۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 9 : ۩ Journey ۩ 08 : รอยจูบที่ถูกฝังไว้ในใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 316 ครั้ง
    19 มิ.ย. 62

B
E
R
L
I
N
close-up photography of gold-colored and black sword





ทราวิสกำลังเมินข้า..



นั่นคือสิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวข้าตอนนี้



อันที่จริงมันก็ไม่ได้น่าประหลาดใจตรงไหนเลยเขาทำเช่นนี้ เพราะหลังจากที่เราจูบกันเนิ่นนานอยู่ครู่ใหญ่จนลูกอมในปากละลายหายไปหมด ทราวิสก็ผละออกมาแล้วตบหน้าตัวเองเป็นสิบครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ฝันไป เขาหันกลับมามองข้าด้วยสีหน้าเหมือนคนวิญญาณหลุดจากร่าง ก่อนที่ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์จะเหลือกขึ้นไปด้านบนพร้อมกับร่างของเขาที่สลบล้มพับไปนอนกองกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า



ข้าถึงกับต้องเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ —จูบแค่นี้ถึงกับต้องเป็นลมเลยหรือไง



อีกอย่างมันก็เป็นแค่...การแบ่งลูกอมไม่ใช่หรอ



โอเค อย่าเพิ่งเบะปากใส่ข้าล่ะ สาบานได้ว่าตอนแรกข้าคิดเพียงแค่จะแบ่งลูกอมกินกันเฉยๆเท่านั้น ข้าทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดแม้จะต้อง...เสียจูบแรกของตัวเองให้กับคนที่ไม่ชอบขี้หน้าอย่างทราวิส อีกทั้งทราวิสเองก็คงจะไม่รังเกียจจูบจากข้าอยู่แล้ว ข้าถึงได้ตัดสินใจทำแบบนั้นลงไป



แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเมื่อริมฝีปากได้สัมผัสกันแล้ว...ข้ากลับไม่สามารถหยุดจูบได้ ราวกับว่าริมฝีปากถูกอีกฝ่ายดูดกลืนเข้าไปจนไม่สามารถผละออกมาได้อย่างไรอย่างนั้น



ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ...แต่มันรู้สึกดีมากเลยล่ะ



ให้ตายเถอะ!! นึกถึงแล้วก็รู้สึกหน้าร้อนๆยังไงไม่รู้



จะว่าไปพอมาลองคิดๆดูอีกที...ข้าก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้เลือกใช้ 'วิธีนั้น' ในการหลบหนีศัตรูราวกับว่าไม่สามารถนึกแผนอื่นได้อีกแล้ว มันควรจะมีทางเลือกอื่นอีกมากมายที่ดีกว่านั้นไม่ใช่หรอ ปกติข้าไม่น่าจะจนปัญญาจนไม่สามารถคิดอะไรออกได้ขนาดนั้น อย่างน้อยแผนอื่นก็มักจะถูกสำรองไว้ในสมองข้าตลอด



...คงไม่ใช่เพราะแท้จริงแล้ว ลึกๆในหัวใจของข้าจะอยากจูบทราวิสหรอกนะ



นึกแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ มันควรจะเป็นจูบโรแมนติกที่ควรจะเกิดขึ้นในสถานที่ที่สวยงาม ไม่ใช่ในห้องขังโสโครกที่เต็มไปด้วยกระดูกมนุษย์แบบนี้ ควรจะจูบกันตอนที่เรามีสภาพร่างกายสะอาดสมบูรณ์ ไม่ใช่ตอนที่เราต่างก็มีสภาพบอบชํ้ายับเยินเช่นนี้ และควรจะมีการบอกรักกันและกันก่อนจูบแบบที่คู่รักชอบทำกัน



แต่มันไม่ใช่แบบนั้น...ข้ากับทราวิสไม่ใช่คู่รัก และความสัมพันธ์ของเราห่างไกลกับคำนั้นมาก



หากทราวิสไม่โดนยาเฮงซวยนั่นของฮิวโก้ ป่านนี้เขาก็คงกำลังนั่งคิดหาทางรังแกข้า สาปแช่งข้าแบบที่ชอบทำทุกวี่ทุกวัน



...และคงไม่มานอนตักข้าอยู่แบบนี้หรอก



หลังจากที่สลบไปพักใหญ่ ตอนนี้ทราวิสฟื้นแล้วแต่กลับไม่ยอมแม้แต่จะสบตาข้า เอาแต่ซ่อนใบหน้าแดงๆของตัวเองไว้ภายใต้ฝ่ามือราวกับอยากหนีออกไปจากโลกนี้ให้รู้แล้วรู้รอด เจ้าตัวไม่เปล่งเสียงหรือพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อยจนข้านึกสงสัยว่าไปทำอะไรให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองหรือเปล่า



ข้าได้แต่ถอนหายใจออกมาพร้อมกับเสยผมขึ้นไปอย่างไม่สบอารมณ์ —พอคนแสนจะพูดมากน่ารำคาญอย่างทราวิสเงียบกริบแบบนี้ ข้ากลับรู้สึกไม่ชินยังไงไม่รู้



“..เป็นอะไรของเจ้า” สุดท้ายก็จำต้องถามออกมาหลังจากที่อัดอั้นมานาน สายตาจ้องไปยังศรีษะทุยๆที่หนุนตักตัวเองอยู่อย่างไม่วางตา ร่างของเจ้าชายขยับดุ๊กดิ๊กไปมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ยอมตอบคำถามเสียที



เหอะ...ทำเป็นเก่ง สุดท้ายก็เขินตัวม้วนเป็นลูกแมว



ข้าแอบยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก ก่อนที่มือหนาจะขยับไปลูบกลุ่มผมสีบลอนด์ที่กระจายอยู่ในตักเบาๆ “ข้าไปทำอะไรให้เจ้าหวั่นไหวหรือไง



คราวนี้ร่างของคนในตักถึงกับกระตุกอย่างแรงเมื่อเจ้าตัวสะดุ้งโหยง ทราวิสใช้มือสั่นๆยกฮู้ดสีฟ้าขึ้นมาคลุมผมและปิดใบหน้าไว้อย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะขยับเข้าหาข้ามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว...จนชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้กางเกงข้า



“.............



“.............



'พรึ่บ!'



ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ทราวิสดีดตัวลุกพรวดขึ้นมานั่งแทบจะในทันทีก่อนจะร้องโอดโอยออกมาเพราะแผลฉีก ข้าถอนหายใจแรงให้กับความวู่วามของอีกฝ่าย ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้หมายจะช่วยตรวจแผลให้ แต่ร่างในชุดคลุมสีฟ้ากลับรีบถอยห่างออกไปด้วยใบหน้าซีดเซียวที่แตกตื่นราวกับเห็นผี เหมือนกับไม่กล้าเข้าใกล้ข้าในระยะสามเมตรอย่างไรอย่างนั้น



เห็นแบบนั้นข้าจึงได้แต่ยักไหล่ “ตามใจเจ้าแล้วกัน



ตอนนี้เราทั้งคู่ยังคงอยู่ในห้องขังห้องเดิม เพราะคงไม่ดีนักหากจะเดินทางต่อในขณะที่ร่างกายยังไม่พร้อมแบบนี้ เท่าที่วิเคราะห์ดูแล้วข้าคิดว่าอสูรน่าเกลียดพวกนั้นคงไม่กลับมาในเร็วๆนี้แน่นอน มันคงไม่กลับมาจนกว่าจะเจอมนุษย์ที่กำลังตามหา...โดยหารู้ไม่ว่ามนุษย์พวกนั้นยังคงอยู่ในกระท่อมของพวกมันโดยไม่ได้หนีไปไหนเลยแม้แต่น้อย



อันที่จริงมันไม่ได้ยากเลยที่จะเดาว่าพวกเรายังคงซ่อนตัวอยู่ในนี้ เพราะในเมื่อข้ากับทราวิสต่างก็บาดเจ็บ มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะพากันลากสังขารจนหนีไปได้ไกลขนาดนั้น แต่กระนั้นอสูรพวกนั้นก็ไร้สมองมากพอที่จะมองข้ามข้อเท็จจริงนี้ไปได้



หากแต่ข้าก็ไม่คิดว่าปีศาจในผืนป่าแห่งนี้จะโง่ไปเสียทุกตนหรอก...โดยเฉพาะตนที่เป็นจ้าวของปีศาจทั้งปวง



ข้าเก็บฟืนที่วางกระจัดกระจายอยู่ในห้องมากองรวมกันไว้ใกล้ๆทราวิส ก่อนจะจุดไฟขึ้นเพื่อให้อุณหภูมิเย็นๆในห้องอบอุ่นขึ้นกว่าเดิม สาเหตุที่หลายคืนก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยก่อกองไฟก็เพราะกลัวว่าแสงไฟจะล่อให้ปีศาจพบเห็นเราได้ง่ายขึ้น แต่ตอนนี้ข้าไม่สนอะไรแล้วหลังจากที่เผชิญความหนาวเหน็บมาหลายวัน หากไม่ได้สัมผัสความร้อนสักหน่อยคงได้แข็งตายในเร็ววันเป็นแน่



ข้าใช้มือพัดไปมาพร้อมกับเป่าลมให้ไฟลุกโชนขึ้นกว่าเดิม ลมหายใจถูกพ่นออกมาเป็นควันสีขาวในอากาศอย่างผ่อนคลายลงจากความอบอุ่นของเปลวไฟตรงหน้า ในขณะที่ทราวิสเองก็ขยับมาใกล้กองไฟขึ้น เขากำลังเคี้ยวมัฟฟินแครอทในย่ามจนแก้มตุ่ยอย่างหิวโซ ก่อนจะหยิบขวดยาออกมาให้ข้า



“ร..รับไปสิ” นํ้าเสียงและท่าทางประหม่าทำเอาข้าหลุดยิ้ม มือหนารับยามาแต่โดยดีแล้วเปิดฝาออก



“ขอบใจ” ข้าเอ่ยก่อนจะซดของเหลวสีเขียวในขวดยาเข้าไปหนึ่งอึก รสชาติขมปร่าทำเอาใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างผะอืดผะอมจนอยากจะบ้วนทิ้ง แต่ถึงกระนั้นยาขมๆนี่ก็ช่วยให้บาดแผลตามร่างกายข้าค่อยๆสมานเข้าหากันอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดบนผิวหนังค่อยๆหายไปโดยอัตโนมัติภายในเวลาไม่นาน



ข้าส่งขวดยาคืนให้ทราวิสที่มองอยู่ก่อนแล้ว เขาเม้มปากเล็กน้อยราวกับไม่อยากจะดื่มมัน แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ยอมยกขวดยาขึ้นมาดื่มบ้าง ทราวิสปิดฝาขวดลงอย่างเงียบๆ เปลวไฟสีแสดสะท้อนในนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์อย่างงดงาม องค์ชายแห่งวอลธีเรียกอดเข่าตัวเองพร้อมกับจ้องมองสะเก็ดไฟเล็กๆจำนวนมากที่เด้งออกมาจากกองไฟอย่างเลื่อนลอย ริมฝีปากสีพีชเม้มแน่นราวกับอยากพูดบางอย่างออกมา



“..ในป่านี้ไม่ปลอดภัย” เสียงที่ไม่ได้ยินมาพักใหญ่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา หากแต่ในห้องเงียบๆนี้ทำให้ข้าได้ยินมันอย่างชัดเจน



ข้าทำเพียงเลิกคิ้วพร้อมกับใช้ไม้เขี่ยกองไฟไปมาโดยไม่ได้หันไปมอง “เพิ่งรู้หรอ ที่ผ่านมาเจ้าคิดว่าป่านี้เป็นทุ่งลาเวนเดอร์ในนิทานเด็กหรือไง



“..ตอนที่ข้าวิ่งตามลิงตัวนั้นไปเพื่อจะแย่งดาบคืน จู่ๆบรรดาต้นไม้ก็กลายร่างเป็นอสูรหน้าตาอัปลักษณ์ แล้วพวกมันก็จับข้ามาขังไว้ที่นี่” ทราวิสค่อยๆหันมาสบตากับข้า “ข้ากำลังจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในป่าแห่งนี้...ล้วนเป็นอันตรายต่อเราทั้งสิ้น



“ข้อนั้นข้าทราบดี” ข้าหยิบครัวซองต์ในย่ามขึ้นมากัดพร้อมกับคิดไปด้วย “แต่สิ่งผิดปกติคือตอนที่ข้าเดินตามหาเจ้า ไม่ว่าข้าจะเดินไปทางไหนของป่า กลับไม่พบแม้แต่วี่แววของปีศาจหรือสิ่งที่เป็นอันตรายเลยแม้แต่น้อยราวกับมันจงใจไม่สนใจข้า แต่ทันทีที่เราแยกจากกัน...มันกลับโจมตีเจ้าแทบจะในบัดดล



จะว่าไป...ข้าเคยได้ยินอสูรสองตัวแรกที่ข้าสังขารคุยกันเรื่องที่ว่านายหญิงของพวกมันเกลียดชาววอลธีเรียเข้าไส้ คงไม่แปลกล่ะมั้งหากพวกมันจะหมายตาทราวิสเป็นพิเศษ เขาเป็นถึงเจ้าชายของอาณาจักรนั้นเชียวนะ



แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ...หากนายหญิงที่ว่านั่นเป็นองค์หญิงเทียร่าจริงๆ นางจะเกลียดสายเลือดตัวเองไปเพื่ออะไร อีกทั้งทราวิสเองก็เป็นน้องชายแท้ๆของนาง คนที่นางควรจะเกลียดน่าจะเป็นเฮอร์เรนเดลอย่างข้ามากกว่าไม่ใช่หรือ



ข้าถึงกับต้องยกมือขึ้นมากุมขมับพร้อมกับถอนหายใจ —ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว “สำหรับตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่ข้าแน่ใจ...นั่นก็คือเจ้าจะปลอดภัยตราบใดที่อยู่ใกล้ข้า ฉะนั้นอย่าคลาดจากกันอีกล่ะ



ทราวิสสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะก้มหน้าจนคางชิดคอราวกับรู้ตัวว่ามีความผิด “ข้าขอโทษ..



มือเรียวของเจ้าชายค่อยๆเอื้อมไปหยิบซากดาบที่ถูกหักออกเป็นสองท่อนขึ้นมา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองเงาสะท้อนใบหน้าตัวเองบนปลายดาบอย่างหม่นหมอง ริมฝีปากสีพีชสั่นระริกอีกครั้ง “แต่นี่เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าชีวิตของข้า...ข้าไม่สามารถปล่อยให้มันถูกขโมยไปได้หรอก



“.............



