악마의 마음 ดวงใจจอมมาร [KookV]

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ : กำเนิดแสงสว่างในความมืดมิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 300
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 65 ครั้ง
    30 มี.ค. 63

 

ห่างออกไปหลายร้อยลี้...ณ แคว้นยองวอน

 

ร่างของเด็กชายวัยสิบสี่วิ่งหัวซุกหัวซุนเข้ามาในป่า สิ่งเดียวที่มีในหัวของเขาคือวิ่ง วิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุด แม้จะไม่รู้ว่าขาคู่นี้จะนำพาตัวเองไปยังที่ใด แต่ก็ยังคงวิ่งต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต แม้จะถูกสารพัดกิ่งไม้บาดแขนขา โดนเสี้ยนหนามมากมายทิ่มแทงผิวกาย จนเลือดไหลซึมออกมาตามบาดแผล แต่เขาก็ยังกัดฟันวิ่งต่อไปโดยไม่สนสิ่งกีดขวาง วิ่งหอบหายใจฝ่าลมแรงยามดึกอย่างไม่คิดหยุด สายลมที่ปะทะใบหน้าพัดเอานํ้าตาปลิวไปหยดลงตามพื้นดินด้านหลัง สิ่งที่เด็กชายทิ้งไว้เบื้องหลังจึงมิได้มีเพียงรอยเท้า แต่กลับมีรอยหยดนํ้าตาที่พรั่งพรูไม่หยุดเพิ่มมาด้วย กระนั้นสองขาที่อ่อนล้าจนปวดหนึบกลับไม่มีท่าทีจะชะลอลง ต่อให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นหน้าผา...จองกุกก็จะไม่หยุดวิ่ง

 

เพราะที่ที่เขาจากมา...มันน่ากลัวกว่าความตายเป็นไหนๆ

 

'โครม!!!'

 

ท้ายที่สุดแล้ว เถาวัลย์เส้นใหญ่หนาที่พันคดเคี้ยวอยู่บนพื้นก็ทำให้จองกุกสะดุดล้มลงในที่สุด ใบหน้านวลละอ่อนถูกดินโคลนทำให้เปรอะเปื้อน บาดแผลทั่วกายเจ็บยิ่งกว่าเดิมครั้นร่างกายกระแทกลงกับพื้น จองกุกรู้สึกปวดศีรษะจนไม่อยากขยับเขยื้อน ไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวเองให้ลุกอีกแล้ว ได้แต่นอนควํ่าอยู่กลางป่าท่ามกลางความมืดมิด จองกุกพยายามเปิดเปลือกตาขึ้น แต่ทัศนวิสัยกลับพร่าเลือนจากนํ้าตาที่ไหลหลั่งเป็นสายธาร มันไหลผ่านกรอบหน้าแล้วหยดสู่พื้นหญ้า แว่วเสียงสะอื้นดังออกจากริมฝีปากสั่นเทา ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บหรือหวาดกลัวกันแน่...ไม่มีใครอาจรู้ได้

 

จองกุกปล่อยให้ตัวเองนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ไม่คิดสนใจความเจ็บปวดจากบาดแผลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ใส่ใจกอหญ้าทั้งหลายที่กำลังบาดรอยแผลทั่วกายจนแสบร้าว ความเจ็บปวดจากร่างกายไม่อาจเทียบเท่าความทรมานภายในจิตใจได้เลยแม้แต่นิด

 

ท่ามกลางความมืดมิดในป่าสนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ร่างของเด็กชายตัวน้อยมีเพียงความเหน็บหนาวโอบกอดไว้ ขณะที่ความหดหู่สิ้นหวังกำลังกัดกินก้อนเนื้อน้อยๆ ในอกซ้ายจนปวดร้าวคล้ายจะแตกสลาย จองกุกกัดริมฝีปากล่างแน่น ปิดเปลือกตาลงเพื่อหลบหนีจากความโหดร้ายของโลกใบนี้ ปล่อยให้นํ้าตาพรั่งพรูออกมาจนกว่าจะไม่เหลือหยดสุดท้าย

 

ทว่าทันใดนั้น จองกุกที่ไม่อยากรับรู้สิ่งใดบนโลกนี้อีกแล้วก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ และเป็นฝีเท้า...ที่ไม่ใช่ของมนุษย์

 

จองกุกเปิดเปลือกตา ค่อยๆ เงยใบหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนที่นัยน์ตาทั้งสองจะเบิกโพลงถึงขีดสุด

 

ด้านหลังพงหญ้าที่แสนจะรก มีประกายแสงจากดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่ตรงนั้น มันกำลังจับจ้องมายังร่างของเด็กชายที่เข้าป่ายามราตรีมาตามลำพังอย่างกระหาย เสียงคำรามทุ้มตํ่าในลำคอพลันทำเอาจองกุกหน้าซีดเผือด พยายามจะกระเสือกกระสนลุกขึ้นวิ่งหนีแม้จะเหลือแรงน้อยนิด จนในที่สุดก็สามารถกัดฟันเค้นแรงยืนขึ้นอย่างโซซัดโซเซ

 

'โฮกกกกก!!!'

