۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 8 : ۩ Journey ۩ 07 : หัวใจที่เริ่มหวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,719
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 387 ครั้ง
    19 มิ.ย. 62

B
 . V. Love. Cre: the owner/as logo


CREDIT BELONGS TO THE OWNER : OUCHUCHU.ART





“เจเดน..



นํ้าเสียงแหบพร่าที่เบาหวิวอย่างคนหมดแรงทำให้ข้าชะลอฝีเท้าลงแล้วหันไปสบตากับทราวิส ใบหน้าของเจ้าชายดูอิดโรยเหมือนจะเป็นลมอยู่รอมร่อ ลมหายใจของเขาติดขัดไม่เป็นจังหวะราวกับมีบางอย่างติดอยู่ในหลอดลม ริมฝีปากสีพีชซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ร่างโปร่งในชุดสีฟ้าพยายามปรือตาขึ้นมาเพื่อห้ามตัวเองไม่ให้หมดสติ ก่อนจะเซจนล้มลงมาในอ้อมแขนข้าอย่างพอดิบพอดี



..คงไม่ได้ตั้งใจจะอ่อยใช่ไหมนะ



“รู้ตัวว่าอาการหนักแบบนี้แล้วจะฝืนไปทำไมกัน” ข้าถอนหายใจออกมาแล้วพยุงร่างขององค์ชายน่ารำคาญมานั่งพิงต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ ทราวิสกุมต้นแขนตัวเองข้างที่โดนพิษไว้ เปลือกตาปิดลงแน่นพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างแรงเพื่อกลั้นเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดไว้ ร่างโปร่งสั่นระริกเป็นลูกนกอย่างน่าสงสารจนข้าต้องถอนหายใจออกมาอีกครา



ในเมื่อรู้ว่ามันต้องเจ็บแบบนี้...แล้วทราวิสจะย้ายพิษไปไว้ที่เขาทำไมกัน



“อาการเจ้าเป็นอย่างไร” ข้าเอ่ยถามพร้อมกับใช้มืออังหน้าผากที่เย็นเฉียบราวกับนํ้าแข็ง ก่อนที่มือปลาหมึกจะคว้าข้อมือข้าไว้อย่างถือวิสาสะ ทราวิสยื่นแก้มกลมๆมาถูไถฝ่ามือหนาพร้อมกับช้อนตามองด้วยสายตาออดอ้อนเหมือนลูกแมว



“ข้าเจ็บตรงนี้..” เจ้าตัวว่าพลางชี้ไปยังอกซ้ายพลางเบะปากลงอย่างน่าสงสาร “เจ้าช่วยดูแลหัวใจข้าหน่อยสิ



ดวงตาสีมรกตหรี่ลงด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ข้าชักมือกลับแทบจะในทันทีราวกับอีกฝ่ายเป็นสิ่งสกปรกที่ไม่ควรเข้าใกล้ ก่อนจะหันไปรื้ออุปกรณ์ในย่ามที่ฮิวโก้ให้ไว้ออกมาสำรวจ เผื่อบางทีจะมียาอะไรที่สามารถระงับพิษคำสาปได้บ้าง ขืนปล่อยทราวิสไว้แบบนี้คงได้แห้งตายอยู่ในป่านี้ก่อนไปถึงเฮอร์เรนเดลเป็นแน่



สิ่งแรกที่ข้าหยิบออกมาคือสร้อยสีดำที่ห้อยจี้เป็นเครื่องรางสีเงิน มันมีลักษณะคล้ายเกล็ดหิมะแปดแฉกที่มีอักษรรูนล้อมรอบไว้ มันคือเวกวีเซียร์หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'ยันต์เข็มทิศ'  เป็นเครื่องรางของชาวสแกนดิเนเวียสำหรับนักเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำ โดยเฉพาะนักรบไวกิ้งที่เดินเรือออกสู่ทะเลลึก เวกวีเซียร์สามารถคุ้มครองการเดินทางทางจิตวิญญาณ รวมทั้งมอบพลังใจและความอดทนในการข้ามพ้นอุปสรรคต่างๆ



ข้ากลอกตาพลางบ่นในใจว่าเครื่องรางนี่คงไม่แม้แต่จะปกป้องเราจากแมลงวันในป่ามรณะได้ ไอ้พ่อมดปัญญาอ่อนเอาของเล่นห่วยแตกมาให้ข้าใช้อีกแล้วหรือนี่



“ใส่ซะ ถึงมันจะช่วยอะไรไม่ได้แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันตัวเลย ข้านำสร้อยไปคล้องคออีกฝ่ายไว้ในขณะที่ทราวิสมองมันอย่างงงๆ เขาทำเพียงกะพริบตาปริบๆแล้วพลิกเครื่องรางที่ห้อยไว้กับตัวเองไปมาอย่างพิจารณา ก่อนจะยิ้มให้ตัวเองอย่างไร้สาเหตุราวกับมีความสุขนักหนา



ดูท่าจะอาการหนักนะเนี่ย..



ข้าเลิกสนใจคนบ้าแล้วหันกลับมารื้อของในย่ามต่อ มันเต็มไปด้วยของวิเศษสารพัดชนิดที่ข้าไม่รู้ว่าเอาไว้ใช้ทำอะไร ก่อนจะสะดุดตากับบางอย่างในนั้น



มันเป็นแค่ตลับเข็มทิศธรรมดาที่ไม่ได้ดูวิเศษวิโสอะไร ข้าเคยลองใช้มันตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในป่ามรณะแล้ว แต่ปลายเข็มของมันกลับไม่ชี้ไปทางทิศเหนืออย่างที่ควรจะเป็น วินาทีนั้นข้าอยากจะปามันทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด หากแต่มันคือสิ่งของที่ฮิวโก้หวงมากที่สุดราวกับมีค่าเสียยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง ฉะนั้นมันคงมีประโยชน์อะไรสักอย่างที่ข้าไม่รู้เป็นแน่



“เจเดน...ขอข้าดูหน่อยสิ” นํ้าเสียงอิดโรยฟังดูน่าสงสารทำให้ข้าส่งเข็มทิศเฮงซวยให้คนตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ทราวิสเปิดฝาตลับเข็มทิศออก ปลายเข็มหมุนไปมาเพื่อปรับองศาเล็กน้อยก่อนจะหยุดลงแล้วชี้มายังข้าอย่างแน่วแน่



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองข้าสลับกับเข็มทิศในมืออย่างงุนงง เขาเอียงคออย่างสงสัยแล้วหมุนเข็มทิศไปอีกทาง หากแต่ไม่ว่าจะขยับอีกสักกี่ครั้ง มันกลับเอาแต่ชี้มาที่ข้าไม่หยุดราวกับไม่สามารถชี้ไปทางอื่นได้อีกแล้ว



ข้าถอนหายใจออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “คืนมาได้แล้ว เล่นไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอก



ได้ยินเช่นนั้นทราวิสก็คืนเข็มทิศให้ข้าด้วยมือที่สั่นระริกจากความเจ็บบริเวณต้นแขนขวา ข้าเก็บมันใส่ย่ามตามเดิมแล้วหาของในนั้นต่อ ก่อนจะหยิบขวดยาที่บรรจุของเหลวสีฟ้าไว้ด้านในขึ้นมา หากจำไม่ผิดมันคือยารักษาฉกรรจ์ที่ฮิวโก้เคยใช้รักษาตัวเองตอนโดนข้าชกหน้าอย่าง(ไม่)ตั้งใจจนจมูกแตก เหตุผลที่ข้าทำเช่นนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมาก หมอนั่นแอบเอากางเกงในข้าไปปลุกเสกจนกลายเป็นกางเกงในเรียกวิญญาณแล้วนำมาให้ใส่ นึกแล้วยังสยองไม่หายตอนข้าโดนมันรัดเป้าจนหายใจไม่ออก



“อ๊ะ..” ทราวิสร้องออกมาเมื่อถูกถกแขนเสื้อขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ข้าใช้มือลูบไปบนอักขระสาปบนต้นแขนของเขาที่เริ่มจะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยไปมาอย่างแผ่วเบาด้วยสายตาอ่านไม่ออก เจ้าชายจอมหยิ่งถึงกับสะดุ้งกับสัมผัสอันแผ่วเบานั้น ก่อนจะเม้มปากแน่นแล้วหันใบหน้าแดงๆไปทางอื่นอย่างทำตัวไม่ถูกด้วยความเขินอาย



ทำตัวเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มโดนชายรูปงามจีบไปได้..



รู้ตัวอีกทีข้าก็อมยิ้มจนปวดแก้มไปหมดให้กับพฤติกรรมของอีกฝ่าย มือหนาดึงฝาจุกที่ทำจากไม้ออกจากขวดยา ก่อนที่ควันสีฟ้าในขวดจำนวนหนึ่งจะลอยออกมาราวกับมีชีวิต มันลอยไปหาทราวิสแล้วห่อพันรอบต้นแขนของเขาไว้โดยอัตโนมัติ



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกขึ้นอย่างประหลาดใจ ทราวิสกะพริบตาปริบๆพร้อมกับมองแขนตัวเองด้วยสายตาแวววาวเหมือนเด็กเห็นของเล่นใหม่ “โห...เย็นชะมัดเลยแฮะ



“ดีขึ้นหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยถามพลางปิดฝาขวดไว้ตามเดิม ร่างหนาขยับเข้าไปนั่งตรงข้ามคนเจ็บด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากแต่ความเป็นห่วงที่ซ่อนลึกอยู่ในใจกลับมีมากโดยไม่รู้ตัว



องค์ชายคนสุดท้องแห่งวอลธีเรียพยักหน้าให้ข้าพร้อมกับรอยยิ้มสี่เหลี่ยมที่ค่อยๆปรากฎบนใบหน้า “อื้อ!! ไม่ค่อยเจ็บแล้วล่ะ



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ยานี้คงช่วยได้แค่บรรเทาความทรมานแต่ไม่สามารถถอนพิษคำสาปได้ ถึงกระนั้นการได้เห็นทราวิสดีขึ้นแม้สักเล็กน้อยก็เป็นเรื่องดีมากแล้ว



องค์ชายลูบแขนตัวเองไปมาด้วยรอยยิ้มกว้างเสมือนดอกทานตะวันเบ่งบานเมื่อได้รับแสงอาทิตย์ มันเป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ขอบคุณนะ...เจเดน



