۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 13 : ۩ Journey ۩ 12 : บททดสอบของทายาทคนสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,924
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 221 ครั้ง
    3 ก.พ. 63

 





สิ่งที่อยู่ตรงหน้าข้า...มีลักษณะเหมือนควันสีดำเหมือนเถ้าถ่านที่หลอมรวมกันเป็นรูปร่างของมนุษย์ มันไม่มีหน้า ไม่มีลักษณะบนร่างกายที่เด่นชัด แต่มีทรวดทรงรูปร่างเหมือนคน จะเรียกว่าเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้ ปีศาจก็ไม่เชิง ออกจะคล้ายวิญญาณอะไรทำนองนั้นมากกว่า เขาผู้นี้กำลังลอยตัวอยู่เหนือบางอย่างที่มีลักษณะเป็นหีบยาว



..โลงศพ



เพียงแค่นี้...ข้าก็รู้แล้วว่าเขาเป็นใคร



“เจเดนเป็นแขกของเรา...เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ต้อนรับเขาอย่างหยาบคายเช่นนี้” เจ้าของปราสาทหลังนี้...หรือก็คือวิญญาณของพระราชาคาร์ลอสเอ่ยด้วยเสียงกังวานทรงอำนาจ นํ้าเสียงของพระองค์ฟังดูอ่อนโยนนิ่มนวล หากแต่มันกลับทำให้ปีศาจนับพันตัวสั่นอย่างหวั่นเกรง



“ขะ ขอประทานอภัย...พวกเราไม่อาจอดใจได้จริงๆ ขอพระองค์โปรดลงโทษพวกข้าด้วย” ปีศาจตนหนึ่งกล่าวโดยยังไม่ได้ลุกขึ้นแต่อย่างใด พวกเขาทุกตนยังคงคุกเข่าก้มหน้าทำความเคารพอยู่อย่างนั้น เจฟฟ์เองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งเขาตวัดดวงตาสีแดงฉานขึ้นมาถลึงตาใส่ข้า ก่อนจะหลุบสายตาลงเป็นเชิงบอกให้ข้าคุกเข่า ข้าจึงหรี่ตาลงแล้วตวัดสายตามามองวิญญาณตรงหน้า



แม้ 'คน' ตรงหน้าจะไม่มีดวงตา แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนกำลังโดนเขาจ้องมองอยู่อย่างไม่วางตา ราวกับว่าเขากำลังใช้สายตากรีดแทงทะลุร่างกายของข้าอย่างไรอย่างนั้น เพียงแค่มองเขาก็รู้สึกเหมือนหายใจได้ลำบากขึ้น เหมือนมีรังสีความน่าเกรงขามแผ่ออกมารอบตัวเขาจนน่ากลัว กลุ่มควันสีดำที่ครอบคลุมตัวเขาสะบัดไปมาตามแรงลม เพียงแค่โดนเขาจ้องก็ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกอากาศรอบตัวกดให้คุกเข่าลง ราวกับสัญชาตญาณเบื้องลึกในจิตใจกำลังสั่งให้ข้ายำเกรงต่อผู้เป็นอดีตกษัตริย์แห่งอาณาจักรบ้านเกิด



แม้ว่ากษัตริย์จะเป็นที่เคารพบูชาของประชาชน แต่สำหรับคนไม่สนโลกอย่างข้า...หากเขาทำตัวโง่เง่า มีจิตใจเลวระยำ ก็อย่าหวังว่าจะได้รับการเคารพจากข้า แต่จะได้นิ้วกลางสวยๆกับส้นบาทาไปมากกว่า



ทว่ากับพระราชาองค์นี้...เขาดูมีบารมีกว่าที่คิดไว้มากนัก



มือหนาทิ้งคันธนูในมือลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังก้องสะท้อนไปทั้งห้องโถง ข้าเม้มปากแน่นก่อนค่อยๆทิ้งตัวลงคุกเข่า หากแต่ก่อนที่หัวเข่าทั้งสองข้างจะสัมผัสกับพื้นปูน ร่างกายก็พลันหยุดชะงักเหมือนถูกพลังงานบางอย่างหยุดไว้กลางคัน



“ข้าไม่จำเป็นต้องได้รับการเคารพจากผู้ที่ไม่มีใจจงรักภักดี..” ผู้เป็นเจ้าของปราสาทสุสานเอียงคอเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยนํ้าเสียงยิ้มๆ “จริงไหม



ข้าไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่ขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ ทุกคนในห้องโถงนี้ไม่แม้แต่จะเปล่งเสียงใดๆออกมา กระทั่งเสียงลมหายใจหรือเสียงตดก็ไม่มีให้ได้ยิน บรรยากาศน่าอึดอัดเสียจนข้ารู้สึกอยากออกไปจากที่นี่ให้ไวที่สุด หากแต่ดูจากสถานการณ์แล้ว...มันคงเป็นไปได้ยาก



“..ดูเหมือนว่าเจ้าจะอยากพูดอะไรสักอย่างนเจเดน” ผู้เป็นอดีตพระราชากล่าวนํ้าเสียงทุ้มนิ่มที่ทรงอำนาจ “ว่ามาสิ



“ทราวิสอยู่ที่ไหน



'กรรรรรรรรรร์!!!!'



ทันทีที่ข้าพูดเช่นนั้น เสียงคำรามของปีศาจมากมายก็ดังกระหึ่มกึกก้องในบัดดล เจ้าของปราสาทเองก็เหมือนจะนิ่งเงียบไป แต่เขากลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี



“เจ้าพูดถูกจริงด้วยเจฟฟ์ ดูเหมือนว่าในหัวของเจเดนจะมีแต่เรื่องของพ่อหนุ่มคนนั้นจริงๆ



ข้าได้แต่หันหน้าไปทางอื่นอย่างกระอักกระอ่วน ขณะฝืนยิ้มแห้งๆ “...ได้โปรดอย่าใช้ถ้อยคำที่ดูนํ้าเน่าเช่นนั้นเลย ช่างน่าขนลุกเสียนี่กระไร



“นี่เจ้ากล้าสั่งฝ่าบาทรึ!!?” อสูรตนหนึ่งแยกเขี้ยวแหลมๆใส่ทันที ดวงตาโบ๋ๆของมันและพรรคพวกจ้องมายังข้าอย่างอาฆาตจนต้องลอบกลืนนํ้าลาย หากแต่คนตรงหน้าข้ากลับทำเพียงส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย



“เอาเถิด...เรื่องเล็กน้อย อย่าไปถือสาเด็กเลย



เมื่อผู้มีอำนาจสูงสุดกล่าวเช่นนั้น เหล่าปีศาจทั้งหลายจึงได้แต่กัดฟันถลึงตาใส่ข้าแต่ก็ไม่กล้าว่าอะไรอีก มีบ้างที่จะมีตัวอะไรสักอย่างส่งเสียงคำรามในลำคอเป็นการขู่ แต่ข้าก็ทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ



“..บางทีเจ้าอาจต้องการความสงบ” วิญญาณของอดีตพระราชายกมือเรียวยาวขึ้นมาโบกเพียงครั้งเดียว แล้วปีศาจกว่าพันตนทั้งห้องโถงก็จางหายไปในพริบตาโดยอัตโนมัติด้วยเวทมนตร์ ข้ากวาดสายตาไปมองรอบห้องโถงโล่งๆด้วยตาที่เบิกขึ้น ก่อนจะรีบหันกลับมาหาผู้ที่อยู่ตรงหน้า



ชักจะรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีแล้วสิ..



“ไม่ต้องกังวล องค์ชายทราวิสของเจ้ายังปลอดภัยดี --ทำตัวให้สบายเถอะเจ้าหนู...เสมือนว่าที่นี่เป็นบ้านของเจ้าอีกหลังหนึ่ง” อีกฝ่ายเอ่ยขณะลอยตัวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์หิน มันเป็นบัลลังก์ขนาดใหญ่โตที่ข้าไม่รู้ด้วยซํ้าว่าปรากฎขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ดวงวิญญาณของกษัตริย์ยกขาขึ้นมาไขว่ห้าง แขนซ้ายที่เหมือนควันสีดำวางลงบนที่เท้าแขน ส่วนแขนอีกข้างก็เท้าศอกลงบนนั้นแล้ววางคางลงบนฝ่ามือ เป็นท่าทางที่แสดงความองอาจน่าเกรงขาม แม้จะเขาเป็นเพียงวิญญาณอาฆาตของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว...แต่กลับดูสูงส่งยิ่งกว่ามนุษย์สามัญชนทั่วไปหลายเท่าตัว



นี่สินะ ที่เขาเรียกกันว่าบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน



ข้าเม้มปาก กำมือทั้งสองเข้าหากันหลวมๆ ครุ่นคิดประเมินสถานการณ์อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเผยยิ้มกว้างที่เสแสร้งพร้อมกล่าว “ฝ่าบาทส่งปีศาจไปหลอกพาข้ามาที่นี่ ซึ่งเป็นสถานที่อันเต็มไปด้วยสีสันดุจทุ่งลาเวนเดอร์เช่นนี้...คงทำให้ข้าผ่อนคลายได้กระมัง



'คน' ตรงหน้าเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนหัวเราะพลางส่ายหน้าไปมา “ทั้งการใช้วาจาเสียดสีประชดประชัน กับรอยยิ้มที่แสนน่าชังนั่น...ช่างเหมือนบิดาเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน --หากเจ้ามีเรือนผมกับดวงตาเป็นสีนํ้าตาล...ข้าคงคิดว่าเจ้าคือเจมส์จริงๆ



ข้านิ่งงันไปพร้อมเลิกคิ้วขึ้น “พระองค์...รู้จักพ่อข้า?



“ข้าจะไม่รู้จักหัวหน้าอัศวินผู้เก่งกาจแห่งเฮอร์เรนเดลได้อย่างไรกัน” อีกฝ่ายกล่าวอย่างใจเย็น “เขาเป็นแม่ทัพจอมวางแผนที่เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าสุนัขจิ้งจอก คอยออกกลอุบายปั่นหัวศัตรูได้อย่างแยบยล จนสามารถนำชัยชนะในสมรภูมิมาให้อาณาจักรเรามากมาย ทั้งยังเป็นอัศวินที่จงรักภักดีต่อข้าที่สุดด้วย



ผู้เป็นอดีตพระราชาเหมือนจะสังเกตได้ถึงประกายแสงในแววตาของข้า ตามประสาเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่แทบไม่เคยได้ยินเรื่องของพ่อเลย แม้ว่าท่านแม่มักจะพูดถึงเขาให้ข้าฟังบ่อยๆในวัยเด็ก แต่นั่นก็ผ่านมานานเสียจนจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว เมื่อได้ยินคนอื่นเล่าเรื่องราวของบิดาที่ไม่เคยเห็นหน้าให้ฟัง ข้าจึงรู้สึกอยากฟังเป็นธรรมดา อีกฝ่ายจึงหัวเราะในลำคอขึ้นเบาๆแล้วเล่าต่อ ให้บรรยากาศเหมือนผู้อาวุโสเล่านิทานให้เด็กฟัง



“เฮอร์เรนเดลได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรไร้พ่าย ไม่เคยพ้ายแพ้ในสงคราม แต่ครั้งหนึ่งตอนที่อาณาจักรเธรอน ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณยิ่งใหญ่ที่มีกองทัพมากกว่าเป็นร้อยเท่ามาประกาศทำสงครามกับเรา เพื่อต้องการยึดทรัพยากรทุกอย่างรวมถึงประชากรทั้งหมดในพื้นที่ของเราไป ฝ่ายศัตรูมีความมั่นใจมากว่าตนจะชนะ และจะเป็นอาณาจักรแรกในประวัติศาสตร์ที่ยึดครองเฮอร์เรนเดลได้ อีกทั้งพวกเขายังส่งคนมาลอบสังหารแม่ทัพอัศวินของเราด้วย เมื่อไม่มีแม่ทัพที่เปรียบเสมือนเสาหลักของสนามรบอีกแล้ว ก็ทำให้ชาวเฮอร์เรนเดลมากมายต่างพากันเสียขวัญ คิดว่าเราต้องพ่ายแพ้เป็นแน่แท้ โอกาสที่เฮอร์เรนเดลจะชนะนั้นแทบเป็นศูนย์ ในวันนั้นเหล่าอัศวินและองครักษ์ทั้งหลายรวมถึงข้าพากันนั่งเครียด พยายามคิดวางแผนสู้รบกับศัตรูที่รับมือยากกว่าที่ผ่านมาหลายเท่านัก แต่กลับมีอัศวินยศน้อยอายุเพียงยี่สิบคนหนึ่งที่ทำตัวแปลกแยกไม่คบใครมาโดยตลอด เขาเอาแต่นั่งอ้าปากหาวกระดิกเท้าปิ้งไก่อย่างสบายใจ ราวกับต่อให้ฟ่าถล่มแผ่นดินสลาย เขาก็จะยังคงนั่งปิ้งไก่ต่อไปแบบนี้..



“.............” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านั่นใคร



“คํ่าวันนั้น...หลังจากที่เจมส์ปิ้งไก่กินจนพอใจ เขาก็แอบแฝงตัวเข้าไปสืบข่าวในเธรอน ได้ความมาว่าอาณาจักรนี้มีจุดอ่อนตรงที่มีประชากรมากไป ทำให้ขาดแคลนทรัพยากร รวมทั้งยังมีพระราชาที่มีจุดอ่อนด้านความมุทะลุด้วย แม้จะได้ข้อมูลทั้งหมดมาเพียงแค่นี้...แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เจมส์คิดแผนการพิสดารขึ้นมาได้ เขาสั่งให้ช่างทำกระจกขนาดมหึมาขึ้นมา และเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่ามีสายลับของเธรอนแฝงตัวอยู่ในเฮอร์เรนเดล เจมส์จึงสั่งให้ช่างทำชุดเกราะที่มีลักษณะแบบเดียวกับเกราะของเธรอนขึ้นมาด้วย ตอนนั้นไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าเขากำลังทำเรื่องบ้าอะไรอยู่



จนกระทั่งเจมส์มาขอเข้าเฝ้าข้าเป็นการส่วนตัว และอธิบายแผนทั้งหมดที่เขาวางไว้ให้ฟัง สารภาพตามตรง...ครั้งแรกที่ข้าได้ฟัง ก็แทบจะสำลักไวน์อย่างไม่เชื่อหู มันเป็น...เอ่อ แผนการรบที่ประหลาดที่สุดที่ข้าเคยได้ยิน มันพิสดารมากเมื่อเทียบกับแผนการที่อัศวินนายอื่นๆเสนอมา แต่ถึงกระนั้นพอมาครุ่นคิดดูอีกที...มันก็เป็นแผนที่ชาญฉลาดมากทีเดียว เลยคิดว่าหากลองดูสักตั้งคงไม่เป็นไร



“ข้าตกลงกับเจมส์ว่าจะเก็บแผนการนี้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้สายลับที่แฝงตัวอยู่ในหมู่พวกเราได้ล่วงรู้...จนกระทั่งวันทำศึกได้มาถึง ข้าสั่งให้เหล่าอัศวินนำกระจกขนาดยักษ์เท่าประตูปราสาทสองหลังรวมกันไปตั้งไว้ พวกอัศวินต่างพากันสงสัยไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่กล้าขัดพระบัญชาจึงยอมทำแต่โดยดี เมื่อกองทัพของเธรอนกว่าแปดพันคนได้มาถึงสนามรบ และได้เห็นภาพในกระจกที่สะท้อนเงาของกองทัพอันใหญ่โตของฝ่ายตัวเอง...ก็เข้าใจว่านั่นคือกองทัพของฝั่งเฮอร์เรนเดล เพราะสายลับของเธรอนที่แฝงตัวอยู่ในเฮอร์เรนเดลได้รายงานพวกเขา ว่าตอนนี้ทหารทางฝั่งเฮอร์เรนเดลได้สร้างชุดเกราะเลียนแบบของเธรอนขึ้นมาเพื่อใช้ทำศึกนี้โดยเฉพาะ



พวกมันเข้าใจว่าฝ่ายเราอิจฉาที่เธรอนมีชุดเกราะที่มีประสิทธิภาพกว่า จึงสร้างชุดเกราะเลียนแบบขึ้นมา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายเธรอนกว่าแปดพันคนต่างเข้าใจว่าภาพสะท้อนของกองทัพที่เห็นในกระจกนั้น...คือฝ่ายเฮอร์เรนเดล จึงพากันประหลาดใจว่าเฮอร์เรนเดลจะไปหากองทหารมากขนาดนี้มาจากไหนกัน โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า...ตนได้ติดกับดักของเจมส์เข้าอย่างจังแล้ว



“เมื่อพระราชาที่นำทัพเธรอนอยู่ไกลๆได้เห็นเช่นนั้น ก็ออกคำสั่งให้พลทหารทัพหน้าใช้หอกโจมตีทันที ด้วยความที่พวกเขาทุกคนต่างสวมหมวกเกราะในสนามรบ ทำให้ไม่ได้เห็นใบหน้าของตัวเองในกระจก จึงไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งที่ตนกำลังพุ่งเข้าไปแทงนั้นคือเงาสะท้อนของตัวเอง ไม่ใช่กองทัพของชาวเฮอร์เรนเดลแต่อย่างใด เมื่อพวกเขาควบม้าศึกเข้าไปโจมตี พบว่าภาพสะท้อนในกระจกเองก็กำลังพุ่งเข้ามาหาพวกเขาเหมือนกัน จึงโห่ร้องกันอย่างกราดเกรี้ยวแล้วเร่งความเร็วเข้าไป ใช้หอกแทงเข้าไปในกระจกขนาดยักษ์ทันที



“พวกเขาต่างสับสนไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงแทงไม่เข้า หนําซํ้าภาพที่อยู่ตรงหน้ากลับเริ่มแตกร้าว แต่ไม่ทันที่จะได้คลายความสงสัย ในขณะเดียวกันทัพด้านหลังที่เพิ่งมาถึง ต่างก็เข้าใจว่าอัศวินทัพหน้าเหล่านี้คือทหารฝ่ายของเฮอร์เรนเดล จึงใช้อาวุธฆ่าฟันอีกฝ่ายทันที เกิดความโกลาหลวุ่นวายทำให้กองทัพฝ่ายเธรอนต่างสู้กันเอง เพราะแยกไม่ออกว่าใครอยู่ฝ่ายไหน ในสงครามย่อมไม่มีการพูดคุยถามไถ่กันก่อนอยู่แล้ว เป็นเหตุให้ทุกคนต่างฆ่ารันฟันแทงกันเองจนตายไปหลายร้อยศพ พลธนูด้านหลังของเธรอนก็ระดมยิงกันมาใส่ทัพด้านหน้า รวมถึงใช้เครื่องยิงหินยิงออกไปจนกระจกพังทลายลงมาในที่สุด กระจกบานหนาขนาดใหญ่ที่เหมือนก้อนนํ้าแข็งยักษ์แตกลงมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำให้กองทัพที่กำลังสู้กันเองหยุดชะงักไป พระราชาที่กำลังเข่นฆ่าไพร่พลตัวเองโดยไม่รู้ตัวก็นิ่งงันไปเช่นกัน



“ทหารคนหนึ่งค่อยๆเดินไปถอดหมวกเกราะของศพที่เพิ่งโดนเขาใช้ดาบแทงคอออก ทำให้ได้ทราบว่านั่นคือสหายร่วมรบของตัวเอง เป็นตอนนั้นที่พวกเขาได้ทราบว่าตนโดนกระจกหลอกตาให้ฆ่าพวกกันเอง พระราชาจึงประกาศกร้าวให้ทุกคนหยุดสู้ทันที และชี้แจงไพร่พลทุกคนว่าโดนเฮอร์เรนเดลหลอกเข้าแล้ว พวกเขาต่างพากันโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด ทว่าไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อ ลูกธนูติดไฟมากมายก็พุ่งลงมาจากบนหน้าผาทั้งสองฝั่งด้านข้างทันทีราวกับห่าฝน พลโล่ของเธรอนต่างยกโล่ขึ้นมาใช้กำบังโดยพลัน แต่เมื่อลูกธนูไฟนับพันได้สัมผัสลงกับพื้นดินที่ตอนนี้มีเศษกระจกเล็กใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ก็ทำให้ไฟลุกโชนขึ้นมาเผาไหม้ทหารศึกของเธรอนภายในเสี้ยววินาที...เพราะกระจกนั้นมีนํ้ามันเคลือบไว้อยู่



ฟังจนถึงตรงนี้ ข้าก็อดทึ่งไม่ได้ --ท่านพ่อฉลาดเป็นกรดถึงเพียงนี้เชียวหรือ..