 

ทว่าพริบตาต่อมา สัตว์ตัวใหญ่ได้กระโดดออกจากที่ซ่อน โผล่มาอยู่ตรงหน้าเหยื่ออันโอชะของมัน ทำเอาหนุ่มน้อยตกใจจนล้มหลังกระแทกพื้นจองกุกรู้สึกปวดร้าวจนเบ้หน้าอย่างทรมาน แต่กลับไม่มีเวลาจะสนใจความเจ็บด้วยซํ้า เขาพยายามจะลุกขึ้นเพื่อวิ่งหนีอีกครั้ง แต่ร่างกายก็ไม่เอื้ออำนวยเสียแล้ว เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลือถูกสูบหายไปเพียงแค่สบตากับสัตว์ป่าตรงหน้า

 

ท่ามกลางความมืดมิด แสงจันทร์ที่สาดส่องสู่พื้นโลกทำให้จองกุกได้มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาดุร้ายของนักล่า ที่กำลังมองเขาตาเป็นมันราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว สัตว์ป่าร่างหนาใหญ่ขนสีนํ้าตาลเหลือง มีลวดลายสีดำพาดขวางตลอดลำตัว มันกำลังแลบลิ้นเลียปากอย่างกระหายครั้นจับจ้องมนุษย์ตัวน้อยไม่วางตา

 

เสือโคร่งที่กำลังหิวโซพิศเพ่งมองเหยื่อ ย่นจมูกฟุดฟิดราวกับกำลังดมกลิ่นอย่างพิจารณา ร่างของเด็กวัยสิบสี่ค่อนข้างผอมซูบไร้เรี่ยวแรง ไม่มีอาวุธใดๆ ติดตัว ทั้งยังตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้กินทั้งตัวก็คงไม่มีทางอิ่ม แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเนื้อมนุษย์ที่เป็นอาหารชั้นเลิศอยู่ดี มันจึงค่อยๆ ก้าวท่อนขากำยำทั้งสี่เข้าไปใกล้มนุษย์ที่ไร้ทางสู้ตรงหน้าอย่างเชื่องช้า

 

จองกุกในตอนนี้ไม่ต่างจากลูกกระต่ายที่ตื่นกลัว รูม่านตาทั้งสองหดแคบลงด้วยความหวาดหวั่น พยายามจะคลานถอยหลังหนีอย่างหมดหนทาง หนุ่มน้อยหน้าซีดปากสั่นอย่างน่าสังเวช กายสั่นเทิ้มตั้งแต่หัวจรดเท้า เขารู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้อง หอบหายใจด้วยความตื่นกลัวจนเจ็บปอด ก้อนเนื้อในอกซ้ายสั่นไหวอย่างบ้าคลั่งจนเจ็บหน้าอก จองกุกผงะถอยหลังครั้นร่างของพยัคฆ์ร้ายก้าวเข้ามา ใบหน้าที่ดุร้ายแยกเขี้ยวขู่คำรามในลำคอ มันหมอบลำตัวด้านหน้าลงขณะย่างกรายเข้าไปหาเหยื่ออย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังตั้งท่ารอจังหวะเตรียมจะกระโจนใส่ เพียงแค่ใช้อุ้งมือที่มีกรงเล็บแหลมคมตะปบมนุษย์ที่ไม่ต่างจากลูกกวางแค่สองสามครั้ง...ก็จะสามารถปลิดชีพจองกุกได้อย่างง่ายดาย

 

ใครก็ได้ช่วยด้วย!!

 

เขาอยากจะตะโกนคำนี้พร้อมกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง แต่เพราะรู้ดีว่าไม่มีใครคิดเข้ามาในป่ากลางดึกเช่นเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนมาช่วยจองกุก...จึงกลํ้ากลืนเสียงเหล่านั้นกลับลงไปในลำคอ

 

ขอบตาของจองกุกร้อนผ่าวอย่างหวาดกลัว แววตาสั่นเทิ้มไม่ต่างจากร่างกาย ความกลัวเข้าเกาะกุมครอบงำหัวใจดวงน้อยๆ เขาก็เป็นแค่เด็กขี้กลัวคนหนึ่ง ไม่ได้มีวรยุทธ์ป้องกันตัวเหมือนใครเขา ก็แค่เด็กคนหนึ่ง...ที่หัวใจกำลังแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี

 

บางที...การที่ความตายมาเยือนเขาในตอนนี้ อาจเป็นเรื่องดีก็ได้

 

เสียงคำรามของสัตว์ป่าที่เป็นฝันร้ายของมนุษย์ดังกึกก้องสนั่น ราวกับต้องการจะประกาศให้โลกรู้ว่าตนกำลังจะสวาปามเหยื่ออันโอชะนี้เข้าไป แล้วในวินาทีที่เสือโคร่งกระโจนเข้าใส่ จองกุกพลันหลับตาลงอย่างหวาดหวั่นจนนํ้าตาที่คั่งค้างอยู่ไหลออกมา เขากอดร่างตัวเองแน่นพลางกลั้นหายใจครั้นรอรับความตายที่กำลังมาเยือน

 

ทว่าทุกอย่างกลับ...เงียบ

 

จองกุกค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นข้างหนึ่งอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา

 

เสือโคร่งตัวนี้อยู่ในท่าที่กำลังกระโจนใส่เขา มันอ้าปากแยกเขี้ยวเตรียมสวาปามเรียบร้อย อุ้งมือทั้งสองยื่นมาด้านหน้าหมายจะตะครุบเหยื่อ กรงเล็บแหลมคมนั้นอยู่ห่างจากหน้าผากจองกุกไปไม่ถึงคืบ วินาทีถัดมาจองกุกก็จะกลายเป็นอาหารของมันในทันที แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะตอนนี้...เสือโคร่งตัวนี้แม้กำลังอยู่ในท่าตะครุบเหยื่อ แต่ร่างกายกลับแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับรูปปั้น ถูกแช่แข็งให้อยู่ในท่านั้นกลางอากาศโดยไม่สามารถกระดิกนิ้วได้ หรือแม้แต่จะหุบปากที่กำลังอ้าออกก็ไม่สามารถทำได้ดั่งใจนึก

 

นี่จองกุก...ไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?

 

ดวงตากลมโตฉายแววสับสนและตื่นตระหนก จองกุกคลานถอยหลังอย่างเชื่องช้าระมัดระวัง จนแผ่นหลังชนกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง เขาพิศมองร่างของสัตว์ร้ายที่เกือบจะสวาปามตนเข้าไปอย่างประหลาดใจ ก่อนจะเผลอกลั้นหายใจอีกครั้งเมื่อเสียงหัวเราะในลำคอทุ้มตํ่าดังขึ้นแผ่วเบา

 

“คะ...ใครน่ะ!?”