ดวงตาสีเขียวขจีมองคนตรงหน้าด้วยหลากหลายความรู้สึก รอยยิ้มค่อยๆปรากฎขึ้นบนใบหน้าคนผมแดงอย่างบางเบาจนแทบมองไม่เห็น “..เจ้าเป็นคนช่วยข้า ข้าควรจะเป็นคนขอบคุณไม่ใช่หรือไง



บอกตามตรงคำนี้แทบจะไม่เคยออกจากปากข้าเลยสักครั้ง ไม่ใช่เพราะหยิ่งทะนงจนไม่ยอมลดตัวไปขอบคุณใคร หากแต่บนโลกนี้แทบจะไม่มีใครอยากช่วยเหลือข้าจนต้องกล่าวขอบคุณเลยต่างหาก และมันก็คงแปลกน่าดูที่ข้าจะต้องเอ่ยคำนี้กับศัตรูที่ไม่ชอบขี้หน้ากันมานาน



แต่ตอนนี้คนที่อยู่ตรงหน้าข้าหาใช่องค์ชายทราวิสจอมหยิ่งที่ข้ารู้จักดี...แต่เป็นทราวิสที่รักข้าจนหมดหัวใจ



เราสบตากันโดยไม่ได้มีใครพูดอะไรออกมา ปล่อยให้สายลมเย็นๆพัดพาความเงียบมาปกคลุมเราไว้ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์จ้องเข้ามาในสายตาคมด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน แต่ไปๆมาๆเขากลับเป็นฝ่ายเขินแล้วหันไปทางอื่นเสียเอง  ข้าแอบหัวเราะในใจอย่างเอ็นดู ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเปิดออกหมายจะพูดบางอย่างกับอีกฝ่าย โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่เหนือศรีษะเราจ้องมองอยู่..



'ฟึ่บ!'



“อ๊ะ!” ทราวิสร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อจู่ๆดาบที่เสียบไว้ข้างเอวของเขาถูกอะไรบางอย่างฉกไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกกว้างถึงขีดสุด เขาเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบนแทบจะในบัดดล พบว่าลิงตัวหนึ่งที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ด้านบนกำลังชักดาบในมือออกจากฝัก มันมองแสงสะท้อนจากปลายดาบอย่างตื่นตาตื่นใจเหมือนได้ของเล่นใหม่ หากแต่เจ้าของของเล่นชิ้นนั้นดูจะไม่พอใจเท่าใดนัก



“ไอ้ลิงงี่เง่า! เอาดาบข้าคืนมานะ!



ทราวิสลุกขึ้นด้วยสีหน้ากราดเกรี้ยวอย่างคนขาดสติราวกับลืมไปแล้วว่าตัวเองเจ็บอยู่ เขาจ้องลิงหัวขโมยที่มองลงมาอย่างเยาะเย้ยด้วยสายตาอาฆาต ก่อนที่เจ้าลิงจะโหนต้นไม้หนีไปพร้อมกับคาบดาบไปด้วย แน่นอนว่าทราวิสตั้งใจจะวิ่งตามมันไปแต่ก็โดนข้าห้ามไว้เสียก่อน



 “อย่าวู่วามสิ บางทีลิงตัวนั้นอาจเป็นปีศาจแปลงกายมาก็ได้



ข้ากำชับเสียงแข็งในแบบที่อีกฝ่ายกลัวจนไม่กล้าขัด หากแต่ผิดคาดเมื่อทราวิสกลับไม่สนใจในสิ่งที่ข้าพูดเลยสักนิด สีหน้าขององค์ชายผู้ทำตัวไม่ต่างจากลูกแมวน้อยเต็มไปด้วยโทสะอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนข้ายังตกใจ ฝ่ามือเรียวกำเข้าหากันแน่นอย่างกราดเกรี้ยวพร้อมกับแผ่นอกที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจแรง ก่อนที่ร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าจะวิ่งตามลิงตัวนั้นไปในบัดดล



“เฮ้! ทราวิส!!



ไม่ว่าจะเป็นทราวิสเวอร์ชั่นไหน...ข้าก็ไม่เคยเห็นเขาโกรธขนาดนี้มาก่อน



มันก็แค่ดาบธรรมดาเล่มหนึ่งที่สามารถหาใหม่ได้อย่างง่ายดาย คนที่เป็นถึงองค์ชายอย่างเขาเองก็มีเงินมากพอที่จะสามารถซื้อดาบนับหมื่นเล่มได้เพียงดีดนิ้ว แล้วเหตุใดทราวิสถึงได้ยึดติดกับดาบเล่มนี้นักหนา



มาคิดดูอีกที...ทราวิสก็ใช้ดาบเล่มนั้นมาตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว ไม่เคยมีสักครั้งที่ดาบนั่นจะไม่ได้อยู่ข้างกายเขา มันสำคัญกับเขามากขนาดนั้นเลยหรือไงกัน



ข้าได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจแล้ววิ่งตามไปอย่างช่วยไม่ได้ ทราวิสได้ทิ้งระยะห่างไปมากพอสมควร ทำให้ข้าจึงต้องเร่งฝีเท้ากว่าเดิมโดยอัตโนมัติ หากปล่อยให้ไปคนเดียวเช่นนี้มีหวังได้หลงทางหรือไม่ก็ถูกปีศาจจับไปกินแหงๆ และข้าเองก็ไม่ได้ใจดำถึงขนาดยอมปล่อยใครบางคนต้องกลายเป็นศพไร้ญาติอยู่ในป่านี้ตามลำพัง



..ช่างทำตัวเป็นภาระเสียนี่กระไร



แต่แล้วข้าก็ต้องค่อยๆชะลอฝีเท้าลง ดวงตาสีเขียวมรกตกวาดมองไปรอบตัวแต่กลับไร้วี่แววของร่างโปร่งในชุดสีฟ้าแม้แต่เงา คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจโดยอัตโนมัติ



เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย...ไปไหนซะแล้วล่ะ



“ทราวิส!! เจ้าอยู่ไหน!



ข้าวิ่งผ่านต้นไม้ที่มีแต่สีดำต้นแล้วต้นเล่า หันซ้ายหันขวาพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่วเพื่อพยายามมองหาองค์ชายเจ้าปัญหาโดยที่ไม่ได้ชะลอความเร็วในการวิ่งเลยแม้แต่น้อย ข้าวิ่งไปสำรวจทางโน้นทีทางนั้นทีอย่างกระวนกระวายด้วยความร้อนรนในอกอย่างน่าประหลาด หากแต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่พบร่องรอยแม้แต่รอยเท้าราวกับหายไปในสายลม



..มันเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะวิ่งได้เร็วจนไม่เห็นฝุ่นขนาดนั้น แม้แต่โจรอย่างข้าที่วิ่งเร็วยิ่งกว่าคนทั่วไปจากการวิ่งหนีอัศวินของวอลธีเรียมาทั้งชีวิตยังไม่สามารถตามได้ทัน และต่อให้ทราวิสวิ่งเร็วขนาดนั้นจริงๆ...อย่างน้อยข้าก็ต้องได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาบ้าง ไม่ใช่หายไปเงียบๆไร้ร่องรอยเช่นนี้



ไม่อยากจะลองเดาเลยว่าทราวิสหายไปไหน..



เสียงฝูงกาที่พากันบินหนีแตกกระเจิงกันดังขึ้นอีกครั้งจนข้าต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง มันพากันหนีราวกับสัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณมนตร์ดำที่อยู่แถวนี้ ข้ามองเห็นภาพกาบินว่อนอย่างวุ่นวายในป่ามรณะเช่นนี้จนเป็นเรื่องชินตาไปเสียแล้ว หากแต่มันไม่เคยทำให้ข้ารู้สึกกังวลเท่าครั้งนี้มาก่อน



ทราวิสจะเป็นอย่างไรบ้างนะ..



หัวใจเริ่มจะเต้นระรัวผิดจังหวะขึ้นมาอย่างกระวนกระวายด้วยความรู้สึกแปลกๆในอก ข้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าแบบใดอยู่แต่ถ้าให้เดามันคงดูกังวลอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บรรยากาศในป่ามรณะกลับดูเงียบเหงากว่าเดิมขึ้นมาทันตาเมื่อไม่มีทราวิสอยู่ด้วยอีกแล้ว ความรู้สึกวิตกวุ่นวายใจแล่นไปทั่วร่างจนหายใจลำบาก สายตาพยายามกวาดมองหาร่างของเพื่อนร่วมทางอย่างร้อนรนเหมือนคนกังวลจนขาดสติ ก่อนจะชะงักไปเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้



ข้าจะกังวลไปทำไมกันล่ะ..



ทราวิสน่ารำคาญจะตายไป การที่เขาหายไปเช่นนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ชะตากรรมของทราวิสจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย ข้าควรจะใช้โอกาสนี้ทิ้งเขาไว้แล้วเดินทางไปเฮอร์เรนเดลตามลำพังอย่างที่ตั้งใจไว้ จะได้ไม่ต้องมีใครคอยสร้างความรบกวนตลอดการเดินทาง ไม่ต้องมีใครเป็นตัวถ่วง ไม่ต้องมีใครสร้างเรื่องให้ปวดหัว ไม่ต้องมีใครมาก่อกวนให้รำคาญใจ



..ไม่ต้องมีใครมาทำให้ใจเต้น



ข้าเม้มปากแน่น สมองประมวลผลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไป ข้าควรจะเดินออกไปจากตรงนี้เพื่อมุ่งหน้าไปหามารดาที่เฮอร์เรนเดลอย่างที่ตั้งใจไว้ หรือจะยอมเสียเวลาไปตามหาใครคนนั้นที่กำลังทำให้ข้าว้าวุ่นกัน



แน่นอนว่าข้าควรจะเลือกข้อแรก ข้าไม่ควรจะไปเสียเวลากับคนพรรค์นั้นให้เปลืองเวลาชีวิต



มือหนาเสยผมสีแดงเพลิงขึ้นพลางส่งเสียงคำรามในลำคอเพื่อระบายความหงุดหงิดออกไป ไม่เคยมีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้ข้ารู้สึกกระวนกระวายและกังวลขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยมีคำว่าเป็นห่วงสำหรับเจเดน เกรโนเวอร์ผู้ไม่เคยสนใจใคร



แต่ต่อให้ข้าสรรหาเหตุผลนานาประการมาโต้แย้งหัวใจตัวเอง...ความรู้สึกตอนนี้มันกลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรว่าข้ากำลังเป็นห่วงทราวิส



นี่ไม่ใช่เจเดน เกรโนเวอร์ที่ข้ารู้จัก..



