۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 12 : ۩ Journey ۩ 11 : คำทำนายอันโหดร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 267 ครั้ง
    25 ก.ย. 62

B
E
R
L
I
N





“อลิซาเบธ ตอนนี้เจเดนยอมตกลงว่าจะจูบข้าวันละครั้งแล้วนะ! ซึ่งนั่นเป็นข่าวดีมากเลยๆล่ะ งั้นขั้นตอนต่อไปข้าควรจะทำอะไรต่อดีน๊า~ โอ๊ะ! ลองลักหลับอีกดีไหม? แต่แบบนั้นเจเดนจ๋าไม่ชอบนี่นา หรือว่าข้าควรจะข่มขืนเขาไปเลยให้มันจบๆไปซะ? ไม่ๆๆ แบบนั้นมีหวังโดนตัดหัวเป็นแน่ เจดี้ออกจะบริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนั้น เจ้าตัวต้องไม่อยากอยากโดนพรากพรหมจรรย์ไปเร็วๆนี้แน่... หืมมม? เจ้าว่าไงนะ ข้าควรจะอ่อยเขาจนกว่าจะทนไม่ไหวงั้นหรอ? อืม.. เป็นความคิดที่เยี่ยมยอด! เจ้านี่มันอัจฉริยะจริงๆเลยอลิซาเบธ!! เดี๋ยวข้าจะหากระดูกมาให้เคี้ยวเล่นเป็นรางวัลนะ!



ข้ามองทราวิสที่กำลังคุยกับเจ้าหมาปีศาจอย่างเป็นตุเป็นตะแล้วได้แต่กุมขมับ เจ้าตัวพูดพร้อมทำท่าทางประกอบอย่างตื่นเต้นด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่น อย่างเช่นตอนนี้ที่เขากำลังอุ้มอลิซาเบธแล้วหมุนตัวไปมาด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี ในขณะที่สุนัขผู้เคราะห์ร้ายได้แต่กะพริบตาปริบๆฟังมนุษย์พิสดารตรงหน้าพูดไปเรื่อยจนหูห้อย



เห็นแล้วรู้สึกสงสารหมาจังเลยแฮะ..



เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่ข้ากับทราวิสทำข้อตกลง 'หนึ่งวัน=หนึ่งจูบ' กันไปแล้ว แน่นอนว่าเจ้าตัวกระโดดโลดเต้นดีใจอย่างถึงที่สุด อารมณ์สดใสขึ้นมาทันตาอย่างน่าเหลือเชื่อ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น เขาถึงกับแอบไปวางแผนกับอลิซาเบธว่าหลังจากนี้จะพยายามหาวิธีลวนลามข้ามากกว่านี้ไปเรื่อยๆ ถึงข้าจะรู้สึกแปลกๆชอบกลที่ตัวเองตกเป็นเหยื่อยอันโอชะของเจ้าชายลามก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่ามองเขาที่กำลังทำตัวเพ้อเจ้อด้วยสีหน้าเอือมระอา



แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าแม้มันจะเป็นการกระทำที่ปัญญาอ่อน ติ๊งต๊อง วิปลาส ไร้สาระ แต่ก็...น่ารักดีนั่นแหละ



“..รู้ตัวไหมว่าสายตาเจ้ามันหวานซึ้งขนาดไหน” นํ้าเสียงแข็งกระด้างทำให้ข้ารีบละสายตาจากทราวิสแล้วหันไปมองผู้มาใหม่ที่กำลังยืนกัดแอปเปิ้ลอยู่ใกล้ๆ ดวงตาสีมรกตมองเจ้าของใบหน้าบึ้งตึงด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน ไม่รู้ทำไมแต่ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าเจฟฟ์ก็รู้สึกเหมือนอารมณ์ขุ่นมัวมันปะทุขึ้นมาทันใด ราวกับในร่างกายเขามีชนวนจุดโทสะให้เผาไหม้ลุกโชนตลอดเวลา



“เจ้าอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่



อีกฝ่ายละสายตาจากทราวิสที่กำลังกระโดดโลดเต้นเหมือนนกกระจอกเทศเมายามามองข้า ก่อนกัดแอปเปิ้ลในมือไปอีกคำ “ตั้งแต่ตอนที่เจ้ามองหมอนั่นราวกับเอ็นดูนักหนา



“เจ้าตาบอดไปแล้วกระมัง ข้าไม่ได้ทำหน้าแบบนั้นเสียหน่อย



เจฟฟ์ยกมุมปากขึ้นมานิดๆ “เจ้าเพิ่งชมเขาว่าน่ารักไปไม่ใช่หรือ



ข้าขมวดคิ้วพร้อมกับยกมือขึ้นมาปิดปากทันที เมื่อครู่ข้าก็แค่แอบชมในใจไม่ใช่หรอ หรือว่าหลุดปากพูดออกไปแล้ว? บ้าน่า! เป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะหลุดแสดงอาการออกมาขนาดนั้น



คิดได้แบบนั้นก็ทำหน้าตายแล้วตอบกลับเสียงแข็ง “ไร้สาระ



“โกหกไปก็เปล่าประโยชน์” เจฟฟ์เอ่ยพร้อมใช้นิ้วชี้เคาะที่ศีรษะตัวเองสองสามครั้ง “ข้าได้ยินเสียงความคิดเจ้า...ชัดเจนเลย



