۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 23 : ۩ Journey ۩ 21 : บทสรุปของความรัก...และการสูญเสีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,357
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    6 พ.ย. 63

 

 

หากจะให้ประเมินสถานการณ์ตอนนี้…คงต้องบอกว่าฝ่ายเรากำลังได้เปรียบ

 

ฮานาสก้าเป็นผู้นำทัพปีศาจนับหมื่นในเผ่าของนาง พวกเขาระดมโจมตีใส่เหล่าปีศาจรับใช้ของซาฟีร่า เปลวไฟร้อนระอุจากฮานาสก้าและบรรดานกฟีนิกซ์ลุกโชนท่ามกลางความมืด มันแผดเผาร่างนับพันของศัตรูจนบิดเบี้ยวละลายไปกับไฟ เสียงกรีดร้องครํ่าครวญอย่างทรมานดังอย่างน่าสังเวช ครั้นพวกมันฟื้นฟูบาดแผลกลับมาได้อีกครั้ง ก็จะโดนฝูงมนุษย์หมาป่ารุมกัดทึ้งฉีกกระชากเนื้ออย่างเลือดเย็น จนชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆกระเด็นไปทั่วบริเวณ แล้วอวัยวะเหล่านั้นก็ถูกฝูงปีศาจเสือโคร่งขนาดยักษ์ที่มีสามหางกระโดดขึ้นไปงับไว้ในปาก แล้วใช้เขี้ยวแหลมบดเคี้ยวมันอย่างกระหายอยาก

 

เลือดมากมายสาดกระเซ็นเป็นละอองในอากาศราวกับสายฝน จนมันกระเด็นใส่แก้มข้าที่ยืนแน่นิ่ง

 

มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามอย่างแท้จริง

 

บนยอดภูเขาสูงแห่งเฮอร์เรนเดลที่ได้กลายเป็นสมรภูมิ กองทัพหลายหมื่นปะทะฟาดฟันโรมรันกันอย่างดุเดือด รอบตัวข้ามีแต่ภาพของการต่อสู้ที่นองเลือด ทว่ากลับไม่มีปีศาจรับใช้ของท่านแม่ที่กล้าแตะต้องข้าเลยแม้แต่น้อย ข้ากลายเป็นคนเดียวที่ศัตรูไม่แม้แต่จะเข้าใกล้ ส่วนทราวิสนั้นกลายเป็นเป้าโจมตีอันโอชะไปเสียแล้ว ปีศาจมากมายพุ่งเข้ามาหาเขาจากทั่วสารทิศ ราวกับกองทัพมดมากมายกรูกันเข้ามาหาอาหาร ทราวิสใช้ดาบเชือดเฉือนพวกมัน ฟาดฟันโค่นล้มตนแล้วตนเล่า ในขณะที่ข้าต้องคอยระวังหลังให้เขาตลอดเวลา

 

ต่างฝ่ายต่างมีศัตรูมากมายให้จัดการ ข้ากับทราวิสถอยหลังจนแผ่นหลังเราชนกัน เราหอบหายใจขณะกำดาบในมือแน่น ก่อนจะพุ่งออกไปจู่โจมศัตรูที่ไม่มีท่าทีจะลดลง

 

ข้ากัดฟันแทงดาบทะลุเข้าไปในกลางศีรษะของปีศาจตนหนึ่ง ออกแรงบิดกระชากจนศีรษะของมันหลุดติดมากับดาบด้วย ก่อนจะเหวี่ยงศีรษะนี้ขึ้นไปบนฟ้า แล้วหนึ่งในปีศาจของฮานาสก้าก็บินโฉบมากลืนกินมันไปอย่างกระหาย เราพยายามกำจัดมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าซาฟีร่ากลับคืนชีพพวกมันขึ้นมาอีกทุกครั้ง จำนวนศัตรูจึงไม่ได้ลดลงไปสักนิด

 

ต้องหาวิธีทำอะไรสักอย่าง…อะไรก็ได้ที่สามารถตัดกำลังของนางไปได้

 

ทว่าทันใดนั้น ท้องทะเลที่โอบรอบเกาะเฮอร์เรนเดลไว้กลับส่องแสงสีฟ้าสว่างวาบ เปล่งแสงเรืองรองทะลุขึ้นมาเหนือผืนนํ้า พลอยทำให้สถานที่อันแสนมืดมิดได้รับความสว่างสีฟ้าเย็นตาไปด้วย แต่ครั้นสัมผัสได้ถึงแสงนี้ บรรดากองทัพปีศาจของฮานาสก้าที่กำลังได้เปรียบกลับพลันหยุดต่อสู้ทันใด ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลง ชั่วขณะหนึ่งมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในแววตาพวกเขา

 

และแล้วเสียงคำรามทรงพลังเขย่าขวัญก็ได้ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ดังกึกก้องเหมือนเสียงท้องฟ้าคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวน่าหวาดผวา ราวกับเป็นเสียงแตรสังข์ของยมทูตที่จะมานำวิญญาณไปสู่นรก ตามมาด้วยเสียงแผ่นดินที่ปริร้าวแยกออกจากกัน เป็นสัญญาณการปรากฎตัวของบางสิ่งที่กำลังจะผงาดขึ้นมา

 

ในอดีตข้าเคยได้ยินเสียงคำรามน่าสยดสยองนี้อยู่สองสามครั้งจากที่ไกลๆ บางครั้งก็ในฝัน แต่ก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้สักที โดยเฉพาะครั้งนี้ที่ข้าได้ยินมันในระยะใกล้กว่าที่ผ่านมา ดังกึกก้องราวกับอยู่ข้างใบหู ส่งผ่านความหวาดกลัวเข้าไปกัดกินในจิตใจอย่างไม่อาจสกัดกั้นได้ เผลอก้าวถอยหลังไปยืนใกล้กับทราวิสโดยไม่รู้ตัว

 

ก่อนหน้านี้ที่พวกเราเหมือนจะได้เปรียบ กลายเป็นว่าตอนนี้มันได้กลับตาลปัตรแล้ว --ของจริงมันหลังจากนี้ต่างหาก

 

ร่างยักษ์ของอสุรกายก็ผงาดขึ้นจากก้นบึ้งท้องทะเลขึ้นสู่ฟ้า ราวกับภูเขาลูกใหญ่ได้โบยบินขึ้นไป ขนาดของมันสามารถบดบังท้องฟ้าได้ทั้งผืน เงามหึมาทาบทับทั่วทั้งเกาะราวกับจะกลืนกินเข้าไป ทุกสายตานับหลายหมื่นคู่ต่างจับจ้องไปยังมังกรยักษ์บนผืนฟ้า และเปลวไฟสีฟ้าที่ลุกโชนทั่วร่างของมัน

 

สิ่งมีชีวิตที่เป็นฝันร้ายของผู้คนมากมายรวมถึงข้า…ได้ปรากฎขึ้นแล้ว

 

“วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีเหลือเกิน มีขยะมากมายมาตอนรับพระองค์ถึงที่เลยทีเดียว แต่ขยะเยอะมากขนาดนี้…คงทำให้เฮอร์เรนเดลเหม็นเน่ากันพอดี” ท่านแม่เอ่ยกับราชามังกรที่เพิ่งฟื้นจากการหลับใหลอันยาวนาน นางกวาดตามองเหล่ากองทัพปีศาจของฮานาสก้าด้วยรอยยิ้มนิดๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเยียบ

 

“กำจัดมันให้หมด”

 

วินาทีนั้น ทัศนวิสัยทุกอย่างที่ข้าเห็นได้กลายเป็นสีฟ้าจากเปลวไฟ มันเผาใส่กองทัพปีศาจของฮานาสก้าให้ราบเป็นหน้ากลอง เพียงแค่เธนเดอร์รัสพ่นไฟลงมาเป็นสายเพียงครั้งเดียว ทั่วทั้งยอดเขาเฮอร์เรนเดลก็กลายเป็นทะเลเพลิงไปโดยทันที เหล่าปีศาจถูกไฟร้อนระอุแผดเผาจนร่างกายเบี้บวบิดอย่างน่าขยะแขยง ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา

 

ภายในหูข้าอื้ออึงไปหมด ได้ยินเพียงเสียงร่างของปีศาจมากมายนับพันถูกไฟร้อนๆย่างสด และเสียงกรีดร้องเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานที่ดังกึกก้องอย่างน่าสังเวช เธนเดอร์รัสจงใจไม่โจมตีมาในบริเวณที่ข้ายืนอยู่ ทว่าเปลวไฟที่มันพ่นออกมาแต่ละครั้ง กลับทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกำลังถูกเผาทั้งเป็นไปด้วย แม้จะอยู่ในระยะไกล แต่มันร้อนเสียจนข้ารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังหลอมละลาย อากาศที่ก่อนหน้านี้เย็นจัดได้พุ่งสูงเสียจนผิวหนังแดงเถือก ลมร้อนที่สูดเข้าไปนั้นแทบจะแผดเผาปอดไปด้วย มันทรมานจนสมองข้าถึงกับพร่าเลือนคล้ายจะหมดสติ

 

มันทำให้ข้านึกได้ เปลวไฟที่ร้อนระอุที่สุดไม่ใช่เปลวไฟสีแดงหรือส้ม…แต่เป็นสีฟ้าต่างหาก

 

ข้าเห็นฮานาสก้าบินทะยานขึ้นไปประจันหน้ากับเธนเดอร์รัส ทว่ากระทั่งมังกรที่แข็งแกร่งอย่างนาง กลับมีขนาดเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเธนเดอร์รัสเท่านั้น นางแทบจะกลายเป็นนกตัวเล็กเมื่อเทียบกับอีกฝ่าย ความต่างชั้นระหว่างทั้งคู่ช่างเป็นความจริงอันน่าเจ็บปวด

 

มังกรที่ว่ายิ่งใหญ่…มันเทียบไม่ได้กับอดีตราชามังกรในยุคบรรพกาลสักนิด

 

ฮานาสก้าคำรามออกมาดังลั่นอย่างดุร้าย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆในแววตาของนาง นางพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองทัน พ่นเปลวไฟทั้งหมดที่มีใส่บริเวณหัวใจของเธนเดอร์รัสอย่างจัง ทว่านอกจากมันจะไม่สามารถสร้างรอยไหม้บนผิวหนังที่แสนจะหนานั่นแล้ว ก็ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆ ก่อนที่ร่างของฮานาสก้าจะถูกกรงเล็บขนาดยักษ์ตะปบอย่างแรง จนปีกของนางแทบจะขาดไปข้างหนึ่ง เลือดสีทองไหลลงมาจากบนฟ้าราวกับสายฝน ครั้นฮานาสก้าลืมตาอีกครั้งอย่างทรมาน เปลวไฟสีฟ้าก็พ่นเข้าใส่ร่างนางในทันที

 

“อ๊ากกกกกกกกกก!!!”

 

ข้ามองดูภาพตรงหน้าอย่างเจ็บปวด เสียงมังกรเพศเมียหวีดร้องอย่างทรมาน ทว่าฮานาสก้ากลับบินตรงเข้าไปในเปลวไฟที่กำลังแผดเผานางอย่างไม่หวั่นเกรง แม้ว่าผิวหนังและกระดูกจะถูกแผดเผาไปทีละนิด ราวกับร่างจะถูกฉีกออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ นางก็ยังกลํ้ากลืนฝืนทนบินฝ่าฟันเข้าไป แล้วใช้แรงทั้งหมดสะบัดปีกให้พัดเปลวไฟสีฟ้าให้สะท้อนกลับไป จนเปลวไฟจำนวนมากได้ย้อนกลับไปแผดเผาใส่กลางอกของเธนเดอร์รัสอย่างจัง

 

ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน ดวงตาดุร้ายที่มีเปลวไฟสีฟ้าอยู่ในนั้นพลันลุกโชนอย่างกราดเกรี้ยว อดีตราชามังกรคำรามในลำคออย่างหงุดหงิด มันปรายตามองฮานาสก้าราวกับเป็นเพียงแค่แมลงตัวเล็กๆ เธนเดอร์รัสตวัดปลายกรงเล็บที่แหลมคมราวกับหอกอย่างแรง แล้วร่างกายของฮานาสก้าก็ถูกฉีกออกเป็นสองท่อน

 

ยามที่ร่างของมังกรร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทะลุผ่านม่านเมฆบางเบาชั้นแล้วชั้นเล่า ร่างมังกรก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นร่างหญิงสาวที่มอดไหม้ ยังคงมีประกายไฟและควันลอยคลุ้งออกจากตัวนาง พรรคพวกปีศาจของนางที่ร่างกายบอบชํ้าไม่แพ้กันบินขึ้นไปรับนางไว้ ก่อนจะวางร่างที่มอดไหม้จนแทบไม่เหลือผิวหนังลงบนพื้น

 

ตอนนี้ในกองทัพฝั่งเรา…ฮานาสก้าคือผู้แข็งแกร่งที่สุด แต่กระทั่งนางกลับยังพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวช หัวใจของเหล่าปีศาจในกองทัพต่างสั่นไหวด้วยความสิ้นหวังและโกรธแค้น

 

ข้ากำลังจะวิ่งเข้าไปหานาง เป็นตอนนั้นที่ได้ยินเสียงหวีดร้องคำรามดังมาจากอีกฟากหนึ่งของท้องฟ้า ทุกสรรพสิ่งพลันนิ่งค้างอีกครั้ง แล้วเปลวไฟสีม่วงก็ยิงเข้าใส่เธนเดอร์รัสทันที

 

ร่างของมังกรสีขาวปลอดดุจหิมะบินพุ่งเข้ามาด้วยความไวว่อง แล้วหยุดลงเบื้องหน้าอดีตราชามังกรอย่างสง่างาม นัยน์ตาสีม่วงจดจ้องศัตรูเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

 

ทราวิสอัญเชิญราชามังกรองค์ปัจจุบันออกมาได้แล้ว

 

ข้าหันไปมองทราวิสที่ยกแขนขึ้นมาปาดเหงื่อและเลือดออกจากหน้าผาก เขาเกือบจะวาดวงแหวนเวทย์อัญเชิญมังกรขาววาเลเรียสออกมาไม่ได้ เขาเป็นถึงราชาเผ่าปีศาจ การจะถูกอัญเชิญมานั้นหาใช่ทำได้ง่ายๆ มันต้องใช้เวลาและสมาธิมหาศาลในการร่ายคาถา แต่ทราวิสก็ทำมันสำเร็จภายใต้สถานการณ์อันแสนกดดันนี้ นับว่าไม่เสียแรงที่ข้าคอยเข่นฆ่าปีศาจทั้งหลายเพื่อคุ้มกันให้เขาในระหว่างการร่ายคาถา

 

“ข้าอัญเชิญเทียร่ามาไม่ได้ นางจำเป็นต้องอยู่คุ้มกันปราสาท” เขาหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะพรูลมหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย “แต่อย่างน้อยเราก็ได้ตัวสามีของนางมา”

 

ข้าตบบ่าเขาสองสามครั้ง เป็นเชิงบอกให้รู้ว่าทำดีแล้ว ทว่าก็เป็นตอนนั้นที่ข้าได้เห็นว่าบาดแผลมากมายกำลังค่อยๆปรากฏขึ้นบนตัวเขา เริ่มจากรอยถูกเฆี่ยนตีบริเวณแขนขา ตามด้วยรอยแผลลึกที่ถูกแทงตรงลำคอ บาดแผลนับร้อยค่อยๆปรากฎขึ้นทีละนิด จนร่างกายของทราวิสโชกไปด้วยเลือด แทบไม่มีเนื้อส่วนตรงไหนที่ไม่มีบาดแผล ข้านิ่งค้างไปทันที “บาดแผลพวกนี้…”

 

สีหน้าของเขายํ่าแย่ลงเรื่อยๆด้วยความทรมาน ทราวิสกัดฟันแน่นขณะแค่นเสียงเอ่ย “ซาฟีร่ากำลังคืนอายุขัยให้ข้า”

 

เป็นเพราะทุกครั้งที่ท่านแม่รักษาบาดแผลให้ทราวิส อายุขัยของเขาก็จะถูกช่วงชิงไป และตอนนี้นางกำลังคืนอายุขัยกลับคืนให้เขาทีละนิด บาดแผลมากมายจึงได้กลับมาปรากฎบนร่างเขาอีกครั้ง ตอนนี้เท่ากับว่าทราวิสได้อายุขัยนับหลายสิบปีกลับคืนมา…แต่ด้วยสภาพที่มีบาดแผลรุนแรงเยอะมากขนาดนี้ เขาอาจมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่ถึงสองชั่วโมง

 

สีหน้าข้าดำทะมึนขึ้นเรื่อยๆอย่างโกรธแค้น ข้าเปิดปากเตรียมจะเอ่ยบางอย่าง สายตาก็มองหาร่างของแม่มดปีศาจน่ารังเกียจนั่นไปด้วย ทว่าเสียงคำรามทรงพลังของมังกรบนฟ้ากลับเรียกความสนใจไปเสียก่อน ไม่ใช่แค่ข้า แต่ทุกสายตาบนเกาะเฮอร์เรนเดลต่างก็เงยขึ้นไปมองภาพด้านบน บรรยากาศน่ากดดันจนแทบหายใจไม่ออก

 

สองราชามังกรกำลังประจันหน้ากัน ขนาดร่างของวาเลเรียสอาจไม่ใหญ่เท่าเธนเดอร์รัส แต่กระนั้นเขาก็เป็นถึงราชามังกรองค์ปัจจุบัน การปรากฏตัวของเขาได้กอบกู้ความหวังอันริบหรี่ให้เราได้ไม่มากก็น้อย

 

ดวงตาที่ลุกโชนของเธนเดอร์รัสหรี่ลง มันเปล่งเสียงพูดออกมาเป็นครั้งแรกในภาษาของปีศาจ “เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ”

 

มังกรขาวแยกเขี้ยวคำรามในลำคอกลับไป “ตราบใดที่ยังไม่ได้ลากเจ้าลงนรก…ยมทูตหน้าไหนก็มาเอาวิญญาณข้าไปไม่ได้”

 

ข้าไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดอะไรอยู่ แต่นํ้าเสียงอันน่ากลัวนั้นทำให้รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ก่อนที่ทั้งสองจะพุ่งเข้าใส่กันพร้อมกับกรงเล็บที่พร้อมจะฉีกกระชากอีกฝ่ายออกเป็นชิ้นๆ เปลวไฟสองสีปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงระเบิดดังลั่น การต่อสู้ระหว่างสองราชามังกรได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

ภารกิจของฮานาสก้าถือเป็นอันสำเร็จ นางได้สร้างบาดแผลบริเวณหัวใจให้เธนเดอร์รัสไว้ก่อนหน้านี้ ต่อจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของราชาวาเลเรียสที่จะกำจัดมัน

 

ราชาก็ต้องสู้กับราชา ถึงจะสมนํ้าสมเนื้อ

 

“องค์ชายทราวิส…สภาพพระองค์ดูไม่จืดเลยนะ” ฮานาสก้าที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เอ่ยขึ้น ร่างกายท่อนบนและท่อนล่างของนางแยกจากขาดกัน นางกำลังพยายามจะผสานมันให้กลับมาเหมือนเดิม แม้ว่าสภาพจะโชกเลือดยับเยินราวกับซากศพที่ถูกบี้ให้เละ กระดูกหักเป็นสิบท่อน ผิวหนังถูกเผาไหม้จะบิดเบี้ยวผุพอง นางกลับยังมีท่าทีเฉื่อยชาต่อสงครามที่กำลังเกิดขึ้นนี้

 