“ข้าศึกต่างล้มตายไปอีกหลายร้อยคนเพราะถูกไฟคลอก ผู้คนต่างล้มตายจมกองเลือดอยู่กลางสมรภูมิ พวกเขาเสียพลทหารไปจำนวนมากทั้งๆที่ยังไม่ได้เจอทหารของฝ่ายเฮอร์เรนเดลเลยด้วยซํ้า ยิ่งทำให้กษัตริย์แห่งเธรอนโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ แม่ทัพของเขาเกรงว่าคงพ่ายแพ้แน่ จึงสั่งให้พวกเขาทุกคนถอยทัพ ทว่าผู้เป็นพระราชากลับไม่ยินยอม เขาสังเกตได้ว่าบริเวณหน้าผาที่มีพลธนูของเฮอร์เรนเดลซ่อนอยู่นั้น...เป็นบริเวณที่หินดูอ่อนแรงคล้ายจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ จึงสั่งให้ไพร่พลระดมยิงธนูขึ้นไปบนหน้าผาเพื่อจะให้ข้าศึกร่วงลงมาในบัดดล 



ทว่าทันทีที่หินก้อนยักษ์หล่นลงมากระแทกพื้น พวกเขาถึงได้รู้ว่านั่นไม่ใช่ก้อนหิน...แต่เป็นกรงไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกดินห่อหุ้มเอาไว้ และเมื่อกรงไม้กลิ้งหล่นลงมากระแทกพื้นจนแตก เสือโคร่งเก้าตัวที่ถูกซ่อนไว้ในนั้นก็ผงาดออกมาคำรามทันที สร้างความปั่นป่วนให้กองทัพของเธรอนอีกครั้ง



“เสือเหล่านั้นไม่ได้ฆ่าง่ายอย่างที่คิด เพราะมันถูกชุดเกราะหนาห่อหุ้มไว้ ทำให้อาวุธไม่สามารถแทงมันได้ อีกทั้งมันยังถูกขังให้อดอาหารมาเป็นเวลานานหกวัน จึงฉีกเนื้อมนุษย์ทุกคนที่เห็นตรงหน้ากินเป็นอาหารอย่างไร้ปราณี เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของพลทหารมากมายดังกึกก้องไปทั่ว ทว่าพวกที่เหลือก็ยังคงยืนหยัดที่จะสู้กับมันต่อไปตามคำสั่งของกษัตริย์...จนท้ายที่สุดแล้วพระราชาก็ยอมจำนนแล้วถอยทัพกลับไปตั้งหลักด้วยความเคียดแค้น



“แต่ยังไม่จบแค่นั้น ขณะที่ต่างฝ่ายต่างพากันไปตั้งค่ายรบ อัศวินหลายนายในฝั่งเฮอร์เรนเดลของเราได้ป่วยเป็นกาฬโรค พวกเขาล้มตายกันไปจำนวนมาก สถานการณ์เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง...ว่าหากเป็นเช่นนี้เราก็ต้องกลายเป็นฝ่ายแพ้แทนแน่ และใครก็ตามที่เป็นโรคนี้ก็จะไม่สามารถกลับไปที่เฮอร์เรนเดลได้อีก มิเช่นนั้นจะเป็นการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นอันนำไปสู่ความตายของอีกหลายชีวิต แต่แล้วเจมส์ก็ได้เสนอในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดอีกครั้ง” วิญญาณของพระราชาเคาะปลายนิ้วไปมาบนที่พักแขนอย่างเพลิดเพลิน ก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มอ่อนโยนที่แฝงอำนาจ “ถ้าหากเป็นเจ้า...เจ้าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร



ข้าเลิกคิ้วขึ้น ก่อนเม้มปากเป็นเส้นตรง สมองขบคิดพิจารณาตามอยู่ชั่วครู่ “ไม่ทราบว่า...ค่ายพักของข้าศึกตั้งอยู่ตรงไหนหรือ



“ริมฝั่งแม่นํ้ามอร์เคนทางทิศตะวันตก ส่วนค่ายของเราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแม่นํ้าสายเดียวกัน ภูมิประเทศโดยรอบเป็นที่ราบลุ่ม



ข้าจินตนาการภาพแผนที่สมรภูมิรบในหัวอยู่คร่าวๆ “แล้วทิศทางลมล่ะ



“ในตอนนั้นมีมรสุมก่อตัวขึ้นในบริเวณค่ายของเฮอร์เรนเดลพอดี



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็คิดออกได้ในทันที จึงเปิดริมฝีปากเพื่อตอบออกไป “นี่อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกใจใครหลายคนนัก...แต่ข้าจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส แทนที่จะนำศพของเหล่าอัศวินที่เป็นกาฬโรคตายไปฝังหรือเผา ข้าจะให้ศพเหล่านั้นลอยไปตามกระแสนํ้า พายุตรงพิกัดเราจะทำให้กระแสนํ้าทวีความรุนแรงขึ้น และจะพัดขึ้นไปหาทิศตะวันตกของฝั่งเธรอนได้อย่างง่ายดาย ศพเน่าเฟะก็จะแพร่เชื้อโรคมหาศาลเข้าสู่กระแสนํ้า และเมื่อทหารของเธรอนบริโภคนํ้านั้นเข้าไป...ก็จะทำให้พวกเขาติดเชื้อกาฬโรคไปด้วยเช่นกัน



“..สมกับที่เป็นพ่อลูกกัน” อีกฝ่ายหัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ “เจมส์เองก็ใช้วิธีใกล้เคียงกับเจ้า ด้วยการใช้ศพแพร่เชื้อกาฬโรคไปให้ข้าศึก พวกเขาต่างพากันล้มตายไปจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น ยารักษาโรคก็หายไปจนหมดเกลี้ยง ทำให้กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบไปแทน จะเป็นฝ่ายขอหยุดสงครามด้วยการแสดงความพ่ายแพ้แล้วกลับไปเธรอนก็ไม่ได้ มิฉะนั้นจะเป็นการแพร่เชื้อโรคเข้าสู่คนทั้งอาณาจักรอีกหลายแสน อีกทั้งภายในอาณาจักรก็ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะรักษาคนมากขนาดนั้นได้ จึงได้แต่ตั้งหลักอยู่ที่ค่ายอย่างนั้น จนกระทั่งผู้คนแทบทั้งกองทัพพากันล้มตายไปกว่าพันคนภายระยะเวลาเพียงหกวัน ทัพเสริมที่เข้ามาเรื่อยๆก็พลอยติดเชื้อไปด้วยจนแทบไม่มีใครรอด สุดท้ายแล้วผู้เป็นกษัตริย์ก็อับจนหนทาง...แล้วประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเฮอร์เรนเดลในที่สุด



“หลังจากเหตุการณ์นั้น เจมส์ เกรโนเวอร์จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าอัศวินแห่งเฮอร์เรนเดล ผู้เป็นแม่ทัพในศึกทุกสมรภูมิตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นผู้วางกลยุทธ์การทำศึกของเรามาโดยตลอด ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขา...ก็คือการเข้าไปตัดหัวของบิดาแท้ๆของกษัตริย์โนแอลแห่งวอลธีเรียกลางงานเฉลิมฉลอง มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย แต่เขาก็นำศีรษะของอดีตพระราชาแห่งวอลธีเรียใส่กระสอบกลับมาให้เราด้วยรอยยิ้มกวนประสาทเช่นเดิม ราวกับว่างานนี้ไม่ได้ยากเกินกว่าการปอกกล้วยสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย” แม้ว่าวิญญาณของอดีตพระราชาผู้นี้จะไม่มีอวัยวะบนหน้า แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนเขากำลังฉีกยิ้มเมื่อได้เห็นว่าข้าเบิกตาขึ้น “ใช่แล้วเด็กน้อย...บิดาของเจ้าเป็นผู้สังหารปู่ขององค์ชายทราวิส อดีตกษัตริย์แห่งวอลธีเรีย



ข้าได้แต่เม้มปากแน่น ดวงตาสีมรกตหม่นแสงลง “หลังจากนั้น...พระราชาโนแอลก็ไปทำสนธิสัญญากับแม่มด เพื่อกวาดล้างอาณาจักรเราใช่หรือไม่



อย่างนี้ไม่เท่ากับว่า...ท่านพ่อเป็นผู้จุดชนวนระเบิดความแค้นให้กษัตริย์โนแอลฆ่าล้างเฮอร์เรนเดลหรอกหรือ



“ถูกต้อง เขาใช้วิธีสกปรกกวาดล้างเข่นฆ่าพวกเรา แต่นอกจากเป้าหมายหลักของเขาจะเป็นข้าและผู้บริสุทธิ์ชาวเฮอร์เรนเดลแล้ว เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด...จะเป็นใครไปได้อีกนอกเสียจากเจมส์



“เจ้าอาจคิดว่าพวกเราทุกคนต้องตายอย่างอนาถ...แต่คนที่ตายอนาถที่สุดก็คือพ่อของเจ้า” อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอเบาๆ หากแต่ตอนนี้มันไม่ได้ฟังดูอ่อนโยนเหมือนที่ผ่านมา...แต่กลับมีความน่ากลัวแฝงอยู่ในนั้น “ให้ข้าบอกไหมว่าเขาตายอย่างไร



เมื่อลองคิดว่าบิดาของทราวิสเป็นผู้สังหารพ่อของข้า ทำให้ได้แต่หลุบสายตาลงตํ่าแล้วตอบเสียงเรียบว่า “ไม่จำเป็น



“ช่างน่าเศร้าเสียจริง ว่าไหม?” เขาพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด “ถึงเจมส์จะเก่งกาจจนเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รักของพวกพ้องและประชาชนเพียงใด....แต่เขาก็เป็นฝันร้ายที่น่ากลัวที่สุดของศัตรู ทุกอย่างที่หลอมรวมเป็นแม่ทัพเจมส์ต่างเป็นที่หวาดกลัวของพวกเขา ทั้งรอยยิ้มและบุคลิกที่ไม่น่าไว้ใจนั่น รวมทั้งความกวนประสาทปั่นหัวคนเก่งเป็นเลิศ เจมส์มีพรสวรรค์ในการคาดเดาความคิดคนอื่น หากแต่กลับไม่มีใครคาดเดาความคิดแสนพิสดารของเขาได้เลย --ไม่แปลกที่กษัตริย์โนแอลถึงกับต้องใช้ 'วิธีนั้น' ในการกำจัดเขา เพื่อให้แน่ใจว่าหมอนั่นจะต้องตายคามือเขาจริงๆ



“จากที่ข้าเล่ามาทั้งหมด...เจ้าเหมือนเจมส์ทุกประการราวกับมาเกิดใหม่ แต่มีเพียงอย่างเดียวที่เจ้าไม่เหมือนพ่อ” มือของวิญญาณตรงหน้ากำที่พักแขนแน่นจนมันร้าว เขาจ้องมายังข้าก่อนกล่าวเสียงแข็งกร้าวที่ทำให้ขนลุกไปถึงทรวงใน



“เจมส์เป็นผู้ปกป้องอาณาจักร ในขณะที่เจ้าทรยศต่อบ้านเกิด



คิ้วหนาขมวดเข้าหากันทันที ก่อนที่ข้าจะเลิกคิ้วขึ้นนิดๆด้วยรอยยิ้มมุมปาก “ข้าไปทรยศอาณาจักรที่ล่มสลายไปนานแล้วตั้งแต่เมื่อใดกัน ขอฝ่าบาทโปรดทรงอธิบายให้กระจ่าง



“เจ้าไม่น่าจะโง่เขลาขนาดนั้นมิใช่หรือ



ได้ยินแบบนั้นข้าจึงหุบรอยยิ้มลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยในบัดดล “ตัวข้าไม่เห็นว่าการเป็นมิตรกับองค์ชายแห่งวอลธีเรียจะผิดอะไร..



“หึ ไม่ผิดอะไรงั้นหรือ..? เจ้าทั้งเกิดและเติบโตในดินแดนสกปรกนั่น แค่นี้ยังไม่รู้อีกหรือว่าแมลงสาบวอลธีเรียมันตํ่าช้าเพียงใด” ว่าจบอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์ ก่อนยื่นมือข้างหนึ่งออกมา “บางที...เจ้าอาจต้องการให้ข้าทบทวนความทรงจำให้สักนิด



ทันทีที่ฝ่ามือสีดำสนิทนั้นโบกในอากาศเพียงครั้งเดียว ภาพของห้องโถงรอบตัวข้าก็หมุนติ้วไปมาเหมือนพายุหมุนจนน่าเวียนหัว ก่อนที่ภาพทุกอย่างรอบตัวจะเปลี่ยนไป รอบตัวข้าไม่ใช่ห้องโถงโล่งๆที่ทำจากกำแพงหิน แต่กลับกำลังอยู่ในใจกลางเมืองใหญ่แห่งหนึ่งที่มีท้องฟ้าโปร่งใส รอบตัวมีผู้คนเดินสัญจรผ่านกันไปมาบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี มีเด็กตัวเล็กๆพากันวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อด้วยเสียงหัวเราะ บ้านหลายหลังนับไม่ถ้วนตั้งเรียงรายกันอย่างไม่แออัดนัก มีหญิงสาวที่กำลังฮัมเพลงพลางตากผ้าอย่างอารมณ์ดี มีชายหนุ่มที่ยืนใช้ขวานตัดต้นไม้เพื่อนำไม้ไปขาย ผู้คนต่างใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองอย่างสงบสุข ดวงตาสีมรกตกวาดมองไปรอบๆอย่างระแวง ถึงได้พบว่าตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในห้องโถงอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นสถานที่ที่ข้าคุ้นเคยดียิ่งกว่าอะไร



อาณาจักรวอลธีเรีย..



เด็กคนหนึ่งวิ่งทะลุผ่านร่างกายข้าไปเหมือนเป็นเพียงอากาศ ทำให้ได้รู้ว่าทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้น ในขณะที่กำลังจะตะโกนหาวิญญาณของกษัตริย์คาร์ลอส ข้ากลับต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้หันไปเห็นความวุ่นวายบนลานกว้างในใจกลางเมือง ผู้คนมากมายกว่าหลายร้อยกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะเหล่าชายชาตรีที่ยืนรุมมองกันอยู่อย่างสนอกสนใจ ในคราแรกข้าก็ไม่ได้คิดจะไปใส่ใจ ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างกลับบังคับให้ข้าก้าวออกไปดู และวินาทีที่ข้าฝ่าวงล้อมใหญ่เข้าไปได้ ร่างกายข้าทั้งร่างก็แข็งไปทั้งตัวเหมือนศพ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตา



ในใจกลางวงล้อมนั้น...มีสตรีนางหนึ่งที่ถูกจับกดให้นอนลงบนพื้น และกำลังถูกอัศวินในชุดเกราะกว่าสิบคนฉุดกระชาก แขนขาทั้งสี่ถูกชายชาตรีจับรัดกุมไว้แน่น นางพยายามดิ้นสู้ทุกวิถีทาง ทั้งถีบทั้งต่อยชายชาตรีรอบข้างอย่างกราดเกรี้ยว ดูเผินๆแล้วทำให้ได้รู้ว่านางมีทักษะการต่อสู้ไม่น้อยทีเดียว นางกรีดร้องคำรามออกมาจนแสบแก้วหู ทว่าภายในดวงตาที่แดงฉานด้วยโทสะคู่นั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย มีแต่ความโกรธแค้นดุจเปลวไฟที่มอดไหม้ถึงขีดสุด



“ยอมมากับเราเสียโดยดี...แล้วเราจะปล่อยลูกเจ้าไปซะ



ท่านแม่...



ในมือของอัศวินเกราะทองคนหนึ่งกำลังอุ้มเด็กทารกอยู่ --จะเรียกว่าเป็นการอุ้มก็คงไม่ถูกนัก...เพราะแท้จริงแล้วเด็กคนนี้กำลังถูกฝ่ามือที่สวมถุงมือเหล็กของอัศวินจิกเข้าไปในแขนเล็กๆ แล้วยกร่างเล็กของทารกขึ้นเหนืออากาศด้วยมือข้างเดียว ทั้งยังบีบอย่างแรงหมายจะให้กระดูกแตกคามือ เด็กน้อยจึงได้แต่แหกปากร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดพลางเตะอากาศไปมา ในขณะที่มารดาของเขาก็พยายามจะหลุดออกจากการจับกุมของเหล่าชายฉกรรจ์ เรือนผมสีแดงของนางที่ถูกมัดหางม้าตํ่าไว้หลวมๆนั้นยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง เนื้อตัวที่สกปรกมอมแมมเต็มไปด้วยบาดแผลฟกชํ้า รอยเฉือนของคมดาบมีอยู่เต็มร่างกาย สภาพของนางเหมือนหญิงสาวที่ตกลงไปในถังขยะ แล้วถูกจับมาเขวี้ยงใส่พื้นดินซํ้าๆ ร่างกายที่บอบชํ้าถูกเหล่าชายฉกรรจ์รัดรึงไว้ เสื้อผ้าสีขาวที่เปื้อนเลือดของนางกำลังถูกเหล่าอัศวินพยายามฉีกออก นางพยายามเหวี่ยงหมัดออกไปอย่างสะเปะสะปะเพื่อให้หลุดจากการถูกจับกุม



“ไอ้สวะ!! ปล่อยลูกข้าซะ! ปล่อยเขาลงเดี๋ยวนี้!!



นางตะโกนจนกล่องเสียงแทบแตก เสียงใสที่ข้าไม่ได้ยินมานานเหือดแห้งด้วยความเจ็บปวด ข้ามองภาพของตัวเองในวัยทารกที่อายุไม่น่าจะเกินเจ็ดเดือนซึ่งกำลังถูกหิ้วเหมือนเป็นสิ่งของ กับแม่ที่กำลังถูกอัศวินกว่าสิบคนรุมจับไว้ นางพยายามดิ้นสู้จนโดนอัศวินคนหนึ่งใช้เท้าเหยียบไปบนกลางอกอย่างแรง เสียงร้องไห้อย่างทรมานของเด็กทารกกับเสียงกรีดร้องของผู้เป็นมารดาดังไปทั่วบริเวณ จนคนมากมายพากันกรูเข้ามามุงดู ภาพตรงหน้าของพวกเขามันช่างน่าเวทนา แต่ผู้คนทั้งหลายที่มามุงดูกลับมองมันอย่างตื่นตาตื่นใจ...ราวกับกำลังรับชมละครสัตว์ก็มิปาน



ในตอนที่เฮอร์เรนเดลถูกกวาดล้างจนล่มสลาย ตอนนั้นข้ามีอายุเพียงแค่ห้าเดือน ดังนั้นนี่น่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนที่พวกเราเพิ่งถูกจับมาเป็นเชลยได้ไม่นานนัก..