เหอะ...อวดดี



“อย่างเช่นตอนนี้ที่เจ้ากำลังด่าข้าว่าอวดดี



ข้าถอนหายใจอย่างระอาพร้อมเอนหลังกอดอกพิงต้นไม้ “..นอกจากเจ้าจะสามารถกลายร่างเป็นสิงสาราสัตว์ได้แล้ว ยังสามารถอ่านใจคนได้ด้วยงั้นหรือ



“ประมาณนั้น



ข้าลอบสบถกับตัวเองอย่างเสียอารมณ์ นั่นเท่ากับว่าไม่ว่าข้าจะคิดเรื่องอะไร แม้กระทั่งลอบคิดในใจว่ากำลังปวดตด หมอนี่ก็จะรับรู้ทั้งหมด และนั่นไม่ต่างอะไรจากการละเมิดความเป็นส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย



คิดได้เช่นนั้นก็หันกลับมามองใบหน้าอันไม่เจริญหูเจริญตาของไอ้เตี้ยหน้าบูดข้างกายอีกครั้ง “งั้นช่วยบอกที ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่



ดวงตาสีแดงฉานของเขาเคลื่อนมามองแอปเปิ้ลที่มีรอยกัดในมือ ก่อนหมุนมันไปมาอย่างพินิจพิจารณา “..เจ้าเป็นคนชอบคิดอะไรหลายอย่างพร้อมกัน จะให้ข้าพูดถึงเรื่องใดก่อนดีล่ะ เรื่องของมารดาเจ้า เรื่องขององค์ชายทราวิส เรื่องของแม่มดดำ หรือจะเป็นเรื่องที่เจ้า...เพิ่งจะเรียกข้าว่าไอ้เตี้ยหน้าบูด



“.............



“แต่สิ่งที่กำลังก่อกวนจิตใจเจ้ามากที่สุด...ก็คงจะเป็นคำพูดของเอเวอร์ลีน” เจฟฟ์ยังคงพูดต่อไปโดยยังคงมองผลไม้สีแดงอยู่อย่างนั้น จนข้านึกสงสัยว่าเขาจะพิศวาสแอปเปิ้ลอะไรขนาดนั้น “นางเคียดแค้นมารดาของเจ้าอย่างรุนแรง ทั้งยังบอกว่าซาฟีร่าสังหารผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เจ้าสับสน...ว่ามันเป็นความจริงหรือไม่



“ข้าไม่ได้สับสน ไม่เลยแม้แต่น้อย” ข้าตอบเสียงแข็ง “เอเวอร์ลีนก็แค่หาเรื่องหลอกให้ข้าสับสน...หรือไม่ก็เป็นนางเองนั่นแหละที่เข้าใจผิดว่าแม่ข้าเป็นฆาตกรโหดเหี้ยม เพราะนางไม่ใช่คนแบบนั้น แม้ว่าทุกครั้งที่มีคนมาทำร้ายข้า นางก็จะตามไปซ้อมจนปางตายหรือไม่ก็ฆ่าทิ้งไปเลยก็ตาม.. แต่นางจะไม่มีวันทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นแน่ ข้าสาบานด้วยชีวิต



เจฟฟ์มองหน้าข้าด้วยสายตาอ่านไม่ออก ก่อนยิ้มนิดๆด้วยสีหน้าบึ้งบูดเช่นเดิม “เหมือนเจ้าจะเชื่อใจมารดามากเลยนะ”



“ทั้งชีวิตนี้...นางก็เป็นคนที่ข้าเชื่อใจได้มากที่สุดแล้ว



“งั้นก็ดี” เขาเอ่ยพร้อมกัดแอปเปิ้ลไปอีกคำอย่างสบายใจ “เพราะตอนนี้แม่เจ้ากำลังตกที่นั่งลำบาก...หนักหนาสาหัสเลยทีเดียว



ข้าเบิกตาโพลง “...ว่าไงนะ? หมายความว่าไง



“เรื่องมันยาว แต่ก่อนอื่น...ข้าคงต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ที่มาของปีศาจทุกชนิดในป่านี้” ดวงตาสีแดงเลือดตวัดขึ้นไปมองผืนฟ้าสีหม่นที่กำลังส่งเสียงร้องโครมครามราวกับพายุจะเข้า สายตาของเจฟฟ์เปี่ยมไปด้วยหลายความรู้สึกจนเดาไม่ออก “เดิมที...พวกเราเคยเป็นมนุษย์มาก่อน



ข้าขมวดคิ้วแน่น “เคยเป็นมนุษย์? ไม่ใช่ว่าเป็นปีศาจมาแต่กำเนิดหรอกหรือ



“ปีศาจที่แท้จริงแทบไม่หลงเหลือแล้ว พวกเขาอาศัยอยู่ที่เฮอร์เรนเดล ส่วนพวกเรา...หมายถึงข้า แม่มดดำ อสุรกาย สัตว์ประหลาดต่างๆและทุกสิ่งมีชีวิตในป่านี้ กระทั่งต้นไม้ที่เจ้ากำลังยืนพิงอยู่...ทั้งหมดนี้ล้วนเคยเป็นมนุษย์ธรรมดาแบบเจ้ามาก่อนทั้งสิ้น



ข้าเหลือบไปมองต้นไม้สีดำรูปร่างบิดเบี้ยวที่ตนกำลังพิงอยู่แล้วถอยออกมาเล็กน้อย รู้แบบนี้แล้วก็รู้สึกขนลุกชอบกล “..เล่าต่อสิ



“เราทุกคนมีสายเลือดเดียวกับเจ้า



ข้าหันไปมองคนข้างๆอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ดวงตาสีมรกตเบิกโพลงถึงขีดสุด “นี่...หมายความว่าเจ้า..



