۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 17 : ۩ Journey ۩ 16 : มุ่งเข้าสู่ความมืดมิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,644
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    15 มิ.ย. 63

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ dark forest and lake

 

 

หลังจากที่​ข้าเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทราวิสฟัง ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ เขาตะลึงค้างไปพักใหญ่ ตาเบิกโตและปากอ้าออกกว้าง บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไร กระนั้นก็เอาแต่นิ่งเงียบไม่ปริปากอะไร แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้เสียทีเดียว การที่จู่ๆมีคนมาบอกว่าได้คุยกับพ่อซึ่งตายไปแล้วนั้น...หากเป็นคนอื่นคงมองว่าข้าสติฟั่นเฟือนไปแล้ว แม้แต่ข้าเองยังอยากคิดว่านั่นเป็นเพียงภาพหลอนด้วยซํ้า

 

แต่ทราวิสกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ข้าพูดอย่างไม่ลังเล ไม่แม้แต่จะมีท่าทีเคลือบแคลงใจ ไร้ซึ่งท่าทีไม่อยากเชื่อ แววตาที่ซื่อตรงของเขาบ่งบอกว่าพร้อมจะเชื่อในทุกสิ่งที่ข้ากล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม...มันทำให้ข้าแอบใจกระตุกเล็กน้อยเหมือนกัน

 

หลายครั้งที่ข้าคิดทบทวน ว่านี่ไม่ใช่ความฝันจริงๆใช่ไหม ข้ามีคนที่เชื่อใจขนาดนี้มาอยู่เคียงข้างจริงๆใช่ไหม...มันช่างน่าเหลือเชื่อราวกับฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

 

ภายใต้แสงจันทร์ยามราตรี ตอนนี้เราสองคนกับสุนัขปีศาจหนึ่งตัวกำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟ พักกินมื้อคํ่ากันโดยมีความมืดมิดโอบล้อมไว้ ซึ่งเมนูก็คือเนื้องูย่างอีกเช่นเคย เนื่องจากปกติการก่อกองไฟอาจเป็นการล่อปีศาจ พวกเราจึงหลีกเลี่ยงที่จะก่อไฟในยามดึก แต่ตอนนี้ร่องรอยของเปลวไฟยังคงมีให้เห็นทั่วบริเวณ จึงทำให้สามารถก่อกองไฟได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะไปเตะตาปีศาจตนไหนเข้า

 

ทราวิสกับอลิซาเบธต่างก้มหน้าก้มตาตั้งใจกิน ท่าทางคงจะหิวโซกันไม่น้อย ข้าจ้องสะเก็ดไฟที่ปลิวว่อนออกจากกองเพลิงสีแสดร้อนระอุ สีหน้าเรียบสนิทอย่างผิดปกติ สติเตลิดลอยไปไกล ไม่ได้รู้ตัวว่าลืมกะพริบตาไปนานแค่ไหนแล้ว รสชาติเนื้อที่เคี้ยวในปากเป็นเช่นไรก็ไม่รู้

 

“เจ้า...” ทราวิสที่นั่งฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น ใบหน้าที่ถูกแสงจากกองไฟโลมเลียฉายแววประหม่า เหมือนพยายามนึกหาคำพูดที่ดีที่สุด “หากมีเรื่องวุ่นวายใจอะไร...เจ้ายังมีคนที่พร้อมรับฟังเสมอนะ”

 

“...ข้ารู้ ไม่ต้องกังวล” ข้าแสร้งยิ้มนิดๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่น หลบเลี่ยงสายตาเขาทันที

 

ทราวิสคงกังวลที่จู่ๆข้าก็ไม่พูดไม่จา ระหว่างทางที่เดินกันมาก็เอาแต่เหม่อลอย ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าคิ้วย่นขมวดแค่ไหน เหมือนตึงเครียดตลอดเวลาอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งมันไม่ปกติสำหรับคนชอบซ่อนความรู้สึกอย่างข้าเลยแม้แต่น้อย ปกติต่อให้ข้าคิดมากจนเส้นเลือดในสมองแทบแตก ก็ยังสามารถปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้เสมอ...แต่ครั้งนี้กลับไม่เหมือนกัน ทราวิสคงเป็นห่วงแต่ไม่รู้จะพูดยังไงดี เขาไม่อยากคาดคั้นให้ข้าบอกว่ากำลังเครียดเรื่องใด จึงเลือกที่จะกล่าวเช่นนั้น เหมือนเป็นการยํ้าเตือนว่าข้าไม่ได้ตัวคนเดียว และยังมีเขาที่พร้อมรับฟังเสมอ

 

จริงอยู่ที่ข้ามีเรื่องคอขาดบาดตายให้คิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้ที่อาจมีปีศาจแอบซุ่มรอโอกาสโจมตีเราอยู่ทุกเมื่อ ชีวิตของท่านแม่กับทราวิสที่กำลังไม่ปลอดภัย ไหนจะแผนการกวาดล้างวอลธีเรียของเทียร่า ยังไม่รวมไปถึงความกังวลที่ว่านางแข็งแกร่งมาก มากจนการไปพบนางที่เฮอร์เรนเดลคงไม่ต่างจากเอาชีวิตไปทิ้ง เช่นนี้ข้ากับทราวิสจะปลอดภัยได้อย่างไร จะช่วยท่านแม่ได้หรือไม่ ชีวิตข้าหลังจากออกจากป่าแห่งนี้จะเป็นเช่นไร เรื่องเหล่านี้ทำเอาข้าปวดหัวจนรู้สึกเหมือนสมองลุกไหม้ แต่กระนั้นทุกครั้งข้าก็ยังคงรักษาสีหน้าปกติ เดินผิวปากเล่นเหมือนไม่มีอะไรให้กังวลได้

 

เพียงแต่ประเด็นคือตอนนี้ข้าไม่ได้กำลังเครียด ข้าแค่...อึดอัด

 

การที่ข้าต้องมาเสียนํ้าตาต่อหน้าทราวิสเมื่อครู่...ทำให้ข้าวางตัวไม่ถูกเอาเสียเลย เหมือนได้เปิดเผยด้านที่น่าอับอายของตัวเองออกมา เหมือนสาวน้อยวัยแรกแย้มเผลอลื่นหัวทิ่มต่อหน้าชายหนุ่มที่นางหลงรัก ข้ารู้สึกอับอาย ไม่ชิน อึดอัด กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำตัวไม่ถูกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ยิ่งตอนที่เขาเช็ดหน้าตาบนแก้มข้าให้ ยิ่งอยากจะเอาหัวมุดดินหนี จนข้าไม่กล้าสบตาหรือชวนเขาคุยด้วย เอาแต่ทำหน้านิ่งและเหม่อไปเรื่อยเปื่อยอยู่อย่างนี้ ไม่อยากจะบอกว่าหน้าแดงหูแดงไปหมดแล้วด้วย

 

เมื่อหลายปีก่อน ข้าเคยเป็นเด็กที่ขี้แยมาก โดนกระทบกระเทือนจิตใจหน่อยก็ร้องไห้งอแงแล้ว แต่ในเมื่อร้องไปก็ไม่มีใครแยแส ผู้คนกลับมองว่ามันน่าสมเพช ยิ่งเห็นข้าอ่อนแอก็ยิ่งรังแก บวกกับท่านแม่ที่มักพูดเสมอว่ารักรอยยิ้ม และเกลียดนํ้าตาของข้ายิ่งกว่าสิ่งใด ตั้งแต่นั้นมาข้าจึงตั้งปณิธาณกับตัวเอง ว่าจะกักเก็บนํ้าตาไว้ไม่ให้ไหล และจงแสยะยิ้มเย้ยให้โลกเห็นว่าชะตากรรมอันโหดร้ายของมัน...จะไม่มีวันทำอะไรข้าได้ ไม่มีวัน!

 

ในเมื่อผู้คนที่เกลียดข้าต้องการจะเห็นนํ้าตาข้า ต้องการเห็นข้าอ่อนแอเหมือนพวกขี้แพ้ ข้าก็จะไม่ให้พวกเขาได้สมหวัง ส่วนท่านแม่ที่รักข้ายิ่งกว่าสิ่งใด ข้าก็จะไม่มีวันหลั่งนํ้าตาให้นางเห็น

 

ฉะนั้นหากจะร้องไห้...ก็ปล่อยให้นํ้าตาไหลเป็นสายในใจก็เป็นพอ และมันก็ไหลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หลั่งออกมาแต่ละครั้งราวกับสายเลือด จนบางทีเหมือนจะไหลอยู่ตลอดเวลาในจิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว

 

ช่างน่าขัน การร้องไห้หรือเสียใจนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่มันกลับเป็นเรื่องน่าอายสำหรับข้า หากเห็นใครร้องไห้ฟูมฟายเหมือนจะตายให้ได้ ข้าก็ไม่นึกตำหนิเขา แต่หากเป็นข้าเสียเอง เมื่อนั้นล่ะที่ข้าจะตำหนิตัวเอง...เช่นเดียวกับตอนนี้

 

ให้ตายเถอะ นี่คงเป็นข้อเสียที่น่าอายที่สุดของข้าแล้วกระมัง อยากร้องไห้เพราะอับอายที่ไปร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น ทำไมข้าถึงเป็นเอามากขนาดนี้!

 

แต่พอนึกว่าได้คุยกับท่านพ่อจริงๆ...ก็รู้สึกเหมือนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ

 

'ผัวะ!'

 

“ตั้งสติ! เลิกฟุ้งซ่านสิเจ้าบ้า!! โว้ยยยยย!!”

 

สุดท้ายข้าก็สุดจะทน ผุดลุกขึ้นต่อยหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่ แหกปากตะโกนออกมาสุดเสียงอย่างเหลืออด จนอลิซาเบธถึงกับสะดุ้งโหยง ทราวิสก็ตกใจจนเผลอทำเนื้อยาเสียบไม้หล่นจากมือ แต่มือที่ว่องไวของเขาก็รับมันไว้ก่อนจะตกพื้นดินได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์จะตวัดขึ้นมามองข้าด้วยคิ้วที่ย่นลง

 

“...แน่ใจนะว่าเจ้าไม่เป็นไร”

 

“ร่างกายน่ะยังโอเคดี...แต่สมองเพี้ยนไปแล้ว” ข้ากระแทกสะโพกลงนั่งกับพื้น พรูลมหายใจยาวเหยียดออกมาเป็นควันสีขาวขุ่นจากอากาศหนาว รู้สึกเหม็นเบื่อระอากับตัวเองอย่างถึงที่สุด

 

ทราวิสเม้มปาก ดูเป็นกังวลแต่ก็เหมือนกำลังกลั้นยิ้ม มองมาราวกับข้าเป็นเด็กสามขวบงอนแก้มป่อง แต่โชคดีที่เขาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา และเลือกที่จะพูดเข้าประเด็นแทน

 

“แล้ว...จากนี้เราจะเอาไงต่อ”

 

เหมือนดึงสติข้าให้กลับมาดังเดิม สีหน้าของข้ากลับมาเป็นปกติทันที ยกเนื้องูคำสุดท้ายขึ้นมากัด “ติดต่อวอลธีเรีย”

 

อีกฝ่ายเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ข้าจึงกล่าวต่อ “เจ้าเองก็คิดถึงพี่ชายไม่ใช่หรือ โอกาสที่จะได้คุยกับเขามาถึงแล้ว”

 

ทราวิสเลิกคิ้ว ดวงตาเป็นประกายดีใจขึ้นมาทันใด ก่อนจะลุกมานั่งข้างข้า ขณะที่ข้าล้วงมือเข้าไปหยิบถุงผ้าใบเล็กออกมาจากย่าม เทลูกแก้วสีฟ้าในนั้นใส่ฝ่ามือ มันคือลูกแก้วสื่อสารที่ตอนนี้เหลืออยู่เพียงสองเม็ด ข้าหยิบออกมาเม็ดหนึ่ง ก่อนจะขว้างมันใส่กองไฟทันที

 

'ตู้ม!!!'

 

สิ้นเสียงระเบิด ลูกแก้วสีฟ้าใสที่อยู่ในกองไฟก็ค่อยๆเปล่งแสงออกมา ควันสีขาวจำนวนมากลอยขึ้นมาจากลูกแก้ว แล้วหลอมรวมกันฉายเป็นภาพห้องโอ่อ่าแห่งหนึ่ง เป็นห้องที่กว้างขวางใหญ่โตและหรูหรายิ่ง บ่งบอกได้ชัดเจนถึงฐานะเจ้าของห้อง

 

องค์ชายเนวิลล์นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน เขากำลังใช้ปากกาขนนกจุ่มนํ้าหมึก แล้วนำมาบรรจงเขียนบางอย่างลงบนเนื้อกระดาษ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเขาไม่ได้แต่งกายเต็มยศ ซํ้ายังมีสีหน้าซีดเซียวเหมือนไม่ได้พักผ่อนมานาน ซูบผอมเหมือนไม่ได้แตะอาหารมาสักระยะ สภาพทรุดโทรมอ่อนล้าต่างจากว่าที่กษัตริย์แห่งวอลธีเรียที่ข้ารู้จักโดยสิ้นเชิง เขาดูเหนื่อยล้าราวกับกำลังจะล้มพับไปทุกวินาที

 

ทราวิสมองภาพตรงหน้าด้วยตาที่วูบไหว รีบตะโกนออกไปทันที “เสด็จพี่!!”

 

มือที่กำลังจับปากกาขนนกเขียนพลันชะงักไป นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์เหมือนกับทราวิสเบิกขึ้น องค์ชายเนวิลล์รีบกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนจะหันมาเห็นพวกเราในที่สุด

 

“ทราวิส...” เขาชะงักค้าง ทิ้งปากกาลงโดยไม่สนนํ้าหมึกที่เลอะใส่กระดาษเป็นวงกว้าง องค์รัชทายาทผุดลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งมาทางนี้ พยายามจะเข้ามาคว้าใบหน้าของน้องชาย แต่มือก็คว้ากลับไปได้เพียงควัน “วิสซี่!! นั่นเจ้าจริงๆใช่ไหม!?”

 

“ท่านลืมใบหน้าของน้องชายไปแล้วหรือไง” ทราวิสอมยิ้ม “ข้าน้อยใจนะ”

 

“โธ่ วิสซี่...” นัยน์ตาขององค์ชายเนวิลล์เริ่มแดงกํ่า ยื่นฝ่ามือที่สั่นเทาของเขาออกมา หมายจะจับใบหน้าของทราวิส

 

“ในทุกวันข้าเฝ้ารอการกลับมาของเจ้า จนหลายครั้งที่คิดว่าเจ้าคงตายไปแล้ว ผู้คนต่างพูดกันว่าเจ้าไม่มีทางรอดกลับมาได้ ขุนนางบางคนถึงกับเสนอให้จัดงานศพให้เจ้า แต่...ข้าก็เลือกที่จะเกลี้ยกล่อมตัวเองว่าเจ้ายังมีชีวิต แม้จะรู้ว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้...รู้ไหมว่ามันทรมานนะ”

 

นํ้าเสียงนั้นอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความคิดถึง หากแต่มันก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ข้านิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด หันไปเกาคางอลิซาเบธเล่น ปล่อยให้พวกเขาสองพี่น้องได้คุยกันตามลำพัง ทราวิสกำมือแน่นจนสั่นเทา พยายามไม่กะพริบตาเพื่อไม่ให้นํ้าตาไหล สายตานั้นเต็มไปด้วยความคนึงหาและเศร้าโศก

 

“ข้าไม่เอาไหน...สร้างความบากใจให้พี่อยู่เรื่อย ตั้งแต่วันที่ข้าเกิดจนถึงตอนนี้ มันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด...” เขากัดริมฝีปากล่างจนเลือดซิบ “แต่ข้าสัญญา ว่าจะเอาชีวิตรอดกลับไปหาท่านให้ได้”

 

“...อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย” องค์ชายเนวิลล์ระบายยิ้มขื่นขม “ตั้งแต่ที่เจ้าก้าวเข้าป่ามรณะไป เจ้าก็เตรียมพร้อมที่จะตายตั้งแต่เมื่อนั้นแล้ว”

 

ทราวิสก้มหน้าลง ไม่เอ่ยอะไรต่อ

 

“ตอนนี้แม้เจ้ายังมีชีวิต แต่ก็เหมือนก้าวขาเข้าไปในนรกแล้วข้างหนึ่ง” เขากล่าวด้วยนํ้าเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตากลับขมขื่น “แล้วมันจะต่างอะไรจากคนใกล้ตายกัน”

 

ข้าชะงักมือที่กำลังลูบหัวอลิซาเบธ คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย

 

ใกล้ตายงั้นหรือ....

 

จริงอยู่ที่เรากำลังเผชิญกับอันตราย อยู่ในรังของศัตรู ข้ารู้ตัวว่าชีวิตเราถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย หากพลาดนิดเดียวก็ตายได้ทันที แต่ประโยคที่ว่าทราวิสกำลังจะตายนั้น...

 

ขอเถอะ ข้าไม่อยากฟังมันจริงๆ

 

“ไม่นึกเลยว่า หนึ่งในไม่กี่คนที่ข้าเคารพ จะเอ่ยถ้อยคำที่ทุเรศจนแสลงหูข้าได้ขนาดนี้” แววตาข้าเป็นประกายวาววับเหมือนสัตว์ป่า รอยยิ้มบาดลึกอย่างชั่วร้าย “ช่างน่าประทับใจจริงๆ”

 

“ข้ารู้ว่ามันฟังดูงี่เง่า” เขายังคงกล่าวด้วยนํ้าเสียงอ่อนนุ่ม ไม่ได้มีท่าทีโกรธแต่อย่างใด “แต่ทราวิสเป็นครอบครัวคนเดียวของข้า เรามีกันแค่สองคนมาโดยตลอด ชีวิตเขามีความหมายต่อข้าเหนือทุกสิ่ง --เป็นเจ้าจะรู้สึกอย่างไร หากครอบครัวเพียงคนเดียวของเจ้า ครอบครัวที่เจ้าเลี้ยงดูมาโดยตลอดจนเติบใหญ่...ต้องการสละชีวิตตัวเองเพื่อใครบางคน”

 

ข้ายังคงยิ้ม แต่สายตาก็ไม่ได้เชือดเฉือนอีกต่อไปแล้ว ทว่าก็หมดคำพูดไปชั่วขณะ สิ่งที่องค์ชายเนวิลล์กล่าวมาทั้งหมด...ล้วนเป็นความจริงที่ข้าเถียงไม่ได้

 

ฟังจากที่ทราวิสเล่า องค์ชายเนวิลล์เป็นทั้งพี่ชายและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขา ในขณะที่พี่สาวแพศยาเอาแต่ทำร้ายทราวิสอย่างไม่ใยดี เนวิลล์เป็นคนเดียวที่กอดและปลอบเขาในวันที่โดดเดี่ยว ทั้งสองเป็นที่พึ่งเดียวของกันและกัน จู่มาวันหนึ่งน้องชายที่รักยิ่งก็โดนยาวิเศษทำให้ตกหลุมรักชายคนหนึ่ง จนถึงกับเข้าไปในป่ามรณะ สถานที่ที่ไม่ต่างจากนรก...เพียงเพื่อจะคอยอยู่เคียงข้าง และปกป้องผู้ชายคนนั้น

 

หากเป็นข้า ข้าก็อยากจะถลกหนังหัวผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน

 

องค์ชายเนวิลล์คงโกรธที่ทราวิสทำอะไรแบบนั้นลงไป และโกรธที่ข้าเป็นส่วนหนึ่ง --ไม่สิ เหตุผลหลักที่ทำให้น้องชายเขาต้องมาลำบากขนาดนี้ ทราวิสไม่เคยตัวเปื้อนฝุ่น ไม่เคยต้องอดอาหารข้ามวัน ไม่เคยต้องนอนในพื้นที่สกปรก แต่ตอนนี้เรื่องเหล่านั้นกลับกลายเป็นกิจวัตรของเขาไปเสียแล้ว

 

องค์ชายเนวิลล์จะรู้บ้างไหม...ว่าข้าเองก็ไม่ได้อยากให้เขาเข้ามาที่นี่ด้วยตั้งแต่แรกเหมือนกัน

