۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 7 : ۩ Journey ۩ 06 : ความรักของวิสซี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,185
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 285 ครั้ง
    11 เม.ย. 62

B
E
R
L
I
N







ที่นี่คือที่ไหน?



นั่นคือคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวข้า



ราวกับประสาทการมองเห็นของข้าถูกทำลายไปครึ่งหนึ่ง ในที่แห่งนี้ปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาหนาทึบจนทุกสิ่งทุกอย่างดูเลือนรางไปเสียหมด ข้ารู้เพียงว่ากำลังยืนอยู่ในที่ที่ไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์หรือแม้แต่แสงไฟเล็กๆจากเปลวเทียน ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใดก็เจอแต่ความมืดมิดสีดำสนิทที่ถูกแต่งแต้มด้วยไอหมอก ลมหายใจอุ่นร้อนถูกพ่นออกมจากริมฝีปากเป็นควันสีขาวเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ ฉับพลันข้าก็รู้สึกเหมือนหายใจติดขัดเมื่อกลิ่นเหม็นเน่าบางอย่างที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณลอยเข้ามาแตะจมูก



และก็เป็นตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกได้ว่ารองเท้าบูทของตัวเองนั้นได้เปียกชื้นไปเกือบครึ่งราวกับกำลังยืนอยู่ในแอ่งนํ้า มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนอะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกเฉอะแฉะจนน่าอึดอัด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจหลุบตาตํ่าลงเพื่อมองว่าตนกำลังเหยียบอะไรอยู่



และข้าก็ได้รู้ว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง..



ก้อนเนื้อในอกแทบจะหยุดเต้นไปในทันที ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัวราวกับถูกแช่แข็งจนไม่สามารถขยับตัวหรือเปล่งเสียงใดๆออกมาได้ ลมหายใจเข้าออกแรงฟังดูติดขัดไม่เป็นจังหวะเหมือนคนถูกบีบคอ ดวงตาสีมรกตเบิกโพลงถึงขีดสุดจนเห็นเส้นเลือดสีแดงรอบเม็ดตาขาว



แม้ว่าพื้นด้านล่างจะถูกไอหมอกหนาปกคลุมไว้ แต่ข้าก็สามารถมองเห็นได้ชัดว่ากำลังยืนอยู่บนแผ่นอกของชายคนหนึ่งที่กำลังนอนแน่นิ่ง ใบหน้าของเขาซีดเซียวไร้เลือดฝาดจนเป็นสีขาวราวหิมะ ดวงตาสีฟ้าของเขาจับจ้องมายังข้าอยู่ตลอดเวลาโดยไม่กะพริบตาเลยแม้แต่หนเดียว



นั่นก็เพราะวิญญาณไม่ได้อยู่ในร่างเขาอีกต่อไปแล้ว



ข้างๆร่างของชายคนนี้ มีศพของหญิงสาวที่เน่าเฟะจากการถูกไฟเผาไปครึ่งตัวนอนหงายอยู่อย่างไม่เป็นท่า แม้จะตายไปแล้วแต่สีหน้าของนางกลับแสดงออกชัดเจนถึงความหวาดกลัวและทรมาน ใบหน้าสะสวยเหมือนสตรีทั่วไปบิดเบี้ยวจากการถูกไฟเผาอย่างน่าสยดสยองจนไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์ ริมฝีปากของนางอ้าออกกว้างแต่กลับไม่มีเสียงกรีดร้องใดๆออกมา ท่อนแขนเรียวข้างหนึ่งที่ผุพังยกขึ้นชี้ฟ้าราวกับพยายามจะคว้าอะไรบางอย่างไว้ ใต้ศพของชายหญิงสองคนนี้ก็มีศพอีกนับร้อยที่วางซ้อนทับถมกันอยู่เป็นชั้นๆอีกทีหนึ่ง รวมถึงด้านข้างของพวกเขาก็มีร่างไร้วิญญาณอีกนับหมื่นที่นอนแน่นิ่งกันอย่างกลาดเกลื่อน



ไม่ว่าจะหันไปมองทางไหนหรือเดินไปทางใด ข้าก็เจอแต่ซากศพของมนุษย์มากหน้าหลายตาที่นอนซ้อนทับกันจมกองเลือดอยู่ราวกับทะเล ไม่ว่าจะเป็นเด็กแบเบาะ วัยรุ่นชายหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงคึกคะนอง ผู้ใหญ่วัยกลางคนที่เอาแต่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังไปจนถึงวัยชราที่แก่เฒ่า ศพนับหมื่นของพวกเขานอนตายเกลื่อนกันอย่างน่าสังเวช ร่างกายของพวกเขาส่วนใหญ่ขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี เด็กบางคนศรีษะหลุด ชายหญิงบางคนแขนขาขาดไปข้าง บ้างก็ลูกตาหลุดออกจากเบ้าอย่างน่าสยดสยอง โลหิตสีแดงของพวกเขาไหลท่วมรวมกันจนกลายเป็นแอ่งนํ้าขนาดใหญ่ที่เกือบท่วมรองเท้าบูทของข้า



..มันคือภาพที่น่าสยดสยองที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา



ขาแข็งแรงก้าวถอยหลังโดยอัตโมัติ แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้ตัวว่าเผลอไปเหยียบร่างไร้วิญญาณของเด็กชายคนหนึ่งที่น่าจะมีอายุไม่เกินสิบขวบ เขาดูเป็นเด็กน้อยที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาท่ามกลางความน่ากลัวโหดร้ายรอบตัว กลางแผ่นอกเล็กๆของเขาทะลุเป็นรูโหว่แต่เด็กคนนี้กลับมีรอยยิ้มไร้เดียงสาประดับไว้บนใบหน้าแม้จะตายไปแล้วต่างจากศพอื่นๆโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าจะถูกฆ่าโดยไม่ทันได้ตั้งตัว



ข้าเห็นภาพนี้แล้วได้แต่หลับตาหันหน้าไปทางอื่นอย่างทนดูไม่ได้ จริงอยู่ที่ข้าหาได้กลัวศพ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสังเวชเมื่อได้เห็นศพของผู้บริสุทธิ์ที่ถูกฆ่าตายเกลื่อนอย่างอนาถเช่นนี้  ยิ่งอยู่ที่นี่นานขึ้นข้าก็ยิ่งรู้สึกวิงเวียนเพราะกลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นศพที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนกลายเป็นอากาศเน่าเสียทำให้การหายใจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ข้าส่ายใบหน้าไปมาอย่างแรงเพื่อไล่ความเวียนศรีษะนี้ออกไป หากแต่เมื่อหันหน้าไปอีกทาง...ข้ากลับต้องพบกับสิ่งที่ไม่คาดฝันยิ่งกว่าเดิม



ศพของอัศวินหลายพันนายนอนกระจัดกระจายกันปะปนกับฝูงชน พวกเขาสวมเกราะเงินที่เปล่งประกายท่ามกลางความมืดมิด ชายชาตรีเหล่านี้สิ้นชีพได้อย่างสมศักดิ์ศรีในฐานะอัศวินผู้ปกป้องราษฎรแม้จะดูไร้ค่าเพราะประชาชนของพวกเขาล้วนตายหมดทุกคน ดาบอาบเลือดที่ผุพังยังอยู่ในมือของเหล่าอัศวินพร้อมกับโล่ที่แตกหักไม่เหลือชิ้นดี



ข้าแทบจะหยุดหายใจไปในเสี้ยววินาทีที่ได้มองเห็นโล่เหล่านั้นชัดๆ มันมีสัญลักษญ์รูปมังกรดุร้ายที่หันหน้าไปทางซ้ายโดยมีดาบสองเล่มไขว้ทับมันไว้



..มันคือตราสัญลักษณ์ที่ข้าไม่เคยลืม สัญลักษณ์ของอาณาจักรบ้านเกิดข้าเอง



เช่นนั้นศพหลายแสนที่กองระเนระนาดอยู่รอบตัวข้า...ก็คือชาวเฮอร์เรนเดล



ข้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าเช่นไรหรือทำหน้าแบบไหนอยู่ ดวงตาสีมรกตค่อยๆกวาดมองไปบนซากศพที่กองทับถมกันจนไม่เห็นพื้นดินอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะชะงักไปในบัดดลเมื่อเสียงบางอย่างดังขึ้น



'ครืดดด...'



