악마의 마음 ดวงใจจอมมาร [KookV]

ตอนที่ 3 : บทที่ ๒ : จอนจองกุก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    15 ธ.ค. 63

 

จองกุกไม่รู้ว่าขาตัวเองกำลังพาเขาไปที่ไหน

 

ท่ามกลางความมืดมิด เขาเดินผ่านต้นไม้ในป่าต้นแล้วต้นเล่า เลี้ยวทางนั้นทีทางนี้ที ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเลื่อนลอย แววตาเหม่อมองไปด้านหน้าโดยไม่จับจ้องไปยังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึก ทว่าแววตากลับยังมีความตื่นตะลึงหลงเหลืออยู่ สมองที่ในยามนี้ค่อนข้างสับสนมึนงง พยายามนึกประมวลผลให้แน่ชัด

 

เมื่อกี้เขา...ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม จองกุกเจอมารจริงๆ ใช่ไหม

 

มารตนนั้นช่วยชีวิตเขาไว้ เพราะมีจุดประสงค์ใดกันแน่ และยิ่งไปกว่านั้น...เขารู้ได้อย่างไรว่าจองกุกเป็นลูกครึ่งมาร ความลับที่ตระกูลปกปิดมานานรั่วไหลออกไปเช่นนี้ จะมีมารตนอื่นมาพบจองกุกอีกหรือไม่ แล้วมาหาเขาเพื่ออะไรกันแน่…?

 

มนุษย์ต่างกล่าวขานกันมาตลอดว่า มารทุกตนมีสิ่งเดียวที่ปราถนา...นั่นคือลูกครึ่งมาร กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดทราบว่านอกจากมีสายเลือดครึ่งมารครึ่งมนุษย์แล้ว ลูกครึ่งมารมีอะไรน่าสนใจนักหนา ไฉนพวกมารถึงได้พากันตามหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับสมบัติมีค่าที่หายสาบสูญอย่างไรอย่างนั้น

 

จองกุกไม่รู้ว่ามารที่ชื่อแทฮยองมีเจตนาใดแอบแฝงหรือเปล่า จนถึงบัดนี้เขาก็ยังรู้สึกกลัวไม่หาย แม้ว่าจองกุกจะมีสายเลือดของมารอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ก็ถูกเลี้ยงให้เติบโตมาในสังคมของมนุษย์มาโดยตลอด เขาย่อมซึมซับความหวาดกลัวของมนุษย์ที่มีต่อมารมาด้วย อีกทั้งตั้งแต่เกิดมา จองกุกก็ไม่เคยรู้สึกว่าตนมีพลังมากกว่ามนุษย์ทั่วไปเลยแม้แต่นิด เขาเป็นแค่เด็กผอมแห้งแรงน้อย สู้ใครไม่ได้สักอย่างโดยเฉพาะด้านพละกำลัง จองกุกอ่อนแอกว่ามนุษย์ทั่วไปในทุกเรื่อง จนบางครั้งแม้แต่เขาเองยังไม่เชื่อว่าเป็นลูกของมารด้วยซํ้า จองกุกจึงเหมารวมตัวเองว่าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไปโดยปริยาย

 

แม้ว่าใครบางคน...จะไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยก็ตาม

 

“นายน้อย! นายน้อย!”

 

จองกุกสะดุ้งหลุดจากภวังค์ เป็นตอนนั้นที่เขารู้ตัวว่าขาทั้งสองข้างได้พาเขากลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลจอน และยามนี้ก็เป็นเวลาเกือบรุ่งเช้าแล้ว อีกไม่นานดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นมาแทนที่ดวงจันทร์ หนุ่มน้อยได้แต่ขมวดคิ้วมึนงง หลังจากที่พบกับมารผู้นั้นแล้ว เขาก็เดินกลับบ้านตัวเองอย่างไม่รู้ตัว ตลอดทางจองกุกเอาแต่เหม่อลอย บวกกับแท้จริงแล้วเขาจำทางกลับบ้านตัวเองไม่ได้ จึงไม่ได้รู้ตัวเลยว่าขาคู่นี้กำลังพาเขากลับมาที่นี่

 

จองกุกก้มลงสำรวจร่างตัวเอง ถึงได้รู้ว่าร่างของเขาถูกไอหมอกสีดำบางเบาห่อหุ้มไว้ หากเขาไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็น เพราะมันกำลังสลายหายไปช้าๆ ยิ่งจองกุกเข้าใกล้คฤหาสน์ตระกูลจอนมากขึ้น มันก็ยิ่งสลายไป

 

เขาเบิกตากว้าง จองกุกมั่นใจว่าสิ่งนี้คือปราณของมารผู้นั้นเป็นแน่

 

แทฮยอง...ใช้พลังนำทางให้เขากลับบ้านหรือนี่

 

จองกุกรู้สึกเหมือนโลหิตไหลเวียนในร่างกายได้เยือกแข็งทันที ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือด ขอบตาร้อนผ่าวจนแดงกํ่า เผลอก้าวถอยหลังไปด้วยความตื่นกลัว มารตนนั้นจะฆ่าเขาก็ได้ จะลักพาตัวเขาไปไหนก็ได้...แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่คฤหาสน์ตระกูลจอน

 

ไม่เอา...ไม่เอาแล้ว เขาไม่อยากมาเหยียบนรกแห่งนี้อีกแล้ว

 

“นายน้อย!” บ่าวรับใช้คนหนึ่งถือตะเกียงวิ่งมาหาจองกุก นางวิ่งหน้าตาตื่นจนเกือบสะดุดกระโปรงยาวสีโอรสไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็วิ่งหอบไปหยุดตรงหน้าจองกุกจนได้

 

“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านบาดเจ็บหรือไม่!?” สาวใช้มือจับตามร่างกายมอมแมมของเด็กหนุ่มอย่างตื่นตระหนก ครั้นพบว่าจองกุกไม่มีร่องรอยบาดแผลใด ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “เมื่อคืนท่านหายไปไหนมาเจ้าคะ นายหญิงออกตามหาท่านจนวุ่นไปหมด”

 

แววตาของหนุ่มน้อยวูบไหว “ท่านยาย...ตามหาข้าเหรอ”

 

ฮีวอนพยักหน้ารับรัวๆ “เจ้าค่ะ นายหญิงคิดว่าท่านคงหนีไปได้ไม่ไกล จึงกลัวว่าคุณหนูใหญ่จะหานายน้อยเจอก่อน นางเลยรีบออกไปตามหาท่าน” สาวใช้กล่าว ก่อนจะเบิกตาเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ รีบจับไหล่ทั้งสองของจองกุกแน่นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “นายน้อย ตอนนี้รีบไปหลบก่อนเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่กำลัง...”