 

ทราวิสยังคงก้มหน้า ทำให้ไม่สามารถเห็นสีหน้าของเขาได้ แต่นํ้าตาที่หยดลงใส่หัวเข่า...ก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขากำลังมีสีหน้าเช่นไร

 

“ข้าขอโทษ...” ทราวิสเอ่ยเสียงแผ่ว “ขอโทษที่ดื้อด้าน ยืนกรานจะเข้าป่ามรณะมาให้ได้ ทำให้ท่านต้องลำบากใจถึงเพียงนี้”

 

เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นไปสบตากับผู้เป็นพี่ ด้วยสายตาที่เคร่งขรึมและแข็งกร้าว แม้ว่าจะมีนํ้าตาไหลลงมาเป็นสาย ก็ยังคงเอ่ยด้วยนํ้าเสียงหนักแน่น “แต่ข้า...ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเช่นนั้นลงไป ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ ข้าก็จะยังทำเหมือนเดิม”

 

ข้าเบิกตาขึ้น พูดอะไรไม่ออกสักคำ

 

“...ข้ารู้ วิสซี่” องค์ชายเนวิลล์ยิ้มบาง นัยน์ตาเขาหมองหม่นลง “แต่การที่น้องชายข้าไม่คิดห่วงชีวิตตัวเองเช่นนี้...โปรดประทานสิทธิ์ให้ข้าได้แสดงความอึดอัดในฐานะพี่ชายสักนิดเถิดนะ”

 

ทราวิสกัดริมฝีปากล่างจนเลือดซิบ กระนั้นก็ฝืนยิ้มออกมา “ข้าให้สิทธิ์ท่านโกรธ...หรือเกลียดข้าได้เต็มที่เลย”

 

“เจ้าก็รู้ว่าข้าทำไม่ลง” เขากล่าว ก่อนหันมาสบตากับข้า กล่าวด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวลทว่าน่าเกรงขาม “เกรโนเวอร์ ที่ทราวิสเข้าไปในป่ามรณะก็เพราะเจ้า เขาพร้อมจะตายในทุกเมื่อเพื่อปกป้องเจ้า --อย่าถือสาข้าเลยนะ แต่เพราะเหตุนี้ข้าจึงอยากจะเกลียดเจ้า...กระนั้นก็ไม่เคยเกลียดลง เพราะเจ้าเป็นความสุขเพียงหนึ่งเดียวของน้องข้า...อย่างน้อยก็แค่ตอนนี้ที่เขายังโดนยาวิเศษครอบงำ ทำให้เผลอไปรักเจ้าเข้า”

 

...ประโยคสุดท้ายนั้นไม่จำเป็นต้องพูดก็ได้ มันจุก

 

ข้ารู้ตัว ว่ามันเป็นเพราะยาบ้าๆนั่น ที่ทำให้เขา 'เผลอ' รักข้าถึงเพียงนี้ เมื่อยาสิ้นฤทธิ์เมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จบสิ้น เขาจะกลับมารังเกียจข้าดังเดิม

 

แต่แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับอันตรายมากมายในป่าแห่งนี้ ท่ามกลางมรสุมแห่งความวิตกตึงเครียด ข้ากลับมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ...เพราะองค์ชายทราวิสผู้นี้

 

ฉะนั้นในตอนนี้...ให้ข้าได้เสวยสุขให้เต็มที่ ก่อนที่จะต้องตื่นจากฝันหวานทีเถอะ

 

“...ท่านอยากจะชิงชังข้า เพราะข้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขามาเสี่ยงในที่นี้ ข้าเข้าใจเหตุผลของท่านในฐานะพี่ชายที่ไม่อยากให้น้องเป็นอันตรายอย่างถ่องแท้” ข้าลูบหัวอลิซาเบธไปมา กล่าวอย่างไม่เร่งรีบ “ชาววอลธีเรียเกลียดข้าโดยสัญชาตญาณ แค่เห็นข้าหายใจและยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำให้เลือดในกายพวกเขาเดือดพล่าน แต่ท่านไม่เหมือนพวกเขา ท่านไม่เคยมองข้าด้วยสายตารังเกียจ จนถึงตอนนี้ที่ข้าทำให้น้องท่านเป็นอันตราย ท่านก็ยังเกลียดข้าไม่ลง...แน่นอนว่าข้าไม่มีทางถือสาท่านหรอก”

 

ข้าระบายยิ้ม และคราวนี้มันปราศจากการเสแสร้ง “ข้าดีใจ ที่อาณาจักรแห่งนั้นยังมีคนแบบท่านอยู่”

 

องค์ชายเนวิลล์ถึงกับชะงักไป “เจ้าก็ยิ้มดีๆเป็นนี่นา...เหตุใดถึงต้องยิ้มเหมือนปีศาจตลอดเวลาด้วยนะ”

 

รอยยิ้มปีศาจที่ว่าปรากฎขึ้นทันทีที่ได้ยิน ข้าเอียงคอตาแป๋ว “มันน่ารักดีออกไม่ใช่หรือ”

 

ทราวิสหลุดขำออกมา ยกมือข้างหนึ่งมาบิดแก้มข้าอย่างหมั่นเขี้ยว “ยิ้มสวยๆน่ะ เก็บไว้ให้ข้าดูคนเดียวก็พอ”

 

'เพล้ง!!'

 

เสียงนั้นดังมาจากในห้องขององค์ชายเนวิลล์ จินที่เดินถือถ้วยชาเข้ามาถึงกับปล่อยมันลงกระแทกพื้น เขามองข้าด้วยตาที่เบิกตาโพลง ก่อนมองสลับไปมาระหว่างข้ากับทราวิส ราวกับไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดี ระหว่างได้เห็นหน้าข้า หรือเพราะเห็นทราวิสบีบแก้มข้าเล่นด้วยรอยยิ้มอยู่

 

“เจเดน!!” จินดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันใด เขาค่อยๆยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาปิดปาก ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเหมือนหมดเรี่ยวแรง “ขอบคุณพระเจ้า...ขอบคุณพระเจ้า...เจ้ายังไม่ตาย!!”

 

องค์ชายเนวิลล์มองท่าทางของคนรักด้วยรอยยิ้ม “ในทุกๆวัน...จินคอยเฝ้าอธิษฐานให้เจ้าปลอดภัยเสมอเลยนะ เกรโนเวอร์”

 

“ใครว่าล่ะ ข้าตายแล้ว” ข้าตอบหน้าตาย “นี่เป็นวิญญาณตามมาหลอกหลอนพวกท่าน”

 

“ฮ่าๆ กวนประสาทเช่นนี้ เจเดนตัวจริงเสียงจริงแน่นอน” จินยกมือขึ้นมาซับนํ้าตานิดๆ ก่อนจะชะงักค้างเมื่อเห็นอลิซาเบธวางศีรษะลงบนตักข้า เขาชี้นิ้วสั่นๆไปที่มันด้วยปากที่อ้าค้าง “ล...แล้วนั่น หมาป่าหรอ ตาสีแดงด้วย เป็นปีศาจงั้นหรือ มันไม่ทำร้ายเจ้าหรอ!?”

 

“โฮ่ง!!” ทันทีที่อลิซาเบธรับรู้ได้ว่าตัวเองถูกพูดถึง ก็ฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันแหลมคมอย่างน่าสยดสยอง แต่หางกลับสะบัดไปมาอย่างดีอกดีใจ ข้าหัวเราะร่าแล้วลูบหัวมันไปมา --ไม่รู้เป็นเพราะอะไร แต่วันนี้อลิซาเบธอ้อนข้าเป็นพิเศษ

 

“นี่คืออลิซาเบธ เจ้าหญิงแห่งป่ามรณะ” ข้ากล่าวอย่างภูมิใจนำเสนอ แต่กลับโดนเจ้าสุนัขปีศาจตวัดสายตาดุๆอาฆาตมาใส่ กระนั้นข้าก็ยังคงลูบหัวมันต่อไป “มันไม่ทำร้ายมนุษย์หรอก ออกจะชอบเราด้วยซํ้า --เนอะ อลิซ”

 

ทราวิสขำออกมา แล้วส่งมือมาบีบแก้มข้าเล่นอีกอย่างหมั่นเขี้ยว ปล่อยให้จินได้แต่มองตาค้างอย่างอํ้าอึ้ง ดูเหมือนเขาจะรู้แล้วว่าทราวิสในตอนนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่การได้เห็นทราวิสผู้หยิ่งยโสมาบีบแก้มข้าอย่างเอ็นดูแบบนี้...เดาว่าจินคงต้องเอาไปฝันร้ายอีกหลายคืนเป็นแน่

 

ข้าปล่อยให้ทราวิสดึงแก้มเล่นไป แล้วกล่าวเข้าประเด็นอย่างไม่รีรอ

 

“ที่ข้าติดต่อไปครั้งนี้...ก็เพราะมีเรื่องสำคัญยิ่งจะคุยกับองค์ชาย เกี่ยวกับอาณาจักรวอลธีเรีย”

 

จินกับองค์ชายเนวิลล์มองตากันทันใด พวกเขาสบตากันด้วยตาที่เบิกขึ้นอย่างวิตก...ราวกับรู้อยู่แล้วว่าข้าจะบอกอะไร

 

“ก่อนอื่น ข้าขอถามอะไรสักอย่าง” องค์ชายเนวิลล์กล่าว แม้นํ้าเสียงจะยังคงสงบนิ่ง แต่สีหน้ากลับเคร่งขรึมจนน่ากลัว “ของวิเศษที่เจ้าใช้สื่อสารกับเรานี่...ได้มาจากพ่อมดขาวใช่หรือไม่”

 

ข้าเลิกคิ้วเล็กน้อย รับรู้ได้ว่าการสนทนานี้คงยาวกว่าที่คิด “ถ้าหมายถึงไอ้เงิงนั่นล่ะก็ ใช่”

 

องค์ชายเนวิลล์ยืดตัวตรง กล่าวด้วยนํ้าเสียงหนักแน่นว่า “ออกัสท์ พาเขาเข้ามา”

 

สิ้นคำ ประตูห้องที่สลักลวดลายงดงามก็ถูกเปิดออกโดยอัตโนมัติ ขายาวๆข้างหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง รองเท้าบูทหุ้มเกราะเหล็กอันหนักอึ้งก้าวลงบนพื้นเป็นจังหวะ ปรากฎร่างของหัวหน้าอัศวินในชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าของเขายังคงเหมือนเต่าแก่ๆที่อดนอนมาหลายร้อยปี คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากออกัสท์ เดอร์มอเรซ

 

ข้าฉีกยิ้มกว้างอันน่าตบทันที “ไม่ได้เจอกันนาน เสียใจจังที่ท่านยังไม่ตาย!”

 

ออกัสท์ทำเพียงตวัดสายตาง่วงๆเฉื่อยชามาให้ เขาเบิกตาขึ้นเมื่อได้เห็นหน้าข้า กระนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา เลือกที่จะจูงสายโซ่ตรวนที่มัดข้อมือและข้อเท้าของใครอีกคนไว้

 

นักโทษที่ถูกจูงเหมือนวัวเข้ามานั้นก็มิใช่ใครอื่น...นอกเสียจากพ่อมดปัญญาอ่อนที่ข้าแสนจะคุ้นเคย

 

นัยน์ตาสีมรกตเบิกตาขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เป็นเพราะการล่าพ่อมดแม่มดที่แพร่หลาย ทำให้ฮิวโก้ซ่อนตัวจากมนุษย์มานานหลายร้อยปี กระท่อมของเขาถูกมนตร์พรางตาไว้ไม่ให้ใครเห็น หลายศตวรรษมานี้ เขาแทบไม่เคยปรากฎตัวให้มนุษย์เห็นโดยไม่จำเป็น แล้วเขาถูกอัศวินวอลธีเรียจับมาได้ยังไงกัน...

 

“ฮิวโก้...” ข้ามองเขาหัวจรดเท้าด้วยตาที่หรี่ลงอย่างพิจารณา “ข้ารู้นะว่าเจ้ามันชั่ว แต่ไปทำเรื่องชั่วช้าอะไรมา เหตุใดถึงอยู่ในสภาพนี้ได้!?”

 

“ชั่วบ้านบิดาเจ้าสิ!!” ฮิวโก้ตะคอกออกมาอย่างกราดเกรี้ยว เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบที่ต้องถูกจูงเป็นหมาเช่นนี้ แต่นอกจากถูกมัดไว้อย่างแน่นหนาแล้ว ร่างกายของเขาก็ยังคงสะอาดสะอ้าน ฮู้ดสีแดงยังคงเรียบร้อยไม่ต่างจากเดิม เดาว่าคงไม่ได้ถูกจับไปขังในคุกขี้ม้าแต่อย่างใด

 

“ตอนที่เจ้าบอกว่าอาณาจักรนี้ตํ่าตมไม่ต่างจากนรก ข้าเคยคิดว่าเจ้าพูดแรงเกินไป” ฮิวโก้กัดฟันกล่าวอย่างเคียดแค้น ดวงตาแข็งกร้าวจนแดงกํ่า “แต่ตอนนี้ข้าขอถอนคำพูด อาณาจักรบ้านี่มันตํ่าตมเกินบรรยายจริงๆ!!”

 

'ผัวะ!!'

 

ออกัสท์ใช้มือที่หุ้มเกราะเหล็กฟาดใส่หลังคอพ่อมดปากเสีย จนฮิวโก้ถึงกับเจ็บจนร้องจ๊าก หัวหน้าอัศวินกล่าวด้วยนํ้าเสียงเรียบ แต่สีหน้ากลับดำทะมึน “อยู่ต่อหน้ารัชทายาท...หากไม่อยากให้ลิ้นขาด เก็บถ้อยคำน่ารังเกียจไว้ในปากเสียดีกว่า”

 

ฮิวโก้เหมือนจะกลัว แต่ก็กลอกตาเบ้ปากใส่ เขาหันกลับมาเพ่งมองพวกเราแทน “เจเดน องค์ชายทราวิส --จำได้ใช่ไหมว่าตอนที่พวกเจ้าจะเข้าไปในป่ามรณะ ได้ใช้เลือดทำสัญญากับปีศาจไว้”

 

ข้าเลิกคิ้ว ก่อนจะนึกได้ว่าตอนนั้นข้าถูกบรรดาอัศวินล้อมไว้ เพื่อต้องการจะลากตัวข้ากลับไปรับโทษประหาร และนำทราวิสกลับไปที่พระราชวัง ในขณะที่เรากำลังถูกต้อนจนมุม ข้าได้ใช้เลือดตัวเองทาลงบนหอก แล้วขว้างมันเข้าไปใส่ม่านเวทมนตร์ที่เป็นทางเข้าป่ามรณะ เป็นการทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับปีศาจอย่างหนึ่ง นั่นคือเมื่อข้าเข้าไปในป่ามรณะแล้ว ปีศาจสิบตนจากในป่าจะต้องเข้ามาในโลกมนุษย์แทน

 

ที่ข้าทำไปเช่นนั้นก็เพื่ออัญเชิญปีศาจไปให้อัศวินเหล่านั้นปวดหัวเล่น ถือเป็นการแก้เผ็ดที่พวกเขาจะจับข้าไปประหารทั้งที่ไม่ผิด --ตามนโยบายรังแกมา รังแกกลับของข้า

 

“จำได้” ข้าเอียงคอตาใส “แล้วไง? เจ้าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่”

 

“พวกเจ้าเข้าไปไปในป่ามรณะกันสองคน เท่ากับว่าปีศาจจะต้องออกมายี่สิบตน” ฮิวโก้กล่าวเสียงเครียด ด้วยสีหน้าลำบากใจที่เห็นได้ยากนัก “แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น...ทันทีที่พวกเจ้าเข้าไป ม่านเวทมนตร์ก็ถูกเปิด ปีศาจนับหลายพันถูกปลดปล่อยออกจากป่ามรณะ พวกมันพุ่งเข้าโจมตีวอลธีเรียโดยทันที”

 

พ่อมดขาวกลืนนํ้าลายเหนียวๆลงคออย่างลำบากใจ “ภายในวันเดียว...ราษฎรถูกปีศาจฆ่าไปแล้วราวสองหมื่นคน”

 

!!!!!

 

ข้ากับทราวิสเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ สองหมื่นคนกลายเป็นอาหารของปีศาจภายในวันเดียวเชียวหรือ

 

ข้ารู้ว่าเทียร่าต้องการกวาดล้างอาณาจักรนั้น แต่ไม่คิดว่านางจะเริ่มแผนตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้ากับทราวิสเข้ามาที่นี่...

 

“ไม่จริงน่า...” ทราวิสพึมพำเสียงแผ่วด้วยใบหน้าซีดเซียว เขาตกใจจนนัยน์ตาสั่นไหว มองหน้าพี่ชายที่สภาพอิดโรยอย่างกระวนกระวาย ซึ่งรัชทายาทแห่งวอลธีเรียก็ได้แต่ก้มหน้าหลับตาลงอย่างรับชะตากรรม --ตอนนี้ได้คำตอบแล้วว่าเหตุใดองค์ชายเนวิลล์ผู้แข็งแกร่งถึงได้ดูโทรมนัก...ที่แท้ก็เพราะเป็นกังวลเรื่องนี้

 

“ข้าเองก็เพิ่งจะมาทราบข่าวเมื่อไม่นานมานี้” ฮิวโก้พรูลมหายใจ “ข้าไม่เคยคิดจะไปวอลธีเรีย แต่หลายวันมานี้ข้าได้กลิ่นอายมนตร์ดำที่รุนแรงมาจากทิศใต้ เมื่อตามไปถึงได้พบว่าวอลธีเรียกำลังเจอวิกฤตหนัก แม้ตอนนี้กำแพงเมืองจะปิดอยู่อย่างแน่นหนา และมีอัศวินนับหมื่นเฝ้าระวังรอบกำแพงไว้ตลอดเวลา กระนั้นเหล่าปีศาจก็พยายามสุดความสามารถที่จะปีนขึ้นมาให้ได้ ข้าจึงร่ายมนตร์ใส่กำแพงอาณาจักรไว้ ทำให้พวกมันไม่สามารถฝ่าเข้ามาได้ แต่กระนั้นในทุกๆวัน จะมีปีศาจจำนวนมากออกมาจากป่ามรณะ จำนวนของพวกมันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีสิ้นสุด ทำให้ข้า...รับปากไม่ได้ ว่าคาถาของข้าจะสามารถต้านทานปีศาจจำนวนมากขนาดนั้นได้ถึงเมื่อไหร่”

 

ข้ากับทราวิสพูดอะไรไม่ออก แม้จะมีกองไฟสร้างความอบอุ่นให้ตรงหน้า แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนมีลมพัดมาให้หนาวจนขนลุก

 

ในขณะที่พวกเราใช้ชีวิตกันอยู่ในป่ามรณะ...วอลธีเรียกลับต้องเจอกับปัญหาใหญ่ขนาดนี้โดยที่เราไม่รู้ตัว

 

ทว่าก่อนที่จะได้พูดอะไรออกไป พ่อมดขาวกลับกล่าวต่อด้วยเสียงลอดผ่านไรฟัน

 

“แต่หลังจากที่ข้าปรากฎตัวขึ้นที่วอลธีเรีย เพื่อมาช่วยเหลือมนุษย์หน้าโง่พวกนี้ --พวกเจ้าจงดูซะ” ฮิวโก้ยกมือทั้งสองข้างที่ถูกโซ่ตรวนมัดไว้ขึ้นมา สีหน้าและสายตาของเขาดำทะมึนอย่างอาฆาตแค้น “ทั้งๆที่ข้ามาช่วยเหลือ แต่นี่คือสิ่งที่ชาววอลธีเรียตอบแทนข้า! โดยเฉพาะพวกบาทหลวงแก่ๆพวกนั้น มีหน้ามาบอกว่าจะเผาข้าทั้งเป็นหลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลาย หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก ข้าน่าจะปล่อยให้ชาววอลธีเรียเป็นอาหารของปีศาจนั่นให้หมด!!”