“เป็นชาวเฮอร์เรนเดล” เจฟฟ์ช่วยต่อประโยคให้ ซึ่งมันทำให้ข้าอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ มันทั้งตกใจและไม่เข้าใจในขณะเดียวกัน ชาวเฮอร์เรนเดลถูกฆ่าตายกันไปหมดแล้วมิใช่หรือ พวกที่เหลือรอดไม่กี่คนรวมถึงข้าก็ถูกจับไปเป็นเชลยที่วอลธีเรีย แล้วทำไมคนเหล่านี้ถึงรอดมาได้ แล้วกลายเป็นปีศาจได้อย่างไรกัน คำถามมากมายที่ชวนให้สับสนพรั่งพรูเข้ามาในหัวข้าจนตีกันยุ่งเหยิงไปหมด 



แต่หากสิ่งที่เจฟฟ์พูดเป็นความจริง ถ้าเช่นนั้นตามทฤษฎีก็เท่ากับว่า...ข้าก็ไม่ใช่เฮอร์เรนเดลคนสุดท้ายอย่างที่คิด



“ย้อนไปเมื่อสิบเก้าปีก่อน...อาณาจักรของเราเคยรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ สมดั่งชื่อสวรรค์บนดินที่ใครๆรู้จัก แต่แล้วมันกลับล่มสลายลงด้วยแผนสกปรกของกษัตริย์โนแอลแห่งวอลธีเรีย พระองค์ไปทำสนธิสัญญากับแม่มดดำตนหนึ่งให้นางอัญเชิญมังกรเธนเดอร์รัสมาถล่มเฮอร์เรนเดล จนมันล่มสลายย่อยยับอย่างน่าอนาถ ชาวเฮอร์เรนเดลนับแสนสิ้นชีวิตลง ไม่กี่ร้อยคนที่รอดก็ถูกจับไปเป็นเชลยทั้งหมด แต่แท้จริงแล้ว...ยังเหลืออยู่อีกหลายพันคน” เจฟฟ์กำลูกแอปเปิ้ลแน่นจนนํ้าออก สายตาบูดบึ้งแข็งกร้าวกว่าเดิมเป็นเท่าตัว



“ตอนแรกแม่มดก็คิดจะสังหารคนเหล่านั้นให้หมดสิ้น...แต่นางกลับเลือกที่จะไว้ชีวิตพวกเราไว้ แล้วทำให้เราทุกคนกลายเป็นปีศาจที่มีคำสาปติดตัว แต่ละคนมีคำสาปที่แตกต่างกันออกไป...ทว่าเราต่างรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น” ดวงตาสีแดงฉานตวัดมามองข้า “เจ้ายังจำอสูรหน้าตาอัปลักษณ์ที่จับตัวองค์ชายทราวิสไปได้ไหม



ข้านึกภาพเหล่าอสุรกายรูปร่างวิลกลวิการที่มีนํ้าหนองเต็มตัวแล้วรู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมาอีกครา ในตอนนั้นที่ข้าต้องต่อสู้กับพวกมันก็กินเรี่ยวแรงไปมากโข ทั้งยังต้องกลั้นใจไม่ให้ขยะแขยงใบหน้ากับร่างกายอันน่าเกลียดของมันไปด้วย “อ่า...จำได้ขึ้นใจเลย



“แท้จริงแล้วพวกนั้นน่ะ...เคยเป็นชายรูปงามมาก่อน” คำพูดของเจฟฟ์ทำให้ข้าแทบจะสำลักนํ้าลาย และสีหน้าของข้าก็คงดูประหลาดใจมากจริงๆจนเจฟฟ์เบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้ “เป็นเพราะพวกเขาเป็นชายหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามมากตอนเป็นมนุษย์ จึงถูกแม่มดตนนั้นสาปให้กลายเป็นอสุรกายรูปร่างอัปลักษณ์น่ารังเกียจ ส่วนเอเวอร์ลีน...นางเคยเป็นหญิงสาวที่รังเกียจมนตร์ดำเข้าไส้ แต่ถูกสาปให้กลายเป็นแม่มดดำที่ตนเกลียดแสนเกลียด นางเคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งเพราะรับไม่ได้ที่ตัวเองกลายเป็นแบบนี้ นางทำใจยอมรับว่าตัวเองเป็นแม่มดดำไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะสังหารตัวเองอีกกี่ครั้ง...นางก็จะคืนชีพกลับมาอีกครา ไม่มีวันตาย แต่จะต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานไปตลอดกาล



“มนุษย์ทุกคนต่างก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อมากกว่าตายไป แต่สำหรับบางคน...การมีชีวิตอยู่อย่างทรมานมันเจ็บปวดยิ่งกว่าความตายหลายเท่านัก



ข้านิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย “หมายความว่า...พวกเจ้าจะถูกสาปด้วยสิ่งที่ทำให้ทุกข์ทรมานที่สุดงั้นหรือ



“ถูกต้อง



“แต่ข้าไม่เข้าใจ...แม่มดตนนั้นจะสาปพวกเจ้าไปทำไมกัน



“เพื่อเป็นทาสรับใช้ของนางไปตลอดกาลไง” เจฟฟ์ว่าด้วยรอยยิ้มขมขื่น เขาชี้ไปบนท้องฟ้าสีเทาหม่น “ข้ามีปีก...แต่จะไม่มีวันโบยบินทะลุผ่านกำแพงเวทมนตร์นั้นไปได้ เราทุกคน...ไม่สามารถออกไปจากป่านรกแห่งนี้ได้ เว้นเสียแต่จะถูกมนุษย์หน้าโง่อัญเชิญให้ออกไปเข่นฆ่าผู้คนในดินแดนของมัน



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็ได้แต่เม้มปากแน่น ข้อสงสัยต่างๆเริ่มถูกคลี่คลายทีละนิด ที่แท้เรื่องทั้งหมดก็เริ่มมาจากฝีมือของแม่มดดำตนหนึ่ง นางอัญเชิญเธนเดอร์รัสมากวาดล้างเข่นฆ่าผู้คนนับแสนในอาณาจักรข้า ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นบิดาข้าเอง อีกทั้งยังสาปพวกที่มีชีวิตเหลืออยู่ให้กลายเป็นปีศาจ ส่วนคนที่เหลือรอดมาได้น้อยนิดก็ถูกจับไปเป็นเชลยที่วอลธีเรีย ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นท่ามกลางความเกลียดชังอันโหดร้าย อีกทั้งต่อมาไม่นาน คนพวกนั้นก็ยังมาถูกฆ่าเพราะความงี่เง่าของข้าอีก จนในที่สุด...ข้าก็เหลืออยู่เพียงคนเดียว



แม่มดที่ว่านั่น...นางทำให้ข้าสูญเสียพ่อ สูญเสียบ้านเกิด กลายเป็นเด็กกำพร้าที่ต้องมาอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ปราศจากความรัก ทำให้ข้าต้องเติบโตขึ้นท่ามกลางสังคมที่โหดร้าย แทนที่ข้าจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในโลกที่สดใสเหมือนเด็กทั่วไป กลับต้องคอยเอาตัวรอดอยู่ตลอดเวลา ต้องหาเศษอาหารเน่าๆจากถังขยะมาประทังชีวิต แล้วยังคอยระแวงผู้ไม่หวังดีที่อยู่รอบกาย แม่มดดำตนนั้นเป็นคนทำให้โลกของข้ากลายเป็นสีดำมืดมิดมาตลอด เป็นผู้พรากชีวิตชาวเฮอร์เรนเดลผู้บริสุทธิ์ไปหลายแสน และพรากความสุขของคนที่เหลืออยู่อย่างไร้ปราณี



นางพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากข้า...



เมื่อครู่ข้าสงสัยว่าเหตุใดเจฟฟ์ถึงได้ดูพิศวาสแอปเปิ้ลที่อยู่ในย่ามของข้านัก จนถึงกับต้องขโมยมากินแล้วจ้องมองมันอย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้ แต่ตอนนี้...ข้าพอจะเข้าใจว่าอะไรทำให้เขาเป็นเช่นนี้ “...เจ้าไม่ได้กินอาหารมนุษย์มานานแล้วสินะ



“สิบเก้าปี...ตั้งแต่สมัยที่ศีรษะเจ้ายังมีขนาดเท่ากับกล้ามของเจ้าในวัยปัจจุบัน



ข้าหรี่ตาลงมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ “งั้น...พวกเจ้ากินอะไรตอนอยู่ในป่านี้



เจฟฟ์หันมาสบตากัน เขาฉีกยิ้มน่ากลัวจนน่าขนลุก สายตาของเขายังคงแข็งกระด้างเหมือนทุกครา “ในที่แห่งนี้ไม่มีอาหารหรอก...ฉะนั้นลองเดาดูสิว่าพวกเรากินอะไรเพื่อประทังความหิว



ข้าเม้มปากอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อนึกบางอย่างออก “...พวกเจ้าต้องฆ่ากันเอง เพื่อนำอีกฝ่ายมาเป็นอาหารงั้นเหรอ



“อ่า...นั่นก็ใช่ มีปีศาจบางประเภทที่ร่างกายจะไม่บุบสลายกลายเป็นควันสีดำ เจ้าพวกนี้จะเป็นอาหารอันโอชะของเรา แต่ส่วนใหญ่พวกเราจะไม่เน้นเข่นฆ่ากันหรอก แต่จะมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กันเพื่อตัดอวัยวะของอีกฝ่ายมาเป็นอาหารเสียมากกว่า” เจฟฟ์ยกแขนตัวเองขึ้นมาชูให้ดู