ลมหายใจแรงถูกพ่นออกมาจากชายหนุ่มอีกครั้งด้วยความสับสนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาหันไปมองทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นทางไปเฮอร์เรนเดลด้วยความรู้สึกหลากหลาย มือหนาตัดสินใจล้วงเข้าไปในย่ามที่กำลังสะพายแล้วหยิบเข็มทิศเฮงซวยออกมา ดวงตาสีมรกตจ้องตลับเข็มทิศขนาดเท่าฝ่ามืออย่างไม่วางตาด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอย่างพิจารณา ก่อนจะใช้มืออีกข้างเปิดฝาตลับออก ปลายเข็มจึงเริ่มหมุนโดยอัตโนมัติราวกับสั่งได้



มาคิดดูดีๆ...ข้าคิดว่าข้ารู้แล้วล่ะว่าเข็มทิศนี้ไม่ได้เอาไว้ใช้นำทางที่ถูกต้อง แต่มันจะนำทางพาเราไปหาสิ่งที่หัวใจเราต้องการมากที่สุด



และตอนนี้ปลายลูกศรของเข็มทิศในมือข้าก็ไม่ได้ชีไปทางทิศตะวันออกอย่างที่ควรจะเป็น...แต่กลับชี้ไปยังทิศตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง



ดวงตาสีมรกตมองเข็มทิศด้วยสายตาอ่านไม่ออก  มันยากที่จะยอมรับ แต่ดูเหมือนว่าสำหรับวินาทีนี้...สิ่งที่ข้าต้องการที่สุดคือการไปตามหาทราวิส



“เหอะ...ให้ตายเถอะ” ข้าปิดตลับเข็มทิศด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะใช้มืออีกข้างหยิบจี้สร้อยรูปดาบที่ห้อยไว้ที่คอพร้อมกับจ้องมันรอยยิ้มมุมปาก  “..ดูเหมือนว่าพระเอกอย่างข้าจะต้องขี่ม้าขาวไปช่วยใครบางคนเสียแล้วสิ





Loading...30%





เสียงพื้นรองเท้าบูทสีดำกระทบพื้นดินสีเดียวกันดังขึ้นต่อเนื่องตามจังหวะการก้าวเดิน อากาศที่เย็นเข้ากระดูกอยู่แล้วเหมือนจะเย็นขึ้นไปอีกจนผิวกายของชายหนุ่มที่กำลังเดินไปเรื่อยเปื่อยอยู่กลางป่ารู้สึกชาวาบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ท้องฟ้าสีหม่นส่งเสียงลั่นคำรามกึกก้องไปทั่วบริเวณจนฝูงกาเฮงซวยพากันบินหนีแตกกระเจิงกันอีกครั้ง เสียงกรีดร้องน่าเกลียดของตัวอะไรสักอย่างที่ดังมาจากระยะไกลทำให้บรรยากาศดูน่าขนลุกกว่าปกติ หากแต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ข้าสะทกสะท้านแต่อย่างใด



..เพราะข้ามีเรื่องสำคัญกว่านั้นให้ต้องกังวล



มนุษย์เพียงหนึ่งเดียวในใจกลางป่าอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่ถูกปกคลุมไปด้วยความหนาวเหน็บถอนหายใจออกมาอย่างแรง ร่างหนาสาวเท้าไปตามทางที่เข็มทิศในมือชี้ไปโดยไม่ได้ชะลอฝีเท้าลงแม้เสี้ยววินาที ข้าพยายามอย่างยิ่งในการควบคุมสีหน้าให้ดูนิ่งเฉยที่สุดเพื่อไม่ให้แสดงออกว่ากำลังกระวนกระวายใจ ดวงตาสีเขียวจับจ้องไปยังหน้าปัดเข็มทิศอย่างไม่วางตาเพื่อเพ่งสมาธิให้อยู่กับเนื้อกับตัวมากที่สุด



แต่ต่อให้ข้าพยายามหลีกเลี่ยงสักเพียงใด...ใบหน้าของใครบางคนที่ข้ากำลังตามหากลับเอาแต่วนเวียนอยู่ในหัวราวกับเป็นวิญญาณอาฆาตที่คอยหลอกหลอนกันตลอดเวลา



“โธ่เอ๊ย!!!



ฉับพลันสองขาก็หยุดยืนอยู่กับที่อย่างหมดความอดทน ปลายเท้าข้างหนึ่งเตะพื้นดินให้ฟุ้งกระจายอย่างกราดเกรี้ยวด้วยความรู้สึกปั่นป่วนที่มีอยู่เต็มอก แผ่นอกหนากระเพื่อมขึ้นลงขณะหอบหายใจแรงด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีกันในอกอย่างสับสนวุ่นวายจนน่าหงุดหงิด



ข้าเดินตามหาทราวิสมาเป็นระยะทางหลายสิบไมล์แล้วโดยไม่ได้หยุดพัก หากแต่ความรู้สึกโกลาหลราวกับมีพายุขนาดย่อมในหัวใจกลับไม่มีท่าทีว่าจะหายไปเลยแม้แต่น้อย



ไม่เข้าใจเลยสักนิด ก็แค่คนน่ารำคาญหายไปเท่านั้นเอง...ทำไมข้าจะต้องกระวนกระวายเกินเหตุขนาดนี้ด้วยล่ะ



ข้าอยู่ตัวคนเดียวมาเกือบสิบปี การที่เพื่อนร่วมทางแค่ไม่กี่วันหายตัวไป ทำไมจะต้องรู้สึก...โดดเดี่ยวแปลกๆแบบนี้ด้วย



ให้ตายเถอะ!! ข้าไม่เคยรู้สึกว่าการเก็บความรู้สึกมันจะยากเช่นนี้มาก่อนเลย



มือหนายกขึ้นมาทึ้งหัวตัวเองอย่างแรงพร้อมกับส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความหงุดหงิดใจแต่กลับทำอะไรไม่ได้ น้อยครั้งนักที่ความสับสนวุ่นวายใจเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับข้า ปกติไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายสักแค่ไหนข้าก็จะมีสติอยู่เสมอ ต่อให้ฟ้าถล่มหรือดินสลายลงมาต่อหน้าต่อตา ข้าก็จะยังคงใจเย็นสงบนิ่งและหาทางหนีได้อย่างมีสติ



แต่กับเรื่องแค่นี้...กลับทำให้ข้าร้อนใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาดซะงั้น



เป็นบ้าอะไรของเจ้ากันนะเจเดน..



สายลมเย็นๆในป่ามรณะที่ไม่เคยมีท่าทีว่าจะอุ่นขึ้นพัดมากระทบผิวกายให้ขนลุกเล่นราวกับเป็นการช่วยตอบคำถามให้หายโง่ ข้าทำหน้าเบื่อโลกใส่มันพร้อมกับพรูลมหายใจออกมาเป็นควันสีขาว ดวงตาสีเขียวตวัดสายตาหันกลับมาสนใจเข็มทิศในมือต่อ ก่อนที่สองเท้าภายใต้รองเท้าบูทเริ่มออกแรงเดินอีกครั้งไปในทิศทางที่เครื่องมือนำทางชี้ไปอย่างเร่งรีบด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก



เหอะ...คอยดูเถอะ เจอตัวเมื่อไหร่จะต่อยให้หน้ายับเลยคอยดู ข้อหามาทำให้ข้าต้องว้าวุ่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นนี้ ทราวิสจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนได้กระทำไว้!



ข้าถอนหายใจออกมาอย่างปลงตกให้กับอารมณ์แปรปรวนของตน ก่อนจะค่อยๆชะลอฝีเท้าลงเมื่อเข็มทิศหันลูกศรไปอีกทาง ข้าตวัดสายตามองตามไปในทิศทางที่มันชี้แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย



แสงไฟสีเหลืองจากหน้าต่างของกระท่อมสีดำหลายหลังนระยะไม่ใกล้ไม่ไกลส่องแสงระยิบระยับอย่างน่าสะดุดตา ข้ามองกระท่อมหลังยักษ์ที่ตั้งเรียงรายหันหน้าเข้าหากันอยู่บนสองฝั่งของทางเดินอย่างแปลกใจ ตั้งแต่เข้ามาในป่ามรณะก็ไม่ได้พบที่อยู่อาศัยเลยแม้แต่น้อยจนข้าแอบคิดว่าบางทีพวกปีศาจคงอาศัยอยู่ในรังปลวกกระมัง แต่บทจะเจอบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งก็กลับหาเจอได้ง่ายๆเสียอย่างนั้น



..มันชักจะมีเงื่อนงำแปลกๆเข้าไปทุกทีแล้วสิ



ข้ามองภาพตรงหน้าสลับกับตลับเข็มทิศในมืออยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆก้าวเข้าไปใกล้ระท่อมเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง มันให้ความรู้สึกเหมือนชุมชนหรือหมู่บ้านเล็กๆแบบในโลกมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นหมู่บ้านในป่ามรณะก็ไม่ใช่หมู่บ้านเวทมนตร์ที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสอย่างในนิทานเด็กแน่นอน



ทุกย่างก้าวที่ข้าเข้าใกล้กระท่อมหลังใหญ่เหล่านี้ทำให้ข้ารู้สึกตัวเล็กลงไปทุกที มันดูใหญ่โตเสียจนข้านึกสงสัยว่าผู้อาศัยอยู่ในนั้นเป็นยักษ์ไททันในตำนานกรีกโบราณหรือไงกัน สิ่งที่ทุกหลังเหมือนกันก็คือมันถูกทำมาจากไม้โอ๊คสีดำสนิท



..ในป่าเฮงซวยนี่จะไม่มีอะไรที่เป็นสีอื่นเลยหรือไงกัน ข้าชักจะอยากรู้แล้วว่าใครเป็นคนสร้างป่ามรณะขึ้นมากันแน่ เหตุใดถึงได้มีรสนิยมห่วยแตกเช่นนี้



ร่างหนาชะงักไปเมื่อเสียงเหล็กกระทบกันดังลั่นออกมาจากกระท่อมทุกหลังดังชัดขึ้นในโสตประสาท มันเป็นเสียงที่ไม่ได้ยินมานานแสนนานแต่ก็ทำให้ข้ารู้แทบจะในทันทีว่านั่นคือเสียงตีดาบ งั้นที่นี่ก็คงเป็นโรงผลิตอาวุธอะไรทำนองนั้นล่ะสิ