เสียงของมันเบาหวิวเลือนรางมากเสียจนแทบไม่ได้ยิน หากแต่เมื่อต้องตกอยู่ในสถานที่เงียบสนิทที่มีแต่คนตายเช่นนี้ โสตประสาทของข้ากลับได้ยินอย่างชัดเจนว่ามันคือเสียงโซ่ตรวนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน



 ข้าตัดสินใจเดินฝ่าไอหมอกหนาทึบท่ามกลางความมืดมิดไปตามเสียงนั้น ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าบูทสีดำค่อยๆยํ่าไปบนร่างไร้วิญญาณทั้งหลายอย่างไม่มีทางเลือกเพราะมันทับถมกันจนไม่เหลือพื้นดินธรรมดาเป็นทางเดินให้อีกแล้ว ในใจนึกขอโทษชาวเฮอร์เรนเดลเหล่านี้ที่กลายมาเป็นพื้นให้ข้าเหยียบ โลหิตสีแดงสดที่เจิ่งนองบนพื้นสั่นไหวเป็นระลอกคลื่นในทุกจังหวะการก้าวเดิน ข้าเดินต่อไปในความมืดมิดอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งสามารถมองเห็นเงาบางอย่างได้ในระยะไม่ไกลนัก



มันคือร่างของมนุษย์คนหนึ่งนั่งพิงกำแพงหินสีดำสนิทอยู่บนพื้นในท่าคุกเข่า ข้อมือทั้งสองข้างถูกตรึงไว้กับโซ่ตรวนที่ติดอยู่กับกำแพง เขาสวมเสื้อผ้าที่เน่าเปื่อยดูมอมแมมของเขาเปียกชุ่มไปด้วยคราบเลือด คนผู้นี้กำลังก้มหน้าลงอย่างคนไร้เรี่ยวแรงจนเรือนผมสีแดงยาวรุงรังปรกลงมาบดบังใบหน้าจนมิด



ณ วินาทีนี้ สัญชาตญาณบางอย่างได้สั่งให้ข้ารีบหนีออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด หากแต่ขาทั้งสองข้างกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด ราวกับว่าเท้ามีนํ้าหนักเพิ่มขึ้นมากะทันหันจนไม่สามารถยกได้อีก



 อีกฝ่ายเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้อง ใบหน้าที่ถูกซ่อนไว้หลังเรือนผมสีแดงเพลิงค่อยๆเงยขึ้นมา ก่อนที่ดวงตาสีเขียวมรกตสองคู่จะประสานกันในที่สุด



ราวกับโลกถูกหยุดเวลาเอาไว้เสียเดี๋ยวนี้ ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ริมฝีปากเป็นกระจับที่สั่นระริกอ้าออกเล็กน้อยแต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ราวกับมีก้อนบางอย่างจุกไว้ในลำคอ เลือดสูบฉีดไปทั่วร่างส่งผลให้หัวใจเต้นแรงจนหายใจไม่ทั่วท้อง



สตรีที่ข้าเฝ้ารอมาตลอดเก้าปี บุคคลหนึ่งเดียวบนโลกที่ข้ารักยิ่งกว่าสิ่งใด คนที่เป็นสาเหตุให้ข้าอยากมีชีวิตรอดต่อไปจนต้องดิ้นรนมาจนถึงบัดนี้ ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่ข้ามี หญิงสาวที่ข้ายอมแม้กระทั่งถวายชีวิตแลกกับการได้พบนางอีกครั้ง...บัดนี้นางได้อยู่ตรงหน้าข้าแล้ว



..สตรีผู้นี้คือซาฟีร่า เกรโนเวอร์ มารดาของข้าจริงๆ



ผู้เป็นแม่เองก็มีท่าทีตกใจไม่น้อย ใบหน้างดงามที่ไม่ได้เห็นมานานดูซีดเซียวไม่ต่างจากศพที่กองเกลื่อนอยู่บนพื้น ดวงตาสีเขียวขจีปรือขึ้นมามองหน้าบุตรชายอย่างประหลาดใจ “เจเดน..



เสียงไพเราะที่ข้าไม่มีวันลืมเอ่ยชื่อลูกชายเพียงคนเดียวอย่างแผ่วเบาด้วยความอ่อนแรง มันทำให้ดวงตาสีมรกตของคนเป็นลูกแดงกํ่าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ริมฝีปากหยักเม้มหากันแน่น คำพูดทุกอย่างตีขึ้นมาจุกไว้ในลำคอจนไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้แม้จะมีเป็นหมื่นคำที่อยากจะพูดออกมาจากใจ



ตลอดหลายปีที่ผ่านมา...การได้เจอสตรีคนนี้อีกครั้งเป็นเพียงความฝันและเป้าหมายหนึ่งเดียวในชีวิตข้า และตอนนี้นางก็อยู่ตรงหน้าข้าแล้ว 



..กว่าจะรู้ตัวอีกทีสองขาก็วิ่งเข้าไปหามารดาอย่างสุดฝีเท้าโดยไม่สนแล้วว่าจะเหยียบหน้าใครไปบ้าง สิ่งเดียวที่ข้าสนในตอนนี้คือแม่ที่คิดถึงและโหยหามานานแสนนาน ร่างของเด็กน้อยผมแดงที่ได้เติบใหญ่กลายเป็นชายชาตรีวิ่งโผเข้าหามารดาแบบเดียวกับที่ชอบทำตอนยังเป็นเด็ก



'หมับ!'



วงแขนแข็งแรงคว้าร่างอันบอบชํ้าเข้ามากอดไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากคลายอ้อมกอดลงแล้วแม่จะหายไปอีก แม้ว่าคราบเลือดสีแดงสดของนางจะเปรอะเปื้อนไปทั้งตัวข้าก็ไม่สนอีกแล้ว นํ้าตาลูกผู้ชายเกือกกลิ้งไปมาในดวงตาจนไม่เหลือคราบบุคคลอันตรายจอมเจ้าเล่ห์ของวอลธีเรียแต่เป็นเพียงเด็กน้อยขี้งอแงเพราะคิดถึงมารดา “ท่านแม่...ท่านแม่จริงๆด้วย



เสียงใสหัวเราะในลำคอเบาๆโดยไม่ได้ตอบอะไรกลับมา หากแต่แค่นี้มันก็มากเกินพอแล้วสำหรับข้า รอยยิ้มแห่งความสุขประดับไว้บนใบหน้าข้าอย่างตื้นตันใจ



ในที่สุด...ข้าก็ได้พบแม่เสียที



การรอคอยของข้าได้สิ้นสุดลงแล้ว



“โตขึ้นเยอะเลยนะ เด็กดีของแม่



ข้าหลับตาลงเพื่อซึมซับความรู้สึกนี้ไว้ให้นานที่สุดอย่างตื้นตันใจ ในตอนนี้มันช่างเปี่ยมไปด้วยความสุขจนอยากจะหยุดเวลานี้ไว้ ก่อนที่ร่างหนาของคนเป็นลูกจะค่อยๆผละออกมาสำรวจร่างที่โชกเลือดของมารดาด้วยสีหน้าลนลาน “..ใครทำให้ท่านตกอยู่ในสภาพนี้



แม่ข้าหาใช่สตรีอ่อนแอ ชายชาตรีนับสิบคนไม่สามารถเอาชนะนางคนเดียวได้ แม่เป็นคนสอนทักษะการต่อสู้ให้ข้าก่อนจะมาฝึกกับเหล่าอัศวินเสียด้วยซํ้า หากว่ากันตามตรงนางเป็นสตรีที่มีฝีมือเทียบเท่าแม่ทัพอัศวินอย่างออกัสท์เลยก็ว่าได้ แล้วปีศาจพรรค์ไหนกันที่จะสามารถทำให้นางตกอยู่ในสภาพยับเยินเช่นนี้



ไม่สิ...ปีศาจตนใดกันที่จับแม่ข้ามาทรมานเช่นนี้



ดวงตาสีมรกตที่เหมือนกับข้าราวกับส่องกระจกมองมาด้วยสายตาเย็นชาในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “..เทียร่า



“..หืม?