“ข้าเคยถูกตัดแขนข้างนี้ รวมทั้งเคยถูกตัดหน้าแข้งไปทั้งสองข้าง และใบหูข้างซ้ายก็เคยถูกกัดจนขาดสะบั้น แต่คงเป็นโชคดีของข้ากระมังที่มีพลังในการรักษาร่างกายให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ จึงไม่พิการและไม่มีแผลเน่าเหวอะหวะเหมือนปีศาจตนอื่นๆ



แม้ว่าเจ้าตัวจะเล่าด้วยสีหน้าและนํ้าเสียงขึงขังตามปกติราวกับนี่เป็นเรื่องทั่วไป ทว่าเสี้ยววินาทีหนึ่งข้ามองเห็นความโศก ความทุกข์และความโกรธแค้นที่ซ่อนไว้ในนัยน์ตาสีแดง และนั่นก็ทำให้ข้าเม้มปากแน่นเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่าง



ข้าคิดมาตลอดว่าตัวเองอาจเป็นคนชะตาอาภัพที่สุด...หากแต่เหล่าปีศาจในป่ามรณะต่างก็มีชีวิตที่ยากลำบากไม่ต่างจากข้าเลย หนำซํ้าอาจจะทุกข์ทรมานกว่าข้าหลายเท่าด้วยซํ้าไป เพราะอย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ถูกสาปให้ต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดทรมาน ไม่ต้องดิ้นรนถึงขนาดที่ต้องเข่นฆ่าผู้อื่นเพื่อนำอวัยวะมาเป็นอาหารประทังชีวิต ไม่ได้ถูกขังไว้ในป่าสุดหลอนอันหนาวเหน็บที่เต็มไปด้วยความมืดมิดหดหู่ใจ อย่างน้อยข้าก็มีมารดาเป็นแสงสว่างในชีวิต แต่ปีศาจเหล่านี้กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปโดยปราศจากความหวัง ทั้งยังต้องเป็นทาสรับใช้ของคนที่เกลียดที่สุดไปตลอดกาลอีก



ถึงจะแอบรู้สึกเห็นใจ แต่ข้าก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มมุมปากแล้วบอกไปว่า “..นึกว่าพวกเจ้าจะกินเป็นแต่เนื้อมนุษย์เสียอีก



เจฟฟ์เลิกคิ้วใส่ด้วยสายตาเย็นชา “พูดแบบนี้อยากเป็นอาหารให้ข้างั้นหรือ ดีเหมือนกัน สองปีมาแล้วที่ข้าไม่ได้กินเนื้อมนุษย์



“หึ...หากเจ้าจะกินข้า ก็คงจะกินไปตั้งแต่ตอนที่ข้าหมดสติอยู่ในกระท่อมแม่มดแล้ว ไม่มารักษาข้าแถมยังมาคุยด้วยแบบนี้หรอก



สบายใจเถอะ...ในป่านี้ไม่มีใครอยากสังหารชาวเฮอร์เรนเดลคนสุดท้ายอย่างเจ้าหรอก มีเจ้าเพียงคนเดียวที่จะสามารถสืบทอดสายเลือดของอาณาจักรเราให้คงอยู่ต่อไป” เขานิ่งไปสักพัก ก่อนจะขมวดคิ้วนิดๆแล้วแก้คำพูดของตัวเอง “จะพูดว่าเจ้าเป็นชาวเฮอร์เรนเดลคนสุดท้ายก็คงไม่ถูกนัก...แต่เป็นเฮอร์เรนเดลคนสุดท้ายที่ยังเป็นมนุษย์อยู่เสียมากกว่า



ข้าขมวดคิ้แน่น หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าแทบไม่เป็นอันตรายเลยยามอยู่ในป่านี้? เพราะมันชัดเจนตั้งแต่ตอนที่ข้ากับทราวิสแยกจากกันแล้ว ว่าข้าแทบไม่เจออะไรเลยในขณะที่ทราวิสกลับถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้ง จนกลายเป็นว่าหากเจ้าตัวไม่อยู่ใกล้ๆข้าไว้ก็จะตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ



แต่กระนั้นคำพูดของเจฟฟ์ก็ทำให้ข้าแอบยิ้มเล็กๆในใจ ถึงแม้มันจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสำหรับคนอื่นเท่าใดนัก...แต่การได้รับรู้ว่ายังมีคนจากอาณาจักรเดียวกันหลงเหลืออยู่ อีกทั้งพวกเขายังไม่คิดปองร้ายข้า เพียงเท่านี้ก็ทำให้หัวใจข้าพองโตขึ้นมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ



นานๆทีข้าจะได้เจอกับผู้ที่เป็นไมตรีต่อข้า หรือก็คือคนที่ไม่คิดจะฆ่าข้าตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งจำนวนของคนพวกนั้นก็นับได้ไม่เกินสิบนิ้ว แต่ตอนนี้ข้ากลับได้เจอคนเหล่านั้นถึงหลายพันคนเลยทีเดียว



ดีจัง มีคนไม่รังเกียจข้าเพิ่มมาอีกแล้ว..



