสะบัดผม หยาดนํ้าที่เกาะบนกายจึงกระเซ็นออกสะท้อนเเดดยามเย็นเป็นประกาย ข้าเเหวกว่ายขึ้นจากนํ้า ฝีเท้าก้าวสัมผัสผืนดินริมเเม่นํ้าอย่างเเผ่วเบา

 

ใกล้เวลาที่มารพิษจะตื่นเเล้ว... ข้าต้องรีบกลับไป มิฉะนั้นมันจะมองเห็นความผิดปกติ

 

ก่อนกลับ ข้าเลือกเก็บผักสมุนไพรตามทางเพื่อนำกลับไปทำอาหาร เเละเป็นข้ออ้างหากมารพิษตื่นมาเเล้วไม่เจอข้า ผ่านมาปีนึง มารพิษไม่ได้ระเเวงเหมือนเมื่อก่อนมากนัก เเม้จะยังเห็นข้าเป็นกระสอบทรายเหมือนเดิมก็ตาม

 

เมื่อข้ากลับมาถึงกระท่อมหลังเก่า ฟ้าก็มืดเเล้ว ข้าเหลือบไปมองที่นอนประจำของมารพิษ พื้นวงกลมว่างเปล่า ไม่มีเเม้เงาของเจ้าของที่

 

"ผู้อาวุโส ? " ข้าลองเรียกพลางหันซ้ายหันขวา ไม่มีเสียงตอบรับจากมารพิษ

 

"เเก๊วก ๆ ๆ!! " เเต่มีเสียงร้องอย่างทรมานของเจ้านกตอบมาเเทน

 

ข้าเบิกตากว้าง ทางลงห้องใต้ดินเปิดอ้า ตะกร้าผักที่พึ่งเก็บมาร่วงหลุดมือ พืชพรรณสีเขียวกระจายอยู่บนพื้น ฝีเท้าข้าวิ่งอย่างรวดเร็วเข้าสู่ชั้นใต้ดิน

 

ห้องใต้ดินถูกส่องสว่างด้วยคบเพลิงอันหนึ่งซึ่งมารพิษนำมา ถัดไปจากคบเพลิงคือเขตอาคมที่ขังวิหคชาด เจ้านกน้อยที่ข้าชุบเลี้ยงมาเป็นปีไม่ใช่เจ้านกน้อยอีกต่อไปแล้ว ตัวของมันบัดนี้เท่าครึ่งตัวข้าเป็นเจ้าก้อนกลม ๆ ที่วัน ๆ ดีเเต่กิน

 

เเต่ขนาดตัวของมันไม่เป็นปัญหาสำหรับมารพิษ มือผอมของชายชรามีเเรงมากกว่าที่เห็น มันกำลังหักปีกเจ้านกตัวน้อยผู้กำลังพยายามบินหนี

 

เเคร็ก...

 

เสียงหักกระดูกดังขึ้น ใจข้าอ่อนนิ่ม

 

"ท่านทำอะไรน่ะ ! " ข้ารีบวิ่งเข้าไปห้ามทันที เเต่เสียงของข้าก็ไม่ได้ทำให้มารพิษหยุดมือ

 

"กลับมาเเล้วหรือนางตัวดี ! ข้าเเค่ให้เจ้าให้อาหารมัน มิใช่ขุนมันจนอ้วน ! " มารพิษตะโกนด่าในขณะที่กำลังหักคอของเฟยหง

 

ขุนอะไรกัน ! วิหคชาดโตเต็มวัยก็ตัวเท่าบ้านเเล้ว !   มันตัวเล็กน่ะสิแปลก ! 