ดวงตาสีเขียวหม่นแสงลงอย่างเย็นชา ใบหน้าเจ้าเล่ห์กวนประสาทดูเรียบเฉยกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเจ็บปวดในใจ มือหนากำตลับเข็มทิศแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อความทรงจำอันโหดร้ายที่พยายามลืมหวนกลับมาทำร้ายจิตใจข้าอีกครั้ง



การตีดาบเคยเป็นสิ่งที่ข้าโปรดปรานที่สุดสมัยยังเด็ก มันทำให้ข้าภูมิใจที่สามารถสร้างศาสตราวุธได้ตั้งแต่ยังเล็ก รอยยิ้มดีใจที่แทบจะฉีกไปถึงใบหูจะปรากฎขึ้นบนใบหน้าของข้าในวัยเยาว์ทุกครั้งที่ตีดาบเสร็จ แม้จะต้องแลกกับความเหน็ดเหนื่อยและต้องอยู่หน้าเตาผิงที่มีอุณหภูมิร้อนจนแทบไหม้อยู่ตลอดเวลา แต่มันก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มที่ได้เห็นผลงานอันเป็นที่พอใจของตัวเอง ช่วงแรกข้ามักจะใช้เวลาไปกับการตีดาบมากกว่าการฝึกรบเสียด้วยซํ้า ข้ามีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำมันและไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องลำบาก ตอนนั้นข้าเป็นเพียงเด็กโจรคนหนึ่งที่โปรดปรานการสร้างอาวุธยิ่งกว่าสิ่งใด



..หากแต่ใครจะไปคิด ว่าวันหนึ่งจะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เด็กคนนั้นจะสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันหวนกลับไปตีดาบอีกตลอดกาล



นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าจะพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้โรงตีดาบให้ได้มากที่สุด มันเป็นสิ่งที่ตอกยํ้าความทรงจำอันโหดร้ายบางอย่างที่ไม่ต่างอะไรจากรอยแผลเป็นในหัวใจของข้าที่จะไม่มีวันรักษาได้



..และดูเหมือนว่าตอนนี้บาดแผลนั้นจะถูกเปิดออกอีกครั้งแล้ว



ข้าถอนหายใจเพื่อดึงสติตัวเองให้กลับมาก่อนที่มันจะเตลิดไปไกลกว่านี้ นึกก่นด่าตัวเองในใจที่มาคิดเรื่องไร้สาระปัญญาอ่อนในเวลาไม่ควร ดวงตาสีมรกตตวัดมามองลูกศรเข็มทิศที่ชี้ไปยังกระท่อมหลังหนึ่ง ข้าเดาะลิ้นไปมาอย่างพิจารณา สัญชาตญานหัวขโมยที่สั่งสมมานานครุ่นคิดอย่างนึกสนุกว่าจะเข้าไปในนั้นได้อย่างไรโดยไม่ให้ถูกจับได้



หากแต่จู่ๆเสียงฝีเท้าหนักๆของตัวอะไรสักอย่างที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ทำให้ข้าต้องรีบไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใกล้ๆเพื่อซ่อนตัวเสียก่อน ร่างหนาตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ในระยะที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนักแต่หากไม่สังเกตดีๆก็ยากที่จะมองเห็น ข้านั่งชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่งบนกิ่งไม้ใหญ่ที่มีรูปร่างคดเคี้ยวพิสดาร มือข้างหนึ่งวางแนบไปบนลำต้นเพื่อรักษาการทรงตัวไม่ให้ร่วงลงไปพร้อมกับจ้องลงไปยังด้านล่าง เพียงเท่านั้นดวงตาสีเขียวก็เบิกกว้างขึ้นแทบจะในทันที



ข้าเห็นอสุรกายสองตัวเดินออกมาจากกระท่อมหลังหนึ่งพร้อมกับมุ่งหน้ามาทางนี้ พวกมันมีลักษณะคล้ายมนุษย์ร่างกำยำเหมือนชายชาตรีแต่กลับมีรูปร่างวิกลวิการสิ้นดี ส่วนสูงของมันราวเจ็ดฟุต ร่างกายเต็มไปด้วยแผลฉกรรจ์เน่าผุพองเหมือนโดนลาวาเดือดๆลวกทั้งตัว นํ้าหนองปนเลือดสีดำไหลซึมออกมาตามผิวหนังสีขาวซีดอย่างน่าขยะแขยง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเน่าเหวอะหวะจนดูไม่ได้เหล่านั้น ลักษณะโดยรวมช่างดูอัปลักษณ์เสียจนไม่น่ามองแม้แต่น้อย เพียงแค่ได้กลิ่นของพวกมันก็ทำให้ท้องไส้ข้าปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียนออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด



นี่มันตัวบ้าอะไรกันเนี่ย..



อสุรกายทั้งสองแบกขวานยักษ์กันมาคนละด้ามพร้อมกับเดินเข้ามาในป่า เสียงลมหายใจแรงที่ดังคลอไปกับเสียงฝีเท้าหนักๆของพวกมันเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนข้าต้องกลั้นหายใจเพื่อไม่ให้สูดกลิ่นเน่าๆของสัตว์ประหลาดตัวเหม็นเข้าไป



“..ข้าไม่เข้าใจ ทำไมนายหญิงถึงไม่อนุญาติให้เรากินมนุษย์คนนั้นด้วย” เสียงทุ้มตํ่าแหบพร่าอันทรงพลังของอสูรที่ฟังดูน่าสะพรึงเอ่ยถามอีกฝ่าย มันกลอกตาสีทองไปมาด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง “ทั้งๆที่ข้าจับมันได้...จะไม่ได้รับผลตอบแทนแม้สักนิดเลยหรือไงกัน



มนุษย์ที่ว่านั่น...คงหมายถึงทราวิสล่ะสิ



แต่แปลกชะมัด...เพียงแค่หมอนั่นอยู่ห่างจากข้าเพียงไม่ถึงสองนาทีก็โดนจับไปง่ายๆเสียแล้ว ในขณะที่ข้าเดินคนเดียวมาเป็นชั่วโมงแต่กลับไม่เป็นอันตรายเลยสักนิด



..ราวกับว่าพวกปีศาจจงใจเมินเฉยต่อข้า แล้วฉวยโอกาสตอนที่เราคลาดจากกันจับทราวิสไปเสียอย่างนั้น



“เหอะ...หากเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป อย่างไรเสียนายหญิงก็ย่อมอนุญาติอยู่แล้ว” อสูรอีกตัวตอบด้วยนํ้าเสียงแหบพร่าที่ฟังดูน่าเกลียดน่ากลัวแบบเดียวกัน “แต่หมอนั่นเป็นชาววอลธีเรีย...นายหญิงไม่มีทางปล่อยให้มันตายดีแน่



คิ้วหนาขมวดเข้ากันเล็กน้อยกับคำว่า 'นายหญิง' ที่พวกมันพูดถึง นางคือเจ้าหญิงเทียร่าอย่างที่ข้าเข้าใจหรือเปล่า



“แต่ข้าไม่ได้กินมนุษย์มาหลายเดือนแล้ว อย่างน้อยนายหญิงก็ควรแบ่งอวัยวะเครื่องในของเจ้านั่นมาให้พวกเรากินบ้างไม่ใช่หรือ” อสูรตนนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหงุดหงิด แต่แล้วเมื่อมันเดินมาถึงบริเวณใต้ต้นไม้ที่ข้าซ่อนอยู่ จู่ๆมันก็หยุดเดินขึ้นมากะทันหันเสียอย่างนั้นราวกับนึกอะไรได้บางอย่าง



ข้าตบหน้าผากตัวเองดังแปะ ช่างหยุดได้ถูกที่จริงๆเลย



มันหรี่ตาลงพร้อมกับสูดจมูกฟุดฟิดราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่างผ่านประสาทสัมผัสทางจมูก ก่อนจะส่งเสียงคำรามกึกก้องออกมาอย่างน่ากลัวเหมือนราชสีห์กระหายเนื้อ



“ข้าได้กลิ่น...มนุษย์



ข้ายังคงจ้องสัตว์ประหลาดรูปร่างวิกรวิกลวิการอย่างไม่วางตา ดวงตาสีมรกตของมนุษย์ที่ถูกพูดถึงหรี่ลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย มือข้างหนึ่งเลื่อนไปคลำจี้สร้อยรูปดาบตามสัญชาตญาณเพื่อรอจังหวะโจมตี ในขณะที่อสูรอีกตนหยุดเดินแล้วตวัดสายตาแข็งกร้าวน่ากลัวไปมองเพื่อนร่วมสายพันธุ์ราวกับไม่อยากจะเชื่อหู ก่อนจะมองไปรอบๆเพื่อมองหามนุษย์ที่อีกฝ่ายพูดถึง “เจ้าแน่ใจรึว่าเป็นมนุษย์จริง



อสูรอีกตนส่งเสียงขึ้นจมูก “เหอะ...ทำไมข้าจะจำกลิ่นของสิ่งมีชีวิตเดรัจฉานพวกนั้นไม่ได้กัน” มันเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเลือดเย็น ก่อนจะเหวี่ยงขวานในมือขึ้นมาเฉียดใบหน้าข้าไปเพียงนิดเดียวโดยไม่ได้หันมามองด้วยซํ้า



'ฉึก!'



ข้ามองเงาสะท้อนตัวเองบนขวานเหล็กด้ามใหญ่ที่ปักอยู่บนต้นไม้ข้างศรีษะอย่างไม่สะทกสะท้าน ดวงตาสีมรกตมองลงไปยังอสูรด้านล่างที่มองอยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าที่แสร้งเบะปากลงอย่างเศร้าหมอง



“น่าเสียดายจัง เกือบจะโดนหัวข้าไปแล้วแท้ๆ



'ตุ่บ!'