“เจ้าอาจคิดว่าข้าเป็นบุรุษที่อ่อนแอ...แต่ไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถทำให้ข้ารู้สึกทรมานเหมือนถูกบดขยี้หัวใจได้ขนาดนี้อีกแล้วล่ะ



สายตาเศร้าสลดมองดาบในมืออย่างตรอมใจทำเอาข้ารู้สึกอึดอัดไปด้วย ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์สั่นไหวแต่กลับไม่มีนํ้าตาไหลออกมาสักหยด ใบหน้าที่เคยเริงร่าแจ่มใสบัดนี้กลับหม่นหมองลงราวกับเจ็บเสียจนร้องไห้ไม่ออก ข้ากำลังถูกสมองส่วนไหนไม่รู้ตะคอกใส่ดังๆว่าให้พูดอะไรออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้นบ้าง ในขณะที่สมองอีกส่วนก็ตะคอกกลับไปว่าแล้วจะให้พูดอะไรเล่า



ท้ายที่สุดข้าก็ได้แต่ถอนหายใจแรงๆให้กับความคิดตัวเองพร้อมกับเสยผมขึ้น พยายามคิดอย่างระมัดระวังที่สุดว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี ก่อนที่มือหนาจะถอดสร้อยคอสีดำที่ห้อยจี้เงินรูปดาบออกมา ดวงตาสีมรกตมองมันอย่างสื่อความหมายด้วยรอยยิ้มบางเบา



“..นี่เป็นดาบของบิดาข้า



ทราวิสได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยๆหันมามองอย่างสงสัยปนสนใจ  ข้าค่อยๆถอดจี้ออกสายสร้อย ทำให้จี้รูปดาบขนาดเล็กค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นดาบเหล็กเต็มตัวภายในชั่วพริบตา ในขณะที่สายสร้อยสีดำเองก็ค่อยๆขยายขึ้นจนกลายเป็นฝักดาบที่ทำจากหนังสีดำสนิทที่มีสัญลักษณ์ของอาณาจักรเฮอร์เรนเดลประดับไว้ตรงกลาง ก่อนที่ข้าจะเสียบดาบเข้าไปในฝักของมันด้วยรอยยิ้มบางๆที่ยังไม่ได้จางหายไปไหน



“จะว่าไงดีล่ะ...มันเหมือนเป็นของหมั้นที่ท่านพ่อมอบให้ท่านแม่น่ะ



อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “มีอย่างที่ไหนกัน ใช้ดาบเป็นของหมั้นแทนที่จะเป็นแหวนเนี่ยนะ



ได้ยินเช่นนั้นข้าจึงหลุดหัวเราะออกมา “พ่อแม่ข้าไม่ใช่คู่รักปกติเหมือนคนทั่วไปหรอก ท่านพ่อเป็นผู้บัญชาการอัศวินสูงสุดแห่งเฮอร์เรนเดล ทั้งสองเจอกันครั้งแรกตอนที่แม่ข้าเข้าไปปล้นคลังอาวุธของกษัตริย์



“..ไม่แปลกใจเลยว่าเจ้าได้สายเลือดหัวขโมยมาจากใคร” ทราวิสเอ่ยพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ข้าทำเพียงอมยิ้มอย่างเงียบๆ



นี่เป็นเพียงบทสนทนาเรื่อยเปื่อยที่ไร้สาระ...แต่กลับทำให้ข้ามีความสุขยังไงไม่รู้



“ข้าได้ความไหวพริบดีมาจากแม่ แต่ได้นิสัยส่วนใหญ่และความเจ้าเล่ห์มาจากพ่อ” ข้ามองอีกฝ่ายที่ยังคงตั้งใจฟังอย่างไม่วางตา ก่อนจะเล่าต่ออย่างไม่รีบร้อน “ท่านพ่อเป็นบุรุษคนเดียวที่แม่ข้าไม่สามารถต่อกรได้ นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาลงเอยกันกระมัง



“อย่างน้อยก็ดีกว่าการถูกคลุมถุงชนแบบที่เชื้อพระวงศ์ชอบทำกันนะ” ทราวิสพรูลมหายใจออกมาเบาๆ “แต่ข้าจะไม่ยอมให้พวกขุนนางมาบังคับให้แต่งงานเพื่อผลประโยชน์แบบเดียวกับที่วิลลี่โดนหรอก



ข้าเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “บอกตามตรงข้าจินตนาการภาพเจ้าแต่งงานไม่ออกเลย



“โอ้ อย่าไปจินตนาการเลย” ทราวิสโบกมือปัดๆพร้อมกับส่ายหน้าไปมา “ชีวิตนี้ข้าคงไม่แต่งงานกับใครหรอก



ข้าทำเพียงยิ้มเพราะมันก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนอย่างทราวิสเองก็ไม่เคยให้ความสนใจสตรีหน้าไหนเช่นเดียวกับข้า ดวงตาสีมรกตมองดาบในมืออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มือหนาจะส่งมันให้อีกฝ่าย “รับไปสิ



คนเป็นองค์ชายขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ยอมรับไปแต่โดยดี เขาพลิกดาบในมือไปมาอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะเสียหาย ในขณะที่ข้าได้แต่มองภาพนี้ยิ้มๆพร้อมกับยกขาขึ้นมานั่งชันเข่าข้างหนึ่ง “เจ้าใช้มันไปก่อนก็แล้วกัน



ทราวิสเบิกตาโพลงขึ้นแทบจะในทันที ก่อนจะส่ายหน้าเป็นพัลวันจนผมปลิว “ไม่เอานะ!! มันเป็นของสำคัญของเจ้า ข้าจะมีสิทธิ์อะไรไปใช้มันล่ะ



“เจ้าใช้ดาบคล่องกว่าข้า และข้าก็สามารถฆ่าคนด้วยมือเปล่าเก่งกว่าเจ้าหลายเท่า ฉะนั้นต่อให้ไม่มีดาบข้าก็ไม่ตายหรอก  จนกว่าเราจะหาดาบเล่มใหม่ให้เจ้าได้ เจ้าก็ใช้ดาบข้าไปชั่วคราวก่อนก็แล้วกัน



“แต่ว่าเจ้า



ข้ายกคันธนูสีดำที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาชูให้อีกฝ่ายดูแล้วแกว่งมันไปมาเล็กน้อย “ข้ายังมีเจ้านี่อยู่ ลืมไปแล้วหรอ



ทราวิสเม้มปากแน่นแต่ก็ยังคงยืนยันคำเดิมด้วยการส่ายหน้าไปมาอย่างหนักแน่นพร้อมกับวางดาบข้าลง “เจ้าควรจะเก็บมันไว้ใช้เอง ให้ข้าไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก” ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ตวัดกลับไปมองซากดาบที่หักเป็นสองท่อนของตัวเองด้วยสายตาหม่นแสงแบบเดิมอีกครั้ง อีกอย่าง...ไม่ว่าข้าจะใช้ดาบอีกสักกี่เล่ม มันก็ไม่สามารถทดแทนเจวิสได้หรอก



ข้าขมวดคิ้วแทบจะในทันทีอย่างไม่เข้าใจ “เจวิส??



“มันคือชื่อของดาบเล่มนี้



ข้ามองทราวิสที่หยิบเศษดาบขึ้นมาให้ดูด้วยรอยยิ้มบางเบา แต่ภายในดวงตาสีเทอร์ควอยซ์คู่นั้นกลับหม่นหมองราวกับกำลังร้องไห้ครํ่าครวญอยู่ภายใน ข้ามองดาบเล่มนั้นสลับกับใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วพยักหน้ารับเป็นเชิงเข้าใจ



'เจวิส'...ทำไมมันเหมือนชื่อเจเดนกับทราวิสผสมกันเลยล่ะ ช่างบังเอิญเสียจริง



แต่ช่างมันเถอะ ข้าคงเพ้อเจ้อไปเอง



“อันที่จริง...ข้าแค่ต้องการจะบอกว่า ดาบเล่มนี้ก็สำคัญกับข้าไม่ต่างจากที่เจวิสสำคัญกับเจ้าหรอก” ข้าหยิบดาบของตัวเองกลับมาวางไว้ในตัก ก่อนที่มือหนาจะเคาะลงบนฝักดาบเบาๆสองสามครั้ง แล้วมันก็กลับไปเป็นสร้อยคอธรรมดาที่มีจี้เงินรูปดาบตามเดิม ข้ามองมันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสวมมันกลับไปไว้ที่คอ มันเป็นสมบัติเพียงหนึ่งเดียวที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้าก่อนที่นางจะหายตัวไป...และเป็นสิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าจะมีวิญญาณของพ่อคอยคุ้มครองเสมอ



“.............



“หากดาบเล่มนี้ถูกทำลาย ข้าก็คงเสียใจไม่แพ้เจ้าหรอก” ดวงตาสีมรกตหันกลับไปมองคนข้างกายอย่างสื่อความหมาย “ฉะนั้นข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี



ทราวิสที่นั่งฟังอย่างเงียบเชียบพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนพื้นห้องสกปรกๆพร้อมกับกอดซากของเจวิสไปด้วยราวกับไม่อยากให้มันจากไปไหน เขาจ้องดาบเล่มสำคัญในมือโดยไม่วางตาด้วยรอยยิ้มบางๆ “นั่นสินะ ข้าจะไปยึดติดกับสิ่งของแค่นี้ทำไม...ในเมื่อข้าก็มีเจ้าอยู่ทั้งคนแล้ว



ข้าชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดมาก่อนว่าทราวิสจะจริงจังกับข้าขนาดนี้ ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะล้มตัวลงนอนลงข้างๆกัน เรานอนตะแคงหันหน้าเข้าหากันโดยไม่ได้ละสายตาไปจากดวงตาของกันและกัน ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันอยู่อย่างนั้นจนทราวิสเอ่ยขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงงัวเงีย



“..เหมือนฝันไปเลย



“หืม?



“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้มีโอกาสมานอนข้างกายเจ้าแบบนี้ ทั้งๆที่ที่ผ่านมาข้าทำสิ่งไม่ดีกับเจ้าไว้เยอะเกินกว่าจะให้อภัยได้ แต่กระนั้นเจ้าก็ยังอุตส่าห์มาช่วยข้า...มาช่วยคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายสารพัดกับเจ้าถึงที่นี่” รอยยิ้มและสายตาที่อ่อนโยนถูกส่งมาให้ข้าอย่างอบอุ่น “ขอบคุณนะที่ไม่รังเกียจข้า



สายตาที่ทราวิสมองข้ามันเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึก มีทั้งความซาบซึ้ง ความสุข ความโล่งอก ความขอบคุณ ความดีใจ และที่สำคัญ...ความรัก



“ราตรีสวัสดิ์นะเจเดน



“..ราตรีสวัสดิ์



เปลือกตาบางของคนตรงหน้าค่อยๆปิดลง ก่อนที่ลมหายใจเข้าออกสมํ่าเสมอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าทราวิสได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ดวงตาสีมรกตมองซากดาบที่ชื่อเจวิสอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองห้องโรงตีดาบที่อยู่ข้างๆด้วยสายตาอ่านไม่ออก



นั่นสินะ...รอยยิ้มที่สดใสของทราวิสไม่ควรจะหายไปเพียงเพราะเรื่องแค่นี้























เช้าวันต่อมา..



เราทั้งคู่เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้งด้วยบรรยากาศเดิมๆ นั่นก็คือไม่มีใครพูดอะไรเลยตลอดทาง ข้าเดินไปหาวไปอย่างงัวเงียโดยมีคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังคอยจ้องอย่างจับผิดมาสักพักแล้ว แต่ถึงกระนั้นข้าก็ไม่ได้แม้แต่จะสนใจหรือสะทกสะท้านเลยสักนิด



บางทีทราวิสคงกำลังตะลึงในความหล่อเหลาของข้าจนละสายตาไปไม่ได้อยู่กระมัง



“..เป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม” ทราวิสเอ่ยถามพร้อมกับมายืนขวางข้าไว้ ข้าทำเพียงปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเดินไปอีกทาง แต่ก็ไม่วายโดนอีกฝ่ายขวางไว้อีกครา



'ชิ้ง!!'



คราวนี้ทราวิสชักดาบที่ซ่อนไว้ภายใต้ชุดคลุมสีฟ้าออกมาด้วย ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์สั่นระริกไปมาอย่างรุนแรง ปลายดาบที่คมกริบถูกยกขึ้นมาจ่อบริเวณใต้คางข้าด้วยมือสั่นๆ



และใช่ มันคือเจวิสที่ถูกซ่อมจนกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ไม่สิ...ดีกว่าเดิมอีกต่างหาก



ข้าเบิกตาโพลงพร้อมกับอ้าปากค้างอย่างประหลาดใจสุดขีด “โอ้พระเจ้า!! เป็นไปได้ยังไงกัน เมื่อคืนมีเทพเจ้ามาแอบเสกดาบให้เจ้าใหม่งั้นหรอ ช่างน่าอัศจรรย์



'หมับ!'



อ้อมแขนของคนตรงหน้าที่โผเข้ามากอดทำให้คำพูดทุกอย่างถูกกลืนลงไปในคอโดยอัตโนมัติ ข้าได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อโดยปล่อยให้ทราวิสได้กอดเต็มที่จนอีกฝ่ายแทบจะจมเข้ามาในแผ่นอกหนา ทราวิสกอดข้าแน่นเสียจนคนถูกกระทำไม่กล้าแม้แต่จะขยับหรือเปล่งเสียงใดๆออกมา



“..เจ้าเคยสาบานว่าจะไม่ตีดาบแล้ว” เสียงอู้อี้เอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “แล้วทำไม..



ดวงตาสีมรกตฉายแววเรียบเฉยเมื่ออีกฝ่ายหยิบเรื่องนั้นมาพูดอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด



ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นหลังจากท่านแม่จากไป ข้าพยายามจะสร้างศาสตราวุธขึ้นมาเพื่อใช้ป้องกันตัวเอง และหลังจากที่พยายามอย่างหนักจนโดนไฟในเตาหลอมเหล็กลวกอยู่หลายครั้งจนผิวหนังผุพอง ในที่สุดข้าก็สามารถตีดาบขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง มันทำให้ข้ารู้สึกภูมิใจและมีความสุขมากที่สามารถสร้างอาวุธได้ตั้งแต่อายุสิบสามโดยไม่ต้องไปขโมยอาวุธชาวบ้านมาใช้อีกต่อไป



จนกระทั่งสองปีผ่านไป ตอนนั้นข้ามีอายุได้สิบห้าปี วันนั้นเป็นวันที่องค์ชายเนวิลล์เดินทางไปต่างเมืองเพื่อเจรจาการค้าขาย เหล่าขุนนางจึงสบโอกาสนี้ออกคำสั่งด่วนให้สร้างเทศกาลสังหารหมู่ชาวเฮอร์เรนเดลโดยอ้างว่าเป็นการลดประชากร โดยมีกฎกติกาคือชายชาตรีชาวเฮอร์เรนเดลทุกคนจะต้องประลองกับอัศวินของวอลธีเรีย หากชนะก็จะไม่ถูกฆ่า แต่หากแพ้...ชายคนนั้นรวมถึงทุกคนในครอบครัวของเขาจะต้องถูกเผาทั้งเป็น



ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ฝ่ายเฮอร์เรนเดลเสียเปรียบตั้งแต่การประลองยังไม่เริ่มตรงที่พวกเขาไม่มีอาวุธไปสู้ และดูเหมือนทางฝั่งวอลธีเรียเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะมอบอาวุธให้พวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น กลายเป็นการต่อสู้ที่หาความยุติธรรมไม่ได้สักนิด พูดง่ายๆก็คือการประลองครั้งนี้ไม่ต่างอะไรจากเอาชาวเฮอร์เรนเดลไปฆ่าเล่นๆเป็นผักเป็นปลาเลยแม้แต่น้อย



..ช่างเป็นการประลองที่เอาเปรียบที่สุดในประวัติศาสตร์



ข้าจึงรีบไปแจกจ่ายดาบที่ข้าเป็นคนตีขึ้นมาเองให้กับชายชาตรีชาวเฮอร์เรนเดลทั้งหลาย เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้มันในการประลองที่มีชีวิตตัวเองรวมถึงชีวิตของคนในครอบครัวที่มีทั้งเด็ก สตรีและคนชราเป็นเดิมพัน ตอนนั้นข้าเหมือนเป็นฮีโร่ของพวกเขา ชาวเฮอร์เรนเดลที่เหลืออยู่น้อยนิดต่างพากันขอบคุณข้าด้วยความซาบซึ้งอย่างถึงที่สุด ข้าเองก็ภูมิใจที่ตัวเองสามารถมีส่วนช่วยพวกเขาได้แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย



หากแต่ความภูมิใจที่ว่านั้นถูกพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี เมื่อชายชาวเฮอร์เรนเดลทุกคนที่เข้าไปประลองในสนามรบล้วนตายกันหมด สาเหตุไม่ใช่เพราะพวกเขาต่อสู้ไม่เป็น ไม่ใช่เพราะพวกเขาด้อยฝีมือ และไม่ใช่เพราะพวกเขาสู้อัศวินพวกนั้นไม่ได้