 

ข้าอยากเถียงมันออกมาดัง ๆ เเต่เมื่อลองคิดอย่างฉับไวดูเเล้วข้าก็เข้าใจบางอย่าง

 

วิหคชาด ถ้าโตเต็มวัยเเค่ห้องใต้ดินที่เล็กเหมือนรังหนูนี่ไม่มีทางยัดตัวมันไว้ได้เเน่ ๆ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง หากมันโต เต็มวัยเเละพลังเต็มเปี่ยม จะไม่มีเขตอาคมใด ๆ ขังวิหคชาดไว้ได้

 

นั่นเป็นสาเหตุที่มารพิษต้องฆ่ามันเพื่อให้มันเกิดใหม่เป็นนกน้อยอ่อนเเอเหมือนเดิม

 

ข้ารู้สึกขมในลำคอ มันเป็นความรู้สึกน่าสะอิดสะเอียนเสียยิ่งกว่ายามที่กลืนเลือดของตะขาบยักษ์

 

"ท่านทำได้อย่างไร..." ข้าจ้องมองเเผ่นหลังของมารพิษ มือของมันกำลังบีบลำคอเฟยหงให้ขาดอากาศตาย มันไม่ได้สนใจข้าเเม้เเต่น้อย ข้ากำหมัดเเน่น ความรู้สึกสะอิดสะเอียนเปลี่ยนเป็นความโกรธ

 

เเละก่อนที่มารพิษจะทำร้ายเจ้านกไปมากกว่านั้น ข้าก็เลือกที่จะโจมตีมันก่อน

 

"ข้าถามว่าท่านทำได้อย่างไร ! " กรงเล็บของข้าตะกุยเข้าที่หลังของมารเฒ่าด้วยปราณมารอัดเเน่น มารพิษชะงัก มันต้องปล่อยมือที่กุมคอเจ้านกออกมาป้องกันกรงเล็บของข้าทันที

 

"กรงเล็บพยัคฆ์ของสำนักบูรพาหรือ..." มารพิษดูตกใจ มือผอมของชายชรากุมที่ข้อมือของข้าก่อนที่มือนั่นจะฉีกกระชากเนื้อของมัน เเม้ข้าจะใส่เเรงหรือปราณมารไปเท่าใด ก็ไม่อาจต้านเเรงของมารพิษได้

 

"บังอาจฝึกวิชาที่ข้าขโมยมาหรือ เหอะ....ข้าสัมผัสว่าเจ้ามันก็เเค่ขั้นบ่มเพาะ " มารพิษมีท่าทีเย้ยหยัน เเต่เมื่อข้าฟาดเข้าไปอีกกรงเล็บมารพิษก็มีท่าทีเปลี่ยนไป

 

"เซียน..." มารพิษพึมพำกับตนเองตอนที่ตนต้องใช้สองมือหยุดกรงเล็บที่สอง

 

"หรือเจ้าดื่มเลือดเด็กหนุ่มคนนั้น ? ข้าว่าเเล้วว่าพลังของมันหายไปไหน หึ ๆ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นเเค่นังผู้หญิงโง่ ที่เเท้เจ้าก็เลือดเย็นพอที่จะดื่มเลือดคนตาย เเถมยังเเอบฝึกวิชาลอบโจมตีข้ามาตลอดหรือนี่ บังอาจ... บังอาจนัก...." มารพิษมีท่าทีสงสัยในคราเเรก เเละค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโกรธาในคราหลัง เเม้ไม่เห็นดวงตามัน ข้าก็ดูออกว่าตอนนี้มันโกรธจนเเทบคลั่ง กรงเล็บพยัคฆ์ของข้าเริ่มอ่อนเเรงเมื่อถูกมารพิษลดกำลังด้วยปราณของตน

 

กรงเล็บพยัคฆ์... วิชาเซียน เเต่ใช้ปราณมารที่ข้าสั่งสมมาเเทนปราณบริสุทธิ์ในเเบบที่ควรจะเป็น ข้าเเอบฝึกวิชามาหนึ่งปี สุดท้ายก็มาความเเตกเพราะโมโห

 

ปราณมารทำให้ข้าเสียสติ หรืออยู่ที่นี่นานเกินไปทำข้าเสียสติกันเเน่

 