“รัชทายาทลำดับที่สองแห่งวอลธีเรีย เจ้าหญิงเทียร่า



ข้าเบิกตาขึ้นอย่างไม่เชื่อหู องค์หญิงเทียร่าเป็นน้องสาวขององค์ชายเนวิลล์และเป็นพี่สาวของทราวิส จริงอยู่ที่นางหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยมาเป็นเวลานานนับห้าปีแล้ว...แต่ข้าก็ไม่คิดมาก่อนว่านางจะหายไปฝักใฝ่มนตร์ดำ



          นางเป็นสตรีที่เลอโฉมงดงามยิ่งกว่าผู้ใดในอาณาจักร แต่ความกระหายเลือดขององค์หญิงเทียร่าทำให้ไม่มีชายหน้าไหนอยากเข้าใกล้เจ้าหญิงองค์นี้เลยแม้แต่น้อย พื้นฐานนิสัยของนางเลือดเย็นอำมหิตไม่ต่างจากบิดา และเป็นคนบ้าระหํ่ามากพอจนเกือบสังหารพี่ชายตัวเองไปแล้ว นางจะสังหารประชาชนของตัวเองทิ้งทุกครั้งที่โมโหราวกับชีวิตของคนเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า เคยแม้กระทั่งจับทราวิสผู้เป็นน้องชายแท้ๆกดนํ้าลงไปในบ่อต่อหน้าสาธารณะชนหมายจะทรมานให้ตาย หากไม่ได้องค์ชายเนวิลล์มาช่วยไว้ได้ทันเวลา ทราวิสอาจตายไปแล้วก็เป็นได้



          พูดง่ายๆก็คือ...เจ้าหญิงเทียร่าเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ไร้บารมีที่สุดในประวัติศาสตร์รองจากพระบิดา



ชาววอลธีเรียส่วนใหญ่ต่างสันนิษฐานกันว่านางได้เข้าไปในป่ามรณะจนถูกมนตร์ดำครอบงำไปแล้ว เพราะเจ้าหญิงองค์นี้เป็นสตรีที่หลงใหลในอำนาจมืดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยส่วนตัวข้าเองก็ไม่เคยสนใจข่าวลือพวกนั้นเลยสักนิด แต่ก็ยอมรับว่าไม่ได้แปลกใจเสียเท่าไหร่ที่นางกลายเป็นพันธมิตรของปีศาจอย่างที่ใครเขาว่ากันจริงๆ ซํ้ายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจับตัวท่านแม่มาทรมานเช่นนี้อีกด้วย



ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อ...ผู้หญิงคนหนึ่งจะเลวได้ถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย



“นังแพศยาคนนั้นโหดร้ายกว่าที่เจ้าคิดไว้มากนัก จงระวังตัวให้ดีและอย่าได้ประมาทนางเป็นอันขาด” สีหน้าและนํ้าเสียงจริงจังเรียกสติให้ข้าหลุดออกมาจากห้วงภวังค์ ข้ากะพริบตาถี่ๆสองสามครั้งเพื่อเรียกสติที่เริ่มจะลอยล่องไปไกล ก่อนจะยอมพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างหนักแน่นเป็นเชิงรับปากโดยไม่ได้ทักท้วงอะไร



คนตรงหน้าพยายามขยับตัวเข้ามาใกล้แต่กลับถูกโซ่ตรวนรั้งไว้แน่นจนไม่สามารถขยับไปไกลกว่านี้ได้อีก แต่กระนั้นสีหน้าของท่านแม่ก็ยังคงจริงจังเสียยิ่งกว่าครั้งไหน



ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา...นางทำให้ข้ารู้ว่าการถูกจองจำอยู่ที่นี่นั้นช่างทรมานเสียยิ่งกว่าสิ่งใดบนโลก” ดวงตาสีมรกตของคนเป็นแม่ค่อยๆอ่อนลงอย่างสื่อความหมาย มันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานจนบีบหัวใจข้าไปด้วย “แม่สาบานได้ว่าไม่ได้อยากทิ้งเจ้าไปเลยเจเดน ไม่มีมารดาหน้าไหนต้องการทิ้งลูกตัวเองไว้ให้เผชิญกับความโหดร้ายตามลำพังหรอก สำหรับข้า...สิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตคือการต้องพรากจากเจ้าไปอย่างไม่มีทางเลือก



“ท่านแม่...” ข้ารู้สึกเหมือนคำถามทุกอย่างที่มีอยู่ในใจได้หายไปหมด จากที่ตั้งใจจะถามว่าใยท่านแม่ถึงได้ใจร้ายทิ้งข้าไว้ให้เผชิญกับโหดร้ายตามลำพังได้ลงคอ ที่ผ่านมาเคยมีใจคิดถึงข้าบ้างไหม ทราบบ้างหรือไม่ว่าข้าต้องเผชิญกับความยากลำบากถึงเพียงใด และเคยรับรู้ไหมว่ามันทรมานแค่ไหนตอนข้าต้องทำใจยอมรับว่าคนที่ข้ารักเพียงหนึ่งเดียวได้จากไปแล้ว กลายเป็นว่าคำถามเหล่านี้ได้ถูกทำลายออกไปจากหัวจนหมดสิ้น เพียงแค่ประโยคนั้นของมารดาก็ได้คลายความสงสัยให้ข้าได้หมดแล้ว ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา...ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียวที่คิดถึงโหยหานาง “องค์หญิงเทียร่า...นางจับท่านมาเพื่ออะไรกัน



คนเป็นแม่ส่งเสียงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยด้วยเสียงเย็นยะเยือกอย่างแผ่วเบาแต่ข้ากลับได้ยินอย่างชัดเจน “การฆ่าล้างชาวเฮอร์เรนเดลอย่างเรา...มันอยู่ในสายเลือดราชวงศ์ของวอลธีเรียไปแล้ว พวกมันทุกคนล้วนเลวเหมือนๆกันหมด



..และก็เป็นตอนนี้เองที่ใบหน้ายิ้มแย้มอันประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างสดใสร่าเริงขององค์ชายคนสุดท้องแห่งวอลธีเรียปรากฏขึ้นมาในหัวข้าโดยอัตโนมัติจนแม้แต่ตัวเองยังตกใจ ข้าจึงได้แต่เม้มปากแน่นอย่างกระอักกระอ่วนโดยไม่พูดอะไรต่ออีก



อันที่จริงตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ชาวเฮอร์เรนเดลเองก็เคยเข่นฆ่าชาววอลธีเรียในสงครามไปมหาศาลเหมือนกัน ซํ้ายังเคยเอาเปรียบทางด้านผลประโยชน์ทางการค้าอยู่หลายคราเพื่อเป็นการซํ้าเติมว่าตนเหนือกว่า ไม่แปลกที่พระราชาองค์ก่อนแห่งวอลธีเรียจะแก้แค้นด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมเลือดเย็นเช่นนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวข้ามองว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีใครดีและไม่มีใครชั่ว แค่ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเองก็เท่านั้น —นี่แหละมนุษย์



ข้าฉุดตัวเองออกมาจากห้วงความคิด ก่อนจะพบว่าดวงตาสีเขียวขจีของมารดากำลังถูกส่งมาด้วยสายตาอ้อนวอนเป็นเชิงขอร้อง “ลูกแม่...เจ้าจะมาที่เฮอร์เรนเดลได้หรือไม่ มาช่วยข้าออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่



ข้าเงียบไปสักพักโดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ไม่ใช่เพราะลังเลแต่เป็นเพราะความแปลกใจเสียมากกว่า ข้าสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ ถึงกระนั้นก็ยอมรับปากไปอย่างไม่อิดออด



“..ข้าจะยอมทำทุกอย่างเพื่อท่าน



ฟังจบผู้เป็นแม่ก็ค่อยๆยกยิ้มขึ้นมาบางเบาอย่างอ่อนแรง ดวงตาสีเขียวมรกตสองคู่ประสานกันอย่างสื่อความหมาย แม้จะไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาแต่เราต่างเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร



“แม่จะรอเจ้านะเจเดน แต่ตอนนี้เจ้าต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้



ข้ากลับส่ายหน้าไปมาอย่างหนักแน่น “ไม่ ข้าจะอยู่กับท่านที่นี่!



