۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 18 : ۩ Journey ۩ 17 : พันธสัญญาตัดสินชะตาชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,424
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 187 ครั้ง
    9 พ.ค. 63

I had but a large journey ahead of me. However, at least I won't be traveling alone.

 

 

ข้ารู้สึกตัวขึ้นมาด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งเข้าจมูก ปลายนิ้วของร่างกายข้าที่นอนแน่นิ่งมานานกระตุกเล็กน้อย ฉับพลันความรู้สึกเหมือนถูกฉีกร่างกายเป็นชิ้นส่วนก็แล่นเข้ามาทันที กระดูกทุกส่วนปวดร้าวจนไม่อยากลืมตาขึ้น ทุกครั้งที่ข้าสูดหายใจ ความเจ็บปวดก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว มันทรมานจนนึกอยากกลั้นใจตายไปเสียเดี๋ยวนี้

 

ไม่รู้ว่าควรโล่งอกหรือเสียใจดี...ที่ข้ายังไม่ตาย

 

“เจเดน...? เจเดน!!”

 

เสียงแข็งๆของใครสักคนดังก้องในหูข้าอย่างพร่าเลือน เงาดำของคนคนนี้พร่ามัวจนข้าต้องกะพริบตาอีกทีอย่างอิดโรย เป็นตอนนั้นที่เสียงและใบหน้าของเขาปรากฎขึ้นอย่างชัดเจนในที่สุด

 

“ฟื้นซะที...” เจฟฟ์ถอนหายใจอย่างโล่งอก สภาพของเขาในตอนนี้มอมแมมและยุ่งเหยิง ใบหน้าซูบเซียวอย่างอิดโรยอ่อนล้า ครั้นเห็นว่าข้าได้สติแล้ว เขาก็ค่อยๆชักมือสั่นเทาที่วางไว้บนไหล่ข้าออกไป “เจ้าหมดสติไปตั้งหลายวัน นึกว่าจะลงนรกไปเสียแล้ว”

 

ข้ากวาดสายตาไปรอบตัว พบว่าตอนนี้เราสองคนถูกขังอยู่ในห้องแคบ ผนังของมันถูกสร้างขึ้นโดยหินสีดำขนาดใหญ่วางซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ความกว้างของห้องนี้มีไม่เกินห้าก้าวเสียด้วยซํ้า แต่แม้ว่ามันจะแคบราวกับกำลังถูกกำแพงบีบอัด ตัวผนังห้องกลับสูงลิบหลายสิบเมตร จนต่อให้พยายามเงยหน้าขึ้นไปมองแค่ไหน ก็ไม่สามารถมองเห็นเพดานด้านบนได้ ภายในห้องที่แสนมืดมิด มีแสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างทรงกลมเล็กๆที่ติดไว้ด้านบน แสงจันทร์นั้นสาดส่องลงมายังพื้นห้องเย็นๆ เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ข้าสามารถมองเห็นทุกอย่างได้

 

ข้าพยุงสังขารปวดร้าวของตัวเองให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก พบว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าได้โชกไปด้วยเลือด แม้แต่พื้นใต้ร่างข้ายังมีโลหิตสีแดงสดไหลไปกองรวมกันเป็นแอ่งขนาดเล็ก ทว่าบัดนี้เลือดเหล่านี้ก็ได้หยุดไหลและแห้งกรังไปหมดแล้ว ข้ากวาดสายตามองร่างกายที่มีคราบเลือดเกรอะกรังเกาะไว้ทั่วตัว แล้วค่อยๆเบนสายตาไปมองแขนซ้าย ที่ตอนนี้เหลือเพียงท่อนแขนบนและก้อนเนื้อเหวอะๆบริเวณเกือบถึงศอก ส่วนข้อศอกยาวลงไปถึงมือซ้ายนั้น...ไม่มีอีกแล้ว

 

มันไม่ใช่ความฝันจริงๆ...

 

ข้ารู้สึกเหมือนนัยน์ตากำลังสั่นไหว และเริ่มจะร้อนผ่าวเข้าไปทุกที แต่ก็กลั้นใจกลืนนํ้าลายหนืดๆลงคออย่างยากลำบาก แค่นยิ้มออกมาอย่างสมเพช แล้วเอนหลังพิงกำแพงอย่างหมดแรง

 

“ขอโทษ...” เจฟฟ์กล่าวอย่างเลื่อนลอย นัยน์ตาสีแดงเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย แม้ว่านํ้าเสียงของเขาจะแข็งกระด้างตามปกติ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ข้าอาจพอมีพลังรักษาบาดแผลเจ้าได้ แต่ข้า...ไม่มีพลังมากพอที่จะสร้างแขนให้เจ้าใหม่ได้”

 

หลังจากที่เงียบไปสักพัก เขาก็กล่าวต่อ “เมื่อข้าฟื้นฟูพลังได้เมื่อไหร่ จะรักษาแขนเจ้าให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม --นี่เป็นสัญญา”

 

ข้าใช้นิ้วปาดคราบเลือดที่เกาะอยู่ที่หัวไหล่ออก แล้วนำมาวาดเป็นรูปต่างๆบนพื้นห้องด้วยสีหน้าว่างเปล่า “ไม่เป็นไร ปล่อยให้มันขาดไปเถอะ”

 

มันไม่ใช่คำล้อเล่นแต่อย่างใด ในเมื่อมันขาดไปแล้ว...ก็ปล่อยให้ขาดไป

 

ความปวดร้าวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทั่วร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า มันรวดร้าวไปหมดจนอยากกัดลิ้นตาย ทำให้ข้าไม่ได้รู้เลยว่าข้อเท้าทั้งสองถูกลวดหนามมัดไว้อย่างแน่นหนา มันทิ่มแทงเข้าไปในผิวเนื้อจนเลือดซิบ แต่ตอนนี้ต่อให้ต้องหลั่งเลือดอีกกี่หยด ข้าก็รู้สึกชินชาไปหมดแล้ว ทันทีที่เห็นข้อเท้าตัวเองถูกพันธนาการไว้ ข้าก็ได้แต่เหยียดยิ้มด้วยแววตาอ่อนแรง

 

เพราะตอนนี้มือข้างหนึ่งของข้าถูกตัดไป พวกเขาจึงเปลี่ยนมามัดขาไว้แทน ต่อไปหากขาทั้งสองถูกตัด...ข้าคงถูกล่ามโซ่ไว้ที่คอเป็นแน่

 

ส่วนเจฟฟ์ไม่ได้ถูกมัดไว้ คงเพราะอวัยวะภายในของเขาบอบชํ้าอย่างหนัก บวกกับซี่โครงหักเป็นท่อนๆ ทำให้ตอนนี้เขาไม่ได้สามารถขยับตัวได้ ทำได้เพียงยื่นมือออกมาเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมัดไว้แต่อย่างใด --ลำพังตัวเองเขายังรักษาไม่ได้ การที่สามารถหยุดเลือดและสมานแผลให้ข้าได้แค่นี้ ก็นับว่าใช้แรงไปมากโขแล้ว

 

“เจ้าสามารถแสร้งกลบเกลื่อนความรู้สึกต่อหน้าผู้อื่นได้” เจฟฟ์กล่าวเสียงอิดโรย ขณะจ้องมองข้าที่ใช้ปลายนิ้ววาดเลือดตัวเองบนพื้น “...แต่เจ้าปิดบังข้าไม่ได้หรอก”

 

ข้าเผลอกำหมัดแน่น แต่เนื่องจากข้อนิ้วและอวัยวะทุกส่วนยังคงปวดระบมอ่อนแรง จึงได้แต่ค่อยๆคลายหมัดที่สั่นเทาออก ใบหน้าที่ว่างเปล่าเหมือนไร้วิญญาณฝืนกระตุกยิ้มนิดๆ นึกเจ็บใจที่เจฟฟ์สามารถได้ยินเสียงความคิดข้าทุกอย่าง รับรู้ทุกสิ่งที่ข้ารู้สึก...แบบนี้มันโกงกันชัดๆ

 

การสูญเสียผู้คนที่ตนผูกพัน เป็นหนึ่งในความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ยิ่งความทรงจำดีๆก่อนที่คนเหล่านั้นจะจากไปได้แล่นเข้ามา ก็ยิ่งทำให้ปวดร้าวเท่านั้น การสูญเสียอวัยวะสำคัญที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ในครรภ์มารดา ใช้มันจับโน่นนี่มาตั้งแต่เกิด เห็นมันตั้งแต่จำความได้...มันก็ทรมานไม่ต่างกัน

 

ตอนนี้ความเจ็บปวดทั่วร่างที่ร้าวไปถึงเยื่อกระดูกยังคงชัดเจน ที่เพิ่มเติมมาคือความรู้สึกเคว้างคว้างวูบโหวงในอก แต่แม้จะระบมยับเยินไปทั้งร่างกายและจิตใจ...มันกลับรู้สึกด้านชาไปหมดแล้ว สีหน้าและแววตาว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอย ราวกับต่อให้ขาทั้งสองข้างถูกตัด แขนที่เหลือเพียงข้างเดียวถูกฟันทิ้งอย่างไม่ใยดี โดนแล่เนื้อถลกหนังออกมาทั้งตัว ข้าก็จะไม่สะทกสะท้านอีกแล้ว

 

“ข้าเตรียมพร้อมยอมรับชะตากรรมมาตั้งแต่เด็ก...ว่าไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีวันที่ข้าพลาดท่าจนถูกทรมานจนพิการ” ข้าวางแขนขวาลงบนหัวเข่าข้างเดียวกันที่ชันขึ้น เงยหน้าเหม่อมองเพดานด้านบนที่อยู่สูงลิบจนมองไม่เห็น “มันเป็นไปไม่ได้ที่คนที่ต้องต่อสู้ประทังชีวิตในทุกๆวัน กวัดแกว่งอาวุธปกป้องตัวเองมาตลอดชีวิตอย่างข้า...จะไม่มีแผลเป็น หรือไม่พิการ”

 

เพราะการใช้ชีวิตท่ามกลางอันตรายรอบด้าน มันไม่ได้ราบรื่นหรือสงบสุข ต่อให้เจฟฟ์รักษาแขนข้าไป...วันหนึ่งมันก็ต้องขาดอีก --หากไม่ใช่แขนข้างนี้ ก็อาจเป็นอวัยวะส่วนอื่น ฉะนั้นข้าจึงไม่ได้รู้สึกแยแสอะไรนักที่แขนข้างหนึ่งได้ขาดไปแล้ว

 

เพียงแต่ยอมรับอย่างเต็มอกว่าเมื่อได้เสียแขนไปจริงๆ...มันกลับรู้สึกวูบโหวงกว่าที่คิดเหลือเกิน มันทั้งเคว้างคว้างและว่างเปล่าเหมือนขาดอะไรไป หากแต่เสียใจไปก็เท่านั้น ต่อให้จะเศร้าโศกแค่ไหน ข้าก็ทำได้เพียงแค่ยอมรับชะตากรรม และเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อด้วยแขนข้างเดียวเท่านั้น

 

ชีวิตยังอีกยาวไกล...ข้าจะไม่เสียเวลาเศร้าซึมเพียงเพราะเรื่องแค่นี้เป็นอันขาด

 

“ดีแล้วที่เจ้าไม่ได้เสียใจมาก เพราะข้ารังเกียจเสียงความคิดตัดพ้อฟูมฟายของคนอื่น และก็ไม่อยากเห็นใบหน้าเปื้อนนํ้าตาของใคร --มันน่าขยะแขยง” แม้ว่าเจฟฟ์จะเจ็บปวดทรมานไปทั้งร่าง เขาก็ยังอุตส่าห์กลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเสียอารมณ์ แล้วกล่าวด้วยเสียงแข็งกระด้างที่อ่อนแรงเข้าไปทุกที “ตอนที่ข้าถูกสาปใหม่ๆ ร่างกายยังไม่คุ้นชินกับการกลายเป็นปีศาจ ครั้งแรกที่ข้าโดนปีศาจตนอื่นกัดจนขาขาด ยังตกใจจนร้องไห้ฟูมฟายเหมือนจะตายให้ได้ นึกแล้วยังรำคาญตัวเองด้วยซํ้า”

 

ข้าบิดยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นเยอะ “เพราะเจ้ามันอ่อนหัดไง”

 

ข้ารอฟังปฏิกิริยาที่แสดงความไม่พอใจของเขา ทว่าผิดคาด เจฟฟ์ไม่ได้กลอกตาอย่างเบื่อหน่าย หรือโต้เสียงแข็งกลับมาอย่างที่ควรจะเป็น เขากลับนั่งเหม่อมองไปด้านหน้าอย่างแน่นิ่ง เป็นเวลาสักพักกว่าจะเปล่งเสียงเอ่ยออกมา

 

“เจ้าเอาตัวมารับหอกแทนข้า จนโดนฟันแขนขาดไปเสียเอง...เป็นการกระทำที่โง่เง่าสิ้นดี”

 

ได้ยินนํ้าเสียงอิดโรยที่พยายามจะทำให้ดูแข็งกระด้างนั่นแล้ว ข้าก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาเป็นควันสีขาวขุ่น จ้องมองมันลอยขึ้นไปในอากาศแล้วจางหายไป ก่อนจะกล่าวในสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักค้างไป

 

“ชีวิตของเจ้า...ไม่ได้ไร้ค่าหรอกนะ เจฟฟรี่ย์”

 

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก ต่างฝ่ายต่างเงียบ ทุกอย่างเต็มไปด้วยความเงียบสงัด ก่อนที่ข้าจะได้ยินเสียง...สะอื้น

 

ข้าย่นคิ้วนิดๆ --สะอื้นหรอ?

 

มันแผ่วเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับดังสะท้อนไปมาภายในห้องขังแคบๆนี้ ข้าเบิกตาขึ้น แต่ห้ามตัวเองไม่ให้หันไปมองคนข้างๆ

 

คนอย่างเจฟฟ์ไม่ชอบให้ใครเห็นเขาร้องไห้...ข้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน

 

“เจ้าได้ยินนั่นไหม” ข้าเงยหน้ามองไปด้านบน ใช้นิ้วชี้เปื้อนเลือดแตะลงที่ปลายคาง แสร้งเอียงคอเบิกตาโพลงตาใส “สงสัยจะมีคอกหมูแถวนี้แน่เลย ข้าได้ยินเสียงเหมือนหมูร้องสะอื้นด้วยล่ะ สงสัยมันคงกำลังผสมพันธุ์กันอย่างเมามัน เสียงครางกระเส่าดังมาถึงในนี้เลย ถ้าทางคงจะเสียวซ่านน่าดู --ว่าไหม”

 

ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น...แต่จะเหน็บแนมให้กระอักเลือดเลย

 

แล้วเจฟฟ์ก็ทำหน้าเหมือนอยากกระอักเลือดจริงๆ เส้นเลือดเขียวๆปูดขึ้นมาเต็มขมับของเขา เจ้าตัวโมโหกำหมัดจนหน้าดำหน้าแดงไปหมด ดวงตาสีแดงแข็งกร้าวตวัดมาอย่างอาฆาต เหมือนมีควันมากมายปะทุออกมาจากหูทั้งสองข้างราวกับภูเขาไฟ เขาหัวเสียจนถึงกับกล่าวด้วยเสียงลอดไรฟัน “เจ้า...เปรียบเทียบเสียงข้า...เป็นเสียงหมูผสมพันธุ์งั้นหรอ!?”

 

ข้าเบิกตาโพลงอย่างฉงนจนน่าตบ “อ้าว! นั่นเสียงเจ้าเองหรอกหรอ ไม่เห็นรู้เลย”

 

ภายในเงามืด นัยน์ตาสีแดงขวางๆนั่นสว่างวาบลุกเป็นไฟในทันที “ไม่ใช่!!!”

 

เจฟฟ์สะบัดใบหน้าไปมาอย่างแรง เพื่อไล่นํ้าตาออกไปจากใบหน้าตัวเองอย่างรังเกียจ เขาคำรามออกมาดังลั่นอย่างเสียอารมณ์ ก่อนจะหุบปากฉับเมื่อความเจ็บในซี่โครงแล่นร้าวเข้ามา เจฟฟ์หลับตาลงแน่น พยายามควบคุมจังหวะลมหายใจเพื่อระงับโทสะ เป็นเวลาครู่ใหญ่กว่าเจ้าตัวจะสงบลงได้

 

เจฟฟ์ยกท่อนแขนที่อาบเลือดสั่นเทาขึ้นมากอดเข่า มุดศีรษะลงไปในนั้นอย่างอับอายแล้วกล่าวเสียงอู้อี้ “นานมาแล้ว ก็เคยมีคนที่ หะ...ให้กำลังใจข้าแบบนี้”

 

“..........”