 

“ไอ้เด็กมาร!”

 

จองกุกตัวแข็งทื่อในบัดดล มันเป็นแค่เสียงตะคอกแหลมสูงของสตรี แต่สำหรับจองกุก...มันคือเสียงของพญามัจจุราช ทันทีที่ได้ยินเสียงของนาง สองขาของจองกุกก็พลันรีบวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าวิ่งไปได้เพียงสองสามก้าว ท่อนไม้ใหญ่ก็ได้ฟาดใส่กลางหลังของหนุ่มน้อยอย่างแรง

 

“อั่ก!” จองกุกล้มลงไปกระแทกพื้นแข็งๆ ตามแรงฟาดทันที เขากัดฟันหลับตาปี๋แทบจะร้องไห้ มันเจ็บเหมือนกระดูกหลังจะแตกสลาย รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในบอบชํ้าจนสำลักเลือดออกมา แผ่นหลังปวดชํ้ารวดร้าว กระนั้นกลับจองกุกกลํ้ากลืนฝืนทน พยายามอมเลือดไว้ในปาก ไม่ยอมส่งเสียงร้องใดๆ ก่อนจะถูกอีกฝ่ายกระชากเรือนผมอย่างแรงราวกับจะดึงหนังหัวให้ขาด แล้วจับศีรษะจองกุกกระแทกกับต้นไม้ด้านข้างอย่างเต็มแรง

 

'ปึก! ปึก! ปึก!'

 

เสียงศีรษะกระแทกกับต้นไม้ดังครั้งแล้วครั้งเล่า เขาได้แต่หลับตาขบกรามอย่างทรมาน ชั่วขณะนั้นจองกุกแทบจะได้ยินเสียงร้าวของกะโหลกตัวเอง ทว่าพริบตาต่อมาก็ถูกเหวี่ยงให้กระแทกลงไปนอนกับพื้นดิน ของเหลวอุ่นที่มีกลิ่นคาวกลับไหลเข้ามาในดวงตาทั้งสอง มันคือเลือดที่ไหลซึมออกมาจากหน้าผากที่ปริแตก ทำให้จองกุกพยายามลืมตาขึ้นได้อย่างยากลำบาก ยามนี้เขาเจ็บร้าวไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย แทบจะไม่มีแรงขยับแขนขา แต่กลับยังคงพยายามเงยหน้าขึ้นไปมองหญิงสาวที่มองมายังเขาด้วยสายตาอาฆาตคลุ้มคลั่ง รูปโฉมนางงดงามสะสวยอย่างหาตัวจับได้ยาก แต่กลับทำร้ายเด็กไม่มีทางสู้อย่างจองกุกอย่างไร้ปราณี ทำให้ดูไม่ต่างจากนางมารร้ายจิตใจเหี้ยมอำมหิต

 

นางคือจอนซงยอน ผู้เป็นคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจอน

 

“ทะ...ท่านแม่”

 

และมารดาของจองกุก...

 

สตรีร่างอรชรผู้นี้อยู่ในชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนสบายตา เรือนผมมีเครื่องประดับมากมายเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยงดงาม แก้มนวลเนียนและริมฝีปากเป็นสีแดงระเรื่อ ดวงหน้าเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ดูอ่อนหวานน่าทะนุถนอม และสง่างามราวกับเทพธิดา

 

ต่างจากดวงตาของนาง...ที่กำลังคลุ้มคลั่งเหมือนสัตว์ป่า

 

จอนซงยอนใช้ฝ่าเท้าเรียวยาวภายใต้รองเท้าเหยียบกระแทกลงไปบนศีรษะของบุตรชาย นางกดนํ้าหนักลงไปจนใบหน้าละอ่อนแทบจมลงไปในพื้นดิน จองกุกกัดฟันแน่นอย่างทรมาน ดวงตาฉํ่านํ้าด้วยความเจ็บปวดทรมานเหลือล้น เลือดสีแดงฉานซึมไหลออกจากศีรษะเรื่อยๆ อย่างไร้สิ้นสุด

 

ซงยอนตวัดสายตาแข็งกร้าวไปมองฮีวอนที่เอาแต่ยืนตัวสั่นอย่างหวาดกลัว คุณหนูตระกูลจอนยกขอนไม้ขึ้นมาชี้ไปยังสาวใช้

 

“เจ้า...” นางเอ่ยด้วยเสียงลอดไรฟันอย่างอาฆาต แววตาทอประกายวาวโรจน์ราวกับจะใช้สายตากรีดแทงให้ตาย “เจ้าเป็นคนพามันหนีไปใช่ไหม!?”

 

ฮีวอนตกใจจนสะดุ้งโหยง นางหน้าซีดเผือด ก้าวถอยหลังไปด้วยร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว สายตาที่มองคุณหนูใหญ่นั้นราวกับเห็นยมทูตที่จะมากระชากวิญญาณของนางไปลงนรก

 

ซงยอนยังคงตวาดกร้าวต่อไป “ใช่ไหม!?”

 

หญิงสาวตื่นกลัวจนปากสั่น นางแทบจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น “บ่าว...บ่าว...”

 

จองกุกกำหมัดแน่นอย่างทรมาน พยายามเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยห้าม “อึก...อย่า...ยุ่งกับนาง นางไม่เกี่ยว!!”

 

สิ้นเสียงตะคอกนั้น ซงยอนก็พลันชะงักไป ค่อยๆ ผินหน้ากลับมามองลูกชายที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า แววตาที่แข็งกร้าวของนางเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นสั่นไหวอย่างหวาดกลัวทันที

 

'ตุ่บ!!'

 

ร่างบอบบางทรุดนั่งคุกเข่าลงด้วยกายสั่นเทิ้ม ใบหน้างามหยาดเยิ้มพลันซีดเผือดอย่างหวาดกลัว ซงยอนคลานถอยหลังหนีออกห่างจองกุก ด้วยสายตาหวาดหวั่นราวกับเห็นยมทูต

 

“จะ เจ้าขึ้นเสียงใส่ข้า” นางมองลูกชายด้วยตาที่เบิกโพลงเหมือนสติแตก ร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าของนางสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง แววตาเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวขึ้นสมอง สภาพนางดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนสติสมประกอบ “กรี๊ด!! ไอ้มารชั่วร้าย...ฮึก ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลยนะ! ฮือออ อย่าฆ่าข้าเลย...อย่าฆ่าข้าเลย...”