ข้าแกว่งดาบไปฟันใส่ปีศาจสองตนที่ตั้งท่าจะเข้ามาจู่โจมทราวิส กรีดเฉือนร่างของพวกมันเป็นทางยาวจนเลือดและนํ้าเหลืองสาดกระจาย สายตาข้าไม่ได้ละไปจากหญิงสาวแม้แต่น้อย “เจ้าไม่เป็นไรแน่หรอ”

 

“หึ ดูถูกกันเกินไปแล้ว” นางยกมุมปากขึ้นนิดๆ ขณะใช้พลังรักษาบาดแผลตัวเอง “ตราบใดที่หัวใจยังไม่ถูกแทง…ข้าจะไปตายได้ยังไง”

 

ครั้นกวาดสายตาไปมองพวกพ้องปีศาจของนาง พวกเขาเองต่างก็กำลังฟื้นฟูร่างของตัวเองเช่นกัน ทว่ากองทัพปีศาจของซาฟีร่าก็ฉวยโอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังอ่อนแอ พากันพุ่งเข้าไปปลิดชีพพวกเขาอย่างเลือดเย็นด้วยเสียงคำรามฮึกเหิม เสียงร่างกายถูกฉีกกระชากเนื้อกับเสียงกรีดร้องครํ่าครวญของปีศาจตนแล้วตนเล่าดังไม่ขาดสายจนไม่รู้ว่ามาจากฝ่ายไหน

 

ฮานาสก้าปรายตามองทราวิสที่ตอนนี้ไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองแล้ว ไม่กี่นาทีก่อนเขายังสามารถกวัดแกว่งดาบสู้รบได้ แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับมีสภาพยับเยินร่อแร่ยิ่งกว่าฮานาสก้าเสียอีก นางหันมาเอ่ยกับข้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง “ไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ”

 

ข้าเม้มปากด้วยสีหน้าลำบากใจ กวาดสายตาไปมองกองทัพปีศาจฝั่งเราที่พากันบาดเจ็บล้มตาย ชีวิตมากมายดับสิ้นลงราวกับแสงไฟมอดดับ ในขณะที่เริ่มรักษาตัวเองจนกลับมาสู้ต่อได้ พวกเขาต่างลุกขึ้นมายืนหยัดสู้ต่อแม้ว่าร่างกายจะถูกทำลายอวัยวะไปหลายส่วน นำพาร่างที่โชกเลือดของตัวเองมุ่งหน้าเข้าไปในวงล้อมศัตรู แล้วปล่อยพลังเข่นฆ่าพวกมันด้วยพลังทั้งหมดที่มี จนปีศาจทั้งสองฝั่งต่างพากันล้มตายไปทีละราย

 

ข้าเป็นแค่มนุษย์ คงช่วยอะไรพวกเขามากไม่ได้ อย่างมากก็แค่ช่วยเข่นฆ่าปีศาจเหล่านั้นได้บางส่วน แต่ข้ายังมีหน้าที่่สำคัญกว่านั้นที่ข้าต้องไปทำ

 

กำจัดตัวต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด

 

วาเลเรียสอาจไม่สามารถเอาชนะเธนเดอร์รัสได้ เขากำลังพยายามช่วยถ่วงเวลาให้เราให้มากที่สุด ส่วนฮานาสก้าและกองทัพของนางก็ต้องจัดการกับสมุนของซาฟีร่าต่อไป ในระหว่างนี้เราต่างก็ต้องต่อสู้ในส่วนของตัวเองให้เต็มที่ที่สุด

 

สงครามไม่ใช่เรื่องสนุก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องพ่ายแพ้และสูญเสีย และเราก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายดังกล่าว

 

“รีบไปซะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าหันกลับมาทางนี้” ฮานาสก้าใช้ดาบพยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างกะโผลกกะเผลก ร่างกายของนางยังไม่ฟื้นฟูเท่าใดนัก นางหยิบปล้องยาสูบออกมาดูดเข้าเต็มปอด ราวกับนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะได้สูบมัน ก่อนจะหันมายิ้มให้ข้าขณะหักกระดูกข้อมือจนลั่นดังกร๊อบ “ส่วนทางนี้…พี่สาวจะจัดการเอง”

 

สภาพร่อแร่บอบชํ้าหนักหน่วงขนาดนี้ กลับยังคงดื้อด้านและฝืนอดทนสู้ต่อไป ฮานาสก้าต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะรักษาร่างกายที่ฉีกขาดให้กลับมาพร้อมรบต่อ แต่สงครามไม่มีเวลาให้หยุดพัก ตอนนี้กองทัพฝ่ายตรงข้ามก็กำลังแห่กันมาทางนี้ด้วยแววตากระหายเลือด

 

ข้าได้แต่สบถในใจ รีบหยิบดาบขึ้นมาคาบไว้ที่ปาก แล้วใช้แขนเพียงข้างเดียวช้อนร่างโชกเลือดของทราวิสขึ้นมาอุ้มไว้ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มือไปโดนบาดแผลของเขา ทว่าการอุ้มชายหนุ่มโตเต็มวัยด้วยมือข้างเดียวมันช่างทำได้อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะตอนนี้ที่ข้าเองก็มีบาดแผลไม่น้อย ดวงตาก็เสียไปข้างหนึ่ง ข้ากัดฟันแล้วฝืนก้าวออกไป

 

ทันทีที่ข้าออกห่างฮานาสก้า ปีศาจมากมายนับฝูงก็พุ่งเข้ามาใส่นางพร้อมอาวุธจากทุกสารทิศ นางโดนรุมจากทุกทิศทางจนแทบจะถูกกลืนกินไป เสียงเนื้อถูกฉีกกระชากจนเลือดสาดกระเซ็นเป็นนํ้าพุ เสียงอาวุธปะทะกันอย่างรุนแรงและกรีดร้องครํ่าครวญยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง ข้าได้แต่กัดฟันเดินหน้าต่อไป ภาวนาอย่าให้มีใครตายไปมากกว่านี้ แม้จะรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ก็ตาม

 

ศัตรูไม่ทำอะไรข้าก็จริง แต่พวกมันย่อมพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสังหารทราวิส ปีศาจตนแล้วตนเล่าพุ่งเข้ามาขวางข้าไว้ หมายจะใช้หอกที่มีไฟลุกโชนติดอยู่แทงใส่ร่างในอ้อมแขนข้า ข้าได้แต่ใช้ดาบที่คาบไว้ในปากฟันแทงปีศาจเหล่านั้นออกไปให้พ้นทาง จนมีบางครั้งที่คมดาบบาดริมฝีปากและแก้มตัวเอง

 

มันเจ็บ แต่ก็ต้องทน

 

ยามที่มีอาวุธสารพัดชนิดจู่โจมใส่ทราวิส ข้าก็ต้องรีบหมุนร่างตัวเองไปรับมันไว้แทน เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่กระบองหนามขนาดยักษ์ฟาดเข้าใส่กลางหลังข้าอย่างแรง

 

“อั่ก…!!” ข้าทรุดตัวลง ใช้เข่าข้างหนึ่งยันพื้นดินไว้ แล้วกัดฟันเค้นแรงพยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้น ข้าใช้ปากคาบดาบคมไว้จนเมื่อยปาก กระนั้นก็ฝืนกัดมันไว้ต่อไป ดวงตาข้าที่เหลือเพียงข้างเดียวแข็งกร้าว จับจ้องไปยังศัตรูอย่างอาฆาตแค้น แขนที่มีเพียงข้างเดียวกอดอุ้มทราวิสไว้อย่างหวงแหน ข้าหอบหายใจแรงขณะหมุนศีรษะไปมาเพื่อใช้ดาบในปากฟาดฟันศัตรู แม้ว่ามันจะไม่ได้ผลเท่าใดก็ตาม

 

“เจ้าหนู ส่งองค์ชายมาให้เราเสียดีๆเถอะ” นํ้าเสียงทุ้มตํ่าของปีศาจหน้าตาอัปลักษณ์วิกลวิการเอ่ยขึ้น พวกมันแยกเขี้ยวขู่เสียงแข็งกร้าว “ก่อนที่เราจะหมดความอดทน”

 

“เอาสิ…ฆ่าเขาเลย” ข้าเหยียดยิ้ม “เจ้าฆ่าเขา ข้าก็ตายเหมือนกัน”

 

ทันทีที่อาวุธแหลมคมนับสิบเล่มพุ่งเข้ามาจากรอบตัว ข้าก้มตัวลงพยายามกอดทราวิสไว้ให้แน่นที่สุด ใช้ตัวเองเป็นโล่กำบังรับอาวุธเหล่านั้น แต่แล้วอาวุธเหล่านั้นกลับเปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนไปแทงใส่ศีรษะของทราวิสที่ข้ากอดไว้ไม่มิดแทน

 

‘ฉึก!!!’

 

เป็นตอนนั้นที่ข้ากัดฟันสะบัดศีรษะไปทางนั้น ใช้ปลายดาบในปากเฉือนแขนที่กำลังถืออาวุธข้างนั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะสามารถใช้ดาบด้วยปากได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้แขนข้างนั้นของศัตรูแทบไม่ได้รับบาดเจ็บ มีเพียงรอยกรีดเฉือนอันน้อยนิดเลือนรางเท่านั้น

 

ทว่าแม้การตอบโต้ของข้าจะไม่ได้ผล…แต่การตั้งรับก็สำเร็จลงด้วยดี

 

ข้าใช้แก้มตัวเองรับอาวุธนั้นไว้ จนมันเฉือนลงไปเกือบทะลุ ปีศาจตนนั้นพลันรีบชักอาวุธออกจากแกัมข้าอย่างตื่นตระหนก มันไม่กล้าทำร้ายข้า แต่ก็สายไปแล้ว

 

ข้าไม่สนใจสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของปีศาจทั้งหลาย ใช้โอกาสนี้วิ่งผ่านพวกมันไป ข้าแทบจะได้ยินเสียงร่างกายตัวเองกำลังกรีดร้องอย่างทรมาน ความเจ็บปวดบริเวณแก้มซ้ายแล่นร้าวไปทั่วทั้งใบหน้า ข้าแทบจะไม่มีแรงคาบดาบต่อไป อยากจะส่งเสียงร้องแต่ก็ทำไม่ได้ สายตาเริ่มพร่าเลือนจากนํ้าตานิดๆ ในขณะที่โลหิตเริ่มซึมไหลออกมา ข้าพยายามเชิดปลายคางขึ้นสูงอย่างยากลำบาก เพราะไม่อยากให้เลือดหยดลงใส่ใบหน้าทราวิส

 

‘แกร๊ง!!’

 

ท้ายที่สุดดาบก็ร่วงลงจากปากข้าจนได้ ข้ารู้สึกโล่งเมื่อไม่มีมันอยู่ในปากอีกต่อไป ทว่ามันเป็นอาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสจะเป็นอาวุธต้องคำสาป และอาจเป็นสิ่งเดียวที่สังหารท่านแม่ได้ ข้าจึงได้แต่ทรุดตัวลงนั่งด้วยร่างกายสั่นเทา แขนยังคงอุ้มทราวิสไว้อย่างอ่อนแรง ก่อนจะค่อยๆก้มหน้าลงไปพยายามคาบดาบมาไว้ในปากอีกครั้ง

 

“อั่ก…!!!” ทว่าจู่ๆเขากลับกระอักเลือดออกมาเต็มเสื้อข้า ข้าถึงได้พบว่าบาดแผลบนร่างทราวิสได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าในระยะเวลาอันสั้น ใบหน้าเขาซีดลงคล้ายไร้วิญญาณ ลมหายใจแผ่วเบาโรยราราวกับไม่มีแรงจะหายใจแล้ว ที่ลำคอเขามีรอยถูกฟันแทงประมาณสี่จุด แขนขาถูกแส้เฆี่ยนนับร้อยครั้งจนเลือดไหลอาบใส่แขนข้า บริเวณกลางอกมีรอยลาวาเดือดที่ลวกเขาจนผุพอง ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรูพรุนจากการถูกแทงซํ้าๆ จนไม่มีอวัยวะส่วนไหนของเขาที่ไม่มีบาดแผลรุนแรง

 

ตอนนี้ไม่ว่าข้าจะแบกทราวิสยังไง…ก็รู้สึกเหมือนร่างในอ้อมแขนหนักขึ้นเรื่อยๆ ข้าที่ทรมานกับบาดแผลตัวเองอยู่แล้ว ครั้นได้เห็นสภาพของเขา ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหายออกไปจากร่าง

 

ทราวิสปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาเปล่งเสียงอ่อนแรงออกมาจากริมฝีปากซีด มันช่างแผ่วเบาราวกับแก้วที่กำลังแตกสลาย “ทิ้งข้าไว้…”

 

มือสั่นเทาที่เต็มไปด้วยบาดแผลยกขึ้นมาแตะหน้าอกข้า “เจเดน ข้าไม่ไหวแล้ว…ทิ้งข้าไว้ตรงนี้แหละ”

 

ข้ารู้สึกเหมือนถูกขยี้หัวใจอย่างแรง ได้แต่ตวาดเสียงแข็งอย่างไม่ยอมแพ้เพื่อกลบความเจ็บปวด “เงียบไป!”

 

ทันใดนั้นเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกำลังปริร้าวก็ดังขึ้น มันดังลั่นราวกับเสียงฟ้าผ่าเป็นจังหวะต่อเนื่อง ทว่ามันเป็นเสียงที่ค่อนข้างอื้ออึงผสมกับเสียงเกลียวคลื่น เป็นจังหวะเดียวกับที่ทะเลเปล่งแสงสีฟ้าเรืองรองอีกครั้ง

 

‘เปรี๊ยะ… เปรี๊ยะ…’

 

มันคือเสียงของไข่ใบยักษ์สามฟองที่ลอยขึ้นมาบนผิวนํ้า และกำลังเกิดรอยร้าวปริแตกออกเป็นเสี่ยง เพราะตัวอ่อนด้านในแข็งแรงพอที่จะออกมาเจอโลกภายนอกแล้ว

 

‘เปรี๊ยะ!!!!’

 

เสียงดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของการสู้รบนองเลือด มังกรสามตนที่เพิ่งฟักตัวออกจากไข่ได้ผงาดขึ้นสู่ฟ้า และแม้จะเป็นแค่ลูกมังกรที่เพิ่งลืมตาดูโลก แต่ขนาดของมันกลับเกือบเท่าฮานาสก้าที่มีอายุหลายร้อยปีไปแล้ว และราวกับเด็กน้อยซุกซนที่ต้องการจะลองใช้พลัง พวกมันพ่นไฟสีฟ้าออกมาแผดเผาใส่ศัตรูเพื่อสำแดงอาณุภาพทันที

 

ข้ารู้สึกเหมือนโลกพังอีกครั้ง แค่เธนเดอร์รัสตนเดียวก็หนักหนาสาหัสมากพอแล้ว… นี่มันมีลูกเพิ่มมาด้วยงั้นหรือ?

 

“อ๊ะ… ทราวิส!!”

 

เขาใช้โอกาสที่ข้ากำลังครุ่นคิดหาแผนการดิ้นจนหลุดออกจากอ้อมแขน ร่างของเขากลิ้งไปก่อนจะหยุดลงไม่ไกล ร่างกายที่เปี่ยมไปด้วยแผลสดถูกคลุกไปด้วยคราบดินและฝุ่น สร้างความเจ็บปวดให้เขายิ่งขึ้นไปอีก

 

ทราวิสอยากให้ข้าปล่อยเขาไว้เพราะไม่อยากเป็นตัวถ่วง แต่จะให้ทิ้งเขาที่มีสภาพปางตายเช่นนี้ไว้ให้ศัตรูฆ่า…ข้าก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

 

“อึ่ก!!” แต่แล้วจู่ๆร่างของข้าก็ถูกเตะให้ล้มควํ่าลงไปกับพื้น ปีศาจสองตนใช้เท้าหนักๆกดร่างของข้าไว้อย่างแรง ราวกับนำหินก้อนยักษ์มาวางทับไว้บนหลัง ข้าขบกรามฝืนเงยหน้าขึ้นไป และได้พบกับภาพตรงหน้าที่ทราวิสกำลังจะถูกปีศาจอีกสองตนใช้ขวานสับลำคอ

 

“หยุดนะ!!!!”

 

ทราวิสไม่มีแรงดิ้นหรือขัดขืนอีกแล้ว เขาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ปล่อยให้ศัตรูทำอะไรตามใจชอบ ข้ายื่นมือที่สั่นเทาออกไปข้างหน้าหมายจะคลานออกไป คลานออกไปเพื่อรับขวานนั้นแทนเขา ทว่าร่างของข้าถูกตรึงไว้แน่นจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ทำให้ได้แต่กะโกนออกไปด้วยตาที่เบิกโพลงอย่างน่าสมเพชเช่นนี้

 

แต่แล้วปีศาจเหล่านั้นกลับถูกตัวอะไรบางอย่างกระโดดเข้าใส่อย่างแรงจนเสียหลัก มันใช้กรงเล็บยาวเหยียดของมันตะครุบศีรษะปีศาจเหล่านั้นจนมันแทบขาดสะบั้น ก่อนที่มันจะหันมาใช้ดวงตาแดงฉานจ้องปีศาจที่กำลังเหยียบข้าอย่างกราดเกรี้ยว ควันสีแดงลอยออกจากรูจมูกทั้งสองของมัน ราวกับกระทิงที่ถูกยั่วโมโหอย่างรุนแรง

 

มันคืออลิซาเบธ…

 

“กรรรรรรรรร์!!!”