 ดูจากชุดเกราะสีทองที่แปลกแยกของอัศวินคนที่กำลังหิ้วข้าอยู่นั้น ทำให้ได้ทราบว่าชายคนนี้คือหัวหน้าอัศวินแห่งวอลธีเรียคนปัจจุบัน เขาเอื้อมมืออีกข้างออกไปบีบกรามของหญิงสาวให้หันมาสบตากัน ดวงตาสีมรกตที่แดงฉานด้วยความโกรธแค้นจ้องเขากลับอย่างกินเลือดกินเนื้อ



“คิดดูให้ดีนะซาฟีร่า สามีสุดที่รักของเจ้าตายไปแล้ว...ตายอย่างอนาถจนแม้แต่ซากศพยังน่าขยะแขยงจนดูไม่ออกว่าเป็นมนุษย์ ลูกชายเจ้าก็ยังเป็นเพียงแค่ทารก เจ้าจะหาเงินจากที่ไหนมาเลี้ยงเขากัน” หัวหน้าอัศวินกล่าวด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย “เจ้าเคยเป็นเด็กสาวยากจนที่มีชีวิตปากกัดตีนถีบมาตลอด ต้องเป็นโจรเพื่อขโมยทรัพย์สินคนอื่นมาประทังชีวิต --หากเจ้าเป็นบุรุษ ข้าก็ไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆหรอกที่เจ้าจะทำเช่นนั้น แต่นี่เจ้าเป็นผู้หญิง ทั้งยังมีหน้าตาสะสวยราวเทพธิดา ไม่คิดว่านั่นเป็นวิธีหาเงินที่โง่เง่าไปหน่อยหรือ? จากนี้ไป เจ้าไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นอีกแล้ว เรากำลังเสนอทางเลือกที่ดีกว่าให้เจ้าอยู่นะ ร่างกายของเจ้ามันมีค่ากว่าที่เจ้าคิด



ข้าขมวดคิ้วพลางพยายามจับใจความในสิ่งที่เขากำลังพูด ก่อนที่ข้าจะรู้สึกเหมือนร่างกายถูกเขวี้ยงทิ้งลงไปในทะเลสาบนํ้าแข็งจนกระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ



'ผู้หญิง' 'สวย' 'ร่างกาย' 'หาเงิน' 'ไม่ต้องเหนื่อย' 'ทางเลือก' คำพูดเหล่านั้นที่หมอนั่นพูดออกมา...มันทำให้ฝ่ามือทั้งสองที่วางไว้ข้างลำตัวกำเข้าหากันโดยอัตโนมัติ



เจ้าพวกนี้...จะจับแม่ข้าไปค้าประเวณี!!



ในขณะเดียวกัน เมื่อท่านแม่ได้ยินเช่นนั้น...ริมฝีปากที่มีรอยแผลก็กระตุกยิ้มอย่างเย้ยหยัน ก่อนที่นางจะถ่มนํ้าลายใส่หัวหน้าอัศวินผู้นั้นทันที เสียงผู้คนร้องตกใจดังขึ้นเป็นระลอกให้กับการกระทำที่อุกอาจนี้ ดวงตาของหัวหน้าอัศวินผู้สูงส่งนักหนาแข็งกร้าวขึ้นมา



อัศวินอีกนายหนึ่งพูดขึ้น “เหอะ...เป็นเพราะท่านหัวหน้าเมตตาเจ้าหรอกนะ ถึงได้ยืนข้อเสนอนี้ให้ ยังไม่รู้จักสำนึกอีก



“เกิดมาเป็นสตรีทั้งที...แต่ไม่คิดจะใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์ ช่างโง่เขลาอะไรปานนี้” อีกคนสมทบ มือหนาสกปรกของมันลูบไปมาบนท่อนแขนขาวที่เต็มไปด้วยบาดแผลของหญิงสาว ดวงตาของมันเป็นประกายอย่างน่าขยะแขยง “ใบหน้าสวยๆของเจ้าควรจะได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอางค์ดีๆ มือนี่ก็ควรจะเอาไว้ใช้ปรนนิบัติบุรุษ...มากกว่าไปใช้ฟันดาบจนหยาบกระด้าง --ได้ยินมาว่าเจ้าไม่มีนิสัยความเป็นสตรีเลย...แต่เดี๋ยวพวกข้าจะสอนให้เจ้าเอง



“คนอย่างเจ้า...ต่อให้แข็งแกร่งสักแค่ไหนก็เป็นได้แค่ผู้หญิง และผู้หญิงก็เป็นได้แค่ถังเก็บนํ้าเชื้อเท่านั้น



“ทั้งได้ใช้เรือนร่างให้คุ้มค่า แถมยังได้เงินอีก นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเจ้ากับลูกในตอนนี้แล้วนะซาฟีร่า



คำพูดชักชวนด้วยนํ้าเสียงเย้ยหยันอย่างไม่ประสงค์ดีเหล่านั้นทิ่มแทงหัวใจข้าจนเดือดถึงขีดสุด พยายามท่องในใจซํ้าๆว่านี่เป็นเพียงภาพลวงตา หากแต่เมื่อได้เห็นแม่อยู่ในสภาพนี้...ก็ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกตะปูนับพันแทงเข้าไปในหัวใจ ดวงตาแดงเถือกด้วยความโกรธแค้นจนอยากจะกรีดร้องออกมา ข้าอยากจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนี้ อยากจะหลับตาลงเพื่อไม่ต้องทนมองภาพนี้อีกต่อไป แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกตรึงท่อนขาไว้ไม่ให้ไปไหน และมีบางอย่างที่กำลังถ่างตาข้าไว้ บังคับให้ข้าทนดูต่อไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้



แต่หลังจากที่ได้ฟังถ้อยคำเชิญชวนดูหมิ่นเหล่านั้นแล้ว ซาฟีร่ากลับเลือกที่จะหัวเราะร่าออกมา หัวเราะดังลั่นเสียจนเหล่าอัศวินต่างเงียบกริบ จนมีเสียงผู้คนซุบซิบนินทากันว่านางน่าจะเสียสติไปแล้ว



“ 'ทางเลือกที่ดี' งั้นเหรอ? หากพวกเจ้าพามารดาและภรรยาของพวกเจ้าทุกคนซึ่งเป็นแค่ 'ถังเก็บนํ้าเชื้อ' ไปค้าประเวณีให้บุรุษสักร้อยคนพันคนขึ้นคร่อม...ข้าถึงจะค่อยลองพิจารณาอาชีพนี้ดูก็แล้วกัน



ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหู “นี่เจ้า...!!



“อ๊ะ! จะมาต่อว่าข้าไม่ได้นะ” นางอธิบายด้วยรอยยิ้มแสยะ “พวกเจ้าเป็นคนพูดเองมิใช่หรือ...ว่าผู้หญิงเป็นได้แค่ถังเก็บนํ้าเชื้อ พวกเจ้าเป็นคนพูดเองมิใช่หรือ...ว่าการค้าประเวณีเป็นทางเลือกที่ดี แล้วทำไมพวกเจ้าถึงไม่พาคนในครอบครัวที่เป็นสตรีไปทำอาชีพนี้กันให้หมดล่ะ? หรือบางที...พวกเจ้าก็ควรจะสละยศตำแหน่งแล้วไปขายตัวเสียเอง พวกเจ้าก็พูดเองนี่...ว่าร่างกายมีประโยชน์กว่าที่เราคิด ได้ยินมาว่าชาวกรีกก็มีบุรุษที่เสพสังวาสร่วมเพศผ่านทวารหนักด้วยนี่ เช่นนั้นทำไมพวกเจ้าไม่ลองทำดูบ้างล่ะ? เพื่อจะขายได้หลายราคา



เลือดในกายของอัศวินทั้งหลายต่างเดือดพล่านด้วยโทสะ หรือแม้แต่ชายหญิงที่กำลังมุงดูอยู่ต่างก็ทำหน้าขยะแขยงให้กับคำพูดของนาง ในขณะที่ข้าแอบปรบมือให้แม่เบาๆในใจ --ทักษะฝีปากสมกับที่เราเป็นแม่ลูกกันจริงๆ



“..อย่าได้บังอาจยิ้มแบบนั้นใส่ข้า ซาฟีร่า” หัวหน้าอัศวินเอ่ยเสียงแข็ง “ยิ่งเจ้ายิ้ม...เจ้าก็ยิ่งเหมือนสามีโสโครกของเจ้า และมันจะทำให้พวกเราหมดความอดทน



เป็นตอนนั้นเองที่นางยอมหุบปาก เพราะตราบใดที่ข้าในวัยทารกยังคงอยู่ในอุ้งมือของคนเหล่านี้ นางก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกอีก แต่หารู้ไม่ว่าความอดทนของหัวหน้าอัศวินนั้นได้หมดลงไปนานแล้ว



หรือไม่...เขาก็ไม่ได้อดทนตั้งแต่แรก เพียงแค่รอเวลาที่จะแสดงความเลวออกมาเท่านั้น



“ฉีกเสื้อผ้านางออก



สิ้นคำสั่งนั้น เหล่าอัศวินก็ชักดาบออกมาทันทีเพื่อเตรียมทำตามคําสั่ง ข้าเบิกตาโพลงถึงขีดสุด พยายามยกขาขึ้นหมายจะเดินเข้าไปตัดคอคนพวกนั้นให้สิ้นซาก แต่ก็เป็นอีกครั้งที่รู้สึกเหมือนขาทั้งสองถูกสาปให้กลายเป็นหิน มันขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่เพียงนิด ดวงตาก็เหมือนถูกถ่างให้ดูภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ ทำให้ได้แต่ยืนมองผู้เป็นมารดาถูกชายกว่าสิบคนพยายามฉีกเสื้อผ้าของนางออก ฝ่ามือข้ากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูด และราวกับว่าตัวข้าในวัยเด็กเองก็สัมผัสได้ว่าแม่ตัวเองกำลังเป็นอันตราย จึงแหกปากร้องไห้งอแงหนักจนแสบแก้วหูแล้วดิ้นไปมายิ่งกว่าเดิม ในขณะที่ข้าเองก็คำรามออกมาจนแสบไปทั้งคอ ทว่ากลับไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกไปเลยสักนิด



“พวกเจ้าจะมัวมุงอะไรกันอยู่ล่ะ” อัศวินนายหนึ่งพูดขึ้นกับประชาชนที่อยู่ล้อมรอบ มือของเขาพยายามปัดป้องหมัดของซาฟีร่า ส่วนมืออีกข้างก็กระชากเสื้อตัวนอกของนางออกมา “ชายใดอยากจะสัมผัสลิ้มลองนางผู้นี้ ให้เข้ามาพร้อมกันได้เลย



อัศวินอีกคนสมทบพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก “ใจคอคิดจะให้สามีโสโครกได้ลิ้มลองร่างกายเจ้าเพียงคนเดียวหรือ...แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด



“ของสวยๆงามๆแบบนี้ควรจะแบ่งให้คนอื่นได้ช่วงชิมกันถ้วนหน้า --จริงไหม



“แน่นอนที่สุด



“พี่น้องทั้งหลาย!! จงดูนี่ ภรรยาของแม่ทัพแห่งเฮอร์เรนเดลกำลังจะถูกข่มขืนล่ะ! มีชายใดอยากเข้ามาร่วมวงด้วยไหม?



“ฮะ? ภรรยาของเจมส์งั้นเหรอ!?



ได้ยินเช่นนั้นผู้คนก็ยิ่งเบียดกันเข้ามามองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ไปจนถึงคนแก่ หญิงสาวบางคนเลือกที่จะปรายตามอง เม้มปากแน่นแล้วรีบเดินออกไปราวกับไม่สามารถทนดูได้...แต่ก็ไม่คิดจะห้ามเช่นกัน เหล่าชายหื่นก็รีบกรูเข้ามามุงด้านหน้า พวกเขามองเรือนร่างของหญิงสาวด้วยสายตาหื่นกระหาย



ความโกรธแค้นถึงขีดสุดแล่นไปทั่วร่าง ข้าอยากจะยกมือขึ้นมาปิดหูไว้เพื่อไม่ต้องได้ยินเสียงที่พวกมันพูดกัน อยากจะแหกปากคำรามออกมาให้กล่องเสียงแตก อยากจะไปถลกหนังหัวของคนพวกนี้ออกให้หมด โลหิตที่ไหลเวียนในร่างกายเดือดพล่านจนดวงตาแดงเถือก มือไม้สั่นเทาเหมือนร่างกายกำลังจะระเบิดออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ ริมฝีปากที่สั่นระริกอ้าออกแล้วตะโกนออกไป



“ท่านแม่!!!!!!



แต่แน่นอนว่าไม่มีใครได้ยิน...



ในขณะที่หญิงสาวที่ข้ารักที่สุด คนที่มีความหมายต่อข้ายิ่งกว่าชีวิตกำลังจะถูกรุมข่มขืน...ข้ากลับทำได้แค่ยืนดูโง่ๆอยู่แบบนี้



“ข้าอยากจะรู้จริงๆ...ว่าถ้าหมอนั่นได้มาเห็นเมียตัวเองถูกรุมโทรมเช่นนี้ จะมีสีหน้าเช่นไร จะยังยิ้มชั่วๆแบบนั้นได้อีกไหม! ฮ่าๆๆ



ทว่าท่ามกลางความโกลาหลที่ทำให้ข้าอยากตายนั้น จู่ๆก็มีเสียงของชายคนหนึ่งในฝูงชนดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบา “แบบนี้จะไม่โหดร้ายกับนางไปหน่อยหรือ..



คิ้วของหัวหน้าอัศวินขมวดเข้าหากัน “...เจ้าว่าอย่างไรนะ



ทุกสายตาหันไปมองชายคนนั้นทันที เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีอายุไม่น่าจะเกินสิบแปด และเมื่อเขารู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา ก็รีบยกมือทั้งสองขึ้นมาปิดปากฉับด้วยแววตาตื่นตระหนก “ขะ ข้าไม่ได้จะปกป้องนางนะ! เพียงแต่เจมส์ก็ถูกฆ่าตายไปแล้ว คาร์ลอสก็ตายแล้ว เราล้างแค้นเฮอร์เรนเดลอย่างสาสมแล้ว แค่นี้ก็ควรจะพอได้แล้วมิใช่หรือ ข้า...ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมพวกท่านต้องทำร้ายผู้หญิงกับเด็กด้วย..



สายตาทุกคู่มองเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างเชือดเฉือน ราวกับว่าเขากำลังถูกคนมากมายมองลงมาจากที่สูงด้วยสายตาหยามเหยียด ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งพูดขึ้น “..เจ้าไม่สมควรเป็นชาววอลธีเรีย



“ใช่! คนแบบนี้ต้องส่งไปกักขังไว้กับพวกสุนัขเฮอร์เรนเดลให้หมด!



“ช่างน่าผิดหวัง...พ่อแม่ของเขาเป็นใครกัน เหตุใดถึงได้ไม่อบรมสั่งสอนลูก ไปเอาความคิดตรรกะแบบนั้นมาจากไหนกัน



ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องไปยังผู้มีตําแหน่งสูงสุดอย่างหัวหน้าอัศวิน เฝ้ารอว่าเขาจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ เขาจ้องมองเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารก่อนจะหลับตาลง “..จับเขาไปถ่วงนํ้า เอาแค่พอเฉียดตายก็พอ



“น้อมรับคำสั่ง!



แล้วอัศวินจำนวนหนึ่งก็พุ่งเข้าไปจับชายหนุ่มเอาไว้ในบัดดล ก่อนจะลากเขาออกไปจากตรงนี้ทันที “เฮ้! พวกท่านจะพาข้าไปไหน! ปล่อยนะ!!



ในขณะเดียวกันนั้น ตัวข้าที่ยังเป็นทารกก็แหกปากร้องไห้ลั่นกว่าเดิมจนหลายคนต้องยกมือขึ้นอุดหู หัวหน้าอัศวินเองก็ดูจะรำคาญเต็มทนแล้ว จึงบิดแขนเด็กในมือจนกระดูกลั่นดังกร๊อบ แล้วเหวี่ยงร่างเล็กในมือขึ้นไปบนฟ้าอย่างสุดแรง เสี้ยววินาทีนั้นดวงตาสีเขียวของซาฟีร่าก็กร้าวแข็งขึ้นมาทันที..



“เจเดน!!!!!



เหมือนสัญชาตญาณความเป็นแม่ในตัวนางได้ระเบิดออกมา เรี่ยวแรงมหาศาลที่มาจากไหนไม่รู้ทำให้นางดิ้นจนหลุดออกจากการจับกุม แล้วรีบวิ่งเข้าไปรับร่างของลูกชายที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากอากาศได้ทันเวลาพอดี จังหวะนั้นนางแทบจะเซจนเสียหลักล้มลง แต่ก็พยายามทรงตัวขึ้นมาได้ในที่สุด มันฉิวเฉียดเสียจนหากนางวิ่งช้ากว่านี้เพียงเล็กน้อย...ข้าก็คงหล่นลงมาคอหักตายเป็นแน่



ซาฟีร่าใช้สายตากวาดสำรวจรอบตัวร่างกายของลูกชายอย่างร้อนรน ก่อนจะกอดเขาไว้แน่นพร้อมหลับตาลงแน่นอย่างขวัญเสีย ตัวข้าในวัยทารกยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บอยู่อย่างนั้น ฝ่ามือเรียวลูบแผ่นหลังเล็กของลูกไปมาเพื่อปลอบประโลม ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมาเมื่อนางเปลือกตาเปิดขึ้น ดวงตาสีมรกตคู่นั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาจนน่าขนลุก



สายตาทุกคู่กำลังจับจ้องไปยังหญิงม่ายที่กำลังอุ้มลูกชายไว้ด้วยมือข้างเดียว เสื้อผ้าสีขาวสกปรกเปื้อนเลือดของนางถูกฉีกขาดจนจะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกทำร้ายตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมหางม้าที่มัดตํ่าไว้กระเซอะกระเซิงเหมือนขอทานผู้ยากไร้ริมถนน ปอยผมสีแดงร่วงลงมาปรกใบหน้า สภาพของนางดูสะบักสะบอมราวกับจะแตกหักได้ทุกเมื่อ หากแต่ตอนนี้กลับไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าเข้าไปใกล้นางอีก สายตาของนางที่มองมานั้น...เต็มไปด้วยความเย็นชา โกรธแค้น เกลียดชัง อาฆาต รังเกียจ พยาบาทผสมกัน จนคนมองถึงกับต้องกลั้นหายใจ แม้กระทั่งข้าเองที่มองอยู่ไกลๆก็ถึงกับต้องหนาวไปถึงขั้วหัวใจ



ท่านแม่ในตอนนี้...เหมือนมีเงาของปีศาจซ้อนทับอยู่ด้านหลังอย่างไรอย่างนั้น



ร่างสูงโปร่งทะมัดทะแมงของซาฟีร่าเดินไปหาหัวหน้าอัศวินอย่างช้าๆเป็นจังหวะทีละก้าว เขาสบตานางกลับอย่างไม่ไว้ใจ ฝ่ามือใหญ่ของหัวหน้าอัศวินเอื้อมไปยังด้ามดาบที่คาดไว้ที่เอวเตรียมจะชักออกมา ทว่าพริบตาต่อมา...ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา ใบหน้าซีดราวหิมะ เขาแหกปากกรีดร้องออกมาลั่นอย่างทรมานขณะที่ทรุดตัวคุกเข่าลง ในขณะที่ผู้คนต่างพากันวิ่งหนีกรีดร้องอย่างแตกตื่นกันไปคนละทิศคนละทาง



ในมือขวาของซาฟีร่า...มีดาบที่เปื้อนเลือดสดๆอยู่ บนพื้นตรงหน้านางมีเลือดหยดลงเป็นวงๆบนพื้น และตรงนั้นก็มีบางอย่างที่มีลักษณะเรียวยาวเหมือนแตงกวาที่มีเศษผ้าคลุมอยู่นิดๆ มันคืออวัยวะเพศชายที่ถูกตัดออกไปสดๆร้อนๆจากเป้ากางเกง...และแน่นอนว่ามันเป็นของท่านหัวหน้าอัศวินผู้สูงส่งแห่งวอลธีเรีย



ไม่ได้มีใครสังเกตเลย...ว่าท่านแม่ฉวยโอกาสแอบหยิบสร้อยดาบนั้นออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันขยายกลายเป็นดาบเต็มตัวตั้งแต่เมื่อใด วินาทีต่อมาก็พบว่านางได้ใช้ดาบเฉือนอวัยวะส่วนกลางลำตัวของแม่ทัพออกไปแล้ว และทันทีที่ได้เห็นดาบในมือนาง...ดวงตาสีมรกตของข้าก็ต้องหม่นหมองลงอีกครั้ง



ท่านแม่...ข้าขอโทษที่รักษามันเอาไว้ไม่ได้



ไม่ทันที่เหล่าอัศวินจะได้ทันชักดาบออกมาเพื่อเตรียมจู่โจม เสี้ยววินาทีนั้นดาบเงาวาวแหลมคมในมือของหญิงสาวก็ถูกเจ้าของง้างขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะเหวี่ยงลงมาใส่ลำคอของหัวหน้าอัศวินอย่างรวดเร็วจนมันขาดสะบั้น โลหิตพุ่งทะลักออกมาเป็นสายนํ้าจนกระเด็นไปทั่วบริเวณ ผู้คนต่างกรีดร้องพร้อมพากันวิ่งหนีแตกกระเจิงกันไปหลังจากที่ได้เห็นภาพอันน่าสยดสยองนี้ ส่วนเหล่าอัศวินก็เหมือนจะล้มเลิกความคิดที่จะจับนางไปเป็นโสเภณีไปแล้ว พวกเขาพุ่งเข้าใส่นางหมายจะเอาชีวิตด้วยความโกรธแค้น



ซาฟีร่าควงดาบในมือไปมาเพื่อเตรียมรับการปะทะ มืออีกข้างยังคงอุ้มลูกชายไว้อย่างหวงแหน ขาข้างหนึ่งก้าวออกไปเหยียบขยี้อวัยวะเพศบนพื้นที่นางเป็นคนตัดจนมันแหลก สายตาของท่านแม่เย็นยะเยือกดุจธารนํ้าแข็ง ก่อนที่นางจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็น



“..ใครอยากจะถูกตัดความเป็นชายไปให้หมากินอีกบ้าง?