 

จองกุกมิอาจควบคุมเสียงไม่ให้สั่นได้ มันสั่นเทิ้มไม่ต่างจากร่างกายและแววตาของเขา สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นกลัวกวาดมองไปรอบกาย พยายามมองหาที่มาของเสียงนั้น แม้มันจะไม่ใช่เสียงที่ดังนัก แต่จองกุกมั่นใจว่าตนไม่ได้หูฝาดหรือหลอนไปเอง

 

ทว่าใครกันเล่า ที่จะบ้าบิ่นวิ่งกรูเข้ามาในป่ายามราตรีเช่นนี้ ทั้งที่แคว้นยองวอนได้ป่าวประกาศสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านยามคํ่าคืน เนื่องจากช่วงนี้มีเสือโคร่งจำนวนมากออกอาละวาดแทบทุกคืน ชาวบ้านได้กลายเป็นเหยื่อจนถึงแก่ความตายไปหลายคน นอกจากจองกุกแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนอื่นอยู่ในป่านี้ด้วย

 

จองกุกกำลังจะสรุปว่าตนหลอนไปเอง แต่แล้วเสียงนั้นกลับดังขึ้นอีกครา...และคราวนี้ก็ชัดเจนเสียจนหนุ่มน้อยสะดุ้งโหยง

 

“ให้ข้าช่วยจัดการไหม”

 

'เฮือก!'

 

จองกุกกลืนนํ้าลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก ก่อนผินหน้าไปหาต้นเสียงอย่างเชื่องช้า แล้วก็ต้องเผชิญกับความตกใจอีกครั้ง

 

นัยน์ตากลมเบิกขึ้นน้อยๆ ครานี้เขาไม่ได้เบิกตากว้างจนแทบถลนเหมือนเมื่อครู่ แต่กลับกัน...ครั้งนี้เขามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตาค้าง ไม่กะพริบตาแม้สักวินาที

 

ท่ามกลางผืนป่ากว้างไกลที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดยามราตรี มีร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีขาวนวลตา ปักเลื่อมทองบริเวณแขนเสื้อ เขาผู้นี้กำลังเอนหลังพิงต้นไม้ด้วยรอยยิ้มบางเบา เรือนผมยาวสลวยปลิวสะบัดเล็กน้อยไปตามสายลม ผิวพรรณขาวซีดนวลเนียนราวกับหิมะ มือขวาจับด้ามพัดสีดำที่ไม่ได้กางออกไว้ ส่วนปลายของพัดถูกวางไว้บนฝ่ามือซ้าย ท่าทางสง่างามชวนตราตรึงจนจองกุกเผลอกลั้นหายใจ

 

หล่อเหลาเหลือเกิน..

 

นั่นเป็นคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวเขา

 

ทำไมถึงได้งดงามขนาดนี้นะ?

 

จองกุกพยายามคิดไตร่ตรอง และก็ได้ข้อสรุปว่าเขาไม่เคยเจอชายคนใดงดงามถึงเพียงนี้มาก่อนเลย

 

หนุ่มน้อยวัยสิบสี่มองคนที่ยืนห่างออกไปตาค้าง นอกจากชายผู้นี้จะงดงามราวเทพเจ้าเสกสรรค์แล้ว รัศมีความน่าเกรงขามยังแผ่ออกมารอบตัวเขาตลอดเวลา กลิ่นอายของแสงจันทร์ระยิบระยับโอบล้อมรอบร่างของเขาไว้ ดูสง่างามราวกับเป็นผู้สูงศักดิ์ที่มิอาจจับต้องได้ ขณะเดียวกันก็ดูลึกลับ น่าหวาดกลัวแต่ก็น่าค้นหา เขาอาจไม่ใช่คนที่งามหยาดเยิ้มที่สุดในใต้หล้า แต่กลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดให้คนมองไม่สามารถละสายตาไปได้

 

แทฮยองผลิยิ้มบางเบา พิศมองเหยื่อรายสำคัญที่เป็นเพียงเด็กน้อยผิวขาวบริสุทธิ์ สวมเสื้อผ้าสีดำที่โดนกิ่งไม้เกี่ยวจนบางส่วนขาดวิ่น เรือนผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงถูกรวบเป็นหางม้า ใบหน้ามอมแมมของเขายังคงอ่อนเยาว์ แต่สัดส่วนบนใบหน้าที่ดูดีนั้นก็บ่งบอกว่าเขาจะต้องโตไปเป็นชายหล่อเหลาแน่แท้ ทั้งจมูกโด่งเป็นสันที่รับกับริมฝีปากเป็นกระจับ นัยน์ตากลมโตสุกสกาวอย่างไร้เดียงสา ราวกับมีดวงดาวนับหมื่นทอแสงอยู่ในตาคู่นั้น กลิ่นอายความบริสุทธิ์เปล่งออกมารอบกาย เขาดูเหมือนกระต่ายขนปุกปุยสีขาวที่ปราศจากพิษภัย

 

เด็กจองกุกคนนี้เป็นคนสุดท้ายบนโลกที่แทฮยองจะสงสัยว่ามีเชื้อสายของมาร

 

“ว่าไงล่ะหนุ่มน้อย” แทฮยองกล่าวด้วยรอยยิ้มจางอย่างไม่รีบเร่ง “ให้ข้าช่วยกำจัดแมวเหมียวตัวนี้ให้ไหม”

 

ครั้นเห็นว่าจองกุกยังไม่ได้ตอบ แทฮยองจึงใช้ก้านนิ้วยาวชี้ไปยังเสือโคร่งที่ตัวแข็งค้างอยู่ในอากาศ เขายกนิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย ร่างของพยัคฆ์ร้ายก็ลอยสูงขึ้นไปราวกับสั่งได้ ปล่อยให้จองกุกนั่งอึ้งอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น ส่วนเสือที่ยังไม่รู้ชะตากรรมก็พยายามจะดิ้นหนี แต่กลับไม่ขยับแม้แต่ปลายขน ดวงตาดุร้ายของมันตวัดไปมองแทฮยองอย่างอาฆาต