แต่ก่อนที่มันจะได้ทันตั้งตัว ร่างของชายหนุ่มก็กระโดดลงไปนั่งบนไหล่ของอสูรตัวนั้นได้อย่างพอดิบพอดี มือหนาปิดตาน่าเกลียดๆของมันทั้งสองข้างไว้แน่นเพื่อบดบังทัศนวิสัยของอีกฝ่าย นํ้าหนองที่ไหลซึมออกมาจากผิวหนังเน่าๆทำเอาข้าพะอืดพะอมจนอยากจะอ้วกหากแต่ก็ไม่มีเวลามากพอที่จะไปใส่ใจมัน



..เพราะตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่านั้นให้ต้องจัดการ



อสูรที่ถูกกระทำคำรามออกมากึกก้องอย่างเดือดดาล มันพยายามสะบัดเพื่อให้ข้าหลุดออกไปอย่างบ้าคลั่งแต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อข้าใช้ขาทั้งสองข้างเกี่ยวลำคอของมันไว้แน่น ในขณะที่อสูรอีกตัวพยายามจะใช้ขวานฟันคอมนุษย์ตัวดีให้สิ้นชีพ รอยยิ้มแสยะที่ใครๆต่างหวาดกลัวก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของข้าอย่างชั่วร้าย



“ใช้ชีวิตในนรกให้สนุกนะเพื่อนยาก



ขาแข็งแรงเกี่ยวรัดลำคอหนาของอสุรกายไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนจะกัดฟันออกแรงทั้งหมดที่มีใช้ขาเหวี่ยงให้ลำคอของมันบิดไปด้านหลังอย่างน่าสยดสยอง



“อ๊าาาาาาาก!!!!



เสียงคำรามลั่นป่ากึกก้องไปทั่วบริเวณ โลหิตสีดำทมิฬไหลพุ่งออกมาจากลำคอราวกับนํ้าพุ หากแต่เจ้าอสูรตัวนี้ก็ยังหนังเหนียวไม่ยอมตาย มันคำรามออกมาอย่างเดือดดาลอีกครั้งแล้วเหวี่ยงขวานที่เหลืออยู่อีกด้ามในมือขึ้นมาหมายจะฟันข้าเพื่อหวังแก้แค้น



หากแต่ประสาทการรับรู้ของมันก็พร่าเลือนเข้าทุกทีราวกับขาดสติเกินกว่าจะแยกได้ว่าอะไรเป็นอะไร ข้าจึงใช้โอกาสนี้ออกแรงหมุนตัวมันให้หันไปหาอสูรอีกตัว และ..



'ฉึก!'



ฟันเข้าที่ใจกลางอกของอีกฝ่ายเต็มๆ



อสูรตัวนั้นที่ถูกเพื่อนร่วมสายพันธุ์ฟันอย่างสุดแรงคำรามลั่นพร้อมกับทรุดตัวลงไปคุกเข่า ขวานเหล็กคมกริบปักอยู่บนแผงอกของมันจนทะลุเข้าไปด้านใน มันกระอักเลือดออกมาเป็นโลหิตสีทมิฬก่อนจะสลายกลายเป็นควันสีดำหายไปในอากาศ เช่นเดียวกับอสูรที่ถูกข้าใช้เป็นเก้าอี้นั่งที่ไม่นานนักก็สลายหายไปเช่นกัน



เป็นการตายที่ไม่เหลือเป็นศพให้ข้าต้องเอาไปซ่อนเลย สะดวกดีชะมัด



ร่างของข้าร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเบ้หน้าร้องโอดโอยเบาๆเมื่อสะโพกกระแทกกับพื้นดินอย่างแรง ลมหายใจแรงถูกพรูออกมาเป็นควันสีขาวในอากาศอย่างเซ็งๆ —มีอย่างที่ไหน ไม่เจ็บตัวจากการต่อสู้ แต่กลับต้องมาเจ็บเพราะก้นกระแทกพื้นเนี่ยนะ เท่ชะมัดเลย



หากแต่ไม่ทันจะได้บ่นอะไรต่อ เสียงคำรามทรงพลังน่ากลัวก็ดังออกมาจากกระท่อมเหล่านั้นอย่างกราดเกรี้ยว



“มนุษย์!! มีมนุษย์อีกคนบุกเข้ามา!!!



ไม่นานนักอสูรอีกมากมายก็พากันวิ่งออกมาด้วยอาวุธครบมือ เสียงฝีเท้าหนักๆคลอไปพร้อมกับเสียงคำรามดุจราชสีห์กระหายเนื้อดังขึ้นกึกก้องชัดเจน สิ่งมีชีวิตหน้าตาอัปลักษณ์จนดูไม่ได้นับสิบสองตนวิ่งกรูเข้ามาหาข้าอย่างพร้อมเพรียง



ข้าทำเพียงพยุงร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน มือหนากระชากจี้สรอยรูปดาบคู่ใจออกมา ก่อนที่มันจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นดาบเหล็กคมกริบภายในเสี้ยววินาที



ข้ามองศัตรูสิบกว่าชีวิตตรงหน้าพร้อมกับกระชับดาบในมือแน่นขึ้น ก่อนจะแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายแล้วเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเลือดเย็น



“Let's get it























ภายในห้องทึบแคบๆของกระท่อมหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยโครงกระดูกมนุษย์ มีร่างโปร่งของชายหนุ่มในชุดสีฟ้านั่งอยู่ตรงมุมห้องอย่างหมดสภาพ ข้อมือและข้อเท้าของเขาถูกมัดไว้กับโซ่ตรวนอย่างแน่นหนา ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวจะมีเสียงโซ่เหล็กดังขึ้น ใบหน้าของเจ้าชายซีดเซียวจนเป็นสีเดียวกับหิมะ พิษจากอักขระสาปบนต้นแขนของเจ้าตัวกลับมาเล่นงานอีกครั้งจนสูบเรี่ยวแรงของเขาไปหมด ชุดคลุมสีฟ้ากลายเป็นสีม่วงไปบางส่วนจากเลือดสีแดงสดที่ไหลซึมออกมาจากการโดนทำร้าย แต่กระนั้นทราวิสกลับมีสีหน้ากราดเกรี้ยวถึงขีดสุด ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์แดงกํ่าด้วยโทสะ เขาหายใจแรงจนแผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงจากอารมณ์เดือดที่ปะทุอยู่ภายใน



“ข้าบอกให้เอาคืนมาไง!! ไอ้เดรัจฉาน!!!” เสียงทุ้มที่แหบอย่างคนหมดแรงตวาดใส่เจ้าลิงมรณะที่นั่งห้อยขาอยู่บนราวไม้ด้านบนอย่างเดือดดาล หากแต่นอกจากอีกฝ่ายจะเมินเฉยราวกับหูหนวกแล้ว มันยังพลิกดาบในมือไปมาอย่างสนอกสนใจต่อไป



ข้ามองภาพนั้นผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างหดหู่ ในใจก็อยากจะเข้าไปช่วยอยู่หรอก



'ปัง!'



ถ้าไม่ติดว่าข้าเข้าไปในห้องนั้นไม่ได้น่ะนะ..



หลังจากที่ข้าต้องฝ่าฟันกับกองทัพอสูรน่าเกลียดมาได้ในสภาพสะบักสะบอมพอสมควร ตอนนี้ข้าได้เข้ามาในกระท่อมหลังเดียวกับทราวิสโดยที่ห้องของเราติดกัน เพียงแต่ห้องที่ทราวิสอยู่นั้นถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนาจนไม่สามารถเข้าไปได้ จึงได้แต่พยายามพังประตูเข้าไปอยู่แบบนี้



ข้าถอยออกมาจากประตูห้องนั้นแล้วหันกลับมากวาดสายตามองรอบๆห้องตัวเองอย่างครุ่นคิด อาวุธหลากชนิดถูกแขวนไว้บนกำแพงไม่ว่าจะเป็นโล่ หอกดาบหรือธนู โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่างเตาหลอมเหล็กวางอยู่ตรงกลางห้อง มันคือโรงตีอาวุธอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด



บรรยากาศที่ไม่ได้เห็นมานานทำเอาข้ารู้สึกคันยุบยิบบริเวณหัวใจ มือหนาลูบไปบนเตาหลอมเหล็กที่ยังอุ่นๆราวกับเพิ่งถูกใช้งานไปไม่นานด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก ความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนหวนกลับมาตอกยํ้าซํ้าๆ ก่อนที่ข้าจะไปสะดุดตากับอะไรบางอย่างที่แขวนอยู่บนกำแพงข้างอาวุธพวกนั้น มันคือกุญแจอย่างไม่มีพิดเพี้ยน และมันอาจเป็นกุญแจไว้ใช้ไขห้องของทราวิสก็เป็นได้  ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ข้ารีบสาวเท้าไปหมายจะคว้ากุญแจดอกนั้นไว้



..แต่แน่นอนว่าอุปสรรคจะต้องตามข้าไปในทุกที่ที่ไป



“โฮ่ง!!!!!



เสียงของสิ่งมีชีวิตที่ข้าเกลียดที่สุดดังชัดกึกก้องขึ้นในโสตประสาท ร่างหนาแข็งทื่อตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง เม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาตามกรอบหน้าตามสัญชาตญาณแม้ว่าอากาศจะเย็นเข้ากระดูก ก่อนที่ดวงตาสีมรกตจะค่อยๆก้มไปมองสิ่งมีชีวิตที่กำลังงับรองเท้าข้าอยู่ ริมฝีปากหยักจึงค่อยๆอ้าออกโดยอัตโนมัติ



แล้วข้าก็แทบจะเป็นลมไปเสียเดี๋ยวนั้น..



สุนัขสีนํ้าตาลที่ไม่รู้ว่าอยู่ในห้องนี้นานแค่ไหนแล้ววิ่งมางับรองเท้าข้าไว้ ดวงตาของมันเป็นสีแดงทั้งดวงอย่างน่าประหลาดสมกับเป็นสิ่งมีชีวิตในป่าเฮงซวยแห่งนี้ เขี้ยวแหลมๆของมันพยายามกัดรองเท้าหนังให้ขาดราวกับเป็นการห้ามไม่ให้ข้าไปเข้าใกล้กุญแจนั่น



หลอนยิ่งกว่าหมาในโลกมนุษย์อีก..



ให้ตายเถอะ! แม้แต่ในโลกของปีศาจยังต้องมีหมาด้วยหรอเนี่ย ทำไมสัตว์พรรค์นี้ถึงไม่สูญพันธุ์ไปเสียที โลกนี้จะอธรรมกับข้ามากเกินไปแล้ว!!