ข้ายังคงจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าตาไม่กะพริบ แต่จู่ๆภาพรอบตัวก็หมุนติ้วเป็นพายุอีกครั้ง และครู่ต่อมาเมื่อมันหยุดนิ่ง...ข้าถึงได้พบว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ในลานกว้างตรงใจกลางเมืองอีกต่อไป แต่เป็นในใจตลาดซึ่งมีผู้คนพลุกพล่าน ร้านค้าต่างๆตั้งอยู่บนทั้งสองฝั่งของถนน บนริมถนนก็มีคนมาเล่นเครื่องดนตรีเปิดหมวก เสียงเจ๊าะแจ๊ะของฝูงชนที่คุยกันดังคลอไปกับเสียงดนตรี ผู้คนเดินสัญจรผ่านกันไปมาจนทะลุร่างกายที่โปร่งแสงของข้าไปหลายต่อหลายคน ตรงนี้เป็นจุดที่มีผู้คนพลุกพล่านและแออัดที่สุดในวอลธีเรีย



ข้าถอนหายใจขณะคิดว่าวิญญาณของพระราชาคาร์ลอสคงจะต้องการให้ข้าเห็นอะไรไม่ดีๆอีกแน่ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ...เมื่อข้าหันไปเห็นเด็กชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่มีอายุไม่เกินหกขวบ เสื้อผ้าและเนื้อตัวของเขามอมแมมสกปรก ขาเล็กๆทั้งสองข้างวิ่งแทรกผ่านฝูงชนเข้ามา แล้วพาตัวเองมาหยุดอยู่ที่ร้านขายขนมแห่งหนึ่ง ดวงตาสีมรกตกลมโตที่สุกใสจ้องขนมหลากสีน่ากินตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกาย เขากลืนนํ้าลายอึกใหญ่ด้วยความหิวโหย รอยยิ้มกว้างปรากฎขึ้นมาอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนที่เด็กคนนี้จะล้วงเข้าไปหยิบเศษเหรียญในเสื้อออกมา



“พี่สาวฮะ ข้าขอซื้อเจ้านี่ได้ไหม” ข้าในวัยเด็กกล่าวเสียงใสกับแม่ค้า นางมองเด็กตาโตๆเป็นประกายที่มีเนื้อตัวมอมแมม แก้มยุ้ยๆเป็นรอยฟกชํ้าเหมือนโดนทำร้ายมา สภาพที่ซูบผอมของเด็กคนนี้บ่งบอกว่าคงไม่ได้กินของดีๆแบบนี้เลย ทำให้นางอดที่จะเอ็นดูปนสงสารไม่ได้ จึงเผยรอยยิ้มกว้างออกมา



“เจ้าอยากกินอะไร เลือกได้เลยหนุ่มน้อย



“เย้!!



ในขณะที่นางกำลังจะหยิบขนมใส่ถุงให้ลูกค้าตัวน้อยตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม จู่ๆหญิงสาวอีกคนก็วิ่งเข้ามาก่อนจะกระซิบบางอย่างกับนาง ทำให้แม่ค้าชะงักไปทันที นางตวัดสายตาที่แข็งกร้าวไปมองเด็กน้อยผู้หิวโหยตรงหน้า ก่อนจะหรี่ตาลงมองอย่างดูหมิ่น “ร้านข้าไม่ต้อนรับสุนัขเฮอร์เรนเดลเช่นเจ้า! ออกไปซะ!!



ว่าจบนางก็หยิบมัฟฟินในถาดมาขว้างใส่เด็กตรงหน้าทันที ตัวข้าในวัยเด็กสะดุ้งโหยง แต่ก็ค่อยๆก้มลงเพื่อเก็บมัฟฟินที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา ทว่าวินาทีต่อมารองเท้าของหญิงสาวก็เหยียบขยี้ไปบนขนมนั้นจนจมดิน เด้กน้อยมองมันด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ก่อนที่เสียงหัวเราะแหลมๆของหญิงสาวจะดังขึ้นขณะที่นางยกเท้าออก



“อยากจะกินก็มาเลียไปสิ



..ในที่นี้นางหมายถึงให้มาเลียเศษขนมที่ติดอยู่บนพื้นรองเท้าของนางซะ ร่างกายของเด็กผู้ถูกกระทำชะงักนิ่งด้วยความอึ้ง แต่กลับไม่พูดอะไรออกมาเลยจนสาวเจ้าหงุดหงิด นางจึงใช้เท้าเตะใส่หน้าจนเด็กชายล้มลงไปกับพื้น ก่อนจะขึ้นไปยืนบนแผ่นหลังของเด็กตัวเล็กๆจนร้องไห้ออกมา และยิ่งเด็กร้องนางก็ยิ่งกดนํ้าหนักลงไปอีก ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเมื่อได้เห็นก็ตกใจ แต่เมื่อได้รู้ว่านี่เป็นเด็กชาวเฮอร์เรนเดล ก็เลือกที่จะเดินออกไปอย่างไม่ใส่ใจอะไรอีก มีบางคนที่จะหยิบก้อนหินมาปาใส่หัวของข้าซํ้าๆจนเลือดไหลอาบพื้น เมื่อแน่ใจว่าเด็กคนนี้หัวแตกแล้วจึงจะค่อยเดินออกไป ราวกับว่าหากไม่ทำร้ายข้าในตอนนี้...พวกเขาจะเสียใจไปตลอดชีวิต



ร่างของข้าในวัยปัจจุบันที่ยืนมองอยู่เงียบๆเริ่มกำหมัดแน่นขึ้น ดวงตาสีมรกตเรียบเฉยจนแข็งกระด้าง ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปี...ความเจ็บปวดที่คนเหล่านี้มอบให้ข้าก็ยังคงไม่จางหายไปไหน สายตาอันแสนรังเกียจของพวกเขายังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำข้าไม่เปลี่ยนแปลง



“พี่สาว...ฮึก ข้าขอร้องล่ะนะ ทะ..ท่านแม่กำลังป่วยหนัก นางออกไปหาอาหารไม่ได้ ไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้วด้วย เพราะเสียสละอาหารที่เหลือให้ข้ากินเองทั้งหมด” เด็กชายเอียงเสี้ยวใบหน้าขึ้นไปมองหญิงสาวด้านบนด้วยนํ้าตานองหน้า เลือดสีแดงบนหัวยังคงไหลซิบอยู่ เด็กตัวเล็กๆที่ไร้ทางสู้กำลังถูกผู้ใหญ่รังแก...ช่างเป็นภาพที่แสนจะน่าสงสาร หากแต่ไม่ใช่สำหรับชาววอลธีเรีย



“แล้วยังไง? เจ้าจึงมาขอซื้ออาหารจากข้างั้นเหรอ? เหอะ! สุนัขอย่างเจ้าน่ะอยู่ไปก็มีแต่จะรกโลก อดตายไปน่ะดีแล้ว!” ว่าจบนางก็กระชากเรือนผมสีแดงของข้าขึ้นมาอย่างแรง แล้วเหวี่ยงออกไปไกลๆจนร่างเล็กกระแทกลงกับพื้น โดยมีผู้คนมากมายเดินเหยียบยํ่าไปบนร่างของเด็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ มันดูออกได้ง่ายมากว่าเด็กคนนี้มีสายเลือดมาจากอาณาจักรไหน เพราะคงไม่มีใครปล่อยให้เด็กชาววอลธีเรียถูกทำให้อยู่ในสภาพตกตํ่าเช่นนี้



เด็กสี่ห้าคนกำลังวิ่งไล่จับไปมาบนถนนด้วยเสียงหัวเราะ เสื้อผ้าของเด็กเหล่านี้สะอาดสะอ้านสวยงามมีราคา พวกเขาถืออมยิ้มหลากสีไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็มีกังหันลมกระดาษที่กำลังหมุนไปตามแรงลม เด็กน้อยเหล่านี้พลันต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังถูกยํ่าเหยียบอยู่บนพื้น ราวกับว่าเขาเป็นเพียงผ้าเช็ดเท้าที่เกิดมาเพื่อรองรับรอยเท้าคนอื่น เสื้อผ้าของเขาสกปรกมอมแมมเลอะเทอะ สภาพดูอิดโรยทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งโดดเดี่ยวไม่มีใครคบหา และยังตกอยู่ท่ามกลางความเกลียดชังของทุกคน เด็กเหล่านี้มองเขาด้วยความสงสัย ก่อนที่จะถูกผู้ปกครองจูงมือให้เดินออกไปทันที



มันยิ่งตอกยํ้า...ว่าข้าไม่เคยมีชีวิตที่ปกติสดใสได้เหมือนเด็กทั่วไปเลย



ร่างเล็กที่สะบักสะบอมพยายามจะลุกแต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง แต่เด็กชายก็ยังคงกัดฟันฝืนที่จะลุกขึ้น จนในที่สุดก็พยุงร่างของตัวเองขึ้นมาได้หลังจากที่พยายามอยู่นานสองนาน ข้าในวัยเด็กเดินไปหยิบกิ่งไม้ยาวๆที่หล่นอยู่ขึ้นมา แล้วใช้มันเป็นที่คํ้ายันในการเดินเหมือนไม้เท้า เดินเตร็ดเตร่ไปอย่างโซซัดโซเซเหมือนจะล้มตลอดเวลา



ระหว่างทางก็ยังคงแวะเวียนไปยังร้านค้าต่างๆ อย่างเช่นตอนนี้ที่ข้าในวัยเด็กกำลังจะขอซื้อแอปเปิ้ล หากแต่พ่อค้ากลับแสยะยิ้ม เขายกแอปเปิ้ลขึ้นมาเคี้ยวให้เต็มปาก ก่อนจะบ้วนมันทิ้งใส่ใบหน้าของเด็กตรงหน้า เด็กน้อยได้แต่ก้มหน้าเบะปากที่สั่นระริกลงท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของผู้คนรอบข้าง



พวกเขาทำราวกับข้าไม่ใช่มนุษย์...แต่เป็นแค่เศษสวะที่จะเหยียบยํ่ายังไงก็ได้



ข้าเพิ่งสังเกตว่าตอนนี้สามารถขยับร่างกายได้แล้ว จึงพุ่งเข้าไปต่อยใบหน้าของชายคนนั้นทันทีด้วยโทสะที่กักเก็บมานาน โดยลืมไปเสียสนิทว่าเขาเป็นเพียงภาพลวงตา หมัดหนักๆทะลุผ่านใบหน้าที่กำลังหัวเราะเยาะข้าในวัยเด็กไป ก่อนที่พรรคพวกของเขาอีกสองสามคนจะเตะเจเดนตัวน้อยจนล้มลง แล้วพากันรุมเหยียบกระทืบ



“ไอ้หนู คนอย่างเจ้าไม่สามารถหาความเมตตาจากคนที่นี่ได้หรอก จำไว้ซะ!



ชายคนหนึ่งชะงักฝ่าเท้าไปเมื่อเห็นว่าข้ากำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น เด็กตัวเล็กๆที่กำลังถูกพวกเขายํ่าเหยียบกำลังนอนกอดเข่าตัวเองอย่างน่าสงสาร แต่เขากลับหัวเราะแล้วกระชากเรือนผมสีแดงให้เด็กหันไปสบตากัน



“ร้องไห้ทำไม เจ็บงั้นหรือ? รับไม่ได้งั้นหรือ? งั้นก็ตายๆไปซะสิ! มีชีวิตอยู่ไปเจ้าก็จะเจอแต่ความเจ็บปวดเช่นนี้ ทรมานแบบนี้ไปจนวันตาย!!



“หุบปากซะ!!!” ตัวข้าคนปัจจุบันคำรามออกมาจนแสบคอโดยที่ไม่มีใครได้ยิน หมัดแล้วหมัดเล่าพุ่งทะลุผ่านใบหน้าที่มีรอยยิ้มชั่วร้ายเหล่านั้นไปหมด แต่ข้าก็ยังคงต่อยไปอย่างนั้นเหมือนคนขาดสติ ขอบตาร้อนผ่าวจากโทสะแห่งความโกรธแค้นและความเจ็บปวด ร่างกายสั่นเทาด้วยความเคียดแค้นทรมาน หากแต่ข้ากลับทำอะไรไม่ได้...ข้าไม่สามารถปกป้องตัวเองได้



เหตุการณ์ทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นความทรงจำเบื้องลึกในวัยเด็กของข้า มันผ่านมานานแล้วจนสามารถจำได้อย่างเลือนราง มีส่วนที่จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง หากแต่ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์เหล่านั้น...ยังคงฝังรากลึกในหัวใจข้ามาจนถึงวันนี้ และยิ่งได้มาเห็นมันอีกครั้งเหมือนเรื่องเก่าเล่าใหม่...ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกเหมือนความเกลียดชังของตัวเองที่สั่งสมมานานกำลังจะระเบิด รอยแผลเป็นในหัวใจที่เกิดจากความทรมานสั่งสมมานาน...มันกำลังฉีกออก



จนในที่สุดข้าก็เริ่มทนไม่ไหว ไม่สามารถทนดูความทรมานในวัยเด็กของตัวเองได้อีกต่อไป ความเจ็บปวดเริ่มกัดกินหัวใจจนหอบหายใจแรง มือทั้งสองข้างที่สั่นระริกทึ้งศีรษะอย่างแรงด้วยความรวดร้าว หลับตาลงแน่นพลางส่ายหัวไปมาราวกับต้องการให้ภาพเหล่านี้ออกไปจากหัวสักที



“เจ้าต้องการอะไรกันแน่!? สลายมนตร์บ้าๆนี่ได้แล้ว!!



ตะโกนออกไปโดยหวังว่าผู้สร้างภาพลวงตาจะรับฟัง หากแต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น...ภาพลวงตารอบตัวข้าเอาแต่เปลี่ยนฉากและสถานที่ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ทุกฉากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความยากลำบากในชีวิตของข้า ความเกลียดชังที่ชาววอลธีเรียมีให้ข้า ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มีเพื่อนบ้านมอบขนมให้ข้ากิน...แล้วปรากฎว่านั่นมียาพิษ ทำให้ท่านแม่ต้องรีบไปหายามาถอนพิษให้ข้าจนเกือบตาย หรือจะเป็นตอนแปดขวบที่ข้าโดนหลอกไปขังไว้ในห้องเก็บขยะ ตอนเก้าขวบที่โดนกลุ่มเด็กวัยรุ่นจับไปใช้เป็นเป้ายิงธนู ตอนสิบสองปีที่ถูกองครักษ์รังแกให้ใช้แรงงานเหมือนทาส ตอนอายุสิบห้าที่ชาวเฮอร์เรนเดลทั้งหมดที่เหลือโดนเผาจนเกลี้ยงเพราะข้า



และตอนอายุสิบหก...ที่ข้าโดนทราวิสกลั่นแกล้งตั้งแต่นั้นเรื่อยมา



'ตุบ!!'



ทันทีที่มนตร์ลวงตาได้สลายลง และข้าได้กลับมาอยู่ในห้องโถงของปราสาทในป่ามรณะอีกครั้ง ร่างกายที่แบกรับความเจ็บปวดมานานก็ทรุดลงจนเข่ากระแทกพื้น มือทั้งสองข้างคํ้ายันพื้นตรงหน้าไว้จนตอนนี้เหมือนอยู่ในท่าคลานเข่า ข้ารู้สึกหมดแรงเสียยิ่งกว่าตอนโดนพายุลมหมุนพัดใส่ ไม่มีแรงจะยืนเหมือนเป็นอัมพาต ดวงตาสีมรกตที่แดงกํ่ามองพื้นใต้ร่างอย่างเลื่อนลอย ราวกับนํ้าตาจะร่วงหล่นออกมาได้ทุกเมื่อ ลมหายใจถูกพ่นเข้าออกผ่านทางริมฝีปากอย่างถี่รัว ภาพเหตุการณ์ความเจ็บปวดทั้งหมดที่เพิ่งเห็นยังคงวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัวข้า รู้สึกเหมือนบาดแผลในหัวใจกำลังถูกนํ้าเดือดๆราดลงไปซํ้าๆจนมันแหลกละเอียด



เสียงหัวเราะทุ้มอย่างพึงพอใจดังขึ้นข้างๆใบหูข้า “สิ่งที่เจ้าเพิ่งเห็นอาจเป็นเพียงภาพลวงตา...แต่ทั้งหมดนั้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเจ้า มันอยู่ในความทรงจำเบื้องลึกของเจ้า



“.............



“และเจ้าเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้...ว่าแมลงสาบวอลธีเรียมันตํ่าช้าขนาดไหน พวกมันทุกคนรังเกียจเจ้า...รวมไปถึงเพื่อนหัวทองที่เจ้ารักนักหนาด้วย หากไม่ใช่เพราะฤทธิ์ของยาที่เขากินไป...ก็อย่าได้หวังว่าเขาจะมีไมตรีต่อเจ้า” มือสีดำเย็นยะเยือกข้างหนึ่งของวิญญาณวางลงบนไหล่ข้า ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่าจนรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ “ทีนี้...เจ้ายังจะเป็นห่วงเขาอยู่อีกหรือ



เหมือนว่าข้าไม่สามารถประดิษฐ์คำพูดใดๆออกไปได้ จึงทำได้แต่เพียงถามเสียงแผ่ว “...พระองค์รู้หรือว่าเขากินยาอะไรเข้าไป



“ข้าล่วงรู้ทุกอย่าง...เด็กน้อย” ผู้เป็นอดีตพระราชาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ขณะพยุงให้ข้าลุกขึ้นมานั่งคุกเข่า “แต่ข้าบอกเจ้าได้เพียงแค่ว่า สิ่งที่องค์ชายทราวิสกินเข้าไปนั้น...ยํ่าแย่กว่ายาเสน่ห์หลายเท่านัก แท้จริงแล้วเขาเป็นคนเช่นไร ชิงชังเจ้าเข้ากระดุกดำขนาดไหน...เจ้าน่าจะรู้ดีที่สุด



ข้าทำเพียงนั่งมองพื้นตรงหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่งเลื่อนลอย ฝ่ามือที่วางไว้บนหัวเข่ากำเข้าหากันนิดๆ “ทั้งหมดที่พระองค์ได้ตรัสมา ก็เพื่อให้ข้าได้เห็นว่าชาววอลธีเรียชั่วช้าขนาดไหน...เพื่อที่ข้าจะได้เลิกเป็นมิตรกับทราวิสใช่หรือไม่



“ถูกต้องที่สุด” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่เสียงอบอุ่นนั้นจะเย็นเยียบขึ้นมาทันใด “นี่ยังไม่รวมไปถึงพี่สาวของเขาที่ทำให้พวกเรากลายเป็นแบบนี้ด้วย นางเป็นคนกวาดล้างอาณาจักรของข้า...ทำให้เจ้าและพวกเราทุกคนต้องมีชะตากรรมที่ทรมานเช่นนี้ ความเจ็บปวดทุกอย่างที่เจ้าได้รับในชีวิตก็ล้วนมาจากนาง



ข้านั่งนิ่งๆโดยไม่พูดอะไรออกไป เหมือนตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิด ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดออกเพื่อเอื้อนเอ่ยออกมา “การเรียบเรียงคำพูดของฝ่าบาท...มันเหมือนกับว่านี่เป็นนิทานเรื่องหนึ่ง ที่มีวอลธีเรียเป็นตัวร้ายแสนเลว และเฮอร์เรนเดลเป็นพระเอกผู้น่าสงสารที่ถูกตัวร้ายรังแก