 

“..เจ้ากล้าใช้สายตาแบบนั้นกับข้าหรือ?” แทฮยองเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ก่อนแสร้งกล่าวด้วยนํ้าเสียงและสีหน้าเป็นห่วง “ใช้ดวงตาถลึงใส่ผู้อื่นแบบนี้จะปวดเบ้าตาเอานะ ข้าจะช่วยเอาออกให้แล้วกัน”

 

จองกุกเบิกตาโพลงจนตาดำกลายเป็นเพียงจุดเล็กภายในตาขาวที่เบิกโตถึงขีดสุด ครั้นแทฮยองชี้ปลายนิ้วไปยังใบหน้าของพยัคฆ์ที่เกือบจะฆ่าเขาไปเมื่อครู่ ก่อนจะดึงนิ้วเข้าหาตัวอย่างเชื่องช้า เป็นตอนนั้นที่ดวงตาสีอำพันดุร้ายค่อยๆ ลอยหลุดออกจากเบ้า เสียงกรีดร้องทรมานของเสือโคร่งดังกึกก้องป่าจนฝูงนกพากันแตกตื่น โลหิตสีแดงฉานของมันทะลักไหลลงมาอาบทั่วใบหน้า ก่อนหยดลงสู่พื้นดินด้านล่างเป็นสายธาร ท่ามกลางความตกใจปนหวาดกลัวจนร่างสั่นเทิ้มของจองกุก

 

สิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือมนุษย์เช่นนี้...มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

“มาร...”

 

เสียงที่เล็ดรอดจากริมฝีปากนั้นสั่นเทิ้มและแผ่วเบา ขอบตาของเขาร้อนผ่าวจากความกลัว พยายามจะบังคับขาให้ลุกขึ้นวิ่ง แต่ราวกับร่างกายแข็งทื่อไม่ขยับเป็นศพไปเสียแล้ว จองกุกไม่รู้หรอกว่าเหล่ามารจะตามล่าลูกครึ่งมารอย่างเขาไปทำไม แต่รู้ดีว่ามารเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาควรหลีกหนีให้มากที่สุด ความลับเรื่องที่เขามีสายเลือดมารนั้นทราบกันเพียงแค่ในครอบครัวเท่านั้น และจองกุกก็ไม่มีอะไรที่ดูเหมือนมารที่แสนชั่วร้ายทรงพลังเลยแม้แต่น้อย มันเป็นไปไม่ได้ที่เหล่ามารจะล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา

 

อย่างน้อยก็หวังว่ามันจะเป็นไปไม่ได้...

 

พยัคฆ์ที่ถูกควักดวงตาออกมาจนกลวงโบ๋ยังคงส่งเสียงร้องคำรามลั่นอย่างทรมาน ลูกตาทั้งสองถูกแทฮยองใช้ปราณดึงออกมาลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่มารตนนี้จะแสร้งทำหน้าสลดเศร้า

 

“เจ้าแมวน้อย...ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้าแท้ๆ ยังจะส่งเสียงดังให้หนวกหูอีก” นํ้าเสียงนั้นฟังดูน้อยใจยิ่ง แทฮยองส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยด้วยแววตาสงสารจับใจ “ร้องออกมาดังเช่นนี้จะทำให้เจ้าแสบคอเอานะ ข้าจะช่วยให้เจ้าหยุดร้องก็แล้วกัน”

 

สิ้นประโยคนั้น แทฮยองโบกนิ้วชี้ทีหนึ่ง แล้วลูกตาทั้งสองที่ลอยค้างอยู่ในอากาศก็ถูกเหวี่ยงเข้าไปในปากของเสือโคร่งที่ยังคงอ้าออก พยัคฆ์ตัวใหญ่พยายามจะร้องออกมาอย่างทรมาน แต่กลับทำได้เพียงส่งเสียงอื้ออึงด้วยความเจ็บปวด ครั้นลูกตาทั้งสองของตัวมันเองเข้าไปติดอยู่ในหลอดลมจนหายใจไม่ออก แม้พยายามจะดิ้นรนแค่ไหนก็มิอาจขยับร่างกายได้

 

“เจ้าแมวน้อย ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้าแท้ๆ ไฉนถึงได้ดูทรมานเช่นนี้เล่า” แทฮยองยังคงแสร้งเอ่ยด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วง ก่อนจะใช้พัดที่ยังไม่ได้กางขึ้นมาแตะปลายคาง สายตากวาดมองไปมาอย่างครุ่นคิด “อืม...ข้าคิดว่า ความเจ็บปวดจากร่างกายคงมีต้นตอมาจากสมอง หากสมองคิดว่าตัวเองกำลังเจ็บ ร่างกายซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองก็จะยิ่งเจ็บ”

 

แทฮยองเบิกตาขึ้นคล้ายตระหนักได้ “จริงด้วย! ถ้าเช่นนั้น แค่เอาสมองออกจากหัวเจ้าก็สิ้นเรื่อง!”

 

จองกุกเบิกตาโพลงครั้นได้ยินเช่นนั้น รู้ตัวอีกทีมารปริศนาผู้นี้ก็หงายมือขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะกระดิกนิ้วชี้อยู่สองสามครั้ง กะโหลกศีรษะของเสือโคร่งก็ถูกกระชากออกจากหนังหัวโดยพลัน...