 

ข้าเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มร้ายนิดๆ ฮิวโก้ไม่ได้ทำไปเพราะอยากช่วยวอลธีเรีย แต่เพราะวอลธีเรียเป็นอาณาจักรที่อยู่ติดกับป่ามรณะ และเป็นทางเชื่อมสู่อาณาจักรอื่นๆ หากเหล่าปีศาจผ่านวอลธีเรียไปได้ พวกมันก็จะไปเข่นฆ่าผู้คนในอาณาจักรอื่นต่อ ก่อให้เกิดหายนะอย่างใหญ่หลวงจนไม่อาจรับมือได้ นั่นจึงเป็นเหตุที่ฮิวโก้ยื่นมือเข้าช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายจนสายเกินแก้

 

แต่ทว่าผู้คนที่อคติก็ยังคงอคติอยู่วันยันคํ่า เหล่าบาทหลวงและนักล่าพ่อมดแม่มดย่อมอยากกำจัดเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น พวกเขาไม่สนหรอกว่าฮิวโก้จะมาช่วยหรือไม่ จะมีบุญคุณที่ช่วยปกป้องวอลธีเรียสักแค่ไหน คนเหล่านี้สนเพียงแค่ว่าต้องกำจัดพ่อมดแม่มดซึ่งเป็นสิ่งชั่วร้ายให้หมดไปจากโลกใบนี้

 

ข้าอยากจะสาปแช่งพวกหน้าโง่ที่ทำกับสหายข้าเช่นนี้ แต่ขณะเดียวกันการได้เห็นพ่อมดขาวผู้รักศักดิ์ศรีต้องมาอยู่ในสภาพนี้ --มันก็น่าสนุกดีเหมือนกัน

 

“หากนั่นเป็นเพียงความต้องการของคนกลุ่มหนึ่ง เหตุใดองค์ชายถึงไม่สั่งปล่อยตัวฮิวโก้เล่า --กักขังหมอนี่ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ” ข้าถาม

 

องค์ชายเนวิลล์คลี่ยิ้มบาง “แม้ข้าจะเป็นรัชทายาท...แต่ก็ไม่มีอำนาจเหนือคำสั่งของเหล่าขุนนางหรอก”

 

ข้าเอียงคอพร้อมเบิกตาขึ้น ในขณะที่ทราวิสนิ่งเงียบราวกับรู้อยู่แล้ว ทำให้ข้าหรี่ตาลงให้กับข้อมูลที่เพิ่งได้รู้เมื่อครู่

 

ที่แท้...ในเรื่องบางอย่าง แม้แต่รัชทายาทยังไม่มีสิทธิ์จะทำ

 

ทราวิสที่เงียบไปพักหนึ่ง เขาฝืนเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แล้วตอนนี้...สถานการณ์ภายในอาณาจักรเป็นอย่างไรบ้าง”

 

คราวนี้ออกัสท์เป็นฝ่ายตอบ สีหน้าของเขาหมองหม่นลงและเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด “หลังจากที่ปีศาจบุกเข้ามา ทำให้บ้านเรือนเสียหายไปกว่าครึ่ง ประชาชนมากมายสูญเสียครอบครัวไปต่อหน้าต่อตา จนบางคนถึงกับโศกเศร้าจนเสียสติ ซากศพที่ปีศาจกินเหลือเกื่อนกลาดไปทั่วบริเวณ หลายคนพากันแตกตื่นจนหนีข้ามกำแพงเมืองไป แต่เมื่อออกไปนอกกำแพงก็...”

 

ออกัสท์ไม่พูดต่อ แต่เราต่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น

 

“ประชาชนทุกคนในตอนนี้ต่างมีชีวิตอยู่อย่างหวาดหวั่น แทบไม่มีใครกล้าก้าวออกจากบ้าน อาณาจักรได้กลายเป็นดินแดนรกร้างเงียบเชียบ ความหวาดกลัว ตื่นตระหนก และเศร้าหมองได้ครอบคลุมทั่วบริเวณ --ไม่ว่าจะปลอบขวัญแค่ไหน...ก็ไม่มีใครหวาดกลัวน้อยลงเลย” องค์ชายเนวิลล์อมยิ้มอย่างเศร้าหมอง “ไม่คิดเลยว่า...ข้าจะได้เห็นอาณาจักรตัวเองในสภาพนี้”

 

ทราวิสยิ้มออกมาอย่างขื่นขมเช่นกัน “...นี่คงเป็นผลกรรมที่เสด็จพ่อเคยทำไว้กับอาณาจักรเฮอร์เรนเดลกระมัง”

 

จริงอย่างที่เขาว่า นี่มัน...แทบไม่ต่างจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเฮอร์เรนเดลเลยแม้แต่น้อย

 

“ตอนนี้ประชาชนมากมายโทษว่าเป็นความผิดพวกเจ้าสองคน --เกรโนเวอร์ องค์ชายทราวิส” ออกัสท์กล่าวขึ้น “เป็นเพราะพวกเจ้าเข้าไปในป่ามรณะ ทำให้ม่านเวทมนตร์เปิดออก ปีศาจทั้งหลายจึงได้ออกมาเข่นฆ่าผู้คนอย่างเลือดเย็น พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย ผู้คนจึงพากันสาปแช่งพวกเจ้าสองคนให้ตายอย่างทรมานและอนาถที่สุด”

 

“ออกัสท์...” องค์ชายเนวิลล์กดเสียงตํ่า แสดงความไม่พอใจเล็กน้อย “เจ้าไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องนี้”

 

“ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ผู้ที่เดือดร้อนย่อมอยากโทษใครสักคนเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น --ข้าเป็นคนใจกว้าง ย่อมเข้าใจดีอยู่แล้ว” ข้ากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง แม้ว่าจะกลอกตาขึ้นฟ้าอย่างหมั่นไส้ก็ตาม --ไม่ว่ายังไงชาววอลธีเรียก็ยังสรรหาเรื่องมาแสปแช่งข้าอยู่วันยันคํ่า เรียกได้ว่าต่อให้พวกเขาต้องถูกปีศาจฆ่าตาย ไม่ว่ายังไงก็ต้องลากข้าลงนรกไปด้วย

 

“ว่าแต่...เจเดน” จินที่เงียบตลอดการสนทนาเอ่ยขึ้น เขาเองก็ดูเศร้าโศกและเหนื่อยล้าไม่ต่างจากอีกสองคน “เจ้ารู้ได้ยังไงว่าวอลธีเรียกำลังเจอวิกฤต”

 

“อ่า...ถึงคราวข้าเป็นฝ่ายเล่าแล้วสินะ” ข้ายกขาขึ้นมาไขว่ห้างแล้วกระดิกเท้าไปมา “ฟังแล้วอย่าตกใจล่ะ”

 

จากนั้นข้าก็เล่าเรื่องราวที่ได้พบกับท่านพ่ออย่างปาฏิหารย์ และเรื่องแผนการของเทียร่าที่เขาบอกกับข้า รวมไปถึงหนทางที่จะแก้วิกฤตครั้งนี้ แน่นอนว่าพวกเขาทุกคนต่างตกใจที่ได้ฟังเรื่องนี้ จินได้แต่อ้าปากค้าง ออกัสท์ที่เอาแต่ทำหน้าเต่าง่วงยังถึงกับเบิกตาโพลง --นับว่าในที่สุดกล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาก็ได้ขยับเสียที

 

“พ่อของเจ้า...เจมส์ เกรโนเวอร์มาพบเจ้าจริงๆหรือ” จินยกมือขึ้นมาปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “แม้จะไม่ได้มาในร่างที่สมบูรณ์...แต่ข้าดีใจแทนเจ้าจริงๆเจเดน ในที่สุดความปราถนาที่ไม่มีทางเป็นจริงก็สำเร็จเสียที ซาฟีร่าเองก็รักสามีมาก หากนางรู้ว่าวิญญาณของเจมส์มาคุยกับเจ้า...นางต้องมีความสุขมากแน่”

 

ข้าคลี่ยิ้มนิดๆ “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น”

 

ในขณะเดียวกัน องค์ชายเนวิลล์นิ่งเงียบไปจนจินสังเกตได้ เขาจึงวางมือลงบนไหล่ของคนรักอย่างปลอบประโลม ก่อนที่องค์ชายเนวิลล์จะเอ่ยขึ้น “เทียร่า...นางยังไม่ตายจริงๆหรือ”

 

ทราวิสเม้มปากแน่น กล่าวตอบพี่ชายอย่างแผ่วเบา “ข้าเห็นมากับตา นางยังมีชีวิตอยู่ในฐานะแม่มดดำจริงๆ”

 

“น้องสาวข้า...นางไม่ใช่คนอำมหิตแบบนั้น”

 

“มนตร์ดำทำให้คนเปลี่ยนไป องค์ชาย” ฮิวโก้กล่าวเสียงแข็ง ความชิงชังที่มีต่อแม่มดดำมีอยู่เต็มเปี่ยม เขาหันมากล่าวกับข้า

 

“เจ้าบอกว่าวิญญาณของพ่อถูกอัญเชิญมาโดยมนตร์ดำ มันเป็นคาถาที่ผู้ใช้ต้องสละชีวิตตัวเอง เพียงเพื่อให้วิญญาณของคนที่ตายแล้วมาอยู่ร่างตัวเองชั่วคราวเนี่ยนะ”

 

“ใช่” ทราวิสเป็นฝ่ายตอบเสียงหนักแน่น “ข้าจำคาถานี้ได้ดี”

 

“เป็นคาถาที่โง่เง่าสมกับเป็นมนตร์ดำจริงๆ” ฮิวโก้เบ้ปากอย่างดูหมิ่น “แสดงว่าคนที่ใช้คาถานี้ก็อยากกำจัดเทียร่า และเขารู้ว่าพ่อเจ้ารู้อะไรบางอย่างที่สำคัญ บางอย่าง...ที่จะเป็นกุญแจสังหารแม่มดดำได้ จึงตัดสินใจใช้คาถานี้สังเวยชีวิตตัวเอง เพื่อให้เจมส์ได้บอกเรื่องนั้นกับเจ้างั้นสิ”

 

“ถูก” ข้ากล่าว “คำพูดสุดท้ายของท่านพ่อ...สิ่งที่ใช้สังหารแม่มดดำตนนี้ได้ คืออาวุธต้องคำสาป

 

“...นั่นเป็นคำจำกัดความที่กว้างมาก” ออกัสท์เอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียด “เราไม่อาจรู้ได้ว่าอาวุธที่ว่าคือสิ่งใด”

 

ทุกคนจมอยู่กับความเงียบอย่างครุ่นคิด บรรยากาศตึงเครียดจนน่าอึดอัด ก่อนที่ฮิวโก้จะกวาดสายตามองข้าหัวจรดเท้า แล้วเอ่ยถาม “เจเดน...ดาบเจ้าอยู่ไหน”

 

ข้าชะงักไป ก่อนจะพรูลมหายใจด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “มันหายไปหลายวันแล้ว”

 

จินเบิกตากว้าง “แต่นั่นมันของสำคัญที่สุดในชีวิตเจ้า...”

 

“และที่มันก็หายไปแล้วจริงๆ” ข้ากล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อยากพูดถึงมันอีก”

 

จินเงียบปากทันใด เขาได้แต่มองข้าอย่างเป็นกังวล ก่อนที่จู่ๆทราวิสก็โพล่งขึ้น “บางทีอาวุธต้องคำสาปนั่น...อาจเป็นดาบของข้า”

 

สายตาทุกคู่หันไปหาเขาทันที ทราวิสกำลังกำด้ามดาบที่ชื่อเจวิสไว้แน่น สีหน้าของเขาเรียบนิ่งจนอ่านไม่ออก ก่อนที่องค์ชายเนวิลล์จะเป็นฝ่ายถาม “วิสซี่ ทำไมคิดเช่นนั้น”

 

ทราวิสเหม่อมองไปยังกองไฟตรงหน้า ปล่อยให้ความทรงจำบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ขณะที่ฝ่ามือก็ลูบฝักดาบไปมา “ดาบเล่มนี้...ชาวเฮอร์เรนเดลเป็นคนสร้างมันให้ข้าเมื่อหลายปีก่อน”

 

ข้าเบิกตากว้าง ชะงักค้างไปชั่วขณะ ก่อนที่คิ้วจะค่อยๆขมวดเข้าหากันเป็นปมแน่น

 

“ข้าแค่ซ่อมให้เจ้า ไม่ได้ตีดาบให้เจ้าเสียหน่อย”

 

ทราวิสหันมาสบตากับข้า ก่อนเอ่ยตาใส “ก็ใช่ ข้ากำลังพูดถึงคนที่สร้างดาบเล่มนี้ขึ้นมา --ไม่ได้พูดถึงเจ้าเสียหน่อย”

 

'เปรี้ยง!!'

 

เหมือนฟ้าผ่าใส่กลางหัวข้าอย่างจัง หวนนึกถึงตอนที่ทราวิสเคยเล่าว่าผู้ที่ตีดาบเล่มนี้ คือรักแรกในชีวิตของเขา งั้นก็หมายความว่า...

 

รักแรกของทราวิส...เป็นชาวเฮอร์เรนเดล

 

แต่คำถามคือ...คนคนนั้นเป็นใครกัน?

 

ชาวเฮอร์เรนเดลทุกคนที่เป็นเชลยอยู่ในวอลธีเรีย ข้าล้วนรู้จักพวกเขาทั้งหมด และเคยไปเยือนกระท่อมโทรมๆของพวกเขาทุกคน ชาวเฮอร์เรนเดลเหล่านี้ล้วนมีเมตตาและเอ็นดูข้า เนื่องจากมีชะตากรรมลำบากเหมือนกัน ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะถูกวอลธีเรียฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหด ข้ายังเคยตีดาบไปให้พวกเขาใช้เลย แต่ใครกันล่ะที่ทราวิสตกหลุมรัก? ชาวเฮอร์เรนเดลที่อายุพอๆกันกับเขาก็มีเพียงข้าคนเดียว หมายความว่าทราวิสไปหลงรักคนแก่งั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นเป็นใครกัน หญิงชราใจดีที่ผิวหนังเหี่ยวยานจนแทบถึงพื้นอย่างท่านยายโรเซ็ตต้า หรือจะเป็นชายแก่หนวดเคราขาวเฟิ้มอย่างปู่เอ็ดเวิร์ดกัน--

 

“เจเดน...ดูจากสีหน้านั่นแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่” ฮิวโก้เอ่ยด้วยสีหน้าสุดจะเหม็นเบื่อ เขายกมือขึ้นมากุมหน้าผากอย่างทนดูไม่ได้ “ทำไมเจ้าโง่แบบนี้ โง่จนไม่รู้จะว่ายังไงให้หายโง่ โง่เหมือนถูกถอดสมองออกจากหัว โง่เหมือนสุนัขที่ขุดหลุมขับถ่ายไม่เป็น โง่เหมือน--”

 

“โว้วๆ ใจเย็นสหาย พูดครั้งเดียวก็พอ ไม่ต้องยํ้า” ข้าโบกไม้โบกมือปรามเขาไว้ นึกไม่เข้าใจว่าฮิวโก้โกรธแค้นอะไรข้านัก ทำไมต้องว่ากันขนาดนั้นด้วย

 

ก็ข้าคิดไม่ออกจริงๆนี่!!

 

“...ข้าเชื่อแล้วว่าคนเราไม่ฉลาดไปหมดทุกเรื่องจริงๆ” ฮิวโก้ถอนหายใจอย่างปลงตก สีหน้าของเขาท้อแท้สิ้นหวังอย่างมาก “องค์ชายทราวิส พระองค์อธิบายต่อเถอะ”

 

“ข้าคิดว่า...การที่เฮอร์เรนเดลกับวอลธีเรียเป็นปรปักษ์กันมาหลายศตวรรษ จนถึงทุกวันนี้ความบาดหมางนั้นก็ยังคงไม่หายไป --บางทีอาจเป็นเพราะมีคำสาปบางอย่างก็ได้” ทราวิสกล่าว โดยไม่ได้ละสายตาไปจากดาบในมือเลยแม้แต่วินาทีเดียว “และดาบเล่มนี้ ชาวเฮอร์เรนเดลได้สร้างมันให้ข้า เสมือนเป็นการปรองดองระหว่างสองอาณาจักรเป็นครั้งแรก --ไม่แน่ดาบเล่มนี้อาจจะต้องคำสาปก็เป็นได้”

 

“...นั่นก็เป็นไปได้” ฮิวโก้ลูบคางไปมาอย่างครุ่นคิด “ชาวเฮอร์เรนเดลตีดาบให้เจ้าชายแห่งวอลธีเรีย ฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้เลย”

 

“เราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” องค์ชายเนวิลล์กล่าวเสียงเคร่งขรึม “เกรโนเวอร์ วิสซี่ ในเมื่อพวกเจ้ากำลังมุ่งหน้าไปยังเฮอร์เรนเดล ต้องเจอกับแม่มดดำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนั้นก็ตามหาอาวุธวิเศษที่ว่านั่น...สังหารนางซะ”

 

เขาดูเจ็บปวดไม่น้อยที่ต้องเอ่ยเช่นนี้...เหมือนจะยังทำใจยอมรับไม่ได้ที่น้องสาวได้ทำเรื่องเลวทรามขนาดนี้ลงไป

 

“ในระหว่างนี้ ข้าจะหาทางไปเฮอร์เรนเดลเช่นกัน” ฮิวโก้ว่าขึ้น “หากจะมีใครที่สามารถกำจัดแม่มดดำได้...คนผู้นั้นย่อมต้องเป็นพ่อมดขาว”

 

“เจ้าแน่ใจหรอว่าจะเข้ามาได้” ข้ากล่าวด้วยตาที่หรี่ลง รู้สึกไม่ชอบความคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง “แม้แต่อิทธิฤทธิ์ของวิเศษของเจ้ายังเสื่อมไปมากโขเมื่อต้องอยู่ในป่ามรณะ...นับประสาอะไรกับเจ้าล่ะ เจ้าจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ที่เปรียบเสมือนแขนขาได้ หากเข้ามาก็มีแต่จะตายเปล่า”

 

ขอร้องล่ะ...ข้าทนเห็นสหายตายต่อหน้าไม่ได้หรอกนะ

 

“เจ้าจะให้ข้านิ่งดูดายหรืออย่างไร” พ่อมดจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เขาเอ่ยเสียงแข็งใส่ข้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “พวกเจ้าสองคนเป็นแค่มนุษย์ โอกาสที่จะฆ่าแม่มดที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้แทบไม่มี อย่างน้อยหากข้าไปที่นั่น....ก็ย่อมสามารถปกป้องพวกเจ้าได้บ้าง”

 

แต่ก่อนที่ข้าจะได้คัดค้านอะไรอีก กลุ่มควันจากลูกแก้วสื่อสารกลับเริ่มจางลงทีละนิด มนตร์ของฮิวโก้กำลังเสื่อมลงเรื่อยๆ....ซึ่งนั่นก็หมายความว่า

 

จินเบิกตาขึ้นอย่างหวาดกลัว“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ”

 

“...มีปีศาจอยู่แถวนี้” ข้ากวาดสายตาไปมองรอบตัวอย่างไม่ไว้ใจ อลิซาเบธลุกขึ้นมาแยกเขี้ยวคำรามโดยอัตโนมัติ ทราวิสก็เตรียมชักดาบออกจากฝัก ก่อนที่เขาจะหันไปบอกกับพี่ชายเป็นครั้งสุดท้าย

 

“เราคงต้องแยกจากกันตรงนี้”

 

องค์ชายเนวิลล์ได้แต่พรูลมหายใจออกมา สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างเปี่ยมล้น “พวกเจ้าเป็นความหวังสุดท้ายของเรา --ได้โปรด...ระวังตัวด้วย รอดชีวิตกลับมาให้ได้นะ”

 

“ข้าไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีแผนการ ไม่ต้องห่วง” ข้าฉีกยิ้มร้าย แววตาเป็นประกายวาววับ “ไม่ว่ายังไง...ข้าก็จะลากแม่มดดำนั่นลงนรกไปให้ได้”

 

“ข้าเพียงอยากให้เจ้ารอดกลับมาอย่างปลอดภัย” จินเอ่ยเสียงแผ่วอย่างวิงวอน “ทำได้ไหม --เจเดน”

 