 

'ชีวิตของเจ้ามีค่าหรือไม่...ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาตัดสิน จงกำหนดมันด้วยตัวเองซะ' เขาว่าไว้แบบนั้น”

 

เมื่อครั้นสมัยที่เจฟฟ์ยังเป็นมนุษย์ เขาเกิดในตระกูลทาสที่ตกตํ่า ด้วยความเหลื่อมลํ้าทางสังคมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้เจ้าตัวถูกรังแกและยํ่ายีมาโดยตลอด อีกทั้งตอนนี้ก็ถูกสาปให้เป็นปีศาจ กลายเป็นบริวารของแม่มดดำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตต้องคอยอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเจ้านายตลอดเวลา มันคงเป็นปมในใจของเขาตั้งแต่เด็ก...ว่าชีวิตตัวเองเป็นแค่สิ่งของที่มีไว้ให้คนอื่นเหยียบยํ่าเท่านั้น --เช่นนั้นคำพูดแบบนี้ ก็เป็นเหมือนยาทิพย์ชั้นเลิศที่เขาเฝ้ารอที่จะได้ยินมานานแสนนาน

 

เจฟฟ์สะบัดนํ้าตาออกจากใบหน้ามอมแมมจนหมด แล้วรีบเปลี่ยนประเด็นเหมือนไม่อยากพูดถึงอีก “เจ้าไม่เห็นถามถึงองค์ชายทราวิสเลย ไม่เป็นห่วงเขาแล้วหรือไงกัน”

 

“ที่นี่คือพระราชวังของเทียร่า...นางไม่ทำร้ายเขาหรอก” ข้ากล่าวด้วยแววตาว่างเปล่าเลื่อนลอย “...ข้าอยากรู้เรื่องคาถาที่เขาใช้ในตอนนั้นมากกว่า”

 

ในตอนนั้น ทันทีที่แขนข้าถูกฟันจนขาดสะบั้น ทราวิสก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แววตาของเขาในตอนนั้นมันเย็นชาพยาบาทอย่างอาฆาต ราวกับนํ้าแข็งเย็นเฉียบแหลมคมที่พร้อมจะทิ่มแทงทุกสิ่ง และด้วยความที่แขนทั้งสองข้างของเขาถูกปีศาจสองตนจับรัดไว้แน่น ทราวิสไม่สามารถดิ้นให้หลุดจากแรงมหาศาลที่รัดเขาไว้ได้ จึงได้ตัดสินใจร่ายคาถาบางอย่าง ที่ทำให้แขนของปีศาจระเบิดจนแหลกเป็นจุณ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากพันธนาการได้

 

แต่ทันทีที่เขาหันใบหน้ามา...ดวงตาของเขาข้างหนึ่งก็ได้เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น เยื่อตาขาวได้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิททั้งเบ้า โลหิตสีแดงฉานไหลย้อยออกจากตาข้างนั้น ร่วงลงมาอาบแก้มแล้วหยดลงสู่พื้นดิน

 

แม้ว่าตอนนั้นสติข้าจะพร่าเลือนเข้าไปทุกที...แต่ดวงตาข้างนั้นกลับยังคงตราตรึงไว้ในความทรงจำข้าอย่างชัดแจ้ง

 

“อ่า...เรื่องนั้น” เจฟฟ์พรูลมหายใจออกมา กลิ่นคาวเลือดจากเขาคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ “เป็นคาถาธรรมดาที่มีไว้ใช้แผดเผาศัตรูที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด แต่หากมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีมนตร์ดำร่ายคาถานี้...จะต้องแลกกับการสูญเสียดวงตาไปทั้งสองข้าง”

 

“แต่องค์ชายทราวิสเหมือนจะจำคาถาไม่ค่อยได้ ถึงได้ท่องคาถาตกหล่นไป ทำให้ปีศาจเหล่านั้นไม่ตาย แต่เพียงแค่ถูกเผาแขนจนไหม้เป็นจุณเท่านั้น เมื่ออานุภาพของคาถาลดลง...ข้อแลกเปลี่ยนก็ลดน้อยไปโดยปริยาย”

 

เจฟฟ์ค่อยๆหันใบหน้ามา จ้องเข้ามาในดวงตาข้าอย่างสื่อความหมาย “ดวงตาข้างขวาขององค์ชายทราวิสในตอนนี้ ได้กลายเป็นสีเทาหม่น...และมืดบอดสนิทไปแล้ว เขาจะเหลือเพียงแค่ตาข้างเดียวไปตลอดชีวิต --ไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ชนิดไหน...ก็ไม่สามารถรักษาได้”

 

เจฟฟ์กล่าวด้วยนํ้าเสียงอิดโรย แต่ทุกถ้อยคำนั้น กลับทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจข้าซํ้าๆอย่างจัง

 

ไม่มีหนทางที่จะรักษาได้...

 

ข้าพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ แต่กลับรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้ก้อนเนื้อในอกซ้ายอย่างไม่ใยดี แววตาสั่นไหวไปมาอย่างอ่อนแรง จนในที่สุดคราวนี้ข้าก็เป็นฝ่ายซุกใบหน้าลงไปกับหัวเข่า กัดฟันกรอดอย่างเจ็บแค้น มือสั่นเทาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวกำหมัดแน่น แล้วต่อยมันลงไปใส่พื้นห้องอย่างเต็มแรง

 

แขนที่เสียไปของข้าไม่อาจรักษาได้ด้วยศาสตร์แพทย์ของมนุษย์ ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้เอง แต่หากเจฟฟ์รักษาร่างกายตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ เขาก็จะมีพลังมากพอที่จะรักษาแขนซ้ายข้าได้ หากฮิวโก้อยู่ที่นี่ เขาก็สามารถใช้เวทมนตร์สร้างแขนขึ้นมาใหม่ได้ แต่ดวงตาข้างขวาของทราวิส...กลับไม่มีมนตร์ใดๆที่รักษาได้

 

แขนข้าไม่จำเป็นต้องถูกรักษา ข้าไม่สนว่ามันจะด้วนหรือดูน่าเกลียดยังไง จะต้องพิการมากกว่านี้อีกแค่ไหนก็ได้ แต่ทำไม...ทำไมทราวิสถึงต้องมาตาบอดไปตลอดชีวิต โดยที่รักษาไม่ได้แบบนี้

 

ยิ่งข้านึกถึงรอยยิ้มสดใสของทราวิส สายตาที่มองข้าราวกับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก หัวใจก็เหมือนถูกบีบขยี้รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

 

'ปึก!! ปึก!! ปึก!!'

 

หมัดที่อ่อนแรงต่อยลงไปใส่พื้นห้องที่ทำจากหินเย็นๆ ข้ากัดฟันต่อยลงไปซํ้าๆอย่างสุดแรง ใส่ความอัดอั้นลงไปในทุกหมัด ต่อยจนไม่สามารถออกแรงยกมือขึ้นได้ หมัดกระแทกลงบนพื้นหินแข็งเหมือนเหล็กครั้งแล้วครั้งเล่า จนหลังมือค่อยๆปริแตกจนเลือดซึมออกมามากมาย มันย้อมพื้นหินตรงนั้นเป็นสีแดงฉาน เมื่อต่อยจนรู้สึกว่ากระดูกมือร้าวจนเกือบแตกแล้ว ข้าถึงได้ยอมหยุดในที่สุด

 

ข้าหอบหายใจอย่างอ่อนล้า มองมือขวาที่อาบเลือดของตัวเองด้วยสายตาอ่านไม่ออก

 

เหอะ...เจเดน เจ้ามันน่าสมเพช

 

“มีความในใจอะไรอยากจะพูดกับเขา ก็รีบพูดซะ” เจฟฟ์กล่าวขึ้นอย่างเหม่อลอย ข้าสะบัดเลือดออกจากมือเหมือนเป็นสิ่งน่ารังเกียจ แล้วหันไปหาเขาด้วยตาที่หรี่ลง

 

“ความในใจอะไรกัน”

 

“เจ้ารู้ว่าข้าหมายถึงอะไร” เจฟฟ์กลอกตาอย่างรำคาญ แล้วกล่าวด้วยเสียงแผ่วลง “รีบบอกเขา...ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ”

 

ข้าครุ่นคิดสักพัก ก่อนกระตุกยิ้มนิดๆ

 

อ่า...จริงสินะ ข้าควรหาโอกาสเหมาะๆเพื่อบอกเขา

 

ทว่าทันทีที่เจฟฟ์ได้ยินเสียงความคิดนั้น เขากลับพลันรีบตวัดสายตาดุๆมาเชือดเฉือน กล่าวด้วยเสียงแข็งกร้าวที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ไม่ต้องรอโอกาสแล้ว เจ้าต้องบอกเขาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

 

เจฟฟ์เม้มปากแน่น สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความลำบากใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะปิดเปลือกตาลง แล้วกัดฟันกล่าวออกมาอย่างอยากลำบาก “สัญลักษณ์...”

 

“............”

 

“เมื่อสถานการณ์ที่คับขันที่สุดในชีวิตเจ้ามาถึง จงนึกถึงตราสัญลักษณ์ซะ” เจฟฟ์กล่าวเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่น เขากวาดสายตาไปรอบๆอย่างหวาดระแวง แล้วกัดฟันกล่าวเสียงสั่นเทา “นี่เป็นสิ่งสุดท้าย...ที่ข้าจะช่วยเจ้าได้”

 

สิ้นถ้อยคำนั้น เจฟฟ์ก็หายตัวไปในพริบตา...

 

ตรงที่ที่เจฟฟ์นั่งอยู่ บัดนี้เหลือเพียงความวางเปล่า ราวกับเขาไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน มีเพียงร่องรอยคราบเลือดเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ข้าจ้องมันอย่างไม่วางตา ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เจฟฟ์เพิ่งบอกไปแม้แต่น้อย และไม่เข้าใจว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น ทว่าทันใดนั้นก็มีคนก้าวเข้ามาในห้องขัง เสียงฝีเท้าหนักๆดังกระทบพื้นหินเป็นจังหวะ

 

ด้วยความที่ในห้องอันคับแคบนี้ไม่มีประตู ปีศาจตนนี้จึงเดินทะลุผนังหินเข้ามาอย่างสบายๆ นางสวมชุดหนังสัตว์สีนํ้าตาลดูทะมัดทะแมง และรองเท้าบูทยาวเหนือเข่าสีเดียวกัน ต้นแขนเต็มไปด้วยรอยสักลวดลายประหลาด เรือนผมสีทองสลับนํ้าตาลรวบขึ้นเป็นหางม้าสูง นางกวาดสายตามองที่ที่เจฟฟ์เคยนั่งอยู่ด้วยแววตางัวเงีย

 

“ไปแล้วสินะ” นางกระตุกมุมปาก แต่แววตาที่เฉื่อยชากลับเต็มไปด้วยความอาฆาต ราวกับนางรู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องหายไป

 

“ทราวิสอยู่ที่ไหน” ข้ากล่าวขึ้น จ้องคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

 

หญิงสาวค่อยๆหันหน้ามาหาข้าด้วยสายตาง่วงๆเหมือนยังไม่ตื่น แต่กลับฉีกยิ้มน่าขนลุกออกมา “กล้าเรียกองค์ชายอย่างสนิทสนมเช่นนี้...คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน”

 

นางสาวเท้ามาหยุดยืนตรงหน้าข้า กวาดสายตามองทั่วร่างข้าอย่างพิจารณา “สภาพแขนด้วนเช่นนี้...แน่ใจหรือ ว่าองค์ชายทราวิสจะยังเหลียวมองเจ้า --ไม่มีใครอยากมีคนรักเป็นคนพิการหรอกนะ”

 

ข้าหรี่ตาลง ยอมรับว่ารู้สึกเจ็บไม่น้อย แต่คำพูดจะเป็นเพียงแค่ลมปากที่ไร้ค่าหากเราไม่ใส่ใจมัน ทว่าหากเราเผลอไปใส่ใจมันเข้า...มันก็ไม่ต่างจากหอกแหลมคมทิ่มแทงหัวใจเข้าอย่างจัง ข้าจึงได้แต่สงบอารมณ์ที่คุกรุ่นอย่างเงียบๆ

 

“องค์ชายทราวิสต้องหน้ามืดตามัวถึงขนาดไหนกัน ถึงได้มาหลงรักคนเช่นเจ้า” นางยกปล้องยาสูบขึ้นมาจรดริมฝีปาก สูบมันเข้าไป แล้วพ่นควันสีเทาออกมา เอียงคอมองข้าด้วยสายตางัวเงีย “เจ้าไม่มีค่าพอจะเป็นที่ถ่มนํ้าลายใส่ด้วยซํ้า”

 

นํ้าเสียงของนางบ่งบอกว่าไม่ได้พูดเพื่อยั่วโมโหข้า แต่เหมือนนางพูดออกมาจากสิ่งที่คิดจากใจจริงๆ ซึ่งข้าก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรนอกจากฉีกยิ้มให้ --สำหรับข้า คำพูดพวกนี้เป็นเหมือนคำทักทายที่ได้ยินทุกวัน ฟังมันจนรื่นหูไปแล้ว

 

“ข้ามีเรื่องอยากถาม” ข้ากล่าวขึ้น “ต้องทำอย่างไร...ถึงจะสามารถอนพิษอักขระสาปได้”

 

ข้าเคยถามคำถามนี้กับเอเวอร์ลีนแล้ว แต่นางกลับตอบมาว่า หากข้า...เสพสังวาสกับทราวิส อักขระสาปบนตัวเขาจะสลายหายไป ซึ่งกระทั่งตอนนี้ข้าก็ยังไม่เชื่อ ตรรกะพิสดารแบบนั้น ฟังอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อถือสักนิด

 

อีกฝ่ายเอียงคอ เหมือนกำลังพิจารณาว่าควรเสียเวลาตอบดีหรือไม่ ก่อนที่จะนางกล่าวเสียงเนิบนาบ “วิธีถอนอักขระมีเพียงหนทางเดียว...นั่นคือต้องให้ผู้ร่ายคำสาปเป็นคนถอนมันด้วยตัวเอง”

 

อักขระสาปนั้นมาจากปีศาจเสือดำแมงป่อง ถ้าเช่นนั้น...เจ้าเสือดำนั่นก็มีผู้ควบคุมอยู่งั้นสิ

 

ข้าเลิกคิ้วนิดๆ “แต่...มีแม่มดตนหนึ่งเคยบอกกับข้าไว้ ว่าข้าสามารถถอนพิษให้ทราวิสได้”

 

ปีศาจสาวตรงหน้าพ่นควันออกมาจากริมฝีปาก แววตาที่เหมือนคนเมายาของนางทอประกายวาววับ นางกระชากคอเสื้อข้าจนร่างลอยเหนือพื้นอย่างง่ายดาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มเย็นเยียบ “แน่อยู่แล้ว...เจ้าทำได้

 

นางเหวี่ยงร่างข้าลงกระแทกพื้นอย่างแรง ทว่าครั้นกะพริบตาอีกที...ก็พบว่าข้าไม่ได้อยู่ในห้องขังแล้ว

 

บัดนี้ข้าอยู่ในสถานที่ที่เหมือนท้องพระโรง มันกว้างขวางและหรูหราตระการตา มีขั้นบรรไดเป็นชั้นๆที่ทำจากหินแร่ระยิบระยับนับร้อยชั้นโอบล้อมไว้ คล้ายกับอัฒจันทร์อย่างไรอย่างนั้น ทว่าข้าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปตะลึงกับความสวยงามของมัน เพราะบรรดาปีศาจนับหมื่นได้นั่งอยู่บนขั้นบรรไดเหล่านั้น พวกเขาล้วนแต่งกายหรูหราเยี่ยงคนชนชั้นสูง ทั้งๆที่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา สายตากว่าหมื่นคู่จ้องมองลงมายังข้าจากรอบสารทิศอย่างเชือดเฉือน

 

ท่ามกลางสายตามากมาย ทุกคนสงบปากทันทีที่เห็นข้าปรากฎตัวขึ้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงัดอันน่ากดดัน รู้สึกหายใจได้ไม่ทั่วท้องอย่างบอกไม่ถูก ข้ากวาดสายตาไปรอบทิศอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งไปสะดุดตาตรงบัลลังก์ที่อยู่ไกลออกไป

 

บัลลังก์นั้นทำมาจากหินแร่สีดำเป็นเงาวาว ประดับไปด้วยคริสตัลระยิบระยับเล็กน้อย ดูราบเรียบทว่าหรูหรากว่าพระราชวังของวอลธีเรียหลายเท่านัก และบนบัลลังก์นั้น...ก็มีชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ เขาสวมเสื้อคลุมยาวที่ทำจากหนังเกล็ดมังกรสีดำขลับ เมื่อต้องแสงจะเห็นเป็นสีเหลือบม่วง รอบลำคอสีขาวซีดนั้นมีงูสีดำขลับเลื้อยอยู่รอบไหล่อย่างเอื่อยเฉื่อย ดวงตาสีแดงฉานของงูตัวนั้นดูน่ากลัวชวนขนลุก เสียงขู่ฟ่อพร้อมกับลิ้นสองแฉกที่ยื่นออกมาทำเอาข้าเผลอกลั้นหายใจ คนคนนี้นั่งไขว่ห้างอย่างผ่อนคลาย สวมแหวนรูปกะโหลกมนุษย์ที่นิ้วชี้ขวา ทำให้รัศมีความเยือกเย็นน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมารอบตัว เขาท้าวศอกข้างหนึ่งลงบนที่พักแขน เอนศีรษะพิงลงไปในฝ่ามือข้างนั้น ท่าทางไม่แยแสหรือสนสิ่งใด และแม้ว่าตาของเขาจะปิดอยู่...ข้ากลับรู้สึกได้ว่ากำลังถูกเขาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอย่างไม่วางตา ราวกับไอเย็นยะเยือกบางอย่างกำลังสั่งให้ข้าหวาดกลัวบุรุษผู้นี้

 

วาเลเรียส ราชาของเหล่าปีศาจที่แท้จริง...ผู้เป็นสวามีของเทียร่า

 

“ฝ่าบาท จะทรงทำเช่นไรก็เป็นสิทธิ์ของพระองค์” เสียงปีศาจตนหนึ่งถอนหายใจยาวเหยียด ด้วยความที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนหลายหมื่น จึงไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นผู้เอ่ยกันแน่ “แต่ข้าไม่เห็นเหตุผลที่เราควรไว้ชีวิตหมอนี่จริงๆ”