 

จองกุกถึงกับยกฝ่ามือสั่นเทาขึ้นมาปิดตาทั้งสองข้าง พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กรีดร้องออกมา เขาไม่อาจทนมองเสือโคร่งที่กำลังถูกถอดกะโหลกทั้งเป็นได้ มันเป็นภาพน่าสยดสยองที่จองกุกจะต้องเก็บไปฝันร้ายไปอีกหลายเดือน หนุ่มน้อยขบกัดริมฝีปากล่างเพื่อกลั้นเก็บเสียงร้องไว้ ไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจดัง ส่วนแทฮยองที่เห็นกะโหลกศีรษะของพยัคฆ์ถูกถอดออกมาลอยค้างอยู่ในอากาศ ก็แสร้งเบิกตากว้าง

 

“ตายจริง! ข้าเพียงแค่จะเอาสมองออกจากหัวเจ้าเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะถอดออกมาทั้งกะโหลกเช่นนี้นะ ข้าผิดไปแล้วจริงๆ ยกโทษให้ข้าด้วยนะเจ้าแมวน้อย” นํ้าเสียงของจอมมารฟังดูเจ็บปวดอย่างรู้สึกผิด เขาส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจแผ่วเบา “แต่เห็นทีความผิดอันใหญ่หลวงของข้าคงมิอาจชดใช้ได้ แมวน้อยเอ๋ย เจ้าคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม...หากข้าจะถลกหนังเจ้าไปประดับไว้ในห้อง”

 

แทฮยองยกนิ้วขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง เตรียมจะใช้ปราณกรีดขนเสือออกจากตัวของมัน ทว่าเสียงสะอื้นแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินก็ทำให้เขาหุบยิ้ม ก่อนผินหน้าไปหาต้นเสียงที่กำลังนั่งก้มหน้ากอดร่างตัวเองไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่

 

“อย่า...ฮึก อย่าทำอะไรข้าเลยนะ”

 

แทฮยองมองร่างอันสั่นเทิ้มด้วยสายตานิ่งเรียบ ปราศจากซึ่งความรู้สึกใดๆ ก่อนจะกระตุกยิ้มบางเบาอย่างห้ามไม่ได้

 

ดูเหมือนว่าเขาจะเผลอทำให้กระต่ายน้อยตื่นกลัวเสียแล้วสิ

 

แทฮยองอุตส่าห์หักห้ามใจไม่ให้ทำอะไรโหดเหี้ยมต่อหน้าเหยื่อผู้ไร้เดียงสาแล้ว...แต่สุดท้ายก็พลาดจนได้

 

เขาย่างกรายเข้าไปหาจองกุกอย่างไม่รีบร้อน ครั้นหนุ่มน้อยรู้สึกตัวว่ามีเงาของใครบางคนมาทับร่างตัวเองไว้ ก็ยิ่งก้มหน้าราวกับอยากจะหายไปจากโลกใบนี้ แทฮยองเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า นี่ตนต้องลดความน่ากลัวอีกเท่าไหร่กัน จองกุกถึงจะเลิกกลัวเขา

 

“เจ้าหนู...” แทฮยองเอ่ยเสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยน “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าตื่นกลัว อภัยให้ข้าได้ไหม”

 

สิ้นประโยคนั้น จองกุกกลับหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม ด้วยว่าอีกฝ่ายก็พูดด้วยนํ้าเสียงเป็นห่วงเช่นนี้กับเสือโคร่ง แต่สุดท้ายพยัคฆ์ตัวนั้นก็ถูกปลิดชีพอย่างเลือดเย็น การที่แทฮยองเอ่ยวาจาอ่อนโยนกับจองกุก มันยิ่งทำให้เขาคิดว่าตนจะต้องเป็นรายต่อไปที่จะถูกถอดกะโหลกทั้งเป็น

 

แทฮยองโน้มตัวลงไปหาผู้ที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนเปลี่ยนนํ้าเสียงจากนุ่มนวลเป็นจริงจังกว่าเดิม “ข้าเพียงแค่ช่วยกำจัดเสือที่ริอาจคิดทำร้ายเจ้า แต่เจ้ากลับมีท่าทีรังเกียจผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้...เพียงเพราะข้าเป็นมารน่ะรึ”

 

ครั้นเห็นว่าจองกุกพลันเงียบไป แทฮยองก็กลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง มือซ้ายเอื้อมไปด้านหลังแล้วล้วงเข้าไปในร่างกายของเสือโคร่ง ควักหัวใจของมันออกมาด้วยสีหน้าเฉยชา หากจองกุกเงยหน้าขึ้นมาเห็นภาพนี้ คงได้กรีดร้องตัวสั่นไปอีกหน แต่แทฮยองก็ไม่อยากให้เหยื่อตื่นกลัวไปมากกว่านี้ จึงกระทำทุกอย่างด้วยความเงียบเชียบ ก่อนจะบีบก้อนเนื้อสีแดงซึ่งเป็นหัวใจของพยัคฆ์จนมันแตกละเอียดในพริบตา แทฮยองค่อยๆ แบมือออก ปรากฎให้เห็นลูกไฟขนาดเล็กสีขาวสว่างเหมือนหิ่งห้อยลอยเหนือฝ่ามือเขา

 

“ดูนี่สิ” แทฮยองย่อตัวลงนั่ง ก่อนยื่นมันเข้าไปหาจองกุกที่ยังคงนั่งก้มหน้าปิดตา กล่าวด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล“สวยดีใช่ไหม”

 

จองกุกแอบมองมันผ่านร่องนิ้วที่ใช้ปิดตาตัวเองไว้ ด้วยว่ายังคงหวาดกลัวมารปริศนาผู้นี้อยู่ แต่ครั้นเห็นว่าแทฮยองยังคงนั่งนิ่งไม่มีท่าทีอันตราย ไม่นานนักหนุ่มน้อยก็ค่อยๆ ลดฝ่ามือที่สั่นเทาลง ก่อนเงยหน้าขึ้นไปมองลูกไฟดวงเล็กจิ๋วที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือตรงหน้าเขา ลูกไฟดวงนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ แม้ว่ามันจะมีขนาดเท่าลูกปัดเล็กๆ แต่กลับให้มอบความสว่างให้กับผืนป่านี้ได้ ราวกับรวมแสงจากหิ่งห้อยหลายสิบตัวไว้ด้วยกัน ยามที่แทฮยองพลิกฝ่ามือไปมาอย่างเชื่องช้า ลูกไฟดวงนี้ก็กลิ้งไหลไปมาบนมือเรียวยาวราวกับมีชีวิต