ข้าชูนิ้วก้อยขึ้นมา “หากเจ้าสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี ข้าก็สัญญาว่าจะกลับไปครัวซองต์สูตรใหม่ของเจ้า”

 

จินถอนหายใจ ก่อนจะชูนิ้วก้อยขึ้นมาเช่นกัน “..ก็ได้ ข้าสัญญา”

 

องค์ชายเนวิลล์มองหน้าข้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก เขาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็บอกได้แค่ว่า “...ฝากดูแลน้องชายข้าด้วย”

 

“เรื่องนั้นพระองค์ไม่ต้องเป็นห่วง” ฮิวโก้เป็นฝ่ายกล่าวด้วยนํ้าเสียงเนือยๆ “เมื่อเจเดนห่วงใยใคร เขาก็พร้อมจะถวายวิญญาณเพื่อปกป้องคนผู้นั้น ต่อให้ตัวเองถูกชำแหละร่างกายเป็นชิ้นส่วน ต่อให้ต้องถูกควักหัวใจออกทั้งเป็น หากมันสามารถแลกมากับความปลอดภัยของคนผู้นั้นได้ เขาก็ไม่ลังเลที่จะทำ”

 

พ่อมดขาวตวัดสายตามามองข้า “ชายชาวเฮอร์เรนเดลคนนี้...ถึงจะดูปลิ้นปล้อนและน่าหมั่นไส้ แต่พระองค์เชื่อใจเขาได้แน่นอน”

 

“ฮิวโก้...” ข้าเรียกเขาด้วยนํ้าเสียงเคลิ้มฝัน “ชมข้าขนาดนี้ แต่งงานกันเถอะ”

 

อีกฝ่ายหน้าหุบจนยับยู่ยี่ทันใด ฮิวโก้ผะอืดผะอมจนถึงกับเบนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างขยะแขยง “ยังไงก็อย่าตายล่ะ เจ้าตัวแสบ”

 

เป็นตอนนั้นเองที่ใบหน้าของเขาและอีกสามคนค่อยๆจางหายไป...แล้วหายไปจนสิ้นราวกับไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน

 

วินาทีก่อนที่พวกเขาจะหายไป เสียงของออกัสท์เป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้ยิน

 

“เกรโนเวอร์ หากเจ้ารอดกลับมาได้...โทษประหารชีวิตของเจ้า ข้าจะทำให้เป็นโมฆะ”

 

ข้าหัวเราะร่าอย่างสมเพช มันควรจะเป็นโมฆะตั้งแต่แรกแล้ว --ท่านหัวหน้าอัศวินหน้ามึน

 

หลังจากที่การสนทนาเสร็จสิ้น หันไปก็พบว่าอลิซาเบธกำลังวิ่งตามกลิ่นบางอย่างไป ข้าจึงหยิบเขี้ยวงูยักษ์ขึ้นมาเพื่อใช้แทนดาบ แล้วตามอลิซาเบธไปพร้อมกับทราวิสอย่างช่วยไม่ได้ เจ้าสุนัขปีศาจใช้จมูกดมกลิ่นบนพื้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะไปหยุดลงหลังพุ่มไม้ใหญ่ พวกเราจึงไปนั่งซุ่มลงอยู่ตรงนั้น

 

ด้านหลังพุ่มไม้นั้น มีปีศาจมากมายราวห้าสิบตนกำลังเดินกันเป็นขบวนอย่างพร้อมเพรียง พวกมันกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทางไปปราสาทของเทียร่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ปีศาจพวกนี้ไม่ใช่มนุษย์ก็จริง แต่กลับไม่ได้มีรูปร่างอัปลักษณ์วิกลวิการเหมือนปีศาจส่วนใหญ่ที่เคยพบเจอ ปีศาจเหล่านี้กลับดูสง่างามและแข็งแกร่ง...ราวกับพวกมันอยู่คนละระดับกับปีศาจและอสุรกายที่เราเคยเจอโดยสิ้นเชิง

 

“น่าแปลกนัก” ทราวิสพึมพำเบาๆ ขณะจับตามองขบวนปีศาจผ่านพุ่มไม้ “ทั้งที่เราอยู่ใกล้มันขนาดนี้ แต่ปีศาจพวกนี้...ไม่ได้กลิ่นเรางั้นหรือ”

 

“มีอยู่สองสิ่งที่เป็นไปได้” ข้ากระซิบตอบ “พวกมันไม่ได้กลิ่น หรือได้กลิ่น...แต่ไม่สนใจ”

 

ซึ่งข้อหลังแทบเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

 

แต่แล้วในขณะนั้นเอง สายตาข้าเหลือบไปเห็นสายโซ่ในมือของปีศาจเหล่านี้ พวกเขาทุกตนถือสายโซ่เหล็กระโยงระยางไว้คนละหนึ่งเส้น โซ่ที่ว่านี้มัดใครบางคนที่อยู่ตรงใจกลางขบวนปีศาจนั้นไว้อย่างแน่นหนา ใครคนนั้นก็คือปีศาจที่รูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่มีดวงตาสีแดงฉานเหมือนเลือด ใส่เสื้อผ้าขาดๆสีดำสนิท และมีสีหน้ากราดเกรี้ยวเหมือนโกรธอะไรสักอย่างตลอดเวลา

 

ทราวิสเบิกตากว้าง “นั่นมัน...”

 

เจฟฟ์!!

 

หลังจากที่หมอนี่ช่วยรักษาบาดแผลให้พวกเรา รวมทั้งช่วยเราออกมาจากกรงขังในปราสาทคาร์ลอส และชี้นำทางให้จนเรามาโผล่ที่ถํ้านางเงือกจนสำเร็จ ตั้งแต่นั้นเราก็ไม่พบวี่แววของเขาอีกเลย ไม่รู้ว่าเขาจะถูกวิญญาณของกษัตริย์คาร์ลอสลงทัณฑ์หรือไม่ จะเป็นตายร้ายดียังไง ข้ายังคงรู้สึกผิดที่ทิ้งเขาไว้เช่นนั้นมาตลอด แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเจอเขาอีกครั้งในสภาพนี้

 

นับว่าโล่งใจอยู่บ้างที่เห็นหมอนี่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้ร่างกายของเขาก็โดนสายโซ่กว่าห้าสิบเส้นมัดไว้รอบตัวตั้งแต่คอจรดเท้า เนื้อตัวและผิวพรรณที่ซีดขาวถูกโซ่รัดแน่นจนเลือดไหลซึมออกมา ตลอดทางที่เขาก้าวเดินจะมีร่องรอยหยดเลือดทิ้งไว้บนพื้น บาดแผลสาหัสที่ถูกทำร้ายมีอยู่ทั่วร่างกาย เขาเอาแต่มองไปอย่างทางด้านหน้าอย่างเหม่อลอย และทุกครั้งที่เดินช้า ก็จะถูกโซ่ทั้งห้าสิบเส้นกระชากอย่างแรงจนเหมือนร่างกายถูกฉีกออกจากกัน ซึ่งเขาก็ได้แต่ขบกรามทนความเจ็บปวด แล้วฝืนก้าวเดินต่อไปอย่างขัดขืนไม่ได้

 

“...แม้ว่าข้าจะยังแค้นที่หมอนี่หักดาบของข้า” ทราวิสเอ่ยด้วยสีหน้าดำทะมึน “แต่ข้าคิดว่าเราควรช่วยเขา”

 

“ควรเป็นเช่นนั้น” ข้ายักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “ยังไงเราก็ต้องมุ่งหน้าไปทางเดียวกับพวกเขาอยู่แล้ว...ช่วยเหลือปีศาจสักตนระหว่างทางจะเป็นไรไป”

 

“ข้า...พอจะคิดแผนได้แล้ว”

 

ข้าเลิกคิ้วด้วยรอยยิ้มุมปาก “งั้นหรือ เช่นนั้นก็ดีเลย”

 

“ปกติเจ้าเป็นคนคิดแผนการในทุกสถานการณ์ คราวนี้ให้ข้าได้ช่วยคิดแทนเจ้าบ้าง” นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์หันมาสบตากับข้าและอลิซาเบธ “แต่แผนนี้จะไม่สำเร็จ...หากเราทั้งหมดไม่ร่วมมือกัน”

 

ข้าสบตากับดวงตาสีแดงฉานของอลิซาเบธ แล้วหันกลับมามองทราวิสด้วยรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจ “เราพร้อมจะช่วยเจ้าทุกอย่าง”

 

“โฮ่ง!!”

 

ทราวิสอมยิ้ม “อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวล”

 

“แต่ก่อนอื่น ข้าขอพูดอะไรสักอย่าง เรื่องที่พี่ชายเจ้าบอกไว้...ว่าเจ้าพร้อมจะสละชีวิตเพื่อใครบางคนน่ะ” ข้าสบตากับเขาอย่างสื่อความหมาย เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องทำหรอกนะ ใครคนนั้นเขาไม่ต้องการ”

 

ทราวิสชะงักไปพักหนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มออกมาด้วยสายตารักใคร่

 

“ใครคนนั้นก็เหมือนกันนะ...” เขาชักดาบเจวิสออกจากฝัก เตรียมตัวโจมตีศัตรูด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่อนุญาตให้เขาตายเป็นอันขาด”

 

 

 

Loading...55%

 

 

 

เจฟฟ์ถูกโซ่เหล็กกว่าห้าสิบเส้นกระชากให้เดินตลอดเวลา มันบีบรัดบาดเฉือนผิวหนังอย่างรุนแรงจนเลือดไหลซึมออกมามากมาย โซ่แข็งๆเหล่านั้นพันรัดร่างเขาไว้แน่นราวกับหมายจะให้กระดูกทุกส่วนป่นปี้ จนเขาต้องกระอักเลือดออกมาเป็นระยะ กระนั้นเหล่าปีศาจก็ไม่แม้แต่จะเหลียวมองเขา ยังคงเดินจูงเขาไปโดยไม่สนสิ่งอื่นใด เจฟฟ์เบ้หน้าด้วยความปวดทรมานและหงุดหงิดไปในขณะเดียวกัน ก่อนที่เจ้าตัวจะย่นคิ้วเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง

 

เจฟฟ์ค่อยๆเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นสุนัขปีศาจตัวโตด้านบน อลิซาเบธกำลังใช้หางตัวเองเกี่ยวกิ่งไม้สูงไว้ ศีรษะและลำตัวของมันห้อยต่องแต่งไปมาในอากาศ ครั้นมันพบว่าเจฟฟ์เห็นมันแล้ว ก็ฉีกยิ้มโชว์เขี้ยวเรียงรายในปากอันน่าสยองให้ดูทันใด

 

ดวงตาสีแดงฉานของเจฟฟ์เลื่อนไปยังกิ่งไม้ที่อยู่สูงกว่านั้น พบว่ามีร่างของชายหนุ่มที่นั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้รูปร่างคดเคี้ยวพิสดาร เขาเอนหลังพิงต้นไม้อย่างสบายๆ นอนไขว่ห้างชมพระจันทร์เต็มดวงที่โดดเด่นบนผืนฟ้า แล้วละสายตากลับมาใช้มีดสลักวาดลวดลายลงบนหินในมือ ท่าทางผ่อนคลายไร้กังวลราวกับไม่ได้มีปีศาจเป็นฝูงอยู่ด้านล่างเลยแม้แต่น้อย

 

ข้าใช้ปลายมีดขีดเขียนข้อความลงบนหินอย่างสบายใจ ก่อนจะเบนสายตาไปแสยะยิ้มร้ายให้เจฟฟ์ เจ้าตัวถลึงตาใส่จนดวงตาแทบถลนออกมา เขาทำหน้าเหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาบีบคอข้าให้ได้ เห็นแบบนั้นข้าจึงกลอกตาด้วยรอยยิ้มมุมปาก

 

เป็นอย่างที่คิด...เจฟฟ์ได้ยินเสียงความคิดของคนอื่น และเขาก็รับรู้ได้แล้วว่าเรามีแผนจะช่วยเขายังไง

 

พริบตาต่อมา ปีศาจตนหนึ่งที่เดินอยู่ท้ายขบวนก็ถูกอะไรบางอย่างใต้พื้นดินสูบลงไป มันกระชากร่างของเขาลงไปใต้ดินอย่างไวว่อง จนปีศาจผู้โชคร้ายเผลอปล่อยโซ่ออกจากมือ มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้เสียงจนปีศาจตนอื่นไม่สามารถรับรู้ได้

 

เจฟฟ์กลอกตาอย่างหัวเสียเหมือนที่ชอบทำ ก่อนจะทำตามแผนด้วยการหยุดเดิน และก็เป็นไปตามคาด ปีศาจเหล่านั้นกระชากโซ่ที่มัดรอบตัวเขาอย่างแรง ต่างพากันเพ่งความสนใจไปที่เจฟฟ์ โดยไม่ได้หันไปมองทางด้านหลังแต่อย่างใด

 

ทันใดนั้นเอง ทราวิสที่อยู่ใต้ดินพร้อมกับอนาสตาเซียและอิซาเบลล่า ก็ฉวยโอกาสโผล่ขึ้นมาจากหลุมใต้ดิน เขาใช้ดาบตัดโซ่เส้นที่ปีศาจตนนั้นปล่อยทิ้งไว้บนพื้น สายโซ่ยาวเหยียดถูกฟันจนขาดไปครึ่งท่อนอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่ทราวิสจะออกแรงเหวี่ยงโซ่ขึ้นไปในอากาศ

 

'หมับ!!'

 

ข้าคว้าโซ่เส้นนั้นมาไว้ในมือ โดยที่สายตายังคงจดจ่ออยู่กับหินสลักในมืออีกข้าง ข้าเก็บหินก้อนนั้นใส่กระเป๋ากางเกงดังเดิม ก่อนจะใช้มือลูบสายโซ่เหล็กเย็นๆตั้งแต่โคนสู่ปลาย

 

เราไม่สามารถตัดโซ่ทั้งเส้นในคราเดียวได้ ไม่อย่างนั้นปีศาจตนอื่นคงรู้กันหมดพอดี แต่แม้ว่าจะสามารถตัดโซ่มาได้แค่ท่อนหนึ่ง...มันก็เพียงพอสำหรับแผนต่อไป

 

ข้าหมุนคอไปมาจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ เหวี่ยงโซ่เหล็กในมือไปมาในอากาศอย่างคล่องมือ แล้วเลียริมฝีปากด้วยรอยยิ้มโรคจิต

 

หึ...ได้เวลาสนุกกันแล้วสิ

 

เจฟฟ์ทำหน้าเหมือนอยากกัดลิ้นตาย เมื่อรับรู้ได้ว่าข้ากำลังใช้โซ่มัดรอบตัวอลิซาเบธไว้ แล้วค่อยๆหย่อนมันลงไปด้านล่างราวกับกำลังตกปลา ปีศาจที่อยู่ท้ายสุดของขบวนเหมือนจะเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างได้ อลิซาเบธที่ถูกหย่อนลงไปก็ไม่รอช้า รีบใช้ฟันและเขี้ยวยาวๆของมันงับเข้าที่คอเสื้อของปีศาจตนนั้น แล้วใช้แรงมหาศาลของมันเหวี่ยงอีกฝ่ายขึ้นไปในอากาศอย่างไวว่อง

 

'ฉึก!!'

 

ในจังหวะที่อีกฝ่ายถูกเหวี่ยงขึ้นมา ข้าใช้เขี้ยวงูยักษ์เสียบทะลุกลางหลังเขาอย่างทันท่วงที แทงเฉือนเข้าไปจากด้านหลังอย่างสุดแรง จนมือของข้าที่อาบเลือดสีดำทะลุไปโผล่ที่กลางแผ่นอกของเขา ทว่าเจ้าตัวกลับเพียงแค่มีท่าทีตกใจเล็กน้อย เขาก้มมองมือข้าที่ทะลุแผ่นอกตัวเอง แล้วนัยน์ตาสองสีก็ค่อยๆหันมามองข้าที่มองอยู่ก่อนแล้ว

 

ข้าฉีกยิ้มกว้างในแบบที่ตรงข้ามกับคำว่าเป็นมิตร “สวัสดี ไม่ยินดีที่ได้พบ”

 

ก่อนที่อีกฝ่ายจะตั้งตัว ข้าก็กระชากร่างเขามากระแทกให้นอนควํ่าลงกับกิ่งไม้ใหญ่ แล้วหย่อนสะโพกนั่งทับลงบนศีรษะอีกฝ่าย กดนํ้าหนักลงไปให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้เขาขยับได้ เท้าทั้งสองข้างก็กดขยี้ลงไปบนแผ่นหลังกว้างนั้น จนพื้นรองเท้าบูทข้าแทบจะจมทะลุลงไปในแผลกลางหลังที่เปิดออก โลหิตสีดำสนิทพรั่งพรูออกมาไม่หยุดจนไหลหยดลงไปด้านล่าง แม้ว่าปีศาจตนนี้จะไม่ได้ส่งเสียงร้องใดๆออกมา แต่เขาตัวสั่นด้วยความทรมานอย่างเห็นได้ชัด

 

ถ้าขืนยังดิ้นอยู่อีก พ่อจะตดใส่เลยคอยดู!

 

และเนื่องจากปีศาจตนนี้ไม่ได้ปล่อยมือจากโซ่ สายโซ่จึงขึงตึงเป็นเส้นตรงไปตามแรงของเขา เป็นโอกาสให้ทราวิสโผล่ขึ้นมาใช้ดาบฟันมันจนขาดสะบั้น

 

'แกร๊ง!!'

 

คราวนี้เกิดเสียงดังลั่นจนปีศาจทุกตนชะงักไป อิซาเบลล่าและอนาสตาเซียไม่รอช้า ขุดหลุมขึ้นมาจากใต้ดินแล้วกระชากปีศาจลงไปสองตนในคราเดียว เมื่อลากลงไปได้สำเร็จ ทราวิสที่รออยู่ก่อนแล้วก็ใช้ดาบแทงจนทะลุอกพวกเขาอย่างไวว่อง และแล้วปีศาจทั้งหลายก็ถูกสุนัขปีศาจสองตนใต้ดินกระชากลงไปตนแล้วตนเล่า ภายในระยะเวลาสั้นๆไม่กี่วินาที...ปีศาจกว่าสิบตนก็ถูกกระชากลงไปในหลุมใต้ดินเสียแล้ว

 

ในขณะเดียวกัน อลิซาเบธก็กระโดดลงจากต้นไม้สูง มันส่งเสียงคำรามกู่ก้องในลำคออย่างดุร้าย ก่อนจะใช้พลังทั้งหมดสร้างร่างแยกหมาป่าออกมาเพิ่ม จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนมีมากนับร้อย กองทัพหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์ทั้งหลายประสานเสียงคำรามออกมาพร้อมกันดังลั่น ก่อนจะพากันพุ่งโจมตีเข้าใส่ศัตรูอย่างกราดเกรี้ยว

 

ตอนนี้พวกปีศาจรู้แล้วว่าเป้าหมายของเราคือเจฟฟ์ แต่กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใดๆ ไม่แม้แต่จะกระชากโซ่เพื่อขัดขวางการรักษาร่างกายของเจฟฟ์ ปล่อยให้ร่างของตัวเองถูกสุนัขปีศาจโจมตีใส่จากทั้งบนดินและใต้ดิน

 

'แกร๊ง!! แกร๊ง!!'

 

ทราวิสยังคงกัดฟันตัดโซ่ต่อไปอย่างยากลำบาก โซ่เหล่านั้นมันแข็งจนดาบของเขาเริ่มสึกหรอ แต่ในขณะเดียวกันโซ่ทั้งหลายที่รัดตัวเจฟฟ์ก็ค่อยๆคลายลงทีละนิด เจฟฟ์ปิดเปลือกตาลง ค่อยๆใช้พลังสมานแผลตามร่างกายอย่างเชื่องช้า เป็นตอนนั้นเองที่ดวงตาสีทองอำพันของเหล่าปีศาจตนหนึ่ง...ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำล้วนจนไม่เห็นตาขาว

 

ความอดทนของมันสิ้นสุดลงตรงนี้

 

ปีศาจตนนี้ยื่นมือซีดขาวที่เต็มไปด้วยกรงเล็บยาวออกไปข้างหน้า แล้วร่างของทราวิสก็ถูกเรี่ยวแรงมหาศาลดูดไปตามฝ่ามือนั้นราวกับแม่เหล็ก ไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ วินาทีต่อมา...คอของเขาก็ถูกดูดไปอยู่ในมือของปีศาจเสียแล้ว

 

อลิซาเบธเบิกตาโพลงทันใด “โฮ่ง!!”