“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้า พึงระวังตัวไว้ให้ดี...เทียร่ากำลังจับตาดูเจ้าอยู่” ท่านแม่กำชับเสียงแข็งอย่างหนักแน่น แต่ไม่ทันที่ข้าจะได้ตอบโต้หรือคัดค้านอะไรก็ต้องชะงักไปเสียก่อนเมื่อรู้สึกว่าแผ่นดินใต้ร่างกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่พื้นดินจะสูบตัวข้าลงไปด้านล่างทันทีอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว



“อ่ะ..!



ร่างของข้าร่วงหล่นลงไปในความมืดมิดที่มีทะเลลาวาสีแสดลุกโชนเดือดปุดๆรออยู่ด้านล่าง ความร้อนที่ต่างจากอากาศด้านบนโดยสิ้นเชิงแผดเผาผิวกายข้าจนแทบหลอมละลายไปเสียเดี๋ยวนั้น ข้าส่งเสียงร้องครํ่าครวญออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แผ่นหลังจะสัมผัสกับลาวาร้อนระอุ และ..



“เจเดน! ได้ยินข้าไหม!? ตื่นสิ!!














'เฮือก!'



เปลือกตาสีขาวนวลเบิกโพลงขึ้นมาพร้อมกับร่างหนาที่ลุกขึ้นนั่งอย่างพรวดพราด แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจรุนแรงราวกับเพิ่งไปว่ายนํ้าข้ามมหาสมุทรมา เม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาตามผิวหนังจำนวนมากทั้งที่อากาศเย็นเฉียบเข้ากระดูก มือหนายกขึ้นมากุมศรีษะตัวเองไว้ สติที่เพิ่งกลับมาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความสับสน



เมื่อกี้...ข้าฝันงั้นหรือ



ไม่สิ มันสมจริงมากเกินกว่าจะเป็นแค่จินตนาการ



“เจเดน...เป็นยังไงบ้าง เจ้าฝันร้ายหรอ” นํ้าเสียงกังวลเชิงเป็นห่วงที่ดังขึ้นใกล้ๆทำให้ข้าหันไปมอง พบว่าไอ้กิ้งก่าหัวทองกำลังนั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ด้านข้างอย่างใกล้ชิดพร้อมส่งสายตาที่เต็มไปด้วยเป็นห่วงสุดฤทธิ์มาให้



ดวงตาสีมรกตจ้อทราวิสด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ก่อนจะเบ้หน้ากัดฟันพร้อมกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดเมื่อความเจ็บบริเวณน่องขาด้านซ้ายกลับมาเล่นงานอีกครั้ง มันทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ข้าโดนพิษของปีศาจเสือแมงป่องต่อยจนสลบไป นั่นก็คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทราวิสดูกระวนกระวายเช่นนี้



เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด...ถึงแม้เสือดำมรณะตนนั้นจะถูกสังหารได้ไม่ยากนัก หากแต่พิษของมันคงสามารถฆ่าคนได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน



เหอะ...นี่เพิ่งจะได้เริ่มเดินทางเอง ข้าก็โดนพิษน่ารำคาญเสียแล้วหรือนี่



“ยังเจ็บอยู่อีกไหม” เมื่อเห็นว่าข้ายังไม่ตอบเสียที คนข้างกายจึงเดินหน้าถามต่อไปอย่างสงสัยใคร่รู้ด้วยความเป็นห่วงที่แสดงออกมาชัดเจนทางสายตา



นอกจากจินที่เป็นดั่งพี่ชาย...ก็ไม่เคยมีใครหน้าไหนมองข้าด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน



หากแต่ข้าก็ไม่ได้ชอบการที่มีคนมาสงสารเวทนาเช่นนี้แต่อย่างใด จึงเลือกที่จะไม่ตอบเจ้าชายชุดฟ้าแล้วกัดฟันยกขาข้างซ้ายที่โดนพิษขึ้นมาชันเข่าไว้ ก่อนจะถกขากางเกงขึ้นเพื่อตรวจดูแผลที่โดนต่อย



บริเวณรอบรอยแผลมีโลหิตสีดำสนิทไหลซึมออกมาจากน่องขาขาวเป็นทางยาว แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คืออักขระสาปสีดำที่ปรากฎขึ้นบริเวณที่โดนต่อย



มันคือตัวอักษรต้องสาปของปีศาจที่มนุษย์อย่างข้าไม่สามารถอ่านได้ และไม่รู้ด้วยซํ้าว่ามันจะมีผลข้างเคียงกับตัวข้าแค่ไหนหรือจะสามารถรักษาได้อย่างไร แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าคงทำได้เพียงกัดฟันทนมันไปก่อนจะหาวิธีรักษาได้ก็แล้วกัน เพราะมันไม่ใช่พิษธรรมดาอย่างพิษงูเห่าในโลกมนุษย์แน่นอน



ข้ายกมือขึ้นมานวดบริเวณขมับเมื่อรู้สึกว่าเริ่มไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดอีกแล้ว เปลือกตาสีขาวนวลปิดแน่นพร้อมกับคิ้วหนาที่ขมวดเข้าหากันด้วยความรู้สึกวิงเวียน แม้จะไม่ได้ส่องกระจกแต่ข้าก็รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าหล่อๆของตัวเองคงซีดลงกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ความปวดร้าวบริเวณน่องขาด้านซ้ายยังคงแล่นไปทั่วร่างอย่างไม่มีสิ้นสุดจนปวดไปทั่วทั้งร่าง



“ข้าหมดสติไปนานแค่ไหน” กัดฟันทนความเจ็บแล้วหันไปถามคนข้างกายที่กำลังจ้องอักขระสาปบนตัวข้าอย่างไม่วางตา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เรียบเฉยเสียจนยากจะคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เจ้าชายที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางจำเป็นยังคงเหม่อลอยจนข้าต้องหรี่ตาลงอย่างไม่พอใจนิดๆ



“ไม่ได้ยินหรือไง ข้าถามว่า..



นํ้าเสียงแกมดุค่อยๆเหือดหายไปในลำคอ เมื่อฝ่ามือสีนํ้าผึ้งเอื้อมมาแตะลงบนรอยอักขระสาปบนท่อนขาอย่างแผ่วเบาแต่ก็ทำให้ข้าเผลอหลุดร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บ



“โอ๊ย!!! ทำบ้าอะไรของเจ้าเนี่ย!?



ทราวิสสะดุ้งโหยงที่ได้เห็นเช่นนั้น องค์ชายที่เคยหยิ่งยโสมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมานของข้าด้วยความลนลานและเป็นห่วง ก่อนจะพยุงให้ข้าไปนั่งพิงต้นไม้ข้างๆเขา ทราวิสฉีกจัดการเสื้อคลุมสีฟ้าราคาแพงของตัวเองออกแล้วนำมาใช้ซับเหงื่อกาฬที่ไหลซึมออกมาตามกรอบหน้าข้าเบาๆ คนถูกกระทำบ่ายเบี่ยงเล็กน้อยตามประสาคนไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัว แต่สุดท้ายก็ยอมให้อีกฝ่ายซับเหงื่อให้แต่โดยดีเนื่องจากหมดแรงจะหนีแล้ว



ในย่ามเจ้าพอจะมีอะไรที่สามารถยับยั้งพิษปีศาจได้บ้างไหม



ข้าเหลือบไปมองกระเป๋าย่ามที่มีของวิเศษบรรจุไว้ด้านในที่วางอยู่ใกล้ๆแล้วได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนแรง “..ยาทิพย์มีจำกัด เก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจะดีกว่า