แต่เป็นเพราะทันทีที่ดาบของพวกเขาปะทะเข้ากับดาบของอัศวินของวอลธีเรีย...ดาบที่ข้าเป็นคนตีให้กับมือก็หักออกอย่างไม่เหลือชิ้นดี



มันไม่ได้เป็นเพราะดาบของอัศวินพวกนั้นมีความแข็งแรงกว่า...แต่เป็นเพราะดาบที่ข้าสร้างมันอ่อนแอกว่าดาบทั่วไปหลายเท่านัก



ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ชมชาววอลธีเรียรอบสนามประลอง ข้ามองภาพชายคนแล้วคนเล่าบนลานประลองที่มองดาบหักในมือของตัวเองด้วยสีหน้าตกใจอย่างไม่คาดคิดว่ามันจะหัก พวกเขาพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้ ก่อนที่อัศวินหลายสิบนายจะพากันมามัดพวกเขาไว้อย่างไม่รีบร้อนโดยไม่มีท่าทีว่าจะฆ่าชายเหล่านี้เลย



..นั่นก็เพราะอัศวินต้องการให้ชายชาวเฮอร์เรนเดลเหล่านี้มองดูคนในครอบครัวถูกเผาทั้งเป็นต่อหน้าต่อตา



สมาชิกในครอบครัวของชาวเฮอร์เรนเดลผู้แพ้การประลองจะถูกจับมากองรวมกันตรงใจกลางลานประลอง ก่อนที่เหล่าอัศวินจะพากันมาสาดนํ้ามันใส่พวกเขา ข้ามองเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้ประสีประสากอดแม่ตัวเองไว้แน่นเพราะไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ในขณะที่มารดาของนางเองก็กอดลูกสาวไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วยจนตัวสั่นระริก ส่วนสามีของนางที่เป็นผู้แพ้การประลองก็ถูกเชือกมัดไว้อย่างแน่นหนา เขาได้แต่กรีดร้องอ้อนวอนทั้งนํ้าตาให้ปล่อยลูกสาวกับภรรยาของเขาไป



หากแต่ไม่ว่าจะอ้อนวอนขอร้องอีกสักเพียงใด ทุกครอบครัวก็จะลงเอยด้วยการถูกจุดไฟเผาทั้งเป็นอย่างเลือดเย็น โดยมีชายผู้แพ้การประลองคนแล้วคนเล่ามองคนในครอบครัวอันเป็นที่รักของตัวเองถูกเปลวไฟแผดเผาต่อหน้าต่อตาด้วยนํ้าตานองหน้า เสียงครํ่าครวญด้วยความเศร้าโศกของเหล่าชายชาตรีดังคลอไปกับเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของผู้คนที่ถูกเผาอย่างน่าสังเวช แต่ชายชาวเฮอร์เรนเดลเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทนดูคนที่รักถูกสังหารอย่างไร้ปราณีต่อหน้าต่อตา ก่อนที่พวกเขาเองก็จะถูกเผาให้ตายตามคนในครอบครัวไปด้วยภายในเวลาไม่นานนัก



เสียงกรีดร้องครํ่าครวญของผู้คนที่ถูกเปลวไฟลุกโชนแผดเผาจนผิวหนังผุพองอย่างน่าสยดสยองดังกึกก้องในหัวใจข้า ร่างกายของพวกเขาบิดเบี้ยวอย่างน่าสะพรึงจนไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ ภาพของชาวเฮอร์เรนเดลคนแล้วคนเล่าถูกจุดไฟเผาท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความรื่นรมย์ของชาววอลธีเรียราวกับกำลังรับชมละครสัตว์หลอกหลอนอยู่ในหัวข้าไม่มีหยุด วินาทีนั้นข้ารู้สึกช็อคจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำพูดใดๆได้



แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ได้แต่มองดูผู้คนร่วมสายเลือดมากหน้าหลายตาถูกสังหารโดยไม่สามารถทำอะไรได้ การประลองที่สกปรกโสโครกนี้ทำให้ความเจ็บปวดกัดกินหัวใจข้าจนกลายเป็นความรู้สึกเคี้ยดแค้นอย่างรุนแรง



เมื่อถึงคราวที่ข้าจะต้องเป็นผู้เข้าประลองบ้าง ข้าได้ระบายความโกรธแค้นไปกับการกวัดแกว่งดาบใส่คู่ต่อสู้อย่างกราดเกรี้ยว แม้ว่าข้าจะไม่มีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นเดิมพันเหมือนชายคนอื่น แต่ความขุ่นเคืองที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจกลับทำเอาข้ารู้สึกอยากเผาใครสักคนให้หายแค้น ทำให้เด็กหนุ่มอายุสิบห้าอย่างข้าสามารถตัดหัวของอัศวินในชุดเกราะผู้เป็นคู่ต่อสู้ได้ภายในเวลาไม่เกินสิบนาทีท่ามกลางความตกใจของทุกคน



..นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าสังหารคน แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อหากข้าไม่ฆ่าเขา ข้าก็จะเป็นฝ่ายถูกฆ่าเสียเองอยู่ดี



เมื่อการประลองหรือการสังหารหมู่สิ้นสุดลง ผู้คนต่างก็พากันกลับบ้านหลังจากที่ได้รับชมการฆ่าชาวเฮอร์เรนเดลอย่างจุใจจนสนามประลองว่างเปล่าปราศจากผู้คน ข้าเดินเข้าไปยังใจกลางลานประลองอย่างเลื่อนลอย ตรงนั้นมีซากศพที่กลายเป็นเถ้ากระดูกของมนุษย์นับร้อยที่เพิ่งถูกสังหารไปหมาดๆกองพะเนินรวมกันไว้ราวกับเป็นขยะรกโลก กลิ่นควันยังคงเจือจางอยู่ในเถ้ากระดูกเหล่านั้นราวกับเป็นการยํ้าเตือนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น



..ตอนนี้เท่ากับว่าข้าเป็นชาวเฮอร์เรนเดลคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่แล้ว



หากไม่ใช่เพราะดาบที่ข้าตีให้ชายเหล่านี้มันบอบบางเกินไป...พวกเขาทุกคนก็คงไม่ต้องมาตายอย่างอนาถแบบนี้



ข้าทรุดตัวลงมานั่งคุกเข่าต่อหน้าซากศพที่ผุพองจนดูไม่ออกว่าเป็นมนุษย์อย่างหมดแรงจะยืน ก่อนที่นํ้าอุ่นๆจะกลิ้งไหลออกมาจากดวงตาสีมรกตทั้งสองข้างแล้วหยดลงบนพื้น



และก็เป็นตอนนั้นเอง...ที่ข้ารู้ตัวว่าตัวเองเพิ่งจะฆ่าผู้คนร่วมสายเลือดไปนับร้อยด้วยความไม่เอาไหนของข้าเอง



ความเคียดแค้นและทุกข์ทรมานใจทำให้คืนนั้นข้าแอบเข้าไปวางยาพิษขุนนางคนที่ออกคำสั่งให้จัดการประลองนี้จนตายคาที่ โดยทิ้งหลักฐานปลอมไว้ว่าอัศวินมือขวาของเขาเป็นคนทำ ซึ่งไม่นานนักอัศวินผู้เป็นแพะรับบาปก็โดนโทษประหารชีวิตจนตายตามไป



แต่คนผิดที่แท้จริงก็ไม่ใช่ขุนนางจิตใจอำมหิตคนนั้นหรอก...มันผิดที่ข้าเองต่างหาก



เพราะหากดาบที่ข้ามอบให้พวกเขาแข็งแรงกว่านี้...อัตราการตายของชาวเฮอร์เรนเดลคงมีน้อยกว่านี้มาก



บทเรียนที่ได้รับในวันนั้น ทำให้ข้าเผาเครื่องมือสร้างอาวุธทั้งหมดทิ้งพร้อมกับสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันหวนกลับไปตีดาบอีก เพราะไม่ต้องการเห็นผู้คนต้องล้มตายเพราะความงี่เง่าไม่เอาไหนของข้าอีกแล้ว มันเป็นเหตุการณ์โหดร้ายที่ฝังใจข้าจนไม่สามารถลืมได้ ภาพการสังหารหมู่ยังคงหลอกหลอนข้ามาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่หายไปไหน



“ตอบข้าสิ” เสียงทุ้มที่ส่อแววอ้อนวอนเหมือนจะร้องไห้ฉุดข้าให้หลุดจากห้วงภวังค์ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์จ้องเข้ามาในดวงตาข้าอย่างสื่อความหมาย “..ทำไมเจ้าถึงตีดาบให้ข้าใหม่



“ไม่รู้สิ” ข้าตอบตามสัตย์จริงพร้อมกับยักไหล่ “คงเพราะข้าไม่อยากเห็นใครบางคนร้องไห้งอแงเป็นเด็กกระมัง



ตอนแรกข้าเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำแบบนั้น การตีดาบคือการยํ้าเตือนความทรงจำอันเลวร้ายที่ยากจะลืมเลือน มันทำให้ข้าทุกข์ทรมานใจและรู้สึกผิดต่อชาวเฮอร์เรนเดลที่ต้องตายไปในวันนั้นจนไม่กล้ากลับไปสร้างอาวุธให้ใครหน้าไหนอีก



แต่การที่ได้เห็นทราวิสเศร้าโศกเสียใจโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้...มันทำให้ข้ารู้สึกคันยุบยิบบริเวณหัวใจยังไงไม่รู้



และไม่รู้ว่าสมองส่วนไหนถึงได้สั่งให้ข้าเข้าไปในโรงตีดาบ แล้วท้าทายความกล้าของตัวเองด้วยการลองซ่อมดาบของอีกฝ่ายที่ชื่อเจวิสดูสักตั้ง ความทรงจำร้ายๆคอยหมุนเวียนในหัวข้าตลอดทั้งคืนจนแทบจะร้องไห้ขณะตีดาบ ในใจนึกภาวนาอธิษฐานให้มันใช้ได้ผล ครั้งนี้ข้าไม่มีอะไรจะเสีย เพราะต่อให้ข้าไม่สามารถซ่อมมันได้สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าทราวิสจะต้องลงเอยด้วยการตายเหมือนชาวเฮอร์เรนเดลเหล่านั้น



ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ตราบใดที่ทราวิสยังอยู่กับข้า...ข้าจะไม่มีวันยอมให้เขาตายเป็นอันขาด



เมื่อคืนข้าใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเชื่อมดาบที่หักเป็นสองท่อนเข้าด้วยกัน พร้อมกับเคลือบมันด้วยเหล็กหนาอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ตอนนี้เจวิสกลายเป็นดาบเหล็กกล้าที่คมกริบแข็งแรงกว่าเดิมเป็นสองเท่า ซึ่งนับว่าเป็นผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมายของข้ามาก รอยยิ้มแห่งความดีใจหลังจากทำมันสำเร็จที่ไม่ได้มีมานานปรากฎขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง



ไม่ใช่แค่เพราะดีใจที่สามารถซ่อมสิ่งของอันเป็นที่รักของทราวิสได้...แต่รวมถึงดีใจที่ข้าสามารถเอาชนะความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เลวร้ายในอดีตไปได้ด้วยเช่นกัน



มันไม่ง่ายเลยที่จะก้าวผ่านมันไปได้..



ทราวิสยังคงจ้องตาข้าด้วยดวงตาที่สั่นไหวอยู่อย่างนั้น ริมฝีปากของเขาอ้าออกเล็กน้อยราวกับอยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่สามารถทำได้ คนเป็นเจ้าชายเม้มปากแน่นก่อนจะเปล่งเสียงออกมาในที่สุด



“เจ้า...เจ้าไม่ได้รังเกียจข้าใช่ไหม



ข้านิ่งไปเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา “ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า...ไม่ได้ใกล้เคียงคำนั้น



“ถ้าเช่นนั้น..” ทราวิสสูดหายใจเข้าเต็มปอดอย่างรวบรวมความกล้า ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่รินรดใบหน้าของกันและกัน เราอยู่ใกล้กันเสียจนข้ารู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างรุนแรงของอีกฝ่ายชัดเจน “ข้าขอ...จูบเจ้าหน่อยได้ไหม





Loading...50%





ข้าได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออย่างทำอะไรไม่ถูก สมองเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะราวกับถูกหยุดชะงักไว้ ก่อนจะกะพริบตาปริบๆเพื่อเรียกสติตัวเองให้กลับคืนสู่ร่าง



ใครจะไปคิดล่ะว่าทราวิสจะขออะไรแบบนี้..



ข้ามองสายตาออดอ้อนเหมือนลูกแมวด้วยสีหน้าเรียบเฉยพร้อมกับเดาะลิ้นไปมา ทำราวกับว่าไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลยทั้งที่ในใจข้ากลับสั่นสะเทือนเหมือนแผ่นดินไหว “แล้วถ้าข้าไม่อนุญาตล่ะ



ทราวิสเบิกตาโพลงพร้อมกับผละออกไปโดยอัตโนมัติ “ห..หากเจ้ารังเกียจก็ไม่เป็นไร ข้าขอโทษที่ล่วงเกิน



“บอกแล้วไงว่าไม่ได้รังเกียจ...ทำไมเจ้าถึงได้ยึดติดกับคำนั้นขนาดนั้นด้วย” ข้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมกับสาวเท้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น ทราวิสหลับตาปี๋แต่ก็ไม่ได้ถอยหนีออกไปอีก



..ราวกับกำลังรอให้ข้าเป็นฝ่ายเข้าใกล้เขาเสียเอง



รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กว้างขึ้นไปอีกเมื่อข้าคิดอะไรสนุกๆได้ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นแล้วแกล้งเป่าลมหายใจอุ่นๆใส่ใบหูให้ทราวิสสะดุ้งเล่น ร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าสั่นระริกเป็นเจ้าเข้าอย่างประหม่าแต่กลับไม่กล้าลืมตาขึ้นมา ทราวิสเม้มปากแน่นพร้อมกับหดคอหนี ใบหน้าขององค์ชายที่เคยหยิ่งยโสแดงแปร๊ดจนเหมือนมะเขือเทศสุกอย่างทำอะไรไม่ถูก



คนอะไรน่ารังแกชะมัด..



ข้ายื่นใบหน้าเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกับหน้าผากของทราวิสอยู่รอมร่อ กลิ่นเฉพาะตัวของทราวิสที่มีกลิ่นเหมือนกุหลาบยามเช้าโชยขึ้นจมูกจนข้าเผลอสูดดม อีกฝ่ายสะดุ้งเบาๆเมื่อรู้สึกได้ว่าเราอยู่ใกล้กันเกินไปแล้ว ข้าเลื่อนสายตาลงมามองริมฝีปากสีพีชตรงหน้า รู้ตัวอีกทีฝ่ามือหนาค่อยๆยกขึ้นมาหมายจะประคองใบหน้าของทราวิสโดยที่สมองไม่ได้สั่ง



แต่แล้วข้าก็หยุดชะงักมือไว้ก่อนที่มันจะได้สัมผัสกับแก้มย้วยๆตรงหน้า ข้าฉุดตัวเองออกจากภวังค์เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้



นี่ข้ากำลังทำบ้าอะไรอยู่..