 

“อึก...!!” ทราวิสถูกฝ่ามือใหญ่ที่เย็นเฉียบราวกับนํ้าแข็งบีบอย่างแรง แล้วร่างของเขาก็ค่อยๆถูกยกขึ้นเหนือพื้นดิน กรงเล็บยาวแหลมจิกลงไปในผิวเนื้อทีละนิด โลหิตสีแดงของมนุษย์ไหลซึมออกมา ไหลจากลำคอลงมาถึงหน้าอกและหยดลงสู่พื้นดิน ทราวิสโดนบีบคอแน่นจนขาดอากาศ เขาพยายามอ้าปากโกยอากาศเข้าไปในปอดอย่างยากลำบาก ในขณะที่ดวงตาแข็งกร้าวจนเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงอย่างทรมาน

 

ข้ากำเขี้ยวงูยักษ์ในมือแน่นจนมันบาดมือ ขณะสูดหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ หากข้าปาเขี้ยวงูนี่ใส่ปีศาจตนนั้น โอกาสที่จะขว้างโดนทราวิสนั้นมีอยู่สูงมาก และหากขว้างมันออกไป เป้าหมายของพวกมันก็จะเปลี่ยนมาเป็นข้าแทน จากนั้นแผนทุกอย่างก็จะพังหมด

 

เชื่อใจทราวิสซะ เจเดน

 

แม้ว่าจะอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ ทราวิสกลับจ้องปีศาจตรงหน้าด้วยแววตาแข็งกร้าว ราวกับต้องการใช้สายตากรีดเฉือนอีกฝ่ายจนทะลุ ใบหน้าของทราวิสซีดขาวพร้อมกับเรี่ยวแรงที่เหือดหายไปทีละนิด ทว่าเขากลับไม่ยอมปล่อยมือจากดาบแม้แต่วินาทีเดียว ทราวิสกำมันแน่นจนสั่นระริก ปลายเท้าเตะไปมาในอากาศอย่างดิ้นรน พยายามข่มกลั้นความทรมานจนหายใจไม่ออกไว้ ก่อนที่เขาจะกัดฟันรวบรวมแรงทั้งหมดไปไว้ที่ขาทั้งสองข้าง แล้วยกมันขึ้นมาถีบที่หน้าท้องของปีศาจตรงหน้าอย่างสุดแรงเกิด แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยับเขยื้อนไปพร้อมกับแรงเตะเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังเอาแต่จ้องเข้าไปในนัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์ไม่วางตา...ราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง

 

'ฉึก!!'

 

ทว่าพริบตาต่อมา ทราวิสก็ได้กัดฟันใช้มืออันอ่อนแรงยกดาบขึ้นมา แล้วใช้แรงปักปลายดาบเข้าไปในหลังคออีกฝ่ายจากด้านหลัง ทราวิสกำดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดรอบหลังมือที่สั่นไม่หยุด เม็ดเหงื่อเย็นๆผุดซึมบริเวณหน้าผาก เขาขบกรามแน่นพร้อมกับใช้แรงทั้งหมดแทงด้ามดาบเข้าไปให้ลึกที่สุด ให้ปลายดาบเหล็กค่อยๆเฉือนทะลุจากหลังคอปีศาจมาเรื่อยๆ...จนในที่สุดมันก็ทะลุมายังคอด้านหน้าที่มีลูกกระเดือกอย่างน่าสยดสยอง โลหิตสีดำสนิทพุ่งกระเซ็นออกมาใส่ใบหน้าของทราวิสจนเปื้อนไปครึ่งซีก กระนั้นเขากลับไม่ยอมปล่อยดาบแม้แต่เสี้ยววินาที

 

ปีศาจตนนั้นกระอักเลือดอย่างทรมาน สุดท้ายก็ทรมานจนยอมปล่อยมือจากคอของทราวิสในที่สุด เจ้าตัวทรุดลงไปนั่งกระแทกหอบหายใจกับพื้นทันที เขาหอบหายใจรุนแรงจนแสบไปทั่วทั้งคอ ทราวิสยกมือสั่นเทาขึ้นมากุมลำคอโชกเลือดของตัวเองไว้ ขณะพยายามอ้าปากโกยลมเข้าปอดให้ได้มากที่สุดราวกับปลาขาดอากาศ

 

ข้าอดจะพรูลมหายใจออกมายาวเหยียดไม่ได้ รู้สึกโล่งราวกับยกเทือกเขาออกจากอก --ทราวิสพูดถูก เขาไม่ใช่หญิงสาวบอบบาง ไม่ใช่บุรุษที่อ่อนแอ หมอนี่เป็นชายชาตรีคนหนึ่งที่ปกป้องตัวเองได้ แม้จะยังขาดประสบการณ์ในการทำศึก แต่เขาก็ฝึกซ้อมอย่างหนักตั้งแต่เด็กในฐานะเจ้าชาย ที่ในอนาคตอาจต้องร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่ชาย ข้าไม่ควรกังวลมากเกินไปจริงๆ

 

ในขณะที่ปีศาจทั้งหลายกำลังปัดป้องบรรดาสุนัขปีศาจมากมาย ปีศาจหลายสิบตนได้เงยหน้าขึ้นมองข้า พวกเขามีสีหน้าแตกต่างกันออกไป บางตนเหมือนจะประหลาดใจ บางตนทำหน้าเบื่อหน่ายติดรำคาญ บ้างก็นิ่งเฉย แต่ที่พวกเขาทั้งหมดมีเหมือนกัน...คือความใจเย็น ราวกับกำลังเฝ้ารอว่าพวกเราจะทำอะไรต่อไป

 

ข้ายังคงฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ให้แก่พวกเขา แต่ในใจกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างหาได้ยาก --ในสนามรบ ศัตรูที่มีความใจเย็นนั้นน่ากลัวที่สุด เพราะนั่นเป็นท่าทางของผู้ที่ไร้กังวลในการต่อสู้...ราวกับรู้อยู่แล้วว่าชัยชนะต้องเป็นของตน

 

สายโซ่เหล็กในมือข้าเริ่มสั่นกระตุกไปมาเล็กน้อยราวกับมีชีวิต ข้ากำมันแน่นราวกับจะบีบให้แตกคามือ

 

อีกนิดเดียว...อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น

 

ทันใดนั้นปีศาจที่เพิ่งถูกทราวิสแทงไปเมื่อครู่ ก็ค่อยๆดึงดาบที่ปักไว้ในคอออกมาด้วยสายตาเป็นประกาย ไม่สนใจโลหิตสีดำที่พุ่งพรวดออกจากลำคอตัวเองเป็นสาย เขายกมือขึ้นมาโบกทีหนึ่งอย่างแรง แล้วแรงลมมหาศาลก็พัดเอาร่างของอลิซาเบธลอยไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ พร้อมกับร่างแยกนับร้อยของมันที่สลายหายไปในชั่วพริบตา มันเป็นการโจมตีที่รวดเร็วภายในเสี้ยววินาทีจนไม่อาจมองตามได้

 

ข้ากับทราวิสเบิกตาโพลง “อลิซาเบธ!!”

 

“เอ๋ง...!!” อลิซาเบธถูกเหวี่ยงไปกระแทกอย่างรุนแรงจนอวัยวะภายในบอบชํ้า ดวงตาสีแดงเลือดของมันแข็งกร้าวอย่างเจ็บปวด มันดูทรมานราวกับกำลังโดนเปลวไฟที่มองไม่เห็นแผดเผา เสียงคำรามร้องกู่ก้องอย่างทรมานดังออกจากปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยวยาวๆ บาดแผลที่บาดเฉือนลึกไปถึงกระดูกมากมายปรากฎขึ้นทั่วร่างกายของมัน บางบริเวณเหมือนถูกตะปบจนเนื้อหลุดออกไปทั้งแผ่น มันกระอักเลือดออกมาอย่างน่าสงสาร แล้วหดร่างกลายเป็นสุนัขตามเดิม

 

บ้าเอ๊ย...เจฟฟ์ รีบรักษาตัวเองเร็วๆเข้าสิ

 

ปีศาจเหล่านี้ไม่แม้แต่จะโจมตีเรากลับสักครั้ง ทำเพียงแค่ยืนมองนิ่งๆ ปล่อยให้อลิซาเบธได้โจมตีตามใจชอบ แต่เมื่อถึงคราวพวกเขาโต้ตอบด้วยการโจมตีง่ายๆเพียงครั้งเดียว...กลับสร้างความเสียหายได้มากถึงเพียงนี้

 

เจ้าพวกนี้...ต่างจากปีศาจทั้งหมดที่เราเคยเจอในป่ามรณะ

 

ปีศาจตนนั้นที่ทำร้ายอลิซาเบธเงยหน้าขึ้นมามองข้าด้วยสายตาทอประกายบางอย่าง ซึ่งข้าก็จ้องกลับอย่างไม่เกรงกลัว ราวกับเป็นการต่อสู้ที่ใช้สายตาฟาดฟันกันอย่างไม่ลดละ ความเงียบที่ครอบงำพร้อมกับสายลมเย็นๆพัดผ่าน ทำให้บรรยากาศอึมครึมจนหายใจได้ไม่ทั่วท้อง

 

ปีศาจทั้งหลายกว่าห้าสิบตนที่อยู่ด้านล่างข้า พวกเขาทุกคนล้วนเป็นบุรุษที่กำยำและสง่างามราวกับเทพบุตร สวมเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์ประหลาดที่ข้าไม่รู้จัก มันประดับไปด้วยลวดลายและเครื่องประดับสวยงาม ทั้งงดงามและดูแข็งแรงทนทานราวกับชุดเกราะ เรือนผมของพวกเขาทุกตนยาวทั้งกลางหลัง ใบหูเรียวแหลมเหมือนเอลฟ์ที่เคยเห็นในหนังสือตำนานเทพนิยาย นัยน์ตาแต่ละคนมีสีแตกต่างกันออกไปเหมือนอัญมณี ดูลึกลับและซ่อนเร้นอย่างอันตราย

 

เป็นไปได้ไหม...ว่าพวกเขาจะไม่ใช่มนุษย์ชาวเฮอร์เรนเดลที่ถูกแม่มดสาปให้กลายเป็นปีศาจ...แต่เป็นปีศาจที่เป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจจริงๆ สิ่งมีชีวิตในตำนานที่เล่าขานกันมาตั้งแต่โบราณกาล เผ่าพันธุ์ที่เป็นต้นกำเนิดของมนตร์ดำต่างๆในโลกมนุษย์

 

ข้าลอบปาดเหงื่อในใจ --แล้วแบบนี้เราจะรับมือไหวได้อย่างไร...

 

“...บุรุษผู้นี้” ปีศาจตนนั้นใช้ดาบเจวิสชี้ไปทางทราวิส ปลายดาบเหล็กที่ถูกเคลือบไปด้วยโลหิตสีดำชี้ไปยังเจ้าของ ก่อนที่ปีศาจจะกล่าวด้วยเสียงหนักแน่นว่า “คือรัชทายาทลำดับที่สามแห่งวอลธีเรีย องค์ชายทราวิส”

 

ปีศาจทุกตนพลันเบิกตาขึ้น แล้วหันมามองข้าที่อยู่บนกิ่งไม้สูงทันที ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งพูดขึ้น “เช่นนั้นอีกคนก็คือ...”

 

'ฉึก!!!'

 

ทันใดนั้นเอง หนามยาวแหลมคมมากมายก็ผุดขึ้นมาจากแผ่นหลังของปีศาจที่ข้ากำลังนั่งทับไว้ มันงอกขึ้นมาแทงลึกเข้าไปในขาทั้งสองข้างของข้าภายในชั่วพริบตา ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่ทันตั้งตัว โลหิตสีแดงกระพุ่งเซ็นออกมาจากรอบขาทันที ปลายหนามที่ยาวคมกริบเหมือนใบมีดก็ทิ่มแทงเข้าไปในผิวเนื้อจนต้องกัดฟันแน่น ข้าได้แต่หลับตาข่มกลั้นความทรมานเหมือนถูกฉีกขาเป็นชิ้นๆไว้

 

ทราวิสตะโกนสุดเสียงด้วยตาที่เบิกโพลง “เจเดน!!!”

 

'ตึง!!

 

พริบตาต่อมา ข้าก็ถูกผลักให้หลังกระแทกราบลงกับกิ่งไม้ใหญ่อย่างแรง อีกฝ่ายพลันพลิกตัวขึ้นมาคร่อมข้าไว้อย่างไวว่อง สีหน้าที่เรียบเฉยของเขาเมื่อครู่...ยามนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความขึ้งเคียดที่เปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาต นัยน์ตาที่ข้างหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกข้างเป็นสีแดงมองข้าด้วยเปลวไฟแห่งความพยาบาท

 

“ไอ้พวกน่ารังเกียจ! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้นะ!!”

 

ข้าได้ยินเสียงทราวิสกู่ร้องอย่างกราดเกรี้ยว เขาเหมือนจะพยายามมาช่วยข้า แต่กลับถูกเรี่ยวแรงมหาศาลของปีศาจหยุดไว้จนขยับไม่ได้ ทำให้ได้แต่ร้องคำรามออกมาอย่างกระวนกระวาย แต่แม้ว่าข้าจะอยู่ใต้ร่างของปีศาจอย่างเสียเปรียบ ก็ยังคงพยายามจ้องคนด้านบนด้วยสายตานิ่งเฉย ก่อนที่เรียวเล็บยาวเหยียดจะทิ่มแทงลงไปในศีรษะข้า ค่อยๆบาดลึกลงไปบนหนังศีรษะ แล้วลากยาวลงมากรีดข้างหางตาซ้ายจนเลือดอุ่นๆไหลรินออกมา

 

“อ่า...นึกแล้วเชียว ใช่จริงๆเสียด้วย” เสียงปีศาจด้านบนกล่าวอย่างเย็นเยียบ เขากรีดยิ้มเผยเขี้ยวยาวอันน่าสยดสยองด้วยแววตาเป็นประกาย “ผมสีแดงเพลิง ตาสีมรกต...มันช่างคุ้นเคยยิ่งนัก”

 

สิ้นถ้อยคำนั้น ดวงตาของปีศาจทั้งหลายก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำล้วนทั้งเบ้าอย่างพร้อมเพรียง พวกเขากว่าห้าสิบตนกางกรงเล็บออกมาจากปลายนิ้ว ขนสีดำยาวฟูที่เต็มไปด้วยหนามแหลมงอกขึ้นมาจากผิวหนังตั้งแต่หัวจรดเท้า เขี้ยวยาวๆงอกออกมา ใบหน้าและขนาดตัวขยายใหญ่ขึ้นภายในชั่วพริบตา จมูกและปากยื่นออกมาด้านหน้า ใบหูเรียวแหลมบิดเบี้ยวไปมาแล้วกลายสภาพเป็นใบหูสีดำที่ตั้งขึ้นเหมือนหมาป่า แขนขาและอวัยวะต่างๆขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับขนสีดำที่งอกออกมา ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที ก่อนที่ปีศาจทั้งหลายจะเงยหน้าประสานเสียงหอนคำรามสะเทือนขวัญ มันดังลั่นราวกับจะกระชากวิญญาณคนฟังไปได้ เป็นเสียงหอนที่ทำให้เสียงคำรามน่ากลัวของอลิซาเบธกลายเป็นเด็กน้อยไปในพริบตา

 

ข้ามองปีศาจบนร่างตัวเองที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดหน้าขนตัวใหญ่ แล้วมองผ่านไหล่ของมันไปเห็นพระจันทร์เต็มดวงสว่างสไวบนผืนฟ้าที่มืดสนิท เป็นตอนนั้นที่ข้าเข้าใจได้ในทันที

 

ฝูงมนุษย์หมาป่า...

 

“กรรรรรรรรร์!!!”

 

เสียงคำรามกู่ก้องสะเทือนขวัญดังออกจากปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวยาวๆ ใบหน้าอันแสนดุร้ายทั้งหลายต่างจ้องมาที่ข้าอย่างกินเลือดกินเนื้อ ก่อนที่ปีศาจตนนี้จะกางกรงเล็บยาวแหลมราวกับใบมีด ตะปบลงมาใส่หน้าอกข้าในชั่วพริบตา

 

ข้าใช้จังหวะนั้นพลิกตัวกลิ้งลงมาจากต้นไม้อย่างไวว่อง ใช้มือข้างหนึ่งเหวี่ยงโซ่ขึ้นไปเกี่ยวไว้กับกิ่ง วินาทีที่ข้าหลบการโจมตีนั้นได้สำเร็จ กรงเล็บยาวๆก็ตะปบลงบนกิ่งไม้ใหญ่อย่างรุนแรงแทน เนื้อไม้ที่แข็งแรงเหมือนเหล็กถูกข่วนจนถลกออกมาตามแรงตะปบอย่างน่ากลัว ราวกับเป็นเพียงแค่ปุยนุ่นบอบบางเท่านั้น

 

ข้าลอบกลืนนํ้าลาย สายตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันใด --นั่นเป็นการโจมตีที่เร็วจนน่าเหลือเชื่อ หากหลบไม่ทัน...ปอดข้าคงถูกกรงเล็บน่ากลัวนั่นข่วนจนฉีกขาดออกจากกันเป็นแน่

 

สายตาดุร้ายที่แข็งกร้าวตวัดมามองข้าอย่างเชือดเฉือน ไม่ทันจะได้กะพริบตา กรงเล็บที่สองก็ตามมาทันที โดยครั้งนี้มันข่วนลงมาใส่ศีรษะข้าราวกับจะดึงสมองออกมา ข้าขบกรามแน่นแล้วใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้นั่นอีกครั้ง ครานี้หลบได้อย่างฉิวเฉียดจนหัวไหล่ซ้ายข้าโดนกรงเล็บบาดไปเล็กน้อย แต่แม้จะโดนข่วนไปเพียงเล็กน้อย เนื้อตรงส่วนนั้นกลับถูกเฉือนจนหลุดไปพร้อมกับกรงเล็บของอีกฝ่าย โลหิตสีสดกระเซ็นออกมาเปื้อนหน้าข้าทันที

 

ข้าขมวดคิ้วเบ้หน้าอย่างเจ็บปวด กำหมัดแน่นขณะหอบหายใจแรง เส้นเลือดเขียวๆปูดขึ้นรอบหลังมือและบริเวณหน้าผาก ท่อนขาทั้งสองข้างเองก็ยังคงเลือดไหลไม่หยุด ข้ากัดฟันกรอดขณะพยายามไม่ใส่ใจความเจ็บปวดอันน้อยนิด ใช้ลิ้นเลียเลือดคาวๆของตัวเองออกจากแก้ม แล้ววิเคราะห์ประเมิณคู่ต่อสู้คร่าวๆ

 

ศัตรูที่ตัวสูงใหญ่ที่สูงราวแปดฟุต ทั้งยังร่างกายหนาแข็งแรงกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว เพียงแค่ตะปบใส่ก็สามารถกระชากไส้ออกมาได้อย่างง่ายดาย ฟังดูแล้วมีข้อได้เปรียบในทุกด้าน ในขณะที่ข้าสูงพ้นเอวอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แถมยังเคลื่อนไหวได้ช้ากว่า พละกำลังด้อยกว่าชนิดเทียบไม่ติดฝุ่น ไม่ต่างจากลูกไก่ตัวน้อยสู้กับมังกรยักษ์เลยแม้แต่น้อย

 

แต่ผู้ชนะ...คือผู้ที่สามารถพลิกจุดแข็งของศัตรูให้เป็นจุดอ่อน แล้วเปลี่ยนจุดอ่อนของตัวเองให้กลายเป็นจุดแข็งได้

 

เป็นตอนนั้นที่ข้าพลันย่อตัวหมอบลง แล้วใช้เขี้ยวงูปาดเฉือนบริเวณเหนือข้อเท้าที่เต็มไปด้วยขนทั้งสองข้างโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนเสียงคำรามแผดร้องอย่างเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว ข้าไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวแม้แต่เสี้ยววินาที แล้วใช้มืออีกข้างเหวี่ยงสายโซ่เหล็กฟาดใส่ดวงตาทั้งสองข้างของมันราวกับแส้ จนโลหิตสีดำเริ่มซึมออกมา ก่อนที่มนุษย์หมาป่าตรงหน้าจะแผดเสียงคำรามออกมาด้วยโทสะที่ลุกเป็นไฟ ในขณะที่ทัศนวิสัยของมันเริ่มพร่าเลือนเข้าไปทุกที

 

ข้าหอบหายใจขณะรู้สึกเบาใจไปนิด แม้ว่าข้าจะไม่มีแรงมากพอที่จะฟันขามันให้ขาด แต่อย่างน้อยก็สามารถทำให้มันบาดเจ็บได้

 

ตัวสูงนักใช่ไหม... นํ้าหนักเยอะนักใช่ไหม... แรงเยอะนักใช่ไหม... เจอการโจมตีด้านล่างไปหน่อยเป็นไง

 

หากสามารถเอาชนะความหวาดกลัว แม้แต่ลูกไก่ก็สามารถโค่นล้มมังกรได้ เพราะมังกรนั้นทั้งร่างสูงใหญ่ยักษ์ แรงเยอะมหาศาลจนสามารถทลายภูเขาได้ ในขณะที่ลูกไก่นั้นตัวเล็กจนแทบมองไม่เห็น เพียงแค่มันใช้ปากแหลมๆจิกลงไปบนเท้ามังกร สร้างความเจ็บปวดเล็กๆน้อยๆให้อีกฝ่ายไปเรื่อยๆ ด้วยความที่มังกรมีร่างสูงใหญ่ จึงทำให้มันมองลูกไก่ที่อยู่ด้านล่างแทบไม่เห็น อีกทั้งมังกรนั้นยังมีนํ้าหนักตัวมาก การเคลื่อนไหวจึงทำให้อืดช้าลงไปโดยปริยาย ฉะนั้นต่อให้มันพยายามกระทืบเท้าเพื่อเหยียบลูกไก่แค่ไหน ก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ตัวโตที่พยายามจะตบยุงตัวเล็กๆที่บินจนมองตามไม่ทัน แต่สุดท้ายก็ถูกมันกัดอยู่ดี

 

แต่แน่นอน...บางครั้งโชคก็ไม่เข้าข้างเราเสมอไป ต่อให้ลูกไก่ว่องไวและฉลาดเฉลียวแค่ไหน หลายครั้งก็ไม่อาจจะสู้ความเหนือกว่าของมังกรได้

 

“กรรรรรรรรร์!!!”