ข้าหันใบหน้าไปมองวิญญานไร้หน้าข้างกาย แล้วพูดต่อด้วยสายตาเรียบนิ่ง “แต่นี่ไม่ใช่นิทาน ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่มีใครชั่วไปหมดจนเป็นสีดำสนิท และไม่มีใครที่ดีเลิศบริสุทธิ์จนเป็นสีขาวสะอาด ทุกคนต่างมีเหตุผลทางการกระทำของตัวเอง และข้าไม่เชื่อว่าการที่อาณาจักรเราล่มสลาย...จะเป็นความผิดของวอลธีเรียทั้งหมด



อีกฝ่ายชะงักไปราวกับไม่คาดคิดว่าข้าจะพูดเช่นนี้ จึงกล่าวเสียงเรียบ “ขอเหตุผลว่าอะไรทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น



ในตอนเด็ก...ข้าสงสัยมาตลอดว่าเหตุใดกษัตริย์โนแอลถึงได้เกลียดพวกเราถึงขนาดนี้ จึงพยายามหาข้อมูลประวัติเชื้อพระวงศ์ของวอลธีเรียมาศึกษา ถึงได้พบว่ามารดาของกษัตริย์โนแอลคือเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเธรอน และข้าก็เพิ่งจะมารู้เอาวันนี้ว่าอาณาจักรนั้นเสื่อมอำนาจและถูกยึดครองด้วยกลยุทธ์ของพ่อข้าเอง ยังไม่รวมไปถึงการที่บิดาของเขาถูกพ่อข้าสังหารไปต่อหน้าต่อตา และเรื่องไม่ดีอีกมากมายที่ชาวเฮอร์เรนเดลทำไว้กับพวกเขา...มันไม่แปลกเลยที่กษัตริย์โนแอลจะแค้นเรามาก



ทั้งสองอาณาจักรนี้จงเกลียดจงชังกันมาเป็นเวลานับศตวรรษ ต่างฝ่ายต่างข่มเหงกันและกันมานานแสนนาน ชาววอลธีเรียมีเหตุผลที่จะเกลียดเรา...และเราก็มีเหตุผลที่จะเกลียดพวกเขา ข้าไม่เชื่อว่าท่านพ่อจะไปตัดหัวของกษัตริย์คนก่อนแห่งวอลธีเรียโดยไม่มีสาเหตุ และข้าก็ไม่เชื่อว่าเทียร่าจะฆ่าล้างอาณาจักรเราโดยไม่มีเหตุผลเหมือนกัน เราทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ต้องเกลียดกัน ฉะนั้นพระองค์จะไปโทษชาววอลธีเรียไปเสียทุกอย่างไม่ได้...เพราะอาณาจักรของพระองค์เองก็ทำเรื่องไม่ดีไว้กับพวกเขามากเหมือนกัน



อากาศในห้องโถงหนาวขึ้นมาฉับพลัน วิญญาณของผู้เป็นอดีตกษัตริย์ที่ลอยอยู่ตรงหน้าข้าเอ่ยเสียงแข็งยะเยือก “นี่เจ้า...กำลังแก้ตัวให้แมลงสาบพวกนั้นรึ



ฝ่าบาท เชื่อเถิดว่าชาววอลธีเรียคือสิ่งมีชีวิตที่ข้าเกลียดที่สุด แน่นอนว่าข้าหาได้แก้ตัวแทนพวกเขา แต่กำลังพูดกับพระองค์...ว่าคนเลวทุกคนมีเหตุผลที่ต้องทำตัวเลว เราทุกคนมีเหตุผลที่ทำให้ต้องเกลียดกัน ชาววอลธีเรียจะไม่ทำเช่นนี้กับเราแน่...หากเฮอร์เรนเดลไม่ไปข่มเหงพวกเขาก่อน และเฮอร์เรนเดลก็จะไม่ข่มเหงวอลธีเรียแน่...หากวอลธีเรียไม่ดูหมิ่นพวกเขาก่อน



มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นทารกที่บริสุทธิ์ดุจดอกบัวขาว แต่เมื่อพวกเราเติบโตมา...มีพ่อแม่ที่ต่างกัน ได้รับการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ชาวเฮอร์เรนเดลเติบโตโดยได้รับการปลูกฝังให้เกลียดชังชาววอลธีเรีย ในขณะที่ชาววอลธีเรียก็ได้รับการปลูกฝังให้รังเกียจชาวเฮอร์เรนเดล ความคิดเหล่านั้นที่เกิดขึ้นจะทำให้ความขาวบริสุทธิ์ของเด็กเริ่มหายไป...และถูกแทนที่ด้วยสีคลํ้าทีละนิด ความดีบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจะหายไปเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่...จนกลายเป็นมนุษย์เต็มตัว และมนุษย์เต็มตัวทุกคนนั้นมีจิตใจสีเทา ไม่ใช่คนเลวทราม...แต่ก็ไม่ได้ดีเลิศเลอ



ข้ามองวิญญาณไร้ใบหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนเอ่ย “ดังนั้นชาววอลธีเรียไม่ได้มีจิตใจตํ่าทรามขนาดนั้นหรอก พวกเขาก็เป็นมนุษย์สีเทาเหมือนเราทุกคน มีความรู้สึก มีความรัก...และมีความเกลียดชัง



อีกฝ่ายหัวเราะในลำคออย่างสมเพช นํ้าเสียงของเขาไม่อ่อนโยนอบอุ่นอีกต่อไป “เจ้ากำลังจะบอกว่าคนพวกนั้นมีเหตุผลที่ทำให้พยายามจะข่มขืนแม่เจ้า...มีเหตุผลที่ทำร้ายเจ้า มีเหตุผลที่ต้องปฏิบัติกับเจ้าเหมือนไม่ใช่มนุษย์อย่างนั้นเหรอ!?



ข้าหลุบตาลงตํ่า ฝ่ามือกำหัวเข่าแน่นกว่าเดิม “เหตุผลของพวกเขาคือความเกลียดชัง...และแน่นอนว่าข้าก็เกลียดชังพวกเขาไม่ต่างกัน



“งั้นเหรอ..” วิญญาณตรงหน้าลอยไปนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง ก่อนจะเอียงคอถามเสียงเย้ยหยัน “เหตุผลที่องค์ชายทราวิสคอยตามรังแกเจ้าก็คือความเกลียดชัง...แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่เกลียดเขาล่ะ



ร่างกายของข้าแข็งทื่อไปในบัดดล ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างอย่างอํ้าอึ้งพูดไม่ออก ก่อนจะกะพริบตาถี่ๆเพื่อรวบรวมสติแล้วตอบกลับไป “ในตอนนั้น...เขาคอยตามราวีข้า สร้างความเดือดร้อนให้ข้าไม่เว้นวัน แต่ข้าก็มองว่ามันสนุกดีที่ได้แกล้งปั่นหัวเขากลับ จึงมองว่าเขาเป็นแค่ของเล่นแก้เบื่อมากกว่า ไม่ได้ร้ายแรงขั้นต้องเกลียดชัง



อีกฝ่ายเอียงคอเหมือนกำลังเลิกคิ้ว “แล้วตอนนี้ล่ะ...เจ้าคิดยังไงกับเขากันแน่



ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถงเมื่อข้าเลือกที่จะไม่ตอบ เพราะดูเหมือนพระราชาองค์นี้ก็ทราบอยู่แก่ใจ...ว่าตราบใดที่ทราวิสยังคงเป็นแบบนี้ ยังไม่กลับไปเกลียดชังข้าเหมือนเดิม ข้าก็พร้อมจะเป็นมิตรกับเขา



“รู้ไหมอะไรที่ขัดใจข้าที่สุด” วิญญาณของอดีตกษัตริย์กล่าวเสียงเรียบ แต่อำนาจที่แฝงอยู่ในนํ้าเสียงนั้นกลับทำให้รู้สึกเย็นไปถึงรูขุมขน เจ้าเป็นสายเลือดของเฮอร์เรนเดลคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนโลกนี้...และยังเป็นชาวเฮอร์เรนเดลคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ญาติดีกับแมลงสาบวอลธีเรียอีกด้วย --คิดไม่ถึงจริงๆว่าเจมส์จะผิดหวังในตัวเจ้าขนาดไหน



ข้ายุกมุมปากขึ้นมานิดๆด้วยสายตาไม่บอกความรู้สึก “ข้าไม่คิดว่าเขาจะผิดหวังในตัวข้าเพียงเพราะเรื่องนี้



“งั้นเหรอ...เจ้าไม่ควรจะพูดประโยคนี้หลังจากที่เพิ่งทำดาบเล่มสำคัญของพ่อหายไปนะ



คำพูดนั้นทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจข้าทันใด แต่ก็พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แล้วจ้องกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว “มันปลิวหายไปในพายุลมหมุน...และฝ่าบาทก็เป็นผู้สร้างพายุนั่นขึ้นมามิใช่หรือไง



ได้ยินเช่นนั้นอีกฝ่ายก็หัวเราะในลำคอเบาๆ “จริงอยู่ที่ข้าสร้างมันขึ้นมาเพื่อหยอกเจ้าเล่น...แต่ดาบเล่มนั้นไม่ได้อยู่ที่ข้าแน่นอน จงเชื่ออดีตกษัตริย์ผู้นี้เถิด



ข้าเม้มปากเป็นเส้นตรง พยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วกล่าวเสียงเรียบ “นั่นไม่สำคัญ...เมื่อไหร่พระองค์จะคืนทราวิสมาให้ข้าเสียที



วิญญาณไร้หน้าเอียงคอยิ้มๆ “สายตาแบบนั้นคืออะไรกัน...ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็จะยืนกรานที่เป็นมิตรกับแมลงสาบตัวนั้นน่ะเหรอ



“.............



เขาหัวเราะร่วนออกมาเมื่อเห็นว่าข้าไม่ตอบ แต่กลับส่งสายตาเคร่งขรึมกลับไปให้ ผู้เป็นอดีตกษัตริย์ยกมือขวาสีดำเหมือนเถ้าถ่านที่มีเล็บยาวคมขึ้นมา “ย่อมได้...ข้าจะคืนเขาให้เจ้าเดี๋ยวนี้



ทันทีที่เขาดีดนิ้วดังเป๊าะ ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องโถงกลับมืดสนิทจนไม่สามารถมองอะไรได้ชัด แล้วจู่ๆเสียงคำรามของปีศาจก็ดังกระหึ่มขึ้นทั่วบริเวณ รู้ตัวอีกทีเขี้ยวยาวๆของตัวอะไรสักอย่างก็งับเข้าที่ขาข้าอย่างแรง จนต้องรีบคว้าลูกศรที่อยู่ในกระบอกด้านหลังออกมาโดยพลัน แล้วเสียบแทงศรลงไปในศีรษะของมันจนเลือดสีดำพุ่งออกมาเต็มหน้าข้า เสียงกรีดร้องบาดแก้วหูของมันดังกึกก้อง มือหนากระชากศรออกมาจากหัวของปีศาจแล้วรีบหยิบคันธนูบนพื้นขึ้นมา ข้าเหนี่ยวสายธนูค้างไว้พลางหอบหายใจแรง สายตากวาดมองไปรอบๆอย่างระแวงเพื่อรอรับการโจมตี



เสียงคำรามของอสูรที่ดังขึ้นไกลๆทำให้ข้ายิงศรออกไปทางนั้นทันที แล้วเสียงกรีดร้องที่ตามมาติดๆก็ทำให้ได้รู้ว่าคงทำให้มันบาดเจ็บไม่มากก็น้อย ก่อนที่คันธนูในมือข้าจะถูกตัวอะไรสักอย่างกระชากออกไปอย่างแรงจนหลุดมือ ข้าสบถแล้วคว้าลูกศรออกมาอีกดอก แทงมันเข้าไปในร่างกายของปีศาจที่กำลังใช้กรงเล็บตะปบแผ่นหลังข้า จนเลือดของเราทั้งคู่พุ่งทะลักออกมาพร้อมๆกัน ข้ากัดฟันข่มความเจ็บไว้ พยายามทรงตัวเพื่อไม่ให้เสียหลักล้มลง เอื้อมมือไปมือคว้าศรออกมาอีกสามดอกในคราเดียว ใบหูพยายามตั้งใจฟังเพื่อหาตำแหน่งของศัตรูที่อาจเข้ามาอีก



ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ข้ารีบหมุนตัวกลับไป แล้วแทงศรแหลมคมเข้าไปกลางหน้าอกของอสูรตรงหน้าจนสุดแรง หวังจะให้มันเชือดเฉือนบาดผิวเนื้อของมันเข้าไปให้ลึกที่สุด แต่แทนที่มันจะกรีดร้องอย่างทรมานเหมือนตัวอื่นๆ ดวงตาโบ๋ๆของมันกลับสั่นไหวไปมาเหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง



และก็เป็นตอนนั้นเอง...ที่ข้ารู้สึกเหมือนโดนศรนับพันแทงทะลุเข้าไปในหัวใจ



“เจเดน..



นํ้าเสียงแบบนี้.. แววตาแบบนี้..



นี่ข้า...ทำอะไรลงไป



ร่างสูงใหญ่ของปีศาจตรงหน้าค่อยๆหดเล็กลง รูปร่างหน้าตาวิกลวิการค่อยๆกลายเป็นใบหน้าของมนุษย์ที่ข้ารู้จักเป็นอย่างดี ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองมายังข้าที่กำลังเบิกตาโพลง เขาก้มลงมองใจกลางแผ่นอกตัวเองที่มีศรสามดอกในมือข้าปักอยู่ด้านใน ข้าได้ยินเสียงจังหวะชีพจรถี่รัวของทราวิสผ่านศรเหล่านั้น โลหิตสีแดงไหลย้อยออกมาอาบลูกศร ข้ารีบชักมันออกมาทันทีเหมือนโดนนํ้าร้อนลวก จนทราวิสต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด เขาไอออกมาเป็นเลือดก่อนที่ข้าจะรับเข้ามาในอ้อมแขนทันที เลือดของเขาไหลออกมาเลอะท่วมเสื้อข้าไปหมด ทว่าข้าก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะไปใส่ใจมันอีกแล้ว



เพราะตอนนี้...กระทั่งตัวข้าเองก็ลืมการหายใจไปแล้ว ราวกับถูกท้องฟ้าทั้งผืนถล่มทับลงมาใส่ร่างอย่างรุนแรงจนจมหายลงไปในแกนโลก



ดวงตาสีมรกตสั่นไหวอย่างไม่เชื่อสายตา ริมฝีปากอ้าออกนิดๆแต่กลับไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาราวกับมีก้อนยักษ์ติดอยู่ในคอ --ทั้งกลิ่นกุหลาบอันเป็นเอกลักษณ์...และรอยอักขระสาปของคนในอ้อมแขนทำให้ได้รู้ว่านี่คือทราวิสจริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาแต่อย่างใด เจ้าตัววางแก้มนิ่มๆไว้บนไหล่ข้า เขายังคงกระอักเลือดออกมาเป็นระยะ มือที่สั่นเทาทั้งสองก็พยายามยกขึ้นมากอดข้า มันยิ่งทำให้ข้ารู้สึกเหมือนถูกลาวาเดือดๆราดลงไปบนหัวใจ...จนมันแหลกเหลวมอดไหม้ไม่เหลือชิ้นดี



หมายความว่าวิญญาณของกษัตริย์คาร์ลอสและปีศาจทุกตนในที่นี้...ก็แค่ต้องการให้ข้าเป็นคนลงมือฆ่าทราวิสด้วยตัวเอง..



ในวินาทีนี้...แม้จะมีความโกรธแค้นมหาศาลอยู่ในใจ แต่ความตกใจ เสียใจ และเป็นห่วงที่มีต่อทราวิสมันมีมากกว่าหลายเท่านัก ข้าอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกไป แต่ท้ายที่สุดก็เปล่งเสียงออกไปได้แค่คำว่า...



“ข้าขอโทษ..





Loading...80%





'ปัง!!!'



เสียงปิดประตูห้องขังดังขึ้นหลังจากที่ร่างของข้าถูกเหวี่ยงเข้าไปในนั้นอย่างแรง ศีรษะกระแทกเข้ากับผนังหินจนรู้สึกมึนเบลอไปหมด ข้าเบ้หน้าเมื่อความรู้สึกปวดร้าวแล่นไปทั่วทั้งศีรษะ ความรู้สึกอุ่นและกลิ่นคาวเลือดก็พอจะทำให้เดาได้ว่าหัวแตกอีกแล้ว หากแต่ข้าก็ชินชากับความทรมานนี้จนไม่เหลือแรงที่จะเสียเวลาไปใส่ใจ กลับค่อยๆพยุงตัวเองแล้วกัดฟันลากสังขารที่สะบักสะบอมคลานเข้าไปหากรงขังข้างๆกัน พยายามยื่นมือสั่นเทาออกไปคว้าจับซี่กรงเหล็กไว้ เค้นเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อคลานไปหากรงขังนั้น จนในที่สุดที่สุดก็สามารถพาร่างกายอันหนักอึ้งของตัวเองไปนั่งเกาะราวเหล็กไว้ได้



ข้าใช้มือทั้งสองข้างจับซี่กรงเหล็กไว้ ภายในกรงขังข้างๆกันนี้มีร่างของเจ้าชายผู้สูงศักดิ์นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ใบหน้าของเขามอมแมมสกปรก ตรงกลางอกมีรอยดาบแทงเป็นรูเกือบทะลุจนเห็นเนื้อสีแดงเลือดเหวอะหวะ คราบโลหิตสีแดงจำนวนมากที่ไหลออกมาจากบาดแผลกองอยู่บนพื้น ความแห้งเกรอะกรังของมันบ่งบอกว่าเป็นเวลานานแล้วที่ชายคนนี้นอนสลบไสลอยู่กับที่



สามวันแล้ว...ที่ทราวิสยังไม่ฟื้นเสียที



ข้าได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง แม้จะพยายามยื่นแขนเข้าไปในช่องว่างของราวเหล็กสักเพียงใด ก็ยังไม่สามารถเอื้อมเข้าไปแตะต้องตัวเขาได้แม้แต่นิดเดียว ทั้งที่เราอยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่คืบ...แต่ราวเหล็กกั้นโง่ๆนี่กลับเป็นอุปสรรคกีดขวางระหว่างข้ากับเขาไว้



ราวเหล็กนี่ก็ไม่ต่างอะไรจากเส้นกั้นระหว่างสายเลือดของเรา เราทั้งคู่มาจากอาณาจักรสองแห่งที่เป็นปรปักษ์ต่อกันมานานแสนนาน ราวกับว่าคนของสองอาณาจักรนี้จะไม่มีวันมาบรรจบกันได้



แล้วถ้าหากมาบรรจบกัน...จะเป็นยังไงนะ



“..ช่างเป็นภาพที่แสลงลูกตาเสียจริง” เสียงทรงพลังน่าเกรงขามของอสูรตนหนึ่งที่อยู่หน้าห้องขังว่าขึ้น “จนป่านนี้เจ้าก็ยังเป็นห่วงเขา ทั้งที่เจ้าเองก็กำลังจะตายอยู่รอมร่อ



ข้าจัดท่านั่งให้ตัวเองเอนหลังพิงกำแพงหินไว้ ยกเข่าขึ้นมาชันขึ้นข้างหนึ่งโดยที่ยืดขาอีกข้างออกไป แล้ววางท้องแขนขวาไว้บนเข่าข้างเดียวกันที่กำลังชันอยู่ สายตามองตรงไปยังประตูกรงขังของตัวเอง ด้านนอกมีปีศาจสองตนกำลังใช้โซ่อาคมรัดรอบกลอนประตู เพื่อให้แน่ใจว่าข้าจะไม่สามารถหลบหนีออกไปได้อีก เว้นเสียแต่พวกมันจะเป็นผู้เปิดมันออกด้วยตัวเอง



ตลอดสามวันที่ผ่านมานี้...ข้าหาทางหนีออกไปจากห้องขังได้สองครั้ง ครั้งล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้เองก็เกือบจะสำเร็จแล้วเสียด้วย หากแต่กลับมีปีศาจมาพบเห็นเข้าในจังหวะที่ข้ากำลังจะเปิดประตูห้องทราวิสเสียก่อน เป็นเหตุทำให้ข้าถูกจับไปรุมทุบตีปางตายเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนตอนนี้ร่างกายฟกชํ้าโชกเลือดไปหมดทั้งตัว ก่อนจะถูกเหวี่ยงกลับเข้ามาในกรงขังโง่ๆนี่อีกครั้งเหมือนสุนัข



แต่ในสถานการณ์แบบนี้...ข้าจะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้เด็ดขาด



ข้าจับจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มพลางส่งเสียงหึในลำคอ ริมฝีปากที่มีรอยฟกชํ้ายกขึ้นมานิดๆอย่างเย้ยหยัน “แทนที่จะเสียเวลามาต่อว่าคนอื่น...แนะนำว่าเจ้าควรเก็บลิ้นไว้เลียนํ้าหนองเน่าๆบนใบหน้าตัวเองเสียจะดีกว่า --อีกอย่าง ข้าไม่ใช่กระจกนะที่จะทำให้เจ้ารู้สึกแสลงลูกตาได้



อสูรหน้าตาอัปลักษณ์วิกลวิการเป็นพวกเดียวกับอสูรที่เคยจับตัวทราวิสไปในวันนั้น จวบจนวันนี้พวกมันก็ยังคงมีหน้าตาโสโครกเสมอต้นเสมอปลาย พวกมันทั้งสองถลึงตาคำรามออกมาอย่างเดือดดาลทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “นี่เจ้า...เจ้าหลอกด่าว่าพวกข้าอัปลักษณ์งั้นรึ!?