ข้าสะบัดมือเเล้วถอยห่างจากมารพิษไปที่มุมหนึ่งของห้อง ข้ารู้ว่าข้าเเทบไม่มีโอกาสชนะเเน่ ๆ หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า เเละโอกาสลอบโจมตีเพียงหนึ่งเดียวข้าก็ได้ทำลายมันลงไปแล้ว

 

"ถ้าท่านไม่คิดฆ่ามัน ข้าคงไม่ทำร้ายท่าน" ข้ายังพยายามเชิดหน้า เเม้เหงื่อในกายไหลเย็น อย่างไรเสียข้าก็มีความทรงจำของจางเหว่ย อาจจะยังพอมีโอกาส...

 

"เจ้าก็มีความทรงจำของเด็กหนุ่มนั่นนี่ ไม่รู้จักวิหคชาดจริง ๆ หรือ มันตายเเล้วก็เกิดใหม่ได้ เจ้ารู้หรือไม่"

 

"นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะฆ่ามันได้ ! " ข้าตวาดใส่มัน "ท่านเคยรู้รสความตายหรือไม่ รู้ไหมว่ามันทรมานเพียงใด"

 

"ข้าไม่รู้หรอก" มารพิษยักไหล่ "เเต่เจ้าจะรับรู้มันอีกไม่นานนี้" สิ้นคำ ปราณสีม่วงเช่นเดียวกับที่เคยพรากชีวิตจางเหว่ยก็ปรากฏรอบตัวมารพิษก่อนจะพุ่งเข้ามาหาข้าโดยไม่รีรอ

 

เเม้ใช้ความเร็วทั้งหมดที่มีเเล้วเเต่ข้าก็ไม่อาจหลบปราณนั่นพ้น รอยเเผลปรากฏขึ้นบนไหล่ข้า หลังอสรพิษพุ่งเฉียดผิวเนื้อไป เลือดอุ่นของข้าสาดกระจาย ข้ากัดฟันอย่างเจ็บปวดเเต่ก็ยังไม่คลายสายตาจากมารพิษ พร้อมตอบโต้ไปด้วยวิชาลับของสำนักอื่นอย่างไม่ลดละ

 

การเเลกหมัดผ่านไป ข้าเริ่มเห็นความเเตกต่าง

 

ก้าวอสนีบาต วิชาลับสำนักอัสนี ว่ากันว่ารวดเร็วที่สุด เเต่สิ้นเปลืองปราณมหาศาลในเวลาอันสั้น เมื่อเทียบข้ากับมารพิษที่อ่านตำราเล่มเดียวกัน พร้อม ๆ กัน หรือต่อให้มารพิษจำมาน้อยกว่า ปราณของมารเฒ่าที่สั่งสมมานานก็ยังมากกว่าข้าที่พึ่งสำเร็จเซียนอยู่ดี

 

ข้าพยายามตั้งสติเเละไม่วอกเเวกเเต่ยิ่งผ่านไปนานปราณของข้าที่สั่งสมมาน้อยกว่ามารพิษก็เริ่มเเสดงผลเสีย ข้าเหนื่อยหอบ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลของอสรพิษ เเต่มารพิษยังยืนสบาย ๆ ร่างกายไร้รอยขีดข่วน

 

"เจ้าชนะข้าไม่ได้หรอก" มารพิษเอ่ย เเม้ข้าไม่ชอบต่อปากต่อคำยามต่อสู้ เเต่ในสถานการณ์ที่เป็นรองเช่นนี้ข้ารู้สึกว่าการต่อปากต่อคำนั้นดีไม่น้อย

 

"เเต่ถ้าท่านฆ่าข้าท่านก็ไม่ได้อ่านตำราต่อ" ข้าลองข่มขู่

 

"เฮอะ ... เจ้าน่าจะรู้กลไกของเขตอาคมนี้ดีนังเด็กโง่" มารพิษยิ้มหยัน ดวงตาที่กลวงโบ๋ทั้งสองข้างยิ่งขับให้รอยยิ้มนั่นดูน่าสยดสยอง "ชีวิตเเลกชีวิต เมื่อเจ้าตาย ข้ากินเลือดเจ้า ดวงตาข้าก็กลับมาเเล้ว เเค่เจ้าทำอาหารอร่อยข้าเลยไว้ชีวิตเจ้าเท่านั้น ! "

 

ข้าอึ้ง..