เราต่างก็เป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ ซํ้ายังไม่เคยถูกชะตากันมาแต่ไหนแต่ไร การใกล้ชิดกันขนาดนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเลยสักนิด



อีกอย่าง...หากทราวิสไม่โดนยาอะไรนั่นของฮิวโก้ เขาก็คงรู้สึกขยะแขยงที่ข้าจูบเขายิ่งกว่าโดนขี้ม้าป้ายปากเป็นแน่ และจะไม่มีวันส่งสายตาออดอ้อนร้องขอจูบข้าแบบเมื่อกี้แน่นอน



ทุกการกระทำที่ทราวิสแสดงออกว่ารักข้า ทั้งสายตาและคำพูดเหล่านั้นที่ส่งมาอย่างสื่อความหมายว่าหลงใหลข้าแค่ไหน มันล้วนเป็นการกระทำที่เกิดจากฤทธิ์ยาของฮิวโก้ทั้งสิ้น  ตอนนี้ทราวิสก็เหมือนคนที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ล่วงรู้ว่าการกระทำของตัวเองมันเป็นเรื่องน่าอับอายแค่ไหน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาปฏิบัติกับข้าด้วยความรักและจริงใจก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น วันหนึ่งเมื่อยาหมดฤทธิ์จนทราวิสกลับมาเป็นองค์ชายจอมหยิ่งคนเดิม เขาก็จะต้องเสียใจที่ตัวเองเคยทำตัวเป็นลูกแมวน้อยกับข้าแบบตอนนี้



แล้วข้าจะมีสิทธิ์อะไรไปจูบเขาล่ะ..



คิดได้เช่นนั้นข้าก็เม้มปากแน่น แต่ก่อนที่จะได้ผละออกมาจากอีกฝ่าย ทราวิสก็ใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าข้าไว้



ก่อนจะดึงลงไปประกบริมฝีปากทันที..



คราวนี้เป็นข้าเสียเองที่เบิกตากว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ตรงหน้าปิดสนิทพร้อมกับริมฝีปากที่ค่อยๆขยับไปมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เจ้าตัวเอียงใบหน้าเล็กน้อยเพื่อปรับองศาให้จูบได้ถนัดขึ้น อีกฝ่ายมีความเกร็งและประหม่าน้อยในช่วงแรกจนดูเงอะงะ แต่ไม่นานนักทราวิสก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับการลิ้มรสริมฝีปากข้า สัมผัสนุ่มหยุ่นที่หอมหวานค่อยๆทำให้เราทั้งสองเริ่มเคลิ้ม



และก็เป็นตอนนั้นเอง...ที่ข้าค่อยๆปิดตาลงแล้วตอบสนองกลับไปในที่สุด



ริมฝีปากทั้งสองขบเม้มและดูดดึงกันไปมาอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ข้าจะเผยอปากออกให้ลิ้นซนๆของคนน่ารำคาญเข้ามากวาดต้อนในโพรงปาก มือหนาเลื่อนไปโอบเอวอีกฝ่ายไว้ให้เข้ามาใกล้กว่าเดิม ลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดกันไปมาอย่างโหยหาจนได้ยินเสียงเฉอะแฉะของนํ้าลายชัดเจน



ตอนเด็กๆข้าเคยคิดว่าการจูบแลกลิ้นแบบนี้มันน่าขยะแขยง...แต่ตอนนี้ข้ากลับรู้สึกตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง



“อื้อออ..



อันที่จริงเราต่างฝ่ายต่างก็ไม่ประสีประสาในการจูบ ไม่ได้มีใครสอนให้ว่าต้องทำอย่างไร เราเพียงแค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามความต้องการและความรู้สึก



และตอนนี้ความรู้สึกก็สั่งให้ข้าผละออกมา ก่อนจะโฉบริมฝีปากทราวิสอีกครั้ง...และอีกครั้ง



ทราวิสเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเอง...จะมาหยุดข้าทีหลังไม่ได้แล้วนะ



แม้ตอนนี้เราทั้งคู่จะยังคงหลับตาลง แต่ข้ากลับรู้สึกได้ผ่านรสจูบว่าอีกฝ่ายกำลังมีความสุขและรู้สึกดีแค่ไหน สงครามลิ้นระหว่างเรายังคงไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด ต่างฝ่ายต่างตอบสนองซึ่งกันและกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ริมฝีปากสัมผัสกันซํ้าๆนับครั้งไม่ถ้วนอย่างไม่รู้เบื่อ



ให้ตายเถอะ...ทำไมริมฝีปากทราวิสถึงได้นุ่มแล้วก็หวานขนาดนี้ด้วยนะ



สำหรับตอนนี้ ข้าไม่ควรจะคิดมากเรื่องอนาคตอีกแล้วว่าถ้าทราวิสกลับมาเป็นคนเดิม เขาจะเกลียดข้าหรือไม่ จะรังเกียจที่โดนข้าจูบเช่นนี้หรือเปล่า เขาจะขยะแขยงตัวเองที่ตกหลุมรักข้าไหม



ข้าควรจะจดจ่ออยู่แต่กับปัจจุบัน และตอนนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการลิ้มลองริมฝีปากของทราวิสแล้วล่ะ..



“เจเดน..” ทราวิสค่อยๆผละออกมาอย่างอ่อยอิ่ง มือทั้งสองข้างของเขายังคงวางแนบข้างแก้มข้า ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ฉํ่านํ้า ริมฝีปากสีพีชบวมเจ่อจากการจูบจนขึ้นสีแดงสด คนตรงหน้าจ้องเข้ามาในตาข้าอย่างสื่อความหมายราวกับต้องการจะถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ได้รับรู้ “ข้ารักเจ้า...รักที่สุดเลย



ข้าเคยโดนสารภาพรักจากหญิงสาวมากหน้าหลายตามาหลายต่อหลายครั้งจนชินชา และทุกๆครั้งข้าก็จะปฏิเสธไปเหมือนๆกันเพราะไม่อยากเปิดรับใครเข้ามาในชีวิตให้วุ่นวาย ข้าไม่เคยแม้แต่จะรู้สึกหวั่นไหวต่อคำบอกรักพวกนั้นราวกับตายด้าน ที่สำคัญคือไม่เคยคิดจะสนใจใครจนฮิวโก้ขู่ว่าจะเสกฮิปโปมาปลํ้าข้าหากไม่ยอมมีเมียเป็นตัวเป็นตนเสียที



แต่ทำไมคำบอกรักเชยๆของทราวิสถึงได้ทำให้ข้าทำตัวไม่ถูกราวกับไม่เคยโดนสารภาพรักแบบนี้...และไม่เข้าใจไปอีกเมื่อก้อนเนื้อสีแดงในอกสั่นอย่างรุนแรงราวกับโลกจะแตกจนข้ากลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน



.....โอเค แม้ว่าข้าจะไม่เคยคิดว่าหัวใจตายด้านของตัวเองจะมีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้ แต่คราวนี้ข้ายอมรับก็ได้ว่าเขิน...เขินจนพูดไม่ออกแล้วเนี่ย



ดวงตาสองคู่สบกันโดยที่ใบหน้าของเราอยู่ใกล้จนข้ามองเห็นแพขนตายาวของอีกฝ่ายได้ชัดเจน ข้าเผลอกลืนนํ้าลายอึกใหญ่ด้วยความประหม่าอย่างไม่รู้ตัว หากแต่ทันทีที่เลื่อนสายตาลงมามองริมฝีปากอิ่มสีสด สติข้าก็หลุดลอยหายไปในกลีบเมฆอีกครั้ง..



ริมฝีปากนี้เคยพ่นถ้อยคำดูหมิ่นสาปแช่งข้าสารพัด มันไม่เคยเปล่งคำพูดที่ฟังดูรื่นหูน่าฟังเลยสักนิดราวกับเลี้ยงสุนัขไว้เต็มปาก เป็นริมฝีปากที่เห็นทีไรก็ทำให้ข้าอยากจะต่อยให้แตก



แต่ตอนนี้...มันกลับดูน่ากินยังไงไม่รู้



ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ร่างกายข้าขยับด้วยตัวของมันเองโดยที่สมองไม่ได้สั่ง มือหนาเชยคางอีกฝ่ายขึ้นมา ก่อนที่ริมฝีปากจะบดขยี้ลงไปบนอวัยวะเดียวกันอย่างรุนแรงและหนักหน่วงกว่าครั้งที่ผ่านมา มันไม่นุ่มนวล ไม่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทะนุถนอม ไร้ซึ่งความอ่อนโยนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหยาบโลน สัญชาตญาณดิบบางอย่างในตัวทำให้ข้ากัดลิ้นซนๆตรงหน้าจนเลือดออก ทราวิสสะดุ้งเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งตัวว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้โวยวายอะไร กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วโพรงปากไม่ได้ทำให้รสจูบบกพร่องลงเลยสักนิด กลับกันมันยิ่งทวีคูณความร้อนแรงขึ้นไปอีก และทราวิสเองก็ดูจะชอบมันถึงได้เลื่อนฝ่ามือนุ่มๆที่ประคองใบหน้าข้าอยู่ไปคล้องลำคอหนาไว้



ไม่รู้ว่าเสียงเฉอะแฉะของจูบหรือเสียงหัวใจข้ากันแน่ที่ดังกว่ากัน..



เมื่อเราทั้งคู่เริ่มขาดอากาศหายใจ ข้าจึงค่อยๆผละออกมามองทราวิสที่กำลังมองมาเช่นกัน พบว่านํ้าสีใสที่เกิดจากการจูบเมื่อครู่ไหลออกมาจากริมฝีปากอิ่มที่บวมชํ้ามาจนถึงไหปลาร้า ใบหน้าของเจ้าชายขึ้นสีแดงระเรื่อจนแทบจะเป็นสีเดียวกับริมฝีปากสีสดนั่น เราทั้งคู่ต่างหอบหายใจเพื่อกอบโกยอากาศเข้าปอดหลังจากที่เพิ่งผละออกจากกัน



“ขอบคุณนะ...ที่ซ่อมเจวิสให้ข้า



ด้วยความที่เราต่างยังไม่ได้ผละออกไปไหน ริมฝีปากจึงสัมผัสกันไปมาในทุกครั้งที่ทราวิสขยับปากพูด ข้าหัวเราะในลำคอเล็กน้อยแล้วตอบกลับไปว่า “เก็บคำขอบคุณของเจ้าไว้เถอะ แม้แต่ข้าเองยังประหลาดใจเลยที่ยอมฝ่าฝืนคำสาบานของตัวเองเพื่อซ่อมดาบให้เจ้า...ทั้งที่ข้าก็ไม่ใช่คนสนใจความรู้สึกคนอื่นขนาดนั้น



หากจะให้พูดตามตรงคือความจริงแล้วข้าไม่ได้เพื่อทราวิส แต่ทำเพื่อตัวข้าเองเสียมากกว่า เพราะการได้เห็นอีกฝ่ายเศร้าโศกเสียใจที่สูญเสียของรักไป มันทำให้ข้ารู้สึกหดหู่ไปด้วย ข้าจึงตัดสินใจซ่อมดาบให้เขาเพื่อที่ทราวิสจะได้กลับมาร่าเริงสดใสเหมือนเดิมและข้าก็จะได้เลิกรู้สึกเหี่ยวเฉาแบบเมื่อคืนด้วย เรียกได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว



แต่ให้ตายเถอะ...คนอย่างข้าใส่ใจความรู้สึกคนอื่นเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ข้อนี้ข้าไม่เข้าใจจริงๆ



เจ้าเป็นคนห่วงใยคนรอบข้างมากกว่าที่เจ้าคิด เจเดน” ทราวิสเอ่ยโดยที่ริมฝีปากเรายังคงสัมผัสกันไปมา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เริ่มกลับมาส่องประกายสดใสอีกครั้ง “เจ้าแค่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง



“..เจ้าพูดราวกับรู้จักข้ามากกว่าที่ข้ารู้จักตัวเองอย่างไรอย่างนั้น” ข้าแกล้งงับริมฝีปากล่างที่บวมเจ่อแล้วดึงจนมันยืดติดมาตามแรง ก่อนจะปล่อยให้ริมฝีปากตรงหน้าเป็นอิสระในที่สุด



“จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ถูกนัก” ทราวิสหัวเราะคิกคักแล้วจูบเบาๆที่ปลายคาง “แต่พึงรู้ไว้ ว่าถึงแม้เจ้าจะดูเห็นแก่ตัวและไม่สนโลกในสายตาคนอื่น แต่สำหรับข้า...เจ้าเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างมากที่สุดคนหนึ่งเลยล่ะ



“ไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากไหน หืม?



เอาเป็นว่าข้าเคยเห็นมุมน่ารักๆของเจ้ามาหลายครั้งก็แล้วกัน” อีกฝ่ายยักคิ้วให้ด้วยรอยยิ้มกวนประสาทจนข้าต้องฟาดเบาๆบริเวณบั้นเอวอีกฝ่ายเพื่อเป็นการเอาคืน ทราวิสหัวเราะออกมาจนดวงตาหยีลงเป็นรูปดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว



ภาพตรงหน้าดูสวยงามอย่างบอกไม่ถูกจนทำให้ข้ายิ้มบางๆออกมาโดยอัตโนมัติ...และเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขอย่างไม่รู้ตัว



บางทีข้าก็สงสัยนะ...ว่าทราวิสมีเวทมนตร์ที่จะทำให้คนรอบข้างหุบยิ้มไม่ได้หรือเปล่า เพราะถ้าใช่ ตอนนี้ข้าก็กำลังตกเป็นหนึ่งในผู้ต้องคำสาปของเขาแล้วล่ะ



“นี่..” คนเป็นเจ้าชายเอ่ยขึ้น ฝ่ามือนุ่มลูบไปมาบริเวณแผลเป็นบนโหนกแก้มซ้ายของข้าไปมาด้วยรอยยิ้มบางๆ “ต่อไปเมื่อเจ้าจะหาคู่ครอง เจ้าต้องเลือกคนที่รักเจ้าเหมือนที่ข้ารักมาเป็นภรรยานะ



ข้าขมวดคิ้ว “ทำไมจู่ๆถึงพูดเรื่องนี้



“ข้าก็แค่อยากแน่ใจ...แน่ใจว่าสตรีคนนั้นจะทำให้เจ้ามีความสุขและไม่มีวันทำให้เจ้าเสียใจ” ทราวิสเอ่ยก่อนย่นจมูกอย่างไม่พอใจ “ไม่งั้นข้าจะไปตัดหัวมันแล้วเอาไปให้เดซี่กินแทนแครอทซะ



“..นึกว่าเจ้าจะอยากเป็นภรรยาเสียเองซะอีก



อีกฝ่ายหัวเราะออกมาอย่างร่าเริง “ก็อยากนะ อยากมากๆเลยล่ะ แต่กระนั้นข้าก็ต้องอยู่กับความเป็นจริงที่ว่า...ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ไม่สามารถเป็นไปตามที่ข้าต้องการได้หมดหรอก



“.............



“ข้าไม่อยากคาดหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นก็ได้แต่ทำใจยอมรับว่าคงไม่มีวันเป็นคนในใจเจ้า” เจ้าตัวส่งยิ้มละมุนให้จนคนมองหัวใจพองโต “ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าสงสารหรือรู้สึกแบบเดียวกับข้าหรอก...แค่ได้เห็นเจ้ามีความสุขก็เพียงพอแล้ว



โดยทั่วไปเมื่อมนุษย์หลงรักใครสักคน คนเรามักจะแอบคาดหวังไว้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่ความรักของทราวิสมันมาจากใจที่บริสุทธิ์ เป็นรักที่ไม่มีเงื่อนไขและไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้ว่ามันจะเป็นความรักชั่วคราวที่เกิดขึ้นเพราะยาของพ่อมดงี่เง่า...แต่ข้าก็เริ่มจะรู้สึกซาบซึ้งกับมันเสียแล้ว



สักวันหนึ่ง...ข้าจะสามารถรักใครได้แบบนี้ไหมนะ



















เวลาผ่านไปสามวัน..



ตลอดสามวันที่ผ่านมาพวกเราเดินทางกันอย่างปลอดภัย...ถ้าไม่นับว่าโดนฝูงไลแคนท์ไล่ฆ่ากับโดนกระทิงปีศาจไล่ขวิดอยู่หลายครั้งน่ะนะ เมื่อวานก็เกือบจะโดนพวกมันฉีกเป็นชิ้นๆแล้วหากไม่หนีไปได้ทัน...และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราต้องวิ่งหนีจางจุกตูดมาหลบอยู่ในถํ้ามืดๆแบบนี้ จากนั้นเราต่างก็หมดสติกันไปอย่างหมดสภาพทันทีหลังจากที่วิ่งมาเป็นเวลานาน



คำเดียวสั้นๆ เหนื่อย!!!!