 

ซงยอนโอบกอดร่างที่สั่นไม่หยุดของตัวเองไว้แน่น ริมฝีปากที่สั่นระริกพึมพำพูดว่า 'อย่าฆ่าข้า' ซํ้าไปซํ้ามาไม่หยุด ใบหน้าส่ายไปมาระรัวด้วยตาที่เบิกโพลงถึงขีดสุดจนเม็ดตาดำหดลงเป็นเพียงจุดเล็กๆ นํ้าตาหยาดแล้วหยาดเล่าไหลรินลงมาอาบแก้ม

 

ทว่าจู่ๆ จอนซงยอนก็นึกบางอย่างได้ ทำให้นางชะงักไปทันที

 

“ต้องฆ่า...ต้องฆ่า...” นางพึมพำไปมาด้วยเสียงสั่นเหมือนคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเบิกตากว้าง แล้วหันมามองจองกุกด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ

 

“ต้องฆ่า... ใช่แล้ว! ต้องฆ่าเจ้า...ต้องฆ่าเจ้าให้ตาย! เจ้าถึงจะไม่ฆ่าข้า!”

 

ซงยอนกล่าวด้วยรอยยิ้มฉีกกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจเหมือนเด็กได้ของเล่น นางรีบหยิบขวานที่ซ่อนไว้ใต้ปกเสื้อออกมาทันที จองกุกพลันเบิกตาโพลงเมื่อเห็นเช่นนั้น เขาพยายามจะถอยหนีด้วยใบหน้าซีดเผือด อยากจะวิ่งหนีไปที่ไหนก็ได้อย่างไม่คิดชีวิต แต่เรี่ยวแรงกลับไม่หลงเหลืออีกแล้ว ลำพังแค่โลหิตที่ไหลลงมาเข้าตาก็ทำให้เขามองเห็นไม่ชัด นับประสาอะไรกับแขนขาที่แทบจะไม่มีแรงขยับได้

 

'หมับ!'

 

แต่ก่อนที่ซงยอนจะได้ฟันขวานใส่ลูกชาย ฮีวอนก็ได้เข้ามากอดขานางไว้แน่นด้วยนํ้าตานองหน้า

 

“คุณหนู!! ได้โปรดหยุดเถิดเจ้าค่ะ ฮึก...ได้โปรดเถิด บ่าวขอร้องล่ะ” นางใช้แขนสองข้างกอดรัดท่อนขาของผู้มีศักดิ์เป็นนายไว้สุดฤทธิ์ นํ้าตามากมายไหลลงมาอาบแก้มด้วยความหวาดกลัว กระนั้นนางกลับไม่ยอมปล่อยซงยอนไป “คุณชายน้อยเป็นลูกของท่านนะเจ้าคะ เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของท่าน อึก...ท่านจะทำแบบนี้กับเด็กตัวเล็กๆ ที่ตัวเองอุตส่าห์เบ่งคลอดออกมาไม่ได้นะเจ้าคะ!”

 

“ลูก...?” ซงยอนเอียงคอตาใสอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะเบิกตาโพลงด้วยความหวาดกลัวอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง “จะ เจ้าบอกว่ามันเป็นลูกข้า... แสดงว่าเจ้าอยู่ข้างมันงั้นหรือ!? เจ้าก็เป็นมารอย่างนั้นหรือ!? เจ้าก็อยากฆ่าข้าเหมือนกันงั้นหรือ!? กรี๊ดด!! ยอมไม่ได้! ยอมไม่ได้!”

 

หญิงสาวกรีดร้องออกมาลั่นอย่างคลุ้มคลั่งขาดสติ ซงยอนเหวี่ยงขวานในมือลงใส่ท่อนแขนของฮีวอนที่กอดขานางไว้ ปลายขวานฟันใส่ผิวเนื้ออย่างเต็มแรงจนเลือดกระเซ็นไปทั่ว

 

กระนั้นนั่นกลับไม่ใช่เลือดของบ่าวรับใช้ที่น่าเวทนาผู้นี้

 

“นะ นายน้อย!!”

 

แต่เป็นเลือดของจองกุกเอง...

 

จองกุกเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มี พุ่งกระโจนเข้ารับขวานแทนสาวใช้อย่างรวดเร็ว ปลายขวานเล่มคมสับเข้ากลางแผ่นหลังเล็ก บาดเฉือนลึกลงไปในผิวเนื้อบนหลังราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทง จองกุกเบิกตาค้าง เขากรีดร้องออกมาสุดเสียงอย่างทรมาน แผ่นหลังที่ถูกขอนไม้โบยใส่ไม่ยั้งไปแล้วก่อนหน้านี้ ยามนี้กลับต้องมาโดนขวานฟันเข้าใส่อย่างเต็มแรงอีกครั้ง จองกุกปวดร้าวทรมานจนแทบดิ้นพล่าน อยากจะกู่ร้องออกมาให้กล่องเสียงแตก กระนั้นกลับทำได้เพียงเปล่งเสียงสะอื้นอย่างเจ็บปวดเท่านั้น

 

ฮีวอนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นํ้าตาพรั่งพรูออกมาอย่างไม่มีสิ้นสุด นางคว้าร่างที่โชกเลือดของจองกุกเข้ามากอดไว้อย่างหวงแหน ยิ่งเห็นเด็กน้อยเลือดไหลไม่หยุดตั้งแต่ศีรษะยันปลายเท้า จนย้อมชุดของนางเป็นสีแดงน่ากลัว ฮีวอนยิ่งไม่สามารถห้ามนํ้าตาและเสียงกรีดร้องของตัวเองได้ “คุณชายน้อย! ท่านทำแบบนั้นไปทำไม ฮึก...ชีวิตบ่าวไม่มีค่าพอให้ท่านมาเสียสละแทนหรอกนะเจ้าคะ!”