 

และในชัั่วพริบตา ปีศาจเหล่านั้นก็เป็นรายถัดไปที่ถูกกำจัดอย่างเลือดเย็น อลิซาเบธในร่างหมาป่าใช้เขี้ยวฉีกทึ้งบริเวณลำคอของฝ่ายตรงข้าม มันโดนหอกสองเล่มของอีกฝ่ายแทงใส่ ทว่าอาวุธกลับแทงไม่เข้าร่างหนาของอลิซาเบธได้ ปีศาจพวกนั้นผงะไป พยายามจะใช้กรงเล็บของตัวเองตะปบหมาป่าเจ้าปัญหาไว้

 

แต่แล้วอลิซาเบธกลับกระโดดเข้าใส่ปีศาจตนหนึ่งจนมันล้มลง จิกกรงเล็บยาวของตัวเองลงไปในบ่าของอีกฝ่าย แล้วฝังเขี้ยวลงไปในผิวหนังหนาจนเลือดสาดกระเซ็น ก่อนจะเหวี่ยงร่างนั้นออกไปใส่ปีศาจอีกตนหนึ่งจนกระเด็นไปไกลโข

 

เดิมทีอลิซาเบธในร่างหมาป่าก็น่ากลัวอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ขนาดของมันใหญ่ยักษ์จนเทียบเท่าครึ่งตัวของมังกร เขี้ยวและกรงเล็บของมันใหญ่และคมแหลมยิ่งกว่าเดิม พวงหางยาวที่เคยฟูฟ่องได้เต็มไปด้วยหนามแหลมติดไฟ บนศีรษะเองก็มีเขาใหญ่งอกออกมา สายตากระหายเลือดของมันสามารถสร้างความหวาดกลัวได้อย่างง่ายดาย ราวกับนี่ไม่ใช่สุนัขปีศาจตัวนั้นที่ข้ารู้จัก

 

อลิซาเบธคาบร่างของทราวิสขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าเขี้ยวจะไปโดนร่างกายอันบอบชํ้าเข้า สี่ขาของมันเดินตรงเข้ามาหาข้า แล้วค่อยๆวางทราวิสลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล ใบหน้าขนาดมหึมาของหมาป่าจ้องเราสองคนแน่นิ่ง ราวกับส่งผ่านความรู้สึกซับซ้อนผ่านดวงตาดุร้ายคู่นั้น

 

มันทรุดตัวลงนั่งจนแผ่นดินสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะโค้งตัวสำรอกบางอย่างออกมาบนพื้น ข้าได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่อลิซาเบธกลับแลบลิ้นแฮ่ๆ สะบัดพวงหางไปมาอย่างร่าเริงราวกับลูกหมาไร้เดียงสา พร้อมกับจ้องข้าสลับกับสิ่งที่มันคายออกมาบนพื้น เหมือนเป็นเชิงบอกให้หยิบมันขึ้นมา

 

ข้าย่นคิ้ว ค่อยๆเอื้อมมือออกไปหยิบมันมาไว้ในมือ มันก็แค่พลอยทับทิมสีแดงขนาดเล็กที่ถูกเคลือบไปด้วยนํ้าลายเหนียวๆของอลิซาเบธ มันถูกเจียระไนเป็นทรงวงรีอย่างปราณีตงดงาม และยิ่งดูโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดเช่นนี้ สิ่งนี้คงจะเป็นอัญมณีที่เอาไว้ประดับอะไรสักอย่าง มูลค่าของมันคงมหาศาลเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้

 

อลิซาเบธมองมือข้าที่ถือเม็ดพลอยไว้อย่างสื่อความหมาย ราวกับไม่อยากละสายตาไปจากมันสักวินาที ก่อนที่แววตาของมันจะทอประกายพึงพอใจนิดๆ มันโน้มตัวลงโค้งหมอบต่อหน้าข้าจนหน้าผากแนบลงไปกับพื้นดิน แช่ค้างอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ ก่อนที่มันจะลุกขึ้นเต็มความสูง

 

สุนัขปีศาจตรงหน้ามองข้ากับทราวิสเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาอ่านไม่ออก จากนั้นก็หันหลังให้เรา มันเงยหน้าแผดเสียงคำรามออกมาดังกึกก้อง ก่อนจะสร้างร่างแยกตัวเองออกมา จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จากสิบเป็นยี่สิบ จนในที่สุด…ก็มีร่างแยกของอลิซาเบธปรากฎขึ้นหลายร้อยตัว

 

การสร้างร่างแยกแต่ละครั้งของอลิซาเบธ มันจะต้องใช้พลังมากในการทำเช่นนั้น ส่วนมากมันจึงใช้ร่างแยกเพียงแค่สองร่างเท่านั้น แต่ครานี้มันถึงกับสร้างขึ้นมาหลายร้อยร่าง ซํ้าแต่ละร่างยังมีขนาดใหญ่และพละกำลังมหาศาลกว่าเดิม --มันไปเอาพลังมากขนาดนี้มาจากไหนกัน?

 

ร่างแยกตนหนึ่งของอลิซาเบธดีดตัวกระโดดขึ้นไปบนฟ้า ใช้เขี้ยวยาวงับลงไปในปีกของลูกมังกรตนหนึ่งอย่างเต็มแรง ยื่นกรงเล็บทั้งสองออกไปตะครุบปีกนั้นไว้ พยายามจะกรีดเฉือนกระชากให้มันหลุดออกมา ทว่ามันกลับห่างไกลกับคำว่าได้ผลนัก

 

แต่ในวินาทีที่ร่างแยกนั้นจะถูกมังกรพ่นไฟใส่ ร่างแยกอีกสามร่างของอลิซาเบธก็ได้ขึ้นไปอยู่บนหลังของลูกมังกรแล้ว พวกมันฝังเขี้ยวลงไปในลำคอหนาของมังกรแล้วฉีกทึ้งเนื้อจนหลุดออกมา เสียงหรีดร้องบาดแก้วหูดังกึกก้องอย่างน่าสยดสยอง ก่อนที่ลูกมังกรตนนั้นจะร่วงหล่นลงมาด้านล่างในที่สุด

 

ลูกมังกรมีทั้งหมดสามตน อลิซาเบธกระจายร่างแยกนับหลายร้ายของตัวเองไปจัดการกับพวกมัน ทำให้ตอนนี้ลูกมังกรทั้งสามถูกรายล้อมไปด้วยร่างของสุนัขปีศาจ อลิซาเบธไม่ยอมหยุดฉีกกระชากหรือทรมานมังกรเหล่านั้น ไม่หยุดโจมตีจนกว่าจะแน่ใจว่ามันตายแล้ว

 

และก็เป็นตอนนั้นที่ข้านึกได้ ก่อนหน้านี้ครั้นอยู่ที่ปราสาทของเทียร่า อลิซาเบธเอาแต่เก็บตัวนอนไม่ยอมตื่น ในตอนนั้นมันได้ใช้การนอนในการฟื้นฟูและสะสมพลังไว้ให้มากที่สุด…เพื่อที่จะได้ใช้มันในวันนี้

 

มันวางแผนที่จะสู้กับพวกลูกมังกรเหล่านี้ตั้งแต่แรกแล้ว --อลิซาเบธเลือกที่จะสู้เคียงข้างเรา…

 

ทราวิสค่อยๆพยุงร่างบอบชํ้าของตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง เขามองสุนัขปีศาจที่กำลังต่อสู้อยู่บนฟ้าอย่างสื่อความหมาย ก่อนจะหันมาเอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรง “ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเปล่า แต่บาดแผลบางส่วนของข้า…กำลังหายไปทีละนิด”

 

เขายกแขนขึ้นมาให้ข้าดู ร่องรอยแผลสดที่ลึกจนเห็นกระดูกขาวๆด้านในยังคงเหลืออยู่ ทว่าร่องรอยเฆี่ยนตีบางส่วนกำลังจางหายไปจริงๆ แม้จะแค่เล็กน้อย แต่มันก็เป็นเรื่องน่ายินดี

 

ข้ายกมุมปากขึ้นนิดๆ “ดีแล้วล่ะ”

 

ข้าเก็บเม็ดพลอยที่อลิซาเบธมอบให้ไว้ใส่กระเป๋ากางเกง เราสองคนพยุงกันและกันเดินขึ้นไปบนจุดสูงสุดของยอดเขาที่ตั้งอยู่ไม่ไกล และตรงนั้นก็ได้พบกับร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีเลือดที่ปลิวไสว นางแหงนหน้าขึ้นมองราชามังกรสองตนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายพ่นไฟแผดเผากันและกันไปมา วาเลเรียสโดนกัดที่คอจนแทบขาด เลือดสีทองไหลอาบย้อมเกล็ดสีขาวจนทั่วร่าง ทว่าเขาก็พยายามอย่างหนักที่จะใช้กรงเล็บล้วงเข้าไปควักหัวใจของเธนเดอร์รัสออกมาให้ได้ แต่ก่อนที่มันจะสำเร็จ…ปีกข้างหนึ่งของเขาก็ถูกเปลวไฟของเธนเดอร์รัสเผาจนไหม้เกรียมขาดวิ่น

 

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อ ข้าก็ไม่มีเวลาไปสนใจอีกแล้ว ท่านแม่ค่อยๆหันมาหาเราอย่างอารมณ์ดี รอยยิ้มน่าขยะแขยงของนางทำให้ข้าอยากจะใช้ดาบกรีดทำลายมันไม่ให้เลือกซาก

 

“ลูกอยากให้แม่คืนอายุขัยให้องค์ชาย แม่ก็ทำไปแล้วไง” นางเอียงคอตาใส “ยังต้องการอะไรอีก?”

 

ข้าตอบอย่างไม่ลังเล “ตัดหัวท่าน”

 

และพริบตาต่อมา ข้าก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวนางพร้อมกับดาบในมือทันที ครั้นคมดาบเหล็กแล่นตรงเข้าไปที่ศีรษะนาง หญิงสาวก็ยกมือขึ้นมาคว้ามันไว้ด้วยมือเดียว แล้วข้าก็บิดข้อมืออย่างแรงให้คมดาบบาดมือขาวซีดนั่น จนในที่สุดเลือดก็เริ่มซึมออกมาเล็กน้อย

 

นางหรี่ตาลง “ทักษะดาบของเจ้ายังคงอ่อนด้อยนัก สู้ไปก็ปล่าวประโยชน์”

 

‘ฉึก!!!’

 

แต่แล้วร่างของแม่มดก็แน่นิ่งไป เมื่อดาบของทราวิสแทงเข้าไปในหลังคอของนางได้สำเร็จ ข้าฉวยโอกาสนั้นใช้ดาบดันร่างนางออกไป ให้ปลายดาบของทราวิสแทงเข้ามาได้ลึกขึ้น ก่อนที่ข้าจะกระชากดาบตัวเองออกจากมือของท่านแม่ แล้วฟันร่างของนางตั้งแต่ข้างแก้มเฉียงยาวลงมาถึงลำตัว แล้วฟันซํ้าอีกครั้งจนโลหิตสาดกระเซ็นราวกับยังไม่สาแก่ใจ

 

“จริงอยู่ที่ท่านไม่ได้สอนวิชาดาบให้ข้า” ข้ากล่าวอย่างเย็นชา โดยที่โลหิตบนใบหน้ายังไม่หยุดไหล “แต่ท่านสอนเสมอว่า ต่อให้ต้องเสียเลือดอีกกี่หยด ตราบใดที่คู่ต่อสู้ยังไม่ตาย…ก็จงกลืนเลือดลงคอแล้วสู้ต่อไปซะ”

 

‘ฉึก!!!’

 

ข้ากับทราวิสฟันคมดาบลงมาพร้อมกัน ทำให้ลำคอของท่านแม่ถูกเฉือนทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง แต่แล้วนางก็เหยียดยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก แล้วบาดแผลต่างๆที่โดนเฉือนไปเมื่อครู่ก็กลับมาสมานในเสี้ยววินาที “พวกเจ้ากำลังทำให้ข้าหงุดหงิด”

 

แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางกลับระบายความโกรธไปที่ทราวิสเพียงคนเดียว นางวางฝ่ามือไว้บนศีรษะของเขา ฉับพลันฝ่ามือยาวของแม่มดก็เปล่งแสงออกมา นางถ่ายทอดไอร้อนดุจเปลวไฟเข้าไปสู่กะโหลกและสมองของทราวิส

 

“อ๊ากกกกกกกกกก!!!!”

 

เขาได้แต่กรีดร้องด้วยความทรมานราวกับร่างกายจะแตกสลาย ความร้อนได้แล่นเข้าสู่ภายในจนร่างกายของเขาเริ่มบิดเบี้ยว มันแผดเผากระดูกและผิวหนังด้านในอย่างทารุณ ข้าจะพยายามกระชากมือข้างนั้นของนางออกจากทราวิส สีหน้าของท่านแม่ดูรำคาญเล็กน้อย แล้วนางก็เหวี่ยงทราวิสออกไปด้วยท่าทีขยะแขยง

 

“อั่ก…!!!”

 

ร่างของเขาปลิวไปกระแทกเข้ากับปีศาจตนหนึ่งเข้า มันเป็นปีศาจเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ได้ไปร่วมสู้รบกับคนอื่น ทำเพียงยืนด้านหลังคอยรับใช้นายหญิงของมันเงียบๆเท่านั้น ซึ่งปีศาจตนนี้…ก็คือเจฟฟ์

 

เขามองทราวิสที่ล้มอยู่แทบเท้าเขาด้วยสายตาว่างเปล่า นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นปราศจากความรู้สึกใดๆ ซาฟีร่าเห็นเช่นนั้นก็ผลิยิ้มออกมา

 

“มัวรออะไรอยู่” นางส่งสายตาไปหาเจฟฟ์ “ฆ่าเขาสิ”

 

เจฟฟ์มองหน้านายหญิงของเขาครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมามองร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลทรมานอีกครั้ง เขาจ้องทราวิสอยู่เนิ่นนาน จนท่านแม่โยนแส้ที่เต็มไปด้วยหนามแหลมให้เขา

 

“เจฟฟรี่ย์” นางกดเสียงตํ่า “ลงมือซะ”

 

รู้ตัวอีกที เถาวัลย์ปริศนาก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน มันเลื้อยขึ้นมารัดขาข้าไว้แน่นไม่ให้ขยับไปไหน ข้าเบิกตาโพลง พยายามจะใช้ดาบฟันมันให้ขาด ทว่ายิ่งเฉือนมันเท่าไหร่ มันกลับยิ่งเลื้อยสูงขึ้นและรัดแน่นกว่าเดิมเท่านั้น

 

บ้าเอ้ย!!

 

ท่านแม่ได้ทรมานทราวิสไปหลายครั้งแล้ว แต่ครานี้…นางตั้งใจจะสังหารเขาจริงๆ

 

“เจฟฟ์…” ข้าไม่เหลือแรงจะตะโกน ได้แต่ส่งสายตากระวนกระวายไปหาเขาอย่างวิงวอน “อย่านะ ได้โปรด”

 

ริมฝีปากและร่างกายข้าสั่นเทิ้ม เช่นเดียวกับหัวใจที่เต้นระรัวอย่างตื่นตระหนก ข้าไม่เคยรู้สึกกลัวอะไรถึงเพียงนี้มาก่อน สีหน้าของข้าตอนนี้คงจะดูอ่อนแอและน่าสมเพชมาก เพราะเจฟฟ์รีบเบนสายตาไปจากใบหน้าข้าราวกับทนดูไม่ได้ เขาจดจ้องไปยังร่างที่กำลังนอนทรมานใกล้ตายอยู่ตรงปลายเท้าตัวเองอีกครั้ง

 

เจฟฟ์ถอนหายใจแรง ปล่อยแส้ในมือลงกระแทกพื้น แล้วยื่นมาออกไปเหนือร่างทราวิส ใต้ฝ่ามือของเขาเปล่งแสงสีขาวเล็กน้อย แล้วบาดแผลของทราวิสก็เริ่มสมานเข้าหากัน ความทรมานราวกับโดนลาวาเดือดลวกศีรษะค่อยๆหายไปทีละนิด

 

ไม่ทันที่ข้าจะได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ท่านแม่เรียกแส้หนามกลับไปไว้ในมือ นางสะบัดฟาดมันลงอย่างแรงจนเกิดรอยแผ่นดินแยก แล้วเปลวไฟสีเลือดก็ลุกโชนขึ้นทั่วทั้งแส้ แสงจากเปลวไฟกระทบบนใบหน้าเย็นชาของนาง สายตาที่นางมองเจฟฟ์นั้นเรียบนิ่งและว่างเปล่าจนน่ากลัว

 

“เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่” นางเอ่ยเสียงเยือกเย็น ขณะสาวเท้าเข้าไปหาเจฟฟ์เป็นจังหวะ “เจ้ากำลังปกป้องบุตรชายของผู้ที่ทำลายอาณาจักรเจ้า”

 

แววตาของเจฟฟ์สั่นไหว เห็นได้ชัดว่าเขากลัว แต่กลับกลั้นใจเอ่ยออกไป “ท่านเอง…ก็พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากข้าเหมือนกัน”

 

“ตั้งแต่ข้าส่งเจ้าไปคอยช่วยเหลือเจเดน เจ้าก็เปลี่ยนไปจริงๆ” ท่านแม่คลี่ยิ้มด้วยสายตาเย็นชา “แต่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้…คนทรยศ!”

 

แส้หนามที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟร้อนระอุฟาดเข้าใส่ร่างของเจฟฟ์จนแทบแยกเป็นสองเสี่ยง เสียงเปลวไฟแผดเผาย่างสดเนื้อกายดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องทรมานของเจฟฟ์ เกิดรอยเผาไหม้ตั้งแต่หน้าผากลากเฉียงยาวลงมาจนถึงข้างเอวของเขา แรงฟาดของแส้ได้ส่งร่างนั้นปลิวกระเด็นไปไกล ทว่าเจฟฟ์กลับพลิกตัวพยุงตัวเองกลับขึ้นมานั่งคุกเข่าได้ ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากกระอักเลือดออกมามากมายเต็มพื้นดิน

 

“ซาฟีร่า…ท่านควรหยุดได้แล้ว” สายตาของเจฟฟ์ที่มักจะแข็งกร้าว ตอนนี้มันอ่อนยวบลงราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย ทว่าก็ยังคงเป็นแก้วที่พร้อมจะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป “ท่านจะทำผิดไปมากกว่านี้ไม่ได้”

 

ท่านแม่ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร นางเพียงแค่เลิกคิ้วอย่างเย้ยหยัน “มาถึงขั้นนี้แล้ว ลูกทาสอย่างเจ้ายังกล้าสั่งสอนข้าอีกนะ”

 

เสียงแส้แหวกอากาศหวดฟาดลงมาใส่ร่างของเจฟฟ์อีกครั้ง คมหนามแหลมที่ประดับอยู่รอบแส้ได้บาดเฉือนเข้าไปในผิวกายจนโลหิตหลั่งไหล ความร้อนจากเปลวไฟของแส้ได้แล่นผ่านผิวหนังเข้าสู่เส้นประสาทจนตัวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันแผดเผาบาดแผลสดๆที่โดนหนามทิ่มเฉือนทะลุอย่างน่าสยดสยอง เจฟฟ์กัดฟันขบกรามแน่นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวทรมาน กระนั้นจู่ๆเขาก็ส่งเสียงกระแสจิตเข้ามาในหัวข้า ‘จำสิ่งที่ข้าเคยบอกไว้ที่ปราสาทของเทียร่าได้ไหม’

 

ข้าชะงักไปครั้นได้ยินเสียงเขา ย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร สิ่งที่เจฟฟ์เคยบอกกับข้าที่ปราสาทของเทียร่าหรอ? คิดอย่างไรข้าก็นึกไม่ออก แต่ครั้นเห็นเจฟฟ์โดนแส้ฟาดใส่อีกครั้งจนเลือดสาดกระเซ็น ข้าก็เริ่มลนลาน กลอกดวงตาเพียงข้างเดียวไปมาบนพื้นอย่างครุ่นคิดด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะเบิกตาขึ้นครั้นนึกได้ ข้ารีบตอบเจฟฟ์ในใจกลับไปทันที 

 

‘ตราสัญลักษณ์! ตอนนั้นเจ้าบอกว่าเมื่อสถานการณ์คับขันที่สุดมาถึง ให้นึกถึงตราสัญลักษณ์ไว้’

 

ดวงตาของเจฟฟ์แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เขากำลังใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการใช้มนตร์ดำอ่านอนาคตที่ไม่ได้ชัดเจนนัก และพยายามจะให้คำแนะนำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขารีบส่งกระแสจิตกล่าวต่อทันที

 

‘ถูกต้อง ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือเราจะกำจัดซาฟีร่าได้ยังไง เหตุการณ์ในอนาคตที่ข้าเห็นนั้นเลือนรางมาก แต่ตราสัญลักษณ์ที่ว่านั่น…มันเกี่ยวข้องกับอาวุธต้องคำสาป ข้าก็ไม่รู้ว่ามันข้องเกี่ยวกันยังไง แต่มันอาจเป็นกุญแจที่จะกำราบแม่ของเจ้าได้’

 

ข้ากำลังใช้ดาบพยายามแล่ตัดเถาวัลย์ที่รัดขาไว้เพื่อจะเข้าไปช่วยเจฟฟ์ ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น โดยที่มือก็ไม่ได้หยุดแล่เฉือนเถาวัลย์สักวินาที ‘แล้วตราสัญลักษณ์นั่นคืออะไรกันแน่’

 

‘ข้าก็ไม่รู้!! ข้ามองเห็นอนาคตได้แค่นี้จริงๆ คำใบ้สู่ชัยชนะอันริบหรี่มีแค่นี้เท่านั้น ต่อจากนี้เจ้าต้องคิดให้ออกว่าจะทำอย่างไรต่อไป’

 

‘คำใบ้มีแค่นี้ แล้วข้าจะไปคิดออกได้อย่างไรเล่า!? สัญลักษณ์คืออะไร อาวุธต้องคำสาปคือสิ่งไหน ข้าไม่รู้เลยสักอย่าง!’