ข้าแอบหัวเราะร่วนอยู่ในใจ --ช่างเป็นปีศาจที่หัวช้าจริงๆ



“ใช่ เจ้ามันอัปลักษณ์ น่ารังเกียจ หน้าตาโสมม น่าขยะแขยง โสโครกยิ่งกว่าคางคก เพียงเห็นหน้าก็รู้สึกเหมือนโดนขี้ม้าป้ายใส่ลูกตา” ข้าตอบหน้าตายด้วยเสียงราบเรียบ อีกฝ่ายกัดฟันกำซี่เหล็กของกรงขังไว้แน่นด้วยโทสะจนมันแทบแตกคามือ ข้าเอียงคอน้อยๆด้วยรอยยิ้มกวนประสาท ราวกับว่าบาดแผลตามร่างกายไม่ได้ทำให้ข้าระคายแม้แต่นิด



“แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ลดคุณค่าของพวกเจ้านี่...จริงไหม



ประโยคนี้ทำเอาพวกมันชะงักแน่นิ่งไปทันที ดวงตาสีเหลืองทองที่มีนํ้าหนองเกรอะกรังอยู่รอบๆมองมาอย่างไม่เข้าใจปนหวาดระแวง ราวกับกำลังคิดว่าข้าจะพูดจาปั่นหัวพวกเขาอยู่เป็นแน่ เห็นเช่นนั้นข้าจึงเปิดปากพูดต่อ



“การที่คนเราลิ้มลองแต่รสชาติหอมหวานมาตลอดทั้งชีวิตจนชินชา...แล้วอยู่มาวันหนึ่งต้องมาสัมผัสกับรสขมบาดลิ้นก็ต้องรับไม่ได้เป็นธรรมดา --การที่พวกเจ้าเคยมีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลางดงามมาโดยตลอด แล้วต้องมาโดนสาปให้มีหน้าตาน่ารังเกียจถึงเพียงนี้...ก็คงเป็นเรื่องที่น่าทรมานจิตใจไม่ต่างกัน



“นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าคนทั้งโลกต่างก็ตัดสินคุณค่าของพวกเจ้าผ่านรูปลักษณ์ พวกเขายกย่องเทิดทูนเมื่อพวกเจ้ามีหน้าตาดี...แล้วก็มาเหยียบยํ่าขยะแขยงยามที่พวกเจ้ามีรูปร่างอัปลักษณ์” ข้าพรูลมหายใจออกมาเบาๆอย่างเห็นใจ “ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ความรู้สึกที่โดนผู้อื่นรังเกียจ...มันทรมานจนบางทีก็รู้สึกสมเพชชีวิตตัวเอง ฉะนั้นในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมเหมือนกัน อย่างน้อย...ข้าขอสัญญาว่าจะไม่รังเกียจพวกเจ้าเพียงเพราะรูปลักษณ์นั่น



“..เจ้ากำลังจะหาทางหว่านล้อมอีกล่ะสิท่า หึ ไม่ได้ผลหรอก!” อสูรตนหนึ่งเอ่ยเสียงเข้มจนดังกึกก้องไปทั่วห้องขังในปราสาทหิน ประกายไฟแห่งโทสะเด่นชัดในดวงตาสองคู่ของพวกมัน ข้าจึงได้แต่หัวเราะเบาๆพร้อมยกมือที่อ่อนแรงขึ้นมาโบกปัดๆ



“อะไรกัน~ ไม่เห็นต้องระแวงกันขนาดนั้นเลยนี่ วาทศิลป์ของข้าไม่ได้ร้ายกาจขนาดนั้นเสียหน่อย ที่ข้าเอ่ยไปก็เพียงเพราะมีเจตนาอยากพูดให้กำลังใจเท่านั้น หวังว่าคำพูดของข้าจะเป็นนํ้าผึ้งรสหวานช่วยย้อมใจพวกเจ้าได้บ้าง --เรามาจากอาณาจักรเดียวกันมิใช่หรือ” 



ข้าเหม่อมองออกไปไกลๆอย่างไร้จุดหมาย รอยยิ้มหุบลงเล็กน้อย “ชีวิตของข้า...มีแต่รสชาติขมปร่าเหม็นเน่ามาตลอดทั้งชีวิต ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มลองความหวานบ้างเลยสักครั้ง หากคนอื่นได้มาลิ้มรสชาติชีวิตของข้า...ต่างก็จะต้องอาเจียนและกระอักเลือดออกมาด้วยความทรมาน แต่สำหรับข้า...ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ชีวิตนี้ก็จะยังคงมีรสชาติน่าขยะแขยงเช่นนี้ไปจนวันตาย



ฝ่ามือข้างซ้ายที่วางอยู่บนพื้นข้างตัวกำเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้ายังคงรอยยิ้มบางเบา “นั่นคือสาเหตุที่ข้ามาที่นี่...เพื่อมาตามหานํ้าผึ้งเพียงหยดเดียวในชีวิตที่ข้าได้รับ --หากข้าได้เจอแม่อีกสักครั้ง...อย่างน้อยๆข้าก็จะได้รับรสหวานก่อนตาย



อสูรทั้งสองตนที่ยังคงฟังจนถึงตอนนี้ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย สายตาที่มองมาดูซับซ้อนจนอ่านไม่ออก “เจ้ารักนางถึงปานนั้น..



“นอกจากสหายอีกสองคน นางก็เป็นคนเดียวในโลกที่ปกป้องข้าด้วยความรักมาตลอด” ข้ากล่าว ก่อนยักไหล่ “หากไม่รักพวกเขา...แล้วข้าจะไปรักสุนัขตัวไหนกันล่ะ



“เช่นนั้นก็คงไม่แปลกที่เจ้าจะ....” พวกมันเบนสายตาไปมองร่างของคนในกรงขังด้านข้าง ก่อนจะเบ้หน้าทันทีเหมือนรู้สึกขยะแขยงเกินกว่าจะพูดมันออกมาได้จบประโยค



“พวกเจ้าคงจะอยากรู้...ว่าสาเหตุใดข้าถึงได้มาเป็นสหายกับชาววอลธีเรียอย่างเขา” ดวงตาสีมรกตตวัดไปมองทราวิสที่ยังคงนอนสลบไม่ได้สติอยู่เช่นเดิมอย่างเหม่อลอย ก่อนจะกล่าวความในใจออกมา “มนุษย์ทุกคนมีความอ่อนแอเป็นของตัวเอง และการเผลอใจอ่อนให้กับความรักที่คนอื่นมีให้...ก็คงเป็นความอ่อนแอของข้า



“.............



“ข้าเป็นคนที่ไม่เคยได้รับความรักจากคนนอกเลยแม้แต่ผู้เดียว การที่จู่ๆมีคนมาทำดีกับข้า มอบความรักอย่างจริงใจให้ข้า พร้อมจะปกป้องข้าด้วยชีวิตอย่างไร้ข้อกังขา...มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนชีวิตอันน่าสมเพชของตัวเองดูมีค่าขึ้นมาทันใด แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ช้าก็เร็ว...ทราวิสจะต้องกลับมาจงเกลียดจงชังข้าอีกครา แต่อย่างน้อยๆข้าก็จะจดจำเรื่องราวดีๆที่เขามีให้ข้าในตลอดการผจญภัยครั้งนี้ แม้ว่าความรักและหวังดีของเขาจะเป็นเพียงแค่เรื่องจอมปลอม...แต่ข้าจะนับว่ามันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาดีๆไม่กี่อย่างในชีวิตก็แล้วกัน



ปีศาจเหล่านี้ต่างรังเกียจที่ข้ากลายมาเป็นสหายขององค์ชายแห่งวอลธีเรีย แต่คนทุกคนย่อมมีเหตุผลทางการกระทำของตัวเอง สาเหตุที่ข้าหยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูด...ก็เพื่อที่พวกเขาจะได้ลองมองในมุมมองของข้า ว่าเหตุใดข้าถึงกลายมาเป็นมิตรกับทราวิส ทั้งๆที่ข้าควรจะรังเกียจเขาดั่งเช่นชาวเฮอร์เรนเดลคนอื่น มันเป็นเพราะตลอดชีวิตนี้ข้าแทบจะไม่มีมิตรสหาย แล้วยิ่งทราวิสมารักข้าถึงขั้นยอมแบกรับอักขระสาปความตายแทนข้าเช่นนี้...มันทำให้ข้ารู้สึกอยากปกป้องเขา ปกป้องจากโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ โดยลืมสิ้นถึงความเกลียดชังที่เคยมีต่อเขาไปเสียหมด



อสูรตนหนึ่งยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเหตุใดตนถึงต้องมาฟังเรื่องชีวิตส่วนตัวของข้า และยังมีท่าทีไม่ไว้ใจว่าข้าจะทำอะไรต่อไป ในขณะที่อีกตนเหมือนจะถูกข้ากระชากเข้าไปในวังวนความคิดไปแล้ว “ในเมื่อเจ้าไม่เคยได้รับความรัก...นั่นเท่ากับว่าเจ้าไม่เคยได้เจอการหักหลัง” เขากล่าว “ตราบชั่วชีวิตของคนเรา...คงไม่มีอะไรทรมานไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้ว แต่อีกไม่นานเกินรอเจ้าก็จะได้ประสบพบเจอมัน



“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะได้ลองลิ้มรสการหักหลังเมื่อไหร่..” รอยยิ้มอันแสนไม่จริงใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของข้า ก้านนิ้วยาวค่อยๆชี้ไปยังอสูรสองตนตรงหน้า “แต่หลังของพวกเจ้าจะหักบัดเดี๋ยวนี้ล่ะ



สิ้นคำพูดนั้น หมาป่าขนาดใหญ่ทั้งสองตัวที่อยู่บนหลังของพวกมันตั้งนานแล้วที่โดยไม่รู้ตัวก็อ้าปากกว้างๆแยกเขี้ยวแหลมคมออกมา  แล้วงับลงไปบนหลังคอโสโครกของอสูรทันทีจนจมเขี้ยว ก่อนจะใช้ฟันคมกระชากเนื้อสดๆที่แสนเหม็นเน่าออกมา แต่ไม่ทันที่อสูรทั้งสองจะได้อ้าปากส่งเสียงร้องออกมาหรือตอบโต้ใดๆ กรงเล็บแวววับของหมาป่าก็ตะปบเข้าที่กล่องเสียงของมันอย่างสุดแรงจนขาดสะบั้น โลหิตสีดำสนิทพุ่งฉีดทะลักออกมาอาบใส่กรงเหล็กแล้วหยดลงบนพื้น ก่อนที่ร่างยักษ์ของอสูรทั้งสองจะสลายกลายเป็นควันสีดำในบัดดล



วินาทีสุดท้ายก่อนที่พวกมันจะตาย ข้าเห็นสายตาอาฆาตพยาบาทที่กำลังมองมาอย่างเชือดเฉือน แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ต้องกลับมาคืนชีพใหม่อยู่ดี...ฉะนั้นเมื่อครู่ข้าก็จะไม่นับว่ามันเป็นการฆ่าก็แล้วกันนะ



หมาป่าทั้งสองตัวค่อยๆกลับมารวมร่างกันเป็นหนึ่งเดียว มันรีบวิ่งเข้ามาชนกรงขังราวกับต้องการจะพังกรงเข้ามา ดวงตาสีแดงฉานดุร้ายน่ากลัวของมันเป็นประกายสดใส ข้าจึงอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ “เก่งมาก อลิซาเบธ



“เอ๋ง!!



...ตอนนี้เจ้าเป็นหมาป่าอยู่มิใช่หรือ อย่างน้อยก็ช่วยเห่าหอนให้มันดุร้ายหน่อยสิ ไม่ใช่ร้องเอ๋งๆเหมือนสุนัขข้างถนนโดนตีก้น



ถึงกระนั้นข้าก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ แล้วเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ “เจ้าได้เอาของมาหรือไม่



แท้จริงแล้ว ในครั้งแรกที่ข้าหลบหนีออกไปจากกรงขังได้ ก็ได้พบกับอลิซาเบธที่ถูกล่ามไว้กับโซ่และกำลังจะกลายเป็นอาหารของปีศาจทั้งหลาย ข้าจึงรีบช่วยปล่อยมันออกมา แล้วสั่งให้ไปตามหาย่ามประจำตัวของข้าที่หายไปมาซะ ก่อนที่ข้าจะถูกจับกุมไปรับโทษอีกครา และสาเหตุที่ของการหนีออกไปในครั้งที่สองก็เพื่อหลอกล่อให้เหล่าปีศาจเลิกสนใจอลิซาเบธ เป็นการช่วยเปิดทางให้มันได้ออกไปตามหาย่ามใบนั้นมาให้ข้า เพื่อจะได้นำอุปกรณ์ในนั้นมาใช้หาทางออกไปจากที่นี่...รวมไปถึงใช้รักษาทราวิสด้วย



อลิซาเบธในร่างหมาป่าสีเทาพยักหน้าให้รัวๆ เป็นการบ่งบอกว่าตนได้เอามันมาแล้ว แต่ก่อนที่มันจะได้เอาย่ามที่แขวนอยู่บนหลังมาให้ข้าผ่านรูกรงเหล็ก...เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นมาก็ทำให้อลิซาเบธรีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่ไกลๆทันที



เงาของปีศาจใกล้ๆเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงกระพรวนที่ดังขึ้นตามจังหวะการก้าวเดินอย่างไพเราะ สีหน้าของข้าจึงเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าทันที



ข้าก้มหน้าลงเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตา...ทำให้ได้เห็นเท้าขาวเปลือยเปล่าทั้งสองที่ยืนอยู่หน้ากรงขัง กำไลกระพรวนสีเงินที่ข้อเท้าบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้ที่ข้าไม่อยากเจอที่สุด



“นี่มัน..” ปีศาจอีกตนที่มาด้วยกันมองคราบโลหิตสีดำสนิทที่เกาะอยู่บนซี่กรงเหล็ก รวมไปถึงพื้นในบริเวณนั้นที่เป็นร่องรอยเป็นหลักฐานบ่งบอกว่าเพิ่งมีปีศาจถูกทำร้าย เห็นเช่นนั้นปีศาจตนนั้นก็เบิกตาโพลงใส่ข้าทันที “เป็นฝีมือเจ้าอีกแล้วรึ!?



ข้าทำเพียงเมินเฉย ใช้ปลายนิ้วป้ายเลือดออกจากศีรษะแล้วนำมาขีดเขียนลงบนพื้น เป็นการแสดงออกกลายๆว่าไม่สนใจ แต่ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองพวกเขา กลับรู้สึกได้ว่ากำลังโดนเจฟฟ์จ้องอยู่อย่างไม่วางตา...ด้วยสายตาบางอย่างที่มิอาจรับรู้ได้



“ช่างเถอะ” เจ้าตัวเอ่ยเสียงแข็ง “ต่อให้เขาฆ่าเราไปอีกแสนตน...สุดท้ายก็ต้องกลับมาคืนชีพอีกอยู่ดีมิใช่หรือ



ปีศาจตนนั้นแค่นเสียงเหอะในลำคออย่างอารมณ์เสียแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เจฟฟ์จึงเดินมาข้างหน้าอีกก้าวจนตอนนี้ยืนชิดติดกับกรงเหล็ก



“เอาอาหารมาให้” เขากล่าวเสียงเรียบพร้อมกับส่งถ้วยซุปมาให้ผ่านช่องว่างของกรงเหล็ก “กินซะสิ



ถ้วยซุปถูกยื่นเข้ามาวางบนพื้นในกรงขัง ส่งกลิ่นมันหอมกรุ่นลอยคละคลุ้งด้วยความไปทั่วห้องขัง แต่ถึงแม้จะหิวสักเพียงใดข้าก็ไม่แม้แต่จะหันไปมองมัน



ไม่ใช่เพราะกลัวว่ามันอาจจะมียาพิษ หรือไม่ก็มีส่วนผสมที่ทำมาจากเนื้อมนุษย์ ตลอดสองวันที่ผ่านมาข้าก็กินอาหารในทุกๆเช้าเย็นที่เหล่าปีศาจนำมาให้ ซึ่งข้าก็กินหมดเกลี้ยงอย่างไร้ข้อกังขา เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้มีเจตนาจะสังหารข้าอยู่แล้ว เพียงแต่อาหารมื้อนี้...มันน่าขยะแขยงกว่ามื้อไหนๆ



เจฟฟ์เป็นคนหลอกพาเรามาติดแหงกอยู่ที่นี่ เป็นต้นเหตุทำให้ทราวิสต้องเจ็บตัวจนไม่ได้สติ --ข้าควรจะรู้สึกอย่างไรดีล่ะ รื่นรมย์หรอ?



“ลดทิฐิของเจ้าลงเสียเถิด” เจ้าตัวกล่าวเสียงแข็ง “นี่หาใช่เวลาที่จะมาคำนึงเรื่องศักด์ศรี เจ้าไม่ได้กินอะไรลงท้องมาทั้งวันแล้ว...จะรอให้ซูบผอมจนตายคากรงขังหรือไงกัน



ข้าปรายตามองซุปในถ้วย มันมีสีแดงสดเหมือนเลือด มีเศษหญ้าและใบไม้แห้งลอยว่อนอยู่ในนั้น รวมถึงเนื้อสี่ห้าชิ้นที่น่าจะเป็นอวัยวะของตัวอะไรสักอย่าง จะโทษปีศาจเหล่านี้ก็ไม่ได้ที่นำของชวนอาเจียนเหล่านี้มาให้ข้ากินในทุกๆมื้อ...เพราะแม้แต่พวกเขาเองก็ยังต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยการฆ่ากันเองเพื่อนำอีกฝ่ายมาเป็นอาหารเลย --อีกอย่าง ตัวข้าเองก็เคยกินอาหารในถังขยะมาจนกระเพาะรู้สึกชินชาไปแล้ว นับประสาอะไรกับของเน่าๆแค่นี้



ท้ายที่สุดข้าก็ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมา ใช้ช้อนตักซุปขึ้นมาซดคำแรกด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ตามด้วยคำที่สองและคำที่สาม ระหว่างที่กินก็กลั้นหายใจไปด้วยเพื่อจะได้ไม่ต้องรับรู้รสชาติหรือกลิ่นเน่าๆของมัน ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างแข็งๆเย็นๆอยู่ในปาก จึงบ้วนทิ้งออกมาใส่มือทันที ดวงตาสีมรกตพลันต้องเบิกขึ้นเมื่อได้เห็นมัน



มันคือกุญแจ...



ข้ามองกลับไปที่ถ้วยซุป แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก เจฟฟ์ยังคงมีสีหน้าบอกบุญไม่รับเสมอต้นเสมอปลาย หากแต่สายตาที่มองมากลับมีบางอย่างที่ซ่อนไว้ในแววตาคู่นั้น



กรงขังขนาดใหญ่ของข้าถูกปิดผนึกไว้ด้วยโซ่เส้นยักษ์ ฉะนั้นกุญแจดอกนี้ไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับไขกรงนี้เป็นแน่ ถ้าเช่นนั้นมันก็คงมีไว้เพื่อ...