 

คราวนี้มนุษย์หมาป่ากระโจนเข้าใส่ข้าในชั่วพริบตา พละกำลังที่เหนือกว่าเป็นเท่าตัวของมันทำให้ผลักข้าจนหลังกระแทกกิ่งไม้อย่างรุนแรง จนแผ่นหลังปวดร้าวเหมือนถูกหินก้อนยักษ์ทับไว้ ข้าสำลักออกมาอย่างทรมานครั้นรู้สึกว่าอวัยวะภายในบอบชํ้า ดวงตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินเสียงกระดูกส่วนไหนไม่รู้หัก ข้าฝืนกลํ้ากลืนเลือดที่ตีตื้นมาจุกอยู่ในคอลงไป ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงื้อมือขึ้นสูง แสงจันทร์ส่องกระทบกรงเล็บยาวแหลมจนเกิดประกายสว่างจ้า ก่อนที่มันจะฟันลงมาอย่างเต็มแรง

 

'เคร้ง!!!'

 

ข้ายกเขี้ยวงูขึ้นมาต้านฝ่ามือใหญ่เท่าศีรษะที่พยายามจะใช้กรงเล็บตะปบลงมา อีกฝ่ายกดนํ้าหนักมหาศาลลงมาอย่างแรงจนข้าแทบจะต้านไว้ไม่ไหว มือที่ถือเขี้ยวงูสั่นระริกราวกับอ่อนแรงลงไปทุกที กล้ามเนื้อต้นแขนข้าเค้นเรี่ยวแรงออกมาจนปวดร้าวราวกับจะฉีกขาด ข้าขบกรามแน่นขณะส่งเสียงคำรามในลำคออย่างไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนมาใช้ปากคาบโซ่ที่อยู่ในมือซ้ายไว้ แล้วยกมือข้างนั้นมาช่วยมือขวาในการจับเขี้ยวงู ในขณะที่ฝ่ามือใหญ่ของมนุษย์หมาป่ากลับกดลงมาเรื่อยๆ มันพยายามจะใช้เล็บตะปบใบหน้าข้าให้ได้ ข้าพยายามใช้เขี้ยวงูยื้อไว้สุดฤทธิ์ด้วยมือทั้งสองข้าง จนมันสั่นเทาไม่หยุด ท่อนแขนทั้งสองข้างของข้าเกร็งอย่างแรงจนขึ้นเส้นเลือด อีกฝ่ายออกแรงกดฝ่ามือลงมาเรื่อยๆจนปลายเล็บคมแหลมเฉียดหน้าผากข้าจนเลือดซึม

 

แต่ในขณะที่ข้ากำลังอับจนหนทาง ศัตรูตรงหน้ากลับเงื้อมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ขึ้น เตรียมจะฟันลงมาให้สมองข้าขาดเป็นชิ้นส่วน

 

ข้าไม่ได้หันไปมองทางอื่นแม้แต่เสี้ยววินาที จึงไม่รู้ว่าทราวิสถูกมนุษย์หมาป่าคนหนึ่งใช้มนตร์ดำให้เขาขยับไม่ได้ ทำให้ทราวิสต้องพยายามดิ้นรนคิดหาวิธีอยู่นานสองนาน แต่ทันทีที่เขาสามารถหลุดออกมาจากคาถานั้นได้ ก็พลันรีบหยิบดาบของตัวเองขึ้นมา ก่อนแผดเสียงตะโกนลั่น

 

“ครัวซองต์!!!”

 

ข้าเบิกตาโพลงทันใด เบนสายตาไปมองอีกที ก็พบว่าทราวิสได้ออกแรงขว้างดาบมาใส่ข้า บัดนี้แม้แต่บรรดามนุษย์หมาป่าทุกตนที่เฝ้ามองอยู่ยังอํ้าอึ้งไป ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกาย เพราะทิศทางที่ทราวิสขว้างดาบมา...มันจะปักลงใส่คอข้าอย่างพอดิบพอดี

 

ทว่าในวินาทีที่ปลายดาบพุ่งทะยานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ข้าจงใจผ่อนแรงที่ใช้เขี้ยวงูต้านอีกฝ่ายไว้ ทำให้ฝ่ามือใหญ่ที่เต็มไปด้วยกรงเล็บกดตํ่าลงมาเรื่อยๆ พร้อมกับร่างกายอันใหญ่โตที่กดตํ่าลงมาเช่นกัน นัยน์ตาสีมรกตพลันแข็งกร้าว ข้าใช้จังหวะนั้นเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดกระชากร่างหนาใหญ่ลงมา

 

'ฉึก!!!'

 

แล้วใช้อีกฝ่ายเป็นโล่กำบังดาบของทราวิส ทำให้ปลายดาบเหล็กที่พุ่งทะยานขึ้นมาด้วยความเร็วสูงปักเข้าไปในหลังคอของมนุษย์หมาป่า โลหิตสีดำสนิทสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ มันแผดเสียงร้องน่าสยดสยองออกมาใส่หน้าข้าเต็มๆ ข้าทำเพียงออกแรงถีบร่างของอีกฝ่ายอย่างแรง จนมันร่วงหล่นจากกิ่งไม้ใหญ่ลงไปกระแทกพื้นด้านล่างอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายตาของปีศาจทั้งหลายกว่าห้าสิบตน

 

ครัวซองต์เป็นแค่ชื่อขนมธรรมดาที่ข้าชอบกิน...แต่มันก็เป็นรหัสลับที่ข้ากับทราวิสได้ตกลงกันไว้เมื่อครู่ ว่าหากเจอเหตุการณ์วิกฤตเมื่อไหร่ ทราวิสจะตะโกนคำนี้ออกมาเป็นการส่งสัญญาณ ก่อนจะขว้างดาบของเขามาใส่ข้าตรงๆ แล้วข้าก็จะกระชากร่างของศัตรูมาเป็นโล่กำบังภายในวินาทีสุดท้าย นับว่าเป็นแผนตบตาศัตรูที่เสี่ยงพอสมควร แต่ก็นับว่าคุ้มที่มันสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

 

ชั่วขณะนั้นเอง เจฟฟ์ที่ใช้พลังรักษาตัวเองอย่างเงียบๆก็พลันหดร่างลง กลายร่างเป็นเพียงแมลงปอตัวเล็กๆ ทำให้โซ่ทั้งหลายที่รัดรอบตัวเขาไว้หล่นกระแทกลงสู่พื้นดิน ทุกสายตาเบนไปจับจ้องโดยพลัน ในขณะที่เจฟฟ์รีบบินออกมาจากตรงนั้นอย่างไวว่องจนมองตามไม่ทัน

 

ข้าพลันดีดตัวขึ้นมาทันที ขว้างเขี้ยวงูในมือทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะใช้ขาอาบเลือดทั้งสองข้างที่ยังคงปวดร้าวเกี่ยวรอบกิ่งไม้ไว้แน่น แล้วห้อยศีรษะลงไปในอากาศราวกับลิง ทำให้ทัศนวิศัยทุกอย่างที่ข้าเห็นตีลังกากลับด้านไปหมด ข้าเหวี่ยงสายโซ่ที่กระตุกไปมาในมือ ก่อนที่โซ่เหล็กจะค่อยๆกลายสภาพเป็นคันธนูเหล็กสีดำสนิท ข้าใช้มืออีกข้างออกแรงเหนี่ยวสายธนูจนสุดแขน แล้วลูกศรสามดอกที่ทำจากเหล็กก็ปรากฎขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ข้าเล็งปลายศรทั้งสามไปยังบริเวณที่ฝูงมนุษย์หมาป่ารวมตัวอยู่ทันที

 

ข้าแสยะยิ้ม ดวงตาเป็นประกายโรคจิตอย่างบ้าคลั่ง “ลงนรกไปซะ”

 

สิ้นถ้อยคำนั้น ลูกศรบินพลันพุ่งทะยานออกจากคันธนูด้วยความเร็วสูง ศรเหล็กแหลมคมทั้งสามแหวกทะลุอากาศจนเกิดเสียงบาดหู เหล่ามนุษย์หมาป่าหลบลูกศรทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย ทำให้ศรเหล็กทั้งสามปักลงบนพื้นดินใกล้ๆพวกเขา ปลายศรยังคงสั่นเทาไปมาแม้ว่าจะปักลงบนพื้นแล้ว แสดงให้เห็นถึงพละกำลังของมันที่ราวกับพยายามจะมุดดินลงไป

 

สาม สอง หนึ่ง

 

'ตู้มมมมมมมมม!!!!!'

 

เสียงระเบิดดังสนั่นจนแผ่นดินสั่นไหว พื้นดินรอบบริเวณที่ธนูเหล่านั้นปักลงไปได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆเป็นวงกว้าง ธนูเหล็กทั้งสามดอกสร้างแรงระเบิดมหาศาลในรัศมีกว้างกว่าสิบไมล์ มันระเบิดแรงเสียจนพื้นดินโดยรอบและต้นไม้ต่างๆถูกซัดกระเด็นขึ้นไปเหนืิอเมฆ กลุ่มควันใหญ่โตปะทุขึ้นฟ้าราวกับภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินสนั่นหวั่นไหวอย่างรุนแรง บรรดาฝูงกาต่างพากันบินหนีจนแตกกระเจิงไปคนละทิศ

 

เจฟฟ์กลายร่างเป็นสัตว์พาหนะโดยพลัน เขากางปีกโฉบมารับข้าขึ้นไปได้ทันท่วงที ไม่อย่างนั้นคงโดนระเบิดเล่นงานจนศพแหลกละเอียด ทราวิสนั้นนั่งบนหลังเจฟฟ์พร้อมกับอลิซาเบธที่ยังไม่ได้สติอยู่ก่อนแล้ว เจฟฟ์พาเราบินทะยานขึ้นฟ้าเพื่อหลบเลี่ยงระเบิดที่ปะทุขึ้นมาราวกับภูเขาไฟ ชนิดที่ว่าแม้ตอนนี้เราจะบินขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับเมฆยามคํ่าคืนแล้ว กลุ่มหมอกควันระเบิดมากมายยังตามเรามาถึงบนนี้

 

เมื่อมองลงไปด้านล่าง ก็พบว่าแผ่นดินนั้นถูกระเบิดจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ยักษ์น่ากลัว มันทั้งลึกและกว้างขวางเหมือนแอ่งนํ้าขนาดยักษ์ ราวกับโดนอุกกาบาตพุ่งชนอย่างไรอย่างนั้น

 

นี่ข้าเล่นใหญ่เกินไปไหม...

 

“ยิ่งกว่าเล่นใหญ่เสียอีก” เจฟฟ์ที่ตอนนี้อยู่ในร่างม้ามีปีกสีขาวปลอดเอ่ยด้วยนํ้าเสียงหงุดหงิด ใบหน้าของเขายับยู่ยี่ราวกับท้องผูกตามแบบฉบับเจ้าตัว “อยากจะบ้าตาย แค่จะฆ่ามนุษย์หมาป่าห้าสิบตน เจ้าถึงกับต้องระเบิดแผ่นดินหนึ่งในห้าส่วนของป่ามรณะเชียวหรือ!?”

 

“ก็ข้ากลัวว่าพวกมันจะไม่ตายนี่” ข้ายักไหล่ แม้ว่าจะยอมรับในใจว่าทำเกินเหตุจริงๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดอันใด ก่อนจะตาเป็นประกายเมื่อกวาดตาสำรวจม้ามีปีกตัวนี้ “เพกาซัสที่ชื่อเจฟฟรี่ย์นี่ น่ารักจังเลยนะ~”

 

เจฟฟ์กะพรือปีกสีขาวดุจหิมะเป็นจังหวะขณะพาเราบินไปด้านหน้าอย่างไม่เร่งรีบ ทุกครั้งที่เขากะพรือปีก จะพัดกลุ่มเมฆเจือจางรอบตัวออกไปให้พ้นทาง เป็นภาพที่ดูสง่างามอย่างยิ่ง แต่ทันทีที่เจ้าตัวได้ยินคำชมจากปากข้า ใบหน้าสีขาวหิมะก็ดำทะมึนอย่างหัวเสียทันที “หุบปาก!!”

 

เขากระฟึดกระฟัดอยู่สักพัก ก่อนจะถามเสียงแข็งตามปกติ ทว่าครั้งนี้กลับอ่อนนุ่มลง “พวกเจ้ามาช่วยข้าทำไม...ช่วยไปก็ไร้ประโยชน์”

 

“ข้าก็ไม่ได้อยากช่วย” ทราวิสตอบหน้าตาย “แต่เจ้าเคยมีบุญคุณกับเรา...และข้าเองก็ไม่ได้ใจดำขนาดที่จะปล่อยให้เจ้าถูกโซ่รัดจนเลือดหมดตัวไปต่อหน้าต่อตา”

 

ข้าที่นั่งซ้อนด้านหลังทราวิสกระตุกยิ้มนิดๆ “แผนครั้งนี้ ต้องยกความดีความชอบให้ทราวิสหมดเลยนะ”

 

ทราวิสหันมามองข้าผ่านไหล่ สายลมรอบตัวพัดให้เรือนผมและชุดของเขาปลิวสะบัด มือข้างหนึ่งของเขาลูบอลิซาเบธในร่างลูกหมาที่อยู่บนตักไปมา ส่วนมืออีกข้างยื่นมาเช็ดคราบเลือดออกจากใบหน้าข้า สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่ดวงตากลับทอประกายเป็นห่วงเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา “ข้าแค่วางแผนเรื่องการซุ่มโจมตีจากอากาศและทางใต้ดินเท่านั้น เรื่องใช้โซ่เปลี่ยนเป็นอาวุธน่ะ...เจเดนเป็นคนคิดเอง”

 

ความจริงแล้วแผนการครั้งนี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก เพียงแค่ให้ทราวิสกับอนาสตาเซียและอิซาเบลล่าโจมตีขึ้นมาจากใต้ดิน ในขณะที่ข้าจะคอยเฝ้าระวังให้จากด้านบน โดยที่อิซาเบลล่าและอนาสตาเซียจะต้องช่วยกันขุดหลุมลงไปใต้ดินเป็นอุโมงค์ และมีความกว้างพอให้ทราวิสสามารถหายใจในนั้นได้ ในระหว่างที่โจมตีปีศาจเหล่านั้น ทราวิสก็ต้องคอยลอบตัดสายโซ่ที่รัดตัวเจฟฟ์ไว้ไปด้วย ทำยังไงก็ได้ให้โซ่ที่รัดตัวเจฟฟ์ไว้หลวมลง มากพอให้เขาได้รักษาตัวเอง

 

ส่วนข้ามีหน้าที่ต้องใช้ของวิเศษในย่าม ซึ่งก็คือผงที่เปลี่ยนสิ่งของที่ทำจากเหล็กให้กลายเป็นอาวุธวิเศษได้ดั่งใจนึก มันเป็นสิ่งเดียวในย่ามที่มีประโยชน์ต่อเราในสถานการณ์นี้ ข้าจึงโรยผงวิเศษนี้ใส่มือทั้งสองข้าง พร้อมกับบอกให้ทราวิสตัดโซ่เหล็กมาให้ข้าเส้นหนึ่ง หลังจากที่มือข้าลูบโซ่เส้นนี้ไปมา มันจะใช้เวลาสักพักในการแปรสภาพกลายเป็นอาวุธ และทันทีที่เจฟฟ์รักษาตัวเองจนสามารถใช้พลังได้แล้ว เขาจะต้องกลายร่างเป็นสัตว์ปีกแล้วบินหนีออกมาโดยพลัน จากนั้นข้าก็จะใช้ธนูเหล็กนี้ยิงเข้าใส่ปีศาจเหล่านั้น ฝังพวกเขาทั้งเป็นเหมือนที่ทำไปเมื่อครู่นี้

 

ซึ่งแม้ว่าผลที่ได้รับกลับมาคือบาดเจ็บกันคนละเล็กน้อย...แต่ก็นับว่าดีเกินคาดน่ะนะ

 

ข้ารู้สึกปวดกล้ามเนื้อแขนทั้งสองข้างจนแสบไปถึงกระดูก ไหนจะหัวไหล่ที่ถูกเฉือนจนแหว่งเป็นเนื้อเหวอะหวะ ท่อนขาทั้งสองก็โดนหนามแทงจนปวดร้าวไปถึงกระดูก ป่านนี้เลือดก็ยังคงไม่หยุดไหล บอกตามตรงว่าเมื่อกี้ข้าแทบไม่มีแรงง้างธนูด้วยซํ้า ส่วนทราวิสก็มีรอยกรงเล็บจิกลงไปรอบลำคอ คราบเลือดที่ไหลลงมาเป็นทางยังคงไม่แห้งสนิท

 

“พวกเจ้าสองคนน่าจะไปเป็นคู่หูอาชญากรอะไรทำนองนั้น” ดวงตาสีแดงฉานของเจ้าม้าขาวกลอกไปมาอย่างรำคาญ ก่อนที่เขาจะกล่าวเสียงแข็ง “อดทนอีกนิด เดี๋ยวข้าจะรักษาให้”

 

“ปีศาจพวกนั้น...” ทราวิสกล่าวเสียงเครียด ฝ่ามือลูบขนสุนัขปีศาจในตักไปมา “มันเป็นปีศาจที่ต่างจากเจ้าและอลิซาเบธ ข้าคงไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม”

 