ทราวิสเหมือนอยากจะอ้าปากคัดค้านเต็มทนแต่ก็หยุดตัวเองไว้ เขากลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอแล้วได้แต่ใช้ผ้าซับเหงื่อให้ข้าอย่างเงียบๆด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก เราต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรอีกเลยหลังจากนั้น แม้จะอยู่ใกล้กันแต่ก็เหมือนอยู่ไกลเพราะต่างคนต่างจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิดของตน ปล่อยให้ความเงียบสนิทอย่างผิดปกติของป่ามรณะปกคลุมไปทั่งบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจของมนุษย์สองคนผสมกับเสียงฝูงกาที่บินว่อนอยู่บนท้องนภาสีเข้มเท่านั้นที่ยังดังอย่างต่อเนื่อง



“..เป็นเพราะข้าแท้ๆ” นํ้าเสียงแผ่วเบาของคนข้างกายทำให้ดวงตาสีมรกตหันไปมองด้วยใบหน้าเรียบเฉย พบว่าองค์ชายคนสุดท้องแห่งวอลธีเรียกำลังก้มหน้าเป็นหมาหงอยอีกแล้ว เขาเม้มปากแน่นเหมือนพยายามสะกัดกลั้นนํ้าตาเอาไว้สุดฤทธิ์ ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยด้วยเสียงสั่นระริก ที่เจ้าต้องมาเจ็บก็เพราะข้าเข้าไปยุ่งกับแมงป่องตัวนั้น...ข้านี่มันตัวซวยจริงๆ



ข้าเพียงกระตุกมุมปากขึ้นมายิ้มนิดๆก่อนจะหหน้ากลับไปตามเดิม “..แล้วเจ้าคิดว่าการมานั่งโทษตัวเองอยู่เช่นนี้มันจะทำให้ข้าหายดีหรือไงกัน



“.............



“ทำผิดพลาดแล้วเอาแต่โทษตัวเองแบบนี้นั้นเป็นการกระทำที่โง่เขลายิ่งกว่าสิ่งใด แทนที่จะเอาเวลาอันมีค่าไปหาวิธีแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง กลับเอาแต่จมอยู่กับความคิดในแง่ลบบั่นทอนจิตใจตัวเองที่จะไม่มีวันทำให้อะไรดีขึ้น เจ้าคิดว่าการกระทำนี้มันคุ้มกับการที่ข้าต้องมาทนเจ็บแล้วหรือ...ทราวิส



คนฟังได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร ข้าไม่ได้หันไปมองหน้าเขาแต่ก็รู้สึกได้ว่าทราวิสรับฟังข้าในทุกประโยคอย่างตั้งใจ ดวงตาสีมรกตเหลือบขึ้นไปมองท้องฟ้าสีดำทมิฬที่มีดวงจันทร์ประดับเคียงข้างกับหมู่ดาวแล้วได้แต่สบถในใจ



หลังจากที่โดนพิษเสือแมงป่องจนสลบไป...ข้าก็หมดสติไปเกินครึ่งวันเลยรึ



“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ช่วยกรุณารักษาแผลบนหน้าอกเจ้าด้วย...หากไม่อยากให้มันติดเชื้อจนกลายเป็นศพไร้ญาติอยู่ที่นี่” ข้าเอ่ยทิ้งท้ายไว้ก่อนจะคว้ากระเป๋าย่ามโยนให้อีกฝ่ายแล้วเอนตัวลงนอนโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ทราวิสสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อโดนจับได้ว่ายังไม่ได้รักษาแผลที่โดนปีศาจเสือดำข่วนแต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไร ข้าจึงใช้มือทั้งสองรองไว้ใต้ศรีษะแล้วยกขาข้างที่ไม่โดนพิษขึ้นมานอนไขว้ห่างแบบที่ทำประจำ ปลายเท้ากระดิกไปมาเป็นจังหวะก่อนที่เปลือกตาสีไข่มุกจะปิดลง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าอีกแล้ว นอนต่ออีกสักหน่อยก็แล้วกัน



“..เจ้าพูดถูก



เสียงทุ้มหวานที่ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ข้าต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้หันไปมองแต่อย่างใด ไม่นานนักทราวิสก็พูดต่อ



“ข้าควรเอาเวลาไปแก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง...ไม่ใช่เอาแต่จมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดเช่นนี้



หลังจากนั้นเราต่างก็ไม่พูดอะไรกันอีกเลย ต่างฝ่ายต่างเงียบเสียจนบรรยากาศอันมืดมิดในป่ามรณะดูน่ากลัว ก่อนที่ข้าจะตัดสินใจเล่าถึงจุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้พร้อมกับความฝันที่ข้าได้เห็นซากศพของบรรพบุรุษและได้พบเจอมารดาอย่างไม่คาดคิดให้ทราวิสฟัง



แต่แน่นอนว่าข้าไม่ได้เล่าเรื่องเจ้าหญิงเทียร่าเลยแม้แต่น้อย



“..ในมุมมองข้า ข้าคิดว่านั่นเป็นกับดัก ทราวิสเอ่ยพลางกัดปากแน่น เขาใช้มือแตะปลายคางไปด้วยอย่างครุ่นคิดเป็นจริงเป็นจัง “พวกปีศาจคงจะรู้ว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อตามหาแม่ เลยใช้โอกาสนี้สร้างคาถาลวงตาขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้เจ้าไปที่เฮอร์เรนเดลแล้วฆ่าทิ้งซะ



“อาจเป็นไปได้ ต่สิ่งที่เจ้ากล่าวมานั้นไม่ค่อยจะดูมีเหตุผลเสียเท่าไหร่” ข้าเอ่ยด้วยเสียงเนิบนาบตามประสาคนง่วงนอนก่อนจะอธิบายต่อ ปีศาจพวกนั้นจะเสียเวลาหลอกล่อข้าให้ไปเฮอร์เรนเดลทำไมกัน ในเมื่อข้าก็ตั้งใจจะไปที่นั่นอยู่แล้วตั้งแต่แรก —ช่างเป็นข้อสันนิษฐานที่ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด



ทราวิสได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยู่ปาก “..ข้าไม่ได้ฉลาดเหมือนเจ้าเสียหน่อย



เสียงหัวเราะทุ้มตํ่าในลำคอดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มนิดๆ “ข้าก็ไม่ได้ฉลาดหรอก เจ้าแค่โง่เท่านั้นเอง



“.............


















เช้าวันต่อมา..



ข้าตื่นมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ความเจ็บบริเวณรอยแผลที่โดนพิษได้หายไปเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าพิศวง เมื่อถกขากางเกงขึ้นก็ต้องตกใจเข้าไปอีกที่อักขระสาปได้หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน



แม้แต่พิษงูในโลกมนุษย์ยังไม่สามารถหายได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แล้วข้าที่โดนพิษของปีศาจแต่กลับหายภายในหนึ่งวันโดยปราศจากการรักษามันไม่แปลกไปหน่อยหรือ



ประหลาด...นี่มันประหลาดชะมัด



“เจเดน...เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” นํ้าเสียงอ่อนแรงของทราวิสดังขึ้นข้างๆทำให้ต้องหันไปมองโดยอัตโนมัติ ทราวิสยังคงนั่งอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าเป็นห่วง ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองมาอย่างเป็นกังวลราวกับข้ากำลังจะตายเสียอย่างไรอย่างนั้น



และถ้าไม่ได้ตาฝาดไป ข้ารู้สึกว่าใบหน้าของเขาซีดลงกว่าเดิม



“เจ้ายังเจ็บอยู่อีกหรือไม่ ตอบข้าสิ!!



ข้ามองท่าทีกระวนกระวายปนลุกลี้ลุกลนของอีกฝ่ายอย่างพิจารณาด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาช้าๆเป็นคำตอบ



“ไม่เจ็บแล้ว



เพียงแค่สามคำสั้นๆนี้ก็ทำให้ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เป็นประกายดีใจขึ้นมาในบัดดล ก่อนที่รอยยิ้มสี่เหลี่ยมจะปรากฎขึ้นบนใบหน้าของคนเป็นองค์ชายด้วยความปิติยินดีอย่างถึงที่สุด



'หมับ!'



“ขอบคุณพระเจ้า..