 

ปีศาจอีกคนหัวเราะทุ้มตํ่าในลำคออย่างมีเล่ห์กล “ใครจะรู้เล่า บางที...เราอาจใช้ประโยชน์จากเขาก็ได้”

 

“จะใช้ประโยชน์หรือไม่ ไว้คิดทีหลังก็ได้” อีกเสียงกล่าวขึ้นมาสมทบ กล่าวด้วยเสียงและแววตาเป็นประกายตื่นเต้นอย่างกระหาย “อย่างไรเสีย...อย่างน้อยเราก็ควรบดขยี้มันให้แหลกเละเสียก่อน”

 

“หากกินมันเข้าไป ข้าเกรงว่าเนื้ออันน่าขยะแขยงของหมอนี่จะทำให้กระเพาะเราสกปรกเสียเปล่า” อีกเสียงกล่าวเสริม “สู้เอาไปดึงเอ็นถลกหนัง แล้วโยนให้นกฟีนิกซ์ไม่ดีกว่าหรือ”

 

“แขวนคอเขาไว้บนหอคอย แล้วให้อีกาจิกกินจนกว่าจะตายน่าจะดีที่สุดนะ --ซาฟีร่าคงอกแตกตายแน่ๆ”

 

“แต่แบบนั้นจะดีหรือ...ข้าว่ากรอกลาวาใส่ปากเขาจนกระเพาะแหลกเหลวไม่ดีกว่ารึ”

 

ข้อเสนอแนะว่าจะทำอย่างไรให้ข้าตายอย่างอนาถที่สุดถูกเสนอขึ้นมาเรื่อยๆ จนในที่สุดท้องพระโรงแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเสียงปีศาจถกเถียงกันอย่างไรสิ้นสุด ราวกับกำลังหารือกันว่าควรนำเนื้ออันโอชะที่ได้มาไปทำเมนูอะไรดี ข้าได้แต่ถอนหายใจที่ตัวเองกลายเป็นเหมือนสิ่งของที่คนอื่นจะทำอะไรก็ได้

 

เอาล่ะ...ควรหาทางออกไปจากที่นี่อย่างไรดี

 

ข้าก้มมองขาตัวเอง พบว่าลวดหนามที่รัดข้อเท้าไว้ได้ถูกถอดไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ มันอยู่ในมือของหญิงสาวปีศาจที่พาข้ามาที่นี่ นางยังคงยืนดูดปล้องยาสูบต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน เคาะปลายเท้าข้างหนึ่งลงกับพื้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงวุ่นวายรอบตัวไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทเลยแม้แต่น้อย เหมือนกำลังรอคำตัดสินว่าราชาของนางจะทำอย่างไรกับข้า

 

ตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้าเห็นนาง ข้าก็จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของนางตลอด และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่า...ข้าจะเจอสิ่งที่น่าสนใจเข้า

 

ในมือข้างที่ถือลวดหนามแหลมคมนั้น นอกจากจะมีเลือดสีแดงฉานของข้าแล้ว...ยังมีของเหลวสีทองติดอยู่ด้วย

 

ข้าพลันเบิกตาขึ้น --สีทองงั้นหรือ...

 

หลังจากที่ครุ่นคิดสักพัก ข้าก็เอ่ยขึ้นอย่างเงียบเชียบ “...ข้ามีข้อตกลงจะเสนอ”

 

เสียงนั้นแผ่วเบาจนถูกเสียงซุบซิบวุ่นวายกลบกลืนหายไปหมด ทว่าน่าแปลกที่ครั้นคำพูดนั้นถูกเปล่งออกจากริมฝีปากข้า ท้องพระโรงแห่งนี้ก็เงียบสงัดทันใด เหล่าปีศาจนับหมื่นที่เอาแต่ถกเถียงกันดังลั่นพลันสงบปาก สายตาอันน่ากดดันหลายหมื่นคู่พากันตวัดมามองข้าอย่างไม่เป็นมิตร ข้าพยายามมองข้ามความรู้สึกหนักอึ้งในอก แล้วพยุงสังขารตัวเองให้ลุกขึ้นยืน

 

ข้าปรายตามองสตรีที่ยืนสูบยาอยู่ข้างๆ กลอกตาอย่างเหม็นเบื่อครั้นเห็นว่านางสูงกว่าข้าเล็กน้อย ทั้งๆที่ข้าก็นับว่าเป็นบุรุษร่างสูงคนหนึ่ง สตรีชาวปีศาจตัวสูงใหญ่แบบนี้กันหมดทุกคนเลยหรือไงกัน

 

“ผู้หญิงคนนี้” ข้าชี้นิ้วไปที่หญิงสาวข้างกาย “ข้าขอสู้กับนางตัวต่อตัว...โดยมีทุกท่านเป็นพยาน”

 

ถ้อยคำนี้ทำเอาทุกคนในที่นี้ถึงกับเบิกตากว้าง แม้แต่ปีศาจหน้าง่วงที่เอาแต่ดูดยาสูบข้างๆข้ายังถึงกับชะงักค้าง ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่เงียบสงัดอีกครั้งท่ามกลางความตกใจของทุกคน ก่อนที่ปีศาจทั้งหลายจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

 

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าเด็กนี่ ใจกล้าหรือโง่กันแน่”

 

“นี่...ไอ้หนู หากคิดว่าสตรีเผ่าปีศาจของเรา จะบอบบางเหมือนสตรีเผ่ามนุษย์ล่ะก็ --ผิดมหันต์” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นท่ามกลางฝูงชน “ถึงฮานาสก้าจะเอื่อยเฉื่อย แต่นางแข็งแกร่งยิ่งกว่ามนุษย์หมาป่าสองร้อยตนรวมกันเสียอีก”

 

“เจ้าก็อย่าไปพูดแบบนั้นสิ --ในเมื่อเด็กมันอยากรนหาที่ตาย...ก็สนองมันไปซะเถอะ”

 

“หากข้าชนะ...” ข้ากล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน ชี้ปลายนิ้วไปยังผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ “ท่านต้องทำตามคำขอของข้าสองอย่าง”

 

เสียงของฝูงชนปีศาจเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะมีใครสักคนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “เจ้าจำเป็นต้องระบุด้วย...ว่าสิ่งที่เจ้าจะขอ คืออะไร”

 

“ข้าจะยังไม่บอก จนกว่าจะชนะ” ข้ากล่าวเสียงเรียบ “แต่ข้ากล้าสัญญาว่าสิ่งที่ข้าจะขอ...ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เผ่าปีศาจเดือดร้อนแน่นอน”

 

พระราชาแห่งแดนปีศาจยังคงมีสีหน้าสงบเยือกเย็น เขาค่อยๆเปิดเปลือกตาสีขาวหิมะขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาม่วงเหมือนอัญมณีอเมทิสต์ที่งดงามชวนหยุดลมหายใจ เขายกก้านนิ้วเรียวยาวขึ้นมาม้วนปอยผมสีดำขลับเป็นเงาวาวที่ยาวประบ่า ดูหล่อเหลาเยือกเย็นและร้ายกาจอย่างน่าอันตรายเป็นที่สุด วาเลเรียสจ้องข้าตาไม่กะพริบด้วยสายตาสงบนิ่ง “หากเจ้าแพ้ล่ะ”

 

เสียงทุ้มตํ่านั้นไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับฟังดูเยือกเย็นจนสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจคนฟัง ทันทีที่เขาลืมตาขึ้น ก็ไม่มีปีศาจตนใดกล้าเปล่งเสียงหรือหายใจดังเลยแม้แต่น้อย ข้าสูดหายใจเข้าแล้วกล่าวเสียงหนักแน่น

 

“หากข้าแพ้...ชีวิตและวิญญาณของข้า ข้ายกมันให้พวกเจ้าเอาไปยํ่ายี่ยังไงก็ได้”

 

หากจะมีของมีค่าอะไรที่จะนำมาเป็นเดิมพันได้...ข้าก็มีแต่ชีวิตอันห่วยแตกของตัวเองนี่แหละ

 

“เหอะ สำคัญตัวไปหน่อยไหม” เสียงปีศาจตนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยัน “เรื่องทรมานเจ้าจนไม่ผู้เป็นคนน่ะ ไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าก่อน เราก็ต้องทำอยู่แล้ว”

 

“การทำพันธสัญญากับปีศาจ ไม่ใช่การบีบบังคับ...แต่จำเป็นต้องให้ทั้งสองฝ่ายตกลงปลงใจกัน” ข้ากล่าวด้วยสีหน้านิ่งสงบ สูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วเอ่ยต่อ “และข้าก็ตกลงปลงใจแล้ว ว่าหากพ่ายแพ้ พวกเจ้าจะนำกะโหลกข้าไปเป็นกระโถนก็ได้ จะถลกหนังไปทำเป็นพรมเช็ดเท้าก็เชิญ --ข้ามอบสิทธิ์ทั้งหมดแก่พวกเจ้า...ทำอย่างไรกับข้าก็ได้”

 

“สำหรับคนที่หวงแหนชีวิตตัวเองอย่างเจ้า...ข้อเสนอนี้ไม่เลวเลยทีเดียว” ปีศาจที่นั่งอยู่แถวหน้ากล่าวอย่างนึกสนุก ครั้นปรายตาไปมอง ข้าถึงได้พบว่าเขาคือมนุษย์หมาป่าตนที่ฟันแขนข้าขาดสะบั้น เขากำลังกวาดมองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเป็นประกาย “แต่ท้าสู้ด้วยสภาพพิการเช่นนี้น่ะหรือ...”

 

ข้าเอียงคอด้วยสายตานิ่งเย็นยะเยือก “ทำไมล่ะ ปีศาจที่แสนยิ่งใหญ่อย่างพวกเจ้า...กลัวว่าจะเอาชนะข้าที่มีแค่แขนเดียวไม่ได้หรือ”

 

ข้าพรูลมหายใจด้วยแววตาผิดหวัง “ไม่ยักรู้เลยว่าปีศาจจะไม่มีปัญญาสู้กับมนุษย์ที่แสนอ่อนแออย่างข้าได้ --ข้าคงประเมิณพวกเจ้าสูงไปจริงๆ”

 

“พูดแบบนี้...เจ้าอยากลิ้นขาดนักใช่ไหม!?”

 

เสียงไม่พอใจของปีศาจมากมายดังของปีศาจดังตีกันจนข้าหูอื้อไปหมด ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบ ทำให้เสียงวุ่นวายของทุกคนเงียบลงไปอีกครั้งทันควัน

 

“ข้ารับคำท้า” ฮานาสก้าพ่นควันยาสูบออกจากริมฝีปากอิ่ม สีหน้าของนางยังคงดูง่วงงุน ดูไม่ตื่นเต้นหรือทุกข์ร้อนใดๆเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่นางจะโยนลวดหนามในมือทิ้ง ขาข้างหนึ่งคุกเข่าลงกับพื้น อีกข้างหนึ่งชันเข่าขึ้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ “ข้าเพิ่งตื่นจากจำศีลได้ไม่นาน...ถึงจะน่ารำคาญที่ต้องออกแรงตั้งแต่ป่านนี้ แต่จะถือโอกาสนี้เป็นการยืดเส้นยืดสายก็ได้ --ขอฝ่าบาทโปรดเป็นพยานในการต่อสู้ครั้งนี้”

 

วาเลเรียสไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่โบกมือนิดๆเป็นเชิงบอกว่าจะทำอะไรก็เชิญ เห็นเช่นนั้นฮานาสก้าก็คาบปล้องยาสูบไว้ในปาก ประกบฝ่ามือทั้งสองข้างเข้ากัน แล้วค่อยๆแยกมือออกอย่างเชื่องช้า ตรงกลางระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้างนั้น ปรากฎลูกไฟสีขาวสว่างวาบขึ้นมา พริบตาถัดมานางก็กดลูกไฟดวงนั้นลงไปกระแทกบนพื้น ทันทีที่ฝ่ามือของนางและลูกไฟสัมผัสกับพื้นท้องพระโรง วงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่สำหรับการทำพิธีกรรมก็ปรากฎขึ้น ภายในวงกลมขนาดใหญ่นั้นมีสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง ข้ากับฮานาสก้ายืนอยู่ท่ามกลางวงแหวนเวทย์ศักดิ์สิทธิ์นี้ แสงสีขาวอันร้อนผ่าวของวงแหวนสะท้อนขึ้นมากระทบใบหน้าของเรา สตรีเผ่าปีศาจผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกับเสกลวดหนามขนาดเล็กไว้ในมือ แล้วหันมาเผชิญหน้ากับข้า

 

ท่ามกลางสายตาของฝูงชนมากมาย นางพันลวดเส้นนั้นไว้รอบข้อมือที่เหลือเพียงข้างเดียวของข้า ข้าสังเกตว่านางและปีศาจตนอื่นๆก็สวมลวดแบบนี้ไว้ที่ข้อมือเหมือนกำไลตลอดเวลา ของแต่ละคนก็จะมีอัญมณีประดับไว้แตกต่างกันออกไป เปรียบเสมือนอวัยวะอีกชิ้นส่วนที่มีตั้งแต่เกิด เป็นสิ่งสำคัญที่ปีศาจทุกตนต้องมีไว้ติดตัวสำหรับการทำพันธสัญญา

 

“ทันทีที่เลือดของเจ้าหยดลงบนวงแหวนนี้ การต่อสู้ตัดสินชะตาชีวิตเจ้าจะเริ่มขึ้น และเจ้าจะไม่มีทางหันหลังกลับไปได้อีก” นางกล่าวด้วยสายตาและนํ้าเสียงหนักแน่น “นี่เป็นโอกาสสุดท้าย...เจ้ายังอยากจะสู้กับข้าอีกหรือไม่”

 

ข้าคลี่ยิ้มนิดๆ “ข้าตัดสินใจไปแล้ว...ย่อมไม่มีวันเสียใจในภายหลัง”

 

เมื่อทำพันธสัญญากับปีศาจไปแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากการแขวนชีวิตตัวเองไว้บนเส้นด้าย หากข้าเอาชนะฮานาสก้าได้ วาเลเรียสก็ต้องทำตามคำขอของข้าอย่างไม่มีข้อกังขา หากเขาไม่ทำ...สร้อยข้อมือปีศาจก็จะบีบรัดเขาจนร่างกายแหลกสลาย ต่อให้มีพลังอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้าขนาดไหน หากไม่ทำตามพันธสัญญาที่ว่าไว้ ก็จะถูกสร้อยข้อมือนั้นสูบวิญญาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากข้าเป็นฝ่ายแพ้...ก็ต้องทำตามสัญญาด้วยการยอมให้พวกเขาฆ่าอย่างอนาถ และหากข้าคิดจะหนีเอาตัวรอด ก็ต้องถูกสร้อยลวดนี้สูบวิญญาณเหมือนกัน --ว่าง่ายๆคือหากพ่ายแพ้...ข้าก็มีแต่ตายสถานเดียวเท่านั้น

 

ดังนั้น...จะแพ้ไม่ได้เป็นอันขาด

 

ทันทีที่ข้ากล่าวยืนกราน สายลวดที่สวมไว้ก็รัดข้อมือข้าอย่างรุนแรง มันบีบรัดแน่นและบาดลึกลงไปในเส้นเลือด ทั้งแสบและทรมานจนต้องกัดฟันแน่น ราวกับกระดูกกำลังถูกบีบรัดให้แตกสลาย โลหิตไหลพลันซึมไหลออกมามากมายทันใด ฮานาสก้าดูเหมือนจะชินแล้ว นางไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านกับความเจ็บปวดแต่อย่างใด ปล่อยให้สร้อยที่ทำจากลวดหนามรัดข้อมือตัวเองจนเลือดไหลริน โลหิตสีทองของนางและเลือดสีแดงของข้าไหลออกมาพร้อมกัน แล้วหยดลงสู่เส้นวงแหวนเวทย์ มันไหลไปตามเส้นสัญลักษณ์ดาวห้าแฉก ทันใดนั้นวงแหวนเวทย์บนพื้นก็เปล่งแสงสีแดงออกมา เลือดสองสีหยดแล้วหยดเล่าไหลรินลงไปอย่างไม่สิ้นสุด

 

“จนกว่าวงแหวนเวทย์จะเสร็จสมบูรณ์...ให้นึกถึงสิ่งที่เจ้าต้องการจะทำสัญญาเข้าไว้” ฮานาสก้ากล่าวอย่างหนักแน่น “จงมีสมาธิ อย่าได้วอกแวกเป็นอันขาด”

 

หากการทำสัญญาของมนุษย์คือการกล่าวคำสาบาน...การทำสัญญาของปีศาจก็เป็นการสาบานจากจิตใจ ว่าหัวใจเราตกลงปลงใจที่จะทำสัญญาแน่จริงหรือไม่

 

ข้าปิดเปลือกตาลง พยายามรวบรวมสมาธิให้จิตใจสงบนิ่งที่สุด

 

หากข้าชนะ...เผ่าปีศาจต้องทำตามคำขอสองข้อจากข้า ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม พวกเขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

 

หากข้าแพ้...ชีวิตข้าจะกลายเป็นของเล่นที่เผ่าปีศาจจะนำไปทำอะไรก็ได้ และข้าก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้านเช่นกัน

 

ในนามของเจเดน เวอร์โกรัส เกรโนเวอร์ ข้าขอทำพันธสัญญากับปีศาจ...ด้วยการเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน

 

วงแหวนเวทย์บนพื้นเปล่งแสงสว่างวาบ มันถูกเลือดจากบุคคลจากสองเผ่าพันธุ์ เลือดสีแดงและทองผสมกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วไหลไปตามเส้นวงแหวนเวทย์ ทันทีที่เลือดสองสีไหลไปตามเส้นวงกลมจนมาบรรจบกัน ลวดที่รัดข้อมือข้าไว้แน่นก็คลายออกเล็กน้อย ก่อนที่วงแหวนเวทย์ขนาดใหญ่บนพื้นจะหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ไม่แม้แต่จะทิ้งรอยเลือดไว้สักหยดเดียว

 

ฮานาสก้าสบตาข้า “เจ้าต้องการอาวุธแบบไหน”

 

“ธนู” ข้าตอบโดยแทบไม่ต้อเสียเวลาคิด “แค่ธนู...ก็เพียงพอแล้ว”

 

นางเลิกคิ้วนิดๆแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร ปีศาจตนหนึ่งก้าวเข้ามายืนตรงหน้าเรา เขายื่นคันธนูเหล็กสีเงินพร้อมกับกระบอกใส่ลูกธนูให้ข้า ข้ารับกระบอกใส่ศรเหล็กมาสะพายหลังไว้ พลิกคันธนูที่เต็มไปด้วยอักขระภาษาเวทมนตร์ที่ข้าไม่รู้จักไปมา

 

มันคงเป็นอาวุธที่ร้ายกาจมากแน่...