 

‘ถ้าคิดไม่ออก เราก็ตายกันหมด! เจ้าอยากเห็นแม่ตัวเองกลายเป็นปีศาจที่คิดแต่จะเข่นฆ่าทำลายล้างก็ตามใจ!!’ นํ้าเสียงเขาที่ดังในหัวข้านั้นแข็งกร้าวเกรี้ยวกราด ขณะที่เสียงจริงๆที่เจฟฟ์เปล่งออกมานั้นมีแต่ความเจ็บปวด ก่อนที่เขาจะกล่าวในใจเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเสียงที่อ่อนลง ‘อย่าให้การตายของพ่อเจ้าต้องสูญเปล่าสิ…เจเดน’

 

“การตายที่สูญเปล่างั้นหรือ”

 

เฮือก!!

 

ข้าสะดุ้งโหยงครั้นได้ยินท่านแม่เอ่ยถ้อยคำนั้นออกมา นางมองข้าด้วยคิ้วที่เลิกขึ้นนิดๆอย่างรู้ทันทว่าอาฆาต “คิดหรอว่าพวกเจ้าแอบคุยกันแล้วข้าจะไม่ได้ยิน”

 

เจฟฟ์กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง กระนั้นก็ยังคงส่งกระแสจิตมาหาข้า ‘ไม่ต้องกังวล นางไม่ได้ยินสิ่งที่เราคุยกันก่อนหน้านี้หรอก--’

 

เสียงเจฟฟ์ในหัวข้าขาดหายไป ครั้นท่านแม่ยื่นมือไปบีบคอเขาอย่างแรง นางยกร่างของเขาสูงขึ้นจนปลายเท้าลอยเหนือพื้น เจฟฟ์เบิกตาอ้าปากพยายามโกยอากาศเข้าปอดอย่างยากลำบาก ในขณะที่ฝ่ามือนายหญิงของเขาบีบลำคอขาวซีดแน่นขึ้นเรื่อยๆ นางกล่าวนํ้าเสียงอ่อนหวาน “ข้าอยู่ตรงหน้าเจ้า แต่เจ้ากลับยังคงบอกอะไรที่ไม่สมควรแก่เจเดน --เจฟฟรี่ย์ ข้าคงใจดีกับเจ้ามากเกินไปจริงๆ”

 

“อึก…!!” ใบหน้าของเจฟฟ์เบี้ยวบิดด้วยความทรมานสุดขีด เขาพยายามใช้พลังกลายร่างเป็นสิงโตยักษ์ขนาดใหญ่กว่าซาฟีร่าหลายเท่า ทว่าอยู่ในร่างนั้นได้ไม่กี่วินาทีก็หมดแรงจนหดกลับมาอยู่ร่างเดิม ข้าขบกรามแน่นขณะใช้ดาบกรีดเฉือนเถาวัลย์น่ารำคาญบริเวณขาที่มีแต่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สบถอย่างหัวเสียในใจที่มันไม่ยอมขาดซะที เม็ดเหงื่อมากมายซึมออกมาตามกรอบหน้าข้าจนปนไปกับเลือด

 

‘ฉึก!!!’

 

แต่แล้วทราวิสที่สภาพบอบชํ้าอย่างหนักจนได้แต่นอนแน่นิ่ง กลับชักดาบออกมาเสียบแทงลงไปในท่อนขาของแม่มดอย่างแรง เขาอยู่ในท่านอนควํ่ากับพื้นขณะหอบหายใจแรง ใช้มือข้างหนึ่งเสียบคมดาบเข้าไปในขาของอีกฝ่าย แม้สภาพจะยังคงโชกเลือดสะบักสะบอม แต่ทราวิสถูกเจฟฟ์รักษาไปบ้างจนอย่างน้อยก็สามารถจับดาบได้

 

“เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากเขาซะ”

 

เขากล่าวเสียงผ่านไรฟันด้วยสายตาแข็งกร้าวอย่างไร้ความเกรงกลัว ท่านแม่ปรายตามองทราวิสราวกับเป็นแมลงที่สร้างความรำคาญ นางเตรียมจะเหวี่ยงแส้ไฟใส่เขา และคราวนี้ทราวิสจะไม่มีทางหลบหลีกได้อีก แต่เจฟฟ์ก็พยายามจะใช้ร่างตัวเองมากำบังเขาไว้

 

เป็นตอนนั้นที่ข้าดิ้นจนหลุดจากเถาวัลย์ที่รัดขาไว้ แล้ววิ่งเข้าไปขวางนางไว้ทันที

 

“พอซะที นางแพศยา!!” ข้าพุ่งเข้าไปรับแส้ที่เหวี่ยงลงมาจากอากาศเตรียมจะฟาดใส่เจฟฟ์ แม่มดพลันรีบชะงักข้อมือที่กำลังเหวี่ยงแส้ทันที ทว่าสะเก็ดไฟบางส่วนจากแส้ก็แทบกระเด็นเข้าใส่แผลบนใบหน้าข้า ข้ารีบใชัแขนมาบดบังมันไว้ หลังแขนถูกสะเก็ดเหล่านั้นลวกจนเกิดรอยไหม้

 

ข้ากัดฟันกรอด คิดว่าหากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าคงต้องตายในอีกไม่กี่นาทีเป็นแน่

 

“ช่วยฟังข้าสักครั้งจะได้ไหม!!? บอกให้หยุดไง!!” ข้าแผดเสียงตวาดกร้าวอย่างสุดจะทน หวังจะระบายโทสะ ความเจ็บปวดและโกรธเกรี้ยวอันหนักหน่วงออกไปให้หมด อยากจะกรีดร้องออกมาแล้วทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าอย่างอัดอั้นตันใจ

 

สตรีตรงหน้าข้าชะงักแน่นิ่งไป นางยอมปล่อยมือจากคอเจฟฟ์ ในขณะที่มืออีกข้างกำแส้ในมือแน่น “ลูกเรียกแม่ว่าไงนะ…”

 

“เจ้าไม่ใช่แม่ข้า! นางไม่ใช่คนตํ่าช้าน่ารังเกียจขนาดนี้!!” ข้าตะคอกสุดเสียงอย่างที่ไม่เคยทำ ใส่อารมณ์กระแทกลงไปในนํ้าเสียงด้วยโทสะ รู้สึกเหมือนจู่ๆขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ใช้มือที่เหลือเพียงข้างเดียวกระชากคอเสื้อนางอย่างแรง “บอกมาสิ! บอกข้าสิ! เจ้าเอาแม่ข้าไปไว้ไหน ทำอะไรกับนาง เอาแม่ข้าตัวจริงกลับมา!!”

 

ข้าหอบหายใจหลังจากที่กล่าวจบ ขบกรามแน่นครั้นรู้สึกว่าสายตาเริ่มพร่าเลือน ของเหลวอุ่นๆกลิ้งไหลออกจากหางตาข้า มันไหลลงมาอาบแก้มจนถึงปลายคาง ในตอนแรกข้าคิดว่ามันเป็นเลือด แต่ครั้นเห็นมันหยดลงสู่พื้นดิน…ข้าถึงได้รู้ว่ามันเป็นนํ้าตา

 

เห็นเช่นนั้นข้าก็แน่นิ่งไป แล้วอดยุกมุมปากอย่างสมเพชไม่ได้ --ท่านแม่เกลียดนํ้าตาของข้า นางมักเคยพูดอย่างนั้น…ทว่าตอนนี้กลับเป็นนางเสียเองที่ทำให้ข้าร้องไห้

 

ทั้งที่พูดไปอย่างนั้น แต่ความจริงข้าก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าปีศาจผู้เหี้ยมโหดตรงหน้าคือแม่ตัวจริงของข้า นางคือคนเดียวกับสตรีจิตใจดีที่เคยเลี้ยงดูข้าในวัยเด็ก นางทั้งสองคือคนเดียวกัน และมันก็เป็นความจริงที่น่าเจ็บปวด

 

“…อะไรกันที่ทำให้ท่านเปลี่ยนไป” ข้าก้มหน้าลงเอ่ยเสียงแผ่วราวกับคนหมดแรง เม้มปากแน่นด้วยสายตาอ่อนแอที่มักจะซ่อนไว้ภายใน “หรือว่าแท้จริงแล้ว นี่คือตัวตนที่แท้จริงของท่าน”

 

สีหน้าของซาฟีร่าเปลี่ยนไปทันทีที่ได้เห็นนํ้าตาข้า ใบหน้านางถอดสี ชั่วขณะหนึ่งนัยน์ตาสีสนิมเหล็กได้เปลี่ยนไปเป็นสีเขียวมรกต ซึ่งเป็นสีดวงตาดั้งเดิมของนางที่เหมือนกับข้าไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็กลับไปเป็นสีสนิมเหล็กดังเดิม

 

“เหตุผลที่ทำให้ข้ากลายเป็นแบบนี้…มันไม่ได้เดายากเลยเจเดน” นางกล่าวอย่างเย็นชา “มันอยู่ตรงหน้าเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว”

 

นางผลักข้าอย่างแรงจนล้มลงไปกระแทกพื้นกับทราวิส ก่อนที่ท่านแม่จะยื่นมือออกไปด้านข้าง แล้วร่างของเจฟฟ์ก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในมือนางอีกครั้ง เขากลับมาถูกนางบีบคอไว้ดังเดิม เล็บยาวๆจิกเข้าไปในลำคอขาวซีดจนโลหิตซึมไหล นางยกร่างเจฟฟ์ขึ้นสูง แล้วพริบตานั้นก็ใช้มืออีกข้างแทงเข้าไปในอกซ้ายของเขาทันที

 

“เจฟฟ์!!!!!!”

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!”

 

โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ นางล้วงมือเข้าไปกระชากก้อนเนื้อสีแดงในอกเจฟฟ์ออกมาอย่างเหี้ยมโหด ท่านแม่ขยำก้อนหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ในมือจนแตกละเอียด ก่อนที่นางจะปล่อยไฟออกจากฝ่ามือที่บีบคอเจฟฟ์ไว้ ทำให้เปลวไฟสีแสดแล่นออกไปแผดเผาร่างกายเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ร่างที่เคยขาวซีดของเจฟฟ์ได้เปลี่ยนเป็นไหม้เกรียม ก่อนที่จะแตกสลายลงมาเป็นเถ้าถ่าน

 

ไม่จริง…

 

ข้ากับทราวิสได้แต่มองภาพตรงหน้าตื่นตะลึง มองดูเศษเถ้าถ่านที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกายเนื้อปลิวหายไปในสายลม ภายในเวลาไม่ถึงสามวินาทีที่รวดเร็วเกินกว่าจะไหวตัวทัน เหตุการณ์ตรงหน้าผ่านไปอย่างกะทันหันราวกับโกหก รู้ตัวอีกทีเจฟฟ์ก็ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าต่อตาเราไปแล้ว

 

“ไม่จริง…” ข้าได้ยินเสียงทราวิสพึมพำออกมา “ไม่ ไม่ ไม่…”

 

มันเริ่มจากรู้สึกตกใจ กลายเป็นเป็นโศกเศร้า…และเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น

 

ฝ่ามือข้าสั่นเทาค่อยๆกำเข้าหากันแน่น ข้าเบนสายตามามองแอ่งเลือดของเจฟฟ์ที่เจิ่งนองบนพื้น หวนนึกถึงตอนที่เขาเล่าให้เราฟัง ว่าปีศาจทาสรับใช้ของซาฟีร่านั้นแบ่งเป็นสองประเภท ประภทที่มีโลหิตสีดำจะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้ ส่วนประเภทที่มีโลหิตสีแดงเหมือนมนุษย์จะไม่สามารถคืนชีพได้

 

เลือดของเจฟฟ์เป็นสีแดง

 

เขาตายแล้ว…และจะไม่มีมีวันกลับมา

 

 

 

Loading…80%

 

 

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นและผ่านไปในชั่วพริบตา การฆ่าฟันนองเลือดยังคงยังคงดำเนินต่อไปราวกับไร้สิ้นสุด การสังหารอย่างเลือดเย็นเกิดขึ้นในทุกวินาที ยิ่งเวลาผ่านไป…ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนห่างไกลกับชัยชนะไปเรื่อยๆ

 

เจ็บปวด เหนื่อยล้า โกรธแค้น สิ้นหวัง แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต่างเป็นความรู้สึกของพวกผู้แพ้ และตั้งแต่เผชิญหน้ากับแม่ตัวเองในครานี้ มันก็เป็นสิ่งที่ข้ารู้สึกมาโดยตลอด ข้าพยายามจะข่มกลั้นมันไม่ให้เสียสมาธิ ทว่าการตายของเจฟฟ์เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดสะบั้นลง ความรู้สึกเหล่านั้นถาโถมเข้าใส่หัวใจอย่างรุนแรงจนหายใจไม่ออก มันเปี่ยมล้นราวกับจะระเบิดออกมาจากอก ขับเคลื่อนให้พุ่งเข้าไปจู่โจมศัตรูดุจดั่งสัตว์คลุ้มคลั่งขาดสติ สมาธิและความรอบคอบที่ควรจะมีในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ ได้แตกกระเจิงหายไปจนหมดสิ้น

 

ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ดาบของข้าและทราวิสเหวี่ยงเข้าใส่ร่างของแม่มดที่เอาแต่ยืนแน่นิ่ง มองมาที่เราด้วยแววตาทอประกายสะใจ นางปล่อยให้เราโจมตีนางได้เต็มที่ ไม่แม้แต่จะเบี่ยงตัวหลบดาบ ทว่าถึงกระนั้นดาบทั้งสองก็ไม่สามารถฟันหรือแทงเข้าร่างกายนางได้ ราวกับเป็นแท่นหินที่ไม่มีวันแตกสลาย ในขณะที่ข้ามีแต่จะเจ็บปวดหนื่อยล้ายิ่งขึ้น แขนขาที่เกร็งเพื่อตั้งท่าจับดาบมานานปวดร้าวระบมไปหมด ราวกับกล้ามเนื้อกำลังกรีดร้องอย่างทรมาน หยดนํ้าที่ซึมไหลออกจากทั่วร่างกายนั้นไม่รู้ว่าเป็นเลือดหรือหยาดเหงื่อกันแน่

 

ทั้งข้าและทราวิสต่างก็รู้ดี ว่าพุ่งเข้าไปโจมตีนางซํ้าๆเช่นนี้มันไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้ท่านแม่สาแก่ใจที่เห็นเราดิ้นรนอย่างน่าสมเพชเช่นนี้ กระนั้นเราต่างก็ไม่หยุดวิ่งออกไปด้วยสายตาที่พร่าเลือนด้วยความเหนื่อยล้า แล้วเหวี่ยงคมดาบในมือออกไปฟันใส่แม่มดที่อยากจะกำจัดนักหนา แม้จะต้องโดนเกราะมนตร์ดำที่ห่อหุ้มร่างของนางไว้ซัดจนร่างกระเด็นไปไกล เราต่างก็จะลุกขึ้นมาอย่างโงนเงนด้วยสภาพบอบชํ้า แล้ววิ่งออกไปฟันใส่ซาฟีร่าต่อ ราวกับนี่เป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้

 

‘แฮ่ก…แฮ่ก…แฮ่ก…’

 

ทราวิสทิ้งตัวคุกเข่าที่บอบชํ้าลงข้างหนึ่ง หอบหายใจแรงจนร่างกายขยับขึ้นลงตามจังหวะ เหงื่อกาฬไหลโชกออกจากกรอบหน้าที่เปื้อนดินเปื้อนฝุ่น บาดแผลยังคงปรากฎเด่นชัดตามจุดต่างๆทั่วร่าง ใบหน้าของเขาแสดงความเหนื่อยล้าเจ็บปวดออกมาชัดเจน แขนข้างที่ถือดาบเริ่มไม่มีแรงจนต้องใช้แขนอีกข้างมาช่วยจับดาบไว้ มือชื้นเหงื่อทั้งสองกำส่วนด้ามไว้อย่างสั่นเทา กระนั้นก็ยังฝืนมองไปข้างหน้า พยายามจะพยุงตัวไม่ให้ล้มราบลงไปกับพื้น

 

ส่วนข้านั้นอยู่ในสภาพน่าสมเพชยิ่งกว่า สองขาคุกเข่าบนพื้นดิน เรือนผมถูกเล็บยาวของผู้เป็นแม่จิกทึ้งอย่างแรง บังคับให้ข้าต้องเงยหน้าขึ้นไปสบตากับนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้าไม่รู้ว่าสีหน้าตัวเองในตอนนี้เป็นอย่างไร แต่มันทำให้ท่านแม่ถลึงตามองลงมาอย่างรังเกียจ

 

“ข้าไม่เคยสอนให้เจ้าต่อสู้เหมือนหมาจนตรอกเช่นนี้” นางกล่าวเสียงว่างเปล่า “โดนความโกรธครอบงำ เสียสติ ฟุ้งซ่าน --น่าสมเพช”

 

ข้าหอบหายใจถี่ราวกับจะขาดใจตาย พลางยกมุมปากขึ้นเหยียดยิ้ม “เช่นนั้นมัวรออะไร…ฆ่าข้าสิ”

 

มันไม่ใช่คำท้าทาย แต่เป็นการเชิญชวนจากใจ ท่านแม่กำลังจะขยับริมฝีปากกล่าวต่อ แต่แล้วสายตานางกลับเลื่อนไปที่ทราวิส แล้วนางก็ค่อยๆเบิกตาขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา

 

“บาดแผลพวกนั้น…” นางหันขวับกลับมามองข้าอีกครั้ง สลับกับมองทราวิสด้วยตาที่แข็งกร้าว “ทำไมมันมาอยู่บนร่างของเจ้า!?”

 

ทราวิสขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่นางกล่าว แต่ครั้นก้มหน้าลงสำรวจร่างกายตัวเอง แล้วพบว่าบาดแผลต่างๆมากมายที่เขาโดนซาฟีร่าทรมานนั้น กำลังค่อยๆหายไปจากร่างกายเขา…แล้วมาปรากฎตัวบนร่างข้าแทน เป็นตอนนั้นที่ทราวิสถึงกับร่างแข็งทื่อ

 

ข้าเม้มปากแน่น --ในที่สุดก็โดนจับได้เสียแล้ว…

 

เป็นเพราะก่อนจะมาที่นี่ ทั้งข้าและเทียร่าต่างก็กลัวว่าทราวิสจะต้องถูกท่านแม่ทำร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าจึงขอให้นางช่วยร่ายมนตร์ดำใส่ร่างของทราวิสและตัวข้าเอง ส่งผลให้ทุกบาดแผลต่างๆทั้งหมดที่ทราวิสมี จะค่อยๆถูกย้ายมาไว้ที่ร่างข้าทีละนิด มันต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่มันจะค่อยๆทยอยขึ้นมาปรากฎทีจนครบทั้งหมด ตอนแรกเทียร่าก็ไม่ได้จะให้ความร่วมมือ แต่ครั้นข้ายกเรื่องพันธสัญญามาบังคับ บวกกับว่านี่อาจเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ทราวิสรอด นางก็ได้แต่ยินยอมอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

 

คิดว่าข้าจะยอมให้ทราวิสมาเฮอร์เรนเดลด้วย ทั้งที่รู้ว่าเขาจะต้องโดนทรมานเจียนตายน่ะเหรอ? ไม่มีทาง เว้นเสียแต่ว่าความทรมานของเขาจะถูกถ่ายทอดไปที่อื่น แม้ว่ามันจะเป็นร่างของข้าเองก็ตาม

 

ข้ารู้สึกได้ถึงสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอัดอั้นจนตัวสั่นจากทราวิส ราวกับกำลังกรีดเฉือนแผ่นหลังข้าด้วยสายตาแข็งกร้าว “เจ้าคนงี่เง่า! ทำไมถึงทำเรื่องบ้าแบบนี้!!?”