ร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าโผกอดข้าทันทีจนเราทั้งคู่เสียหลักหงายหลังล้มลงไปกองกับพื้น หากแต่ทราวิสกลับกอดแน่นขึ้นโดยไม่ได้หุบยิ้มกว้างลงแต่อย่างใด และถ้าสังเกตดีๆ...ข้ารู้สึกว่าภายในดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่กำลังหยีลงจากรอยยิ้มนั้นมีนํ้าตาซึมอยู่เล็กน้อย



..อะไรจะดีใจขนาดนั้น



จากตอนแรกที่ข้าตั้งใจจะผลักเขาออกไปให้พ้นทางก็ได้แต่ปล่อยให้คนด้านบนกอดตามใจชอบ กลิ่นตัวของทราวิสที่หอมละมุนเหมือนกุหลาบลอยขึ้นมาแตะจมูกทำให้ข้าเผลอสูดดมเข้าไป ก่อนที่รอยยิ้มเอ็นดูจะปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าของคนผมแดงอย่างไม่รู้ตัว..



















เราทั้งคู่เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้งหลังจากที่กินมื้อเช้าไปบางส่วน ทราวิสเดินตามหลังข้าต้อยๆไม่ต่างจากครั้งที่ผ่านมา แต่ที่เพิ่มมาก็คือการที่ข้าให้องค์ชายผู้สูงศักดิ์แห่งวอลธีเรียต้องแบกกระเป๋าย่ามมาตลอดทาง ซํ้ายังต้องคอยเอาอกเอาใจข้าตลอดเวลาประดุจทาสรับใช้



เหอะ...สมนํ้าหน้า อยากตามมาเองนัก ทนความลำบากให้ได้ก็แล้วกัน



“ทราวิส มาซับเหงื่อให้ข้าที” เอ่ยสั่งอีกฝ่ายพลางผิวปากไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ทั้งๆที่อากาศเย็นจัดเสียจนไม่มีเหงื่อสักเม็ดปรากฎออกมาให้เห็น หากแต่ทราวิสก็ได้แต่เดินคอตกเหมือนหมาหงอยมาซับเหงื่อให้ตามคำสั่งอยู่ดีอย่างคัดค้านไม่ได้



มันช่างเป็นภาพที่น่าขันนัก เจ้าชายจอมหยิ่งยโสที่ไม่เคยทำงานหนักต้องมาใช้แรงงานเช่นนี้ ทั้งที่มีท่าทีเหมือนไม่เต็มใจแต่ก็ยอมทำตามคำขอของข้าอย่างขัดอะไรไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะได้สัญญากันไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้วว่าเขาจะต้องทำตามคำสั่งข้าทุกประการ แต่อันที่จริงเหตุผลหลักก็คือทุกครั้งที่ทราวิสบ่นอุบอิบเหมือนไม่อยากทำ ข้าก็จะพูดด้วยสายตาออดอ้อนว่า..



'ไหนว่าเจ้ารักข้าไม่ใช่หรือไง..'



แล้วทราวิสก็จะยอมทำตามทุกสิ่งที่ข้าสั่งอย่างไม่อิดออด



“ทราวิส ข้าหิวนํ้า



คนถูกสั่งอีกรอบยู่ปากเล็กน้อยก่อนจะยื่นถุงหนังสัตว์ที่บรรจุนํ้าไว้ด้านในมาให้ ข้าเพียงปรายตามองมันเล็กน้อยอย่างหยิ่งยโสแล้วส่ายหน้าไปมา



“ไม่เอา ข้าอยากลองดื่มนํ้าในป่ามรณะดูสักครั้ง เจ้าไปหามาให้หน่อยสิ



“โธ่เจเดนที่รัก ข้าจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไร ตั้งแต่เราเดินมายังไม่เจอแหล่งนํ้าเลยด้วยซํ้า!” คนรับใช้จำเป็นบ่นอุบอิบพร้อมเบะปากกระทืบเท้าเร่าๆไปด้วยเหมือนเด็กงอแงจนข้าอดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้ ก่อนที่จู่ๆสองขากำยำจะหยุดยืนอยู่กับที่ในบัดดล



“..จะบอกได้หรือยังว่าปิดบังอะไรข้าอยู่



ทราวิสเองก็หยุดเดินเช่นกัน ข้าค่อยๆหันหน้าไปหาเขาด้วยใบหน้านิ่งสนิทจนไม่สามารถเดาความรู้สึกได้ คนถูกถามถึงกับชะงักไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนกะพริบตาถี่ๆเพื่อเรียกสติให้กลับมาดังเดิม



ปิดบัง? เจ้ากำลังพูดถึงอะไร...ข้าไม่เข้าใจ” ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ล่อกแล่กไปมาอย่างกระวนกระวาย ทราวิสก้มหน้าลงจนคางชิดคอพลางเม้มปากแน่นเพื่อหลบสายตาข้าอย่างถึงที่สุด ท่าทีของเขาดูมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัดจนข้าต้องหรี่ตาลง



'ตึง!'



ก่อนจะผลักอีกฝ่ายให้ชนกับต้นไม้สีดำทมิฬทันที..



แผ่นหลังของคนเป็นองค์ชายกระแทกเข้ากับต้นไม้จนเจ้าตัวเบ้หน้าด้วยความเจ็บ แต่ไม่ทันจะได้ร้องโวยวายอะไร ทราวิสก็ต้องตัวแข็งทื่อเมื่อถูกข้าใช้แขนกักตัวเขาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้



ใบหน้าของเรามีระยะห่างอันใกล้เสียจนสามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนของกันและกัน พวงแก้มกลมสีนํ้าผึ้งขึ้นสีแดงระเรื่อเหมือนมะเขือเทศสุกจนน่ากัดให้จมเขี้ยว ลมหายใจของทราวิสติดขัดไม่เป็นจังหวะจากอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นแรงอย่างบ้าคลั่งจนข้ารู้สึกได้



ดวงตาสีมรกตมองคนที่ยืนสั่นระริกเป็นลูกนกตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา ก่อนจะกลับมาสบตากับสายตาตื่นตระหนกอีกครั้ง



“อ๊ะ..” ทราวิสเผลอส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อโดนมือหนาที่เย็นเฉียบจากอากาศหนาวลูบข้างพวงแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากสีพีชอ้าออกเหมือนคนสติหลุดแต่ข้าก็หาได้สนใจไม่ มือหนาเลื่อนตํ่าลงมาลากผ่านบริเวณลาดไหล่สีนํ้าผึ้งภายใต้ชุดคลุมสีฟ้าอย่างเบามือจนคนถูกกระทำตัวสั่นระริก



'หมับ!'



มือหนาคว้าท่อนแขนเรียวข้างขวาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดคลุมสีฟ้าขึ้นมา ก่อนจะถกแขนเสื้อของเขาขึ้นภายในพริบตาจนมองตามไม่ทัน ทราวิสเบิกตาโพลงอย่างสุดฤทธิ์ทันทีที่ข้าทำเช่นนั้น ท่อนแขนสีนํ้าผึ้งพยายามดิ้นให้หลุดออกจากมือหนาสุดแรงแต่ก็ไม่เป็นผล



“เจเดน อย่า..!!



ร่างหนาตัวแข็งทื่อไปทั้งตัวเหมือนถูกแช่แข็ง ดวงตาสีมรกตจ้องอักขระสาปบริเวณโคนแขนของทราวิสอย่างไม่วางตา มันเป็นรอยอักขระแบบเดียวกับที่ข้าเคยมีอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ต่างกันตรงที่รอยอักขระสาปของทราวิสมีขนาดใหญ่กว่าของข้าเล็กน้อยเท่านั้น



ฉับพลันข้าก็รู้สึกเหมือนอารมณ์โทสะได้หลั่งไหลไปทั่วร่าง อารมณ์ขุ่นมัวที่ไม่ค่อยจะมีให้เห็นในตัวชายเจ้าเล่ห์ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ดวงตาคมสีเขียวแข็งกร้าวขึ้นโดยอัตโนมัติพร้อมกับมือหนาที่กำข้อมือเรียวของอีกฝ่ายแน่นราวกับจะบีบกระดูกให้แตก



“เจ้าไปทำอะไรมา..” เสียงทุ้มตํ่ากว่าปกติเอื้อนเอ่ยออกมาจากไรฟัน สายตาที่เย็นชาแต่กราดเกรี้ยวทำเอาคนใต้ร่างสะดุ้งเบาๆด้วยความกลัว “ข้าถามว่าเจ้าไปทำอะไรมา!!?