ข้าเหลือบมองทราวิสที่กำลังเล่นอยู่กับอลิซาเบธด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนกลับมามองคนข้างๆอีกครั้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป “เจ้าบอกว่าแม่มดดำตนหนึ่งเป็นผู้ที่ทำให้อาณาจักรเราล่มสลาย เป็นผู้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเรา แต่ข้าไม่เข้าใจ...ทำไมนางต้องทำกับพวกเราถึงขนาดนี้ด้วย



“เหตุผลง่ายๆ เดิมทีนางเกลียดพวกเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งกษัตริย์โนแอลแห่งวอลธีเรียมาขอให้ช่วยถล่มเฮอร์เรนเดลอีก ก็ไม่ต่างอะไรจากการจ้างลิงให้กินกล้วย เพราะมันเข้าทางนางอยู่แล้ว



ข้านำเรื่องทั้งหมดที่เจฟฟ์เล่าให้ฟังมาร้อยต่อกัน คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆไปเรื่อย จนสุดท้ายก็มาถึงคำถามสำคัญที่สุด “นาง...เป็นใคร



เจฟฟ์เหมือนจะรอให้ข้าถามคำถามนี้อยู่แล้ว เจ้าตัวยกมุมปากขึ้นนิดๆอย่างเย้ยหยัน “ผู้ที่เกลียดเราได้มากขนาดนี้...แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากพวกแมลงสาบวอลธีเรียเหล่านั้น และแม่มดตนนี้ก็สืบสายเลือดราชวงศ์ของอาณาจักรนั้นโดยตรง



ข้าเบิกตาโพลง แม้จะคาดเดาไว้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นความจริง “เจ้าหญิงเทียร่าจริงๆน่ะเหรอ...



“อย่า...ได้บังอาจเอ่ยชื่อนั้น” อีกฝ่ายว่าเสียงแข็ง ทว่าข้ากลับต้องขมวดคิ้วในความไม่สมเหตุสมผลนี้



“แต่เมื่อสิบเก้าปีก่อน องค์หญิงทรงมีพระชนมายุเพียงแค่หนึ่งพรรษา แค่จะหัดเดินยังทำไม่ได้เลยด้วยซํ้า แล้วนางจะเป็นแม่มดที่ว่านั่นได้อย่างไรกัน



“ลืมอะไรไปหรือเปล่าเจเดน..” เจฟฟ์บิดยิ้มอย่างชั่วร้าย “เทียร่าหายสาบสูญไปจากอาณาจักรนั้นอย่างปริศนาเมื่อห้าปีก่อน...เจ้าคิดว่านางหายไปไหนล่ะ



ดวงตาสีเขียวตวัดไปมองน้องชายแท้ๆของผู้ถูกกล่าวถึง ทราวิสกำลังนอนเกลือกกลิ้งกับอลิซาเบธอยู่บนพื้นอย่างสนุกสนานเริงร่า และภาพนั้นก็ทำให้ข้าเม้มปากแน่น “แต่...ทราวิสบอกว่านางตายไปแล้ว



“และเจ้าก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นความจริง



ข้าปิดเปลือกตาลงพร้อมถอนหายใจยาวออกมา มือยกขึ้นมานวดหัวคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเหมือนสมองทำงานหนัก “ข้าก็แค่คิดว่ามันอาจมีเงื่อนงำมากกว่านั้น เพราะหากนางมีมนตร์ดำจริงก็คงไม่ตายง่ายๆ..



“ข้าบอกใบ้ให้เจ้าไปหมดแล้ว” เจฟฟ์หันกลับไปจดจ่ออยู่กับการกินแอปเปิ้ลต่ออย่างสบายใจ แม้ว่าสีหน้าของเขาจะยังคงดูเหมือนคนกำลังโมโหอยู่ตลอดเวลาก็ตามที “คิดเอาเองว่าความจริงคืออะไรกันแน่



ข้าได้แต่สูดหายใจเข้าเต็มปอดทางจมูก แล้วพ่นออกมาเป็นควันสีขาวในอากาศพร้อมยกแขนขึ้นมากอดอก คิ้วขมวดหากันแน่นอย่างพยายามครุ่นคิดให้ถี่ถ้วนอยู่นานสองนาน เราต่างเงียบไปครู่หนึ่งจนกระทั่งข้าเอ่ยขึ้นมา “..นางหายสาบสูญไปอย่างปริศนา และเจ้าก็บอกว่านางเป็นแม่มดที่ทำให้เฮอร์เรนเดลล่มสลาย



“.............



“หรือว่าสาเหตุที่นางหายตัวไป...ก็เป็นเพราะนางถูกมนตร์ดำครอบงำทั้งร่างกายและจิตใจ จึงใช้คาถาย้อนเวลากลับไปสิบเก้าปีก่อนเพื่อร่วมมือกับบิดาในการกวาดล้างอาณาจักรเฮอร์เรนเดล?