ข้าพยายามควบคุมสติตัวเองไม่ให้แตกกระเจิงไปไกลเพียงเพราะสัตว์ตัวแค่นี้ ก่อนจะพยายามสะบัดมันทิ้งอย่างสุดแรงแต่ก็ไม่เป็นผล กลับกันมันงับข้าแน่นขึ้นจนเขี้ยวคมๆแทบจะทะลุเข้ามาในรองเท้าอยู่รอมร่อ มือหนาที่สั่นระริกเอื้อมไปคว้าถุงผ้าเล็กๆใบหนึ่งในกระเป๋าย่ามออกมา พบว่าข้างในมันบรรจุผงวิเศษสีเหลืองหน้าตาแปลกๆ ข้าไม่รู้ด้วยซํ้าว่ามันมีไว้ใช้ทำอะไรแต่ก็เทมันออกมาใส่ฝ่ามือแล้วพ่นใส่สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายตรงหน้า



แต่โชคกลับไม่คิดจะเข้าข้างคนน่าสงสารอย่างข้าเลยสักนิด เจ้าสุนัขปีศาจขยายร่างกายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นหมายักษ์ที่ใหญ่จนคับห้อง ดวงตาของมันมีขนาดเท่ากับศรีษะของข้า เขี้ยวแหลมๆมีความยาวเท่ากับดาบเหล็กคมกริบ มันกัดฟันเข้าหากันแน่นจนนํ้าลายเหนียวๆไหลเยิ้มออกมาอย่างน่าขยะแขยง สายตากราดเกรี้ยวจ้องลงมายังมนุษย์ที่ไม่ต่างอะไรจากอาหารพลางส่งเสียงขู่ฟ่อๆ หากแต่ข้าก็ไม่เหลือสติมากพอที่จะคิดเรื่องพวกนั้น



เพราะตอนนี้วิญญาณได้หลุดออกจากร่างข้าไปไกลแสนไกลแล้ว..



ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ...แต่สุนัขคือสิ่งเดียวในโลกที่ข้ากลัวยิ่งกว่าอะไร



ภาพความทรงจำตอนเด็กๆที่ข้าพลัดหลงทางกับแม่หวนกลับมาฉายในหัวอีกครั้ง ตอนนั้นข้ามีอายุเพียงหกขวบ เมื่อรู้ตัวว่าคลาดจากมารดาก็ทำอะไรไม่ถูกนอกจากแหกปากร้องไห้งอแง แต่นอกจากจะไม่มีใครสนใจแล้ว ข้ายังถูกเตะเสยเข้าที่คางจนหงายหลังลมลงไปกองกับพื้นพร้อมกับเสียงตะคอกของผู้คนที่สั่งให้เงียบ ความไร้เดียงสาทำให้เด็กน้อยได้แต่นั่งกอดเข่าสะอึกสะอื้นอยู่เงียบๆโดยปราศจากความเมตตาจากผู้คนรอบข้าง



ข้าถูกทิ้งไว้ตามลำพังเป็นเวลาเกือบเต็มวันจนหิวโซ กระเพาะส่งเสียงคำรามออกมาโดยอัตโนมัติจนรู้สึกปวดท้องไปหมด และก็เป็นตอนนั้นเองที่ข้าเจอซากขนมปังตกอยู่บนพื้น ถึงมันจะเปื้อนไปด้วยดินโคลนแต่สัญชาตญาณความหิวทำให้ข้าลากสังขารตัวเองไปคว้ามันมากิน หากแต่กลับมีสุนัขสามตัวที่หิวโซยิ่งกว่าเข้ามายืนล้อมข้าไว้พร้อมกับส่งเสียงขู่ไปด้วย



และแทบไม่ต้องคาดเดาเหตุการณ์หลังจากนั้น สงครามระหว่างสุนัขสามตัวกับมนุษย์หนึ่งตัวเริ่มขึ้นโดยมีซากขนมปังเป็นเดิมพัน ขาเล็กๆของเด็กน้อยพาตัวเองวิ่งหนีสัตว์ที่กำลังหิวโซอย่างสุดชีวิตด้วยความแตกตื่น แต่แล้วในที่สุดข้าก็สะดุดขาตัวเองจนล้มลงไปจนเกิดแผลถลอกบริเวณหัวเข่า ข้าพยายามไล่สุนัขพวกนั้นไปแต่มันก็หาได้สนใจไม่ จนสุดท้ายข้าก็ยอมหักขนมปังให้พวกมันครึ่งหนึ่ง



หากแต่หลังจากที่กินไปแล้วมันกลับต้องการมากกว่านั้นอีก เมื่อเห็นว่าไม่ว่าจะไล่สักกี่รอบหมาพวกนี้ก็ไม่ยอมไปเสียที ข้าจึงปาก้อนหินที่อยู่ใกล้ตัวใส่หัวพวกมัน แต่แน่นอนว่ามันทำให้ผู้ถูกกระทำโกรธยิ่งกว่าเดิม



ท้ายที่สุดแล้วข้าก็โดนสุนัขจรจัดสามตัวรุมกัดจนได้แผลเต็มตัวโดยไร้ทางสู้ เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งเดินมาถึง นางเองก็มีสภาพบอบชํ้าโดยมีแผลเต็มตัวไม่ต่างกัน ดาบเปื้อนเลือดสีแดงฉานในมือก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่านางเพิ่งไปต่อสู้กับใครมาหมาดๆ หญิงสาวหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยเหมือนเพิ่งรีบวิ่งมาอย่างสุดชีวิต หากแต่ดวงตาสีมรกตที่นางใช้มองสุนัขพวกนี้กลับเย็นชาจนน่าขนลุก



ฝ่ามือเรียวจิกเล็บเข้าไปในศรีษะของสุนัขตัวหนึ่งแล้วยกมันขึ้นด้วยมือข้างเดียว เจ้าหมาผู้เคราะห์ร้ายจึงพยายามดิ้นพร้อมกับใช้เท้าตะกุยอากาศไปด้วยอย่างหมดหนทาง



“..นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าหมาลอบกัด



สิ้นเสียงเย็นชา ร่างของสุนัขสีดำก็ถูกเหวี่ยงไปบนพื้นอย่างแรงจนมันร้องออกมาลั่น ก่อนที่มันกับเพื่อนๆจะพากันวิ่งหนีแตกกระเจิงกันไปเมื่อรู้ว่าตนไม่ปลอดภัยอีกแล้ว



สายตาที่แสดงถึงความเป็นห่วงถูกส่งมาให้ข้า ท่านแม่ทรุดตัวลงนั่งข้างๆร่างอันบอบชํ้าของลูกชายในขณะที่สติของข้าเริ่มเลือนรางเข้าไปทุกที แต่สิ่งสุดท้ายที่ข้าทำก่อนจะหมดสติไปก็คือ



“..นี่ของท่านแม่” มือเล็กๆข้างหนึ่งจับมือเรียวของคนแก่กว่ามาคลี่แบไว้ ส่วนมืออีกข้างก็วางขนมปังที่เปื้อนเขรอะไปด้วยดินโคลนไว้บนฝ่ามือใหญ่กว่า ก่อนจะกำมือของมารดาเข้าหากันแน่นพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาท่ามกลางความโหดร้ายของโลกมนุษย์ “ข้าสามารถหาอาหารให้ท่านได้แล้วนะ...ข้าเก่งไหม



รอยยิ้มบางเบาปรากฎขึ้นบนใบหน้างดงามพร้อมกับนํ้าตาที่ไหลลงมาอาบแก้มของนาง ท่านแม่พยักหน้ารับ ก่อนที่ร่างเล็กอันบอบชํ้าจะถูกมารดารวบเข้าไปกอดไว้แทบจะในทันที มันเป็นความอบอุ่นเดียวบนโลกใบนี้ที่ทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัยมากที่สุด



“..เจเดนของแม่เก่งที่สุดเลย
















และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้ข้าเกลียด(กลัว)สุนัขเข้าไส้..



ข้ามองเจ้าหมาปีศาจยักษ์ตรงหน้าแล้วกลืนนํ้าลายอึกใหญ่ หากมันเป็นสัตว์ประหลาดชนิดอื่นข้าจะไม่กลัวจนข้าสั่นแบบนี้หรอก มือสั่นๆล้วงเข้าไปหยิบของในย่ามอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ในใจนึกก่นด่าฮิวโก้ที่ไม่ชี้แจงสรรพคุณของวิเศษมาให้ชัดเจนเสียก่อน ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาเสี่ยงลองผิดลองถูกอยู่เช่นนี้



“กรรรรรรร์!!!!



เจ้าหมาเฮงซวยคำรามออกมาลั่นก่อนจะวิ่งควบเข้ามาหมายจะกระโจนใส่มนุษย์ตรงหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้าสุ่มหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าย่ามก่อนจะพบว่ามันคือลูกอมสีชมพูสดใสดูปัญญาอ่อน แต่กระนั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกมากนัก จึงกลั้นใจใส่มันเข้าไปในปากทันที



ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นแรงอย่างบ้าระหํ่าด้วยความลุ้นสุดฤทธิ์ ข้าหลับตาปี๋พร้อมกับภาวนาในใจว่าขอให้ลูกอมบ้านี่ช่วยข้าให้รอดพ้นไปจากสุนัขมรณะตัวนี้ด้วยเถิด ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆเปิดขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างในห้องเงียบผิดปกติ



สุนัขปีศาจกำลังใช้จมูกดมกลิ่นเพื่อตามหาอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าประหลาดใจ มันพยายามมองหามนุษย์ราวกับมองไม่เห็นข้าทั้งๆที่ข้าก็ยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้



ดวงตาสีมรกตของมนุษย์เพียงคนเดียวในห้องหรี่ลงให้กับความผิดปกตินี้ ก่อนจะหลุบตาลงมามองร่างกายตัวเองที่กำลังโปร่งแสงแล้วเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ แต่ไม่นานนักข้าก็นึกได้ว่ามันคงเป็นฤทธิ์ของลูกอมที่อยู่ในปากข้า



ที่แท้มันก็คือลูกอมล่องหนนี่เอง...เจ๋งไปเลย



ข้าถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก ก่อนจะอาศัยจังหวะนี้เดินเข้าไปคว้ากุญแจที่แขวนไว้บนผนังห้องมาอย่างกล้าๆกลัวไ พร้อมกับหยิบคันธนูกับลูกศรสีดำสนิทที่ทำจากเหล็กกล้ามาด้วย ความแหลมคมของมันสามารถแทงทะลุเสือโคร่งสามตัวได้ในคราเดียว ข้าสะพายกระบอกใส่ลูกธนูไว้ด้านหลังแล้วเดินไปยังประตูห้องที่ทราวิสถูกขังไว้



“ไอ้ลิงชั่ว!! ไอ้เวรตะไล!!! ข้าบอกให้เอาคืนมา!!!