 

“เห็นแก่ว่าข้าสงสารที่เจ้าเหลือแขนแค่ข้างเดียว แต่กลับคิดท้าสู้ฮานาสก้าหรอกนะ ถึงได้ยกธนูแกร่งกล้าขนาดนี้ให้” ปีศาจตนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มแสยะ แล้วหายตัวกลับไปนั่งที่เดิมในชั่วพริบตา

 

ที่เขายกธนูนี้ให้ข้า ไม่ใช่เพราะด้วยความสงสาร...แต่เพราะเห็นว่าข้ามีแขนข้างเดียว จึงง้างธนูไม่ได้เสียมากกว่า

 

ต่อให้อาวุธที่มีในมือมันเปี่ยมไปด้วยอิทธิฤทธิ์มากมายสักแค่ไหน --หากข้าไม่รู้วิธีใช้มัน และใช้มันไม่ได้...ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

 

ฮานาสก้าก้าวออกไปยืนห่างจากข้าอีกเล็กน้อย ทำให้ตอนนี้เราสองคนยืนอยู่ตรงใจกลางท้องพระโรงพอดี ต่างฝ่ายต่างเผชิญหน้ากันและกัน คงจะมีเพียงฮานาสก้าที่ยังคงพ่นควันยาสูบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ในขณะที่ข้ากำคันธนูแน่น แล้วค่อยๆปิดเปลือกตาลง

 

ท่านพ่อ...ได้โปรดคุ้มครองลูกด้วย

 

“ทันทีที่เจ้าพุ่งเข้ามาโจมตีข้า การต่อสู้จะเริ่มขึ้นเมื่อนั้น” ฮานาสก้าหมุนคอไปมาจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ ก่อนจะพรูลมหายใจออกมา “ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ...แต่พอจะได้สู้กับมนุษย์แขนด้วนที่อาการบาดเจ็บยังไม่หายดีนี่ ทำเอาข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะเหยียบมดให้ตาย --ช่างเปลืองเวลาเสียจริง”

 

“ข้าเสียอวัยวะไปเพียงแค่ส่วนเดียว ไม่ได้เหลือเพียงแค่ส่วนเดียวสักหน่อย” ข้ายกมุมปากอย่างแฝงเล่ห์กล แววตาทอประกายอย่างไม่เกรงกลัว “อย่าลืมสิ...ข้ายังเหลืออวัยวะอีกตั้งสามสิบเอ็ดส่วน และทั้งสามสิบเอ็ดส่วนนี้...ก็ไม่มีส่วนไหนที่อ่อนแอ”

 

 

 

 

 

 

อีกด้านหนึ่ง...

 

ภายในห้องอันหรูหราตระการตา ทราวิสนั่งบนเก้าอี้นุ่มตัวใหญ่สลักลวดลายงดงาม บนตักของเขามีอลิซาเบธที่บาดเจ็บหนักจนกระดูกแทบทุกส่วนหักไม่เป็นชิ้นดี แม้จะรักษาไปแล้ว แต่อาการกลับยังไม่มีท่าทีจะดีขึ้น ทราวิสลูบศีรษะสุนัขปีศาจไปมาเชื่องช้า แววตาเหม่อมองไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย

 

หลังจากที่ลังเลอยู่พักใหญ่ หญิงสาวผมบลอนด์ตรงหน้าเขาก็ยื่นมือขาวซีดออกไป หมายจะดูรอยฟกชํ้าตามร่างกายของทราวิส ทว่าเจ้าตัวกลับปัดมือนั้นทิ้งอย่างไม่ใยดี

 

เทียร่าชักมือกลับอย่างเชื่องช้า พรูลมหายใจอย่างจนปัญญา “วิส...เจ้าจะเมินข้าไปถึงเมื่อใดกัน”

 

“เจ้าปล่อยเจเดนเมื่อไหร่...ก็เมื่อนั้นแหละ”

 

ทราวิสในตอนนี้ดูเย็นชาราวกับคนละคน ดวงตาข้างซ้ายยังคงเป็นสีเทอร์ควอยซ์ แต่ข้างขวากลับกลายเป็นสีเทาหม่นและมืดบอดสนิท ทว่าทั้งสองข้างกลับเปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นอย่างน่ากลัว

 

“เจ้าอยากปกป้องเขานักหนา...จนถึงกับเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง มาถึงตอนนี้ ก็ยังคิดจะปกป้องเขาอยู่อีก” เทียร่ากล่าวเสียงเรียบนิ่ง แต่สีหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยความลำบากใจ “เจ้าจะรักชาวเฮอร์เรนเดลคนไหนก็ได้ ข้าไม่สน แต่ทำไม...ทำไมต้องเป็นบุตรของซาฟีร่าด้วย!?”

 

“ตั้งแต่เข้ามาในป่ามรณะ ข้าก็พยายามเตือนเจ้าในฝันหลายครั้งแล้ว ว่าอยู่ให้ห่างจากเขา แต่เจ้าก็ไม่เคยฟัง” นางปิดเปลือกตาลง กล่าวอย่างใจเย็นและสงบนิ่ง แม้ว่าในหัวใจจะเปี่ยมไปด้วยหลากหลายความรู้สึกที่ตีกันยุ่งเหยิง “แม้ว่าข้าจะรู้อยู่แล้วว่าเจ้าคงไม่รับฟังข้าสักนิด...แต่ขอร้องล่ะทราวิส นี่เป็นสิ่งเดียวที่ข้าจะทำเพื่อปกป้องเจ้าได้”

 

“ตอบข้าสิ...เทียร่า” ทราวิสค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตาพี่สาว ดวงตาสองสีทอประกายเย็นชาและเกลียดชังถึงที่สุด “ระหว่างคนที่ข้ารักที่สุดในโลก ผู้ซึ่งพยายามทำทุกอย่างเพื่อปกป้องข้า...กับพี่สาวที่ทารุณข้ามาตั้งแต่เด็ก ข้าควรเชื่อใจใครมากกว่ากัน”

 

สตรีโฉมงามที่เป็นถึงราชินีของปีศาจกำหมัดแน่น นางเม้มริมฝีปากด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก ก่อนที่น้องชายจะเอ่ยต่อด้วยเสียงแข็งกร้าว “จวบจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจ...ว่าเจ้าเกลียดอะไรข้านักหนา ทำไมข้าต้องมีพี่สาวร่วมสายเลือดเป็นหญิงแพศยาเช่นนี้ด้วย”

 

ตั้งแต่จำความได้ ทราวิสไม่เคยกล้าแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่พี่สาวแม้แต่ครั้งเดียว แต่แค่พลทหารปีศาจของเทียร่าตัดแขนของคนคนนั้นเข้า...น้องชายแสนขี้กลัวของนางกลับโมโหได้ถึงเพียงนี้ เทียร่าได้แต่ปิดเปลือกตาลงอย่างลำบากใจ

 

'ทำไมกัน...ทำไมคนที่เจ้ารักต้องเป็นเขาด้วย ทราวิส'

 

“...มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าจะเกลียดข้า” นางค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าดุจอัญมณีเทอร์ควอยซ์เหมือนกับพี่และน้องชาย เทียร่าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสองสีของทราวิสอย่างหนักแน่น “แต่มันไม่เคยมีสักวินาที...ที่ข้าเกลียดเจ้า”

 

ทราวิสมีสีหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินมุกตลกขำขัน เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาราวกับมันเป็นเรื่องน่าขำที่สุดในโลก ก่อนจะพลันหุบยิ้มลงทันใด “ห้าปีก่อน...ในวินาทีที่เจ้ากำลังจะตาย เจ้าก็กล่าวเช่นนี้ --และข้าก็โง่ไปหลงเชื่อเข้าอย่างจัง โลกนี้ยังจะมีใครโง่เขลาได้เท่าข้าอีก”

 

“ตลอดชั่วชีวิตขององค์ชายทราวิสแห่งอาณาจักรวอลธีเรีย สิ่งที่ข้าเสียใจมากที่สุด ไม่ใช่การถูกใครๆกล่าวขานว่าเป็นองค์ชายที่นำภัยร้ายมาสู่บ้านเมือง หากแต่เป็นการเกิดเป็นน้องชายของเจ้า --เทียร่า” ทราวิสกล่าวเสียงเรียบนิ่ง แววตาเปี่ยมไปด้วยความเย็นยะเยือก “ความจริงที่ว่าเรามีสายเลือดเดียวกัน...มันทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยงเลือดและร่างกายตัวเอง ดวงตาสีฟ้าที่ข้าเห็นในกระจก มันกลับทำให้ข้านึกถึงแววตาอำมหิตของเจ้าตลอดเวลา ยิ่งได้มารู้ว่าเจ้าเป็นแม่มดที่ย้อนเวลาไปกวาดล้างเฮอร์เรนเดล ทำให้เจเดนต้องมีชีวิตยากลำบากจนแทบกระอักเลือดในทุกวัน...มันยิ่งทำให้ข้ารังเกียจเจ้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก!!”

 

นัยน์ตาสองสีแข็งกร้าวด้วยโทสะจนร่างกายสั่นเทา ทราวิสตะคอกออกไปอย่างเหลืออด เขาระเบิดความรู้สึกที่อัดอั้นในใจมานานแสนนานออกมา ปล่อยให้โทสะครอบงำตัวเองโดยสมบูรณ์ ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าคนฟังรู้สึกอย่างไรกับคำพูดเหล่านั้น เทียร่าทำเพียงฝืนยิ้มออกมานิดๆ

 

“มีความจริงมากมายเหลือคณานับที่เจ้ายังไม่รู้” นางกล่าวอย่างสงบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่นเยือกเย็น “หนึ่งในนั้นคือเราจำเป็นต้องฆ่าเจเดน...ไม่อย่างนั้น เขานี่แหละจะนำความตายมาให้เจ้า”

 

 

 

Loading...65%

 

 

 

เป็นเวลาผ่านไปหลายนาทีแล้ว หลังจากที่การต่อสู้ได้เริ่มขึ้น...

 

แม้ว่าผลลัพธ์จะไม่ได้ต่างจากที่คาดไว้มากนัก แต่ก็นับว่าแย่กว่าที่คิดมากโข เพราะตอนนี้มันไม่ใช่การประลองหรือต่อสู้...แต่เหมือนลูกกวางที่ถูกราชสีห์ทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่า

 

“อั่ก!!” เป็นอีกครั้งที่ข้าถูกแรงมหาศาลฟาดใส่อย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ร่างกายข้าโดนโจมตีใส่ไม่ยั้ง ไม่รู้ว่ากระดูกร้าวไปแล้วกี่หน ไม่รู้ว่ากระอักเลือดออกมากี่ครั้ง ข้ากัดฟันแน่นขณะหอบหายใจแรง เม็ดเหงื่อมากมายไหลซึมออกมาปนกับเลือดสีแดงฉาน มือข้างเดียวที่สั่นเทาคํ้ายันพื้นเพื่อพยุงร่างตัวเองไว้ ข้าพยายามจะดันร่างตัวเองให้ลุกขึ้น ก่อนจะถูกท่อนขาที่มองไม่เห็นเตะใส่อย่างไม่ออมแรง จนกระเด็นออกไปกระแทกลงบนพื้นแข็งๆอีกครั้ง ข้ารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ ได้แต่กำหมัดนอนแน่นิ่งในสภาพโชกเลือด โดยที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะโจมตีอีกฝ่ายกลับสักนิด

 

ฮานาสก้า...นางกำลังล่องหน

 

ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่รู้ว่าปีศาจติดยาสูบผู้นี้จะมีอิทธิฤทธิ์รูปแบบไหน แต่ก็ไม่ได้คาดว่านางจะสามารถพรางตัวหายไปในอากาศได้แบบนี้ ข้าไม่เห็นด้วยซํ้าว่านางอยู่ตรงไหน กำลังมีสีหน้าแบบใด และยิ่งนางเอาแต่โจมตีใส่โดยที่ล่องหนอยู่เช่นนี้ แม้แต่จะตั้งรับหรือหลบหลีกนางข้ายังทำไม่ได้ ได้แต่เป็นฝ่ายโดนกระทำอยู่แบบนี้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว --ตามจำนวนที่ข้านับในใจ ก็ราวๆหกสิบแปดครั้งแล้วที่ข้าถูกกระแทกจนกระอักเลือดเช่นนี้

 

ท่าทางของฮานาสก้าดูเอื่อยๆมึนๆตลอดเวลา แต่ครั้นถึงเวลาต่อสู้...นางกลับน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้

 

ข้าได้ยินเสียงปีศาจตนหนึ่งหาววอดๆอย่างรำคาญ “ฮานาสก้า มัวรออะไรอยู่ ฆ่ามันเลยสิ!”

 

บรรดาปีศาจรอบด้านต่างเสกเครื่องดื่มและของว่างขึ้นมากินระหว่างรับชมการต่อสู้ เหมือนกำลังมองดูละครสัตว์อย่างไรอย่างนั้น บางคนดูตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นข้าถูกทำร้าย จึงพากันส่งเสียงเชียร์โห่ร้องกันดังกระหึ่ม แต่บางคนก็เริ่มหงุดหงิดที่ข้ายังไม่ตายเสียที

 

และหน้าที่ของข้า...คือควรจะทำให้พวกนั้นหงุดหงิดยิ่งขึ้น

 

ข้าถ่มเลือดในปากใส่พื้นด้านข้าง ค่อยๆพยุงร่างที่สั่นเทารวดร้าวขึ้นมานั่ง ใช้มือปาดโลหิตที่มุมปากออก สบถในใจที่สภาพตัวเองในตอนนี้ช่างยับเยินสิ้นดี ทั้งที่ไม่มีโอกาสโจมตีอีกฝ่ายกลับแม้แต่ครั้งเดียว ต่อให้พยายามเพ่งมองแค่ไหน ก็ไม่สามารถมองเห็นแม้แต่เงาของฮานาสก้าได้ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปข้าก็เตรียมใจลงหลุมศพได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย

 

ตอนนี้ทั้งข้าและฮานาสก้าต่างก็มีสร้อยพันธสัญญาสวมไว้ที่ข้อมือ เมื่อการประลองรู้ผลแพ้ชนะเมื่อไหร่ สร้อยพันธสัญญาของผู้ชนะจะคลายออกโดยอัตโนมัติเมื่อนั้น ส่วนฝ่ายแพ้จะถูกสร้อยรัดอย่างรุนแรง เพื่อบังคับให้ทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้

 

ฉะนั้นตราบใดที่สร้อยพันธสัญญาของฮานาสก้ายังไม่คลายออก...ก็หมายความว่าข้ายังไม่แพ้

 

ข้าปรายตาไปมองผู้ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์ ราชาวาเลเรียสได้หลับตาลงด้วยสีหน้าสงบเยือกเย็น ทว่างูสีดำที่พันรอบคอเขาไว้กลับจับตาจ้องข้าอย่างไม่ลดละ สังเกตทุกท่วงท่าของการต่อสู้ในทุกเสี้ยววินาที ราวกับมันเป็นดวงตาข้างที่สามของราชาแดนปีศาจองค์นี้

 

มันทำให้ข้าพลันชะงักไปพร้อมกับตระหนักได้ --หากดวงตาทั้งสองของข้าไม่สามารถมองเห็นฮานาสก้าได้...เช่นนั้นข้าก็ต้องอาศัยอวัยวะอื่นแทนการมองเห็น

 

ข้าปิดเปลือกตาลงแน่น เพื่อเพ่งสมาธิไปที่การได้ยินและการตามกลิ่นแทน ข้าพยายามแยกเสียงโห่ร้องกระหึ่มของฝูงชนออกไปจากโสตประสาท และพยายามมองหาเสียงฝีเท้าของศัตรู ทว่าวินาทีต่อมา ข้าก็ถูกหมัดที่มองไม่เห็นต่อยใส่ข้างแก้มอย่างแรง หมัดนั้นเปี่ยมไปด้วยแรงมหาศาลจนทำเอาข้ากระเด็นออกไปหลายเมตรในชั่วพริบตา เสียงร่างกายกระแทกใส่พื้นห้องโถงดังขึ้นอย่างไม่มีสิ้นสุด จนข้ารู้สึกปวดร้าวทรมานไปถึงเยื่อกระดูก เจ็บจนอยากร้องไห้ รู้สึกหมดแรงจนไม่แม้แต่จะอยากลุกขึ้น ข้าขบกรามแน่นขณะสบถในใจอย่างเดือดดาล

 

ใจเย็นไว้...จะเอาแต่เป็นฝ่ายเสียเปรียบเช่นนี้ไม่ได้

 

ข้ารวบรวมสมาธิอีกครั้ง เปลือกตายังคงปิดสนิท เลิกคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในหัว มองข้ามความรู้สึกกดดันหนักอึ้งในอกซ้าย คิดเพียงแค่ว่าจะต้องเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้...ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดอีกเพียงใดก็ตาม

 

'หมับ!!'