 

จองกุกหมดสติไปโดยที่เลือดยังไม่มีท่าทีจะหยุดไหล ใบหน้าซีดลงเรื่อยๆ อย่างน่าเวทนา ฮีวอนพยายามตะโกนเรียกขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ซงยอนได้แต่ยืนอึ้งค้าง นางมองจองกุกที่เมื่อครู่กระโจนเข้ามาใส่นางเพื่อรับขวานแทนฮีวอน ฉับพลันนัยน์ตาก็เบิกโพลงอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง

 

“เมื่อกี้เจ้า...เมื่อกี้เจ้าขยับเข้ามาใกล้ข้า...” ซงยอนเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ นางยกมือขึ้นมาทึ้งศีรษะตัวเองอย่างแรงด้วยความหวาดกลัว “กรี๊ด!! ฮืออ เจ้าจะฆ่าข้า! เจ้าจะฆ่าข้า!”

 

นางกรีดร้องออกมาอย่างขาดสติ กุมศีรษะตัวเองไว้ด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดอย่างตื่นกลัว ก่อนจะดึงขวานที่ปักไว้ในหลังของลูกชายออกมาอย่างแรง จนจองกุกที่หมดสติไปแล้วถึงกับเบิกตาโพลงสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความทรมาน เขาสำลักเลือดออกมาไม่หยุดจนไม่สามารถเปล่งเสียงกรีดร้องได้ ร่างกายบอบชํ้าไปทั้งตัวราวกับมีดแหลมคมร้อยเล่มกำลังแล่เฉือนผิวหนังของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถูกเหวี่ยงร่างลงมาจากหน้าผาสูงซํ้าแล้วซํ้าเล่าจนกระดูกทุกส่วนแตกละเอียด

 

ทำไม...ทำไมเขายังไม่ตายอีก

 

จองกุกไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว ไยสวรรค์ถึงไม่แยแสต่อความปราถนาของเขา

 

จอนซงยอนกำด้ามขวานแน่น แววตาทอประกายแข็งกร้าวอย่างบ้าคลั่ง “ข้าจะฆ่าเจ้าซะ! ฆ่าเจ้าซะ! เจ้าจะได้ไม่ฆ่าข้า!”

 

ฮีวอนพยายามจะลากจองกุกออกไปจากตรงนี้ด้วยนํ้าตานองหน้า แต่กระนั้นคุณหนูใหญ่ของนางอย่างซงยอนกลับไวกว่ามาก จองกุกปล่อยให้นํ้าตาร่วงลงมาเป็นสาย เมื่อผู้เป็นมารดายกด้ามขวานขึ้น แสงอาทิตย์สะท้อนลงบนปลายขวานที่ทำจากเหล็กจนเกิดประกายสว่างจ้า เป็นตอนนั้นที่จองกุกหลับตาลง...รอเวลาให้ขวานสับลงมาใส่คอของเขา

 

“จอนซงยอน!! หยุดเดี๋ยวนี้!”

 

สิ้นเสียงนั้น ร่างของคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจอนผู้งดงามก็แข็งทื่อไป นางชะงักมือที่กำลังจะใช้ขวานฟันลูกแท้ๆ ของตัวเองไว้ ก่อนผินหน้าหันไปมองหญิงชราที่อยู่ด้านหลัง

 

หญิงชราผู้นี้ แม้ว่าจะสวมเสื้อผ้าเนื้อดีมีราคา มีใบหน้าสะสวยแม้จะมีรอยเหี่ยวย่น แต่กลับมีร่างกายที่ซูบเซียวและอ่อนแอ ทุกครั้งที่นางก้าวเดินก็เหมือนจะเซจนล้ม กระนั้นแววตาของนางกลับแดงกํ่าไปด้วยโทสะอย่างอาฆาต

 

แววตาของซงยอนสั่นไหว “ท่านแม่--”

 

'ฉึก!!'

 

จอนโซราน หรือนายหญิงแห่งตระกูลจอนใช้ปลายเข็มปักลงบนบนหลังคอของบุตรสาว ซงยอนตัวแข็งค้าง แล้วล้มพับลงไปกระแทกพื้นทันที โดยที่แม่ของนางไม่แม้แต่จะสนใจใยดี รีบพุ่งเข้าไปหาหลานชายในอ้อมแขนของบ่าวรับใช้ทันที

 

“โอ้สวรรค์...” หญิงชรายกมืออันสั่นเทาเหี่ยวย่นขึ้นมาปิดปากอย่างเจ็บปวดใจ ครั้นนางกวาดสายตามองร่างท่วมเลือดของจองกุก ดวงตาสองข้างพลันแดงกํ่า ก่อนที่นางจะหันไปตวาดใส่บ่าวรับใช้ “มัวรออะไรอยู่ รีบพาหลานข้าไปรักษาสิ!”

 

ฮีวอนสะดุ้ง นางยังคงร้องไห้ไม่หยุด แต่ก็ไม่แม้แต่จะเสียเวลาปาดนํ้าตาตัวเอง รีบทำตามคำสั่งทันที “อึก...เจ้าค่ะ นายหญิง”

 

พวกนางช่วยกันพยุงร่างที่บอบชํ้าโชกเลือดของจองกุกเข้าไปในคฤหาสน์ โดยที่มิได้ล่วงรู้เลยว่ามีแขกมาเยือนบ้านตระกูลจอนตั้งแต่เมื่อไหร่ และพวกเขาก็กำลังเฝ้ายืนอยู่ไม่ห่างจากพวกนางเลยแม้แต่น้อย

 

แต่ต่อให้มนุษย์อย่างพวกนางเพ่งมองสักเพียงใด...ก็ไม่สามารถมองทะลุม่านพรางตัวได้อยู่ดี

 

“...นับว่าเป็นการทารุณกรรมที่โหดร้ายทีเดียว” แทฮยองออกความเห็นด้วยนํ้าเสียงเนิบนาบไร้อารมณ์ โบกพัดในมือไปมาเล็กน้อยด้วยแววตาเป็นประกายอย่างสนใจ

 

ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กคนนี้...จะมีชีวิตที่เศร้าหมองกว่าที่เขาคิดไว้

 

“เมื่อครู่ข้าน้อยก็ว่าจะเข้าไปช่วย แต่ยายของเขาเข้าดันไปช่วยไว้ก่อน เช่นนั้นตัวข้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร” โฮซอก มารที่พ่วงตำแหน่งมือซ้ายของแทฮยองส่ายหน้าไปมายิ้มๆ อย่างช่วยไม่ได้ เขาก้มมองร่างที่สลบไสลของคุณหนูใหญ่ตระกูลจอนบนพื้นตรงหน้า “อ่า...ครั้งสุดท้ายที่เห็นมนุษย์กระหายอยากจะฆ่าลูกในไส้ตัวเอง มันนานจนจำไม่ได้เสียแล้ว”