 

แน่นอนว่าทราวิสจะต้องโกรธที่ข้าทำให้ตัวเองต้องเจ็บตัวเพราะเขา นํ้าเสียงกระด้างแข็งด้วยความโกรธนั้นทำให้ข้าอดจะแค่นยิ้มไม่ได้ มันทำให้นึกถึงเสียงของทราวิสคนเก่าที่แสนจะขี้เหวี่ยงวีน เขาตะคอกอะไรบางอย่างออกมาอย่างเจ็บปวด ทว่าเนื่องจากแผลลึกที่เกิดจากโดนหอกแทงได้ปรากฎขึ้นข้างใบหูข้า มันทำให้ข้าปวดร้าวจนแทบไม่สามารถได้ยินเสียงเขาอีกแล้ว ทุกอย่างมันอื้ออึงไปเสียหมด เช่นเดียวกับร่างกายข้าที่แย่ลงเรื่อยๆจนด้านชา

 

แต่แล้วข้าก็ได้ยินเสียงหนึ่งอย่างชัดแจ้ง มันคือเสียงฝ่ามือของท่านแม่ที่ตบลงมาใส่ใบหน้าข้าอย่างแรง ร่างข้าถึงกับล้มลงไปกับพื้นตามแรงตบ ความแสบและปวดร้าวบริเวณแก้มแล่นไปทั่วทั้งศีรษะ มันกระตุ้นความปวดร้าวจนอยากตายไปเสียเดี๋ยวนี้

 

‘ต้องทนอีกแค่ไหน…’ ข้าเหมือนได้ยินเสียงร่างกายตัวเองกรีดร้องครํ่าครวญ มันเข้าใกล้ขีดจำกัดเต็มทีแล้ว ‘เมื่อไหร่มันจะสิ้นสุด ข้าต้องฝืนทนความเจ็บปวดนี้ไปถึงเมื่อไหร่’

 

“ลูกตัวดี…” นางกล่าวเสียงเย็นเยียบ “นี่เจ้ารักคนอื่นมากกว่าตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

 

แต่แล้วเสียงของนางกลับถูกเสียงหวีดร้องลั่นของมังกรกลบไปจนสิ้น ข้าอดใจกระตุกอย่างหวาดผวาไม่ได้

 

มันคงไม่ใช่…เสียงของวาเลเรียสหรือฮานาสก้าหรอกนะ หากหนึ่งในสองคนนั้นพ่ายแพ้ เราคงจบเห่แน่…

 

ข้าค่อยๆแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเช่นเดียวกับคนอื่น แล้วก็ต้องพบกับภาพของร่างแยกนับร้อยของอลิซาเบธที่กำลังรุมกัดลูกมังกร มันฝังเขี้ยวลงไปอย่างไร้ปรานีจนปีกขาดเป็นเสี่ยง ลูกมังกรตนนั้นพลันเสียการทรงตัวกลางอากาศ ก่อนจะถูกฝูงสุนัขปีศาจใช้กรงเล็บและคมเขี้ยวฉีกเนื้อมันเป็นชิ้นๆ กายเนื้อที่ถูกฉีกของลูกมังกรพลันร่วงลงสู่ทะเลโลหิตอันกว้างใหญ่

 

และบัดนี้ทะเลดังกล่าวก็ได้ถูกเปลวไฟของเธนเดอร์รัสย้อมจนกลายเป็นทะเลเพลิงสีฟ้า นํ้าทะเลได้แปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟไปจนหมดสิ้น ครั้นลูกมังกรที่ถูกฉีกกัดจนปีกขาดวิ่นร่วงลงสู่ทะเลเพลิง มันก็ถูกเปลวไฟที่เกิดจากบิดาแท้ๆเผาไหม้จนมอดเป็นจุณ ร่างกายบิดเบี้ยวหลอมเหลวค่อยๆจมหายลงไปในทะเลไฟ พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของมัน

 

เสี้ยวพริบตาต่อมา เสียงหวีดร้องบาดหูของลูกมังกรอีกตนดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของมันจะจมดิ่งลงไปในห้วงนรกของทะเลเพลิงเช่นกัน มันแยกเขี้ยวกรีดร้องลั่นขณะพยายามกระพือปีกที่ทั้งขาดวิ่นและโชกเลือด ตะเกียกตะกายพยายามจะพาร่างตัวเองบินหนีขึ้นไปให้ได้ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันดิ้นรนอย่างน่าสังเวช ทว่าเปลวไฟสีฟ้ากลับดูดกลืนร่างของมันลงไป แผดเผาจนไม่เหลือซาก กลายเป็นส่วนหนึ่งของเปลวไฟร้อนระอุไปโดยปริยาย

 

ลูกมังกรที่เพิ่งฟักไข่ออกมานั้นมีสามตน และอลิซาเบธก็ได้สังหารมันไปสองตนติดๆกันแล้ว…

 

ข้ารู้สึกทึ่งและใจชื้นขึ้นมาในขณะเดียวกัน ทราวิสเองก็เช่นกัน แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนักสำหรับท่านแม่ นางมองอลิซาเบธที่กำลังสู้กับลูกมังกรตัวสุดท้ายบนฟ้าอยู่ชั่วขณะ ท้องฟ้าสว่างวูบวาบด้วยแสงจากเปลวไฟของราชามังกรสองตนที่หํ้าหั่นฟาดฟันกันอย่างรุนแรงไม่ลดละ มันส่องกระทบใบหน้าที่เฉยชาของท่านแม่ มองจากมุมนี้ทำให้ข้ารู้สึกหวาดผวาขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้

 

“แม่เพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้” นางยื่นมือขึ้นไปบนฟ้า กางนิ้วเรียวทั้งห้าออก ราวกับกำลังเรียกหาอะไรบางอย่างให้มาอยู่ในมือตน พริบตาต่อมาอลิซาเบธก็ส่งเสียงกรีดร้องคำรามอย่างขัดขืน ร่างของสุนัขปีศาจพลันถูกกระแสลมดูดพัดมาให้อยู่ในมือของแม่มดราวกับสั่งได้

 

“เอ๋ง…” ร่างอันใหญ่โตของอลิซาเบธหดลงจนเหลือขนาดเท่าสุนัขทั่วไปครั้นอยู่ในมือท่านแม่ อลิซาเบธถูกบีบคอจนต้องกระเสือกกระสนดิ้นพล่านไปมา นัยน์ตาสีแดงมองสตรีตรงหน้าอย่างกราดเกรี้ยว ไร้ซึ่งความเกรงกลัวหรือไหวหวั่นอย่างสิ้นเชิง เจ้าสุนัขปีศาจตัวนี้ไม่ใช่ร่างแยก หากแต่เป็นร่างตัวจริงของอลิซาเบธ มันกัดฟันแยกเขี้ยวส่งเสียงคำรามดุร้าย มือเท้าที่เต็มไปด้วยกรงเล็บก็พยายามจะตะปบใบหน้าของแม่มด

 

‘ฉึก!!’

 

แล้วปลายกรงเล็บของมันก็สามารถกรีดแก้มขาวซีดนั้นได้สำเร็จ โลหิตที่ซึมออกมาเล็กน้อยไม่ได้ทำให้ท่านแม่ไหวหวั่น นางทำเพียงหันมาปรายตามองข้าเล็กน้อย

 

“เจเดน เจ้าเกลียดสุนัขใช่หรือไม่

 

นางกำลำคอของอลิซาเบธแน่นขึ้นเรื่อยๆจนเกิดเสียงกระดูกแตกร้าว คราวนี้เสียงคำรามข่มขู่ของอลิซาเบธก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานอย่างแท้จริง นัยน์ตาสีแดงที่แข็งกร้าวเมื่อครู่กำลังสั่นระริกอย่างหวาดกลัว หัวใจข้าเหมือนครํ่าครวญออกมาทันใด วินาทีนั้นเหมือนเวลาได้เดินช้าลง ข้าพยายามยื่นมืออาบเลือดออกไปหามันด้วยตาที่เบิกตาโพลง ทราวิสที่อยู่ด้านหลังก็พยายามลุกขึ้นเพื่อจะเข้ามาหยุดนาง

 

…หากแต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

“อลิซาเบธ!!!!”

 

‘ตุ่บ!!’

 

มันเป็นเสียงตะโกนร้องของข้าและทราวิสขณะที่เราพยายามจะคว้าเจ้าของชื่อไว้ และตามมาด้วยเสียงศีรษะของอลิซาเบธที่ถูกหักจนกลิ้งตกลงมาบนพื้น มันกลิ้งไปมาเล็กน้อยอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหยุดแน่นิ่งราวกับรูปปั้นที่ไม่เคยมีชีวิต บรรดาร่างแยกทั้งหลายของอลิซาเบธก็ได้สลายหายไปในอากาศ ราวกับไม่เคยมีมาก่อน

 

ตรงหน้าเราคือศีรษะของสุนัขปีศาจที่ตอนนี้เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ นัยน์ตาสีแดงของอลิซาเบธยังคงเปิดอยู่ นํ้าใสๆปริ่มบริเวณหางตามันเล็กน้อย คอของมันที่ขาดสะบั้นเต็มไปด้วยเลือด ปลายลิ้นยาวห้อยโผล่จากปากลงไปติดกับพื้นดิน

 

ข้ามองศีรษะของอลิซาเบธอยู่เนิ่นนาน ราวกับรอให้มันลุกขึ้นมาเห่าอย่างร่าเริงใส่ ให้มันกระโดดใส่ข้าอย่างแรงจนหงายหลัง หรือจะเลียหน้าข้าในร่างสุนัขที่ข้าไม่ชอบนักหนาก็ได้ ได้ทั้งนั้น…ขอแค่มันลุกขึ้นมา

 

ลุกขึ้นมา… ลุกขึ้นสิ!

 

แต่ร่างไร้ลมหายใจของอลิซาเบธก็ได้ตอกยํ้าความจริงอย่างปรานี ราวกับตอกตะปูเน้นยํ้าลงไปในหัวใจ ว่ามันได้จากเราไปแล้ว…

 

มันไม่ได้สำคัญเลยว่าปีศาจรับใช้ของท่านแม่จะมีโลหิตสีแดงหรือดำ หากนางต้องการจะเอาชีวิตพวกเขา นางก็สามารถทำได้โดยง่าย เพราะนางเป็นเจ้าชีวิตของพวกเขา

 

นางเป็นถึงเจ้าชีวิตของปีศาจนับพัน แล้วเช่นนี้เราจะเอาอะไรไปสู้กับนางกัน? มันไม่ยุติธรรมจนน่าชํ้าใจ ไม่ยุติธรรมที่คนอย่างนางมีอิทธิฤทธิ์และอำนาจมากเกินไป ไม่ยุติธรรมที่เราได้แต่เจ็บชํ้านํ้าใจขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่สามารถโต้ตอบอะไรกลับได้เลย เป็นได้เพียงผู้แพ้ที่ถูกเหยียบโดยใต้ฝ่าเท้านางเท่านั้น

 

ร่างของอลิซาเบธค่อยๆสลายเป็นเถ้าถ่านตรงหน้าข้า ทราวิสวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่ทั้งตกตะลึงและเศร้าโศก เขาพยายามจะคว้าเถ้าถ่านที่กำลังลอยหายไปไว้…แต่ก็ได้กลับไปเพียงอากาศว่างเปล่า

 

ข้าได้แต่นั่งโง่ๆก้มมองมือข้างเดียวบนตักตัวเอง แววตาและร่างกายสั่นเทาเหมือนจะแตกสลาย บาดแผลที่เกิดจากโดนลาวาลวก แผลต่างๆจากการโดนอาวุธแหลมคมสารพัดแทงร่างกายจนพรุน มันกำลังทยอยปรากฎขึ้นบนร่างกายข้า แผ่กระจายความทรมานไปทั่วทุกจุด ตอกยํ้าความปวดร้าวเข้าไปในเยื่อกระดูกและหัวใจ ร่างกายข้าในตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่ไม่มีบาดแผลอาบเลือดแดงฉาน มันอ่อนแอลงจนแทบจะล้มพับอยู่รอมร่อ ในขณะที่ร่างกายของทราวิสแทบไม่มีแผลหลงเหลืออยู่แล้ว

 

หากแต่เราทั้งคู่ต่างมีความเจ็บปวดในหัวใจ ที่ทรมานยิ่งกว่าบาดแผลเป็นไหนๆ

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!!”

 

เขาส่งเสียงคำรามกรีดร้องกู่ก้องด้วยโทสะโกรธแค้น ทราวิสแทงดาบออกไปอีกครั้ง พยายามจะกวัดแกว่งดาบของตัวเองฟันคอของแม่มดตรงหน้าให้ขาดสะบั้น เขาถูกความโกรธครอบงำจนเหมือนสัตว์บ้าคลั่ง แววตาแดงกํ่าคลุ้มคลั่งราวกับไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป

 

“เจ้า… เจ้ามันสุดยอดไปเลย เดรัจฉานจนข้าไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเปรียบเทียบได้” ทราวิสปาดคราบเลือดใต้คางของตัวเองออกขณะหอบหายใจ เขาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ขณะพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายพร้อมคมดาบในมืออีกครั้งอย่างไม่รู้จักเหนื่อย “ตายๆไปซะทีสิ!! ลงนรกไปซะ!!”

 

ในขณะที่ทราวิสโมโหจนแทบเสียสติ ข้าก็กำลังทำสงครามกับความคิดตัวเองอย่างตึงเครียด กำหมัดข้างเดียวแน่นจนชื้นเหงื่อ หัวใจแทบจะหลุดกระเด็นออกจากอก พยายามขบคิดอย่างกระวนกระวายถึงคำพูดสุดท้ายของเจฟฟ์

 

‘ตราสัญลักษณ์ที่ว่านั่น…มันเกี่ยวข้องกับอาวุธต้องคำสาป ข้าก็ไม่รู้ว่ามันข้องเกี่ยวกันยังไง แต่มันอาจเป็นกุญแจที่จะกำราบแม่ของเจ้าได้’

 

สัญลักษณ์...สัญลักษณ์บ้าอะไรเล่า!?

 

ข้าอยากจะทึ้งศีรษะอย่างแรง แล้วแหกปากตะโกนระบายความอัดอั้นออกมาให้สุดเสียง แต่ทำเช่นนั้นไปก็หาได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นไม่ ข้าจึงได้แต่พยายามตั้งสติ สูดหายใจเข้าปอดเชื่องช้า แม้ว่ามันจะทำให้เจ็บแผลที่สีข้างราวกับโดนมีดกรีดซํ้าๆ ก่อนหน้านี้ในระหว่างพยายามโจมตีท่านแม่ ข้าก็มัวแต่คิดเรื่องสัญลักษณ์นี้จนฟุ้งซ่านไปหมด และนั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น

 

“อั่ก…!!” ข้ากระอักเลือดออกมาเต็มพื้น รสชาติเหม็นคาวของเลือดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งลำคอ ข้าพยายามเพิกเฉยต่อร่างกายที่เข้าใกล้ขีดจำกัด แล้วหลับตาลงด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ก่อนอื่นต้องนึกย้อนกลับไปก่อน ผู้ที่บอกข้าว่าอาวุธต้องคำสาปคือสิ่งที่จะสามารถกำจัดท่านแม่ได้ ก็คือวิญญาณของท่านพ่อ ครั้นนึกถึงเขา มันก็ทำให้ข้านึกถึง…ตราสัญลักษณ์ของแม่ทัพอัศวินเฮอร์เรนเดล

 

เช่นนั้นต่อมา…ก็ต้องมองหาความหมายของตราสัญลักษณ์นั้นซะ มันมีไว้ทำอะไรกันแน่ ข้าเริ่มหายใจถี่รัวขึ้นด้วยความกดดัน ความหมายของสัญลักษณ์นั่น…ถ้าให้เดา มันคงมีความหมายใกล้เคียงกับพันธสัญญาหรืออะไรทำนองนั้น แต่ข้าก็ลืมมันไปเนิ่นนานแล้ว ความตึงเครียดเข้ากัดกินสมองจนข้ารู้สึกเหมือนศีรษะจะระเบิด

 

แต่แล้วจู่ๆเสียงหนึ่งจากก้นบึ้งความทรงจำก็ดังขึ้นในหัวข้า

 

‘ต่อจากนี้…ข้าจะใช้ดาบเล่มนี้ปกป้องเจ้า และลูกของเรา’

 

ข้าพลันชะงักมือที่กำลังบีบกุมศีรษะตัวเองแน่นทันที เช่นเดียวกับร่างกายและสายตาที่แน่นิ่งไป วินาทีนั้นข้ารู้สึกเหมือนท้องฟ้าได้เปิดกว้างออก ให้ข้าได้เห็นคำตอบที่อยู่เพียงใกล้แค่เอื้อม

 

เข้าใจแล้ว… ข้าเข้าใจแล้ว!!

 

ข้าอดจะเบิกตาโพลงด้วยความรู้สึกปิติไม่ได้ ราวกับได้รับถังนํ้าดื่มใบยักษ์หลังจากที่เดินผ่านทะเลทรายร้อนระอุมาเนิ่นนาน ทว่ารู้สึกดีใจได้ไม่นาน…มันก็กลับไปห่อเหี่ยวอีกครั้ง

 

หากอาวุธต้องคำสาปคือสิ่งที่ข้าคิดจริงๆ เช่นนั้นก็หมายความว่า…

 

ในขณะที่ข้ากำลังตระหนักได้ถึงผลที่จะตามมา เสียงอันคุ้นเคยที่เหมือนไม่ได้ยินมานานก็ดังขึ้นในหัวข้า ‘เจเดน!! เฮ้! เจ้าได้ยินข้าไหม!?’

 

เสียงเหนื่อยหอบของพ่อมดฟังดูกระวนกระวายและเป็นกังวล มันได้เรียกสติข้ากลับคืนมา ‘ฮิวโก้…?’ ข้าส่งเสียงในใจกลับไป

 

อีกฝ่ายถอนหายใจยาวเหยียดอย่างโล่งอก ‘ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดก็ติดต่อเจ้าได้ ช่วยทนรออีกหน่อยนะ ตอนนี้ข้าได้เข้ามาในป่ามรณะได้แล้ว กำลังจะตามไปสมทบพวกเจ้า แต่ไอ้พวกปีศาจหน้าโง่พวกนี้กำลังขวางทางข้า! ซํ้ามันยังมีมากราวกับกองทัพมด ฆ่ายังไงก็ตายไม่หมดซะที น่าหงุดหงิดเป็นบ้า!!’

 

ฮิวโก้บ่นไปพลางสู้กับพวกปีศาจรับใช้ของท่านแม่ไปด้วย ข้าถอนหายใจนิดๆอย่างไม่มีแรง ‘ไอ้เงิง รู้ทั้งรู้ว่ามนตร์ดำในป่านี้จะสะกดพลังของเจ้าจนแทบไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา เจ้าก็ยังจะดั้นด้นเข้ามาทำไมอีก อยากโดนตัดหัวโดยแม่มดดำงั้นสิท่า’

 

ฮิวโก้พักหอบหายใจอยู่พักใหญ่ เขาพึมพำกับตัวเองว่าเหลืออีกแค่สองตัวแล้ว แล้วก็กล่าวต่อขณะจัดการกับปีศาจเหล่านั้น ‘อย่ามาดูถูกกันเชียว!! ข้าเตรียมอาวุธและมนตร์คาถาต่างๆมาเพียบ ดูซิว่าแม่มดดำบ้านั่นจะแน่แค่ไหน!’