 

แทฮยองกระตุกยิ้มขึ้นน้อยๆ เขาย่อมรู้ว่าจองกุกแอบมองยามที่แทฮยองกำลังควักหัวใจของพยัคฆ์ เจ้าเด็กน้อยเห็นเช่นนั้นคงจะกลัวมิใช่น้อย แต่ขณะเดียวกันก็อยากรู้ว่ามารตนนี้จะทำอะไรต่อไป และก็ดูเหมือนว่าตอนนี้ลูกไฟบนฝ่ามือของเขาจะดึงดูดความสนใจของจองกุกได้ไม้น้อย หนุ่มน้อยพยายามไม่มองโลหิตแดงฉานที่อาบมืออีกฝ่ายจากการควักหัวใจพยัคฆ์ ดวงตาจับจ้องเพียงแสงไฟสวยงามเหมือนหิ่งห้อย แสงจากลูกไฟทำให้เห็นใบหน้าสกปรกมอมแมมของจองกุกได้ชัดขึ้น แทฮยองมองเงาสะท้อนของลูกไฟในดวงตากลมโตเหมือนกระต่ายคู่นั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ย

 

“สิ่งนี้คือลูกไฟวิญญาณ...พลังชีวิตแห่งทุกสรรพสิ่ง” เขากล่าวเสียงอ่อนนุ่มน่าฟัง “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใบนี้ ล้วนมีลูกไฟวิญญาณอยู่ในกายทั้งสิ้น”

 

แม้จองกุกจะยังคงมีท่าทีไม่ไว้ใจอีกฝ่าย แต่กลับเอียงคอมองลูกไฟวิญญาณตาค้าง ดวงตาทอประกายสนอกสนใจ จิตใต้สำนึกของจองกุกกำลังสั่งให้เขาถอยหนีออกมา ลูกไฟนี้อาจเป็นอาวุธอันตรายที่มารตนนี้จะใช้ฆ่าเขาก็ได้ ทว่าจองกุกกลับรู้สึกเหมือนถูกเจ้าแสงไฟน้อยดวงนี้ดึงดูดไม่ให้ละสายตา คล้ายกับว่ามันกำลังเรียกร้องหาเขา จองกุกรู้สึกทึ่งในความงดงามที่ส่องประกายของลูกไฟวิญญาณ ราวกับมันคือดวงดาวที่ถูกดึงลงมาจากผืนฟ้าเบื้องบน เขาไม่เคยเห็นอะไรที่สวยงามขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

 

นึกได้เช่นนั้น จองกุกจึงเงยหน้าไปสบตากับผู้ที่มองอยู่ก่อนแล้ว มารปริศนากำลังหันหลังให้แสงจันทร์ ด้านหน้าเขามีแสงจากลูกไฟวิญญาณส่องกระทบใบหน้างดงาม ครั้นแทฮยองรู้ตัวว่าถูกจ้อง ก็ผลิยิ้มบางที่แสนจะดูลึกลับมาให้

 

ไม่สิ...

 

สิ่งที่งดงามที่สุดที่จองกุกเคยเห็น ไม่ใช่ลูกไฟวิญญาณ แต่เป็นมารผู้นี้ต่างหาก..

 

“ลูกไฟวิญญาณดวงนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ เป็นเพราะเจ้าของลูกไฟวิญญาณเป็นสัตว์ เหล่าสรรพสัตว์นั้นไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณที่มี ดวงวิญญาณและจิตใจของมันนั้นบริสุทธิ์ ลูกไฟวิญญาณจึงมีสีขาวผุดผ่องเช่นนี้” แทฮยองกล่าวอธิบายอย่างใจเย็น “แต่หากเป็นลูกไฟวิญญาณของมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะมีจิตใจประเสริฐสักเพียงใด...ลูกไฟวิญญาณของเขาก็จะต้องมีไอสีดำล้อมไว้ ยิ่งมนุษย์มีจิตใจตํ่าช้าสามานย์ ไอสีดำที่ห่อหุ้มลูกไฟวิญญาณของพวกเขาก็จะยิ่งมากขึ้น”

 

แทฮยองรู้สึกแปลกเล็กน้อยที่ต้องเรียกมนุษย์ว่า 'พวกเขา' ทั้งๆ ที่ปกติแล้วเขามีแต่จะเรียกว่า 'พวกมัน' หรือไม่ก็' พวกเดรัจฉาน' แต่หากแทฮยองเรียกมนุษย์ด้วยถ้อยคำแบบนั้นต่อหน้าจองกุก เหยื่อตัวน้อยของเขาอาจตื่นกลัวจนไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาอีก แทฮยองใจเย็นและสุขุมรอบคอบมากพอที่จะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรควรเลี่ยง

 

ลูกครึ่งมารไม่ใช่สิ่งที่หาเจอได้ง่ายๆ และแทฮยองก็จะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปได้เป็นอันขาด

 

จองกุกสะดุ้งโหยงครั้นแทฮยองปล่อยให้ลูกไฟวิญญาณลอยมาหาเขา มันลอยเข้าไปในปากหนุ่มน้อยโดยที่ไม่ทันตั้งตัว จองกุกพลันเบิกตาโพลงพร้อมยกมือขึ้นมาปิดปากไว้ด้วยความตกใจ ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนมีสายลมเย็นสบายไหลเวียนไปทั่วกาย รู้ตัวอีกทีรอยแผลกรีดเฉือนบนหลังมือขาวนวลก็ค่อยๆ สมานเข้าหากันราวกับปาฏิหารย์ จองกุกพลิกมือทั้งสองไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา บาดแผลอื่นทั่วร่างกายพลันจางหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ความปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อแขนขาหายไปเป็นปลิดทิ้ง ผิวเนื้อที่เคยมีรอยแผลตามกายกลับมาขาวนวลเนียนอีกครั้ง เหลือเพียงคราบดินที่ยังคงเกาะอยู่ตามใบหน้าและร่างกาย