 

โฮซอกเลียริมฝีปากด้วยแววตาเป็นประกาย ใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างของหญิงสาวเล็กน้อยให้พ้นทาง เขาสะบัดแขนเสื้อสีนํ้าตาลแก่ปักเลื่อมทองหรูหราของตัวเองด้วยท่าทีสบายๆ “ช่างอนาถใจนักที่เราสูบพลังจากดวงวิญญาณหญิงสาวผู้นี้ไม่ได้--น่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ลูกไฟวิญญาณของแม่ที่แสนเลวอย่างนางจะต้องอร่อยมากแท้ๆ”

 

แทฮยองหันไปเลิกคิ้วน้อยๆ “เหตุใดเราจึงกินลูกไฟวิญญาณของนางไม่ได้”

 

“นายท่านโปรดวางใจ หลายวันมานี้ที่ข้าน้อยมาสืบประวัติของลูกครึ่งมารที่นี่ ได้ข้อมูลลับมามากพอสำหรับท่านแน่นอน” โฮซอกโค้งตัวคำนับด้วยรอยยิ้มร้าย แล้วเริ่มเล่าทุกอย่างให้ผู้เป็นนายฟัง

 

แต่ไหนแต่ไร ตระกูลจอนเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สืบทอดดำรงตำแหน่งกันรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงรุ่นปัจจุบันที่ได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นยองวอน อัครมหาเสนาบดีผู้นี้ได้แต่งงานกับสาวงามที่เพียบพร้อมจากตระกูลมีฐานะ นามว่าโซราน และต่อมาไม่นาน ทั้งคู่ก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวสองคน

 

คนแรกมีนามว่าจอนซงยอน คนที่สองชื่อจอนซองอึน คุณหนูทั้งสองเป็นที่รักใคร่ของทุกคนที่ได้พบเห็น โดยเฉพาะคนพี่ที่มีกิริยาอ่อนโยนสง่างาม ทั้งยังฉลาดเฉลียวและมีจิตใจที่งดงามไม่แพ้หน้าตาจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแคว้น นางเหมือนดอกไม้ที่บานสะพรั่งหอมหวานและเป็นความภาคภูมิใจของตระกูลจอน จนกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นถึงกับมีพระประสงค์ให้นางมาเป็นสนมให้กับรัชทายาท ซึ่งบิดาของนางที่เป็นอัครมหาเสนาบดีก็ตอบรับด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง

 

สำหรับพ่อของนางแล้ว ชื่อเสียงและอำนาจลาภยศนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ซงยอนจึงไม่แม้แต่จะปริปากขัดขืนการแต่งงานครั้งนี้ ยอมทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย พรํ่าบอกกับตัวเองว่านี่เป็นความปราถนาสูงสุดของบิดา นางต้องตอบแทนในฐานะลูกที่กตัญญู ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

 

ในขณะที่นางกำลังทำใจยอมรับชะตากรรม และเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพระสนมอยู่นั้น...ชายคนหนึ่งก็ได้ปรากฎตัวขึ้นในชีวิตนาง

 

ชายผู้นี้มีใบหน้าที่งดงามชวนลืมหายใจ มีรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของนางสั่นไหวตั้งแต่นาทีแรกที่ได้พบ ทำให้แววตาที่อ่อนโยนของซงยอนเปล่งประกายขึ้นมา นับตั้งแต่วันนั้น ในทุกคืนหลังตะวันตกดิน ชายปริศนาผู้นี้จะมาเยี่ยมนางที่ห้องโดยไม่มีใครรู้ ทั้งสองพูดคุยกันท่ามกลางแสงจันทร์ผ่านบานหน้าต่าง บางครั้งที่เขาคนนี้จะพานางแอบออกไปนอกคฤหาสน์ ไปชมฝนดาวตกที่สวยงามด้วยกัน ดื่มดํ่าไปกับบรรยากาศยามรัตติกาล ให้ซงยอนได้สัมผัสถึงอิสระที่คุณหนูเพียบพร้อมอย่างนางไม่เคยมีมาก่อน

 

จากที่เริ่มพูดคุยกัน ก็เปลี่ยนความสนิทสนม และความสนิทสนมก็ได้เปลี่ยนเป็นความผูกพันลึกซึ้ง ทว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน...เขากลับไม่ยอมบอกกับซงยอนสักครั้ง ว่าตนเป็นใครกันแน่

 

ซงยอนไม่ได้รู้ตัวเลย...ว่าตนได้ตกหลุมรักมารอย่างจังเข้าเสียแล้ว

 

นานวันเข้า ซงยอนยิ่งพรํ่าเพ้อหาชายในดวงใจ ทุกวันเอาแต่เฝ้ารอพระอาทิตย์ตกดินอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจะได้เจอหน้าเขาเพียงไม่กี่ชั่วโมง วันไหนที่ใครคนนั้นไม่มา นางก็เศร้าซึมจนไม่เป็นอันทำอะไร หวาดกลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะไม่อยากมาพบนางแล้ว นับวันซงยอนยิ่งฟุ้งซ่านหนักจนแม่และน้องสาวเป็นกังวล..แต่ก็มิได้ล่วงรู้เลยว่าผู้ที่นางถวิลหานั้นเป็นตัวอะไร

 

ซงยอนหลงรักชายหนุ่มอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตกอยู่ในห้วงความรักจนกู่ไม่กลับ นางไม่สนแล้วว่าตัวเองจะต้องวางตัวเป็นเจ้าสาวที่เพียบพร้อมให้แก่รัชทายาท นางไม่สนว่าบิดาจะโมโหขนาดไหนหากทราบเรื่องนี้ ไม่สนว่าครอบครัวจะผิดหวังในตัวนางเพียงใด ไม่สนอะไรแล้วทั้งนั้นนอกจากชายที่อยู่ตรงหน้า ผู้ที่ทำให้นางมีความสุขได้มากอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้ นางยอมมอบทุกอย่างให้กับเขา หัวใจ ร่างกาย...และความบริสุทธิ์

 