 

แต่พริบตานั้นเอง เรือนผมข้าก็ถูกมือที่มองไม่เห็นจิกกระชากให้ข้าลุกขึ้นนั่ง มันแรงเสียราวกับจะกระชากหนังศีรษะให้หลุดจากกะโหลกในพริบตา เหมือนโดนหนามคมแหลมทิ่มแทงใส่หนังหัว ข้ารู้สึกเจ็บแสบไปทั้งศีรษะจนต้องขบกรามแน่นอย่างทรมาน

 

“เจ้ากำลังทำให้ข้ารำคาญ...” นํ้าเสียงเนิบนาบเย็นชาดังขึ้นข้างใบหูอย่างน่าขนลุก “หากยังไม่สามารถโจมตีกลับได้...ข้าจะดึงหัวเจ้าออกจากบ่าเดี๋ยวนี้”

 

'หมับ!!'

 

ข้าคว้ามือที่กำลังกระชากศีรษะตัวเองไว้ แล้วกัดฟันใช้แรงทั้งหมดที่มีเหวี่ยงร่างของอีกฝ่ายทุ่มลงกับพื้นอย่างแรง นํ้าหนักของนางทำให้พื้นห้องโถงถึงกับแตกร้าว ในจังหวะที่ฮานาสก้าจะสวนกลับมา ข้าพลันหยิบศรธนูในกระบอกออกมา แทงใส่ลงไปในร่างที่มองไม่เห็นทันที แม้ว่ามันจะดูเหมือนข้ากำลังแทงศรลงใส่อากาศ แต่กลับรู้สึกได้ว่าศรเหล็กในมือข้ากำลังปักลงไปในผิวเนื้อใต้ร่าง ข้าขบกรามพยายามกดปลายศรลงไปให้ลึกยิ่งขึ้น

 

แต่ในพริบตานั้นเอง...ปลายศรเหล็กก็หักออกเป็นสองท่อน มันหักทันทีที่ปักลงไปใส่ผิวหนังของฮานาสก้า จนข้าพลันเบิกตาขึ้น

 

ผิวหนังของนางต้องหนาขนาดไหนกัน...ที่แม้แต่ลูกศรเหล็กแหลมคมยังไม่สามารถเจาะทะลุได้

 

ข้าไม่มีแม้แต่เวลาจะตกใจ ครั้นใบหูได้ยินเสียงเหมือนคมดาบแหวกอากาศ มันกำลังพุ่งมาใส่ข้าด้วยความเร็วมหาศาล

 

'ฉึก!!!'

 

เสี้ยววินาทีถัดมาปลายดาบล่องหนก็แทงใส่ต้นแขนซ้ายข้าอย่างจัง รู้สึกเหมือนมีแท่งเหล็กเย็นเฉียบบาดเฉือนเข้าไปในนั้น ข้าทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยสีหน้าเจ็บปวด ดาบล่องหนยังคงปักอยู่ในต้นแขน ข้าขบกรามแน่นขณะกระชากมันออกมา จนเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ

 

และนี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่การประลองเริ่มต้น...ที่เหล่าปีศาจทั้งหลายเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา บ้างก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ

 

“อ่า...หลบข้าได้แล้วหรือ” ฮานาสก้าเหมือนจะเบิกตาขึ้น นางกล่าวยิ้มๆ “ค่อยน่าสนุกขึ้นมาหน่อย”

 

จากการที่โดนโจมตีใส่นับครั้งไม่ถ้วน ข้าก็เริ่มสังเกตได้ว่าศัตรูเน้นโจมตีจากทางด้านขวาเท่านั้น เมื่อครู่ในเสี้ยววินาทีที่ปลายดาบกำลังจะฟันลงมา ข้ารับรู้ได้ว่ามันกำลังเล็งมายังแขนขวาข้า และคงไม่สามารถหลบได้ทันแน่ จึงพลันรีบพลิกตัวหลบ แล้วหันต้นแขนซ้ายเข้ารับมีดนั้นแทน ทำให้ปลายมีดปักเข้าไปในก้อนเนื้อเหวอะหวะของแขนซ้าย มันแทงเข้าไปในส่วนที่เป็นรอยต่อหลงเหลือของท่อนแขนที่ขาดไป --มันทรมานมากก็จริง แต่ข้าก็จงใจใช้แขนข้างที่ด้วนอยู่แล้วรับใบมีด แทนที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายฟันแขนขวาจนขาดไปอีกข้าง

 

แม้ว่าข้าจะถูกแทง และดูเหมือนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ทุกคนในที่นี้ต่างก็รับรู้ได้...ว่าข้าเริ่มอ่านทิศทางการโจมตีของอีกฝ่ายได้แล้ว

 

ข้าหลับตาลงแน่นอีกครั้ง ไม่รู้ว่านํ้าอุ่นๆที่ไหลลงมาจากขมับนั้นเป็นเหงื่อหรือเลือดกันแน่ กระนั้นก็พยายามรวบรวมสติไว้ให้มากที่สุด

 

'ตึก...ตึก...ตึก'

 

ข้าหันใบหน้าไปในทิศที่มีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาของคู่ต่อสู้ พยายามนึกภาพว่านางกำลังอยู่ในตำแหน่งไหน กำลังตั้งท่าจะโจมตีมาใส่จุดใด แต่ดูเหมือนมันจะยากกว่าที่ข้าคิด เพราะตอนนี้ฮานาสก้าจงใจเดินวนรอบข้าเป็นวงกลม ทำให้สับสนมึนงงไปเสียหมด

 

แต่แล้วท่อนขาที่แข็งแรงราวกับเหล็กกล้าก็เตะใส่ขาพับข้า มันกระแทกใส่อย่างรุนแรงจนต้องทรุดลงกระแทกพื้นอีกครั้ง ก่อนที่ปลายดาบที่มองไม่เห็นจะฟันใส่กลางหลังข้าเป็นทางยาว ดาบเหล็กเย็นๆเฉือนลงไปในผิวกายภายในชั่วพริบตา มันรวดเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน ข้าไม่มีแม้แต่เวลาจะแสดงความเจ็บปวด ได้แต่ตั้งสมาธิรอจังหวะการโจมตีที่กำลังจะตามมา

 

เสียงดาบพุ่งแหวกอากาศลงมาดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณของการโจมตีครั้งถัดไป ตอนนี้ร่างล่องหนของฮานาสก้ากำลังยืนอยู่ด้านหลังข้า แต่ครั้งนี้ข้าไม่ได้เบี่ยงตัวหลบ กลับเอาแต่นั่งแน่นิ่งด้วยตาที่ปิดสนิท แล้วค่อยๆเอื้อมมือออกไป

 

เสียงดาบดังมาจากทางนั้น เช่นนั้นก็แสดงว่าขาของนาง...อยู่ตรงนี้!!

 

'หมับ!!'

 

ในเสี้ยววินาทีที่ปลายดาบฟันลงมา ข้าพลันคว้าท่อนขาที่มองไม่เห็นของอีกฝ่ายไว้อย่างรวดเร็ว แล้วใช้โอกาสนี้ที่นางไม่ทันระวังตัวยกขาข้างนั้นขึ้น ข้าใช้มันเป็นโล่กำบังเพื่อรับดาบที่กำลังฟันลงมาด้วยความเร็วสูง ฮานาสก้าเหมือนจะตกใจ แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว...

 

'ฉึก!!!'

 

ดาบเหล็กคมที่หมายจะฟันใส่ข้าในตอนแรก กลับกลายเป็นฟันใส่เจ้าของมันอย่างไม่ยั้งแรงแทน ข้าขบกรามออกแรงดันขาข้างนั้นให้บาดลึกเข้าไปในใบดาบยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่อีกฝ่ายจะกระชากคมดาบออกจากขาตัวเอง แล้วใช้ขาอีกข้างเตะเสยคางข้าอย่างเต็มแรงจนหงายหลัง เป็นอีกครั้งที่แผ่นหลังที่แสนปวดร้าวกระแทกใส่พื้นอย่างรุนแรง

 

“อึก...!!” ข้าหลับตาขบกรามแน่นด้วยความเจ็บปวด รู้สึกเหมือนมีดพันเล่มแทงเข้าไปในหลัง นอกจากข้าจะมองคู่ต่อสู้ไม่เห็นแล้ว นางยังเคลื่อนไหวเร็วเกินกว่าจะหลบได้ เรี่ยวแรงก็มีมากกว่าข้าหลายเท่า ซํ้าร่างกายข้าก็ยังไม่คุ้นชินกับการมีแขนข้างเดียว ยังคงตอบสนองได้ไม่คล่องแคล่วนัก ไหนจะบาดแผลเต็มตัวที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นอีก

 

ตอนนี้ข้ารู้ซึ้งถึงความเสียเปรียบของการมีแขนเพียงข้างเดียวแล้ว...

 

“ช่างน่าผิดหวัง...ข้าก็นึกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป ถึงได้กล้ามาท้ารบกับปีศาจเช่นนี้” ฮานาสก้ากล่าวเสียงเย็นชา “ที่แท้...เจ้าก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่ซ่อนความอ่อนแอเก่ง เท่านั้นเอง”

 

“ในการต่อสู้...มันใช้แรงใจอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ” นางเอ่ยต่อขณะใช้ปลายดาบกรีดเบาๆลงบนคอข้าเชื่องช้า ให้พอเป็นรอยขีดจนเลือดซิบ “ต่อให้เจ้าจะมีแรงสู้แค่ไหน แต่ด้วยร่างกายเช่นนี้...อย่างไรก็ไม่ชนะ”

 

ข้าเอียงคอด้วยรอยยิ้มใสซื่อ “พล่ามจบรึยัง”

 

สิ้นคำนั้น ข้ายกขาทั้งสองข้างถีบใส่ขาที่บาดเจ็บของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง ร่างล่องหนพลันเสียการทรงตัวทันใด เตรียมจะล้มลงมาทับข้าโดยอัตโนมัติ จังหวะนั้นข้ารีบคว้าศรธนูในกระบอกมาถือไว้

 

'ฉึก!!!'

 

ร่างของปีศาจล้มลงมาทับใส่ปลายศรธนูได้อย่างพอดิบพอดี เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างล่องหนได้ปรากฎสู่สายตาในที่สุด ดวงตาง่วงงุนของฮานาสก้าเบิกขึ้นนิดๆ ศรเหล็กในมือข้าเสียบเข้าไปในกลางท้องนาง ข้าบิดข้อมือเล็กน้อยเพื่อหาองศาที่ถูกต้อง ลูกศรจะได้ไม่หักเหมือนเมื่อครู่อีก และคราวนี้มันก็แทงเข้าไปจนถึงกระเพาะของปีศาจตรงหน้า โลหิตสีทองสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ

 

'ตุบ!!'

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบสนอง พริบตาต่อมาข้าก็ดันร่างหญิงสาวให้ควํ่าลงไปกระแทกกับพื้น ก่อนจะดึงคันธนูที่สะพายติดตัวไว้ออกมา ข้าสวมธนูไว้ที่ลำคอของฮานาสก้า แล้วออกแรงดึงอย่างเต็มเหนี่ยวให้สายธนูรัดคอนาง สายธนูเหล็กสีเงินรัดคอหอยและลูกกระเดือกอย่างสุดแรง จนปีศาจสาวถึงกับเบิกตาโพลง ข้าค่อยๆพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งกดหลังศีรษะนางไว้ให้แนบกับพื้น ในขณะมือขวาก็ยังคงดึงสายธนูให้รัดคอนางไว้อย่างนั้น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่วินาทีเดียว

 

“ข้าเป็นแค่มนุษย์อ่อนแอธรรมดา นั่นเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้” ข้าเอียงคอกล่าวยิ้มๆ “แต่ถึงจะอ่อนแอ...ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับมือง่ายนี่ จริงไหม?”

 

“อึก...!!” ฮานาสก้าถูกสายธนูบาดเฉือนคอจนเลือดสีทองไหลซึมออกมา นางขบกรามแน่นอย่างทรมาน เริ่มจะขาดอากาศเข้าไปทุกที นัยน์ตาแข็งกร้าวด้วยความเจ็บปวดค่อยๆเบนมาหาข้า นางกระตุกยิ้มอย่างไม่เป็นมิตร “แสบนักนะ”

 

นางคว้าข้อเท้าข้าที่กำลังเหยียบหัวนางอยู่ แล้วใช้พละกำลังเหนือมนุษย์เหวี่ยงร่างข้าจนกระเด็นออกไปไกล ในจังหวะที่กำลังจะทิ้งตัวลงกระแทกพื้น ข้าชักธนูดอกหนึ่งออกมาปักลงไปบนพื้น ปลายศรแทงลงไปในพื้นห้องโถง กรีดลงมาเป็นรอยทางยาวเพื่อยึดพื้นไว้ไม่ให้ร่างไถลไปไกลกว่านี้ ก่อนจะหยุดลงในที่สุด

 

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ฮานาสก้าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใช้ปลายนิ้วปาดเลือดตัวเองที่ลำคอออกมาดู ใบหน้าที่เฉยชาเหมือนคนง่วงนอนพลันปรากฎรอยยิ้มนิดๆ นางส่งลิ้นออกมาเลียโลหิตสีทองที่นิ้วออกจนเกลี้ยง ก่อนจะคาบปล้องยาสูบไว้ในปาก แล้วเสกดาบสั้นเพิ่มมาในมืออีกข้าง

 

ตอนนี้มือทั้งสองข้างของนางต่างถือดาบสั้นไว้ข้างละเล่ม ดาบทั้งสองมีลักษณะโค้งงอ และมีสีขาวเหมือนเขี้ยวสัตว์ป่า ดาบในมือข้างหนึ่งโชกไปด้วยโลหิตสีแดงของข้า มันฟันใส่ข้ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ และทันทีที่นางหมุนควงดาบในมือทั้งสองไปมา บรรดาปีศาจที่เฝ้ารับชมอยู่ทั้งหลายก็พากันลมหายใจสะดุด

 

“หลังจากที่โดนข้าซัดจนซี่โครงแทบหักอยู่นานสองนาน...ในที่สุดเจ้าก็หลบได้” นางกล่าวเสียงผ่านไรฟันขณะคาบปล้องยาสูบไว้ สีหน้ามึนๆเหมือนไม่แยแสสิ่งใด “แต่ขีดจำกัดของเจ้า...ก็มีแค่นี้แหละ”

 

ข้าในตอนนี้อยู่ในท่าคุกเข่า หอบหายใจขณะมองคู่ต่อสู้อย่างสงบนิ่ง ทว่าร่างกายกลับรู้สึกปวดร้าวและอ่อนล้าจนแทบกรีดร้อง อวัยวะทุกส่วนอ่อนแรงจนสั่นเทาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามอดกลั้นมันแค่ไหน ก็ไม่อาจลบล้างความเจ็บปวดเหล่านี้ได้แม้แต่นิด

 

บาดแผลเก่าที่เจฟฟ์รักษาให้ยังไม่ถึงกับหายสนิท ตอนนี้ข้าก็มีบาดแผลเพิ่มมาทั่วทั้งตััวเสียแล้ว ในขณะข้าสร้างรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยให้ฮานาสก้าเท่านั้น และอีกไม่นานบาดแผลของนางก็จะสมานเข้าหากันเอง แต่ข้ากลับมีแต่จะทรมานยิ่งกว่าเดิมไปเรื่อยๆอย่างไร้สิ้นสุด รักษาตัวเองก็ไม่ได้ ร่างกายก็อ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายทุกอย่าง เสียเปรียบจนไม่ต่างอะไรจากลูกไก่สู้กับราชสีห์สักนิด

 

'เอาชนะไม่ได้หรอก...' เสียงความคิดข้าดังขึ้นในหัวอย่างชัดแจ้ง 'เลิกเพ้อฝันได้แล้ว ไม่ว่าจะคิดหาวิธีกี่ร้อยพันครั้ง จะมีแผนอีกกี่หมื่นวิธี ตัวเราก็ไม่สามารถเอาชนะนางได้อยู่ดี'

 

หยุดนะ...

 

'เจ้าประเมิณตัวเองสูงส่งเกินไปแล้วเจเดน เจ้าก็แค่ชายแขนด้วนคนหนึ่งที่ชอบรนหาที่ตาย ตอนนั้นเจ้าคิดอะไรอยู่...ถึงกล้าเอาชีวิตไปเดิมพันกับการต่อสู้กับปีศาจ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองไม่มีทางชนะ'

 

หยุดเดี๋ยวนี้...

 

'หรือจะเป็นเพราะ...เราเองก็เหนื่อยกับชีวิตมาพอแล้ว ต่อให้เราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วถูกสังหาร บางที...ความตายมันอาจสวยงามกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ก็ได้ เช่นนั้นจะสู้ต่อไปเพื่ออะไรล่ะ ยอมแพ้แล้วตายไปเลยไม่ดีกว่าหรือ'

 

หยุดความคิดไร้สาระนั่นเดี๋ยวนี้!!!