ภายในถํ้าลึกสุดลูกหูลูกตาที่มีทางเดินคดเคี้ยววังเวง กองไฟที่ถูกก่อขึ้นเพื่อเพิ่มแสงสว่างให้ถํ้าอันมิดมิดเริ่มจะมอดลง หากไม่รีบจุดไฟ ค้างคาวผีดิบที่ซ่อนอยู่ในถํ้าอาจจะมาจู่โจมแบบเมื่อคืนอีกก็ได้ ทราวิสจึงใช้ด้ามดาบทุบไปบนผนังถํ้าที่ขรุขระเพื่อกะเทาะก้อนหินลงมาสองก้อน ก่อนจะใช้ก้อนหินพวกนั้นกระทบเสียดสีกันไปมาเรื่อยๆอย่างเงอะงะตามประสาชนชั้นสูงที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ผ่านไปครู่ใหญ่มันก็เกิดประกายไฟเล็กๆขึ้นมาแต่กลับไม่มีท่าทีว่าไฟจะติดไปมากกว่านั้น เจ้าตัวย่นจมูกแบบที่ชอบทำเวลาถูกขัดใจ ก่อนจะปาก้อนหินออกไปไกลๆเมื่อไม่สามารถจุดไฟได้ การกระทำเหมือนเด็กๆทำให้ข้าที่นั่งชันเข่าพิงผนังถํ้าอยู่อมยิ้ม



หึ...หน้างอเหมือนแมวหน้าบึ้งเลย



“ใช้หินกระทบกันแบบนั้น มีโอกาสน้อยมากนะที่ไฟจะติด



องค์ชายพรูลมหายใจออกมาก่อนทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามข้าโดยมีกองไฟกั้นกลางระหว่างเรา “แล้วจะให้ข้าทำไงล่ะ...เศษฟืนในถํ้าก็ใช้ไปหมดแล้ว จะหาของมาสุมไฟก็ไม่มี



ข้าไม่พูดอะไรต่อนอกจากมองชุดคลุมสีฟ้าประจำตัวของทราวิสที่เริ่มจะขาดวิ่นจนเผยให้เห็นต้นแขนข้างขวา อักขระสาปบนนั้นขยายใหญ่ขึ้นไปตามกาลเวลาจนตอนนี้ลุกลามมาถึงศอก และอีกไม่กี่วันก็คงจะลามไปทั่วทั้งแขน



พิษของอักขระสาปสูบเรี่ยวแรงของทราวิสไปมากพอสมควร ยิ่งมันรุนแรงขึ้นร่างกายเขาก็ยิ่งทรุดลง สองสามวันมานี้ที่ต้องใช้แรงต่อสู้และหนีเอาตัวรอดไปเยอะพอสมควรทำให้ทราวิสเพลียหนักกว่าเดิม ใบหน้าของเขาซีดลงกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด แต่เจ้าตัวกลับไม่เผยสีหน้าหรือท่าทางที่แสดงออกถึงความทรมานให้เห็นเลยแม้แต่น้อย มีบ้างที่ข้าแอบสังเกตเห็นทราวิสกำชุดคลุมแน่นจนเนื้อผ้าแทบขาดราวกับกำลังกัดฟันทนความเจ็บปวดอยู่



..คงไม่อยากใช้ยาเพราะคิดว่าเปลืองอีกล่ะสิท่า



คิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา แม้ว่าเขาจะเป็นคนย้ายพิษอักขระสาปไปไว้บนร่างกายเพื่อช่วยข้าด้วยตัวเอง...แต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะโทษตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้อีกฝ่ายต้องมาทนเจ็บแบบนี้



ข้าควรจะทำอะไรสักอย่างกับมันอย่างจริงจังเสียที..



ไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันที่เท่าไหร่แล้วหลังจากที่เราเข้ามาในโลกของปีศาจ เสบียงกับยารักษาที่พกมาค่อยๆลดหายลงไปเรื่อยๆตามกาลเวลา ยิ่งอยู่ไปเรื่อยๆก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น



ข้าไม่ได้รู้สึกอึดอัดที่ต้องมาใช้ชีวิตในสถานที่อันตรายเช่นนี้ ชีวิตข้าก็ไม่เคยปลอดภัยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว...แต่สำหรับคนที่ไม่เคยลำบากอย่างทราวิสมันไม่ใช่แบบนั้น



เชื้อพระวงศ์เติบโตมาท่ามกลางความสะดวกสะบาย เกิดมาก็มีคนรองมือรองเท้า ชี้นิ้วสั่งอะไรได้ตามต้องการราวกับเสกได้ ชีวิตไม่เคยเข้าใกล้คำว่าลำบาก มันจึงทำให้ข้าประหลาดใจไม่น้อยที่ทราวิสมีความอดทนสูงถึงเพียงนี้ แม้จะต้องทนอดมื้อกินมื้อเพื่อประหยัดเสบียง ต้องนอนบนพื้นดินแข็งๆที่สกปรก ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไม่มีหยุดตลอดทาง ซํ้ายังต้องมาทนแผลอักขระสาปบ้านี่อีก แต่ทราวิสก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำที่ต้องมาทนลำบากกับข้าเช่นนี้



หากนี่เป็นทราวิสจอมหยิ่งคนเดิม...ป่านนี้คงตรอมใจตายไปตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในป่ามรณะแล้ว



เสียงลมเย็นๆที่พัดเข้ามาในถํ้าชวนให้ขนลุกทำเอาทราวิสกระชับเสื้อคลุมสีฟ้าแน่น ลมหายใจถูกพ่นออกมาเป็นควันสีขาวขุ่นลอยในอากาศ เจ้าตัวก้มหน้าถูฝ่ามือไปมาเพื่อสร้างแรงเสียดสีให้มืออุ่นขึ้น เห็นแบบนั้นข้าจึงลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือไปอย่างกล้าๆกลัวๆหมายจะจับมืออีกฝ่ายเพื่อช่วยให้อุ่นกว่าเดิม



ให้ตายเถอะ! กับแค่จับมือกับผู้ชายอีกคนเอง ทำไมข้าต้องประหม่าด้วยนะ



แต่ก่อนที่มือข้าจะได้แตะมือเรียวนุ่มๆตรงหน้า เสียงฝีเท้าของอะไรบางที่ดังออกมาจากปากถํ้าที่กำลังวิ่งเข้ามาในนี้ก็ทำให้ข้าชักมือกลับแทบจะในทันที เราสองคนลุกขึ้นพรวดอย่างว่องไวตามสัญชาตญาณ ทราวิสตั้งท่าจะวิ่งหนีลึกเข้าไปในถํ้าเพื่อหลบซ่อนแต่โดนข้าหยุดไว้



“ฟังจากเสียงฝีเท้าที่มีนํ้าหนักไม่มาก...ข้าคิดว่าคงไม่ใช่ปีศาจที่ยากจะจัดการหรอก



ทราวิสฟังข้อสันนิษฐานของข้าแล้วมีท่าทีลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ เขาใช้มือกำด้ามดาบที่เสียบไว้ตรงเอวแน่นเพื่อรอเวลาปะทะกับสิ่งที่กำลังจะเข้ามา ส่วนข้าก็หยิบลูกศรสีดำในกระบอกธนูที่สะพายหลังไว้ออกมาพร้อมกับคว้าคันธนูสีเดียวกันที่วางบนพื้นขึ้นมาด้วย ข้าพาดศรไปบนคันธนูแล้วออกแรงง้างสายธนูค้างไว้ ปลายลูกศรคมกริบที่ได้มาจากโรงตีดาบวันนั้นเล็งไปยังปากถํ้าเพื่อรอเวลาปล่อยตัว



แต่แล้วสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นก็ดันเกิดขึ้นจนได้..



สิ่งที่เข้ามาในถํ้านี้ไม่ใช่ค้างคาวผีดิบ ไม่ใช่ไลแคนท์ ไม่ใช่เสือดำแมงป่อง ไม่ใช่อสูรอัปลักษณ์ ไม่ใช่กระทิงปีศาจน่ากลัว แต่เป็น..



“โฮ่ง!!!!!



..อะไรที่น่าสยองกว่านั้นมาก



ข้ารู้สึกว่าขนบนผิวหนังตามทุกซอกทุกมุมของร่างกายตั้งชันขึ้นมาในบัดดล มือที่กำลังง้างธนูสั่นระริกไปมา เม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาจากกรอบหน้าทั้งที่อุณภูมิเย็นจัด ข้าเข้าใจความรู้สึกอยากกรี๊ดแบบผู้หญิงขึ้นมาทันใด ดวงตาสีเขียวเบิกค้างตาไม่กะพริบเหมือนวิญญาณหลุดจากร่าง ในขณะที่ทราวิสทำเพียงผงะไปเล็กน้อยเมื่อได้เห็นสุนัขสีดำตาแดงวิ่งเข้ามา ก่อนที่เจ้าตัวจะถอนหายใจออกมาด้วยรอยยิ้ม



“อะไรกัน...ก็แค่น้องหมาเอง โล่งอกไปที



นั่นมันสิ่งมีชีวิตที่น่าขนลุกที่สุดในโลกเชียวนะ มันน่าโล่งอกตรงไหนกัน!!!?



เจ้าสุนัขขนาดไม่เล็กใหญ่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะทำร้ายเรา มันทำเพียงวิ่งเข้ามาดมฟุดฟิดบริเวณรองเท้าบูทหนังของทราวิส ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแล้วส่งยิ้มให้มนุษย์ตรงหน้าอย่างเป็นมิตรด้วยเขี้ยวแหลมๆน่าสยองของมัน ดวงตาสีแดงฉานเรืองแสงในที่มืดจนดูน่ากลัวกว่าเดิม



“โห...น่าเอ็นดูจัง



น่าเอ็นดูบ้านบิดาเจ้าสิ!!!



ทราวิสย่อตัวลงมาใช้ฝ่ามือเรียวนุ่มลูบไปมาบนศรีษะของสุนัขปีศาจด้วยรอยยิ้มสี่เหลี่ยม เห็นแบบนั้นไอ้หมาดำนั่นก็ยิ่งได้ใจจนกระดิกหางไปมาอย่างอารมณ์ดี



“ทราวิส..” ข้ากดเสียงตํ่าลงกว่าเดิมเพื่อพยายามไม่แสดงออกว่ากำลังกลัวจนไข่สั่น “อย่าไปยุ่งกับมัน



คนถูกสั่งหันมามองตาแป๋ว เจ้าตัวอุ้มสุนัขสีดำขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะใช้มือเกาคางมันจนเจ้าหมาหลับตาพริ้ม แต่เจ้านี่ไม่มีท่าทีว่าจะทำร้ายข้าเลยนะ ดูสิ...น่ารักจะตาย



“ไม่!! ห้ามใช้คำนั้นกับสุนัขเด็ดขาด มันน่าขนลุก!” ข้าตวาดเสียงแข็งจนเสียงดังก้องในถํ้า “พวกมันไม่ใกล้เคียงคำนั้นเลยสักนิด ทีนี้ก็ปล่อยมันลงได้แล้ว!



รอยยิ้มกว้างจนตาหยีหุบลงทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ทราวิสเบะปากลงแบบที่เจ้าตัวชอบทำเวลาโดนดุจนหงอย หากแต่เจ้าตัวสีดำๆในอ้อมแขนกลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ดวงตาสีแดงน่ากลัวค่อยๆหันมามองข้าพร้อมกับแยกเขี้ยวใส่



และก็เป็นตอนนั้นเองที่ข้ารู้ตัวว่าซวยแล้ว..



“กรรรรร์!!



“เฮ้ย!!!!



สิ่งมีชีวิตน่าเกลียดน่ากลัวกระโจนเข้าใส่ข้าจนต้องหลุดร้องออกมาด้วยดวงตาที่เบิกโตอย่างไม่ทันตั้งตัว  วินาทีนั้นเส้นผมสีแดงบนหนังหัวแทบตั้งชันขึ้นมาด้วยความกลัว สัญชาตญาณป้องกันตัวที่สั่งสมมานานทำให้ข้าใช้คันธนูฟาดไปบนศรีษะมันในจังหวะที่กระโจนเข้ามาหาทันที เจ้าหมาดำกระเด็นออกไปไกลจากแรงที่ไม่น้อย ก่อนจะโดนเตะเสยคางซํ้าอีกทีจนมันร้องเอ๋งแล้วล้มลงไปกองกับพื้น ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่ถึงวินาทีทำให้ทราวิสได้แต่ยืนอ้าปากพะงาบๆด้วยตาที่เบิกโพลงอย่างตั้งตัวไม่ทัน



“เจเดน!! เจ้าทำแบบนั้นทำไม!?” พอตั้งสติได้เจ้าตัวก็เริ่มโวยวายทันที เขาไม่ได้ใช้นํ้าเสียงที่แข็งกร้าวที่ดูโกรธ แต่ทราวิสโวยวายด้วยเสียงเหมือนเด็กงอแงเสียมากกว่า องค์ชายคนเล็กแห่งวอลธีเรียรีบสาวเท้าไปนั่งยองเพื่อตรวจดูอาการของสุนัขปีศาจที่นอนลิ้นห้อยอยู่อย่างไม่เป็นท่า ก่อนที่มันจะค่อยๆลุกขึ้นยืนด้วยขาทั้งสี่ข้างอย่างโซซัดโซเซ มันสะบัดหน้าไปมาอย่างแรงอยู่สามสี่ครั้งเพื่อไล่อาการมึนออกไป ทันทีที่กลับมาทรงตัวได้เหมือนเดิม ดวงตาสีแดงก็จ้องมายังข้าอย่างอาฆาตพยาบาท เสียงคำรามของมันทุ้มตํ่ากว่าเดิมจนเหมือนเสียงราชสีห์มากกว่าหมาธรรมดา



เอาแล้วไง...หาเรื่องใส่ตัวชัดๆเลยเจเดนเอ๊ย



เจ้าสุนัขหรือก็คือสิ่งมีชีวิตที่ควรค่าแห่งการสูญพันธุ์ร้องคำรามเตรียมจู่โจม ข้าจึงใช้ลูกศรเหนี่ยวสายธนูทันทีพร้อมกับจ้องมันกลับเพื่อเป็นการบอกว่าสู้ทั้งที่หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว เป็นจังหวะนั้นที่มันกระโจนเข้ามาอย่างรวดเร็ว



“เจเดน! อย่ายิงนะ!!



'ฉึก!'



แต่ก่อนที่ทราวิสจะห้ามได้ทัน ศรสีดำก็ถูกปล่อยออกจากคันธนูแล้วพุ่งไปหาสุนัขปีศาจอย่างแรงจนมองตามไม่ทัน ลูกศรปักลงตรงลำคอด้านหน้าของมันพอดี ทราวิสเบิกตากว้างเตรียมแหกปากกรีดร้อง หากแต่แทนที่เจ้าหมาสีดำที่โดนยิงจะสลายหายไปเป็นควัน มันกลับก้มหน้าลงแล้วใช้ฟันคมๆงับลูกธนูที่ทำจากเหล็กออกจากคอ ก่อนจะเคี้ยวลูกศรดังกรุบกรับแล้วกลืนลงคอราวกับกินแครกเกอร์



“.............



ข้ากับทราวิสได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ความจริงเราสามารถชักดาบออกมาตัดหัวมันได้ภายในเวลาไม่นาน ข้าเองก็สังหารตัดชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ใหญ่ หากแต่ตอนนี้ร่างกายข้าเหมือนถูกแช่แข็งไปทุกส่วนจนไม่สามารถขยับตัวได้เพียงเพราะน้องหมาตัวเดียว



ให้ตายเถอะ...ชีวิตข้าจะมีอะไรน่าอับอายไปกว่านี้อีกไหม!?