ซงยอนเป็นคนรักนวลสงวนตัว นางไม่เคยให้ชายคนใดได้จับมือด้วยซํ้า แต่กับคนคนนี้...นางยอมทุกอย่าง ยอมแม้กระทั่งมีลูกให้แก่เขา

 

แต่ละเดือนที่พ้นผ่านไป ท้องนางก็พองโตขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อตรวจแน่ชัดว่านางกำลังตั้งครรภ์ บิดาของนางโกรธจัดจนถึงกับล้มป่วย สั่งกักขังซงยอนไม่ให้ก้าวออกจากบ้านเป็นอันขาด และกำชับปิดปากทุกคนที่รู้เรื่องนี้ ทำทุกวิถีทางไม่ให้เรื่องไปถึงหูพระราชาได้เป็นอันขาด

 

ตระกูลจอนอับจนหนทางจนมืดแปดด้าน ตอนนี้ต่อให้บังคับทำแท้งก็ไม่มีผล เพราะซงยอนได้สูญเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว หากพระราชารู้เข้า...คงได้สั่งประหารล้างตระกูลเป็นแน่ ที่กล้าหยามหน้าไปมีชู้ทั้งที่หมั้นหมายกับรัชทายาทไว้แล้ว

 

ซงยอนแพ้ท้องหนักขึ้นทุกวัน ทรุดป่วยจนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นนั่ง จนมารที่เป็นพ่อของเด็กในท้องยังคิดว่านางคงไม่รอดเป็นแน่ นั่นเท่ากับว่าเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาเสียเวลากับนางอีก จึงไม่มาเยี่ยมนางอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ปล่อยให้ซงยอนพรํ่าเพ้อหาปานจะขาดใจด้วยความทรมานตามลำพัง...จนกระทั่งวันคลอดที่นางต้องทนกับความเจ็บปวดเจียนตาย ก็ยังไร้วี่แววของเขา

 

แต่ทันทีที่นางคลอดบุตรชายออกมาได้สำเร็จ...นางก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

การที่จอนซงยอนให้กำเนิดบุตรที่เป็นลูกครึ่งมารแล้วยังรอดชีวิตมาได้ นับว่าเป็นปาฏิหารย์อย่างยิ่ง แต่แม้ว่าในระหว่างการตั้งครรภ์ พลังมารในตัวของจองกุกจะไม่ได้ทำลายวิญญาณของแม่...แต่มันกลับทำลายสมองและสติสัมปชัญญะของนางแทน หลังจากนั้นเป็นต้นมา นางก็ได้กลายเป็นหญิงวิปลาส เสียสติเป็นคนบ้าในที่สุด

 

ทุกอย่างยังไม่จบเพียงแค่นี้ เมื่อลูกชายที่ซงยอนให้กำเนิดออกมานั้น เป็นทารกที่มีดวงตาสีขาวโพลน ไร้ซึ่งตาดำอย่างผิดมนุษย์ และมีไอมารสีดำน่ากลัวห่อหุ้มร่างกายไว้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นรับรู้ได้ทันที...ว่าพ่อของเด็กคนนี้ไม่ใช่มนุษย์

 

หมอตำแยถึงกับตกใจจนปล่อยจองกุกที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่วินาทีลงพื้น ท่ามกลางความตื่นตกใจของทุกคน ยายของเขารีบรับร่างเล็กที่เกือบตกถึงพื้นไว้ได้ทัน ทารกน้อยตกใจจนแหกปากร้องไห้ออกมาลั่น ทันใดนั้นไอมารน่ากลัวที่ห่อหุ้มร่างกายไว้ก็จางหายไป นัยน์ตาดำค่อยๆ ปรากฎขึ้นในดวงตาสีขาวโพลน --เขาได้กลายเป็นทารกปกติเหมือนมนุษย์ทั่วไปแล้ว

 

ความจริงที่ว่าซงยอนตั้งครรภ์กับสิ่งมีชีวิตน่ารังเกียจได้ไปถึงหูของอัครมหาเสนาบดี เขายอมรับความจริงไม่ได้ที่มีหลานเป็นลูกครึ่งมาร และลูกสาวที่เพียบพร้อมของตนกลายเป็นหญิงบ้า จึงตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการผูกคอตายในทันที ซงยอนเมื่อได้ยินว่าชายที่ตนรักเป็นมาร ก็ทำเอาเสียสติยิ่งกว่าเดิม เอาแต่หลอนว่าจองกุกที่เป็นครึ่งมารจะมาฆ่านาง นับวันนางก็ยิ่งคลุ้มคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ทุบตีทำร้ายบุตรชายตัวเองทุกวัน...จนเกือบถึงแก่ความตายมาแล้วหลายครั้งนับไม่ถ้วน

 

ตระกูลจอนยังคงปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับยันวินาทีสุดท้าย พวกเขาป่าวประกาศไปว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลจอนได้ล้มป่วยจนเสียชีวิตไปแล้ว ถึงกับจัดพิธีศพปลอมเพื่อตบตาราษฎรทุกคน และกักขังซงยอนไว้ไม่ให้ออกจากรั้วเรือนแม้แต่ก้าวเดียว เพราะหากมีใครได้พบเห็นซงยอนในสภาพนี้เข้า...ชื่อเสียงตระกูลคงป่นปี้ไม่มีเหลือเป็นแน่

 

บ่าวรับใช้ที่ต้องรับมือกับการอาละวาดอย่างบ้าคลั่งของซงยอนยิ่งทนไม่ไหว พวกเขาถูกนางทำร้ายอย่างแสนสาหัสไปแล้วหลายคน จนพากันออกจากคฤหาสน์ตระกูลจอนไป เหลือเพียงฮีวอนเท่านั้นที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

ในทุกวันตั้งแต่จองกุกยังจำความไม่ได้ ก็ถูกแม่แท้ๆ พยายามจะฆ่าทุกครั้งที่ได้กลิ่นเขา จนท่านยายอย่างจอนโซรานต้องกักขังลูกสาวไว้ในห้อง แต่กระนั้นซงยอนก็มักจะหาทางหนีออกมาได้เสมอ ราวกับเสือโคร่งบ้าคลั่งที่หลุดออกจากกรง นางกระโจนเข้าทำร้ายลูกชายทุกครั้งอย่างไม่คิดยั้งมือ ทำให้ในสายตาของจองกุกแล้ว สตรีผู้นี้คือปีศาจจากขุมนรก เขาหวาดกลัวนางเข้ากระดูกจนไม่เคยนอนหลับสนิท เพราะกลัวว่าแม่จะมาฆ่าเขาในเวลากลางดึก