 

ข้ากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แล้วชกใส่อกซ้ายตัวเองอย่างสุดแรงด้วยความเดือดดาล จนสำลักโลหิตออกมารุนแรง กระนั้นกลับทำเพียงหอบหายใจอย่างเจ็บแค้น นัยน์ตาสีมรกตที่แทบไม่เคยปรากฎโทสะให้เห็น บัดนี้เหมือนถูกฉาบไปด้วยเปลวไฟสีชาดที่ลุกโชนราวกับสัตว์ร้าย มันลุกโชนแผดเผาแข็งกร้าวจนแดงกํ่า ในใจเปี่ยมไปด้วยโทสะและความขยะแขยง

 

ขยะแขยง...ขยะแขยงความอ่อนแอของตัวเอง

 

เหล่าปีศาจรวมทั้งฮานาสก้าที่ไม่ค่อยสนใจอะไรต่างพากันสับสนงุนงงกับการกระทำนี้ นางเหมือนจะกำลังอ้าปากถามอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะชะงักไปครั้นข้าเงยหน้าขึ้นไปสบตาด้วยสายตานิ่งเรียบ เยือกเย็นราวกับผลึกนํ้าแข็งที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพสิ่ง

 

ข้ายกมือขึ้นมากระดิกนิ้วอย่างเชื่องช้า “...เข้ามาเลย”

 

ไม่ต้องรอให้สั่ง พริบตาถัดมาร่างของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาพร้อมกับคมดาบทั้งสอง ข้าชักคันธนูออกมาตั้งรับคมดาบนั้นไว้ ทว่าเรี่ยวแรงมหาศาลของปีศาจก็ทำเอาข้าแทบล้มลงไปนอนราบกับพื้น

 

'แกร๊ง!!!'

 

เสียงดาบสั้นโค้งกระทบเสียดสีกับคันธนูเหล็กดังขึ้นชวนบาดหู ฮานาสก้ากดดาบทั้งสองลงมาใส่คันธนูเรื่อยๆ ในขณะที่ข้ามีเพียงแขนข้างเดียวดันคันธนูไว้ อีกฝ่ายกดนํ้าหนักลงมาเรื่อยๆจนเลือดสีแดงบนดาบของนางหยดลงใส่ใบหน้าข้า ปลายดาบหนักๆนั้นแทบจะแทงลงมาใส่ลำคอข้าอยู่รอมร่อ จึงได้แต่เป็นฝ่ายร่นถอยหลังไปเรื่อยทีละนิด แขนข้าสั่นเทาและปวดร้าวยิ่งขึ้นในทุกวินาทีจนแทบขาดใจ ข้าขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดรอบขมับ เม็ดเหงื่อมากมายซึมไหลออกมา ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความอ่อนแรงและปวดร้าว นัยน์ตาเอื่อยเฉื่อยไร้ความรู้สึกของฮานาสก้าทอประกายเล็กน้อย ท่าทางของนางดูสบายๆราวกับไม่ได้ออกแรงแม้แต่นิด

 

“อ่า...สายตาของมนุษย์ที่กำลังจนตรอกนี่ มันช่างน่ามองจริงๆ” นางกระตุกมุมปากที่ยังคงคาบปล้องยาสูบไว้ไม่ห่าง ขณะใช้ปลายเท้าเหยียบลงบนหน้าท้องข้า นํ้าหนักและเรี่ยวแรงมากมายกดลงมาจนจุกไปหมด ความรู้สึกมันไม่ต่างจากโดนหินก้อนยักษ์วางทับไว้บนท้องเลยสักนิด

 

'แกร๊ง!!!'

 

ข้ากัดฟันใช้แรงสุดท้ายเหวี่ยงคันธนูออกไปด้านข้าง ทำให้ดาบทั้งสองของฮานาสก้าที่ใส่แรงลงมาไม่ยั้งเสียหลักถลาไปด้านข้างด้วยเช่นกัน คมดาบสั้นโค้งกระแทกเข้ากับพื้นห้องโถงจนแตกร้าว ข้าพยายามจะถอยห่างออกมาตั้งหลักใหม่ ทว่ากลับหลบคมดาบของอีกฝ่ายไม่พ้น

 

'ฉึก!!!'

 

ดาบโค้งงอแทงเฉือนทะลุเข้าไปในใต้คางอย่างจัง จนทะลุโผล่ขึ้นมาเหนือริมฝีปากล่าง มันแทงเสยคางข้าอย่างไม่ปรานีด้วยความเร็วที่มองตามไม่ทัน โลหิตสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ข้าเบิกตาโพลงด้วยความทรมาน อยากจะกรีดร้องออกมาให้สุดเสียงแต่กลับทำไม่ได้ ได้แต่มองดูเลือดตัวเองไหลย้อยออกมาจากปลายคาง แล้วหยดลงสู่พื้นครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ฮานาสก้ายกดาบขึ้นสูงด้วยสีหน้าว่างเปล่า ทำให้ร่างข้าถูกปลายดาบที่ปักไว้ในคางยกสูงขึ้นไปด้วย จนตอนนี้ปลายเท้าทั้งสองลอยเหนือพื้น มันทรมานเสียจนสายตาเริ่มพร่าเลือนเข้าไปทุกที ข้าไม่สามารถกัดฟันขบกรามได้ เพราะมีดาบแทงเสียบไว้ในปาก จึงได้แต่กำคันธนูในมือแน่นเพื่อระบายความเจ็บปวด

 

ข้าเบนสายตาไปมองคันธนูเหล็กในมือที่เริ่มเกิดรอยร้าว มันช่างดูเป็นอาวุธที่ไร้ประโยชน์เมื่อเทียบกับดาบโค้งของฮานาสก้า แววตาข้าวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ไปไว้ที่แขนขวา ฮานาสก้าเห็นเช่นนั้นก็เบิกตานิดๆ

 

“ยังคิดจะสู้อยู่อีกหรือ” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มขัน “เอาสิ...งอกแขนขึ้นมาใหม่ แล้วง้างธนูยิงใส่ข้าเลย”

 

ทว่านางก็ต้องย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เมื่อข้าขว้างคันธนูออกไปในอากาศอย่างสุดแรงเกิด มันปลิวว่อนไปในอากาศ ขณะที่ข้าก็ได้แต่ภาวนาในใจอย่างใจจดใจจ่อ

 

ขอร้องล่ะ...ช่วยสำเร็จทีเถอะ

 

'ท่านแม่...ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย' ข้าในวัยแปดขวบนั่งเท้าคางเบ้ปาก มืออีกข้างก็หมุนควงศรธนูอย่างเอือมระอา 'ธนูสามารถโจมตีได้เฉพาะในระยะไกล การใช้งานก็มีจำกัด หากลูกศรหมดก็ทำอะไรต่อไม่ได้ ต่างจากดาบที่โจมตีระยะประชิดได้คล่องแคล่ว สร้างบาดแผลให้ศัตรูได้มากกว่า ต่อให้ปลายดาบหักก็ยังสามารถฟาดฟันต่อได้ แล้วทำไม...ท่านถึงต้องบังคับให้ข้าเอาแต่ฝึกซ้อมธนู ทั้งที่มันก็เป็นแค่อาวุธอ่อนแอน่าเบื่อชิ้นหนึ่งด้วยล่ะ'

 

ท่านแม่ที่กำลังใช้เข็มเย็บปะเสื้อให้ข้าพลันชะงักไป นางเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจนิดๆ ก่อนจะใช้มือแตะปลายคางอย่างครุ่นคิด

 

'อาวุธอ่อนแองั้นหรือ...' นางเคาะปลายนิ้วลงบนคางไปมา แล้วหัวเราะออกมานิดๆ 'ก็จริงของลูกนะ เทียบกับดาบแล้ว ธนูคงดูเห่ยกว่ามากทีเดียว'

 

'แต่รู้อะไรไหมเจเดน...' นางกล่าวต่อ พร้อมกับชูเข็มเย็บผ้าในมือขึ้นมา 'เมื่อผู้ที่แข็งแกร่งตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย แม้แต่เข็มธรรมดาเล่มนี้ยังสามารถใช้เป็นอาวุธได้ กระทั่งขนมปังแข็งๆยังใช้ฟาดหัวโจรให้สลบได้ หรือแม้แต่เสื้อผ้ายังนำมาใช้มัดคอศัตรูให้ตายคาที่ได้'

 

'ทักษะการต่อสู้น่ะ...ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของอาวุธที่ใช้หรอกนะ' ท่านแม่ใช้สองนิ้วหนีบเข็มเล่มนั้นไว้ แล้วใช้ปลายเข็มแตะที่ลำคอข้าเบาๆ ให้ความรู้สึกแสบนิดๆเหมือนมดกัด 'แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด'

 

ข้าสะดุ้งโหยงจนเบิกตาโพลง พร้อมกุมคอตัวเองไว้อย่างหวงแหน ผู้เป็นแม่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะร่า พลางยีผมข้าไปมาจนยุ่งเหยิงไปหมด

 

'ธนูหมือนจะไร้ประโยชน์กว่าอาวุธประเภทอื่น ใช้งานได้ไม่สะดวกเท่า แต่หากเจ้าสามารถใช้มันสังหารศัตรูในระยะประชิดได้ล่ะก็...' นางวางมือไว้บนไหล่ทั้งสองของข้า พร้อมกล่าวอย่างหนักแน่นว่า 'เจเดน ลูกจะไร้เทียมทาน'

 

ข้าเอียงคอตาเป็นประกายวิบวับ ฟังต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ '....'

 

'ต่อให้ศัตรูแข็งแกร่งแค่ไหน ก็จะมองไม่ออกว่าลูกจะโจมตีเขาอย่างไร ลูกจะกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากโดยปริยาย' นางกล่าว 'การที่เจ้าสนใจดาบนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการฝึกฝนการต่อสู้มือเปล่า การใช้ธนูโจมตีในทุกรูปแบบ และทักษะการวิเคราะห์ระหว่างการต่อสู้ สามสิ่งนี้เจ้าจะต้องไม่ด้อยไปกว่าใครเป็นอันขาด'

 

ได้ยินเช่นนั้น ข้าก็ยู่ปากเหมือนกระต่ายหูพับลงมาอย่างหดหู่ 'แต่ข้าไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นนี่...'

 

'มีดทื่อๆยังสามารถนำมาลับให้คมกริบได้ นับประสาอะไรกับสติปัญญาของลูกชายแม่ล่ะ' นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนที่แววตาจะทอประกายสื่อความหมาย 'และพึงจำไว้ว่าอย่าได้หยุดฝึกฝนธนูเด็ดขาด จงใช้มัน...จนกว่าคันธนูและลูกศรกลายเป็นอวัยวะอีกส่วนของลูก ใช้มันให้คล่องแคล่วเหมือนการแกว่งแขนขา แล้ววันหนึ่ง...มันจะกลายเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งของลูก'

 

'แม้ตอนนี้เจ้าจะยังเด็ก แต่ในอีกห้าปีข้างหน้า สิบปีข้างหน้า หรือยี่สิบปีข้างหน้า จะต้องมีวันที่เจ้าทำได้สำเร็จแน่นอน' นางคลี่ยิ้มด้วยสายตารักใคร่ 'แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ...เจเดน'

 

'ฉึก!!!!'

 

ทันใดนั้นคันธนูเหล็กสีเงินก็ได้บินร่อนกลับมา แล้วปักเฉือนเข้าไปในลำคอของฮานาสก้าอย่างเต็มแรงจนเกือบขาดสะบั้น โลหิตสีทองไหลทะลักออกมาอาบร่างกายนางไว้ นัยน์ตาว่างเปล่าค่อยๆก้มมองคันธนูเหล็กที่ปักไว้ในคอตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่ใช่แค่นางที่ตกใจ แต่บรรดาปีศาจนับหลายหมื่นรอบตัวเราต่างก็ตัวแข็งทื่อเหมือนโดนสาป

 

“ไม่จริงน่า...” แว่วเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากฝูงชนอย่างอึ้งๆ “ใช้คันธนูเฉือนคอเนี่ยนะ พวกมนุษย์...ใช้ธนูแบบนี้กันได้ด้วยหรือ”

 

ข้ากระชากคันธนูเหล็กออกจากลำคออีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า แล้วขว้างมันให้ร่อนออกไปอีกครั้ง คราวนี้ฮานาสก้ามองตามทิศทางที่มันร่อนไปอย่างไม่วางตา ข้าจึงใช้จังหวะนั้นชักลูกศรออกจากกระบอก แล้วโยนมันขึ้นไปตรงๆในอากาศให้สูงที่สุด ก่อนจะร่วงลงมาแทงเจาะลงไปในกะโหลกกลางศีรษะนางอย่างน่าสยดสยอง เป็นจังหวะพอดีกับที่คันธนูบินร่อนกลับมา มันสับเรือนผมของนางจนขาดสะบั้น แล้วฟันเฉือนเข้าไปในหลังคอของนางอย่างแม่นยำ เป็นอีกครั้งที่โลหิตสีทองสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ พร้อมๆกับศีรษะของนางที่เริ่มแยกขาดออกจากคอ

 

“อ๊ากกกกกก!!!”

 

คันธนูไม่ใช่อาวุธ แต่เป็นเพียงพาหนะที่ช่วยส่งอาวุธอย่างลูกศรพุ่งทะยานไปสู่เป้าหมาย ไม่มีใครที่ไหนบ้าพอที่จะนำคันธนูทื่อๆมาใช้เป็นอาวุธ แต่เป็นเพราะท่านแม่เคยกำชับไว้แบบนั้น ข้าถึงต้องฝึกใช้ธนูมาหมดทุกรูปแบบ จนรู้ว่าควรขว้างไปในทิศองศาไหน มันถึงจะร่อนวนกลับมาในจุดหมายของเราได้ ควรขยับคันธนูและลูกศรอย่างไร เพื่อที่มันจะกลายเป็นโล่ปัดป้องอาวุธได้ ควรหมุนควงคันธนูอย่างไร มันถึงจะสามารถเชือดเฉือนอวัยวะจนขาดสะบั้นได้เหมือนดาบ

 

ข้าใช้ประโยชน์จากการที่คันธนูนี้ทำจากเหล็ก มันมีความหนักและแข็งแกร่งในตัวอยู่แล้ว การใช้เป็นอาวุธในการฟันแทงจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็นับว่าข้ายังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะมันไม่ได้ทำให้คอของฮานาสก้ากลิ้งหลุดจากบ่า และไม่ได้ผ่ากะโหลกนางออกเป็นครึ่งซีก แต่อย่างน้อยก็สามารถเฉือนผิวหนังเหนียวๆของปีศาจเข้าไปได้จนคอเกือบหลุด ตอนนี้เหลือสิ่งเดียวที่ต้องทำ...ก็คือพลิกสถานการณ์ให้ความได้เปรียบตกมาเป็นของตัวเอง

 

และข้าก็ทำสำเร็จแล้ว

 

ฮานาสก้ามองปล้องยาสูบที่คาบไว้ไม่ห่างหล่นไปแตกเป็นเสี่ยงๆ และเบนสายตากลับมามองศรในมือข้า ที่กำลังแทงเฉือนเข้าไปกลางอกนางตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อครู่หลังจากที่ขว้างคันธนูออกไป ข้าก็ใช้โอกาสนั้นปัดปล้องยาสูบให้หลุดจากริมฝีปากของนาง แล้วชักศรอีกดอกออกมาแทงใส่กลางอกอีกฝ่ายไว้ แทงเข้าไปจนทะลุเป็นรูโหว่

 

'ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก'

 

ข้ารู้สึกได้ถึงชีพจรของฮานาสก้าที่เต้นระหํ่าราวกับจะหลุดออกมา ครั้นมองไปที่บริเวณเหนืออกซ้ายของนาง ถึงได้เห็นว่าผิวเนื้อในบริเวณนั้นกำลังปริออกจากกันอย่างเชื่องช้า ปรากฎรอยแยกเล็กๆที่ทำให้มองเห็นก้อนเนื้อภายใน ข้าจึงเลิกคิ้วและเอียงคอน้อยๆ

 

“ฮานาสก้า” ข้ากล่าวด้วยรอยยิ้มแสยะอย่างเจ้าเล่ห์ “เจ้า...ไม่ได้คาบยาสูบตลอดเวลา เพียงเพราะติดยาหรอก ใช่ไหม”

 

นางชะงักไปราวกับโดนสาป นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เชื่อหู “พูดอะไรของเจ้า...”