“วิเคราะห์เป็นเหมือนกันนี่” เจฟฟ์ยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ชาววอลธีเรียแทบทุกคนเกลียดพวกเราก็จริง...แต่ไม่มีใครเกลียดเราเกินไปกว่าครอบครัวราชวงศ์ของพวกมันอีกแล้ว



ข้าเหล่ตาไปมองทราวิสที่ไม่ได้ยินบทสนทนาของเราแม้แต่นิด ก่อนกระแอมไอเล็กน้อย “..แต่อย่างน้อยองค์ชายเนวิลล์กับทราวิสก็ไม่ได้รังเกียจเรานะ



“ตัวตนที่แท้จริงขององค์ชายทราวิสเป็นยังไง...เจ้าน่าจะรู้ดีที่สุดไม่ใช่หรือ แท้จริงเขาไม่ใช่คนน่ารักที่ตกหลุมรักเจ้าคนนี้หรอกนะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเหมือนจงใจกรีดแทงข้าด้วยคำพูดนั้น “ส่วนองค์ชายเนวิลล์...รายนั้นเป็นถึงว่าที่กษัตริย์ แน่นอนว่าต้องสร้างภาพเป็นคนดีเลิศเลอให้ประชาชนรักอยู่แล้ว เขาก็มีจิตใจตํ่าตมไม่ต่างอะไรจากบิดาและน้องๆหรอก



ข้าหรี่ตาลงทว่าไม่ได้เถียงหรือตอบอะไรกลับไป เลือกที่จะไปมองทราวิสที่กำลังคุยเล่นกับอลิซาเบธแทน เป็นภาพที่เจริญหูเจริญตากว่าการมองปีศาจหน้าบึ้งถมึงทึงนี่หลายเท่านัก



ถึงแม้ข้าจะรู้อยู่แก่ใจว่าทราวิสในตอนนี้เป็นเพียงแค่คนที่โดนฤทธิ์ยาบางอย่างจนกลายเป็นคนแบบนี้ แต่กระนั้นสายตาของเขาก็ดูจริงใจเกินกว่าที่ข้าจะคิดว่ามันเป็นเพียงเพราะฤทธิ์ของยา



แม้เราจะรู้จักกันมานานสามปี และก็ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่ทำตัวเป็นอันธพาลมาหาเรื่องข้า แต่ข้าก็ไม่เชื่อหรอก...ว่าตัวตนที่แท้จริงของทราวิสจะเป็นคนเลวไปเสียหมด เพราะเราทุกคนต่างก็มีด้านดีและด้านชั่วเป็นของตัวเอง เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน แค่เพราะด้านที่เราเห็นมันไม่ดี...ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกด้านหนึ่งจะแย่เสมอไป



แต่น่าเศร้านัก...ที่มนุษย์มักตัดสินคนจากการมองเพียงด้านเดียว



ข้าถอนหายใจอีกครา “..นี่สินะเรื่องที่เจ้าต้องการคุยกับข้าเป็นการส่วนตัว



“ใช่



“องค์หญิงเทียร่า...ตอนนี้นางอยู่ไหน



“นางสมรสกับลอร์ดวาเลอเรียส ผู้เปรียบเสมือนราชาของเผ่าปีศาจที่แท้จริง ทั้งสองอาศัยอยู่ในปราสาทซึ่งตั้งอยู่ก่อนถึงทะเลโลหิตพอดี



ข้าเลิกคิ้วขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงชะตากรรมตัวเอง “หากข้าจะไปเฮอร์เรนเดล...ก็ต้องผ่านนางไปก่อนงั้นเหรอ



“ต้องฆ่านางก่อนเสียมากกว่า...เพราะนางไม่ยอมให้เจ้าไปหาแม่ง่ายๆแน่” เจฟฟ์สบตากับข้าด้วยสายตาจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “..นางเป็นคนจับแม่เจ้าไปขังไว้ในเฮอร์เรนเดล



ประโยคนี้ทำเอาข้าเบิกตาโพลงถึงขีดสุด งั้นสิ่งที่ข้าเห็นในฝันครั้งนั้น...ก็เป็นความจริงน่ะสิ



ดวงตาสีแดงฉานของเจฟฟ์ที่มองมาอ่อนลงเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าเจ้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาโดยตลอด...แต่พึงรู้ไว้ว่าซาฟีร่าไม่ได้อยากทิ้งเจ้าไว้ที่นั่นตามลำพังเลยแม้แต่น้อย เจ้าเป็นแก้วตาดวงใจของนาง เป็นสิ่งมีค่าสุดท้ายที่นางเหลืออยู่ และหากนางไม่ยอมทิ้งเจ้าไปแต่โดยดี...เทียร่าก็จะตามมาสังหารเจ้า



ข้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าแบบไหน เหมือนร่างกายมันชาไปทั้งตัว ก้อนบางอย่างมาจุกไว้ในคอจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อยู่นานสองนาน ผู้คนต่างรํ่าลือกันว่าแม่ทิ้งข้าไปมีชู้ บ้างก็กล่าวว่านางจากไปเพราะคิดว่าข้าเป็นภาระ หรือบางคนก็คิดว่านางไม่สามารถทนอยู่อย่างยากลำบากในวอลธีเรียได้อีกต่อไป



ทั้งที่ความจริงแล้ว...สาเหตุที่นางทิ้งข้าไปก็เพราะถูกเทียร่าบังคับ และเพื่อไม่ให้ชีวิตข้าต้องตกอยู่ในอันตราย นางจึงต้องจำใจยอมไปถูกกักขังทรมานไว้ที่เฮอร์เรนเดลแต่โดยดี



มือหนากำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว แววตาของข้าเรียบนิ่งเลือนลอยเหมือนคนไร้สติ พูดออกมาได้เพียงแค่คำว่า “นาง...พรากท่านแม่ไปจากข้า พรากโลกทั้งใบไปจากข้า..