ใบหน้าตื่นตระหนกหันไปด้านข้างอย่างไม่กล้าสบตา ดวงตาสีฟ้าใสเหมือนอัญมณีเทอร์ควอยซ์หลุบตํ่าลงอย่างเศร้าหมอง เปลือกตาบางปิดลงสนิทพร้อมกับปากที่เม้มหากันแน่นราวกับอยากหนีออกไปจากสถานการณ์นี้ให้พ้นๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทนสายตากดดันของข้าได้แล้วยอมคายความจริงออกมาแต่โดยดี



“อักขระสาปบนตัวเจ้า...หากปล่อยไว้นานมันจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆไปตามกาลเวลา จนในที่สุดก็จกัดกินเจ้าไปทั้งตัวจนตายภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน



คิ้วหนายกสูงขึ้นข้างหนึ่ง “..เมื่อคืนเจ้าก็เลยแอบฉวยโอกาสตอนข้าหลับในการย้ายพิษอักขระสาปไปไว้บนตัวเจ้าแทนงั้นสินะ



ทราวิสเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหู ริมฝีปากสีพีชอ้าออกด้วยความประหลาดใจถึงที่สุด “จ..เจ้ารู้ได้ยังไง



ข้าใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มด้วยรอยยิ้มมุมปาก นับว่าทราวิสสามารถทำมันได้อย่างแนบเนียนทีเดียวเพราะเมื่อคืนข้าไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิดว่ามีคนมาวุ่นกับร่างกายตัวเอง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่สามารถหลุดพ้นความฉลาดและช่างสังเกตของข้าไปได้หรอก



ใบหน้าคมเลื่อนตํ่าลงไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นด้วยสายตาเชือดเฉือน “..คิดหรือว่าเจ้าจะเก็บความลับจากข้าได้



ทราวิสได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่เม้มปากแน่น ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์สั่นระริกไปมาก่อนจะหลุบตํ่าลงไปมองรองเท้าบูทของเราที่อยู่ใกล้กันแทนอย่างไม่กล้าสบตา ในขณะที่ข้าหลับตาเสยผมสีแดงขึ้นอย่างพยายามข่มอารมณ์



ข้าไม่ชอบให้ใครหน้าไหนต้องมาเสียสละเพื่อข้าเช่นนี้ หนึ่งการเสียสละเท่ากับการติดหนี้บุญคุณหนึ่งแต้ม เพราะชีวิตคนเรามีค่ามากเกินกว่าจะมายอมทรมานแทนให้กันง่ายๆ แล้วเหตุใดทราวิสจึงต้องยอมทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้ด้วย



ยาห่าเหวอะไรนั่นที่ทราวิสกินไป...มันส่งผลให้เขารักข้ากระทั่งยอมเจ็บแทนได้ขนาดนี้เชียวหรือ



“เจ้าทำแบบนี้ไปทำไมกัน” เอ่ยถามพร้อมกับพรูลมหายใจออกมาอย่างละเหี่ยใจ “อักขระสาปก็อยู่บนตัวข้าอยู่ดีๆ มันจะทรมานยังไงก็เป็นเรื่องของข้า เจ้าจะย้ายมันไปอยู่บนตัวเจ้าให้ทรมานตัวเองไปทำไมกัน งี่เง่าสิ้นดี



ทราวิสนิ่งไปสักพักโดยไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาสีเขียวที่มองอยู่ก่อนแล้วอย่างสื่อความหมาย



“..ข้าไม่สามารถทนเห็นเจ้าทุกข์ทรมานได้” คนที่เกลียดข้ายิ่งกว่าสิ่งใดเอ่ยขึ้นพร้อมส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย ใบหน้าที่ซีดเซียวจากพิษอักขระสาปดูหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของข้าราวกับต้องการสื่อความรู้สึกภายในออกมาให้ข้าได้รู้



ข้าได้แต่หลับตาลงอย่างเหนื่อยใจ “ถึงกระนั้นเจ้าก็ไม่ควรทำเช่นนี้ มันช่างเป็นการกระทำที่



“ไม่แปลกที่คนไม่เคยตกหลุมรักใครมาก่อนเยี่ยงเจ้าจะคิดว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่า” ทราวิสยังคงมองข้าด้วยสายตาแบบเดิม มือเรียวถือวิสาสะมาจับมือหนาแล้วนำไปวางทาบบริเวณอกซ้ายของเขา ข้าถึงกับตกใจเมื่อรู้สึกได้ว่าก้อนเนื้อในอกของทราวิสกำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลุดออกมาจากอก



นี่มันไม่ต่างอะไรจากครั้งก่อนตอนที่ข้าเผลอใจเต้นให้กับเขาเลยสักนิด..



ดวงตาสีเขียวเลื่อนกลับไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่มองอยู่ก่อนแล้ว ทราวิสระบายยิ้มออกมาบางเบาก่อนจะพูดต่อ “แต่สำหรับข้าที่ตกหลุมรักใครบางคนไปแล้วอย่างหมดหัวใจ...หากข้าสามารถตายแทนเขาได้ ข้าก็จะทำ



เราได้แต่สบตากันอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ข้าจะเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างทำตัวไม่ถูก



สายตาคู่นั้น...มันมองมายังข้าราวกับจะสื่อว่าข้าคือโลกทั้งใบของเขา และแน่นอนว่านอกจากแม่ตัวเองแล้ว ข้าก็ไม่เคยได้รับสายตาแบบนี้จากใครหน้าไหนมาก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาววอลธีเรีย



แต่เจ้าชายองค์นี้ที่คอยกลั่นแกล้งข้าเสมอมาราวกับเกลียดชังนักหนากลับเป็นคนมองข้าด้วยสายตาที่มีแต่คำว่ารัก...แล้วจะไม่ให้ข้ากระอักกระอ่วนได้อย่างไรกัน



ข้ามองทราวิสที่กำลังก้มหน้ามองเท้าด้วยสายตาอ่านไม่ออกแล้วถอนหายใจออกมาอย่างกระอักกระอ่วน มือหนาที่หยาบกร้านตามประสาคนฝึกการรบมาตั้งแต่เด็กจะเอื้อมไปหมายจะลูบศรีษะอีกฝ่าย



ท่านแม่มักจะลูบหัวข้าเช่นนี้เสมอ มันจึงเป็นการกระทำแสดงความอ่อนโยนเพียงหนึ่งเดียวที่ข้ารู้จัก และข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าข้ากำลังจะทำมันกับคนที่เกลียดตัวเองเข้าไส้



หากแต่สุดท้ายแล้วข้าก็ชักมือกลับก่อนจะได้สัมผัสหัวทุยๆของทราวิสก่อนที่เขาจะรู้ตัว นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้ารู้สึกว่าตัวเองช่างขี้ขลาดตาขาวผู้ไม่กล้าแม้แต่จะแตะเนื้อต้องตัวบุรุษด้วยกัน



ให้ตายสิ...เป็นอะไรของข้ากันนะ



“แม้ว่าเจ้าจะช่วยชีวิตข้าไว้...อย่างไรเสียเดิมทีแล้วอักขระสาปเฮงซวยนั่นก็เคยเป็นของข้ามาก่อน” นํ้าเสียงเนิบนาบเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน ดวงตาสีมรกตตวัดไปมองคนตรงหน้าอย่างเรียบเฉยแต่แฝงความหมายเอาไว้ “เพราะฉะนั้นข้าจะรับผิดชอบแผลนี้ของเจ้าเอง และจะไม่ปล่อยให้เจ้าตายเพียงแค่โดนพิษห่วยแตกเช่นนี้หรอก



ทราวิสกะพริบตาปริบๆเหมือนเด็กน้อยที่พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด ก่อนที่รอยยิ้มน่าเอ็นดูจะค่อยๆปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขาอย่างสดใสร่าเริงอีกครั้ง



'หมับ!'