เราต่างจ้องกันโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา เจฟฟ์เหมือนจะพยายามส่งสายตามาว่าให้เงียบๆไว้ ข้ามองปีศาจอีกตนที่กำลังยืนอยู่ข้างเขา มันกำลังสูดจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง พร้อมกับมองไปตามทางที่อลิซาเบธซ่อนตัวอยู่ ข้าจึงรีบใช้โอกาสนี้ซ่อนกุญแจไว้ในกระเป๋ากางเกงก่อนที่เขาจะหันกลับมา



“ข้ารู้สึกเหมือนได้กลิ่นตัวอะไรสักอย่างในนี้..” ปีศาจตนนั้นกำลังจะเดินเข้าไปสำรวจ แต่กลับถูกเจฟฟ์รั้งไว้ด้วยเสียงแข็งกระด้างของเขา



“อย่างไรเสียมันก็เป็นกลิ่นปีศาจ หาใช่มนุษย์เสียหน่อย มีอะไรให้น่าสนใจกันล่ะ



“แล้วหากมันเป็นพันธมิตรกับมนุษย์สองคนนี้ล่ะ หากมันซ่อนตัวอยู่ในนี้เพื่อจะช่วยพาพวกเขาหนีออกไปล่ะ?” มันหันมากล่าวกับอีกฝ่าย “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง...เราจะได้รีบกำจัดมันไปก่อน



เจฟฟ์ถอนหายใจแรงออกมา ยกแขนสองข้างขึ้นมากอดอกพลางเลิกคิ้วใส่ปีศาจข้างๆ “ข้าเป็นผู้เข้าไปตีสนิทกับพวกเขา...ย่อมรู้ดีเรื่องของสองคนนี้มากกว่าเจ้า และข้ายืนยันว่าพวกเขาไม่มีสหายที่เป็นปีศาจ



“เจ้าลืมสุนัขนรกตัวนั้นไปแล้วหรือไงกัน



เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ เจฟฟ์จึงหรี่ตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เป็นมิตร “เจ้าระแวงถึงขนาดนี้...ไม่ไว้ใจในมนตร์ดำของฝ่าบาทที่คอยคุ้มกันห้องขังไว้หรือไงกัน เห็นทีครานี้...เจ้าคงต้องเป็นผู้ถูกเชือดแทนที่จะเป็นองค์ชายแห่งวอลธีเรียเสียแล้ว



ฟังถึงตรงนี้ข้าก็ขมวดคิ้วน้อยๆ --หากคุ้มกันห้องขังอย่างแน่นหนาอย่างที่ว่าจริงๆ...แล้วทำไมข้าถึงหนีออกไปจากกรงขังได้ตั้งสองรอบเลยล่ะ แบบนี้มันไม่เท่ากับจงใจสร้างอาคมให้หละหลวมหรอกหรือ



ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้ข้าถึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกลองใจ และกำลังโดนวิญญาณอาฆาตของพระราชาจับตามองอยู่ในทุกๆวินาทีว่าข้าจะทำอย่างไรต่อไป ราวกับกำลังดูการแสดงละครสัตว์ก็ไม่ปาน คิดได้เช่นนั้นฝ่ามือกำเข้าหากันเป็นหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว



นี่เขาคิดจะทำอะไรกันแน่...



ปีศาจตนนั้นส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเสียอารมณ์ เขาเดินกระแทกออกไปจากห้องขังจนพื้นสั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหว “อย่าคิดว่าเป็นคนสนิทของฝ่าบาทแล้วจะทำอะไรก็ได้นะ...ไอ้ลูกทาส



'ปัง!!'



แม้ปีศาจตนนั้นจะเดินออกไปแล้วโดยไม่ได้พูดอะไรอีก...แต่เขาก็ได้วางระเบิดลูกยักษ์ไว้ในหัวใจของเจฟฟ์ เห็นได้ชัดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ทิ่มแทงหัวใจของเขาอย่างจัง ดวงตาสีแดงกํ่าของเขาลุกเป็นเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง ฝ่ามือกำหมัดแน่นจนขึ้นข้อขาว เป็นตอนนั้นเองที่ข้าสังเกตบริเวณชายแขนเสื้อสีดำข้างซ้ายของเจฟฟ์นั้นชุ่มไปด้วยเลือด และเมื่อเพ่งสังเกตดูอีกครั้งและอีกครั้ง...ก็พบว่ามือซ้ายของเขาเหมือนจะเพิ่งถูกตัดไปเมื่อไม่นานมานี้ เผยให้เห็นรอยเนื้อแหว่งเป็นก้อนๆสีแดงเลือดบริเวณรอยต่อของข้อมือ



ปีศาจตนไหนกันที่มากินมือของเขาไปเช่นนี้..?



แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็เลือกที่จะไม่ถามมันออกไป เพราะมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของข้าตั้งแต่แรก แล้วพรูลมหายใจยาวออกมาอย่างหนักหน่วง ยกนิ้วขึ้นมาชี้ไปยังศีรษะอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ “โอ๊ะ! ศีรษะเจ้า มันงอกขึ้นมาอีกหัวหนึ่ง!



เจฟฟ์ที่ยังคงมีอารมณ์ขุ่นมัวค้างอยู่ขมวดคิ้วมุ่น “..อะไรของเจ้า



“เพราะเจ้ามันเป็นนกสองหัวไง” ข้าอธิบายด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “เดี๋ยวก็ร้ายกับข้า เดี๋ยวก็ดีกับข้า เดี๋ยวก็ช่วย เดี๋ยวก็หักหลัง แล้วตอนนี้ก็มาช่วยข้าอีก --ไม่แน่ไม่นอนเอาเสียเลยนะเจฟฟรี่ย์ เอ.. หรือจะให้เรียกว่าอะไรนะ...ลูกทาสดีไหม?



ประโยคนี้เปรียบเสมือนราดนํ้ามันลงไปบนกองไฟให้มันลุกโชนยิ่งกว่าเดิม ฟางเส้นสุดท้ายของเจฟฟ์ขาดผึงทันที ดวงตาสีแดงฉานสั่นไหวด้วยโทสะ เขาตวาดกร้าวออกมาอย่างเดือดดาลถึงขีดสุด “หุบปาก!!!



“นั่นไง ถลึงตาอีกแล้ว --ถามจริงเถอะ เจ้าไม่มีสีหน้าแบบอื่นแล้วหรือไง” ข้าว่าพร้อมเลิกคิ้วนิดๆอย่างไม่เกรงกลัว “มันกำลังเปิดเผยจุดอ่อนของเจ้านะ...ไม่รู้ตัวหรอกหรือ



เจฟฟ์เปิดปากเหมือนจะเตรียมตะคอกออกมาอีกรอบ ทว่าข้ากลับรีบชิงพูดขึ้นมาก่อน



“สมัยที่ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาอยู่...เดาว่าเจ้าคงจะเป็นคนร่าเริงสดใสดุจดวงอาทิตย์ ยิ้มเก่ง เป็นคนที่น่าคบหา มีความสุขได้กับสิ่งเล็กๆน้อยๆ แม้จะเป็นลูกทาสแต่ก็มองโลกในแง่ดี เป็นมิตรกับทุกคน เจ้าคงจะเป็นคนที่เกลียดความทุกข์ และไม่อยากจะทุกข์มากไปกว่าที่เป็นอยู่ --ต่อมาเมื่อกลายเป็นปีศาจ เจ้าจึงถูกสาปให้กลายเป็นผู้ที่จะไม่มีวันยิ้ม เป็นคนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เป็นผู้ที่จะไม่มีวันมีความสุข มีแต่ความหม่นหมองขุ่นมัว เต็มไปด้วยความบึ้งตึงมืดมน...เหมือนกับก้นบึ้งในหัวใจของเจ้าที่เต็มไปด้วยความทรมาน” ข้าระบายยิ้มออกมาน้อยๆ “..ข้าพูดถูกใช่หรือไม่



คนตรงหน้าถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหู แววตาสั่นไหวไปมาเหมือนโดนจี้ใจดำอย่างแรง ความโกรธแผ่ซ่านออกมารอบตัวเขา เขากัดฟันฟัดดังกรอดพร้อมพูดด้วยนํ้าเสียงไม่เป็นมิตร “เจ้าคงลืมไปกระมัง...ว่าตอนนี้อยู่ในฐานะอะไร



“โอ้ ข้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังตกเป็นนักโทษของพวกเจ้า --แต่ก็แล้วไงล่ะ เจ้าไปบอกฝ่าบาทให้มาตัดหัวข้างั้นหรือ? เจ้าจะฆ่าทายาทคนสุดท้ายแห่งอาณาจักรเราจริงๆน่ะหรือ?” ข้าบิดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างผู้เหนือกว่า



“ใครว่าเราต้องฆ่าเจ้า” เขาว่าเสียงเย้ยหยัน พลางเบนสายตาไปมองทราวิสที่ยังไม่ได้สติ “ในเมื่อเรามีตัวเลือกที่ดีกว่านั้น...



สายตาของข้าแข็งกร้าวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่ริมฝีปากกลับยังคงยิ้มค้างไว้ “เจ้าพูดเช่นนั้น...หมายความว่าเขายังไม่ตายสินะ



“ยัง แต่กำลังจะ” ปีศาจหน้าบึ้งตอบ “หากไม่รีบพาหนีออกไปตอนนี้...เกรงว่าอีกไม่เกินสองชั่วโมงเขาก็จะตาย



ข้าเบนสายตาไปมองทราวิสทันที แววตาหม่นแสงลงยามได้ลองจินตนาการว่าเขาจะต้องตายด้วยนํ้ามือของข้า หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ...ข้าคงไม่ให้อภัยตัวเองเป็นแน่แท้



ไม่ทันได้คิดสิ่งใดต่อ เป็นตอนนั้นเองที่ประตูกรงขังของข้าถูกเจฟฟ์เปิดออกอย่างง่ายดาย เขาสาวเท้าเข้ามาคุกเข่าลง ก่อนจะแตะมือลงบนอกซ้ายของข้า เจฟฟ์หลับตาลงแน่น แล้วภายใต้ฝ่ามือข้างนั้นก็เปล่งแสงสีขาวออกมา ความรู้สึกเย็นสบายแผ่ซ่านออกจากฝ่ามือนั้นเข้าไปทั่วทั้งร่างของข้า ราวกับว่ามีสายลมเย็นพัดเข้าไปทั่วร่างกาย อวัยวะภายในที่บอบชํ้าเหมือนถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่พยายามซ่อนไว้ค่อยๆจางหายไปพร้อมกับบาดแผลน้อยใหญ่



เห็นแบบนี้ข้าก็เบิกตาขึ้นนิดๆ --ภาพของเจฟฟ์ที่กำลังเค้นพลังออกมารักษาข้าทำให้ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอกทันที เมื่อกี้นี้...ข้าไม่น่าซํ้าเติมเขาเรื่องเป็นลูกทาสเลย



ข้ารวบรวมแรงทั้งหมดผลักเจฟฟ์ออกไปก่อนที่เขาจะรักษาเสร็จ ทำเอาเจ้าตัวถลึงตาใส่อย่างไม่เข้าใจ “ทำบ้าอะไรของเจ้า!? นี่ข้าอุตส่าห์ฝืนใจเพื่อช่วยเจ้าอยู่นะ!



“ถ้าอยากจะช่วยจริงๆ...ก็เก็บแรงไว้รักษาเขาเถอะ” ว่าพลางพยายามพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ข้าเซเล็กน้อยเพราะแผลทั้งหลายที่ยังไม่สมานกันดี แต่ข้าก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจความเจ็บปวดเหล่านั้น แล้วยกแขนขึ้นมาบิดไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสายพร้อมหันไปยักคิ้วให้คนข้างๆ “ข้าน่ะดวงแข็ง...ไม่ตายง่ายๆหรอก



เจฟฟ์ชะงักแน่นิ่งไปอย่างไร้สาเหตุเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาเม้มปากแน่นพร้อมเอ่ยเสียงแข็ง “..อย่าได้ประมาทไป บางทีความตายอาจกำลังรอเจ้าอยู่ในอีกไม่ไกลนี้ก็ได้



ข้าเลิกคิ้ว “งั้นก็ดีสิ โลกนี้ก็ไม่ได้น่าอยู่อยู่แล้วตั้งแต่แรก ตายไปซะได้ก็ดี เพียงแต่ข้า...จะไม่มีวันยอมตายตาหลับตอนนี้หรอก



ข้าเลิกสนใจอีกฝ่ายแล้วเดินออกไปจากกรงขังอย่างไม่รีรอ จ้องมองกุญแจสีเงินในมือสลับกับกรงขังของทราวิส ก่อนจะใช้มันไขประตูกรงเหล็กออกอย่างรีบร้อนแล้วพุ่งเข้าไปด้านในทันที มือทั้งสองช้อนร่างของทราวิสขึ้นมานอนไว้บนตัก ความเย็นของร่างกายเขาทำให้ใจข้ากระตุกวูบ รอยแทงที่กลางอกของเขากำลังบีบขยี้หัวใจข้าอย่างไม่ใยดี ความรู้สึกผิดเปล่งฉายชัดออกมาจากแววตา ข้าค่อยๆใช้นิ้วโป้งเช็ดคราบเลือดออกจากริมฝีปากซีดเซียวอย่างแผ่วเบา



เป็นเพราะข้าแท้ๆเลย...เขาถึงได้มาเจ็บหนักเช่นนี้



เจฟฟ์เดินเข้ามาใกล้ๆพร้อมทำเสียงขึ้นจมูก “เหอะ...จะเป็นกังวลอะไรนักหนา หมอนี่ก็เป็นบุรุษเหมือนเจ้า แม้จะไม่ได้มีกล้ามเป็นมัดๆแต่ก็มีร่างกายแข็งแรงเหมือนชายทั่วไป เขาไม่ใช่สาวน้อยรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นที่แสนเปราะบาง โดนแทงแค่นี้ก็ไม่ตายง่ายๆหรอก



ถึงจะว่าอย่างนั้นแต่เขาก็ค่อยๆแตะมือข้างที่ยังเหลืออยู่บนอกซ้ายของคนเจ็บ เจ้าตัวมีสีหน้าผะอืดผะอมถึงขีดสุด ราวกับว่าทราวิสเป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจที่ไม่ควรเข้าใกล้ ใช้เวลาชั่วครู่ก่อนที่แผลฉกรรจ์ที่เป็นรูบาดลึกค่อยๆสมานกันทีละน้อย เจฟฟ์หลับตาขมวดคิ้วแน่นราวกับกำลังข่มความทรมานไว้ เม็ดเหงื่อมากมายผุดออกมาตามกรอบหน้า ในขณะนั้นอลิซาเบธก็ค่อยๆออกมาจากที่ซ่อนเมื่อเห็นว่าเจฟฟ์คงไม่ทำร้ายเรา มันก้าวเข้ามาหาพร้อมกับใช้ปากคาบย่ามมาด้วย ข้าจึงรีบคว้ามันมาสะพายไว้ทันที ยอมรับว่าตั้งแต่ที่อลิซาเบธกลายเป็นหมาป่า...ข้าก็ลืมความกลัวทั้งหมดที่มีต่อมันไปทันตา



เจฟฟ์ใช้ไหล่ซ้ายขึ้นมาปาดเหงื่อออก เพราะมือข้างนั้นถูกตัดจนด้วนไปแล้วด้วยสาเหตุบางอย่าง เห็นได้ชัดว่าเขากำลังสูญเสียพลังงานอย่างมาก มันทำให้ข้าเริ่มเกิดความสงสัยลึกๆในใจ



หมอนี่เกลียดทราวิสจะตายไป...เขาน่าจะปล่อยให้อีกฝ่ายตายๆไป ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรักษาเขาตามที่ข้าสั่งเลยด้วยซํ้า แล้วจะมายอมเสียแรงช่วยเขาไปทำไมกัน เพื่อทำให้ข้าตายใจงั้นหรือ? เพราะเห็นแก่ข้างั้นหรือ? เพราะความเวทนางั้นหรือ?



ยิ่งไปกว่านั้น...แท้จริงแล้วเขาเป็นมิตรหรือศัตรูกับเรากันแน่



“..อึก



ทว่าเสียงของทราวิสที่ดังขึ้นกลับความคิดทุกอย่างพลันหายไปในกลีบเมฆ ข้าเบิกตามองใบหน้าของทราวิสที่กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวด มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อข้าไว้แน่นจนมันยับยู่ยี่ เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มรู้สึกตัวแล้ว เจฟฟ์จึงใช้ฝ่ามือข้างนั้นฟาดลงไปกลางอกของทราวิสอย่างไม่ออมแรงจนเจ้าตัวสะดุ้งเฮือกทันที ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่ไม่ได้เห็นมาสองวันเบิกขึ้นอย่างสับสน เจ้าตัวกะพริบตาปริบๆอย่างอ่อนแรงด้วยความมึนงง



'หมับ!'



ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง ข้ากระชากร่างโปร่งขึ้นมากอดไว้แน่นอย่างโหยหา พรูลมหายใจยาวออกมาด้วยรอยยิ้มบาง รู้สึกโล่งราวภูเขาลูกยักษ์ได้ถูกยกไปจากอก ข้าหลับตาพริ้มพร้อมวางหน้าผากไว้บนไหล่ของอีกฝ่าย ในขณะที่ทราวิสเองก็ยกแขนขึ้นมากอดตอบอย่างเงอะงะ



“ข้า...ตายแล้วหรือ” เจ้าตัวถามด้วยเสียงแหบแห้งตามประสาคนที่ไม่ได้เปล่งเสียงพูดมาเป็นวันๆ ข้ายิ้มเอ็นดูออกมาอย่างไม่คิดจะกลั้นไว้แล้วส่ายหน้าไปมา



“ไม่ เจ้ายังไม่ตาย



“อ่า...ตายแล้วจริงๆสินะ ไม่งั้นหัวใจของเจ้าคงไม่เต้นแรงกับข้าขนาดนี้หรอก..



“.............



ทราวิสเอ่ยประโยคนั้นด้วยนํ้าเสียงเหม่อลอย หากแต่มันกลับทำให้ข้ารู้สึกเหมือนโดนชกหน้าอย่างจัง จึงได้แต่กระแอมไออย่างกระอักกระอ่วนแล้วดีดตัวผละออกมาทันที พยายามปั้นสีหน้าให้ดูบึ้งตึงถึงที่สุด ในขณะที่เจฟฟ์ก็ปาดเหงื่ออย่างเงียบๆแล้วแสร้งทำเป็นมองไปทางอื่นเหมือนไม่ได้ยิน ส่วนอลิซาเบธก็ได้แต่นั่งกระดิกหางทำตาแป๋วอย่างไม่เข้าใจ



ทราวิสนั่งๆนิ่งไปสักพักอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะเปิดปากพูดต่อด้วยนํ้าเสียงเหมือนยังไม่ตื่นจากฝัน “ไหนๆก็ตายไปแล้ว เจเดน...ข้าขออะไรสักอย่างได้ไหม



ข้าเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ “ว่ามาสิ



“เรามาลอง 'ขี่กัน' ในนี้ดูดีไหม” เจ้าตัวว่าด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับ พร้อมกับเอนตัวยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ๆข้า “เขาว่ากันว่าทำในคุกมันเร้าใจดีนะ



“.............



เจฟฟ์ทำหน้าเหมือนกำลังโดนหนอนโสโครกเลื้อยดึ๊บๆเข้าไปในรูหู ในขณะที่ข้ารู้สึกเหมือนอยากเอาหัวไปโขกกับผนังหินข้างๆให้สมองแตก



รู้งี้ปล่อยให้ตายไปซะยังจะดีกว่า..



เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมรอบบริเวณเพราะไม่มีใครคิดจะโต้ตอบคำพูดนั้น ทราวิสก็รู้สึกเหมือนมีอีกาสามตัวบินผ่านหัวตัวเองไป เจ้าตัวกะพริบตาปริบๆสองสามครั้งเหมือนกำลังนึกว่าตนพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า ก่อนจะกวาดสายตามองรอบๆห้องขังอย่างสำรวจ ทราวิสมองเจฟฟ์สลับกับอลิซาเบธด้วยสายตาไม่เข้าใจ แล้วหันกลับมาหาข้าในที่สุด



“นี่เรา...อยู่ในป่ามรณะใช่ไหม



ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหู ความกังวลและตื่นตระหนกถาโถมเข้าใส่อีกครา “เจ้า...เจ้าจำไม่ได้หรือ



“ก็พอจะจำได้ว่าข้าโดนยาของพ่อมดขาว แล้วเราเข้ามาในป่านี้ด้วยกัน..” เขาพยายามที่จะนึกอย่างละเอียด ก่อนจะเบิกตาขึ้นเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ตวัดกลับมามองข้าราวกับเห็นผี ร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้ารีบถอยออกห่างข้าไปทันใด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็แดงแปร๊ดเป็นสีเดียวกับเส้นผมของข้า “ข้า...คะ คือว่าข้า...เจ้า...เจ้า..