ทราวิสกำลังสาปแช่งเจ้าลิงตัวนั้นอย่างเดือดดาล เจ้าตัวดูโกรธแค้นมากเสียจนน่าตกใจ ดวงตาที่แดงกํ่าของเขามันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าโกรธจัดจนจะร้องไห้ ในขณะที่ลิงตัวนั้นยังคงสนุกกับการได้ยั่วโมโหอีกฝ่ายด้วยการนั่งเล่นดาบของเจ้าชายด้วยรอยยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไร



'ฉึก!'



แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็หายไปในชั่วพริบตาทันทีที่ลูกธนูเหล็กสีดำคมกริบแทงทะลุหน้าท้องของมันไป เจ้าวานรค่อยๆก้มลงมองเลือดสีดำของตัวเองที่ไหลออกมาเป็นสายอย่างตกใจ



..หากแต่ใครจะไปรู้ ว่ามันยังอุตส่าห์ใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการหักดาบในมือออกเป็นสองท่อน



“ไม่!!!!!!!!!



'แกร๊ง!'



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองดาบที่มีคุณค่าทางจิตใจต่อตนเองถูกโยนให้ร่วงหล่นลงมาบนพื้นราวกับเป็นเพียงขยะไร้ค่าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ริมฝีปากบางได้รูปสั่นระริกอย่างพูดไม่ออกราวกับมีอะไรบางอย่างจุกไว้ในคอ สีหน้าของเขาเหมือนคนถูกบดขยี้หัวใจจนแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี ราวกับเขาเพิ่งสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป



ไม่รู้ทำไม...แต่ภาพนี้ช่างบีบหัวใจข้าเหลือเกิน



'แกร๊ง!!!!!'



โซ่ตรวนที่มัดข้อมือและข้อเท้าที่มัดทราวิสไว้อย่างหนาแน่นถูกเจ้าชายกระชากมันจนติดมากับร่างกาย ข้าเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อสายตาว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเขาจะมีแรงเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร



..ข้าเชื่อแล้ว ว่าความเศร้าโศกและโกรธแค้นที่มีอยู่เต็มหัวใจทำให้คนเรามีแรงมากพอที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าได้



จู่ๆข้าก็รู้สึกเหมือนโดนบีบหัวใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น การได้เห็นใบหน้าที่เศร้าสลดเหมือนคนทรมานจนร้องไห้ไม่ออกของทราวิสทำเอาข้ารู้สึกโกรธไปด้วย ดวงตาสีมรกตตวัดไปมองลิงที่กำลังบาดเจ็บสาหัสอย่างกราดเกรี้ยวโดยไม่รู้ตัว



ก่อนที่มันจะสะดุ้งเมื่อถูกผงวิเศษสีม่วงเป่าใส่หน้าเต็มๆอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของลิงน้อยจึงค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆจนมีขนาดเท่ากับมด และ...



'พรึ่บ!'



ถูกข้าคว้ามาห่อเก็บไว้ในเปลือกลูกอมทันที



ข้าจะไม่ฆ่ามัน...แต่จะให้ทราวิสเป็นคนลงโทษมันด้วยตัวเอง



ร่างโปร่งที่บอบชํ้าใช้แรงเฮือกสุดท้ายคลานพาตัวเองมากำซากดาบที่ถูกหักออกเป็นสองท่อนไว้แน่น ก่อนที่นํ้าสีใสจะกลิ้งไหลออกมาจากดวงตาแล้วหยดลงบนปลายดาบอย่างเศร้าสลด ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองเงาสะท้อนของตัวเองราวกับช็อคและเสียใจจนไม่สามารถกรีดร้องหรือส่งเสียงสะอื้นใดๆออกมาได้แล้ว



“ไม่จริง..



และก็เป็นตอนนั้นเองที่ความอดทนของข้าสิ้นสุดลง ร่างหนาคายลูกอมออกมาแล้วโยนทิ้งไปไกลๆอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเดินไปทรุดลงนั่งข้างๆทราวิสที่ยังไม่รู้ตัว



“..ร้องไห้เป็นเด็กๆไปได้



นํ้าเสียงที่อ่อนโยนจนแม้แต่ข้าเองยังตกใจดังขึ้นพร้อมกับมือหนาที่ปาดนํ้าตาออกจากใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ ข้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมองทราวิสด้วยสายตาแบบไหน แต่ข้าไม่อยากเห็นรอยยิ้มร่าเริงสดใสของเขาต้องถูกพรากจากไปแบบนี้ ไม่รู้ทำไมแต่การได้เห็นเขาทุกข์ทรมานใจมันทำให้หัวใจของข้าต้องเจ็บปวดไปด้วย



ใบหน้าของทราวิสไม่คู่ควรกับนํ้าตา...ไม่คู่ควรเลยจริงๆ



ร่างโปร่งสะดุ้งแทบจะในทันที ใบหน้าเปื้อนนํ้าตาหันมาสบตากับข้าที่มองอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่แดงกํ่าเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา



'หมับ!'



ก่อนจะโผเข้ากอดข้าทันที..



“ฮึก เจเดน...เจเดนจริงๆใช่ไหม



ข้าหลุดยิ้มออกมาพร้อมกับลูบกลุ่มผมสีบลอนด์ที่ซุกอยู่ในอกไปด้วย “หล่อขนาดนี้...ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ



เสียงสะอื้นยังคงดังขึ้นเป็นระยะ ร่างในอ้อมแขนกอดข้าแน่นขึ้นราวกับไม่อยากให้จากไปไหนอีกแล้ว “ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมา..



ข้าทำเพียงยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ปล่อยให้คนกำลังเศร้ากอดอยู่อย่างนั้น นํ้าตาของอีกฝ่ายไหลออกมามากขึ้นเสื้อข้าเปียกชื้นไปหมดหากแต่ข้าก็หาได้ใส่ใจ



เพราะตอนนี้ความรู้สึกของทราวิสสำคัญที่สุด..



แต่แล้วจู่ๆเสียงฝีเท้าหนักๆของบุคคลปริศนาที่กำลังมุ่งหน้ามายังห้องนี้ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ข้ากับทราวิสจึงสบตากันโดยอัตโนมัติอย่างรู้ทันกัน



ต้องเป็นพวกอสูรอัปลักษณ์นั่นอีกเป็นแน่..



'ปัง!'



ข้าถอนหายใจอย่างนึกรำคาญเมื่อเสียงกระแทกราวกับพยายามพังประตูเข้ามาดังขึ้นจนพื้นห้องสั่นสะเทือน ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์หันมาสบตากับข้าอย่างตื่นตระหนกเล็กน้อย ในขณะที่ข้ายกนิ้วชี้ขึ้นมาจรดริมฝีปากตัวเองไว้เป็นเชิงบอกให้เงียบ สมองพยายามประมวลผลเพื่อหาวิธีหนีออกไปจากตรงนี้ให้ดีที่สุด ดวงตาสีมรกตมองร่างของเราทั้งคู่ที่ยับเยินไม่ต่างกันแล้วได้แต่ถอนหายใจให้กับตัวเอง



สภาพแบบนี้...พากันหนีไม่รอดแน่



“เจ้าหนีไปเถอะ..” นํ้าเสียงอ่อนแรงดังขึ้นในอ้อมแขนจนข้าต้องหันไปมอง ทราวิสมองเข้ามาในดวงตาข้าอย่างแน่วแน่ราวกับหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ “ชีวิตข้าไม่สำคัญหรอก...เจ้าหนีไปจากที่นี่แล้วไปตามหาแม่เถอะนะ



ข้าทำเพียงมองเขาด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับเอ่ยด้วยนํ้าเสียงแข็งกร้าว “..เจ้ากำลังจะพูดว่าการที่ข้าอุตส่าห์มาช่วยเจ้าถึงที่นี่มันไม่มีความหมายอะไรเลยงั้นหรือ



“ม..ไม่ใช่นะ! ข้าหมายถึง..



“หุบปากไปซะ!!” ข้าตวาดเป็นครั้งสุดท้ายจนทราวิสยอมเงียบ ก่อนจะก้มหน้าลงไปซุกในแผงอกหนาโดยไม่กล้าพูดอะไรอีก



'ปัง!'



เสียงของบุคคลด้านนอกที่พยายามจะพังประตูเข้ามายังคงเพิ่มความกดดันให้ข้าได้อย่างดีเยี่ยม ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันแน่นพร้อมกับหลับตาลงอย่างครุ่นคิด



คิดสิเจเดน คิด!! คิด!! คิด!!



..และไม่รู้ว่าสมองส่วนไหนถึงได้สั่งให้ข้าล้วงเข้าไปในย่ามอีกครั้งแล้วหยิบลูกอมล่องหนที่เหลืออยู่เพียงเม็ดเดียวออกมา ก่อนจะโยนมันใส่ปากและ..



ประกบริมฝีปากกับอีกฝ่ายทันที..



ร่างของทราวิสสะดุ้งอย่างสุดตัว ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกโพลงราวกับวิญญาณออกจากร่างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนที่มือหนาจะบีบกรามของอีกฝ่ายแน่นจนทราวิสต้องยอมเผยอปากออกให้ข้าได้สอดลิ้นเข้าไปพร้อมกับลูกอมในปาก เราทั้งคู่ต่างแบ่งปันความหวานของลูกอมผ่านรสจูบจนทราวิสเริ่มโอนอ่อน



สติที่แตกกระเจิงของทราวิสค่อยๆกลับคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เรียวแขนทั้งสองจึงเอื้อมมาคล้องคอข้าไว้อย่างกล้าๆกลัวๆแต่ก็ให้ความร่วมมือในการจูบเป็นอย่างดี



'ปัง!!!'



และก็เป็นตอนนั้นเองที่อสูรราวห้าหกตนพังประตูเข้ามาด้วยอาวุธครบมือ มันมองไปรอบๆห้องเพื่อเป็นการสำรวจก่อนจะส่งเสียงคำรามออกมาอย่างหงุดหงิดถึงขีดสุด



“พวกมันหนีไปแล้ว!!!!