 

มารผู้นี้...นอกจากจะช่วยชีวิตเขาไว้จากเงื้อมมือของเสือโคร่ง ยังรักษาบาดแผลให้เขาอีกด้วย

 

จองกุกค่อยๆ เงยหน้าไปมองอีกฝ่าย ดวงตากลมใสสั่นไหวไปมาด้วยความประหลาดใจ กระนั้นยังคงมีความเคลือบแคลงใจต่อมารปริศนาตนนี้ เขาเผลอขยับถอยหลังไปอีกนิดจนแผ่นหลังแนบชิดต้นไม้โดยสมบูรณ์ ก้มหน้าเม้มปากไม่ยอมสบตา แทฮยองเห็นเช่นนั้นก็พรูลมหายใจด้วยสีหน้านิ่งเรียบ ก่อนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วหันหลังให้กับหนุ่มน้อย

 

“มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าก็ยังคงมีท่าทีรังเกียจข้า” แทฮยองแค่นเสียงเหอะในลำคอ ก่อนกล่าวต่อ “แต่ก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด มารเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายโสมม สามานย์ตํ่าช้าน่ารังเกียจ ต่อให้ข้าช่วยชีวิตเจ้าอีกกี่หมื่นครั้ง...เจ้าก็จะยังคงรังเกียจข้าเช่นนี้อยู่ดี”

 

จองกุกเม้มริมฝีปากแน่นอย่างลำบากใจ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “ข้า...ไม่ได้รังเกียจท่าน”

 

“แต่เจ้ากำลังหลบเลี่ยงข้า ไม่ยอมสบตากับข้า ถอยหนีข้า ราวกับข้าเป็นสิ่งน่าขยะแขยงที่ไม่ควรเข้าใกล้” แทฮยองใช้พัดที่ไม่ได้กางเคาะลงบนฝ่าเป็นจังหวะ ริมฝีปากปรากฎรอยยิ้มขื่นขม “การกระทำของเจ้าได้บ่งบอกถึงความรังเกียจที่มีต่อมารแล้ว คงเป็นความโง่เขลาของข้าเอง...ที่คิดว่าเจ้าจะไม่ชิงชังข้าเหมือนมนุษย์คนอื่น หารู้ไม่ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์”

 

จองกุกเบิกตาขึ้น มือเล็กคว้าจับแขนเสื้อสีขาวหิมะของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หารู้ไม่ว่าแทฮยองกำลังกระตุกยิ้มร้าย

 

แทฮยองมีชีวิตอยู่บนโลกนี้มานานเกือบสองพันปี รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาทุกรูปแบบ การพูดจาหว่านล้อมเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่งหาใช่เรื่องยากแม้แต่นิด และก็เป็นไปตามคาด...จองกุกเริ่มจะติดกับเขาแล้ว

 

“ขะ ข้า...ไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้ชิงชังท่าน” จองกุกกัดริมฝีปากล่างอย่างประหม่า สายตาล่อกแล่กไปมาคล้ายจะหาคำพูดที่ดีที่สุด “แต่ข้า...ไม่ปฏิเสธว่าหวาดกลัวท่านเหลือเกิน”

 

“...”

 

“ท่านจอมมาร หากไม่เป็นการเสียมารยาท...ช่วยกรุณาบอกได้หรือไม่ ว่าเหตุใดท่านถึงช่วยข้าไว้”

 

แทฮยองกระตุกคิ้วขึ้นน้อยๆ ผินใบหน้ามาหาหนุ่มน้อย ก่อนคลี่ยิ้มบางออกมาอย่างอ่อนโยน ทว่ากลับลึกลับอย่างมิอาจหยั่งถึง

 

“เพราะเราเป็นมารเหมือนกันไงล่ะ”

 

เป็นเพียงประโยคเดียวสั้นๆ แต่กลับทำให้จองกุกเหมือนโดนสายฟ้าผ่าใส่กลางหัว พลันนึกถึงสัจธรรมที่ว่ามนุษย์นั้นเกลียดมาร มารเองก็เกลียดมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่จองกุกรู้จักนั้น หากไม่หวาดกลัวก็ต้องเกลียดชังมารเข้าไส้ ถ้าวันหนึ่งความลับเรื่องลูกครึ่งมารของจองกุกถูกแพร่งพรายออกไป คนเหล่านั้นย่อมต้องพากันหวาดกลัวชิงชังเขา แต่ทั้งที่แทฮยองรู้ดีว่าจองกุกเป็นลูกครึ่งมาร รู้ทั้งรู้ว่ามีสายเลือดของมนุษย์ไหลเวียนในกาย กลับเลือกที่จะมองข้ามเรื่องนั้นไป ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจที่เขาเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย ทั้งยังช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วยังนับจองกุกเป็นพวกพ้องอีกต่างหาก..

 

จิตใจของมารผู้นี้...ช่างกว้างใหญ่ยิ่งกว่ามหาสมุทรนัก

 

จองกุกนิ่งเงียบอย่างเลื่อนลอย กะพริบตาอีกที กายสูงโปร่งในชุดขาวก็เดินจากไปไกลเสียแล้ว ก่อนที่ร่างนั้นจะหายไปในความมืดมิด แทฮยองกลับชะงักฝ่าเท้ากะทันหัน หยุดยืนแน่นิ่งกับที่

 

“อ้อ เกือบลืมไป” เขาหมุนตัวกลับมาสบตากับจองกุกอีกครั้ง ริมฝีปากวาดยิ้มบางเบาที่แสนละมุนลึกลับ เรือนผมยาวสลวยปลิวไหวไปตามแรงลม แสงจันทราโลมเลียใบหน้าอย่างงดงาม ยิ่งทำให้มารตนนี้เหมือนเทพจากสรวงสวรรค์ที่ไม่อาจจับต้องได้