ยิ่งฟังข้าก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น ก่อนถามเสียงนิ่ง “เป็นอะไรของเจ้า ไม่สบายงั้นหรือ



“เอ่อ...ปะ เปล่า ข้าก็แค่..” ทราวิสก้มหน้าแดงๆแล้วหลับตาลง เขาส่งเสียงคำรามในลำคอกับตัวเองอย่างหงุดหงิด มือทั้งสองข้างยกขึ้นมาทึ้งศีรษะตัวเองอย่างแรงพร้อมว่าเสียงแผ่ว “..ช่างมันเถ



ข้าหรี่ตาลงอย่างจับพิรุธ แล้วหันไปถามเจฟฟ์ “แน่ใจรึว่าการรักษาของเจ้าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสมองของเขา



อีกฝ่ายยักไหล่ด้วยสีหน้าแบบเดิมเป็นเชิงปฏิเสธ “ปกติเขาก็ฟั่นเฟือนแบบนี้อยู่แล้ว จะเพี้ยนกว่าเดิมก็ไม่แปลก



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็ได้แต่มองทราวิสอย่างไม่วางใจ เปิดริมฝีปากหมายจะพูดอะไรออกมาแต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เลยได้แต่เงียบปากไป ส่วนเจฟฟ์ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้าวออกไปจากกรงขังแล้วชี้ไปทางซ้าย



“เดินเข้าไปทางนั้นจะเจอทางผ่านลับ ให้เข้าไปในนั้นแล้วเลี้ยวไปทางขวา ตรงนั้นจะเป็นหน้าผาทางตัน...ด้านล่างมีแอ่งนํ้าที่ลึกพอสมควร พวกเจ้าต้องแหวกว่ายลงไปในนั้นจนกว่าจะเจอทางออก --มันคือทางลัดที่จะทำให้พวกเจ้าไปถึงเฮอร์เรนเดลได้เร็วขึ้น แต่พึงระวังไว้ก็ดี แม้แต่ข้าเองก็ไม่รู้ใต้นํ้านั้นมีตัวอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า



ข้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อหู “ถ้าเช่นนั้น...ที่เจ้าเคยบอกไว้ว่าจะพาไปที่ทางลัด เจ้าก็ไม่ได้โกหกน่ะสิ



เจฟฟ์ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับกระชากให้ข้าลุกขึ้น “พวกเจ้าต้องรีบไปได้แล้ว ก่อนที่ปีศาจตนอื่นๆจะมาพบเห็นเข้า



ทราวิสขมวดคิ้วแน่น “แล้วเจ้าล่ะ? หากพวกปีศาจรู้ว่าเจ้าให้ความช่วยเหลือกับเราขึ้นมาจะทำยังไง ขืนเจ้าอยู่ที่นี่ต่อก็มีหวังต้องถูกจับไปลงโทษเป็นแน่




อีกฝ่ายก้มหน้ามองพื้น เขาเม้มปากแน่นก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว “..ข้ามีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ที่นี่



“แต่...



“เอาเวลาไปห่วงตัวเองเถอะองค์ชาย” เจฟฟ์ว่าเสียงกระด้าง เขาปรายตามองทราวิสตั้งแต่หัวจรดเท้าเชิงดูหมิ่น “อย่าทำตัวให้เป็นตัวถ่วงมากนัก ไม่อย่างนั้นหากเจ้าตาย...ข้านี่แหละจะเป็นคนแรกที่จะกินศพเจ้า



ทราวิสไม่ได้ด่าอะไรกลับไป ทำเพียงจ้องกลับด้วยสายตาแบบเดียวกัน ข้าที่ยืนฟังอยู่เงียบๆก็ถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง สะพายย่ามที่ไหล่ให้แน่นกว่าเดิมแล้วเดินออกไป “ข้าจะออกไปดูต้นทาง...เผื่อจะมีปีศาจเฝ้าไว้ในบริเวณนั้น



หากแต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ขาทั้งสองก็พลันต้องหยุดชะงักกึกกับที่เมื่อนึกอะไรได้บางอย่าง มือทั้งสองข้างที่อยู่ข้างลำตัวกำเข้าๆออกๆ ข้าสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปหาทราวิส...แล้วดึงเขามาประกบริมฝีปากสี่ครั้งติดๆกัน



'จุ๊บ! จุ๊บ! จุ๊บ! จุ๊บ!'



“อะแฮ่ม...เจ้าบอกว่าเราต้องจูบกันวันละหนึ่งครั้ง สามวันที่ผ่านมาเราไม่ได้จูบกันเพราะเจ้าแต่เอาแต่หมดสติ...ฉะนั้นข้าก็เลยรวบยอดไปเลย” แม้จะพูดด้วยนํ้าเสียงปกติ หากแต่ใบหน้าของข้ากลับร้อนผ่าวไปถึงใบหู ทราวิสที่อึ้งไปแล้วก็ไม่ต่างกันนัก เจ้าตัวมองมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ก่อนที่ข้าจะกลับมาตีสีหน้าเคร่งขรึมอีกครั้งพร้อมเอ่ยเสียงแข็ง “แต่คราวหลังอย่าได้หลับไปนานๆแบบนี้อีกเชียว...มิฉะนั้นข้าจะฝังเจ้าไว้กลางป่านี่แหละ



ว่าจบก็รีบวิ่งออกไปทันที พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ยิ่งคิดถึงภาพเมื่อครู่นี้ก็ทำให้ข้าหน้าแดงขึ้นกว่าเดิม จนต้องใช้มือเขกหัวแข็งๆของตัวเองอย่างไม่ออมแรง



ทุเรศที่สุด! เมื่อกี้ข้าทำเรื่องบ้าอะไรลงไปเนี่ย!?



ข้าเดินหายเข้าไปในความมืดมิด ปล่อยให้ทราวิสที่กำลังยืนแตะริมฝีปากตัวเองอย่างเหม่อลอยได้อยู่กับเจฟฟ์ที่กำลังชกลูกตาตัวเองซํ้าๆตามลำพัง ราวกับเขาเพิ่งจะได้เห็นสิ่งที่น่าขยะแขยงที่สุดในชีวิต ส่วนอลิซาเบธที่นั่งลิ้นห้อยอยู่นานแล้วก็เลือกที่จะวิ่งตามข้ามาด้วย



ทราวิสเผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างอบอุ่นหัวใจขณะแตะริมฝีปากตัวเอง ใบหน้าของเขายังคงขึ้นสีระเรื่ออย่างเขินอาย เขาตั้งท่าจะเดินออกไปเพื่อตามข้ามาด้วย แต่เจฟฟ์กลับใช้มือที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวดึงแขนเสื้อของเขาไว้ ทำให้ทราวิสหยุดชะงักแล้วหันไปมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ



“อย่าได้เข้าใจผิดไป..” ปีศาจหน้าบึ้งกล่าว “ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าเพราะอยากช่วยจากใจจริงหรอกนะ



“..ข้าไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้เรื่องนั้น” ผู้เป็นองค์ชายกล่าวด้วยรอยยิ้มนิดๆ “เจ้าคงต้องการอะไรบางอย่างจากข้าสินะ?



เจฟฟ์พรูลมหายใจออกมา เขาปิดเปลือกตาลง “..สัญญามาก่อนว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าจะอยู่เคียงข้างเจเดนและปกป้องเขาเสมอ...แม้ว่าเจ้าจะต้องแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตก็ตาม



ได้ยินเช่นนั้นทราวิสก็ขมวดคิ้วมุ่น “ปกป้อง? ปกป้องเขาจากอะไร? พูดเช่นนี้...จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขางั้นหรือ!?



“ข้าต้องการให้เจ้าสัญญา ไม่ได้ต้องการฟังเจ้าถามโน่นนี่นั่น” อีกฝ่ายกล่าวด้วยนํ้าเสียงที่ไร้ซึ่งความเป็นมิตร ก่อนจะกดเสียงให้ตํ่าลงยิ่งกว่าเดิม “จะสัญญาหรือไม่



ทราวิสนิ่งไป ก่อนจะเปิดริมฝีปากตอบออกไปโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด ราวกับว่านี่เป็นคำถามที่ง่ายที่สุดในโลก “การตายเพื่อเขาเป็นสิ่งที่ข้าพร้อมจะทำด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว --ว่าแต่ทำไม...จู่ๆเจ้าถึงได้มาขอให้ข้าสัญญาเรื่องนี้



ดวงตาสีเทอร์ควอย์ส่งสายตาแปลกๆให้เจฟฟ์อย่างไม่ไว้ใจ และราวกับว่าเจ้าตัวจะรู้ว่าทราวิสกำลังคิดอะไรอยู่ เขาถลึงตาทันทีอย่างกราดเกรี้ยว “หยุดความคิดตํ่าตมโสโครกของเจ้าเดี๋ยวนี้! ข้าไม่ได้ชอบเขา และไม่ได้คิดจะแย่งเขาไปจากเจ้า!



ร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนกลับมาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจอีกครั้ง “แล้วเจ้าจะเป็นห่วงความปลอดภัยของเขาไปทำไมกัน



“เข้าใจผิดแล้ว..” เจฟฟ์แสยะยิ้มออกมาอย่างน่าขนลุก “คนที่เป็นห่วงเจเดน...ไม่ใช่ข้า



เจ้าตัวยื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูด้วยเสียงหนักแน่น “แต่เป็นแม่ของเขา



“!!!!!



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกโพลง ในขณะที่เจฟฟ์รีบดีดตัวออกห่างจากอีกฝ่ายทันทีด้วยท่าทีรังเกียจ ราวกับว่าทราวิสเป็นสิ่งน่าขยะแขยงที่ไม่ควรเข้าใกล้ ส่วนทราวิสนั้นก็ได้แต่ยืนหน้าซีดเป็นหิมะ มือทั้งสองข้างสั่นระริกด้วยความกลัวโดยไม่รู้ตัว



เจฟฟ์ยกมุมปากนิดๆเมื่อเห็นปฏิกริยาของคนตรงหน้า ก่อนเอ่ยถาม “ทีนี้...เจ้าจะสัญญาได้หรือยัง



ทราวิสเม้มปากแน่น เขาหันไปสบตากับอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่ง แล้วกล่าวตอบด้วยนํ้าเสียงหนักแน่นดุจภูเขาว่า



“ข้าขอสาบานด้วยชีวิต





TBC.





TALK : 2

ปริศนาข้อที่หนึ่ง : เหตุใดพอวิสซี่ตื่นมาถึงได้ทำตัวแปลกๆไป?

ปริศนาข้อที่สอง : ตกลงเจฟฟ์อยู่ฝ่ายไหนกันแน่ มิตรหรือศัตรู?

ปริศนาข้อที่สาม : ทำไมเจฟฟ์ถึงได้ขอให้วิสซี่สัญญาอะไรนั่น?

ปริศนาข้อที่สี่ : เมื่อไหร่เจดี้วิสซี่จะได้ขี่กัน?

ปริศนาข้อที่ห้า : เมื่อไหร่กุกวีจะอัพเซลก้า?

ปริศนาข้อที่หก : เมื่อไหร่เราจะพิมพ์คำถามพวกนี้เสร็จซะที?



TALK :

ฮรืออออ น้องจะรอดมั้ยยยยย ;-;

จะบอกว่าฉากที่ซาฟีร่าเกือบโดนข่มขืนนี่แต่งไปทรมานไป บั่บ โอ๊ยยยย สงสารผู้หญิงด้วยกัน ไหนจะสงสารเจเดนอีก ตอนนี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นนะคะว่าชีวิตน้องลำบากมาก การเติบโตมาท่ามกลางความเกลียดชังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และประสบการณ์ร้ายๆที่สั่งสมเหล่านั้นก็หลอมรวมให้เจเดนเป็นเจเดนผู้เข็มแข็งในทุกวันนี้ค่ะ มาดูกันว่าน้องจะช่วยวิสซี่ได้มั้ย TT

ปล. เรื่องนี้แฮปปี้เอนดิ้งนะคะ! สาบานด้วยเกียรติแห่งอาร์มี่ ว่าจะต้องจบแฮปปี้แน่นอน! เราเองก็ไม่ชอบตอนจบแบบแย่ๆ อยากให้เจดี้วิสซี่มีความสุขขขข TT

Ntkyzztzgkgm

방탄소년단 on Twitter: "해피해피벌스데이 🤪🐯… "

✾Yo se que tu quieres leer este fanfic zukulentoh 7u7 #fanfic # Fanfic # amreading # books # wattpad

#wattpad #fanfiction "I'm a criminal." He said. "So?" She replied. So she bumped into a gangster, but does her problems end there only? A suga×reader FF!!❤ Also, I don't promote any crime or disregard of law and order or addiction stuff through this fanfic. Be gud. N this is my first BTS fanfic so cut me some slack ;P ...

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 221 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1082 boahammock (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2563 / 00:11
    กำลังเครียดกับสถานการณ์อยู่เลย จู่ๆนายเอกตื่นมาก็ชวนพระเอกขี่กัน ขำพรืดดดดด5555555555555
    #1,082
    0
  2. #1060 Gene1123 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2563 / 21:34

    พลังของเจฟช่วยลบล้างฤทธิ์จากยาของฮิวโก้แน่ๆ!

    #1,060
    0
  3. #972 journeysmf (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 22:51
    ยาเริ่มเสื่อมรึป่าวนะ แต่ส่วนตัวคิดว่าทราวิสไม่ได้เกลียดเจเดนแต่แรกอยู่ละ ที่แกล้งแรกๆอาจจะเรียกร้องความสนใจมั้ย
    #972
    0
  4. #964 Wayvay_T (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 20:45
    ฟื้นมานึกถึงเรื่องขี่กันเลยหรอ?! วิสซรี่ย์!!!
    #964
    0
  5. #947 PlengPGK (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2563 / 18:44
    สิ่งที่เจเดนตอนเด็กเจอมันแบบรุนแรงเกินกว่าที่เด็กคนนึงจะรับไหวจริงๆนะ เข้มแข็งมากๆ เก่งมากๆเลยอะ แล้วก็ใจแข็งมากๆไม่โอนอ่อนไปตามคำพูดของโนแอลเลย ชอบความคิดของเจเดนมันแบบมีเหตุผล ส่วนเรื่องเจฟฟ์มันแบบแงงง;_; ไม่รู้จะบอกยังไงแต่ก็ยังเชื่ออยู่ว่าลึกๆแล้วเจฟฟ์ก็เป็นคนที่ดีมากๆคนนึงเลยนะ ส่วนเรื่องทราวิสก็คือน่าจะโดนถอนยาจากฮิวโก้แล้วแน่เลย
    #947
    0
  6. #802 Eutopia1812 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 10:08
    แงงงง;-; หรือยาของฮิวโก้หมดฤทธิ์แล้วนะ ทราวิสเลยทำตัวแปลกๆตอนแรก เจฟฟ์น่าจะอยู่ฝั่งเดียวกับเจเดน อาจจะเพราะแม่เจเดนขอไว้(ปล.นี่ว่าแม่เจเดนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรสักอย่างกับปีศาจแน่ๆเลย หรือเปล่า;-;)
    #802
    0
  7. #772 JP_Spectrum (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:10
    ฮือดเข้มข้นจนเดาไรไม่ออกแต่คือติดงอมแงมมากๆตอนนี้
    #772
    0
  8. #724 panPearry (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 / 18:18
    อ่านตอนนี้น้ำตาไหลถึงตีนเลยค่ะ อดีตที่เกิดขึ้นปวดใจมาก ทำไมชีวิตถึงต้องเจอเรื่องโหดร้ายขนาดนี้ แงงงงง
    #724
    0
  9. #691 K.E.Y Y (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 01:57
    ตอนนี้กุกวีอัพเซลก้าแล้วนะคะไรท์555555
    #691
    0
  10. #656 pwgns0805 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 17:20
    เราขอโทษคุณไรท์ที่พึ่งมาเม้นตอนนี้นะคะ พึ่งเริ่มอ่านแล้วลากยาวยันตอนนี้คือประทับใจมาก คุณไรท์แต่งโคตรเก่งเลยอ่ะ เหมือนเรากำลังดูหนังฟอร์มยักษ์อยู่เลย แบบดือมาก ฮือ ปมเยอะมากๆ คุณเก่งมากๆเลยจริงๆนะคะ แต่ละตอนก็ยาวมากกกกกกกกก สนุกมากกกกกกก ด้วยอะ คุณทำได้ยังไงเนี่ยน้ำตาจะไหล ขออ่านต่อก่อนนะคะ!
    #656
    0
  11. #631 Auna_unicorn (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 02:40
    ชอบอ่ะ ความรักต่างตระกูล
    #631
    0
  12. #630 tiger tae (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:25
    สงสารเจเดนวัยเด็กมากกกกก น้องตัวเล็กๆไม่ควรโดนอะไรแบบนี้ -ต้าวของมี๊ น้องเจ็บ แม่เจ็บ//น้ำตาไหลเป็นทาง
    #630
    0
  13. #598 Mvis. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 14:13
    ดีใจมากเลยนะที่เจเดนเป็นคนมีเหตุผล คิดได้ถูกแล้วว่าคนเรามันมีทั้งดีกับไม่ดี และการทำเรื่องๆมาดีบางทีก็มีเหตุผล ไม่ว่าตอนเด็กน้องจะเจอเรื่องแย่มากๆแบบมากกกก ก็ยังโกรธแค้นแต่คนพวกนั้น และคิดว่ามันมีเหตุผลของมัน ส่วนวิสซี่ก็คือตื่นมาก็จะขี่พี่แล้วหรอลู้กกกกกก
    #598
    0
  14. #420 Lala_Land (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 23:23
    หืมมมม เเม่เจเดนนน
    #420
    0
  15. #416 Ver_a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 17:50
    ฮือวิสซี่เปงไร
    #416
    0
  16. #409 TaTa_p19 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 23:33
    วิสซี่โดนรักษาไปถึงยาที่ได้จากพ่อมดพิฮปเลยรึเปล่านะคะ ><

    เหมือนองค์ชายกลัวท่านแม่ของเจเดนเลย
    ทไมน้องต้องฟน้่ซีดขนาดนั้นด้วย ฮุ่มม

    ตื่นเต้นตลอดเลยเรื่องนี้ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #409
    0
  17. #406 FON403 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 14:06
    ตลกเจฟ55555
    #406
    0
  18. #399 August_D_Minrase (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 23:52

    รออออออ
    #399
    0
  19. #398 Lala_Land (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 10:25
    อดีตน้องเศร้ามาก หดหู่ เเค้นเเทน ดิ่งมาก สงสารเด็กน้อยเจเดน เเม้เเต่ภาพขำๆด้านล่างก็ช่วยไม่ได้เท่าไหร่ เเงง
    #398
    0
  20. #397 Megnetic (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 15:17

    ฮือออตอนแรกร้องไห้แล้วพอเลื่อนลงมาเห็นรูปแมวยุนกินี่ขำลั่นเลยอ่ะ
    #397
    0
  21. #396 thanyalaktosem (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 11:45

    ช่วยวิสซี่ก่อนนนนน
    #396
    0
  22. #395 Ver_a (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 19:54
    พูดไม่ออกเลยตอนซาฟีร่าโดนทำอย่างนั้นเลือดเฟมินิสต์ในตัวมันพุ่งพล่าน!!!
    #395
    0
  23. #394 mamewmark (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 19:05
    แง่~อย่าเป็นไรนะทราวิส
    #394
    0
  24. #393 CHYUNG (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 17:59
    เจเดนพูดถูกต้องง่ะ555 ทุกคนมีเหตุผลของแต่ละคน;-;//ทราวิสสสสสส
    #393
    0
  25. #392 vVv-Tae (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 14:46
    พวกคนชั่ว!!! หลอกให้เจเดนทำงี้ได้งัย
    #392
    0