 

จอนโซรานพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องหลานชาย นางคิดว่าจองกุกโชคร้ายมากพอแล้วที่ต้องพบเจอกับชะตากรรมแบบนี้ เด็กคนนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด เขาไม่ควรถูกมารดาทารุณเช่นนี้ แต่การปกป้องจองกุกจากเงื้อมมือของแม่แท้ๆ นั้นเป็นเรื่องยากมาก ในฐานะที่เป็นยาย ซํ้ายังมีโรคร้ายที่ทำให้นางร่างกายอ่อนแรงกว่าคนปกติหลายเท่า นางพยายามทำทุกวิถีทางกีดกันซงยอนจากจองกุกอย่างสุดความสามารถ นางเคยวางยาสลบซงยอน แล้วส่งตัวนางไปอยู่ที่ไกลๆ ลับตาผู้คนพร้อมกับน้องสาว ปรากฎว่าซงยอนพยายามจะฆ่าตัวตาย เพราะน้อยใจคิดว่าแม่ไม่รักนางอีกแล้ว นายหญิงตระกูลจอนก็ทำใจตัดเยื่อใยกับลูกสาวคนโตไม่ลง สุดท้ายก็รับนางกลับมาที่คฤหาสน์ แล้วสั่งให้ฮีวอนรีบพาจองกุกหนีออกจากบ้านไป

 

แต่จองกุกในตอนนั้นยังเด็กมาก เมื่อฮีวอนพาเขาออกจากคฤหาสน์มาได้สักพัก จองกุกก็เอาแต่งอแงร้องไห้ ไม่อยากอยู่ห่างจากยายแม้แต่เสี้ยววินาที เขาขัดขืนอย่างสุดฤทธิ์จนหลุดจากอ้อมแขนของสาวใช้ แล้วใช้ขาเล็กๆ ที่ยังเดินไม่คล่องพยายามล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีไป จนพลัดหลงกับฮีวอนท่ามกลางฝูงชนพลุกพล่านในที่สุด ฮีวอนได้แต่พยายามหาร่างเล็กๆ ของนายน้อยอย่างสติแตก ก่อนจะไปพบว่านายน้อยของนาง...ได้ถูกคุณหนูซงยอนจับโยนลงไปในแม่นํ้าลึกเรียบร้อยแลว

 

การที่จองกุกถูกนำตัวออกจากคฤหาสน์ มันทำให้ซงยอนโมโหจนถึงกับพยายามกระเสือกกระสนปีนป่ายออกจากกำแพงคฤหาสน์ที่ไม่ต่างจากกรงขัง แล้ววิ่งออกไปตามหาจองกุกในที่สุด หากฮีวอนไม่กระโดดนํ้าลงไปช่วยจองกุกขึ้นมาได้ทัน ป่านนี้เด็กน้อยคงถูกแม่ฆ่าตายไปนานแล้ว

 

เหตุการณ์นั้นสร้างความปวดหัวให้จอนโซรานอย่างมาก ผู้คนต่างตั้งคำถามว่าทำไมหญิงสาวบ้าคลั่งที่โยนเด็กลงไปในแม่นํ้าคนนั้น ถึงได้หน้าตาละม้ายคล้ายกับคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลจอน โฉมงามแห่งแคว้นยองวอนยิ่งนัก มันทำให้ตระกูลจอนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหน่วงเหนี่ยวกักขังซงยอนให้แน่นหนายิ่งขึ้น ไม่ให้นางได้ออกจากกำแพงบ้านอีกแม้แต่ครึ่งก้าว

 

ปัญหาทุกอย่างจะจบสิ้นลง...หากฆ่าซงยอนทิ้งซะ จองกุกก็จะได้ไม่ต้องทรมานถึงเพียงนี้ ตระกูลจอนเองก็ไม่ต้องคอยปกปิดความลับอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้ซงยอนจะพยายามหนีออกไปอีกหรือไม่ นางจะทำร้ายบ่าวรับใช้อีกไหม จะทารุณลูกชายตัวเองด้วยวิธีไหนอีก แต่กระนั้นนายหญิงตระกูลจอนก็ทำใจฆ่าลูกสาวคนโตไม่ลง ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถส่งนางไปอยู่ที่อื่นได้ และไม่สามารถให้จองกุกที่ยังเด็กไปอยู่ที่อื่นได้เช่นกัน ส่งผลให้นางมืดแปดด้านจนอับจนหนทางไปหมด

 

จอนซองอึน น้าของจองกุกเป็นคนเดียวที่สามารถห้ามซงยอนไม่ให้ทารุณเขาได้ และเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถควบคุมความบ้าคลั่งวิตถารของพี่สาวได้อยู่หมัด ซองอึนเป็นหญิงที่เย็นชา เก็บซ่อนความรู้สึกทุกอย่างไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย แต่ใครจะรู้...ว่าภายในใจของนางนั้นเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความเคียดแค้นมากเพียงใด ซองอึนมักจะหมกตัวพึมพำสวดมนต์อยู่ในห้อง เพื่อวิงวอนภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทุกวัน โดยสิ่งที่นางภาวนาขอนั้นมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

 

นางขอให้จอนจองกุก...เด็กคนนี้และพ่อของมัน ผู้เป็นต้นเหตุให้พี่สาวที่แสนดีของนางต้องกลายมาเป็นหญิงวิปลาสน่ารังเกียจ ให้พวกสวะสองพ่อลูกนี้ได้รับความตายที่ทรมานที่สุด ขอให้พวกมันมีชีวิตที่อนาถไปจนวันตาย

 

แม้ว่าซองอึนจะเกลียดจองกุกเข้าไส้ แต่นางก็ห้ามปรามพี่สาวไม่ให้ไปทำร้ายเขาอยู่เสมอ ทำให้ตลอดหลายปีมานี้ ตราบใดที่ซองอึนยังอยู่ ซงยอนก็แทบไม่ได้พยายามออกจากห้องเพื่อมาฆ่าจองกุกสักครั้ง ในที่สุดจองกุกก็สามารถมีชีวิตอย่างราบรื่นมาได้ระยะหนึ่ง

 