หลังจากที่เจ้าหมาเลวกลืนลูกธนูเหล็กเข้าไปแล้วก็ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่พอใจ สีขาค่อยๆย่องเข้ามาหาข้าเรื่อยๆในขณะที่ข้าเองก็ก้าวถอยหลังหนี ทราวิสได้แต่กะพริบตาปริบๆมองมนุษย์กับสุนัขที่กำลังทำสงครามกันผ่านสายตา เจ้าหมาเฮงซวยก้าวเข้ามาหาเรื่อยๆโดยที่ข้าก็เดินถอยหลังต่อไป ก่อนที่จะเร่งมันความเร็วขึ้นจนกลายเป็นว่าตอนนี้ข้ากำลังถูกหมาไล่กัดก้นอยู่



“ไอ้หมาเฮงซวย!! ไอ้สัตว์เดรัจฉาน! บอกให้หยุดตามไง!” แม้ว่าขาจะออกแรงวิ่งลึกเข้าไปในถํ้ามืดๆอย่างแรงดีไม่มีตก ข้าก็ไม่วายหันไปตวาดใส่สิ่งมีชีวิตที่เกลียดแสนเกลียดด้านหลัง มันยังคงเห่าใส่ไม่หยุดโดยมีทราวิสคอยวิ่งตามอยู่ด้านหลัง เจ้าตัวพยายามตะโกนเรียกหมาเฮงซวยเพื่อหยุดมันไว้แต่ก็ไม่เป็นผล



“เฮ้!! หยุดไล่เขาซะที นั่นว่าที่สามีข้านะ!!



ถึงจะอยากด่าใจแทบขาด...แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะไปทำอะไรแบบนั้น



ในขณะที่กำลังสับขาวิ่ง เจ้าหมางี่เง่าก็แยกร่างแตกหน่อออกเป็นสองตัว จากสองแตกเป็นสาม จากสามเป็นสี่ จากสี่เพิ่มเป็นห้า จนตอนนี้มีสุนัขสีดำที่ไล่ตามข้าทั้งสิ้นสิบเอ็ดตัวแล้ว



แม่เจ้า...นี่มันฝันร้ายชัดๆ



เสียงฝีเท้าของมนุษย์สองคนและสุนัขปีศาจสิบกว่าตัวดังกึกก้องถํ้า ยิ่งวิ่งลึกเข้าไปในถํ้าก็ยิ่งมีเส้นทางที่คดเคี้ยวกว่าเดิม มันมีหลายเส้นทางและแต่ละทางก็คดโค้งจนข้าเวียนหัว แต่ตอนนี้ข้าก็ดันคิดอะไรไม่ออกนอกจากวิ่งหนีไปให้ไกลเจ้าหมาเฮงซวยนี่ให้ไกลที่สุด ความกลัวผสมแตกตื่นทำให้สมองไม่สามารถคิดแผนใดๆออกมาได้ทั้งที่ปกติฉลาดเป็นกรด



เหนือคนทั่วไปยังมีข้า...เหนือข้ายังมีสุนัข



นี่เป็นสาเหตุที่ข้าเก็บเรื่องจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวนี้เป็นความลับจากทุกคนมาเป็นเวลาสิบกว่าปี...เพราะไม่งั้นคงมีใครใช้หมามากำราบข้าเป็นแน่ และก็มีความเป็นไปได้สูงว่าคนคนนั้นจะเป็นทราวิสผู้หยิ่งยโสคนนั้น



ข้าพยายามหลับตาตั้งสติโดยที่ไม่ได้ชะลอฝีเท้าลง ก่อนที่เปลือกตาสีไข่มุกจะเปิดขึ้นด้วยสายตาที่เรียบนิ่งกว่าเดิม ถ้าข้ายิงธนูใส่อีกก็คงจะเป็นการป้อนอาหารไปให้พวกมันเสียเปล่าๆ ถ้าหันหลังกลับไปใช้ดาบสู้กับพวกมันก็คงจบ...แต่ทราวิสจะโกรธไหมนะหากข้าฆ่าเจ้าพวกนี้ เจ้าตัวยิ่งถูกใจหมาเฮงซวยนี่เป็นพิเศษอยู่ด้วย



แต่เอ๊ะ...แล้วข้าจะกังวลทำไมว่าจะโดนทราวิสงอนหรือเปล่า เขาจะรู้สึกยังไงมันก็ไม่ใช่กงการอะไรของข้าอยู่แล้วนี่



ข้าสะบัดไล่ความคิดนั้นออกไปก่อนจะตั้งสมาธิอีกครั้ง ดวงตาสีมรกตเหลือบขึ้นไปมองเพดานถํ้าที่มีหินย้อยงอกลงมาจำนวนมากแล้วคิดแผนได้ทันที ข้าเร่งความเร็วในการวิ่งจนทิ้งระยะห่างมาอีกนิด ก่อนจะเบรคหยุดยืนกะทันหันแล้วหันหลังกลับไปประจันหน้ากับสิ่งที่ไม่ค่อยอยากจะเห็นเท่าใดนัก



ข้าหยิบศรออกมาจากกระบอกธนูแล้วนำมาง้างกับสายธนูอีกครั้งอย่างคล่องแคล่ว มือขวาเหนี่ยวสายธนูค้างไว้อย่างนั้นเพื่อรอจังหวะ ลมหายใจถูกสูดเข้าเต็มปอด ข้าพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบนิ่งเพราะครั้งนี้จะยิงพลาดไม่ได้ ดวงตาสีมรกตหรี่ลงข้างหนึ่งเพื่อเล็งเป้าหมาย ปลายศรเหล็กสีดำชี้ไปยังหมาบ้าตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้ากราดเกรี้ยว ดวงตาสีแดงของมันดูจะดุร้ายกว่าเดิมเมื่อโดนลูกศรเล็งอีกครั้ง



แต่ใครบอกล่ะว่าข้าจะยิงหมา..



ศรถูกปล่อยตัวออกจากสายธนูอย่างว่องไวจนมองตามไม่ทัน ลูกธนูเหล็กแหวกอากาศไปด้วยความเร็วสูงก่อนจะปักลงบนชายชุดคลุมสีฟ้าภายในเสี้ยววินาที ทราวิสเบิกตากว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว ศรแหลมคมทะลุชุดคลุมจนเป็นรูแล้วปักลงบนผนังถํ้าข้างตัว ส่งผลให้ทราวิสไม่สามารถวิ่งต่อไปได้เพราะชุดคลุมถูกยึดติดไว้กับผนังหิน เขาไม่ได้ถูกศรปักลงบนผิวหนังจึงไม่ได้เจ็บอะไรแต่ตกใจมากกว่า เจ้าตัวมองหน้าข้าอย่างไม่เข้าใจแต่ข้าก็ไม่ได้มีเวลาอธิบาย



ลูกศรสามดอกถูกหยิบออกมาง้างกับสายธนูในคราเดียว ครั้งนี้ข้าออกแรงเหนี่ยวสายธนูมากกว่าเดิมเพื่อที่ศรจะได้ออกตัวแรงกว่าครั้งก่อน ข้าง้างสายธนูที่กำลังชี้ลูกศรไปยังสุนัขปีศาจไว้เพื่อดึงดูดความสนใจจากพวกมัน ฝูงสัตว์สี่ขานับสิบกว่าตัววิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆในทุกวินาที มือหนาออกแรงดึงสายธนูเข้าหาตัวเองอีกนิดเพื่อเตรียมจู่โจม สีหน้าเรียบนิ่งจริงจังกว่าเดิมในขณะที่ข้าเริ่มนับถอยหลังในใจ



สาม...สอง...หนึ่ง



ข้ายกคันธนูขึ้นสูงแล้วยิงลูกศรเหล็กสามดอกใส่เพดานถํ้าทันที อุโมงค์ถํ้าถึงกับสั่นสะเทือนโดยมีสะเก็ดหินร่วงลงมา ไม่นานนักหินงอกหินย้อยบนเพดานถํ้าจำนวนมากก็ร่วงหล่นลงมาทับสุนัขปีศาจสิบเอ็ดตัวที่กำลังวิ่งมาได้ถูกจังหวะอย่างพอดิบพอดี พวกมันถูกหินหนักๆทับจนค่อยๆสลายหายไปทีละตัว ก่อนจะเหลือเพียงตัวเดียวหรือก็คือร่างหลักของมันที่กำลังนอนสลบอยู่ในกองหิน



หมาหรือควายเนี่ย...ทำไมอึดชะมัด



เศษหินเศษดินจากผนังถํ้าที่ร่วงลงมาลอยฟุ้งเป็นฝุ่นควัน ข้าหอบหายใจจนแผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย มือหนายกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมบริเวณหน้าผากออกไป ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรงจนก้นกระแทกพื้นหินหลังจากที่วิ่งมานาน



ข้ายกมือข้างที่ไม่ได้ถือคันธนูขึ้นมาแบไว้ ไม่นานนักลูกศรสี่ดอกที่ได้ใช้ไปก็ลอยกลับมาอยู่ในมือข้าตามเดิมในพริบตาราวกับมีชีวิต สาเหตุที่เมื่อครู่ข้ายิงทราวิสให้ติดกับผนังไว้ก็เพื่อไม่ให้เขาวิ่งเข้ามาโดนลูกหลงจนต้องถูกหินทับไปด้วย หากตะโกนบอกให้เขาหยุดวิ่งก็อาจทำให้พวกหมาเฮงซวยอ่านเกมออก ข้าไม่ค่อยอยากประมาทสติปัญญาของพวกมันเท่าไหร่ ฉะนั้นการยิงธนูใส่เสื้อคลุมให้ยึดติดกับผนังเพื่อเป็นการหยุดเขาไว้ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว



ดวงตาสีมรกตมองลูกศรกับคันธนูในมือแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในใจนึกขอบคุณมารดาที่สอนข้าให้ยิงธนูจนชำนาญยิ่งกว่าฟันดาบ ไม่อย่างนั้นคงไม่แม่นขนาดนี้ และถ้าเกิดเมื่อกี้ยิงพลาดขึ้นมา...คนที่เจ็บก็ต้องเป็นทราวิสอีกตามเคย



ข้าไม่อยากเห็นเขาเจ็บเลย..



“..มนุษย์หรอ



เสียงหวานที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ข้ากระชากจี้ดาบออกมาแล้วดีดตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะใช้ดาบชี้ไปยังบุคคลด้านหลังที่โผล่มาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียงตามสัญชาตญาณ



ทว่าบุคคลที่อยู่ด้านหลังข้าไม่ใช่อสุรกายหรือสัตว์ประหลาดแต่อย่างใด แต่กลับเป็นสตรีหน้าตางดงามสะสวยผิดมนุษย์ที่กำลังเอียงคออย่างสงสัย ดวงตาสีเทาพายุของนางจ้องเข้ามาในดวงตาข้าอย่างไม่สะทกสะท้านแม้จะโดนดาบจ่ออยู่ที่คอ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนและกำลังถือตะเกียงไว้ในมือเรียวข้างหนึ่ง เส้นผมหยักศกสีคาราเมลปลิวสะบัดเล็กน้อยตามแรงลมเย็นๆ นางก้มลงมองปลายดาบที่จ่ออยู่บนคอขาวแล้วระบายยิ้มออกมา



“กราดเกรี้ยวเชียวนะพ่อคนงาม



“..ขออภัยที่ล่วงเกิน มันเป็นไปตามสัญชาตญาณ” ข้าเคาะดาบสองสามครั้งก่อนที่มันจะย่อส่วนกลับไปเป็นเพียงจี้สร้อย มือหนาผูกมันเข้ากับสร้ายสร้อยที่คอตามเดิม ก่อนจะนิ่งงันไปเมื่อรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้อง จึงเอ่ยถามโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่าย “หน้าข้ามีอะไรติดงั้นหรือ



หญิงสาวหัวเราะเบาๆด้วยเสียงแหลมสูง “นับว่าเจ้าเป็นมนุษย์ที่หน้าตาดีใช้ได้เลยนะ



“แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!” ทราวิสที่โผล่มาตอนไหนไม่รู้กอดแขนข้าไว้แน่นพร้อมส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้ฝ่ายหญิงสุดฤทธิ์ นางทำเพียงปรายตามองเขาเล็กน้อยแล้วเผยยิ้มออกมาอีกครั้ง



“เรื่องของข้าหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับพระองค์เช่นกันองค์ชายทราวิส....ใช่ไหมเจเดน เกรโนเวอร์” ประโยคแรกนางพูดกับทราวิส ส่วนประโยคหลังนางหันมาเอ่ยกับข้าด้วยรอยยิ้มจนคนเป็นองค์ชายหงุดหงิดกว่าเดิม ในขณะที่ดวงตาสีมรกตทำเพียงมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา



เพียงแค่มองปราดเดียวนางก็รู้แล้วว่าพวกเราเป็นใคร...ลักษณะแบบนี้มันคล้ายกับผู้ใช้เวทมนตร์ยิ่งนัก



“เจ้าเป็นใคร



นางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มมุมปาก “ในเมื่อเจ้ากล้าถามตรงๆ...ข้าก็จะตอบตามสัตย์จริง



“.............



“นามของข้าคือเอเวอร์ลีน...เป็นแม่มดดำ” นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “แต่ไม่จำเป็นต้องกังวลไป เวทมนตร์ข้าไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น...และข้าก็ไม่ได้มีรสนิยมชอบนำเนื้อมนุษย์มาแล่กินหรอก



“ใครว่าเรากลัวเจ้ากัน” ทราวิสยังคงมองค้อนใส่นางไม่เลิกจนข้าถอนหายใจ ในขณะที่เอเวอร์ลีนทำเพียงหัวเราะในลำคอเบาๆ



“พวกเจ้าคงจะเหนื่อยกันมาก สนใจไปพักในกระท่อมข้าก่อนไหม



ข้าผงะไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะชวนกันแบบนี้ ดวงตาสีเขียวเลื่อนไปมองคนข้างกายโดยอัตโนมัติ ทราวิสส่ายหน้าให้รัวๆจนผมปลิว จริงอยู่ที่เราไม่ควรจะไว้ใจใครก็ตามในป่าแห่งนี้ มันเต็มไปด้วยปีศาจผู้ประสงค์ร้ายจนไร้ซึ่งความปลอดภัย ในที่แห่งนี้ไม่มีใครคิดเป็นมิตรกับมนุษย์ มันจึงมีโอกาสสูงมากแม่มดตนนี้จะหลอกเราไปฆ่า ข้าใช้เวลาชั่วครู่ในการคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ และไม่ว่าจะคิดอีกกี่ครั้งเอเวอร์ลีนก็ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด



แต่ถึงกระนั้น...ข้าก็ตอบไปว่า



“ไปสิ



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกโพลงทันทีอย่างไม่เชื่อหู “เจเดน!!