 

เสน่ห์ปลายจวักของข้ามันดีเลิศขนาดนั้นเลยหรือ

 

เมื่อลองคิดตาม ข้าก็รู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผล ถ้ามันรู้ว่าดวงตาจะกลับมาเมื่อกินเลือดคนตายตามกลไกของเขตอาคม เเล้วเหตุใดมันไม่กินเลือดข้าเเต่เเรก... ดังนั้นที่มันยังไม่ฆ่าข้าคงเป็นเพราะไม่เเน่ใจว่าถ้าดื่มเลือดเเล้วดวงตาจะกลับมาเสียมากกว่า

 

ข้ายิ้มเย็นอยู่ใต้ใบหน้าเปื้อนเลือด มันไม่ได้คิดจะฆ่าข้า มันเเค่ต้องการมีข้อต่อรองที่เหนือกว่าเพื่อให้ข้ายอม

 

"เจ้าทำได้ก็ลองดู" ข้าไม่คิดยอมเเพ้ เฟยหงก็เช่นกัน มันพยายามตีปีกพิการอยู่ในกรงอาคมอย่างสุดกำลัง

 

มันอยากมีชีวิต

 

เช่นเดียวกับข้า

 

ข้าทุ่มพลังทั้งหมดที่มี ความเร็วทั้งหมดที่พอจะเร็วได้ เเละใช้วิชาที่แอบศึกษามาก่อนมารพิษทั้งหมดเข้าเเลกเลือดกับมัน

 

ข้าต้องฆ่ามัน !

 

ข้ากางมือเมื่อสบโอกาสเหมาะ ช่องว่างถูกเปิดโล่งด้านหลังของมารพิษ กรงเล็บพยัคฆ์ถูกใช้อีกครั้งด้านหลังของมัน นิ้วทั้งห้าเล็งไปที่ตำเเหน่งหัวใจพร้อมจะปลิดชีพในคราเดียว

 

ฉึก ! !  

 

เสียงเฉือนเนื้อตัดกระดูกชวนให้ผวา มือของข้าสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ เลือดเเดงฉานสาดกระเซ็นเต็มพื้น

 

ไม่ใช่เลือดของมัน เเต่เป็นเลือดของข้า....

 

"เห้อ... ข้าคิดจะไว้ชีวิตเจ้าเเท้ ๆ เเต่เจ้ากลับรนหาที่เอง" มารพิษถอนหายใจอย่างเสียดาย มันไม่ได้หันมาทางข้าด้วยซํ้า ข้ากระอักเลือดคำโต กรงเล็บของข้าสะกิดได้เเค่ปลายเสื้อของมัน เเต่ปราณสีม่วงของมารพิษเคลื่อนไหวอิสระอยู่รอบกายเเทงทะลุร่างข้าเหมือนเเทงเต้าหู้ มารพิษตาบอด... เเต่การใช้ปราณสัมผัส เเม้ไม่มีดวงตาก็รับรู้การโจมตีจากด้านหลังได้

 

ข้าไม่เคยลืมการรับรู้ด้วยวิธีเช่นนี้ของมัน

 

"ใช่..." ข้าเอ่ยเสียงเเผ่ว เเผลที่ได้รับยามนี้เจ็บปวดกว่าแผลจากกิ่งไม้เมื่อยังเยาวว์วัยมากนัก เเต่ข้าก็ยังสามารถยิ้มออกมาได้

 

"เจ้ารนหาที่เอง..."