 

ข้าอดจะยกมุมปากไม่ได้ ‘นาง.…ไม่ใช่เทียร่า แต่เป็นแม่ของข้า’

 

ฮิวโก้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงประหม่า ราวกับไม่รู้จะพูดยังไงดี ‘ข้ารู้แล้ว ข้า…เสียใจจริงๆพวก เฮ้ แต่ถึงนางจะกลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว เจ้าก็ยังมีข้านะ!!’

 

กล่าวไม่ทันขาดคำ ฮิวโก้ก็กลับไปทะเลาะกับตัวเองอีกครั้ง ว่าทำไมถึงพูดวาจาหวานเลี่ยนน่าขนลุกเช่นนั้นออกไป ข้าหัวเราะนิดๆกับตัวเอง มองไปยังทราวิสที่ยังคงต่อสู้กับท่านแม่อย่างไร้สิ้นสุด โชคดีที่นางไม่กล้าทำอะไรเขา เพราะบาดแผลที่นางต้องการจะสร้างให้ทราวิส ก็มีแต่จะมาปรากฎบนตัวข้าแทนอยู่ดี

 

ข้าเบนสายตาไปมองท้องฟ้าที่กำลังคำรามลั่นแทน นั่งซึมซับบรรยากาศอันน่าหดหู่ของสงคราม ราวกับนี่เป็นภาพความสวยงามที่ควรตราตรึงไว้

 

ฮิวโก้...ขอบคุณที่ช่วยเหลือข้ามาตลอดจนวินาทีสุดท้ายข้ากล่าวในใจ หวังว่าความรู้สึกจะสามารถส่งไปถึงอีกฝ่ายได้เจ้าจะช่วยข้าอีกสักครั้งได้หรือไม่

 

ฮิวโก้มักจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติในนํ้าเสียงข้าได้เสมอ เช่นเดียวกับครั้งนี้ พ่อมดขาวเงียบไปชั่วครู่ ‘…อย่าพูดจาหวานเลี่ยนในช่วงเวลาแบบนี้ได้ไหม ขนลุก’

 

‘เจ้าจะช่วยข้าอีกสักครั้งไหม’ ข้ายํ้าคำถามอีกครั้ง

 

และฮิวโก้ก็ตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล ‘ข้าจะช่วยเจ้าในครั้งนี้ และครั้งต่อๆไปด้วย’

 

ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าไปในหัวใจข้าอย่างอ่อนโยน ในวินาทีนี้ ข้าอยากจะย้อนเวลากลับไปเขกหัวตัวเองตอนเด็กจริงๆ ที่มักตัดพ้อฟูมฟายงี่เง่าไปวันๆว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่โชคร้ายที่สุดในโลก

 

ใครว่าข้าโชคร้ายกันล่ะ อย่างน้อยข้าก็โชคดียิ่งกว่ามนุษย์หน้าไหน…ที่มีเพื่อนอย่างฮิวโก้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เพื่อนแบบนี้ เขาไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่มีสักวินาทีที่เขาคิดจะทอดทิ้งข้า ไม่แม้แต่ครั้งเดียว

 

ข้ายิ้มอ่อน ‘ไม่หรอกสหาย มันจะไม่มีครั้งต่อไป ข้าจะไม่อยู่รบกวนเจ้าอีกแล้ว’

 

เป็นอีกครั้งที่เขาเงียบไป แต่คราวนี้เงียบกว่าครั้งที่ผ่านมา ราวกับกำลังใช้เวลาในการประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ‘หมายความว่าไง…’  เสียงของฮิวโก้เปี่ยมไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก ‘พูดบ้าอะไรของเจ้า! ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดจะทำอะไร หยุดคิดอะไรบ้าๆแบบนั้นนะ!’

 

ข้าอดจะขำไม่ได้ ความจริงแล้วฮิวโก้ไม่รู้หรอก เขาไม่สามารถใช้มนตร์อ่านใจได้ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยมนตร์ดำ อย่างมากที่สุดก็ได้แค่สื่อสารกับข้าในใจเช่นนี้ เขาก็แค่กำลังขู่ข้าไปเท่านั้น เพราะกลัวว่าข้าจะมีแผนอะไรที่ไม่เข้าท่าอีก

 

‘ฮิวโก้ เจ้าจงเดินขึ้นไปทางทิศเหนือของป่ามรณะ แล้วไปที่หุบเขาคาร์ลอส ทราวิสจะไปเจอเจ้าที่นั่น’

 

แม้จะไม่ได้เห็นหน้า แต่ข้าก็รับรู้ว่าฮิวโก้กำลังเบิกตากว้าง ‘นี่เจ้า…’

 

ข้าออกคำสั่งแกมขอร้อง ‘ช่วยพาทราวิสกลับวอลธีเรียที’

 

ก่อนหน้านี้ทางออกจากป่ามรณะมีเพียงทางเดียว นั่นคือทางลับที่ซ่อนอยู่ในซากเมืองของเฮอร์เรนเดล ซึ่งผู้ที่จะเปิดมันได้ก็คงมีแต่ซาฟีร่า หากแต่ตอนนี้ม่านเวทมนตร์ของป่ามรณะได้ถูกเปิดออกแล้ว กองทัพปีศาจรับใช้ของนางได้หลั่งไหลออกไปจากป่าอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เส้นทางตรงนั้นได้ถูกเปิดออกอย่างเต็มรูปแบบ มันจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทราวิสจะได้กลับไปวอลธีเรียโดยใช้เส้นทางนั้น

 

เขาไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป ไม่ควรต้องต่อสู้อย่างทุกข์ทรมานอีกแล้ว

 

ฮิวโก้ปฏิเสธเสียงเย็นชา ‘ไม่เจเดน เราจะไม่กลับหากไม่มีเจ้าไปด้วย’

 

‘ข้าไม่ได้มีทางเลือกอื่นให้เจ้า ทำตามที่ข้าสั่งซะ แล้วก็...’ ข้านิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจกล่าวออกไป ‘ช่วยหาทางทำให้ทราวิสกลับมาเกลียดข้าเหมือนเดิมที’

 

‘นี่เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไง!?’ เขาตะคอก แล้วกล่าวเสียงแผ่วในประโยคถัดมา ‘สิ่งที่เจ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุด…คือการกลับไปโดนเขาชิงชังไม่ใช่หรือไง’

 

‘เชื่อข้า หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ทราวิสจะต้องทุกข์ทรมานหากเขายังรักข้าเช่นนี้อยู่’ ข้าเอ่ยในใจขณะมองตามร่างของทราวิส ทัศนวิสัยพร่าเลือนจากนํ้าอุ่นที่ปริ่มดวงตา หัวใจเหมือนถูกบีบรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก ‘การกลับไปเกลียดข้า…จะทำให้ทราวิสมีความสุขขึ้น’

 

ยาของฮิวโก้ทำให้ทราวิสรักข้า เช่นนั้นมันก็ถึงเวลาที่เขาควรจะทำให้ทราวิสเกลียดข้าได้แล้ว

 

ฟังมาจนถึงตรงจุดนี้ ฮิวโก้เหมือนจะเข้าใจได้แล้วว่าข้ากำลังหมายถึงอะไร นํ้าเสียงเขาทั้งแตกตื่นและกราดเกรี้ยว ราวกับไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ ‘ไม่… ไม่! เจเดน ทำไมถึงคิดทำเรื่องงี่เง่าอย่างนั้น!? เจ้ามันบ้า สมองเจ้าหายไปไหนหมด มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ! เจ้าจะทิ้งองค์ชายทราวิสไว้แบบนั้นไม่ได้!’

 

‘มันเป็นวิธีเดียวที่จะสังหารแม่ข้าได้ ช่วยทำตามที่ข้าบอก แล้วดูแลเขาห่างๆแทนข้าทีเถอะ’

 

‘เด็กโง่! ข้าทำตามที่เจ้าสั่งมาตลอด แต่ครั้งนี้เจ้าต้องเป็นฝ่ายฟังข้า!! ล้มเลิกแผนนั้นของเจ้าซะ!’

 

ข้าเองก็ไม่ได้อยากให้มันลงเอยแบบนี้ เพียงแต่…ชีวิตไม่ได้มีทางเลือกให้เรามากกว่าหนึ่งเสมอไป

 

หลายคราที่เขาโวยวายใส่ข้า แต่น้อยครั้งนักที่ฮิวโก้จะขึ้นเสียงใส่ข้าเช่นนี้ ถ้อยคำเช่น ‘เด็กน้อย’ หรือ ‘เด็กโง่’ จะเป็นคำที่ฮิวโก้ใช้เรียกข้าเฉพาะยามที่เขาดุข้าในฐานะผู้อาวุโสกว่าหลายร้อยปี แสดงให้เห็นว่าครั้งนี้เขาคัดค้านข้าสุดฤทธิ์จริงๆ ทั้งที่ที่ผ่านมาก็มักจะยอมตามใจและอ่อนข้อให้ข้าตลอด

 

‘อ่า...จริงสิ ที่ผ่านมาเจ้าต้องลำบากเพราะข้ามามากเหลือเกิน เจ้าเป็นเพื่อนผู้เติมเต็มความเหงาในใจที่ข้าไม่อยากยอมรับ คอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างข้า ทำให้ข้าได้เจอแม่อีกครั้ง ทุกสิ่งที่เจ้าทำให้ข้านั้น ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตสักร้อยครั้งก็มิอาจตอบแทนได้’ มันคงเป็นครั้งแรกที่ข้าพูดเปิดอกกับฮิวโก้เช่นนี้ แทนที่จะรู้สึกอึดอัดกับมัน ข้ากลับอดรู้สึกวูบโหวงอย่างน่าใจหายไม่ได้ ‘แต่ไม่ต้องกังวลนะท่านพ่อมด…ข้าจะไม่อยู่รบกวนท่านอีกแล้ว’

 

ฮิวโก้ไม่สามารถทนฟังได้อีกต่อไป ‘เจเดน!! ตั้งสติสิไอ้งั่ง! เจ้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น เจ้าจะออกไปจากที่นี่กับพวกเรา ข้าช่วยเจ้ามาตลอด และครั้งนี้ก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน’

 

ข้าแทบไม่ได้ฟังคำพูดของเขาอีกแล้ว กล่าวต่อไปเป็นครั้งสุดท้ายอย่างเด็ดขาดว่า ‘ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะไอ้เงิง...แต่ข้าตัดสินใจแล้ว จงทำตามนั้นเถอะ’

 

ฮิวโก้กัดฟันกรอดด้วยโทสะ กระนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่กล่าวเสียงเย็นเยียบว่า ‘…องค์ชายทราวิสจะเกลียดเจ้าที่ทำเช่นนี้’

 

ข้าแสร้งบิดยิ้มร้าย ‘ไม่ใช่ว่านั่นคือจุดประสงค์ของข้าหรอกหรือ’

 

เสียงของฮิวโก้ได้หายไปนับตั้งแต่นั้น คาถาของเขาหมดฤทธิ์ลงภายในระยะเวลาอันสั้น การต่อสู้รอบตัวข้ายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มังกรฮานาสก้าได้เข้ามาร่วมวงช่วยทราวิสต่อกรกับท่านแม่ สภาพนางทั้งปีกไหม้และขาขาด กลายเป็นมังกรที่ไม่แม้แต่จะกางปีกบินได้ แต่นางกลับไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าใส่แม่มดตรงหน้าด้วยเปลวไฟที่พ่นออกจากปาก และแน่นอนว่ามันไม่ได้สร้างความเจ็บปวดใดๆให้ฝ่ายตรงข้ามเลย

 

“โอ้ ดูซินี่ใคร” ท่านแม่มองสภาพร่อแร่ของฮานาสก้าด้วยรอยยิ้มหวาน สาวเท้าเข้าไปหาร่างของอีกฝ่ายที่กำลังหอบอย่างหนักราวกับจะขาดอากาศหายใจ โลหิตสีทองหยดแล้วหยดเล่าไหลออกจากเกล็ดมังกร

 

“อึก…” ฮานาสก้าพยายามจะทรงตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างทรมาน แต่แล้วนางก็ล้มลงไปบนพื้นอีกครั้งอย่างไม่เป็นท่า ฝุ่นบนดินฟุ้งคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ท่านแม่กล่าวต่อ “คราวก่อนเจ้าเกือบโดนข้าควักหัวใจได้สำเร็จ คราวนี้จะให้ข้าควักอะไรออกมาอีกดีนะ…”

 

‘ฉึก!!!’

 

รอยยิ้มของนางพลันแข็งค้างไป ก่อนค่อยๆก้มมองศรธนูที่ปักอยู่กลางอก แล้วมองไปยังคันธนูในมือของทราวิส แววตาคมกริบราวกับเหยี่ยวที่ต้องการจะใช้สายตาผ่าอกของศัตรูเป็นสองซีก มือของเขาเพิ่งเหนี่ยวสายธนูแล้วยิงออกไปในเมื่อครู่นี้ ซาฟีร่าไม่ได้รู้ด้วยซํ้า ว่าฮานาสก้าฉวยโอกาสโยนคันธนูพร้อมลูกศรหนึ่งดอกไปให้ทราวิสตั้งแต่ตอนไหน

 

ท่านแม่ถอนหายใจให้กับมุกหลอกเด็กอันแสนกระจอกเช่นนี้ นางดึงศรออกจากแผ่นอกอย่างไม่ใส่ใจ แต่แทนที่มันจะถูกดึงออกอย่างง่ายดายเหมือนที่ควรจะเป็น มันกลับฝังลึกเข้าไปในเนื้อกายของนาง ราวกับต้นไม้ที่ได้งอกรากจนยึดติดกับพื้นดิน พยายามดึงอย่างไรก็ไม่ออก มีแต่จะบาดเฉือนเข้าไปในเนื้อลึกกว่าเดิม เหมือนผิวเนื้อของนางกำลังดูดกลืนศรแหลมคมเข้าไป คิ้วเรียวของแม่มดพลันย่นลงทันที นัยน์ตาสีมรกตเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตา

 

“เจ้าคิดว่าตลอดหลายปีที่ขังเผ่าปีศาจไว้ในปราสาท…พวกเราใช้เวลาแต่ละวันไปอย่างสูญเปล่างั้นหรือ” ฮานาสก้าแทบไม่มีแรงจะลุกขึ้น กลายเป็นเหมือนซากศพมังกรหมดสภาพบนพื้น กระนั้นกลับกล่าวเสียงแหบแห้งด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ “เป็นไงละ รสชาติของศรธนูที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดเจ้าโดยเฉพาะ อร่อยสมใจเจ้าไหม?”

 

แม่มดดำหรี่ตาลง ฝ่ามือซีดข้างหนึ่งกำศรธนูตรงกลางอกไว้ พยายามออกแรงดึงมันออกมา แต่ละเสี้ยววินาทีที่ผ่านไป ความหงุดหงิดของนางก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รังสีดำทะมึนที่แผ่ออกมารอบกายนาง พลอยสร้างความกดดันให้ฮานาสก้าขึ้นไปอีก เม็ดเหงื่อซึมไหลด้วยความวิตก เพราะตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าศรนี้จะหยุดซาฟีร่าไว้ได้นานแค่ไหน อาจจะเพียงแค่สิบนาที หนึ่งนาที…หรือน้อยกว่านั้น

 

เป็นตอนนั้นที่ข้าพาร่างอันบอบชํ้าของตัวเองไปถึงตัวทราวิสได้สำเร็จ เขาพลันทิ้งคันธนูลง รีบปรี่เข้ามาพยุงข้าที่กำลังจะล้มลงไปไว้ ทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยกันทั้งสองคน ภายในช่วงวินาทีอันแสนสั้นนี้ ข้าเลิกสนใจสงครามที่กำลังดำเนินอย่างดุเดือดไปชั่วขณะ ขอเพียงเสี้ยววินาทีนี้ เทความสนใจไปยังทราวิสทั้งหมด ดุจดั่งว่าเขาเป็นสิ่งเดียวบนโลกใบนี้ที่ข้าจะมอง

 

ข้าทิ้งตัวลงเข้าไปในอ้อมแขนเขา ซึมซับความอบอุ่นและกลิ่นประจำกายอีกฝ่ายอย่างผ่อนคลาย แม้ว่ากลิ่นเหล่านั้นจะถูกกลบด้วยคาวเลือดและฝุ่นดินไปจนสิ้น ข้าไม่ได้สนใจเลยว่ายิ่งกอดรัดกับเขาแค่ไหน บาดแผลมากมายบนร่างก็มีแต่จะฉีกขยายออกกว้างไปถึงไหนต่อไหน

 

ทราวิสร้องออกมาอย่างตกใจ ครั้นเห็นเลือดมากมายไหลรินออกจากกายข้า ฝ่ามือและดวงตาของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง เจ้าตัวใช้สองมือประคองใบหน้าข้าไว้ ใบหน้ามอมแมมที่เสียดวงตาไปหนึ่งข้าง และมีรอยมีดกรีดซํ้าๆมากมายจนเละเทะ มันคือบาดแผลที่ถูกย้ายมาจากตัวทราวิส แม้จะไม่ได้ส่องกระจก แต่ข้าก็รู้สึกว่ามันต้องน่าเกลียดจนดูไม่ได้เป็นแน่ ข้าอดจะก้มศีรษะลงเพื่อซ่อนใบหน้าตัวเองอย่างอับอายไม่ได้ ไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกรังเกียจ กระนั้นทราวิสกลับช้อนใบหน้าข้ากลับขึ้นมา บังคับให้สบตากัน

 

“เจเดน…” เสียงสั่นเครือของเขาช่างอ่อนแอ ดวงตาสองสีที่เจิงนองด้วยนํ้าใสๆ ดูสุกสกาวท่ามกลางความมืดเหมือนอัญมณี ริมฝีปากที่สั่นระริกเม้มแน่นด้วยความเจ็บปวด เขาเอ่ยราวกับร้องขอวิงวอน “ข้าควรทำยังไงดี… บอกข้าสิ ข้าควรช่วยเจ้ายังไงดี”

 

แต่ละคำที่เอื้อนเอ่ย มันราวกับผู้พูดกำลังครํ่าครวญด้วยความทุกข์ทรมาน สายตาข้าอ่อนยวบลง ริมฝีปากยกยิ้มบาง “จูบข้าทีสิ”

 

แล้วสัมผัสนุ่มนวลหวานซึ้งก็ประทับลงมาบนริมฝีปากอย่างรวดเร็ว ส่งผ่านความอ่อนโยนอบอุ่นเข้าไปในหัวใจ ครั้นริมฝีปากสัมผัสดูดดึงขบเม้มกันและกัน มันราวกับเราเป็นชิ้นส่วนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน และไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ความสัมพันธ์ของเราก็คงเป็นเช่นนั้น

 

รสชาติของจูบอันแสนสั้นภายในสามวินาทีช่างหวานปนขม ข้าค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความแสบร้าว ครั้นหยดนํ้าอุ่นๆได้ร่วงลงบนบาดแผลบนใบหน้าข้า มันคือนํ้าตาของทราวิส ข้าพลันรีบผละออกมา แนบหน้าผากของเราทั้งคู่ให้แนบชิดกัน

 

“ทำใจให้สบาย…ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว” ข้ากล่าวเสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยน ปลอบประโลมคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางเบา “เราจะกำจัดนางได้ ชัยชนะจะต้องตกเป็นของเราแน่นอน”

 

ความมั่นใจในนํ้าเสียงของข้าทำให้ทราวิสย่นคิ้วเล็กน้อย กระนั้นก็ดูเหมือนว่ามันจะทำให้แววตาของเขาสั่นไหวน้อยลง แต่แล้วเจ้าตัวก็ต้องพลันชะงักไป ครั้นพบว่าข้ากำลังใช้เลือดตัวเองป้ายลงบนเครื่องรางเวกวีเซียร์ที่แขวนอยู่บนคอเขา ก่อนจะบิดเครื่องรางย้อมโลหิตไปทางขวาหนึ่งครั้ง

 

ทราวิสจับมือข้าที่กำลังจะบิดมันต่อ ใบหน้าเขาซีดเผือดอย่างเป็นกังวลครั้นเอ่ย “เรา… จะออกไปด้วยกันใช่ไหม”

 

เครื่องรางนี้สามารถใช้งานได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ทราวิสเตรียมจะสวมสร้อยเส้นนี้ให้ข้าด้วย ให้เราได้ใส่มันร่วมกันสองคน แต่ข้ากลับดันมาเขาออกไป หลับตาลงนึกถึงสุสานปราสาทคาร์ลอสในป่ามรณะ ที่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ทราวิสจะต้องไป พร้อมหมุนบิดเครื่องรางจนครบสามครั้ง

 

“ฮิวโก้จะพาเจ้ากลับไปหาพี่ชาย” ข้ากล่าว “แล้วข้าจะตามไป”

 

“ไม่นะเจเดน...อย่าทำแบบนี้นะ” เขาพยายามจะกระชากสร้อยออกจากคอตัวเอง ทว่าอาคมได้เริ่มทำงานแล้ว เครื่องรางวิเศษเปล่งแสงออกมาแผ่วเบา ทราวิสยกดาบขึ้นมาพยายามเฉือนสายสร้อยให้ขาดสะบั้น แต่กลับไม่เป็นผล สีหน้าของเขาตื่นตระหนกทันที “ไม่… ไม่! ไม่เอาแบบนี้ ข้าจะอยู่กับเจ้าที่นี่!”