 

“แทฮยอง...คือนามของข้า”

 

จองกุกได้แต่มองรอยยิ้มนั้นอย่างตะลึงค้าง รู้ตัวอีกที เขาก็ถูกแทฮยองเสกให้หายไปจากป่านี้แล้ว ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หนุ่มน้อยเคยนั่งอยู่ บัดนี้เหลือเพียงร่องรอยไอมารสีดำของแทฮยอง เขามองบริเวณที่ว่างเปล่านั้นด้วยรอยยิ้มบาง อีกไม่นานปราณมารของเขาจะส่งจองกุกถึงบ้านอย่างปลอดภัย เช่นนั้นจึงได้วางใจ หันหลังเดินหายเข้าไปในความมืดมิดตามลำพังอย่างอารมณ์ดี

 

แทฮยองจำต้องรอไปอีกหกปี จึงจะควักหัวใจขอจองกุกออกมา แล้วนำลูกไฟวิญญาณมาใช้ต่ออายุขัยให้แก่ตนเองได้ แม้ว่ามันจะเป็นความปราถนาเพียงหนึ่งเดียวชั่วชีวิตของพญามารเช่นเขา เป็นสิ่งที่ปราถนามานานแสนนาน ทว่าแทฮยองก็ไม่ได้ใจร้อนแต่อย่างใด เพื่อให้ดวงจิตของจองกุกเติบใหญ่จนแกร่งกล้าทรงพลัง มากพอที่จะทำให้มารกลายเป็นอมตะไปชั่วกัปชั่วกัลป์แล้วนั้น ต่อให้แทฮยองต้องรออีกสิบปี ร้อยปี หรือหมื่นแสนปี เขาก็ยินดีจะเฝ้ารออย่างใจเย็น

 

เพราะรู้อยู่แก่ใจ...ว่าไม่ช้าก็เร็ว ดวงวิญญาณของจองกุกจะต้องตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว

 

ทว่าแทฮยองก็มิได้ล่วงรู้...ว่าการได้พบเด็กคนนี้ จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปชั่วนิรันดร์

 

 

-다음화에 계속-

 

..To be continue..

 

 

TALK :

 

ท่านแทฮยองเป็นนายเอกที่มีความผัวสูงมาก ตัดภาพมาที่พระเอกของเราน้านน เป็นน้องน้อยน่ารัก อยากรู้เหมือนกันว่าจองกุกกี้ตัวน้อยๆ จะสามารถกดพญามารอายุเกือบสองพันได้อย่างไร ก๊ากกกกก ล้อเล่นๆๆ

 

แต่ที่สำคัญที่สุด...มาดูกันเถอะค่ะว่าพวกเขาทั้งคู่ รวมถึงเหล่าตัวละครทั้งหลายจะมีการพัฒนาไปทางไหน...และเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 65 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #33 Vellichor (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 17:19
    รอติดตามนะคะ 🥺
    #33
    0
  2. #31 vjk9597 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2563 / 04:49
    ชอบมาก มาอัพเร็วนะคะ รอไม่ไหวแล้ว!!
    #31
    0
  3. #29 Klimy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 02:28
    เหยยยยยย นุ้งแทสวยโหดมากค่ะ อ่านไปอ่านมาก็เริ่มกลัวแล้ว5555555555
    #29
    0
  4. #27 Ingey (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 10:04
    น่าติดตามมากๆเลยค่ะ รอน้าา
    #27
    0
  5. #26 fveefvee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 22:22
    โถเด็กน้อย หลงกลมารร้ายเข้าให้แล้ว กรั่กๆ
    #26
    0
  6. #22 pwgns0805 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 เมษายน 2563 / 12:13
    น่าติดตามมากคูมไรท์ ภาษาสวยม๊ากกกกก ละคือแทฮยองผัวไม่ไหวแล้วค่ะ 555555555 น้อนจองกุกรีบๆโตนะลูก!
    #22
    0
  7. #20 jhsv18 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 00:50

    น่าติดตามมากๆค่ะ ภาษาดีมากๆเลยยค่ะ
    #20
    0
  8. #19 Auna_unicorn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2563 / 02:30
    ชอบแนวนี้มาก
    #19
    0
  9. #17 saitharn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 00:10
    ตามหาfic kookv ที่เป็นแนวพญามารมานานมาก พอเห็นว่ามีคนแต่ง แถมลูกเล่นการใช้ภาษาในการบรรยายสวยงามมาก น้ำตาปริ่มเลยค่ะ สัญญาว่าจะติดตามเรื่องนี้จนจบแน่นอน! ขอบคุณไรท์เตอร์สำหรับฟิคดีๆแบบนี้ คือตอนอ่านครั้งแรกอุดปากกรี๊ดไว้แทบไม่ทัน นี่แหละฟิคที่ฉันฝันหา!!
    #17
    0
  10. #16 Ver_a (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 เมษายน 2563 / 11:39
    จริงเมะดูน้อนมาก5555555555
    #16
    0
  11. #13 SasiBorimat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 12:32
    เรื่องราวน่าติดตามสุดๆ เเต่พี่เเทโหดร้ายกับเสือมากเลยอ่ะ เป็นตาย่าน55555
    #13
    0
  12. #9 MindQueen (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 09:23
    ฮืออออ สุดยอดด ไม่เคยอ่านแนวนี้เลยย นอกจากจะดูพวกอนิเมะ ดีงามมากๆค่ะ!!
    #9
    0
  13. #7 windvy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 20:30
    อ่านแล้วเขินค่ะ ชอบภาษาของคุณจัง
    #7
    0
  14. #6 Violet_V (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 17:41

    ไรท์บรรยายได้เห็นภาพสุดๆเหมือนเดิมเลยค่ะ แทฮยองร้ายมากอ่ะ แงง555555 เอ็นดูจองกุก เป็นกำลังใจให้นะคะ!

    #6
    0