 

“ทำไมกันนะ ทันทีที่ปล้องยาสูบหลุดจากปากเจ้า...” ข้าขยับปลายศรไปทิ่มใส่รอยแยกตรงหน้าอกนาง ที่เผยให้เห็นก้อนเนื้อหัวใจที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านใน “หัวใจเจ้าถึงได้ปรากฎออกมาแบบนี้”

 

ทันทีที่ปลายศรแตะลงบนหัวใจนางอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาของฮานาสก้าก็พลันกลายเป็นสีแดงล้วน ราวกับฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดลง นางกระชากดาบที่แทงคางข้าไว้ออก แล้วคำรามออกมาลั่นด้วยเสียงที่ทำให้สะท้านกลัวไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนที่ร่างกายของนางจะค่อยๆบิดเบี้ยว มือปรากฎกรงเล็บใหญ่ยาวเหยียดอย่างน่ากลัว แล้วค่อยๆกลายร่างอย่างเชื่องช้า

 

'หากวันหนึ่งเธนเดอร์รัสตื่นจากการหลับใหล...' ข้าในวัยเด็กเคี้ยวมัฟฟินที่ได้มาจากข้างถังขยะจนแก้มตุ่ย ขณะเอ่ยถามท่านแม่ด้วยแววตาเป็นประกายอย่างสงสัยใคร่ครู้ 'เราควรทำยังไง ถึงจะสังหารมันได้ล่ะ'

 

'ไม่มีใครรู้วิธีสังหารมังกรหรอกนะจ๊ะ โดยเฉพาะราชามังกรอย่างเธนเดอร์รัส' ท่านแม่ตอบหลังจากที่เงียบไปสักพัก แววตาของนางว่างเปล่าครั้นนึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม 'แต่ในคืนที่เฮอร์เรนเดลถูกกวาดล้าง...มีคนพบเห็นเธนเดอร์รัสสั่งให้มังกรทั้งหลายกวาดล้างสังหารพวกเรา ทว่ามังกรเหล่านั้นกลับต่อต้านและไม่ฟังคำสั่ง เธนเดอร์รัสจึงสังหารพวกมันทั้งหมด จนตอนนี้...เรียกได้ว่าเผ่าพันธุ์มังกรแทบจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว'

 

'คงมีเพียงวิธีเดียวที่จะเอาชนะสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกปีศาจได้ นั่นคือต้องหาจุดอ่อนของมันให้เจอ หากสามารถหาจุดอ่อนในร่างกายของมังกรได้ บางที...ก็อาจเป็นกุญแจที่จะโค้นล้มเธนเดอร์รัสได้'

 

ข้าได้ฟังเช่นนั้นก็เบิกตาขึ้นนิดๆ ก่อนจะย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ 'แต่ว่ากันว่าพวกปีศาจมักอยู่ในร่างคล้ายมนุษย์ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าปีศาจตนไหนคือมังกร'

 

'มังกรนั้นแตกต่างจากปีศาจเผ่าพันธุ์อื่นอยู่อย่าง' นัยน์ตาสีมรกตของท่านแม่หันมาประสานกับข้า 'เลือดของมัน...เป็นสีทอง'

 

กลับมาที่ปัจจุบัน ข้ามองร่างของหญิงสาวที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นมังกรตัวยักษ์ มันเป็นสัตว์สี่ขาขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีดำสนิท มีปีกกว้างเป็นพังผืดหนังเหมือนปีกค้างคาว เขาสองข้างงอกออกมาเหนือศีรษะ กรงเล็บแหลมคมพร้อมขยุ้มฉีกเนื้อเหมือนกรงเล็บอินทรี บริเวณปลายหางยาวมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวหอกแหลม ข้าในตอนนี้มีขนาดสูงเท่ากับกรงเล็บขนาดใหญ่ของมันเท่านั้น

 

“เผยร่างจริงออกมาซะทีนะ...” ข้าปาดเลือดออกจากใต้คาง บิดยิ้มมุมปากด้วยตาเป็นประกายวาววับ “เจ้าจิ้งเหลนยักษ์”

 

'กรรรรรรรรร์!!!!'

 

มันอ้าปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม พร้อมกับส่งเสียงคำรามออกมาจนแผ่นดินสะท้านไหว แรงคำรามของมันถึงกับเป่าให้ข้าเซไปด้านหลังจนเกือบปลิว ข้าในตอนนี้บาดเจ็บและอ่อนล้าจนหมดแรงจะสู้แล้ว สายตาพร่าเลือนจนเริ่มมองเห็นสิ่งใดไม่ชัด ทำได้เพียงเก็บคันธนูอาบเลือดสีทองที่หล่นบนพื้นขึ้นมาสะพายไว้

 

ก่อนหน้านี้ในตอนที่ข้ากำลังคิดหาวิธีจะออกไปจากที่นี่ ก็ได้เหลือบไปเห็นเลือดสีทองของฮานาสก้า เป็นตอนนั้นที่ข้ารับรู้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นมังกร ถึงได้ตัดสินใจขอท้าสู้กับนางอย่างไม่ลังเล แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองเสียเปรียบกว่าแค่ไหน แต่ข้าเพียงแค่ต้องการสู้เพื่อหาจุดอ่อนของนางให้เจอ หากข้ารู้จุดอ่อนของมังกร...มันก็จะเป็นประโยชน์ในตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับเธนเดอร์รัสที่เฮอร์เรนเดลเป็นอย่างมาก

 

ข้าสังเกตมาตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มสู้กัน ฮานาสก้ามักเอาแต่โจมตีจากฝั่งขวาเสมอ มันเป็นเพราะมืออีกข้างไว้ใช้ถือปล้องยาสูบตลอดเวลา ข้านึกแปลกใจอยู่น้อยๆว่าเหตุใดนางถึงไม่ยอมปล่อยปล้องยาสูบแม้แต่เสี้ยววินาที และเมื่อข้าได้ทำลายปล้องยาสูบนั้นลง ก็พบว่านางหน้าซีดเหมือนกำลังวิตกอะไรบางอย่าง พร้อมกันนั้นผิวเนื้อบริเวณหน้าอกก็ปริแยกออกจากกัน เผยให้เห็นก้อนเนื้อหัวใจที่เต้นอยู่ข้างใน

 

ข้อสรุปมันง่ายนิดเดียว ฮานาสก้ามีแผลที่หน้าอกมาตั้งแต่ต้น บาดแผลนั้นลึกจนทำให้เห็นหัวใจด้านใน และมันคงก็เป็นบาดแผลที่รักษาไม่หาย นางถึงต้องสูบยาเพื่อช่วยสมานแผลนั้นไว้ตลอดเวลา เมื่อไม่ได้สูบยา แผลบริเวณนั้นก็จะค่อยๆปรากฎขึ้น เผยให้เห็นหัวใจที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

แล้วถามว่าทำไมฮานาสก้าถึงต้องสูบยาเพื่อปกปิดแผลนั้นไว้ตลอดล่ะ...หากไม่ใช่เพราะหัวใจคือจุดอ่อนของนาง --นั่นเป็นเหตุผลที่ครั้นข้าแตะหัวใจนาง อีกฝ่ายก็ถึงกลับกลายเป็นมังกรซึ่งเป็นร่างที่แท้จริงโดยทันที

 

“...ข้าขอถามอะไรสักอย่าง” ข้ากล่าวเสียงเย็นชา “ราชินีของเจ้า...ขังแม่ข้าไว้ที่ไหนแน่”

 

คำถามนี้ถึงกับทำให้มังกรตรงหน้านิ่งงันไปนานสองนาน และทำเอาปีศาจทั้งหลายเงียบไปเช่นกัน

 

“ขังงั้นหรือ..?” นัยน์ตาสีเพลิงดุร้ายลุกโชนราวกับจะแผดเผาทุกสิ่ง “พูดบ้าอะไรของเจ้า!?”

 

ฮานาสก้าคำรามจนท้องพระโรงสั่นสะเทือน นางสยายปีกออกกว้าง เตรียมจะโจมตีมาใส่ข้าซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กจิ๋ว ข้าไม่เข้าใจว่าพูดอะไรผิดไป นางถึงได้โมโหกราดเกรี้ยวถึงเพียงนี้ แต่ครั้นเห็นว่ามันจะจู่โจมใส่ ข้ากลับทำเพียงกรีดยิ้มร้าย

 

“จะสู้กันไปอีกทำไมล่ะ” ข้าชูมือที่สั่นเทาขึ้น สร้อยพันธสัญญารอบข้อมือกำลังจางหายไปอย่างเชื่องช้า “เจ้าแพ้แล้ว”

 

มังกรมหึมาชะงักไป นัยน์ตาสีแดงเพลิงมองข้อมือข้าอย่างไม่เชื่อสายตา เหล่าปีศาจทั้งหลายต่างก็มองหน้ากันด้วยตาที่เบิกโพลงอย่างเลิ่กลั่ก ผู้คนแทบจะอ้าปากค้างด้วยความตกใจจนไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้

 

“..........”

 

ชั่วขณะหนึ่งภายในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความเงียบเพราะความตกตะลึง ก่อนที่เสียงโวยวายของปีศาจหลายตนจะดังขึ้น พวกเขาต่างโหวกเหวกกันว่าเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อข้ายังไม่สามารถโค่นล้มฮานาสก้าลงได้

 

ทว่าเสียงเหล่านั้นก็ถูกเสียงอันทรงพลังกลืนหายไปหมด “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?”

 

มันเป็นเสียงของมังกรตรงหน้าข้าเอง แววตาของมันในตอนนี้เดือดดาลราวกับเปลวไฟจนข้าเกือบสะดุ้ง ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ ข้าไม่เคยสิ่งมีชีวิตที่ดูน่ากลัวดุร้ายขนาดนี้มาก่อน กระนั้นก็ตอบไปอย่างใจเย็น

 

“ข้าเป็นผู้เรียกร้องให้ทำพันธสัญญาในครั้งนี้ นั่นคือต้องสู้กันจนรู้ผลแพ้ชนะ เมื่อผลออกมาแล้ว เราก็ต้องทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้” ข้าเอียงคอยิ้มๆ “แต่ข้าไม่ได้บอกพวกเจ้าหรอกหรือ...ว่าการตัวชี้วัดผลแพ้ชนะในการประลองครั้งนี้ ไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครจะโค่นล้มใครได้ก่อนกัน...แต่เป็นใครจะสามารถแตะต้องจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้ก่อนกันต่างหาก”

 

ฉะนั้นในตอนที่ข้าใช้ปลายศรแตะลงบนหัวใจนาง ผลแพ้ชนะก็ได้ปรากฎออกมาอย่างชัดแจ้งแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นสร้อยข้อมือข้าที่รัดแน่นก็ค่อยๆคลายออกโดยอัตโนมัติ แล้วสลายเป็นผุยผงไปอย่างที่เห็น

 

“พวกเจ้าคิดว่าข้าตั้งใจท้าสู้เพื่อเอาชนะฮานาสก้าจริงๆน่ะรึ” ข้ากลอกตาขึ้นฟ้าอย่างเย้ยหยัน “จุดประสงค์ของข้ามันชัดเจนมาตั้งแต่แรก...ข้าไม่ได้จะท้าสู้เพื่อฆ่านาง ข้าก็แค่อยากรู้ให้แน่ชัดว่าจุดอ่อนของนางอยู่ตรงไหน เท่านั้นเอง”

 

การจะโค่นล้มปีศาจที่แข็งแกร่งอย่างฮานาสก้ามันเป็นไปไม่ได้ และถึงข้าจะชอบเอาตัวเองไปเสี่ยงในเรื่องที่ไม่เข้าท่า แต่หากคิดไตร่ตรองจนแน่ชัดว่าผลลัพธ์ที่ได้มามันไม่คุ้มค่า ข้าก็ไม่ใช่คนมุทะลุที่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆหรอกนะ เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ข้าวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าในเมื่อข้าต้องการรู้จุดอ่อนของมังกร อีกฝ่ายซึ่งเกลียดขี้หน้าข้าเข้าไส้คงไม่มีวันบอก ฉะนั้นวิธีเดียวที่จะรู้ได้ ก็คือการมองหามันด้วยตัวเองผ่านการต่อสู้กัน และทำพันธสัญญาสร้างเงื่อนไขไว้ ว่าหากข้าชนะ เผ่าปีศาจก็จะต้องทำตามสิ่งที่ข้าขอสองอย่าง เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

 

และที่ท้าสู้ไป...ก็เป็นเพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองยังพอมีโอกาสชนะ ด้วยว่าอีกฝ่ายไม่รู้ว่าจุดประสงค์ในการต่อสู้ครั้งนี้คืออะไร

 

มังกรตรงหน้าส่งเสียงคำรามในลำคอชวนขนลุก มันกล่าวถามด้วยแววตาเชือดเฉือน “....แล้วทำไมเจ้าไม่บอกตั้งแต่แรก!? แบบนี้มันโกงชัดๆ!”

 

“ตอนทำพันธสัญญา...เราต้องท่องในใจไม่ใช่หรอ ข้าก็ทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่างนะ” ข้าเอียงคอยิ้มกว้างจนดูไม่จริงใจ พลางยกข้อมือขึ้นมาชูให้ดูอีกที “พวกเจ้าเคารพนับถือสร้อยพันธสัญญานี่มากไม่ใช่หรือ...ตอนนี้มันได้ตัดสินแล้วว่าใครเป็นผู้ชนะ พวกเจ้าก็ควรยอมรับการตัดสินอันยุติธรรมของมันนะ”

 

คราวนี้ไม่ใช่แค่ฮานาสก้าที่คำราม แต่ปีศาจกว่าหลายหมื่นต่างก็คำรามออกมาราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง แต่ละคนราวกับจะกระโจนลงมาฉีกเนื้อข้าเป็นชิ้นๆ

 

ทว่าบุคคลที่เงียบมาโดยตลอดกลับเอ่ยขึ้น “...เขาพูดถูก”

 

ราชาวาเลเรียสกล่าวอย่างเงียบเชียบ ทว่ากลับทำให้ปีศาจทุกตนชะงักค้างและหุบปากลงทันใด แม้แต่ข้าก็ชะงักไป ทุกสายตาพลันตวัดไปมองผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์

 

“ผลตัดสินมันชัดเจนแล้ว ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายชนะ เราก็ควรทำตามสิ่งที่เขาจะขอ” เขาเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า กล่าวเสียงเรียบว่า “ปีศาจที่ไม่รักษาพันธสัญญา...ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าปีศาจ มิใช่หรือ”

 

“ตะ แต่ฝ่าบาท!!”

 

ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายดังกระหึ่ม สร้อยพันธสัญญาที่ขาของมังกรดำก็บีบรัดแน่นราวกับจะบดขยี้ให้กระดูกแตก ฮานาสก้าแผดเสียงคำรามออกมาลั่นอย่างทรมานและเดือดดาล ก่อนจะพ่นเปลวไฟร้อนระอุสีแสดออกมาจากปาก

 

ข้าเบิกตาขึ้นพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบอย่างหวุดหวิด หันไปมองก็พบว่าพื้นห้องโถงบริเวณนั้นถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม ฮานาสก้าในตอนนี้กำลังหงุดหงิดจนคลุ้มคลั่งหนัก เหมือนต้องการจะย่างสดข้าให้ตายไปเสียเดี๋ยวนี้ นางยังคงพ่นลมหายใจออกมาเป็นเปลวไฟที่ร้อนจัดราวกับลาวา พ่นใส่ไปในทุกทิศที่ข้าวิ่งหนีไป ข้าหอบหายใจอย่างยากลำบากขณะรีบชักลูกศรออกจากกระบอก

 

ไม่ไหวแล้ว...ขามันไม่มีแรง แขนก็สั่นจนแทบยกไม่ขึ้น สายตาก็พร่าเลือนลงไปทุกที ขืนเป็นแบบนี้คงได้ถูกไฟลวกตายเป็นแน่

 

ข้าพยายามใช้สายตาพร่ามัวมองหาบริเวณหัวใจของมังกร ครั้นมองเห็นจุดอ่อนของมัน ข้าก็ใช้แขนอ่อนแรงยกคันธนูขึ้นมา ใช้ปากคาบลูกศรแล้วง้างสายธนูไว้ เล็งไปที่ก้อนเนื้อสีแดงขนาดใหญ่ที่กำลังเต้นตึกตักอยู่ในภายใต้บาดแผลที่แยกออก

 

“ทำอะไรสักอย่างเร็วเข้า! หากหมอนั่นยิงโดนหัวใจฮานาสก้า...นางได้ตายจริงๆแน่!!”

 

ปีศาจหลายตนเหมือนจะพยายามเข้ามาหยุดข้าไว้ ทว่าก่อนที่ลูกศรจะได้พุ่งออกจากแหล่ง คันธนูนี้ก็ได้กลายเป็นงูพิษสีเงิน มันพุ่งกระโจนเข้าใส่ใบหน้าข้าอย่างไวว่องราวกับจะทำให้ตาบอด ข้ารีบสลัดมันทิ้งอย่างยากลำบากด้วยความตกใจ โยนมันไปในคลื่นเปลวไฟที่มังกรกำลังพ่นออกมา จนมันถูกเผาจนแหลกสลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา แล้วได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง

 

อ่า...นึกแล้วเชียว ไม่มีทางหรอกที่ปีศาจจะนำอาวุธดีๆไร้พิษภัยมาให้ข้า หากข้าง้างธนูตั้งแต่ก่อนหน้านี้ คงโดนงูฉกไปนานแล้วเป็นแน่

 

แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกทีก็ต้องตัวแข็งทื่อ เมื่อพบว่าปลายจมูกขนาดใหญ่ของมังกรอยู่ห่างจากใบหน้าข้าไม่ถึงหนึ่งฟุต ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นออกจากรูจมูกทั้งสองใส่ข้า ก่อนที่มันจะค่อยๆอ้าปากเตรียมพ่นไฟลูกใหม่ออกมา

 

“หยุดนะ!!!”

 

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากไม่ไกล ข้าพลันหันไปทางนั้นด้วยตาที่เบิกกว้าง มองเห็นร่างหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้อย่างเร็วสุดชีวิต

 

“ไม่!! ทราวิส อย่าเข้ามา!!!”