 

มารพิษงุนงงเมื่อได้ยินคำพูดของข้า ข้าเคยสังเกต มารเฒ่าไม่ได้ใช้ปราณสัมผัสสิ่งรอบกายอยู่ตลอดเวลา มีบางเวลาที่มันต้องเลือกใช้ปราณ 'มอง' ไปยังจุดใดจุดหนึ่ง เช่นเวลาที่กำลังกินข้าวก็ใช้ปราณสัมผัสเเค่ชามข้าว เวลาหยิบจับสิ่งของอยู่ก็ใช้ปราณสัมผัสเเค่สิ่งของนั้น เวลาจับเหยื่อของมันปราณที่ควรสัมผัสสิ่งรอบตัวก็จะจับสัมผัสอยู่เเค่เหยื่อตรงหน้า

 

ข้าก็คือเหยื่อตัวหนึ่งเช่นกัน

 

ความงุนงงของมารพิษอยู่ได้ไม่นานมันก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อจะใช้ปราณสัมผัสสิ่งรอบกายอีกครั้ง ก็สายไปเเล้ว

 

เพลิงสีเเดงโหมกระหนํ่าจ่ออยู่หน้ามารพิษ มันร้องอย่างโหยหวนเมื่อผิวหนังไหม้เกรียม ห้องใต้ดินสว่างวาบด้วยเตโช ปราณสีม่วงที่เสียดเเทงตัวข้าหายไปทันทีเมื่อเพลิงเผาพวกมันจนเป็นผุยผง ข้าล้มลงกองอยู่กับพื้นนอกกรงอาคมของวิหคชาด เเม้อยู่ห่างจากไฟเเต่ข้าก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่เเผดเผา มันคือไฟเเห่งความพิโรธ

 

หนึ่งปีผ่านไป ไม่ใช่เเค่ข้าที่ดิ้นรนหาอิสระ

 

นกน้อยที่ต้องวนเวียนอยู่กับการตายเกิดซํ้าเเล้วซํ้าเล่าก็อยากมีอิสระเช่นกัน

 

จนกระทั่งสิ้นเสียงร้องโหยหวนดุจอยู่ในนรกของมารพิษ เปลวไฟจึงยอมสงบลง ข้านอนเลือดอาบอยู่บนพื้น มารพิษไหม้เกรียมอยู่ในเขตอาคม คนเดียวที่ยังยืนอยู่ได้คือเจ้าของเพลิงนรก

 

เด็กหนุ่มผมเเดงร่างเปลือยเปล่าอยู่ท่ามกลางไฟที่ยังไม่มอดดับสนิท ผิวขาวเนียนละเอียดดุจเครื่องเคลือบที่ไฟร้อนก็ไม่อาจลวนลามร่างนั้นได้ ดวงตาเป็นประกายมองมาทางข้าด้วยหยาดนํ้าตาที่ระเหยเป็นไอ

 

ข้ามองร่างที่คุ้นเคยเเต่ไม่คุ้นตา

 

วิหคชาดจำเเลงกายเป็นมนุษย์สำเร็จเเล้ว

 

____________

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 164 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

240 ความคิดเห็น

  1. #215 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มกราคม 2564 / 21:27

    น้องกับนก ทำพันธสัญญากันได้มั้ยคะเนี่ย

    #215
    0
  2. #48 daisyofthegalaxy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 11:28

    สนุกมากจ้ะ

    #48
    0
  3. #15 Maya2501 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 16:12
    สนุกมาก..ขอบคุณค่ะ
    #15
    0
  4. #14 ลี ลา ลี ลา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 12:08
    สนุกกกกก ของคุณค่าาา
    #14
    0
  5. #13 ปัน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 11:18

    สนุกดีนะ เดาทางไม่ออกเลย

    #13
    0
  6. #12 nichaorn (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 10:44

    สนุกมาก อ่านรวดเดียวจบเลย
    #12
    0