 

“ไม่เอาน่า อย่างอแงเป็นเด็กเลย เราจากกันไม่นานหรอก” ข้าเอ่ยกลั้วหัวเราะราวกับมีความสุขนักหนา ทราวิสส่ายหน้าไปมาทั้งนํ้าตา เขาจับมือข้าไว้แน่นเหมือนไม่อยากจากไปไหน ข้ายิ้มอย่างนุ่มนวลด้วยความรู้สึกล้นอก ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยสิ่งที่ต้องการจะบอกมานาน

 

“ข้ารัก…”

 

ทว่าเอ่ยไม่ทันจบประโยค ร่างของทราวิสก็ได้หายไปในพริบตา มือข้าที่ถูกเขาจับไว้เมื่อครู่พลันถูกทิ้งค้างไว้กลางอากาศ ความอบอุ่นมลายหายไปในสายลม แล้วถูกแทนที่ด้วยความหนาวเย็นที่ถาโถมเข้าใส่ผิวหนัง ข้ามองพื้นตรงหน้าที่เคยมีร่างนั้นอยู่อย่างอาลัย ใบหน้าที่กักซ่อนความเจ็บปวดไว้มาตลอดพลันทนไม่ไหวอีกต่อไป ข้ากลั้นก้อนสะอื้นที่จุกในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก แล้วระบายยิ้มอ่อนออกมา

 

ทราวิสไม่ทันได้ยินข้าบอกรัก เขาก็หายไปเสียแล้ว…

 

ช่างน่าขัน โลกนี้จะไม่ใจดีกับข้าสักวินาทีเลยหรือไงกัน ไม่ปล่อยให้ข้าได้มีเวลารํ่าลากับคนที่รักด้วยซํ้า

 

ข้าสูดหายใจเข้าเต็มปอด สีหน้าปรับเปลี่ยนไปเคร่งขรึมอีกครั้ง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยสายตาแน่วแน่ พร้อมกับหยิบดาบประจำกายในมือขึ้น “เรามาสะสางเรื่องของเรากันต่อเถอะ...ท่านแม่”

 

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่นางมายืนซ้อนด้านหลังข้า ครั้นข้าหันไปหานาง ผู้เป็นมารดาก็คลี่ยิ้มหวาน ขณะหมุนควงลูกศรในมือไปมาอย่างสบายๆ “เจ้าคิดจริงๆหรือ…ว่าการส่งเด็กคนนั้นกลับไปวอลธีเรียจะทำให้เขาปลอดภัยได้ อย่างไรเสียข้าก็ต้องไปกวาดล้างสถานที่สกปรกนั่นอยู่แล้ว”

 

เป็นเพราะรู้แบบนี้ นางถึงได้ไม่ขัดขวางข้าในการส่งทราวิสออกไป ข้าพรูลมหายใจออกมาอย่างเย้ยหยัน

 

“ท่านแน่ใจแล้วหรือ ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้จริงๆ”

 

นางกวาดมองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เข้าใจในความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดข้าได้ในทันที จนถึงกับต้องยิ้มขันออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “เจ้าเนี่ยนะคิดจะสังหารข้า ในสภาพนี้น่ะรึ อ่า…ไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่ลูกชายคนเดียวคิดจะสังหารข้า ข้าควรจะกลัวดีไหมนะ ฮ่าๆๆ”

 

นางหัวเราะขำขันกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จู่ๆก็หุบยิ้มลงทันใด “ข้าอาจฆ่าคนมามากมาย แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ข้าคิดจะทำร้ายเจ้า แต่นี่… นี่คือสิ่งที่เจ้าตอบแทนแม่งั้นหรือ!?”

 

“แล้วสิ่งที่ท่านทำกับข้าเล่า!?” ข้าตวาดกลับอย่างเดือดดาล “ตอบข้าสิ หากท่านไม่ฆ่าท่านพ่อ ข้าจะกำพร้าไหม หากท่านไม่ทำลายเฮอร์เรนเดล ข้าจะต้องไปเป็นเชลยที่วอลธีเรียไหม หากท่านไม่สาปชาวเฮอร์เรนเดลที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นปีศาจรับใช้ พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตเหมือนตกนรกเช่นนี้ไหม หากท่านไม่ฆ่าสหายของข้าและผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย ข้าจะเกลียดแค้นข้าถึงขั้นนี้ไหม --คำตอบของทุกคำถามคือไม่ ทุกอย่างจะไม่เป็นเช่นนี้ ชีวิตผู้คนมากมายจะดีกว่านี้หลายร้อยพันเท่า หากไม่ใช่เพราะท่าน!!”

 

แม้จะกระแทกเสียงลงไปในทุกคำพูดด้วยโทสะ แต่นํ้าตามากมายกลับไหลรินลงมาอาบบาดแผลบนแก้ม ยิ่งพูดต่อ เสียงก็ยิ่งสั่นเครืออย่างน่าสมเพช ท่านแม่มองข้าด้วยสายตาที่อ่อนลงเพียงชั่วครู่ แต่แล้วมันก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างเต็มรูปแบบ

 

“…ในเมื่อเจ้ายืนกราน” แม่มดดำยกมือขาวซีดขึ้นมาหงาย นางเค้นพลังออกมาจนเกิดเป็นกลุ่มควันสีดำเหนือฝ่ามือขนาดใหญ่ “ก็มาทำให้มันจบลงในคราเดียวซะ ข้าเสียเวลากับเจ้ามามากพอแล้ว”

 

นางแผ่รังสีทะมึนของมนตร์ดำออกมารอบกาย จนเกิดกระแสลมหมุนวนรอบตัวนาง พัดเอาเศษหินเล็กๆทั้งหลายปลิวว่อนไปในอากาศ เรือนผมสีแดงยาวสลวยของนางปลิวสะบัดอย่างรุนแรงอยู่รอบใบหน้าที่ว่างเปล่า กระแสลมที่หมุนวนทำเอาข้ารู้สึกเหมือนตัวเองจะถูกพัดให้ปลิว ฝ่ามือกำดาบแน่นอย่างรวบรวมสมาธิ

 

ตอนนี้บดยอดเขามีเพียงข้าและนาง ต่อจากนี้จะไม่มีใครโผล่เข้ามาช่วยข้า ฮานาสก้าก็ได้หมดสติไปแล้ว ข้าไม่รู้ด้วยซํ้าว่านางยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่

 

สถานการณ์ที่กองทัพปีศาจกำลังต่อสู้โรมรันกันอยู่เป็นเช่นไร การต่อสู้บนฟ้าของสองราชามังกรนั้นดำเนินไปถึงไหนแล้ว หรือผู้คนที่อาณาจักรวอลธีเรียถูกปีศาจฆ่าไปแค่ไหนแล้ว ข้าไม่รู้ทั้งนั้น หากแต่ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นจะสิ้นสุดลง…ถ้าข้าทำมันสำเร็จ

 

ทว่าหากข้าทำพลาด…ทุกสิ่งก็จะต้องสูญสิ้นเช่นกัน

 

ความกดดันที่ถาโถมราวกับแบกมหาสมุทรไว้ทำเอาข้าแทบหายใจไม่ออก ทว่าครั้นลืมตาขึ้นอีกที ความกังวลต่างๆก็ได้มลายหายไปจนสิ้น ข้ามองมารดาผู้ซึ่งเป็นศัตรูที่ต้องกำจัดอย่างสงบนิ่ง ลมพายุหมุนอย่างบ้าคลั่งตรงหน้าไม่ได้ทำให้ไหวหวั่น ข้าใช้สายตาตั้งมั่นเพ่งเล็งไปที่สีข้างของศัตรูอย่างตั้งมั่น สูดลมเข้าเต็มปอดเชื่องช้า ส่งแรงทั้งหมดที่มีลงไปที่ขาสองข้าง…แล้วออกตัววิ่ง

 

ก่อนหน้านี้ที่ข้ากับทราวิสพยายามจู่โจ่มนางอย่างต่อเนื่องนั้น มันทำให้ข้ารู้ว่าแม้ตอนนี้ท่านแม่จะเปลี่ยนเป็นปีศาจเหี้ยมอำมหิตไปแล้ว ซํ้ายังมีมนตร์ดำที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะต้านทานได้ แต่รูปแบบการต่อสู้ระยะประชิดของนางยังคงเหมือนเดิม จังหวะในการหลบหลีกคมดาบเพื่อตบตาศัตรู ลักษณะท่าทางการหมุนควงอาวุธ มันยังคงเป็นการต่อสู้รูปแบบเดียวกับที่ข้าได้เรียนรู้มาจากนางเมื่อนานมาแล้ว

 

ฉะนั้นในขณะที่นางเหนือกว่าข้าในทุกด้าน พละกำลัง เวทมนตร์ หรือมันสมอง อย่างน้อยสิ่งเดียวที่ข้ามี…ก็คือการที่ข้าคุ้นเคยและรู้จักรูปแบบการต่อสู้ของนางดี

 

สาม…สอง…หนึ่ง

 

‘ตู้มมมมมมมมมมมม!!!!!’

 

พลังมนตร์ดำขนาดใหญ่ถูกขว้างออกจากฝ่ามือของแม่มด ก่อให้เกิดการระเบิดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงบนยอดเขาเฮอร์เรนเดล ขุมพลังที่นางปล่อยออกไปได้พุ่งเข้าใส่ตัวภูเขาราวกับอุกกาบาต แรงระเบิดทำเอาหินยักษ์มากมายบนภูเขาปะทุแตกกระจายไปทั่วบริเวณ บางส่วนร่วงตกลงไปในทะเลเพลิงดุจสายฝน ราวกับครั้นภูเขาไฟระเบิดก็ไม่ปาน แผ่นดินทั้งเกาะสั่นไหวในวงกว้าง ฝุ่นดินลอยตลบคละคลุ้งบดบังทัศนวิสัยจนมิด

 

ภายในเสี้ยววินาทีที่พ้นผ่าน ตอนนี้ลำคอข้าได้ถูกฝ่ามือแม่ตัวเองบีบไว้แน่น แน่นจนแทบหายใจไม่ออก ข้าปรายตามองความเสียหายที่เกิดจากระเบิดเมื่อครู่ หากมนตร์ดำลูกนั้นเฉียดโดนร่างกายข้าแม้แต่เพียงนิด ร่างกายข้าคงระเบิดกระจุยไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่นาง…กลับจงใจปล่อยพลังข้ามไหล่ข้าไป

 

ครั้นฝุ่นดินค่อยๆจางหาย ข้าก็พบกับใบหน้าของมารดาที่อยู่ใกล้แค่คืบ นางมองมาอย่างเย็นชา ฝ่ามือก็บีบคอข้าราวกับจะดึงกระชากให้หลุด ทว่าภายในแววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วย…ความเจ็บปวด

 

“เจ้าคิดจริงๆหรือ ว่าแม่จะทำร้ายเจ้าลง”

 

นางกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย แต่ไม่รู้เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนถูกบีบอัดก้อนเนื้อในอกซ้าย ข้าพยายามสูดหายใจอย่างทุรนทุราย ความทรมานทำเอาสีหน้าบิดเบี้ยว เอื้อนเปล่งเสียงแผ่วแรงออกมาแต่ละถ้อยคำด้วยความทรมาน

 

“เรื่องนั้น…อึก ข้าเองก็ไม่รู้” ข้าเบนสายตาไปมองดาบตัวเอง…ที่ตอนนี้อยู่ในมืออีกข้างของท่านแม่ “แต่ข้ารู้ ว่าท่านจะต้องแย่งดาบไปจากข้า”

 

‘ฉึก!!!!’

 

เสียงปลายดาบเหล็กเฉือนลึกเข้าไปในเนื้อกาย พร้อมกับโลหิตที่สาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ บางส่วนกระเด็นเข้าใส่ใบหน้าขาวซีดของท่านแม่ ที่ตอนนี้เบิกตาโพลงถึงขีดสุดอย่างไม่เชื่อสายตา เหตุเป็นเพราะข้าได้คว้ากระชากมือของนางที่ถือดาบไว้ แล้วบังคับมือข้างนั้นให้แทงดาบเข้ามาในกลางอกข้าอย่างสุดแรง ความแหลมคมอันเย็นเฉียบของดาบเฉือนผิวกายบริเวณหน้าอก แล้วแทงทะลุเข้าไปถึงในปอด แทงเข้าไปจนรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น

 

“เจ้าทำอะไร…” ท่านแม่พยายามกระชากดาบออกอย่างตื่นตระหนก แววตาของนางสั่นระริก “เจ้าทำบ้าอะไร!?”

 

“อึก…” ทว่าข้ากลับกัดฟันดันมือของมารดาให้แทงดาบเข้ามาลึกขึ้น แทงกระซวกเข้าไปด้วยความทรมานจนไม่มีแรงให้กรีดร้อง จ้วงแทงให้แน่ใจว่าตัวเองจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ จนในที่สุดปลายดาบก็ทะลุหน้าอกไปด้านหลังจนเกิดเป็นรูโหว่

 

‘ฉึก!!!!’

 

ปิดฉากลงด้วยการที่ข้ากระชากดาบออกจากหน้าอกตัวเอง แล้วแทงมันเข้าไปในอกซ้ายของผู้เป็นมารดาอย่างไวว่อง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดลงในชั่วพริบตา ไม่มีเวลาให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว ในขณะที่นางมัวแต่ตื่นตะลึงกับการโดนบุตรชายบังคับให้แทงดาบเข้ามาในตัวข้า รู้ตัวอีกทีนางก็เป็นฝ่ายโดนแทงเองเสียแล้ว

 

แน่นอนว่าแม่มดที่แสนทรงพลังอย่างนางไม่มีทางตายกับเรื่องแค่นี้…แต่ไม่ใช่กับข้า ผู้เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา

 

ในเสี้ยววินาทีที่ข้ากำลังจะหมดสติ เรี่ยวแรงทั้งหมดได้เหือดหายไปพร้อมกับลมหายใจ ภายใต้ทัศนวิสัยที่แสนจะพร่าเลือนราง ข้าเห็นนัยน์ตาสีสนิมเหล็กของท่านแม่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต พร้อมกับนํ้าตาที่ไหลรินออกจากดวงตาคู่นั้น

 

นางกลับมาเป็นซาฟีร่าคนเดิมแล้ว…

 

ข้าก็ไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่…มันคงหมายถึงว่าข้าทำสำเร็จแล้ว ใช่ไหมนะ?

 

สายตาพร่ามัวของข้ามองไปยังดาบในมือที่อาบเลือดแดงฉาน แล้วอดจะอมยิ้มไม่ได้ –โล่งอกไปที…ที่คิดไม่ผิดว่าอาวุธต้องคำสาปคืออะไร

 

คำใบ้ที่เจฟฟ์ให้มา คือตราสัญลักษณ์แม่ทัพเฮอร์เรนเดลของท่านพ่อ ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันนัก เพียงแค่ตราสัญลักษณ์นั้นสื่อถึงความหมายว่าคำมั่นสัญญา มันเป็นตราที่ถูกมอบให้แม่ทัพอัศวิน ครั้นพวกเขาให้คำปฏิญาณว่าจะปกปักษ์อาณาจักรเฮอร์เรนเดลไว้ด้วยชีวิต แต่เมื่อพวกเขาไม่สามารถทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ได้ ไม่สามารถปกป้องอาณาจักรจากการถูกแม่มดดำกวาดล้างได้ อาณาจักรเฮอร์เรนเดลจึงกลายเป็นสถานที่ต้องคำสาป

 

หากจะให้สรุปใจความสั้นๆก็หมายถึงว่า การตระบัตสัตย์หรือผิดพันธสัญญานั้นเป็นที่มาของการต้องคำสาป ครั้นข้าคิดได้ถึงจุดนี้ จึงหวนนึกถึงตอนที่ท่านแม่เคยเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของดาบเล่มนี้ ดาบสำคัญประจำกายที่ข้ามักจะใช้เป็นอาวุธปกป้องตัวเอง และเป็นสิ่งของที่ข้าหวงแหนสุดชีวิต

 

‘นอกจากมันจะเป็นของหมั้นของพ่อแม่เจ้าแล้ว สำหรับแม่…มันยังเปรียบเสมือนสายใยถักทอครอบครัวเราด้วยนะ’ ท่านแม่ได้กล่าวไว้ ขณะใช้มือข้างหนึ่งลูบศีรษะกลมๆของข้าในวัยเด็กที่อยู่บนตักนาง ตัวข้าพลิกดาบในมือไปมาด้วยตาเป็นประกายอย่างสนอกสนใจ ขนาดของมันทั้งใหญ่และหนักเกินกว่าเด็กตัวเล็กๆจะรับไว้ จนท่านแม่ต้องช่วยประคองไม่ให้ข้าทำดาบหล่นใส่ศีรษะตัวเอง

 

‘ภายหลังจากที่เราได้แต่งงานกัน เจ้าก็ได้เกิดมา ในวันนั้น…พ่อเจ้าก็เหมือนได้กลายเป็นเสาหลักครอบครัวอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งเขายังมีภาระหน้าที่สำคัญมากมายที่ต้องแบกรับ แม่อยากจะแบ่งเบาภาระเขา จึงได้ให้คำสัญญาไว้กับพ่อเจ้า’

 

ข้าเอียงคอ แต่ก็ไม่ได้ละสายตาไปจากดาบหนักๆในมือเลยแม้แต่น้อย ‘ท่านสัญญากับท่านพ่อว่าอะไรหรอ’

 

‘แม่บอกกับเขาว่า ‘ต่อจากนี้…ข้าจะเลี้ยงดูเจเดนให้ดีที่สุดในฐานะแม่ และข้าจะใช้ดาบเล่มนี้ปกป้องเจ้า และลูกของเรา’’ สายตานางอ่อนลง ใบหน้าปรากฎรอยยิ้มจางอย่างขืนข่ม ‘ทว่าสุดท้ายแล้ว…แม่ก็ปกป้องเจมส์ไว้ไม่ได้’

 

ไม่ใช่แค่นางปกป้องเขาไว้ไม่ได้ หากแต่นางเป็นคนฆ่าเขาเองกับมือเลยต่างหาก ดังนั้นดาบเล่มนี้ก็เหมือนต้องคำสาปไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะนางได้ผิดสัญญาไปแล้วหนึ่งข้อ ฆ่าคนที่เคยให้สัญญาว่าจะปกป้องไปแล้วหนึ่งคน และหนทางเดียวที่จะทำให้มันกลายเป็นดาบต้องสาปอย่างเต็มรูปแบบ…ก็คือท่านแม่จะต้องสังหารข้าด้วยมือของนางเอง

 

สามวินาทีก่อนหน้านี้ ในจังหวะที่เรากำลังจะปะทะกัน ข้าได้เลือกที่จะแทงดาบออกไปโดยเล็งที่บริเวณสีข้างของนาง เป็นเพราะข้ารู้ว่าหากเล็งการโจมตีไปยังจุดนั้น ท่านแม่จะมีปฏิกริยาตอบสนองด้วยการสะกัดกั้นคู่ต่อสู้ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วใช้มืออีกข้างปลดอาวุธของอีกฝ่ายออก

 

ใช่ ข้าจงใจให้นางแย่งดาบออกไปจากมือข้า จากนั้นก็บังคับมือนางให้แทงดาบเล่มนั้นเข้ามาตัวข้า กระซวกไส้ตัวเองจนแทบกระอักเลือด เจ็บปวดเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อแน่ใจว่าแทงจนยังไงข้าก็ไม่มีทางรอดแล้ว ข้าก็กระชากดาบออกมา แล้วใช้แรงเฮือกสุดท้ายแทงเข้าไปในตัวมารดาทันที

 

แผนการนี้จริงๆแล้วก็มีอยู่แค่สองขั้นตอน คือการทำให้ดาบเล่มนี้ต้องคำสาปด้วยการให้นางฆ่าข้า จากนั้นก็ใช้ดาบแทงนางกลับไป เท่านั้นเอง

 

และนี่ก็เป็นสาเหตุที่ข้าไม่อยากให้ทราวิสอยู่ที่นี่ต่อ…เพราะเขาคงไม่ยอมให้ข้าทำเช่นนี้แน่

 

กลับมาที่ปัจจุบัน ทันทีที่ข้าแทงดาบเข้าไปในตัวท่านแม่ นัยน์ตาของนางก็เปลี่ยนกลับไปเป็นสีเขียวมรกตแบบเดียวกับข้า จากนั้นข้าก็ได้ยินเสียงเธนเดอร์รัสกรีดร้องคำรามจนแผ่นดินสั่นไหว ก่อนที่มันจะค่อยๆสลายหายไปเป็นเถ้าถ่าน --ดูเหมือนว่ามนตร์ดำของนางจะสลายไปแล้ว คำสาปและสรรพสิ่งทุกอย่างที่นางสร้างขึ้นมา…มันได้ค่อยๆจางหายไปทีละนิด

 

มัน…จบสิ้นแล้วจริงๆใช่ไหม?