 

เสี้ยววินาทีนั้น ทราวิสกระโจนเข้ามาสวมสร้อยเวกวีเซียร์ที่เจ้าตัวใส่ไว้ตลอดเวลาให้ข้า ทำให้ตอนนี้เราสองคนต่างสวมสร้อยเส้นเดียวกันไว้ เขาใช้เลือดของข้าป้ายลงบนเครื่องรางที่สร้อย รีบบิดมันสามครั้งอย่างไวว่อง แล้วพริบตาต่อมา...เราสองคนก็หายไปจากท้องพระโรงแห่งนี้ทันที

 

ฮานาสก้าชะงักค้างไป ก่อนจะคำรามออกมาลั่นอย่างหงุดหงิด แล้วกลับคืนร่างหญิงสาวหน้าง่วงตามเดิม นางมองพื้นบริเวณที่ข้าเคยยืนอยู่ด้วยแววตาเรียบเย็นชา ปาดเช็ดเลือดบริเวณคอที่เกือบขาดของตัวเองออก แล้วใช้เวทมนตร์หายตัวออกไปจากท้องพระโรงเช่นกัน

 

ปีศาจตนหนึ่งหันไปเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล “ฝ่าบาท...ปล่อยมนุษย์นั่นไปแบบนั้นจะดีหรือ”

 

“ตอนนี้องค์ชายทราวิสได้รู้ความจริงแล้ว” ผู้เป็นราชาเอ่ย ขณะลูบศีรษะงูดำที่เลื้อยอยู่รอบคอตัวเองไปด้วย “เขาย่อมรู้ดีว่าตัวเองควรทำอะไร”

 

 

 

 

 

 

ทราวิสกับข้ามาโผล่ในห้องหรูหราแห่งหนึ่งในปราสาทปีศาจ เขาถอดสร้อยออกจากคอข้า แล้วนำกลับไปสวมไว้ที่ตัวเองตามเดิม ข้าหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ขณะจ้องนัยน์ตาขวาของอีกฝ่ายที่กลายเป็นสีเทาหม่น และเยื่อตาขาวกลายเป็นสีดำอย่างไม่วางตา

 

ข้าชอบมองตาของทราวิส มันดูสวยและน่ามองดี แต่ตอนนี้...ข้ากลับรู้สึกเหมือนถูกกรีดหัวใจเมื่อได้มองมัน

 

“ตาข้างขวาเจ้า...”

 

ทราวิสส่ายหน้าไปมาด้วยรอยยิ้มนิดๆ “ข้าไม่เป็นไร แค่มองเห็นไม่ชัดเท่านั้น”

 

โกหก เจ้าตาบอดไปแล้วต่างหาก

 

ข้าไม่เหลือแรงจะเถียงกับอีกฝ่าย รู้สึกขมปร่าในอกจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ จึงเบนสายตาไปมองเครื่องรางที่แขวนไว้บนคอทราวิสแทน

 

“ของวิเศษนี่...ใช้งานได้แค่สามครั้งใช่ไหม” ข้าถามขึ้นอย่างแผ่วเบา พยายามขยับตัวหนีเพื่อไม่ให้เลือดบนตัวข้าเปื้อนชุดของทราวิส “เมื่อกี้เป็นครั้งที่สอง เช่นนั้นก็ใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียว”

 

“ไม่สำคัญหรอก” ทราวิสกลับยังคงโอบกอดข้าไว้ไม่ห่าง เขาคลี่ยิ้มบาง “อดทนอีกหน่อยนะ...เดี๋ยวจะมีคนมารักษาเจ้า”

 

ข้าอยากจะหัวเราะ และเถียงว่าที่แห่งนี้ไม่มีใครอยากรักษาข้าหรอก แต่กลับไม่มีแรงที่จะทำเช่นนั้นแล้ว เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดข้าก็หมดสติไปในอ้อมแขนของทราวิสด้วยความอ่อนแรงและทรมาน

 

ครั้นข้าสลบไสลไปอย่างเงียบเชียบ แววตาของทราวิสก็แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและว่างเปล่า เขาค่อยๆชักดาบเจวิสประจำตัวออกจากฝัก แล้วใช้ปลายดาบจ่อมายังลูกกระเดือกในคอข้า พร้อมกับเสียงที่ดังก้องในหัวซํ้าไปซํ้ามา

 

'นี่เป็นโอกาสสุดท้าย...ฆ่าเขาซะ ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายนำความตายมาให้เจ้าเสียเอง'

 

“เทียร่า...เจ้าช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย” ทราวิสมองดาบในมือด้วยรอยยิ้มอ่อน “ชีวิตข้า...มันมีไว้ตายเพื่อเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

 

 

 

TBC.

 

 

 

TALK : 2

ตอนต่อไปจะเป็นตอนที่สำคัญมากๆของเรื่องนี้ ช่วงครึ่งแรกจะมีฉากที่หลายๆคนรอคอยมาเนิ่นนาน (ทายซิว่าอะไร :P) ส่วนช่วงครึ่งหลังจะเป็นการเฉลยปมกว่า 80% ของเรื่องนี้เลยทีเดียว คำถามและข้อสงสัยปริศนาต่างๆจะถูกเฉลยแทบทั้งหมด *ยกมือทาบอก* แอบกดดันนิดๆ แต่อิชุ้นจะทำให้เต็มที่นะคะ!! ヾ(*´∀`*)ノ

ก่อนหน้านี้พวกเราจะได้เห็นเจดี้ใช้ดาบบ่อยๆ แต่จริงๆแล้วน้องไม่ได้ชำนาญเรื่องดาบขนาดนั้นนะฮะ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นมือดาบอันดับต้นๆของวอลธีเรีย เพียงแต่เวลาใช้ดาบ น้องเป็นพวกเน้นใช้สมองมากกว่าทักษะ และเน้นโจมตีในจุดอ่อนของศัตรู แต่ถ้าวัดกันที่ฝีมือ ความแตกฉานและพรสวรรค์เรื่องการใช้ดาบจริงๆ เจเดนยังด้อยกว่าวิสซี่อยู่ รวมไปถึงพวกนักรบระดับสูงแบบออกัสท์หรือองค์ชายเนวิลล์ แต่เจเดนจ๋าน่ะ เป็นอัจฉริยะทางธนูล่ะ ^ω^

 

 

TALK : 1

การต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการตัดสินชะตาชีวิตของเจเดน มันสำคัญยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านๆมาอย่างแน่นอน และเจเดนมีโอกาสชนะไม่ถึง 30% เท่านั้น แต่ทุกคนคงไม่คิดว่าคนที่พยายามอย่างหนักเพื่อรักษาชีวิตตัวเองมาตลอดอย่างเจเดน...จะยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพันโดยไม่มีแผนอะไร ใช่มั้ยคะ? :)

ควีนเทียร่าปรากฎตัวแล้ว หมายความว่าปมต่างๆจะเริ่มถูกเฉลยตั้งแต่บัดนี้แล้วค่ะ สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆในแต่ละตอน และจะตับแตกในช่วยโค้งสุดท้าย แค่นึกภาพคนเขียนก็จะไมเกรนขึ้นแล้วค่ะ โอ๊ย555555555

การแต่งงานของเผ่าปีศาจนี่น่ากลัวมาก เพราะคู่บ่าวสาวจะต้องทำพันธสัญญากัน หากสัญญาว่าจะรักเพียงคนนี้คนเดียว แต่กลับแอบไปนอกใจหรือมีชู้ สร้อยที่ข้อมือจะสูบวิญญาณจนร่างแหลกสลายทันทีเลย เพราะฉะนั้นในโลกปีศาจจึงไม่มีการนอกใจเกิดขึ้นค่ะ55555 ถ้าปีศาจตนไหนไม่มั่นใจว่าตัวเองรักเดียวใจเดียว ถ้าไม่มั่นใจมากพอว่าตัวเองจะดูแลคนรักได้ ก็จะหลีกเลี่ยงการแต่งงาน และหลีกเลี่ยงการผูกสมัครรักใคร่ไปเลย นับว่าเป็นเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนความซื่อสัตย์อย่างแท้จริง

ปล. ฮานาสก้าหลัวมาก!!

ปล.2 เชื่อว่าใครหลายๆคนคงเคยเห็นเพนทาเคิลกันแล้ว เจ้าสัญลักษณ์ความชั่วร้ายที่ใช้ในการทำพิธีกรรมต่างๆนั่นเองง หน้าตาก็จะประมาณนี้นะเคอะ

 

Pentagram Wallpapers - Top Free Pentagram Backgrounds ...

 

มาช่วยกันภาวนาให้เจเดนจ๋ารอดด้วยกันนะคะ! จุ๊บุ :3

 

#wattpad #fanfictie Y/N is daughter of her father who is king of the ocean and mom who is queen.One day her father said that the merpeople and serpents of the see are going to war and she has to move to land.Y/N has a beautiful tail but has to keep her tail a secret.Y/N want real humans friends and not fake one so she...

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ

I purple you เสมอค่า (◕‿◕✿)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 187 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #967 Wayvay_T (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 19:56
    เดี๋ยววว จมินรูปสุดท้าย._.
    #967
    0
  2. #953 PlengPGK (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 07:09
    ลุ้นทั้งตอนอีกแล้วค่ะ เจเดนแบบเก่งมากๆ ฉลาดมาก ไหวพริบก็ดีด้วย ทั้งๆที่เจ็บสาหัสขนาดนั้นยังเอาชนะได้ ส่วนน้องทราวิสแบบฮื่อ ยอมเสียสละได้เพื่อเจเดนจริงๆอะ;_;
    #953
    0
  3. #863 kkkanunnn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 00:46
    บรรยายดีเกินไปอ่ะค่ะแง จริงๆนะ เราอ่านแล้วบางฉากเหมือนจริงจนอ่านไม่ไหว แต่ชื่นชมนะคะ แต่งดีมาก
    #863
    0
  4. #807 Eutopia1812 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 15:18
    แงงงง ลุ้นมาก ลุ้นมากจริงๆ ฮื่อ;-;
    #807
    0
  5. #784 109bose (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 02:06
    โอ่ยยยย เราอ่านตอนนี้ชั่วโมงนึง เหมือนชั่วโมงนี้ไม่ได้หายใจเข้าเลย555555 ลุ้นมากๆค่ะ
    #784
    0
  6. #779 JP_Spectrum (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 10:40
    เจเดนเทพมากกกกก
    #779
    0
  7. #759 catsxswa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2563 / 01:16
    อะโหสนุกมากกกกกลุ้นเยี่ยวเหนียวของจริง
    #759
    0
  8. #738 tylane_GRAVITY (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 20:53
    เชื่อมั้ย กว่าจะอ่านตอนนี้จบคือหายใจไม่ทั่วท้องทั้งตอนเลย เจเดนคือสู้มาก อึดมาก ไม่เคยเจอพระเอกที่สภาพร่อแร่แล้วยังชนะได้แบบนี้มาก่อน พิสูจน์ได้ว่าเจเดนเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้จริง
    #738
    0
  9. #707 Mvis. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 00:08
    เจเดนคือมีไหวพริบ ฉลาด และใจสู้มาก แต่ละอย่างที่โดนคือเราคิดว่าเจเดนเป็นพระเอกที่อนาถที่สุดที่เราเคยอ่านเลย แบบทั้งชีวิตตอนเด็ก การเติบโต สิ่งที่ต้องต่อสู้ หวังว่าทั้งคู่จะมีความสุขได้นะ;——;
    #707
    0
  10. #690 mxngkhwxn (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 01:07
    อยากรู้เลยว่าสิ่งที่เจเดนขอ2อย่างคืออะไร ลุ้นทุกย่างก้าวจริงๆ เสียเปรียบจนนึกภาพไม่ออกว่าจะชนะได้ยังไงกันแต่ทุกอย่างหล่อหลอมเจเดนมาทุกด้านจริงๆ เหลือแค่ด้านความรักแล้วล่ะมั้ง^3^//คุณไรท์สู้ๆนะคะ♡♡
    #690
    0
  11. #687 PatchaBM (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 14:19
    แอบหวีดฮานาสก้านะคะ สวยแบบเชิ่ดๆ เป็นมังกรอีก กรี๊ดดดดด(เอ๊ะ...)
    #687
    0
  12. #686 deffang (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 / 10:27
    มาอ่านต่อจนจบ 100% ละแบบ บักเจดี้เกินต้านเว่อ เจ้าเล่อะไรขนาดนั้นอ่ะ แอบอยากให้แม่สาวมังกรมาเป็นพวกเจเดนอ่ะ ชั้นรักนาง
    ปล. ตอนหน้ามันอรุ่มๆนะคะ อิอิ รอเด้อออ
    #686
    0
  13. #685 iamsomsii (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2563 / 17:39
    ซาฟารีสอนเจ้าเจเดนน้อยดีมากเลย น้องอึดจริงเสียเลือดเป็นกองขนาดนี้แต่น้องก็ยังสู้แต่ว่า...น้องเรียกมังกรว่าจิ้งเหลนยักษ์เหรอครับลูก
    #685
    1
  14. #683 IrRi_EiN (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 15:48
    ฮืออ ตอนนี้สาหัสมากค่ะ เปิดมาด้วยเรื่องตาของน้องทราวิสคือจุกไปแล้ว1ดอก;-;
    ส่วนตอนประลองนี่เรานับถือในไหวพริบของเจเดนจริงๆค่ะ ตอนน้องท้าสู้แรกๆคือเดาไม่ออกเลยว่าจะชนะแบบไหน อ่านไปลุ้นไปหนักมากก แต่น้องก็สามารถประยุกต์ทุกอย่างด้วยไหวพริบที่มีและสิ่งที่คูมแม่สอนมาจนชนะได้ รวมไปถึงสภาพน้องหลังสู้เสร็จที่สะบักสะบอมจนรีดต้องเจ็บปวดไปตามๆกัน;-; แต่น้องทราวิสก็มาช่วยไว้ทำเราใจฟูขึ้นมาหน่อย(แต่ก็แอบสงสัยว่าสิ่งที่เจเดนจะขอทั้ง2ข้อคืออะไร)

    ตื่นเต้นกับตอนต่อไปมากๆค่ะ ยิ่งำรท์แอบปูทางมาให้ยิ่งยากอ่านเข้าไปอีก อยากรู้มากค่ะว่าเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นยังไง รักคูมไรท์นะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ💖
    #683
    1
    • #683-1 IrRi_EiN(จากตอนที่ 18)
      3 พฤษภาคม 2563 / 15:50
      *ไรท์ *อยาก ทำไมพิมผิดเยอะขนาดเน้!
      #683-1
  15. #682 TaTa_p19 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 03:54
    โดเนทถุงเลือดให้เจเดน หนูลูกฮือ เจ็บไปหมดดดดดด

    ทราวิส มันต้องมีทางออกค่ะ เเง้ ทราวิสรักเจเดนมากๆเลย ใจเจ่บไปหมด

    ปกป้องเจเดนในตอนนี้ทีนะคะ เค้าสะบักสะบอมไม่ไหวเเล้ว
    ส่วนเจเดนในภายภาคหน้าช่วยทราวิสทีนะคะ ;-; น้องเค้าเเบกอะไรไว้ในใจตลอดเลย ฮือ
    #682
    0
  16. #681 bomza2528 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2563 / 01:27
    สุดยอดไปเลยค่ะเรามาอ่านตอนครบ100%
    ค่ะ^^มันทรมานมากๆตอนที่เจเดนสู้หนะอ่านไปก็หันหน้าหนี้ตัวอักษรไปค่ะ5555เหมือนดูหนังอ่าแบบพอถึงฉากหวาดเสียวก็หันหน้าหนี้งี้ อ่านไปหัวใจจะวายไปด้วยลุ้นสุดๆทุดบรรทัดที่อ่านมันสุดยอดมากๆค่ะ
    สู้ๆนะคะไรท์^^คุณเขียนได้สนุกมากจริงๆค่ะ:)
    #681
    0
  17. #680 bjamm (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 23:00
    โอ่ยยยยสาหัสมาก ถึกทนเกินไปแล้วเจเดน สุดยอดเกินพัยแน้ว
    #680
    0
  18. #678 mmeaning (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 21:27
    สุดยอดมากเลย อมก พาร์ทนี้ได้ข้อคิดไปเยอะมากๆๆ นับถือในตัวเจเดนมากจริงๆ แล้วก็ทราวิสคือรักเจเดนเข้าจริงๆแล้วใช่มั้ยย แงง สู้ๆคับ สุดยอดมากๆเลยคับคุณไรท์
    #678
    0
  19. #677 thanyalaktosem (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 18:52

    วิสซี่😭 จะไม่มียามารักษาเลยหรอ ไรท์สู้ๆนะฮับ
    #677
    0
  20. #676 CheckA (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 18:17
    สนุกมากค่า
    #676
    0
  21. #675 Patthani (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 09:08
    ทราวิสสส อุแงงง้
    #675
    0
  22. #674 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 05:27
    เป็นการอ่านที่เรากลั้นหายใจบ่อยมาก ฮือออ ไรท์เขียนดีมากเลยย ;-;
    #674
    0
  23. #673 0961603450 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 01:01

    แงงงงงง
    ในที่สุดเจเดนก็รอด ฮืออออ ดีจายยยย
    รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

    ไรท์สู้ๆ
    #673
    0
  24. #672 Ploy_jkv (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 00:08
    เจเดนไม่ใช่คนแล้วล่ะ เป็นเราคงน่าจะตายเพราะเสียเลือดแล้ว
    #672
    0
  25. #671 Wintxr (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 23:29

    ต่อสู้ได้เลือกสาดมาก เจ็บแทนเจเดนเลย สู้ๆนะคะไรท์เราเป็นกำลังใจให้
    #671
    0