ข้าไม่ได้สนใจคนข้างกายที่กำลังร้องโวยวาย นัยน์ตาสีเขียวจ้องแม่มดตรงหน้าอย่างไม่วางตา ดูเหมือนว่าคำตอบของข้าจะถูกใจเอเวอร์ลีนเป็นอย่างมาก นางฉีกยิ้มกว้างก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือตะเกียงมาถือวิสาสะจับมือข้าไว้



“ตามข้ามาเลย


















ภายในกระท่อมหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากถํ้า ข้ากับทราวิสนั่งข้างกันอยู่บนเก้าอี้ไม้ ตรงหน้าของเราคือโต๊ะอาหารน่ากินสารพัดอย่างชวนนํ้าลายสอแต่เรากลับไม่มีท่าทีว่าจะแตะมันเลยสักนิด แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้กินอะไรแบบนี้มาหลายวันมากแล้วแต่ก็ไม่อยากประมาทกินของที่อาจใส่ยาพิษเข้าไป เรื่องวางยานั้นขึ้นชื่อว่าเป็นของถนัดอันดับหนึ่งของแม่มดสายดำอยู่แล้ว



ข้ากวาดสายตามองรอบบ้าน สมุนไพรหน้าตาแปลกๆกับขวดยาวางเรียงรายอยู่บนตู้ไม้ หม้อปรุงยาขนาดใหญ่ถูกแขวนไว้เหนือเตาผิงที่ทำให้อุณหภูมิในบ้านอบอุ่น โครงกระดูกของสัตว์ประหลาดนานาชนิดแขวนไว้บนกำแพงเหมือนเครื่องประดับ บรรยากาศในนี้ไม่ค่อยต่างจากกระท่อมของฮิวโก้เสียเท่าไหร่ ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็คงจะเป็นการที่กระท่อมหลังนี้เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลังคล้ายไว้บูชาซาตาน



พ่อมดแม่มดขาวจะชำนาญเรื่องเสก...ในขณะที่พ่อมดแม่มดดำจะชํ่าชองเรื่องสาป พวกเขาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง



ข้าเลื่อนสายตาหันมามองคนข้างๆ ทราวิสนั่งเท้าคางกับโต๊ะพลางใช้มืออีกข้างหมุนส้อมไปมาเป็นวงกลม ริมฝีปากสีพีชเบะลงเล็กน้อย เจ้าตัวทำหน้าเบื่อโลกก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา



แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ข้าก็เลือกที่จะถามไปด้วยรอยยิ้มมุมปาก “เป็นอะไรของเจ้า



นั่นทำให้ทราวิสกระแทกส้อมลงบนโต๊ะแล้วกอดอกอย่างถูกขัดใจ “ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าถึงไว้ใจนังนั่น



ข้ายิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะยกแขนขึ้นมาเท้าคาง ใบหน้าหันไปหาอีกฝ่ายเพื่อสบตากันตรงๆ “ข้าก็ไม่เข้าใจ ทำไมเจ้าต้องอคติกับนางถึงเพียงนี้ด้วย



ก็ข้าไม่ชอบนางไง เห็นหน้าแล้วอยากเหยียบให้จมดิน



“ทำไม? เพราะนางเป็นแม่มดหรอ



“ไม่ใช่แต่ก็ไม่เชิง” เจ้าตัวพรูลมหายใจยาวออกมา แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนลงเล็กน้อย “ไม่รู้สิ...นางทำให้ข้านึกถึงพี่สาว



“เจ้าหญิงเทียร่าน่ะหรือ



ทราวิสพยักหน้า “เทียร์เป็นผู้หญิงประหลาดที่ฝักใฝ่มนตร์ดำมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คาถาย้ายพิษคำสาปแบบที่ข้าทำกับเจ้าวันนั้น...ข้าก็ไปแอบเรียนมาจากตำราของนาง



ไปแอบเรียนคาถางี่เง่าแบบนั้นมา...มันน่าตียิ่งนัก



ข้าอยากจะเอ่ยปากถามต่อเกี่ยวกับพี่สาวทราวิสเพื่อคลายความสงสัยในตัวนาง หากแต่เอเวอร์ลีนก็ปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าเสียก่อน นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่นางใช้คาถาหายตัวไปมากะทันหันแบบนี้ นางนั่งลงฝั่งตรงข้ามข้าก่อนจะส่งยิ้มมาให้ในแบบเดิม “ทำไมไม่กินกันเสียทีล่ะหนุ่มๆ รอข้าอยู่งั้นหรือ



“รอให้เจ้าไปตายเสียมากกว่า



“ทราวิส!!” ข้าหันไปตวาดเสียงแข็งโทษฐานเสียมารยาทจนเจ้าตัวหงอยลงอีกครั้ง คนผมแดงส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาก่อนจะตวัดสายตากลับมามองอาหารน่ากินบนโต๊ะด้วยสายตาเรียบนิ่ง



ความเป็นไปได้มีอยู่สองแบบ หนึ่งคือมันเป็นอาหารที่ใส่ยาพิษ สองคือเป็นภาพลวงตา เพราะบางทีของพวกนี้อาจเป็นเพียงเศษดินเศษใบไม้แต่ข้าอาจถูกคาถาลวงตาให้มองเห็นมันเป็นอาหารก็ได้



ข้าเลื่อนสายตาขึ้นมามองสตรีตรงหน้า แม่มดยังคงเท้าคางมองข้าด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม นางเฝ้ารอปฏิกริยาข้าอย่างใจเย็น เห็นแบบนั้นข้าจึงตัดสินใจหยิบขนมครัวซองต์ที่วางอยู่บนจานเข้าปาก



“แค่ก...แค่กๆ!” แต่แล้วก็ต้องสำลักออกมาจนหน้าแดงไปหมด ข้าไอจนตัวงอในขณะที่ทราวิสเบิกตาโพลง เจ้าตัวลูบหลังข้าไปมาด้วยสายตาเป็นห่วงสุดฤทธิ์



“เจเดน!!!  นังแพศยา!! เจ้าวางยาคนรักของข้าจริงๆด้วย!



เอเวอร์ลีนปรายตามองคนโมโหจนตาแดงเถือกพลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน “คนแอบรักข้างเดียวเยี่ยงพระองค์...มีสิทธิ์มาอ้างว่าเขาเป็นคนรักได้ด้วยหรือ



“เจ้า...!!



แม้ว่าตอนนี้ทราวิสจะเป็นห่วงข้าแค่ไหน แต่คำพูดนั้นทำให้เขาจุกไม่น้อย เจ้าตัวได้แต่เม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกับจ้องอีกฝ่ายอย่างกินเลือดกินเนื้อโดยที่ไม่สามารถเถียงอะไรได้ เอเวอร์ลีนแบมือออกแล้วแก้วนํ้าก็ปรากฎขึ้นมาบนฝ่ามือนาง



“หยุด!! อย่าแม้แต่จะคิด!” ทราวิสดันแก้วนํ้าที่เอเวอร์ลีนจะส่งให้ข้าออกไป แม่มดจึงได้แต่ทำหน้าเอือมระอาเล็กน้อยอย่างสุดจะทน



“พระองค์จะปล่อยให้เจเดนสำลักตายหรือไง จิตใจพระองค์ทำด้วยอะไรกัน



“ข้ามีวิธีของข้า” ว่าจบทราวิสก็คว้าแก้วนํ้ามาจากนางแล้วกระดกขึ้นดื่ม วินาทีนั้นทำให้ข้ารู้แทบจะในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร



โอ้พระเจ้า...ไม่เอานะ



แต่ก่อนที่ข้าจะได้ทันขัดขืนหรือทำอะไร เจ้าตัวก็ขึ้นมานั่งคร่อมบนตักแกร่งแล้วป้อนนํ้าให้...ด้วยวิธีแบบเดียวกับที่ข้าป้อนลูกอมให้วันก่อน



ดวงตาสีเขียวเบิกโพลงอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่ทราวิสก็หาได้สนใจไม่ นี่เป็นจูบแรกในรอบสามวันหลังจากครั้งล่าสุด ฝ่ามือนุ่มประคองใบหน้าข้าไว้แล้วใช้ลิ้นหยอกล้อกันไปมาในโพรงปาก เจ้าตัวเริ่มจะจูบเก่งขึ้นกว่าเดิมแล้ว รสชาติหวานของครัวซองต์ที่เพิ่งกลืนเข้าไปจนติดคอทำให้รสจูบหวานกว่าเดิม นํ้าเปล่าที่ถูกป้อนค่อยๆไหลลงคอข้าจนไม่เหลือสักหยด และก็เป็นตอนนั้นเองที่ทราวิสผละออกมาแล้วไปนั่งที่เดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่มีท่าทีเขินอายสักนิดที่ต้องจูบต่อหน้าคนอื่น



หน้าด้านสมกับเป็นทราวิสที่ข้ารู้จักจริงๆ..



เอเวอร์ลีนกะพริบตาปริบๆมองเราสองคนสลับกันไปมาด้วยสายตาอ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยถาม “รสชาติเป็นไง



ข้ากระแอมไอสองสามครั้ง มือหนาเช็ดนํ้าสีใสที่ไหลออกจากมุมปากเพราะกิจกรรมเมื่อครู่ออก “อร่อยดี



“หมายถึงครัวซองต์หรือริมฝีปากข้า



สายตาเจ้าเล่ห์ที่มองมาอย่างกวนประสาททำเอาข้ากลอกตาในใจ แต่กระนั้นก็ตอบกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ทั้งสองอย่าง



ทราวิสผงะไปแทบจะในบัดดล ริมฝีปากสีพีชอ้าพะงาบๆอย่างไม่อยากเชื่อว่าข้าจะตอบแบบนั้น



แกล้งมาแกล้งกลับ...เอาให้หมอนี่เขินตายไปเลย



หลังจากนั้นเราก็เริ่มสวาปามอาหารตรงหน้ากันต่อเมื่อพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย บทสนทนาระหว่างข้ากับแม่มดสาวก็ดำเนินไปเรื่อยๆโดยมีใครบางคนนั่งแผ่รังสีทมิฬออกมาตลอดเวลา



“หมาตัวนั้นเป็นของเจ้าหรือเปล่า



นางเลิกคิ้วขึ้น “หมายถึงตัวที่โดนหินทับเมื่อกี้น่ะเหรอ จะว่างั้นก็ใช่



“ขอโทษด้วยที่ข้าต้องใช้กำลังกับมัน...แต่ตอนนั้นข้าไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ



เอเวอร์ลีนหัวเราะเสียงแหลมสูง “ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ดีว่าเจ้ากลัว



ยิ่งคุยกันไปข้าก็ยิ่งรู้สึกว่านางหยั่งรู้ไปเสียหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นชื่อพ่อแม่ข้าไปจนถึงความลับสุดยอดหรืออะไรก็ตาม เช่นเดียวกับฮิวโก้ที่เวลาเขาใช้เวทมนตร์อ่านประวัติและความทรงจำของผู้คน ทุกครั้งที่เขาทำแบบนั้นดวงตาจะกลายเป็นสีเทาหม่น หลังจากนั้นก็จะกลับไปเป็นสีเปลือกไม้ตามปกติ ฮิวโก้เคยบอกว่าหากใช้เวทมนตร์ประเภทนี้นานๆจะสูญเสียพลังไปมาก หากแต่เอเวอร์ลีนกลับมีดวงตาสีเทาพายุอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่านางสามารถใช้เวทย์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด



..นางคงไม่ใช่แม่มดธรรมดาแบบที่เจ้าตัวบอกไว้แน่นอน



“เจ้ากลัวสุนัขหรอ” ทราวิสหันมาขมวดคิ้วใส่ตาแป๋วอย่างไม่เชื่อหู เขากะพริบตาปริบๆ “ข้าคิดว่าข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าแล้วนะ...แต่ทำไมข้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย



“..หากเจเดนใส่ใจเจ้าเพียงสักนิด เขาคงบอกเจ้าไปแล้ว



ประโยคนี้ของเอเวอร์ลีนมีความหมายโดยนัยแฝงไว้ หรือก็คือมันเป็นการพูดว่า 'เจเดนไม่สนใจเจ้า' ทางอ้อม และทราวิสก็ดูจะเข้าใจดีแต่กลับเก็บอาการไว้ เจ้าตัวไม่ได้โวยวายหรือด่าสวนกลับเหมือนอย่างเคย เพียงแค่ตีสีหน้าเรียบนิ่งแล้วกัดก้อนขนมปังหอมกรุ่นในมือต่อไปอย่างข่มอารมณ์



“รู้ไหม..” แม่มดว่าพลางกัดริมฝีปากล่าง นางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “ข้าว่า...ข้าอยากรู้จักพวกเจ้ามากกว่านี้ใจแทบขาดเลยล่ะ



แม้ว่านางจะใช้คำว่า 'พวกเจ้า' แต่สายตานางกลับมองแค่ข้าและข้าเท่านั้นจนอดไม่ได้ที่จะแอบรู้สึกขนลุกซู่ในใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าโดนสตรีเกี้ยวพาราสี และก็จะไม่ใช่ครั้งแรกที่จะปฏิเสธ



คนหล่อก็แบบนี้แหละนะ...ชีวิตจะน่าปวดหัวหน่อยๆ



หากแต่เมื่อปรายตามองคนข้างๆที่ทำเป็นไม่สนใจก็ทำให้ข้ารู้สึกอยากแกล้งขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทราวิสกำก้อนขนมปังแข็งๆในมือแน่นจนมันแทบหัก ริมฝีปากหยักจึงยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์แล้วหันมาเอ่ยกับแม่มดต่อ



“ข้าเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน...แม่คนงาม



'พรูดดดดด!!'



ทราวิสพ่นนํ้าในปากออกมาใส่เอเวอร์ลีนเต็มๆจนใบหน้ากับเรือนผมของนางเปียกโชก ทั้งที่แม่มดไม่ได้นั่งฝั่งตรงข้ามเขา แต่ทราวิสก็ยังอุตส่าห์เอี้ยวตัวมาพ่นใส่ใบหน้าของนาง ข้าอ้าปากพะงาบๆมององค์ชายแห่งวอลธีเรียโหมดเกรี้ยวกราดที่กำลังมีสีหน้าเรียบนิ่ง



“ขอโทษที ข้าไม่ได้ตั้งใจ



ใช่...ไม่ค่อยตั้งใจเลย ไม่เล๊ยยยยยย



ทราวิสกระแทกก้นนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย เจ้าตัวหยิบก้อนขนมปังขึ้นมากัดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่นํ้าบนใบหน้าของเอเวอร์ลีนค่อยระเหยหายไปในชั่วพริบตาด้วยเวทมนตร์ของแม่มด นางยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าแม้จะเพิ่งถูกกลั่นแกล้ง



“พระองค์จัดได้ว่าเป็นชายรูปงามคนหนึ่งนะองค์ชาย แต่เหตุใดถึงได้มีมารยาททรามเช่นนี้” นางเอ่ยโดยไม่ได้มองหน้าทราวิสแม้แต่น้อย มือเรียวของแม่มดเอื้อมมาวางบนหลังมือข้าเบาๆด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ทราวิสพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สนใจ



“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ตั้งใจ คิดจะหาเรื่องกันหรือไง” เสียงทุ้มหวานตอบกลับไปโดยไม่แม้แต่จะหันมองคู่สนทนา ข้าจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วแอบยิ้มมุมปาก



ไม่อยากจะคิดแบบนี้หรอกนะ แต่เวลาทราวิสโกรธ...เจ้าตัวดูน่ารังแกมากเลย



“ว่าแต่...เจ้าจะว่าอะไรไหมหากพวกเราจะนอนค้างที่นี่คืนนี้



ทราวิสหันขวับมาในทันที ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกโพลงอย่างตกใจ “ข้าไม่



“ข้าก็ตั้งใจจะชวนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เจ้าของบ้านกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มแบบเดิม ฝ่ามือบางกระชับมือข้าที่วางอยู่บนโต๊ะแน่นขึ้น “ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดีเลย



ร่างโปร่งกลอกตาขึ้นฟ้าให้กับคำพูดนั้นอย่างสมเพช “เหอะ หญิงแพศยาเยี่ยงเจ้าจะมีปัญญาดูแลใครได้...นอกจากอ่อยผู้ชายไปวันๆ



ข้ากดเสียงตํ่า “ทราวิส...ระวังคำพูดด้วย



แต่แทนที่อีกฝ่ายจะรับฟัง ทราวิสกระแทกขนมปังลงบนจานแล้วหันมาประจันหน้ากับข้าด้วยสายตาขุ่นเคืองอย่างไม่พอใจ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์และขุ่นมัว



มันเป็นสายตาที่ข้าไม่ได้เห็นจากทราวิสมานานแล้ว...และก็ไม่อยากจะเห็นอีก



“ทำไมข้าจะต้องให้เกียรติคนอย่างนาง บอกตามตรงนะเจเดน ข้าไม่เข้าใจจริงๆว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ถึงได้ตามนางมาที่นี่ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าแม่มดไม่น่าไว้ใจแต่เจ้าก็ไม่มีท่าทีจะระแวงนางเลยสักนิด” เจ้าชายเอ่ยเสียงแข็งโดยไม่สนเลยว่าเอเวอร์ลีนก็นั่งอยู่กับเราด้วย ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ไม่มีท่าทีจะอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากสีพีชค่อยๆยกยิ้มอย่างขมขื่น “ที่ข้ายอมตามมาด้วยโดยไม่ขัดอะไร...นั่นก็เพราะข้าเชื่อใจเจ้า เชื่อใจว่าเจ้าคงจะมีแผนจะฆ่านางถึงได้ทำเช่นนี้ แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าข้าคิดผิด ที่แท้สาเหตุที่เจ้ายอมมาที่นี่ก็เป็นเพียงเพราะเจ้าหลงเสน่ห์นาง อยากขึ้นเตียงกับนางนักล่ะสิถึงได้ปกป้องกันขนาดนี้!