เป็นเวลาชั่วครู่ที่เจฟฟ์เงียบไป ลมหายใจของเขาติดขัดราวกับกำลัง...หวาดกลัว สักพักเขาถึงจะเปล่งเสียงออกมาได้ “...ทั้งแตกต่าง และห่างชั้นกันโดยสิ้นเชิง พวกข้าเป็นมนุษย์ที่ถูกสาปให้กลายเป็นปีศาจ เพื่อเป็นทาสรับใช้ของแม่มดดำ แม้แต่ตัวแม่มดดำที่มีพลังเหนือธรรมชาติ นางยังเคยเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่ฝึกฝนมนตร์ดำเท่านั้น แต่มนุษย์หมาป่าพวกนั้น...เป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจโดยกำเนิด อาศัยอยู่ในอีกมิติหนึ่งมาช้านาน”

 

ข้าย่นคิ้วนิดๆ เช่นนั้นข้อสันนิษฐานของข้าก็ถูกต้องแล้ว

 

เจฟฟ์กดเสียงตํ่าลง “แต่บอกตามตรง...การเอาชนะปีศาจพวกนั้นได้ นับว่าเป็นปาฏิหารย์ที่ไม่น่าเป็นไปได้เลยสักนิด”

 

เจฟฟ์พูดไม่ทันจบ จู่ๆทราวิสก็สำลักโลหิตสีดำออกมาอย่างรุนแรง ร่างกายเขาอ่อนแรงจนข้าต้องรีบคว้าไว้ไม่ให้ร่วงลงจากหลังม้า แล้วค่อยๆให้เขาพิงศีรษะไว้ที่แผ่นอกข้า

 

“ทราวิส! เกิดอะไรขึ้น เจ้าเป็นอะไรไป” นํ้าเสียงข้าแฝงความตระหนกอย่างจับชนปลายไม่ถูก ใบหน้าของทราวิสซีดลงจนไร้สีเลือดฝาดต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เปลือกตาแทบจะปิดอยู่รอมร่อ เขาดูอ่อนเพลียปราศจากเรี่ยวแรง หอบหายใจถี่แรงราวกับจะขาดใจตาย ร่างกายสั่นเทาจนทำให้ข้าขวัญเสีย ก่อนที่นัยน์ตาสีมรกตจะต้องเบิกโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่ออักขระสาปบนต้นแขนของทราวิสได้แผ่ขยายมาจนถึงต้นคอภายในระยะเวลาอันสั้น

 

อะไรกัน...ทำไมจู่ๆถึงได้ลุกลามเร็วถึงเพียงนี้

 

แม้ร่างกายในอ้อมแขนจะเย็นชืดราวกับศพ แต่ข้ากลับสวมกอดเขาไว้แน่นราวกับเป็นสิ่งลํ้าค่า ทราวิสดิ้นไปมาด้วยความทรมาน เส้นเลือดเขียวๆปูดขึ้นรอบใบหน้าเขาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเบิกโพลงแข็งกร้าว อักขระค่อยๆลุกลามขึ้นมาทีละนิด จนมันแผ่ขยายมาจนถึงปลายคางของเขา ค่อยๆลามไปถึงข้างแก้มจนทราวิสกรีดร้องออกมาลั่น ในขณะที่ข้าทำได้เพียงนั่งมองเขาทรมานอยู่เฉยๆ นั่งโง่ๆอยู่อย่างนี้โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย

 

ทำยังไงดี...ข้าควรทำอย่างไร!?

 

ทว่าก็เป็นอีกครั้งที่โชคชะตากลั้นแกล้ง เสี้ยววินาทีนั้น มีสายโซ่เส้นหนึ่งพุ่งทะยานมาจากพื้นดินด้านล่าง มันพุ่งเข้ามารัดรอบลำคอเพกาซัสสีขาวไว้ทันที พริบตาต่อมามันก็กระชากเจฟฟ์ลงไปด้านล่างด้วยแรงมากมายมหาศาล

 

“เหวอ!!!”

 

เราไม่แต่จะมีเวลามาตกใจหรือตั้งตัวใดๆ ร่างของม้ามีปีกถูกกระชากลงไปอย่างแรงจนทะลุม่านเมฆบางเบา จนเราทุกคนต้องเกาะหลังเจฟฟ์ไว้แน่นไม่ให้ลอยหลุดไป เพียงแค่เสีี้ยววินาทีต่อมา ร่างของเจฟฟ์ก็กระแทกลงกับพื้นดินด้านล่างอย่างรุนแรง ส่วนข้ากับทราวิสกระเด็นออกไปคนละทิศ น่าแปลกที่เราเพียงแค่บาดเจ็บฟกชํ้าเท่านั้น แต่เจฟฟ์กลับกระอักเลือดอย่างรุนแรงจนต้องกลับคืนร่างเดิม แล้วหมดสติไปทันที

 

“...น่าประทับใจ” มนุษย์หมาป่าตนหนึ่งฉีกยิ้ม ยกมือขึ้นมาปรบอย่างร่าเริง “เมื่อครู่เป็นแผนหลบหนีที่สมบูรณ์แบบมาก”

 

ข้าพลันตัวแข็งทื่อ กวาดสายตาไปรอบๆอย่างระแวง ยามนี้เราถูกมนุษย์หมาป่ากว่าห้าสิบตนล้อมรอบไว้ ไร้ซึ่งช่องว่างที่จะหลบหนีได้ พวกเขาทุกตนได้กลับมาอยู่ในร่างปีศาจที่หล่อเหลาสง่างามดังเดิม ไม่ใช่มนุษย์หมาป่าขนเต็มตัวแสนดุร้ายเหมือนเมื่อกี้แล้ว

 

อะไรกัน...ยังไม่ตายอีกหรอ

 

ข้าพยุงร่างสั่นเทาที่โชกเลือดของตัวเองให้ลุกขึ้น กัดฟันข่มความเจ็บปวดขณะกล่าวเสียงตึงเรียบ “พวกเจ้าต้องการอะไร”

 

“ความจริงแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่พวกพ้องของเราถูกสุนัขปีศาจกระชากลงไปใต้ดิน พวกเราทั้งหมดก็รับรู้ได้แล้ว ว่ามีมนุษย์กำลังซุ่มโจมตีเราอยู่” มนุษย์หมาป่าอีกตนเอ่ยขึ้น เบี่ยงประเด็นจากคำถามข้าโดยสิ้นเชิง “รู้ไหมทำไมพวกเราถึงไม่ฆ่าพวกเจ้าตั้งแต่ตอนนั้น”

 

ข้าอยากจะตอบไปตรงๆว่าไม่อยากรู้ ทว่าอีกฝ่ายก็เริ่มร่ายยาวเสียแล้ว

 

“นานมาแล้ว...เผ่าพันธุ์เก่าแก่ของเราเคยทำสัญญากับมนุษย์ ว่าแม้ว่าเราจะมีมนตร์ดำอยู่ในครอบครองตั้งแต่กำเนิด แต่เราจะไม่มีวันทำร้ายหรือรุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่อ่อนแอกว่าเป็นอันขาด”

 

“สำหรับพวกเราเผ่าปีศาจ พันธสัญญานั้นสำคัญเหนือยิ่งกว่าชีวิต หากตกลงปลงใจทำสัญญาไปแล้ว ก็จะไม่สามารถฝ่าฝืนมันได้เป็นอันขาด” กล่าวมาถึงตรงนี้ เขาก็แสยะยิ้มร้าย “แต่บรรพบุรุษเผ่าปีศาจ...ไม่ได้ห้ามไม่ให้เราทำร้ายมนุษย์ที่ทารุณพวกเราก่อน”

 

ทราวิสยังคงอยู่ในสภาพไร้เรี่ยวแรงด้วยความทรมาน เขาเบิกตาโพลงทันใด “เจเดน! ระวัง!!”

 

ข้ารีบหันหลังไปตามสัญชาตญาณ พบว่าหอกแหลมคมกำลังพุ่งเข้ามาทางนี้ ข้ารีบง้างสายธนูออกจนสุดแรง ยิงศรเหล็กออกไปในทันที

 

'เคร้ง!!!'

 

ลูกศรที่ทำจากเหล็กพุ่งชนเข้ากับปลายหอกอย่างเต็มแรง ทำให้หอกเปลี่ยนทิศทางไปปักลงบนพื้นดินด้านข้าง ในขณะที่หอกอีกเล่มก็ถูกขว้างตามมาติดๆ ซึ่งข้าก็เบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด

 

'ฉึก!!!'

 

แต่ไม่สามารถหลบหอกอีกสองเล่มที่ขว้างมาจากด้านหลังได้...

 

“เจเดน!!!!!!!”

 

สิ่งแรกที่ข้าเห็น คือโลหิตสีแดงสดที่สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ข้าเบิกตาโพลง ร่างกายชะงักแข็งทื่อ ริมฝีปากเผยอออก แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงร้องใดๆออกมาได้ ทำเพียงค่อยๆก้มลงมองปลายหอกที่แทงทะลุจากด้านหลัง โผล่มาด้านหน้าบริเวณกระดูกไหปลาร้าขวา ในขณะที่อีกเล่มทะลุจากด้านหลังมาโผล่ที่สีข้างด้านซ้าย ปลายหอกเหล็กเย็นๆบาดลึกเข้าไปในผิวเนื้อจนความเจ็บแล่นไปทั่วทั้งร่าง ข้าไม่เหลือแรงแม้แต่จะขบกรามเพื่อกลั้นความเจ็บปวดไว้ ร่างกายพลันล้มกระแทกลงไปกับพื้นทันที

 

“อั่ก...!!” โลหิตมากมายตีตื้นขึ้นมาจุกไว้ในอก แล้วพ่นออกมาจากริมฝีปากอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ข้าพยายามจกัดฟันะใช้แขนสั่นๆอันไร้เรี่ยวแรงพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง แต่ความเจ็บที่มีแท่งเหล็กสองเล่มปักไว้ในร่างกาย มันทำเอาข้ารู้สึกเหมือนถูกฉีกร่างออกเป็นสองซีก ใบหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความทรมานจนต้องกำหมัดแน่น ยิ่งหายใจก็ยิ่งรู้สึกเหมือนปลายหอกทั้งสองเล่มได้แทงเสียดเข้าไปในหัวใจข้าอย่างไม่ใยดี

 

“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!! ปล่อย!!!” ทราวิสตวาดกร้าวจนเสียงแตก เป็นนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความปวดรวดร้าว ราวกับจะตะโกนด้วยความทรมานให้กล่องเสียงแตก วินาทีนี้เขาไม่สนความทรมานของอักขระสาปที่กำลังกัดกินร่างกายอีกแล้ว ทราวิสพยายามดิ้นให้หลุดจากเงื้อมมือของปีศาจสองตนที่บีบแขนเขาไว้ตนละข้าง เรี่ยวแรงมากมายของมันทำให้ทราวิสไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย ดวงตาเขาแข็งกร้าวด้วยความวาวโรจน์จนแดงกํ่า “ใครกล้าแตะต้องเขาแม้แต่เส้นผม ข้าจะเอาเลือดในหัวพวกเจ้ามาล้างเท้าให้หมด!!”

 

ตอนนี้ปีศาจตาสองสีตนที่สู้กับข้าบนกิ่งไม้ได้ยืนอยู่ตรงหน้าข้า เขาหันไปมองทราวิสด้วยสายตาเรียบนิ่ง ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วในอกข้าทันใด ด้วยความที่กลัวว่าคำพูดของทราวิสจะทำให้เจ้าพวกนี้โมโห ข้ากัดฟันพยายามใช้มือสั่นๆเอื้อมไปด้านหน้า ราวกับจะคว้าขาเขาไว้

 

มนุษย์หมาป่าในร่างเทพบุตรสังเกตได้ทันที เขายกเท้าขึ้นมาเตะมือข้าออกไปอย่างรังเกียจ จนกระดูกข้อมือข้าพลิกไปอีกทางดังกร๊อบ ข้าคำรามออกมาลั่นอย่างทรมาน พร้อมกับเสียงร้องของทราวิสที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน

 

ปีศาจตรงหน้าคลี่ยิ้มบาง “ไม่ต้องกังวล...องค์ชายทราวิสเป็นถึงน้องชายในสายเลือดของราชินีพวกเรา เราไม่มีวันทำร้ายเขาแน่นอน”

 

ราชินี...

 

แต่ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยอะไร ปีศาจอีกตนก็ก้าวออกมา เขามีเรือนผมสีทองอร่าม นัยน์ตาสีเงินราวกับลูกแก้วชั้นดี ท่าทางสงบเสงี่ยมกว่าใครทั้งหมด มือขาวซีดถือถ้วยชาสลักลวดลายซับซ้อนไว้

 

“เจ้าน่าจะแสบแผลน่าดู น่าสงสารนัก...” เขากล่าวเสียงอ่อน ราวกับสงสารจากใจจริงๆ “ข้าจะช่วยล้างแผลให้นะ”

 

สิ้นคำพูด ถ้วยชาอุ่นที่มีควันลอยอยู่เหนือขอบแก้ว ก็ถูกเจ้าของสาดใส่แผลที่โดนหอกปักค้างไว้ในทันที

 

“อ๊ากกกกกกกก!!!”

 

ของเหลวร้อนๆราดลงบนแผลสดที่ยังคงมีเลือดไหลไม่หยุด ความแสบร้อนไปถึงเยื่อกระดูกแล่นไปทั่วร่าง มันแสบร้อนไม่ต่างจากโดนนํ้าเดือดๆราดใส่หัวใจ ข้าแผดเสียงออกมาด้วยความทรมาน แผลที่ถูกหอกเสียบไว้ฉีกออกกว้าง เนื้อตรงส่วนนั้นถูกลวกจนผุพองเปื่อยยุ่ย ความรู้สึกเหมือนร่างกายทุกส่วนถูกบดขยี้แผ่ซ่านไปทั่วทั้งตัว ทันทีที่ปลายหอกที่ทำจากเหล็กสัมผัสกับนํ้าร้อน พลอยทำให้แท่งเหล็กที่กำลังแทงข้านั้นร้อนไปด้วย จากที่เมื่อครู่แค่ถูกหอกสองเล่มแทงเฉยๆ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนโดนหอกสองเล่มที่ร้อนเหมือนจุ่มลาวาเสียบไว้ในร่าง ข้าไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะดิ้นไปมาอย่างทรมาน ได้แต่ปิดเปลือกตาลงด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้

 

ข้าเคยโดนแม่มดที่ชื่อเอเวอร์ลีนสาดนํ้าร้อนใส่แผลสดมาแล้วครั้งหนึ่ง...แต่มันเทียบไม่ได้กับความทรมานในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

 

ข้าพยายามยกศีรษะอันหนักอึ้งขึ้น เงยหน้าปรือตาที่พร่าเลือนขึ้น เห็นทราวิสที่พยายามเค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดดิ้นให้หลุดจากการจับกุม เขากรีดร้องด้วยสายตาแข็งกร้าวอย่างอาฆาตด้วยนํ้าตานองหน้า แม้ว่านํ้าตาจะกลิ้งไหลลงมาอาบแก้มเนียนไม่หยุด แต่เขาก็ยังตวาดกร้าวต่อไปอย่างไม่คิดยอมแพ้

 

ข้าสบตากับเขา สำลักเลือดออกมาอีกครั้ง ก่อนจะขยับแบบไม่มีเสียงด้วยรอยยิ้มจางว่า 'ไม่เอา...อย่าร้องสิ'

 

ทราวิสเห็นดังนั้น ความแข็งกร้าวและโกรธแค้นทั้งหมดก็แทบจะพังทลายลงบัดเดี๋ยวนั้น เขาเหมือนคนที่กำลังแตกสลายจนแทบล้มทั้งยืน ราวกับทุกครั้งที่ได้เห็นหยดเลือดสีแดงไหลออกจากตัวข้า มันมีคมดาบนับหมื่นเล่มแทงเข้าไปในหัวใจเขาซํ้าๆอย่างไม่ปราณี

 

แต่การได้เห็นทุกหยดนํ้าตาของเขา...ก็ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดไม่ต่างกัน

 

“...พวกเจ้ายับยั้งชั่งใจไว้บ้าง” หนึ่งในปีศาจที่จับตัวทราวิสไว้กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “อย่าให้เขาตายเป็นอันขาด”

 

ทราวิสโกรธแค้นจนแทบเป็นบ้า เขาหัวเราะออกมาด้วยนํ้าตานองหน้า แล้วหันไปถ่มนํ้าลายใส่ปีศาจตนนั้นทันที

 

“ทำราวกับตัวเองเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของคนอื่น...พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ไอ้เดรัจฉาน!!”

 

“แต่องค์ชายทราวิส...” ปีศาจตาสองสีกล่าวด้วยใบหน้าใสซื่อ เขาจับหอกที่ปักไว้บนสีข้างข้า แล้วบิดหมุนมันไปมาให้บาดเจาะทะลุเนื้อของข้าลึกกว่าเดิม “เป็นความจริงที่เรากำลังกุมชะตาของหนุ่มน้อยผู้นี้อยู่”

 

ข้าได้แต่กรีดร้องจนไม่เหลือแรงให้เปล่งเสียงอีกแล้ว แท่งเหล็กร้อยๆบาดแทงลึกลงมาในแผลสดที่ถูกลวกยิ่งกว่าเดิม ใบหน้าข้าซีดขาวเพราะเสียเลือดมาก มันทรมานจนนํ้าตาแทบจะไหลรินออกมา ก่อนที่จะรู้สึกเหมือนฝ่าเท้าหนักๆของอีกฝ่ายเหยียบลงมาบนศีรษะ

 

นัยน์ตาข้าสั่นไหวไปมา ภาพในวัยเด็กที่มักถูกคนอื่นเหยียบหัวราวกับเป็นผ้าเช็ดเท้าฉายชัดในหัว ทั้งๆที่ข้าใช้เวลาหลายปีฝึกฝนให้ตัวเองเลิกอ่อนแอ เลิกเป็นพรมเช็ดเท้าของผู้อื่น ทำทุกวิถีทางให้ตัวเองสามารถรอดพ้นทุกสถานการณ์วิกฤตไปได้ แต่ทำไม...ทำไมจนถึงตอนนี้ ข้าก็ยังถูกเหยียบหัวราวกับเป็นแค่ขยะไม่มีค่าอยู่อีก

 

นี่ข้ายังแข็งแกร่งไม่พออีกงั้นหรือ...?

 

หรือว่าที่ผ่านมา...ข้าไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเลย

 

อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ กล่าวด้วยรอยยิ้มแสยะอย่างสะใจ “เจ้าเห็นไหมซาฟีร่า แก้วตาดวงใจของเจ้า...กำลังถูกทรมานอย่างน่าสมเพชแค่ไหน!!?”

 

ดูเหมือนปีศาจคนนี้จะเพิ่งนึึกได้ว่าหากกดนํ้าหนักไปมากกว่านี้ เท้าของเขาจะขยี้จนสมองข้าไหลทะลักออกมา จึงได้ยกเท้าของตัวเองออกอย่างนึกเสียดาย ก่อนที่ปีศาจอีกตนจะก้าวเข้ามา

 

คราวนี้จะแทงข้าตรงไหนอีกล่ะ...