 

อันที่จริง ลำพังแค่บาดแผลต่างๆของทราวิสที่อยู่บนตัวข้าในตอนนี้ ข้าก็ไม่มีทางรอดอยู่แล้ว ในเมื่อรู้ตัวดีว่ายังไงก็ต้องตายแน่ๆ ทำให้เมื่อครั้นตระหนักได้ว่าข้าจะต้องพลีชีพตัวเองเพื่อให้แผนการนี้สำเร็จ ข้าถึงได้ไม่ลังเลที่จะทำ…แม้ในใจจะรู้สึกใจหายวาบอยู่ก็ตาม

 

ทั้งที่ชีวิตมันไม่ได้เป็นสิ่งสวยงามขนาดนั้น แต่เมื่อถึงครั้นจะต้องสูญเสียมันไปจริงๆ…ข้าก็อดรู้สึกกลัวไม่ได้

 

แต่ยามที่ดาบแทงทะลุเข้ามาในอกข้า แผ่ซ่านความทรมานไปถึงขั้วหัวใจ มันเจ็บยิ่งกว่าตอนถูกตัดแขนหลายพันเท่า ทรมานยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เคยเผชิญ แต่ในขณะเดียวกัน ข้ากลับรู้สึก…ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ราวกับจะได้เป็นอิสระจากทุกสรรพสิ่งแล้ว มันโล่งเหมือนได้ปลดปล่อยหินอันหนักอึ้งออกไปจากอก ข้าไม่ได้รู้สึกอยากดิ้นรนที่จะมีชีวิตต่ออีกต่อไป

 

ข้าเผยยิ้มบางออกมา --จนถึงตอนนี้…ข้าก็ไม่เคยเสียดายช่วงเวลาต่างๆที่พบเจอในชีวิต แม้จะอยากจะกลับไปกินขนมปังที่จินทำเป็นครั้งสุดท้าย อยากไปพูดคุยกับฮิวโก้ต่ออีกสักนิด อยากจะใช้เวลาร่วมกับทราวิสให้มากกว่านี้ อยู่ไปด้วยกันอีกหลายสิบปีจนแก่เฒ่า และเรื่องอีกมากมายที่ข้าอยากจะทำ มีความทรงจำอีกมากมายที่ข้าอยากจะสร้าง

 

หากแต่ตอนนี้ข้ารู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เหนื่อยกับการต้องดิ้นรนฝ่าฟันกับทุกสรรพสิ่งแล้ว…

 

ตัวข้าสมควรจะตายตั้งนานแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าเจอเรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับรอดตายมาได้ทุกครา เอาแต่ดิ้นรนฝ่าฝืนโชคชะตาและไม่ยอมตายเสียที ทว่าในวันนี้…มันจะไม่มีโชคอะไรมาช่วยข้าอีกต่อไปทั้งนั้น

 

สายตาที่พร่าเลือนเห็นใบหน้าของมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เปลือกตาข้าจะค่อยๆปิดลง พร้อมกับร่างของข้าที่เซไปด้านหลัง…แล้วร่วงลงไปสู่ทะเลเพลิงที่รออยู่เบื้องล่าง ท่านแม่พยายามจะคว้ามือข้าไว้ด้วยนํ้าตานองหน้า กระนั้นกลับคว้าไปได้เพียงอากาศ เสียงของนางที่ตะโกนกรีดร้องชื่อของข้าดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ

 

นางเป็นคนให้กำเนิดข้า...และก็เป็นคนจบชีวิตข้า

 

ภาพความทรงจำต่างๆมากมายในชีวิตพลันฉายเข้ามา เสียงหวานไพเราะของท่านแม่ที่เคยกล่อมให้ข้าหลับนอนดังเข้ามาในหัว

 

‘ได้เวลาพักผ่อนแล้ว --ราตรีสวัสดิ์นะ เจเดน’

 

ราตรีสวัสดิ์นะ…โลกใบนี้

 

 

…To be continued…

 

 

Pin en BANGTAN ANGELS AND DEMONS
(credit belongs to the owner)

TALK : 2

...เนื่องจากเจเดนตายแล้ว ตอนหน้าน้องทราวิสจะเป็นคนบรรยายนะคะ T-T ทุกคนช่วยต้อนรับน้องอย่างอบอุ่นด้วยค่า

ตอนหน้าจะเป็นตอนที่ เอ่อ…บีบคั้นอารมณ์ที่สุด แต่ๆๆ! หลังจากตอนหน้าเป็นต้นไป ทุกคนจะไม่ต้องกินมาม่าอีกแล้ว! มาดูกันเถอะว่า เรื่องนี้จะดำเนินไปสู่แฮปปี้เอนดิ้งอย่างที่ว่าไว้ยังไง5555 ಥ◡ಥ จบแฮปปี้จริงๆนะ เราคิดเนื้อเรื่องตอนจบไว้ตั้งแต่ก่อนจะอัพตอนแรกของเรื่องนี้อีก เราแพลนทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วฮับ อีกอย่างไรท์คนนี้ทำใจให้จบ Bad End ไม่ได้ เพราะฉะน้านน ผู้โดยสารโปรดคาดเข็มขัดนิรภัยให้แน่น ต่อจากนี้เราจะเดินทางสู่โค้งสุดท้ายกันแล้ว!! ฮูเร่!

 

//จะบอกว่า ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เรารู้สึกเหมือนมันเพิ่งผ่านไปหนึ่งปีเลยทีเดียว หลายสิ่งหลายอย่างมันรุมเร้าจนหัวหมุนติ้วไปหมด อย่างเดียวที่เรารับปากได้ นั่นก็คือไม่ว่ายังไง เราจะไม่ทิ้งฟิคเรื่องนี้แน่นอนค่ะ ทุกคนวางใจได้ เราไม่ทิ้งตัวละคร ไม่ทิ้งรีดๆไปแน่ๆ เพราะฉะนั้นอยู่ไปจนถึงตอนจบด้วยกันนะคะ! (✿╹◡╹)

ปล. เราอยากจะใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และกำลังใจจริงๆนะคะ! มันมีความหมายมากๆเลยล่ะ เราเห็นทุกเม้นท์แน่นอน ไม่ใช่แค่ทำให้เรามีความสุขที่ได้รับรู้ว่ามีคนชอบฟิคเรา แต่มันยังเป็นกำลังใจให้เราใช้ชีวิตด้วย วันไหนเรียนหรือทำงานเหนื่อยๆ มาอ่านคอมเม้นท์ปุ๊ป ใจมันจะแบบฟูวววฟ่องขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้น ขอบคุณนะคะ!! (人◕ω◕)

สำหรับตอนนี้ ขอตัวไปทำใจแปปค่ะ จากไปทั้งเจฟฟ์ อลิซาเบธ เจเดน เด็กๆที่น่ารักของเลา… ฮือออออออออ ಥ﹏ಥ

 

TALK : 1

…อยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ ทำไมตัวละครในเรื่องตายมันทำใจยากขนาดนี้ฮะ ห๊าาาา!!? ಥ﹏ಥ

R.I.P น้องเจฟฟ์ แม่รักหนูนะ โชคชะตาของหนูไม่ควรลงเอยแบบนี้เลย ตอนเป็นมนุษย์ก็เกิดเป็นชนชั้นทาส ตอนถูกสาปเป็นปีศาจก็กลายเป็นทาสรับใช้ซาฟีร่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีก ตอนนี้น้องเป็นอิสระแล้วนะ ขอให้น้องหลับให้สบาย T-T

ต่อจากนี้ก็มาลุ้นกันเถอะว่าจะมีใครตายอีกรึปล่าว แงงง๊ TДT

ครึ่งหลังหนักหน่วงกว่านี้พันเท่า เตรียมใจและทิชชู่ให้ดีนะคะ ไรท์เองก็จะเตรียมไว้ให้ตัวเองด้วย ฮรุก (´;ω;`)

ใดๆก็คือออ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV นะคะ! เป็นกำลังใจให้เราได้มั่กๆๆเยย ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่า

I purple you ฟอร์เอเวอร์ (◕‿◕✿)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1063 NameMindP2941 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 14:18
    จุก ಥ﹏ಥ ร้องไห้จนตาบวมเป่ง ใจเราไม่ไหวนะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 ธันวาคม 2563 / 14:56
    #1,063
    0
  2. #1044 Num_pn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 15:57
    ชอบฟิคของไรท์มากกแงงงงㅠㅠ
    #1,044
    0
  3. #1043 Meeno6 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2563 / 22:10
    แงงงงง เป็นพาร์ทที่เข้มข้นจนน้ำตาไหลเลยค่าา 😭😭
    #1,043
    0
  4. #1041 Zoo'Chi (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 14:43
    แง เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ

    อยากให้ทุกคนปลอดภัย ขอให้แฮปปี้เอนดิ้งจริงๆ 🙏🙏
    #1,041
    0
  5. #1039 109bose (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 03:15
    ฮออ จุก ไม่มีอะไรจะพูดเลยค่ะ ชอบมากๆ โฮฮ ฮืออชอบค่ะ
    #1,039
    0
  6. #1035 bomza2528 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 21:47
    รู้สึกโหวงๆเลยคือแบบพูดไม่ถูกเลยจริงๆ😭😭😭
    #1,035
    0
  7. #1032 Jjkkook (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 20:38
    คุณไรท์ตับเราพังแล้ว
    #1,032
    0
  8. #1031 Upper-T (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 20:03
    สู้ๆนะคะคุณไรท์ เราเพิ่งเจอฟิคเรื่องนี้ไม่นาน อ่านสามวันรวดมาถึงปัจจุบันเลยค่ะ สนุกมากๆ เป็นกำลังใจให้นะคะ รอพรีเล่มแน่นอนฮะ
    #1,031
    0
  9. #1030 Wayvay_T (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 17:41
    ร้องไห้นิดหน่อย(?)แต่จุกมักๆ
    #1,030
    1
    • #1030-1 MaldaWongsuwan(จากตอนที่ 23)
      26 ตุลาคม 2563 / 07:42
      ตอนนี้กำลังลุ้นว่าไรต์จะพลิกกลับยังไงให้เป็นhappy ending

      แง๊เขียนยังไงให้ดีขนาดนี้นนนนน เป็นกำลังใจให้นะคะ💖
      #1030-1
  10. #1029 CheckA (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 17:17
    สนุกมากค่า
    #1,029
    0
  11. #1028 มันเป็น สะบัดจะเห้ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 16:49

    เจดี้ของเราจะต้องไม่เป็นไร! เราถือว่าน้องเหนื่อยมามากแล้ว ให้น้องได้พักสักนิดนึง แล้วค่อยกลับมาหาวิสซี่นะคะ!!

    #1,028
    0
  12. #1027 Reawrang (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 11:08
    ไม่นะเจเดนนนนนนนฮรึกกกกกก แต่ไรท์บอกว่าจบแฮปปี้ก็สบายใจหน่อยค่ะ ว่าแต่มันจะจบแบบไหนนะะะรอดูค่ะ
    #1,027
    0
  13. #1026 vVv-Tae (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 16:40
    เจเดน....... คำขอสุดท้ายที่ให้ฮิวโก้ทำมันอาจจะดูเป็นการทำร้ายน้องไปหน่อยที่จะทำให้น้องกลับมากเกลียดตัวเองเหมือนเดิม ถ้าเค้าไม่เคยเกลียดแต่ทำเป็นเกลียดมันก็คงจะเจ็บปวดกันทุกคน เราขอให้น้องใช้ชีวิตให้คุ้มค้าตามที่เจเดนยอมเสียสละให้นะ

    สู้ๆนะคะไรท์
    #1,026
    0
  14. #1024 marknior-jackjin (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 14:17

    ไม่.......มันไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั้ย...เจเดน.....


    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-big-12.png

    แต่พออ่านมาเจอว่าไรท์จบแฮปปี้เอนดิ้งใจชื้นขึ้นมาเลย สู้ๆนะคะไรท์จะเลี้ยวโค้งหักศอกก็ได้ขอแค่เขาได้มีความสุขกันซักที

    ไรท์เขียนเก่งมากๆเลยค่ะ สุดยอดเลย ทำไมเขียนเก่งได้ขนาดนี้ ไม่ใช่แค่บรรยายการดำเนินของตัวละครแต่ยังรวมไปถึงการโยงเนื้อเรื่องได้แบบแนบเนียนแล้วกลายเป็นคำตอบของปมต่างๆ ซีนอารมณ์บีบคั้นหัวใจสุดๆ สุดยอดเลยค่ะ

    ปล.เจฟ..เจฟจากไปแล้วจริงๆเหรอ แงงงง แน่นอนว่าทราวิสเป็นของเจเดนคนเดียวแต่ตอนเจฟปกป้องกันทราวิสเอาตัวมาบัง มันแบบว่า ..หูยยยคนซึน อยากให้คนซึนกลับมายั่วโมโหทราวิสอีก ไหนจะอลิซาเบท ฮืออออ

    #1,024
    0
  15. #1022 Genus_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 09:37

    เปียกปอนไปหมด..ปวดใจไปหมดเลยฮือออออออ ยังคงมีความหวังที่จะจบแฮปปี้เอนถึงแม้มันจะเลือนลางมากก็ตามㅠㅠ อยากซื้อเล่มเลยค่ะเนื้อหาเจ้มจ้นและบีบใจขนาดนี้ คุณไรท์เก่งมากๆเลยมาม่ารสต้มยำทะเลเดือดถึงใจเลยค่ะร้องไห้เหมียนหมาㅠㅠ
    #1,022
    0
  16. #1021 thanyalaktosem (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 07:21

    มาม่าอร่อยมากค่ะไรท์TT สู้ๆนะค้าบ//ส่งกำลังใจ ปิ้วๆ
    #1,021
    0
  17. #1020 Mvis. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 02:38
    ทำใจยากมาก แอบหวังให้มีปฏิหาริย์ได้ไหมม;—-; ทุกๆเรื่องที่ทั้งทราวิสกับเจเดนได้เจอคือหนักมากๆๆๆๆ ยังหวังว่าสีกวันทั้งคู่จะได้มีความสุขด้วยกันจริงๆ //จากใจ ไรท์คือสุดยอดที่สุดเลย บรรยายได้เห็นภาพ เหมือนกับเราไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆเลย ทุกๆปม เรื่องราวของตัวละคร พล็อตเรื่องมันดีมาก ขอบคุณที่สร้างผลงานดีๆให้เราได้อ่านนะคะ จะติดตามต่อไป🤍
    #1,020
    0
  18. #1018 journeysmf (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 00:03
    โอ้ยดีมาก รอดูhappy end
    #1,018
    0
  19. #1017 0961603450 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 23:52

    แงงงงงงง
    ไม่นะเจเดน;-; ร้องไห้เหมียนหมาเลยตอนนี้ฮรุก คิดถึงไรท์มากกกกกก
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #1,017
    0
  20. #1016 Amornrat_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 22:48
    ร้องไห้เหมียนหมาเลยตอนนี้
    #1,016
    0
  21. #1015 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 22:26
    เจเดนเจ็บปวดมามากพอแล้ว 😭😭 //รอเลยค่าาาว่าคุณไรท์จะจบแฮปปี้ยังไง เพราะตอนนี้เปียกปอนไม่ไหวแน้วว
    #1,015
    0
  22. #1014 RUbeluga (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 21:52
    ฮื่ออ ร้องไห้เปนหมาแล้ววว เจเดนทำไมถึงเสียสละขนาดนี้ ทำไมถึงทำได้ขนาดนี้นะ ฮือ ตอนก่อนจะตายเราจุกอกมากเลยค่ะ บีบหัวใจมาก แม้แต่โอกาสร่ำลาทราวิสยังไม่มีเลย เจเดนรักทราวิสมากจริงๆ สาใจเธอแล้วใช่มั้ยซาฟีร่า!! แงง
    #1,014
    0
  23. #1013 Auna_unicorn (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 20:44

    เปียกปอนไม่ไหวแล้วค่ะ ฮืออออออออออออ เจเดนแบบเสียสละมากๆ แบบ ยอมตายได้เพื่อคนที่รัก ฮือออออออออออออ ตอนหน้าดราม่าหนักแน่ๆ น้องทราวิสจะอยู่ต่อไปยังไง คำบอกรักคำสั่งเสียก่อนจากกันยังไม่ทัาได้พูดเลย
    #1,013
    0
  24. #1012 JP_Spectrum (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 20:40
    ฮือออมันเป็นฉากที่ทำใจยากมาก แต่มันเข้มข้น ทำให้เรื่องมันสมบูรณ์มากอ่ะ มันมีเหตุผลของมัน เป็นตอนที่อ่านละเจ็บไปหมดเลยย คุณไรท์เก่งมากเลย เรารอซื้อเล่มจริงๆ นะ รอ😭😭😭😭
    #1,012
    0
  25. #1011 KTHYUNG22 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2563 / 20:04
    รีบมาปลอบใจรีดด้วยตอนต่อไปนะคะ🥺🥺
    #1,011
    0