“พอซะที!!!!” เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นพร้อมกับเสียงตวาดอย่างเดือดดาลจนอีกฝ่ายสะดุ้ง ข้าหอบหายใจแรงเพราะอารมณ์ขุ่นมัวภายในที่ทำให้เลือดสูบฉีด เปลือกตาบางปิดลงเพื่อห้ามตัวเองไม่ให้ระเบิดอารมณ์พร้อมกับกดเสียงตํ่า “..ถ้ารู้ตัวว่าไม่มีปัญญามากพอที่จะพูดจาดีๆได้ ก็หุบปากเน่าๆของเจ้าซะ



ทราวิสอึ้งไปในบัดดล ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่แข็งกร้าวสั่นไหวไปมาเล็กน้อยคล้ายโมโหจนพูดไม่ออก ก่อนที่ริมฝีปากสีพีชจะเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ดวงตาสีเขียวที่เรียบเฉยจนแข็งกระด้าง ในขณะที่สายตาของทราวิสที่แข็งกระด้างเมื่อครู่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นน้อยใจ ใบหน้าของคนโดนดุหันกลับไปก้มมองตักตัวเอง ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากเขาอีก



ทราวิสรู้ดีว่าข้าไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ปกติไม่ว่าเขาจะกลั่นแกล้งรังแกข้าสักแค่ไหน...ข้าก็ไม่เคยมีท่าทีโกรธขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยมีสักครั้งที่ข้ามองเขาด้วยสายตาโกรธเคืองแบบตอนนี้



ข้าถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นมานวดบริเวณหว่างคิ้ว “เอเวอร์ลีน ข้าขอคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว



แม่มดที่นั่งเท้าคางฟังบทสนทนาเงียบๆมานานเลิกคิ้วขึ้น ก่อนที่นางจะระบายยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ “ยินดีเป็นอย่างยิ่ง



หญิงสาวหันไปยิ้มอย่างผู้ชนะใส่ทราวิสอย่างเย้ยหยัน ฝ่ามือบางกระชับมือข้าแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย แล้วเราทั้งสองก็หายตัวไปจากโต๊ะอาหารในทันที ทิ้งให้ใครบางคนนั่งร้องไห้อยู่ในกระท่อมตามลำพัง..



เอเวอร์ลีนพาข้ามาโผล่ที่หลังกระท่อมของนาง แม้ว่ามันจะมีแต่ต้นไม้หน้าตาแปลกๆสีดำที่ข้าเห็นมาหลายวันจนชินตา แต่บรรยากาศบริเวณนี้กลับทำให้ป่ามรณะดูงดงามขึ้นเพราะมีสระนํ้าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ นํ้าในสระมีสีเขียวมรกตที่ใสเหมือนกระจก ภาพสะท้อนบนผิวนํ้าชัดแจ๋วราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง ข้ามองเงาสะท้อนของตัวเองในนั้นแล้วเม้มปากแน่น ปล่อยให้ความคิดต่างๆนาๆแล่นในหัวอย่างไม่มีสิ้นสุด



ยอมรับว่าเหตุการณ์เมื่อกี้ทำให้ข้าไม่อยากเห็นหน้าทราวิสไปอีกสักพัก



“..เจ้าคงรำคาญเขามากล่ะสิ” เสียงหวานของแม่มดที่ยืนอยู่ข้างกายทำให้ข้าหลุดจากภวังค์ ดวงตาสีมรกตแบบเดียวกับนํ้าในสระตวัดไปมองอีกฝ่ายที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว



“จะว่างั้นก็ไม่เชิง



“ข้ารู้ว่าเจ้ามีบางอย่างจะพูดกับข้า” นางเผยรอยยิ้มแบบเดิมอย่างรู้ทัน “มีอะไรก็ว่ามาเถอะ



“..เจ้าคิดว่าอะไรทำให้ข้ายอมมากับเจ้า ยอมเสี่ยงกินอาหารที่เจ้าให้กิน...ทั้งที่แม่มดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าไว้ใจที่สุด



สตรีตรงหน้าเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบมาด้วยรอยยิ้มบาง “นั่นยังคงเป็นปริศนา แต่ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าคนฉลาดอย่างเจ้ามีจุดประสงค์บางอย่างถึงได้ทำแบบนี้



“ถูกต้อง และสาเหตุที่ทำให้ข้าทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะ..” ข้าก้มหน้าเม้มปากแน่นอย่างครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งเพื่อทบทวนการตัดสินใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาสีเทาพายุแล้วเอ่ยออกมาในที่สุด  “..ข้ามีเรื่องบางอย่างจะขอให้เจ้าช่วย



อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่ได้คาดคิดว่าข้าจะพูดแบบนี้ “ทำไมข้าจะต้องเสียเวลาไปทำแบบนั้นให้มนุษย์อย่างเจ้าด้วย



“ข้าไม่ได้บอกว่าจะให้เจ้าช่วยโดยไร้สิ่งตอบแทนเสียหน่อย” รอยยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ถูกยกมาประดับไว้บนใบหน้าอีกครั้ง “ข้ามีของที่เจ้าและแม่มดดำทุกตนปราถนา



นางหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจ “..แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้กำลังหลอกใช้ข้า



“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากำลังโดนเจ้าหลอกมาฆ่าหรือเปล่า” เจ้าของดวงตาสีมรกตตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ข้าสบตากับนางตรงๆด้วยสายตาที่ไม่มีความล้อเล่นอยู่เลยสักนิด “เราต่างเสี่ยงกันคนละครึ่งทาง ยุติธรรมดีออกจะตาย



เอเวอร์ลีนนิ่งไปพักใหญ่ เราต่างปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุม ข้ามองอีกฝ่ายอย่างใจเย็นเพื่อรอคำตอบ ก่อนที่นางจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างจำยอม “ข้าจะช่วยหรือไม่นั้น...ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เจ้าจะขอเป็นเรื่องยากแค่ไหน



ข้ายกยิ้มในใจที่แผนการสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าแม่มดตรงหน้า ข้าเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอีกฝ่ายที่เบิกตาขึ้นอย่างไม่เข้าใจ สีหน้าของข้าเรียบเฉยจริงจังแบบที่เห็นได้ไม่บ่อย



“ข้าขอร้องล่ะ..” คำพูดที่ไม่เคยออกจากปากข้าแม้สักครั้งได้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา ดวงตาสีเขียวแฝงความวิงวอนเอาไว้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ช่วยรักษาอักระสาปบนตัวของทราวิสให้ที



ดวงตาสีเทาพายุของแม่มดเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างไม่เชื่อสายตา



ข้ารู้ดีว่ามันโง่...ที่อุตส่าห์เสี่ยงไว้ใจแม่มดแปลกหน้าและยอมคุกเข่าขอร้องให้นางช่วยเพื่อที่ทราวิสจะได้ไม่ต้องทนเจ็บอีกต่อไป



แต่ข้าไม่อยากเห็นเขาทรมานอีกแล้ว...ถึงได้ยอมทำแบบนี้โดยไม่นึกเสียดาย



นึกแล้วก็น่าขัน...นับวันทราวิสยิ่งทำให้ข้าทำสิ่งเหนือความหมายเพื่อเขามากขึ้นเรื่อยๆ



ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่...แต่ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อชีวิตข้าไปแล้วล่ะ





TBC.





TALK : 2

แงงงงง๊ เจดี้เริ่มแคร์วิสซี่มากขึ้นเรื่อยๆแล้วว นี่ขนาดเพิ่งจะเริ่มมีใจนะ ต่อไปจะขนาดไหนนน

จะบอกว่าจริงๆแล้วเรื่องนี้ก็ปมเยอะอยู่นา ตอนนี้รีดๆก็พอจะเดาได้ในบางเรื่องแล้ว แต่ความไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอกับฟิคเรื่องนี้ค่ะ มีหักมุมบ่อยมาก555555555


TALK : 1

งื้ออออ ตัดจบได้ไม่ค่อยค้างเลยเนอะว่ามั้ยคะ โฮะๆๆๆ //เกิบใครลอยมา..

ช่วงนี้เราเครียดมากๆเลยค่ะ รู้สึกว่าแต่งตอนนี้ออกมาได้น่าเบื่อยังไงไม่รู้ ;-;//ปาดนํ้าตา

เม้นท์เยอะมาไว ไรท์แพ้ใจรีดเดอร์ uwu


Jungkook is bald

LOL

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 316 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1059 Gene1123 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 20:06

    แม่ของเจเดนเป็นนายหญิงคนนั้นแน่ๆ อาจจะร่วมมือกับเทียร่า หรือที่เทียร่าหายไปก็อาจจะเพราะแม่ของเจเดนก็ได้ แต่บอกตามตรงว่าเขินฉากบรรยายตอนจูบมากค่ะ มันแบบอุแงงงㅜㅡㅜ

    #1,059
    0
  2. #943 PlengPGK (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 15:16
    เจเดนแคร์เจ้าวิสมากๆอะ แต่แบบน้องไม่ได้รู้ด้วยไง แง ตอนนี้ก็น้อยใจไปแล้ว ต้องไปง้อด้วยนะ
    #943
    0
  3. #809 01_03_44 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 15:04
    นายหญิงคือแม่ของเจเดนหรือป่าว แม่ของเจเดนอาจจะแค้นจนต้องหัดไปพึ่งมนต์ดำ แต่เพราะไม่อยากให้ลูกตัวเองมาข้องเกี่ยวเลยยอมทิ้งลูกตัวเอง
    #809
    1
    • #809-1 01_03_44(จากตอนที่ 9)
      12 มิถุนายน 2563 / 15:04
      หัน********
      #809-1
  4. #798 Taniya1812 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 20:00
    แคร์น้องมากดูออก แต่น้องหึงไง แง;-;
    #798
    0
  5. #766 JP_Spectrum (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 22:48
    เนี่ยยยแคร์เค้าก็กลับไปง้อเค้าเร็วแงงงง
    #766
    0
  6. #548 mmeaning (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 17:26
    น้ำตาซึมเลยคุณเจเดน!! น้องหึงอะน้องหึง ง้อน้องด้วยยย
    #548
    0
  7. #515 Mvis. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 18:11
    เจเดนก็แลงอยู่น่าาาตัวเอง น้องคงคิดมากแน่._.
    #515
    0
  8. #452 Ise-sasaki (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 23:18
    น้ำตาซึมเลย
    #452
    0
  9. #444 proudsj (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 21:14
    ไปขอโทษน้องด้วยเข้าใจมั้ยเจ
    #444
    0
  10. #425 TomaTo_404 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 22:15
    น้องงอน น้องไม่พอใจ น้องน่ารักเกินไปแล้วนะะ!!!//เจแดนเริ่มแคร์น้องมากขึ้นแล้วอ่ะนายย เฮ้ยๆๆ
    #425
    0
  11. #404 FON403 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 13:55
    ทราวิสต้องรู้จักเจเดนและชอบมาก่อนแน่ๆ เหมือนไม่ใช่ยาเสน่ห์
    #404
    0
  12. #383 Lin💣🖤 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 10:54
    รู้แล้วว่าเริ่มแคร์ทราวิส แต่อยากบอกให้เจเดนรู้ไว้ว่าองค์ชายทรงน้อยใจอยู่นะ รีบไปง้อเร็วววววว
    #383
    0
  13. #351 Moonlionz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 00:52
    สงสารทราวิส โอ๋ๆนะ ยาที่ตอนนั้นบอกว่าไม่ใช่ยาเสน่ห์อะ หรือจะเป็นยาที่ทำให้เผยความรู้สึกที่แท้จริงอะไรประมาณนี้มั้ย ถ้าน้องชอบมาตั้งแต่แรกจริงๆนี่แอบพีคนะ แกล้งกันแรงๆตลอดเลย ว่าแล้วเจเดนต้องขอให้ช่วยเรื่องอักขระอะ เริ่มมีทราวิสเข้ามาในใจทีละนิดๆแล้วสิ
    #351
    0
  14. #330 jutamatkhamkaew (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 21:35
    ตอนต่อไปคือฉากแปรงฟันให้พี่เจฟแน่นอนค่ะ แงงงง้ น้ำลายกระเด็นคือขำเลย โรแมนติกปนเครียดมาทั้งเรื่อง เจอช็อตนี้น้องจอดเลยค่ะพี่ไรท์ สู้ๆกับการแต่งฟิคนะคะ น้องรอให้กำลังใจอยู่เน่อออ
    #330
    0
  15. #320 Lala_Land (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 23:00
    สงสารทราวิสเเล้วอะ
    #320
    0
  16. #314 PaiiKanj (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 16:43
    เจดี้เริ่มแคร์เจ้าวิสแล้วอ่ะ ใจฟู~~~~
    #314
    0
  17. #240 VEnUSsKY (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 21:59

    สู้ๆนะคะ คุณไรท์
    #240
    0
  18. #239 Mesatt (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 21:10
    กำลังซึ้ง เลื่อนมาเจอมีม จอดเลย 5555
    #239
    0
  19. #238 party5833 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 18:57

    นั่งนับวันรอเลยค่ะ นี่เชื่อเลยว่ายาที่ทราวิสโดนมันต้องไม่ใช่ยาเสน่ห์ ทราวิสอาจจะชอบมานานเเล้ว ? มั้ง มาต่อใวๆนะคะ >3
    #238
    0
  20. #237 vVv-Tae (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 18:37
    น้องร้องไห้
    #237
    0
  21. #236 rungsimant (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 11:02
    ที่ทราวิสโดนอาจไม่ใช่ยาเสน่ห์ แต่ก่อนนางอาจชอบเจเดนอยู่แล้วงี้เลยแกล้ง 5555 #ผู้ชายยิ่งชอบยิ่งแกล้ง
    #236
    0
  22. #235 Nyehet (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 10:49
    ใช่เจเดนนายหล่อ หัวใจนายหล่อมาก
    #235
    0
  23. #234 blowy.p (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 07:32
    เจดี้ทำน้องร้องไหหหหห้ แต่เจดี้ก็เริ่มหลงน้องแล้วใช่มั้ยล่า กี้ดกี้ดดดดดด ดีใจค่ะ แต่ก่อนอื่นเจดี้กลับไปง้อน้องเลยนะคะ
    #234
    0
  24. #233 noeyoey (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 23:15
    โหหหหห พระเอกของเราาาาา เหนือกว่ากลัวหมาคือยอมคุกเข่าให้แม่มดเพื่อให้นางช่วยรักษาทราวิสเลยอะTTTTT
    #233
    0
  25. #232 Taehyung_kookv 2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 22:44
    น้องดูเหมือนพวกที่ไม่ได้โดนยาสเน่ห์อ่ะอาจจะกิาไปมั้งแต่ไม่เยอะ(ได้หรอว่ะ55)​ดูน้องจริงใจอ่ะไม่ใช่แค่หลงอย่างเดียวไขปมไปเรื่อยๆ
    #232
    0