 

“ปีศาจทั้งหลายที่เจ้าเคยสู้ด้วย...ข้าหมายถึงมนุษย์ชาวเฮอร์เรนเดลที่ถูกสาปให้เป็น 'ปีศาจ' เจ้าพวกนั้นน่ะโง่เขลาสิ้นดี” เขาเอ่ยขึ้น พลางเบนสายตาไปมองเจฟฟ์กับอลิซาเบธที่ยังคงหมดสติ “แต่พวกเราไม่ใช่แบบนั้น เหตุผลที่เมื่อครู่เราปล่อยให้เจ้าสู้กับมนุษย์หมาป่าเพียงตนเดียว แทนที่จะเข้าไปรุมฆ่านั้นมีเพียงอย่างเดียว”

 

“...เพื่อจับตามองวิธีการต่อสู้ของข้า” ข้าเปล่งเสียงที่แผ่วเบาอ่อนแรงอย่างน่าสมเพช อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็ผลิยิ้มละมุนเป็นการยืนยัน

 

“ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้ายังต้องมาช่วยสุนัขรับใช้ชั้นตํ่าอย่างหมอนี่ด้วย” เขาก้าวเข้าไปกระชากเจฟฟ์ขึ้นมา บีบคอเขาจนเจ้าตัวถึงกับได้สติตื่นขึ้นมาทันใด เจฟฟ์เบิกตาโพลง พยายามดิ้นไปมาในขณะที่อีกฝ่ายบีบคอเขาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วกล่าวต่อไปด้วยเสียงเย็นชา “สมัยยังเป็นมนุษย์ก็เกิดเป็นลูกทาสชั้นตํ่า ตอนถูกสาปให้กลายเป็นปีศาจก็ยังคงเป็นทาส...ชีวิตไม่มีค่าพอจะนำไปแลกกับเศษอาหารในถังขยะเสียด้วยซํ้า”

 

แววตาที่แข็งกร้าวตลอดเวลาของเจฟฟ์เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด ราวกับถ้อยคำเหล่านั้นเปรียบเสมือนใบมีดที่กรีดหัวใจเขา ก่อนที่เจฟฟ์จะถูกทุ่มลงพื้นอย่างแรงจนพื้นดินบุบร้าว ร่างกายของเขาได้รับการกระแทกซํ้าๆจนไม่สามารถทนไหวอีกแล้ว เขานอนเบ้หน้าด้วยความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอยู่ข้างๆข้า ก่อนที่เขาจะเบิกตาโพลงถึงขีดสุด เมื่อมนุษย์หมาป่าตรงหน้าเงื้อหอกแหลมคมขึ้น เตรียมจะปักลงใส่กลางหัวใจเขา

 

'หมับ!!'

 

ข้าที่หมดแรงแน่นิ่งขบกรามเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายออกมา แล้วดึงร่างของเจฟฟ์เข้ามาใกล้ ข้าใช้ร่างที่โชกเลือดของตัวเองกำบังให้เขา ร่างทั้งร่างของข้าสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง ราวกับจะล้มพับลงไปได้ในทุกวินาที แต่ข้ากลับใช้แขนที่ปวดร้าวไปถึงกระดูกโอบร่างที่บอบชํ้ารุนแรงของเจฟฟ์ไว้ ขบกรามด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน นัยน์ตาสีมรกตตวัดไปจ้องมองมนุษย์หมาป่าที่ถือหอกด้วยความแข็งกร้าว ราวกับพยายามเชือดเฉือนอีกฝ่ายด้วยสายตาที่คมกริบเหมือนใบมีด สีหน้าข้าบ่งบอกชัดเจนโดยไม่ต้องกล่าวว่า 'หากคิดจะทำร้ายเขา...ข้ามศพข้าไปก่อน'

 

เลือดจากแผลเหวอะหวะบริเวณไหปลาร้าของข้าหยดลงใส่หน้าปีศาจใต้ร่าง ข้าพยายามระวังไม่ให้หอกที่ปักไว้ในตัวเองแทงลงใส่เจฟฟ์ เกร็งร่างกายอันสั่นเทาปวดร้าวไว้สุดฤทธิ์ เจฟฟ์เบิกตาโพลงถึงขีดสุดด้วยแววตาสั่นไหว ในขณะที่มนุษย์หมาป่าเองก็ชะงักไป แล้วค่อยๆคลี่ยิ้มบางออกมา

 

“จากการที่จับตาดูเจ้าต่อสู้แล้ว ตัวเจ้านั้นมีข้อดีมากมาย วิเคราะห์สถานการณ์ได้เฉียบแหลม ไหวพริบดีเยี่ยม โดยเฉพาะจิตใจที่หนักแน่น ไม่ไหวหวั่นแม้แต่เสี้ยววินาที” เขาเคาะหอกในมือไปมาเป็นจังหวะ ก่อนจะคลี่ยิ้มเหี้ยม “แต่ถึงอย่างไร...ก็เป็นได้แค่มนุษย์”

 

ทันทีที่ปลายหอกเหล็กแทงลงมาจากอากาศ เจฟฟ์เค้นแรงทั้งหมดกัดฟันผลักข้าออกไปด้านข้าง ทำให้เขารับหอกนั้นเข้าไปอย่างจังแทน เจฟฟ์กรีดร้องออกมาลั่นจนฝูงนกรอบบริเวณพากันบินหนีแตกกระเจิง

 

ทว่าไม่มีใครรู้...ว่าหอกไม่ได้มีแค่เล่มเดียว

 

'ฉึก!!!!'

 

วินาทีนั้น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ข้าเห็นโลหิตสีแดงที่พุ่งสาดกระจายเป็นละอองทั่วบริเวณ และท่อนบางอย่างที่กระเด็นออกไปนอนแน่นิ่งบนพื้นไม่ไกล

 

แขนข้า...

 

ขอบตาข้าร้อนผ่าว เมื่อก้มลงมามองแขนซ้ายตัวเอง ก็พบว่าท่อนแขนตั้งแต่บริเวณศอกลงไป...ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงก้อนเนื้อสีแดงเหวอะหวะในบริเวณที่ถูกตัดเท่านั้น

 

เป็นระยะเวลานานสองนานกว่าข้าจะตอบสนองได้ โดยทำเพียงฝืนยิ้มบางเบาออกมาด้วยดวงตาฉํ่านํ้าสั่นไหว ความปวดร้าวที่ได้รับนั้นมากมายจนชาไปทั้งกายและใจ จนนึกอยากตายไปเสียเดี๋ยวนั้น

 

เห็นไหมเจเดน...เจ้ากลายเป็นคนพิการแล้ว ไม่หล่อเอาเลยนะ

 

ในขณะเดียวกัน ข้าไม่ได้รู้เลยว่าหัวใจของใครบางคนได้แตกสลายไปแล้ว

 

ร่างกายของทราวิสแข็งทื่อเป็นรูปปั้น เขามองท่อนแขนข้าที่กระเด็นไปใกล้ๆเขาด้วยตาที่แข็งค้าง สีหน้าเหมือนไร้วิญญาณ ราวกับไม่สามารถกะพริบตาหรือขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้อีกแล้ว

 

ทราวิสค่อยๆก้มหน้าลง เขาเลิกดิ้นขัดขืนปีศาจที่จับเขาไว้ อักขระสาปที่จู่ๆก็ลุกลามขึ้นมาไม่ได้ทำให้เขาเจ็บปวดอีกต่อไป

 

เขาไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

 

'จำไว้นะทราวิส...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ห้ามใช้คาถานี้เป็นอันขาด'

 

เสียงของพี่สาวดังก้องชัดในหัวทราวิส ริมฝีปากซีดเซียวของเขาพลันขยับเอื้อนเอ่ยคาถาแผ่วเบา เสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยินถูกเปล่งออกจากริมฝีปาก สายตาของทราวิสแน่วแน่และเย็นชา เขารู้สึกได้ว่าเลือดในกายของตัวเองกำลังเย็นลง และยิ่งท่องคาถาต่อไป มันกลับเย็นลงเรื่อยๆจนปีศาจทั้งสองที่จับเขาไว้สัมผัสได้ พวกเขาพลันเบิกตาถึงความไม่ชอบมาพากลนี้ แต่ก่อนจะได้ตั้งตัวใดๆ แขนข้างที่พวกเขาจับทราวิสไว้ก็ถูกเผาจนไหม้เกรียม มันลุกลามไปจนถึงหัวไหล่...แล้วพลันแหลกสลายร่วงโรยเป็นเถ้าถ่านดำสนิท

 

ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ทราวิสก้าวออกมาจากตรงนั้น เขาชักดาบออกด้วยสีหน้าเย็นชา ตวัดสายตาแข็งกร้าวไปหาปีศาจที่ฟันแขนข้าจนขาดสะบั้น

 

เมื่อได้เห็นใบหน้าของเขา ข้าที่สายตาพร่าเลือนจนแทบมองไม่เห็นยังต้องเบิกตาโพลง

 

นัยน์ตาสีเทอร์ควอยซ์แข็งกร้าวจนเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง ในขณะที่อีกข้างหนึ่ง...ได้กลายเป็นสีเทาหม่น เยื่อตาขาวได้กลายเป็นสีดำสนิท โลหิตสีแดงฉานไหลออกจากตาข้างนั้นลงมาอาบแก้มไว้ แล้วหยดลงสู่พื้นดิน

 

“เอาแขนเขาคืนมา...” ทราวิสกำดาบแน่นจนมือสั่นเทา นํ้าเสียงเย็นเยียบจนหนาวไปถึงขั้วหัวใจ “เอาแขนเจเดนคืนมา!! ไอ้สารเลว!!”

 

ปลายดาบเจวิสเฉือนผ่าลงใส่ปีศาจตนนั้นออกเป็นสองซีกในชั่วพริบตา ทว่าภายในเสี้ยววินาทีต่อมา...เขาก็สมานร่างกายกลับเป็นปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

และก่อนที่ทราวิสผู้ซึ่งโมโหจนแทบกระอักเลือดจะฟันดาบใส่อีกฝ่ายอีกรอบ ปีศาจด้านหลังที่สวมชุดเกราะเต็มยศก็ก้าวเข้ามา ฟาดฝ่ามือใส่หลังคอของทราวิสอย่างแรง

 

“อั่ก...!!”

 

ร่างของเขาแน่นิ่งไป แล้วทรุดลงกระแทกพื้น ก่อนจะถูกร่ายคาถาบางอย่างให้หมดสติไปพร้อมกับข้า ปีศาจในชุดเกราะก้าวเข้ามากระชากเรือนผมข้าขึ้น มองใบหน้าข้าอย่างพินิจพิจารณาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพลันกระแทกศีรษะข้าลงกับพื้นอย่างรังเกียจ ราวกับมือของเขาจะขึ้นเรื้อนหากสัมผัสข้าไปมากกว่านี้

 

“จบแค่นี้แหละ” เขากล่าวเสียงหนักแน่นในแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน ก่อนจะใช้ปลายเท้าเตะข้าไปอีกทางด้วยสีหน้าเย็นชา “หมอนี่คู่ควรแก่การมีชีวิตต่อหรือไม่...ให้ราชินีเป็นผู้ตัดสินเถิด”

 

 

 

TBC.

 

 

TALK : 2

ถ้าใครได้ติดตามทวิตเรา จะรู้ว่าตอนเราแต่งฟิคอยู่ดีๆ เนื้อหาฟิคตอนนี้ก็หายไปเกือบหมด จากหกหมื่นตัวอักษร หายไปจนเหลือแค่สามพัน รู้สึกแข้งขาอ่อนยวบไปหมดเลยค่ะ แต่ก็ดีที่ใช้เวลาสองวัน ทีมงานเด็กดีก็กู้คืนเนื้อหานิยายส่วนนี้มาให้เราแล้ว!! ดีใจจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้วค่ะ ฮรืออออ

แล้วก็น้าา อย่างที่เห็นค่ะ เนื้อเรื่องเข้าสู่ช่วงหายใจไม่ทั่วท้องแล้วว และเราก็พร้อมที่จะทำลายตับทุกคนแล้วค่ะ! มาลุ้นกันว่าเจเดนกับทราวิสจะพิการไปอีกกี่ส่วน-- แค่กๆ ล้อเล่นนนน55555555555

อ้อๆ ไหนๆก็ไหนๆ เราเปิดฟิคเรื่องใหม่แล้วนะคะ!! จะอัพถี่ๆหลังจากที่เจอร์นี่ย์จบไปแล้ว เป็นแนวแฟนตาซีพีเรียดเกาหลี ที่เรียกได้ว่าดาร์คและน่ารักไปในขณะเดียวกัน มีฉากต่อสู้บ้าระหํ่า น่ารักก็น่ารักสุด ช่วงดราม่าก็ทำให้ตับฉีกได้เลยทีเดียว หลากหลายรสชาติจนบอกไม่ถูกว่าเป็นแนวไหน เอาเป็นว่าแวะไปลองอ่านกันนะคะ! ฝากดวงใจจอมมารไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยค่ะ uwu

 

ลิ้งค์ฟิค คลิ๊กที่นี่

 

 

TALK : 1

ในขณะที่สองคนนี้ยังคงทำเหมือนโลกนี้มีเราสองน้านน เจฟฟรี่ย์หรือจีมินนี่ก็คัมแบ็คแล้วค่า

การใช้ชีวิตของเจเดนนี่ เหมือนเป็นการตะโกนบอกโชคชะตาเลยนะว่า 'Bring the pain on!! BRING THE F*CKIN PAIN ON!' 55555555555555 ว่าแล้วอย่าลืมไปปั่นวิวเอ็มวี ON ทั้งสองเวอร์ชั่นเลยนะคะ! แล้วก็สตรีมอัลบั้ม Map Of The Soul : 7 กันโด้ยย บอกเลยว่ารักอัลบั้มนี้มากๆๆๆๆเลยค่ะ เพลงดีทั้งนั้น ภูมิใจในตัวบังทัน TT

ปล. ช่วงนี้มีมชักจะหายากเข้าไปทุกทีแระ =.= แต่ถ้าไม่ใส่มีม ก็คงจะไม่สมกับเป็นฟิคเราอ่ะเนาะ U_U

ตัดต่อน่ารักมาก55555
Hoalalallalallalalaalalallalalukakakaka pulu pulu pulu!!    START: … #jenaka # Jenaka # amreading # books # wattpad
''hayata tutundum, çünkü hayat senin ellerindi.'' #hayrankurgu # Hayran Kurgu # amreading # books # wattpad

 

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ

I purple you all!!! 3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1036 JK_1995 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 13:03
    เป็นห่วงเจดี้วิสซี่ งื้อออ
    #1,036
    0
  2. #952 PlengPGK (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 22:22
    ลุ้นทั้งตอนเลยค่ะฮือ เป็นห่วงทุกคนเลยㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠㅠ
    #952
    0
  3. #806 Eutopia1812 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 14:28
    แอแงงงง ปวดตับ;-;
    #806
    0
  4. #778 JP_Spectrum (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 09:19
    โอ้ยยยยยยลากเลือดมาก เสียทุกอย่าง
    #778
    0
  5. #689 mxngkhwxn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 23:36
    บรรยายชัดจนไม่กล้านึกภาพตามเลยค่ะ555 น่ากลัวจ๊นนน
    #689
    0
  6. #679 bjamm (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 22:13
    ไม่ไหวแล้วแม่แอแงงงงงงงงงงงงง้
    #679
    0
  7. #658 pwgns0805 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 23:08
    บีบหัวใจมากค่ะ อึงแง ขอให้ทุกคนรอดนะ เป็นผูกพัน ;--; เราอ่านนานมากแต่ละตอน คุณไรท์สุดยอดมากเลยอ่ะ ขนาดเราที่เป็นคนอ่านยังอ่านนานขนาดนี้ คุณเขียนจะนานขนาดไหน ฮือ รักษาสุขภาพและสายตาด้วยนะคะ สนุกมากๆ ;--;
    #658
    0
  8. #632 Auna_unicorn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 19:57
    ฮืออออออออ ขอให้รอดน้า
    #632
    0
  9. #629 Aummy0933867640 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 10:47

    สนุกมาก ฮือออ คือดีอะ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ😊
    #629
    1
    • #629-1 Aummy0933867640(จากตอนที่ 17)
      7 เมษายน 2563 / 10:48
      *คุณไรท์
      #629-1
  10. #628 bomza2528 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 23:30
    อ่านไปก็เกงไปค่ะลุ้นสุดๆอะแต่สงสารพวกเขเดนนะคะคือเจอแต่ระอย่างนี่ยิ่งกว่าหินอีก หนักหนาสาหัดสากันเลยที่เดียวค่ะ พอถึงตอนที่เจเดนโดนตัดแขนไปนี่เราใจแป้วมากมันหน่วงอ่าเจ็บแทนไงไม่รู้ค่ะ555
    #628
    0
  11. #627 0961603450 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 20:14
    อือหือ
    โกรธมากกกกก โกรธจนนํ้าตาไหล อีปีศาจเลว!!!!!!!!!!!แม่งเอ้ย!!!!!!!อ๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    ไรท์สู้ๆนะคะ
    #627
    0
  12. #626 IrRi_EiN (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 07:30
    ฮือออ เม้นไม่ออกเลยค่ะ ตอนนี้มันจุกอกไปหมดแล้ว... ยิ่งตอนทราวิสพูดเอาแขนเขาคืนมาคือน้ำตานองเลยแงง😭😭
    #626
    0
  13. #625 Mintchyyyyyyyyyy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 00:52

    น้ำตานอง
    #625
    0
  14. #624 55667613 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 20:50
    ฟิดเรื่องนี้ทำเราน้ำตาไหลมันแน่นอกไปหมดเลยเราได้กินน้ำตาคลุกข้าวแล้วค่ะ
    #624
    0
  15. #623 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 11:14
    คือ คือแบบ ไม่รู้จะเม้นอะไรเลยค่ะ อึ้งจนจุกอกไปหมด 😭😭
    #623
    0
  16. #622 KT_61 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 22:33
    อึ้งไปพักนึง เพราะไม่คิดว่าเจเดนจะถึงขั้นแขนขาด ฮืออออลูกแม่หนูต้องรอดนะ
    #622
    0
  17. #621 TaTa_p19 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 14:09

    โอ้ยยยยย โอ้ยยย โอ้ยยย ฮือออ เจ็บบบบบ เจ่บบบบบ อย่าทำน้อน เจ้าพ่กปีศาจจจ อย่าทัมมมมน้อนนนน ฮือออ เจเดนนน นายไม่มีเเขนนายก็หล่อ ไม่เป็นไรนะ แต่อย่าตายนะ เจเดนนนน ฮือทราวิสสสสสหนูใช้คาถาอะไรคะ หนูคะ หนู ฮือ อลิซาเบธ เจฟ ฮือ ฮือ

    ตอนนี้เจ็บกันไปหมดเลย เราปวดร้าว เป็นกำลังใจใก้ทั้งไรท์และทราวิสเจเดนเจฟอลิซาเบธนะคะ

    ขอโอนถ่ายเลือดได้มั้ยคะ

    ฮือ
    #621
    0
  18. #620 kkkanunnn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 13:47
    โอ้ย แขน แงง เอาแขนคืนมานะ!
    #620
    0
  19. #619 kkkanunnn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 13:47
    โอ้ย แขน แงง เอาแขนคืนมานะ!
    #619
    0
  20. #618 vVv-Tae (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 00:03
    แขนขาด!!
    #618
    0
  21. #617 Managayumi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:34
    ยัยปีศาจ!!! เอาแขนเจเดนกลับมานะ พระเอกของฉันไม่คู่ควรแก่ก็พิการสักนิด! บาดเจ็บบางตายแค่นั้นก็พอแล้ว อย่าโหดร้ายขนาดพิการเลยฮรือออ;-; พอแล้วนะ พระเอกต้องหล่อครบ32สิ ;-;อย่าร้ายกับเจเดนไปมากกว่านี้เลย
    #617
    0
  22. #616 SunNySkyyyy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:09
    ฮื่ออออ ไรท์บรรยาออกมาได้ดีมากๆเลยค่ะ คือเราอ่านแล้วยังเจ็นแทนอ่าา T w T
    #616
    0
  23. #615 Lamthan6747 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:07
    ไรท์เก่งมากเลยนะคะ ที่ทำให้เราติดได้ขนาดนี้ส่วนตัวเราเป็นคนไม่ค่อยชอบอ่านอะไรที่มันแปลกๆแบบนี้ แต่ไรท์เป็นคนแรกเลยที่ทำให้เรายอมรอยอมอ่าน สู้ๆนะคะติดตามอยู่
    #615
    0
  24. #614 Mvis. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 21:02
    หื้อออออจั้งแต่เดินทางมาคือทั้งสองคนบาดเจ็บอย่างรุนแรงตลอดแหละ แค่ครั้งนี้รู้สึกมันจะหนักมากๆๆๆเลย เสียแขนไปข้างนึงเลยนะเจเดน แล้วทราวิสเรารู้สึกเหมือนน้องจะยอมเสียสละตัวเองเพื่อเจเดนจริงๆอะ ติตตามนะคะ สนุกมากๆ รักวิสซี่กับเจเดนจ๋านะ;—;
    #614
    0
  25. #613 KR_Violet (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 20:56

    โอ้ย!! ฉากตัดแขนคือน้ำตาไหลเลย -สารชั่ว แงงงงง เจเดนนนน //ไรท์มาต่อเร็วๆเลยนะ
    #613
    0