หลังจากนั้นอสูรหน้าตาน่าเกลียดทั้งหลายก็พากันวิ่งออกไปเพื่อตามล่ามนุษย์สองคนนั้น โดยหารู้ไม่ว่าพวกเราไม่ได้หนีไปไหนเลย



ข้าลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อศัตรูได้พากันไปทางอื่นแล้ว มือหนายังคงโอบเอวของอีกฝ่ายไว้แน่นโดยที่ไม่ได้ผละริมฝีปากไปไหน เราต่างแบ่งรสชาติความหวานของลูกอมให้อีกฝ่ายอย่างรู้งาน ทราวิสพยายามจูบตอบราวกับว่าเจ้าตัวต้องการทำสิ่งนี้มานานมากแล้ว เสียงหัวใจที่เต้นระรัวของเราทั้งคู่ดังคลอไปกับเสียงเฉะแฉะของนํ้าลาย ข้าสัมผัสได้ถึงความไม่ประสีประสาในการจูบของอีกฝ่ายจนแอบยิ้มเอ็นดูในใจ เรียวลิ้นทั้งสองกวาดต้อนสำรวจในโพรงปากของกันและกันอย่างโหยหา



ไม่รู้ว่าเป็นลูกอมหรือริมฝีปากนุ่มๆของทราวิสกันแน่ที่หอมหวานได้ขนาดนี้..



การแบ่งกินลูกอมวิเศษผ่านริมฝีปาก...ช่างเป็นแผนที่ปัญญาอ่อนสิ้นดี แต่กระนั้นข้าก็มิอาจปฏิเสธได้ว่ามันรู้สึกดีมากแค่ไหน



เพราะฉะนั้น...อยู่แบบนี้กันไปอีกสักพักแล้วกันนะ






TBC.






TALK : 2

ตายยยย ช็อตนี้คือตายค่ะ ;-;

ไม่รู้ทำไมแต่เราขำ let's get it ของเจเดน555555555 แทนที่มันจะดูน่ากลัวแต่กลับดูน่ารักพอนึกถึงเสียงของจองกุกเวลาพูด 'Lets geddit' แล้วยิ้มโชว์ฟันกระต่าย คือมันน่าเอ็นดูมาก5555555555555

เจเดนนางเหมือนจะเก่งสารพัด แต่ใครจะไปคิดว่าจุดอ่อนของนางจะเป็นคือน้องหมาน่ารักๆ งื้อออ

ถ้าเป็นไปได้เราจะมันอัพตอนใหม่ภายในสามวันนะคะ เพราะรู้สึกว่าจะอัพช้าไปแล้ว ;-;

ยังไงก็อย่าลืมไปปั่นปิว Boy With Luv กับอัลบั้ม Map of the soul : Persona กันนะค้า


TALK : 1

ขอเกลียดความขิงตัวเองก็เจดี้แปป =  =;;

พูดถึงเรื่องฟิคนิสนุง  เจดี้จะค่อยๆรู้ตัวไปเองทีละนิดค่ะว่าความรู้สึกนาง 'เริ่ม' จะเปลี่ยนไป จากที่มีทัศนคติในแง่ลบกับวิสซี่ ตอนนี้นางก็เริ่มแคร์เขาบ้างแล้วโดยไม่รู้ตัว บอกแร้วว่าพ่อคนฉลาดเค้าอ่อนประสบการณ์เรื่องความรักกก555555

แล้วก็นะ ที่มาอัพช้าไม่ใช่เพราะอะไรหรอกค่ะ เราแต่งแล้วลบใหม่หลายรอบมากกกก รู้สึกว่าแต่งได้ไม่ดีซะที //เอาหัวโขกโต๊ะ

ช่วงนี้ชีวิตส่วนตัวก็จะตึงๆเครียดๆหน่อย ถ้าใครฟอลทวิตส่วนตัวเราจะรู้ว่าช่วงนี้เราเล่นทวิตบ่อยมาาก55555 ส่วนหนึ่งก็เพราะบังทันคัมแบ็คด้วยอ่ะแหละ แต่เหตุผลหลักๆคือเราอยากเอาเรื่องเครียดๆออกไปจากหัวให้ได้มากที่สุด ไม่อยากให้ความเครียดของตัวเองมากระทบเรื่องฟิคด้วย เดี๋ยวจะแต่งได้แย่ไปกันใหญ่ แต่ตอนนี้เราดีขึ้นแล้วล่ะค่า พยายามอย่างยิ่งในการ Love Myself เพื่อจะไม่กดดันตัวเองจนเกินไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน แต่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะหากเราทำเรื่องยากๆอย่างการรักตัวเองได้ นั่นหมายความว่าเราก็จะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้เหมือนกัน เป็นกำลังใจให้รีดๆทุกคนนะคะ สู้ๆน้าคนเก่งของเลาา~ ><

ส่วนเครื่องราง 'เวกวีเซียร์' (Vegvisirที่วิสซี่ใส่นี่เป็นของจริงนะคะ มันเป็นเครื่องรางที่จะช่วยคุ้มครองนักเดินทางของพวกสแกนดิเนเวียอย่างไวกิ้ง ปัจจุบันสัญลักษณ์นี้เป็นที่นิยมสำหรับคนชอบสัก tattoo มากๆ  รีดๆทุกคนที่อ่านฟิคเรื่องนี้ก็เคยเห็นเวกวีเซียร์กันหมดแล้วล่ะ เพราะมันคือสัญลักษณ์บนหน้าปกฟิคเรื่องนี้เองค่ะ 5555555555 ฟิคเรื่องนี้ชื่อ Journey และก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของเจเดนทราวิส เราเลยเอาสัญลักษณ์เวกวีเซียร์มาตั้งเป็นหน้าปกฟิคนั่นเองค่า~

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง









ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 387 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1080 boahammock (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2563 / 01:35
    ขอนอกเรื่องนะคะ ไรท์ไปหารูปแกงบังทันเยอะแยะขนาดนี้จากไหนคะเนี้ย555555555
    #1,080
    0
  2. #1048 fjddpi_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 00:55
    ㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠดีมาก🥰🥰
    #1,048
    0
  3. #942 PlengPGK (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 14:31
    อ่ยเขินมากฮือออกสสหสำบดบบหวไ ช่วยด้วยยยยย
    #942
    1
    • #942-1 PlengPGK(จากตอนที่ 8)
      19 สิงหาคม 2563 / 14:31
      แต่แบบเรื่องดาบของทราวิส ทำไมนี่แอบคิดว่าเป็นดาบที่เจเดนตอนเด็กตีหรือเปล่า ถึงมีคุณค่าทางจิตใจมาก;---;
      #942-1
  4. #873 Oomjanis (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2563 / 22:47
    อ่านแล้วกรี้ดเลย แม่เจ้าาา
    #873
    0
  5. #854 pure_smoke (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 20:34
    ลูกอมมันหอมหวานใช่มั้ยล่ะเจเดน
    #854
    0
  6. #842 LFNii (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 23:22
    ให้ความรู้สึกเหมือนอ่าน pirates of the Caribbean + frozen + maleficent ยังไงไม่รู้แต่ชอบมากกกกกก จูบอีกกกก555555
    #842
    0
  7. #797 Taniya1812 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 19:06
    เขินมาก วกกวกวกวกกวกวกวว ฮื่อออออ
    #797
    0
  8. #758 JP_Spectrum (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 00:52
    กรี้ดดดดดดดดดดด จะเป็นบ้าาา หน้าร้อนไปหมดดดก อมกกกกกก เขินนนน
    #758
    0
  9. #547 mmeaning (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 16:07
    ฮืออออ เขินไม่ไหวแร้ววว แค่แบ่งลูกอมเอง!!! เขิน เขิน!!!😭
    #547
    0
  10. #529 kkkanunnn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 00:43
    แอ๊งงงง ตายๆๆๆ ไม่ไหวอะ ลูกอมสื่อรักไปดิแง
    #529
    0
  11. #514 Mvis. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 17:29
    อือหื้อออออออเป็นการกินลูกอมที่บับ!!
    #514
    0
  12. #458 SunNySkyyyy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 12:46
    อ้ากกก ฟินนนนนนนน
    #458
    0
  13. #451 Ise-sasaki (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 22:46
    เขินมากโว้ยยยยยยยยยย
    #451
    0
  14. #443 proudsj (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 19:55
    ตายๆๆๆๆๆ เขินตายกันพอดี
    #443
    0
  15. #424 TomaTo_404 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 21:42
    หนูเปนเขินมากกค่ะะคุณไรท์ แงงงงง มันเขินมากกก ฟินมากก คืออ่านแล้วต้องหยุดพักไปหวีดแล้วกลับมากอ่านต่อ มันสนุกมาก ดีมากๆ❤️❤️❤️ เป้นกำลังใจให้คุณไรท์กับเจแดนในการตามหาแม่นะคะ สู้ๆค่า
    #424
    0
  16. #403 FON403 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 08:23
    กรี้ดดดดดอืหสยอ่ดยำหมสหบกอด่พนสำยำสดทาดสหบไาดเาเ
    #403
    0
  17. #402 chonticha1675 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 17:48
    เหมือนวินญาณออกจาตัวไปเลย...
    #402
    0
  18. #350 Moonlionz (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 23:59
    สงสารชีวิตในวัยเด็กของเจเดนมาก ผ่านอะไรมาอย่างยากลำบากจริงๆ เข้มแข็งมากที่โตมาได้ขนาดนี้ / งืออ ฉากจูบนี่แบบ อมกกก อยากกรี๊ดดด เพิ่งรู้ว่ากินลูกอมแบบนี้ได้ อรุ่มม
    #350
    0
  19. #319 Lala_Land (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 22:09
    ชีวิตตอนเด็กเศร้ามาก น้ำตาซึมเลยอ่ะ และก็มาฟินกะฉากกินลูกอม เเละก็มาขำกะมีม บ้าจีงงงง ตอนนี้จำทำให้ชั้นเปงไพโบร่า
    #319
    0
  20. #313 PaiiKanj (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 15:56
    เจดี้เริ่มรักวิสซี่แล้วใช่มั้ย อิอิ
    #313
    0
  21. #279 0961603450 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 22:00

    กรี้ดดดดดเค้าจูบกันแกรรรร
    #279
    0
  22. #278 0961603450 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 22:00

    กรี้ดดดดดเค้าจูบกันแกรรรร
    #278
    0
  23. #258 109bose (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 02:13
    โฮ่ นายหญิงที่ว่าคงไม่ใช่แม่ของเจเดนใช่มั้ยคะเนี่ยยย
    #258
    0
  24. #225 butterr. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 22:00
    ตายยยยยฉันได้ตายไปอล้ววววววดากากสกย
    #225
    0
  25. #214 Mesatt (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 12:27

    ไม่รู้จะชมยังไงดีอร๊ากกกชอบบบ ฟินตัวแตก
    #214
    0