“ทว่าเมื่อสองเดือนก่อน จู่ๆ จอนซองอึนก็ทรุดป่วยหนัก แล้วเสียชีวิตลงในที่สุด” นัมจุนที่เอาแต่ยืนเงียบๆ กล่าวขึ้น “วิญญาณของนางยังคงมีความอาฆาตต่อหลานชาย นางจึงได้พยายามตามหามาร จนกระทั่งมาพบกับข้าน้อย แล้วแจ้งกับข้าน้อยว่าหลานชายของนางเป็นลูกครึ่งมาร”

 

“อ่า...เป็นเช่นนี้นี่เอง” แทฮยองหุบพัดลง เงยหน้าขึ้นจ้องป้ายขนาดใหญ่บนคฤหาสน์ที่เขียนด้วยตัวอักษรสีทองสละสวยว่า 'จอน' แล้วกล่าวเสียงเรียบ “ลูกสาวตระกูลนี้มีแต่พวกวิตถาร คนหนึ่งเป็นบ้า อีกคนเจ้าคิดเจ้าแค้น น่าอนาถใจจริงๆ”

 

“ข้าน้อยชักอยากรู้ ว่าเด็กจองกุกนั่นจะวิตถารได้สักแค่ไหน” นัมจุนที่ยืนเงียบๆ มานานเอ่ยขึ้น “พ่อเป็นมาร แม่เป็นหญิงบ้า...น่าสงสารยิ่งนัก”

 

ทว่านํ้าเสียงของเขาไม่ได้มีความสงสารใดๆ เลยสักนิด มีเพียงความเย็นชาไร้เยื่อใย เช่นเดียวกับโฮซอกที่เพียงรู้สึกนึกสนุก และแทฮยองที่รู้สึกเฉยเมยกับเรื่องทั้งหมด

 

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่คู่ควรกับความสงสาร...ไม่สักนิด

 

แทฮยองปรายตามองร่างที่สลบไสลของคุณหนูใหญ่ตระกูลจอนเล็กน้อย เขาเข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดเขาจึงกินลูกไฟวิญญาณของผู้ที่ทำเรื่องเลวทรามอย่างซงยอนไม่ได้ เพราะแม้ว่านางจะพยายามฆ่าลูกในไส้แค่ไหน นั่นก็เป็นเพราะสติของนางไม่สมประกอบ ขาดเหตุผลและความคิดยับยั้งชั่งใจ แยกแยะถูกผิดไม่ได้ราวกับเด็กแรกเกิด ดวงวิญญาณของนางจึงนับว่าบริสุทธิ์ ไม่ใช่ดวงวิญญาณชั่วร้ายที่เหมาะแก่การเป็นอาหารของมาร ต่อให้แทฮยองฆ่านางแล้วสูบกินลูกไฟวิญญาณเข้าไป...มันก็เพิ่มพลังให้แก่เขาไม่ได้อยู่ดี

 

จอนซงยอนเคยเป็นเหมือนเจ้าหญิงที่อ่อนโยนดุจปุยหิมะ...แต่ตอนนี้นางก็เป็นได้แค่คนบ้าเหมือนสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง และจอนจองกุก...ลูกชายของนาง กลับต้องมารับเคราะห์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อ่า…แต่เช่นนี้มันก็เป็นช่องว่างให้แทฮยองเข้าถึงเด็กคนนี้ได้ง่ายขึ้นอยู่ดี เขาชักอดใจที่จะเริ่มแผนไม่ไหวแล้วสิ :)

 

 

 

-다음화에 계속-

 

..To be continue..

 

TALK :

ตอนนี้เป็นการเล่าชีวิตของจองกุกเฉยๆ ให้ได้รู้จักกันว่าน้องมีความเป็นมายังไง ใดๆ ก็คือเด็กคนนี้ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังมีสตอล์กเกอร์เป็นพญามารรูปงามคนนั้น5555

เผื่อมีใครสับสน ยายของน้องจกุกชื่อโซราน แม่ชื่อซงยอน น้าชื่อซองอึนนะฮะ ถึงชื่อจะคล้ายกัน แต่ไม่ต้องท่องจำให้เป๊ะก็ได้ เพราะยังไงซะเวลาตัวละครเหล่านี้มีบทบาท เราก็มักจะระบุสถานะของพวกนางตลอดว่าเป็นใคร เป็นอะไรกับจกุกอยู่ดี ฉะนั้นไม่ต้องกลัวงงเด้ออ (ノ≧ڡ≦)

ปล. เพิ่งสังเกตแฮะ ทำไมตัวละครฟิคเรามักจะมีชีิวิตน่าหดหู่ทั้งนั้นเลยล่ะเนี่ย… ฟิคเรื่องเจอร์นี่ย์ก็ทีนึงแล้ว มาเรื่องนี้อีก แอแงง๊ ;-; แต่มั่ยว่ายังงัย! พวกเขาก็จะต้องมีความสุขกันในตอนจบ! เราเชื่ออย่างนั้น!

ยังไงก็ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ! แล้วเจอกันในตอนต่อปายยย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #44 นิวเองง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มกราคม 2564 / 00:04
    แง โหดร้ายมากจริงๆ จองกุกลูกกก
    #44
    0
  2. #43 pmgot7 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มกราคม 2564 / 23:36
    แง่งงสงสารจองกุก
    #43
    0
  3. #42 Ver_a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 09:51
    ท่านแทฮยองดูร้ายๆเสียจริง55555
    #42
    0
  4. #41 fveefvee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2563 / 01:38
    ชอบมากๆๆๆๆๆเลยค่ะㅠㅠㅠㅠ
    #41
    0
  5. #40 vjk9597 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 21:21
    ดีใจที่ไรท์มาต่อสู้นะคะ!!
    #40
    0
  6. #39 thanyalaktosem (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 19:43
    โถ่จองกุก สู้ๆนะ
    #39
    0
  7. #38 RUbeluga (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 07:35
    แง๊ สงสารน้อง เกือบตายมาหลายครั้งแล้วด้วย;-;
    #38
    0
  8. #37 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2563 / 01:51
    ฮืออจองกุกกก ไม่เป็นไรนะลูกกกกก เข้มแข็งไว้นะ 🥺🥺
    #37
    0
  9. #35 Auna_unicorn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 21:49
    ไรท์กลับมาเขียนเรื่องนี้แล้ว เย่!!!!! รอนิดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #35
    0
  10. #34 windvy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 21:14
    ในที่สุด🥺
    #34
    0