“เจเดนของข้าน่ารักที่สุดเลย!



ร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าโผเข้ากอดอย่างเต็มรัก ข้าชักจะรู้สึกชินกับการโดนเจ้าชายองค์นี้จู่โจ่มผ่านอ้อมกอดเสียแล้วเลยไม่ได้เสียหลักล้มลงแต่อย่างใด ริมฝีปากหยักยกยิ้มขึ้นนิดๆอย่างบางเบาจนแทบมองไม่เห็น ก้อนเนื้อในอกซ้ายของข้าเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุจนรู้สึกเจ็บหน้าอกไปหมด ข้ากระแอมไอสองสามครั้งแล้วหันใบหน้าแดงๆไปทางอื่นอย่างทำตัวไม่ถูกพร้อมกับคำถามในหัว



ไอ้องค์ชายเฮงซวย...นี่เจ้าทำอะไรกับหัวใจข้ากันแน่





TBC.





TALK :



เจดี้ไม่เคยรักใครเลยนอกจากแม่ นางเลยโคตรจะไม่ประสีประสาเรื่องความรักผิดกับวิสซี่ ตอนนี้ก็เรียกได้ว่ากำลังโดนวิสซี่จีบอยู่เนืองๆนั่นเอง5555555555



อ้อๆ แม่เจดี้กับพี่สาววิสซี่เนี่ยจะเป็นตัวแปรหลักสำคัญของเรื่องและอาจกระทบไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเจเดนกับทราวิสด้วย จับตาดูพวกนางให้ดีๆนะคะ :)



แต่เหนือสิ่งอื่นใด...บังทันจะคัมแบ็คพรุ่งนี้แล้วนะคะคุณพวกเทออว์ อ๊าาาาก!@#$%^&*+)(*^%$#R^&*# อย่าลืมไปช่วยกันปั่นวิวให้หนุ่มๆกันนะคะ!! อาร์มี่สู้ๆ! ><




WHAT THE FRICK FRACK QUARTERBACK NAMED JACK IS THIS


ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 285 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1079 boahammock (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2563 / 00:04
    เสียอาการแหละ ดูออก อุๆๆ
    #1,079
    0
  2. #941 PlengPGK (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 13:47
    แงน้องทราวิสแบบอ่ยน่ารัก ต้องแอบชอบเขามานานแล้วแน่ๆเลยอะ ส่วนเจเดนนายน่ะหวั่นไหวกับเขาแล้วล่ะนะ
    #941
    0
  3. #841 LFNii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 23:01
    น้องหงอยเปงหมาเลย พี่เจเดนอย่าดุหลาย แอ้แงงงงง
    #841
    0
  4. #796 Taniya1812 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 18:32
    ละมุนมากกกกก ฮื่ออออ;-;
    #796
    0
  5. #756 JP_Spectrum (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 00:32
    แงงงงงงงงงง ยาของฮิวโก้คืออะไรเนี่ยยย ละมุนตุ้มมาก
    #756
    0
  6. #546 mmeaning (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 15:11
    เขินมากกก ฮืออ นี่ว่าทราวิสต้องชอบเจเดนอยู่ก่อนแล้วแน่เลยอะ เป็นเขินมากตอนนี้
    #546
    0
  7. #513 Mvis. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 22:36
    แหนนน๊ ทำมาเปงโมโหกลบเกลื่อนเจเดน ทำมาเปงงงง
    #513
    0
  8. #442 proudsj (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กันยายน 2562 / 19:13
    ยาของฮิวโก้ไม่ใช่ยาเสน่ห์แต่เป็นยาเผยความในใจชะมะ แบบน้องหลงรักเจเดนมาตั้งนานแล้วไรนี้
    #442
    0
  9. #349 Moonlionz (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 23:34
    ทราวิสน่ารักกกก เจเดนเริ่มใจอ่อนแล้วยังง
    #349
    0
  10. #318 Lala_Land (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 21:39
    ตอนนี้น่ารักๆ
    #318
    0
  11. #312 PaiiKanj (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 15:31
    เอ็นดูเจ้าวิสอ่ะ
    #312
    0
  12. #224 butterr. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 21:16
    วิสน่ารักมากๆๆๆๆ
    #224
    0
  13. #148 Monica Flenton (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 16:09

    ไม่ได้เจอฟิคที่โดนใจแบบนี้มานานแล้ว ชอบเรื่องนี้มากๆ สู้นะคะไรท์

    #148
    0
  14. #147 Ramifa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 15:40
    ฮือออ

    ทราวิสรักเจเดนมัากไเลย เจเดนเองก็เริ่มรักวิสแล้วใช่มั้ย
    #147
    0
  15. #143 Pizz (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 00:31

    ฉากที่ทราวิสบอกรักเจเดน นี่คือจิกหมอนแล้วค่ะ เกือบปาโทรศัพท์ มันเป็นเขินมากๆเลย ฮื่ออออ /แต่นี่ว่ายาที่ทราวิสโดนมันน่าจะเป็นยาที่เผยความในใจ เผยความรู้สึกมากกว่าอะ จุดประสงค์ของฮิวโก้ที่ให้ยานี้กับทราวิสเพราะอยากให้ทราวิสเผยความจริงว่าทราวิสเป็นคนขโมย วางแผนเรื่องดาบศักดิ์สิทธิ์เองหรือไม่ก็อาจจะแบบทำไมทราวิสถึงแกล้งเจเดน แต่ความจริงในใจของทราวิสก็คือน้องตกหลุมรักเจเดนเลยคอยแกล้งตลอดงี้ เรื่องดาบก็เป็นแผนน้องเพื่อที่จะให้ได้ใกล้ชิดซัมติงรึเปล่านะ แงงง้ เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่ก็คือเราขอเก็บเศษหน้าไปเงียบๆแล้วกันนะคะ อย่าสนใจกันเลย //เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ เนื้อเรื่องน่าติดตามจริง สู้ๆนะคะ

    #143
    0
  16. #142 jidapa10202 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 17:35
    อ้าากกกกกกน้ำแกมาจากไหนบังอาจมาเปลื้อนหน้าข้ารึ
    #142
    0
  17. #135 ChompunutEksuk (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 08:55
    ชอบเขาแล้วก็บอกกก
    #135
    0
  18. #134 MooyongMM (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 15:21
    ชอบเค้าแล้วก็ยอมรับม๊าาาาาา
    #134
    0
  19. #133 jvjk (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 08:21
    ว้ายยยยยยยยย
    #133
    0
  20. #132 BumbimTanyathip (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 04:47
    เขินล่ะสิเจเดนนนนน. อย่าทำความสัมพันธ์พังน้าไรท์ ฮั่นแหน่! มิเอามิทำ
    #132
    0
  21. #131 Butterfly k10 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 02:39
    อย่าพังความสัมพันธ์น้องเลยนะคุณแม่และคุณเจ้าหญิง ปล.ชอบรูปที่แจกตอนท้ายเสมอค่ะ--*
    #131
    0
  22. #130 kew3428x (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 00:34

    เขินว่ะครับ!
    #130
    0
  23. #129 MoOn_LiGhT (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 23:01
    แหมมๆๆๆ เขินแล้วชอบทำเป็นอารมณ์เสียน้าาา เจเดนเนี่ยนิสัยไม่ดีเลยนาาาา
    #129
    0
  24. #128 MindQueen (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 22:38
    อิหยัง นังเทียร่า นังตัวดี!!
    #128
    0
  25. #127 ku_1709 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 22:10

    คุณไรท์เก่งนะคะเนี่ยตอนบรรยายเรื่องศพทำเราอิน คุณไรท์เก่งมากเรื่องนี้คนละแนวกับกุ๊กกี้น้อยจอมพลังเลย สู้ๆนะคะ
    #127
    1
    • #127-1 ku_1709(จากตอนที่ 7)
      11 เมษายน 2562 / 22:11
      กุกกี้สิ
      #127-1