“โอ๊ย!!



ทว่าสติของข้ากลับเข้าร่างทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องนั้น ทราวิสกำลังนั่งกุมแขนขวาของตัวเองไว้ด้วยสีหน้าเจ็บปวด ซึ่งเมื่อข้าเห็นเช่นนั้นก็แทบจะกระโดดเข้าไปหาเขาทันที “ทราวิส!!



ข้าทรุดตัวลงนั่งข้างร่างโปร่งที่สั่นเทา สายตากวาดมองอักขระที่แขนของเขาแล้วหันไปมองหน้าทราวิสอย่างเป็นห่วง “เจ็บอีกแล้วหรอ



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ตวัดขึ้นมามองอย่างออดอ้อน ฝ่ามือเรียวแตะลงบนแก้มข้าพร้อมเบะปากลง “ที่รัก ข้าเจ็บมากเลย~



ข้าหรี่ตาลงทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น สายตากวาดมองร่างกายของอีกฝ่ายอีกครั้งอย่างพิจารณา ก่อนจะปัดมืออีกฝ่ายออกแล้วตบหัวเขาแถมไปให้หนึ่งที



“โอ๊ย! เจ็บนะ!!



“แล้วเจ้าจะแกล้งเจ็บทำไมกันเล่า!? ตกใจหมด!” ข้าก็นึกว่าอาการเขามันกลับมากำเริบอีกครั้ง ไหนจะมนตร์ดำของเอเวอร์ลีนในร่างกายเขาที่อาจยังไม่หายไปนั่นอีก มันน่าโมโหนักที่ทราวิสมาหลอกข้าด้วยเรื่องแบบนี้ คงไม่รู้ตัวเลยว่าทำให้ข้าเป็นห่วงแทบบ้าขนาดไหน



แต่แน่นอนว่าข้าก็ไม่ได้ต้องการจะแสดงมันออกไปให้เขาได้รับรู้..



ทราวิสยู่ปากลงพลางใช้สายตาลูกแมวช้อนมองข้าอีกครั้ง “ข้าเห็นว่าพวกเจ้าคุยกันนานแล้ว...ก็เลยอยากได้รับความสนใจจากเจ้าบ้าง



ข้าได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ แอบลอบยิ้มในใจแต่ก็มิวายดีดหน้าผากของอีกฝ่ายไปเบาๆ “ทำตัวเป็นลูกหมาเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของไปได้..



“โฮ่ง!!



พูดถึงหมา หมาก็มา...



ข้ารีบดีดตัวลุกถอยห่างจากทราวิสมายืนข้างเจฟฟ์ทันที ปล่อยให้อลิซาเบธได้คลอเคลียกับทราวิสอย่างเต็มที่ ก่อนจะกระแอมไออย่างกระอักกระอ่วน “..ถ้าไม่อยากให้ข้าตัดหัวไอ้หมาบ้านี่ ก็รีบเอามันออกไปไกลๆซะ



ทว่าทราวิสกลับเมินคำพูดนั้นไปโดยสิ้นเชิง เขาหรี่ตามองภูตหน้าบึ้งตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ไว้ใจ “เห็นพวกเจ้าคุยกันมาครู่ใหญ่แล้ว...อย่าบอกนะว่าเจ้าตกหลุมรักเจเดนจ๋าของข้าแล้วนะ



เจฟฟ์ทำหน้าเหมือนจะสำลักอากาศตาย ดวงตาสีแดงเลือดปรายมองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม “ใครมันจะไปมีรสนิยมทางเพศตํ่าช้าเช่นเจ้ากัน!?



“ถึงมันจะตํ่าช้า แต่ข้าก็กล้าพูดว่ามันคือรักแท้ เป็นรักที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย และเป็นรักที่คนอย่างเจ้าจะไม่มีวันได้รู้จัก!



“งั้นก็ดี เพราะข้ารังเกียจความรัก และก็ไม่ได้โหยหามันจนดูไร้ค่าแบบเจ้า!



“พอซะที!!” ข้าพูดตัดบททั้งสองคน ก่อนหันไปหาคนผมบลอนด์ที่กำลังกะพริบตาปริบๆ “อย่ามัวแต่ลีลา เราต้องรีบเดินทางต่อ



“โอเค!



“...โดยมีเจฟฟ์ไปกับเราด้วย



ทราวิสลุกขึ้นมาแล้วเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะทำหน้าถมึงทึงทันที “ไม่!!! ข้าไม่อนุญาต!!



“ข้าตัดสินใจไว้นานแล้วทราวิส” ข้าพรูลมหายใจออกมา “มีเหตุผลหน่อย หมอนี่เป็นคนถิ่นนี้ รู้จักและชำนาญเส้นทางกว่าเราหลายเท่านัก อีกทั้งยังสามารถรักษาบาดแผลให้ได้ด้วย การมีเขาไปด้วยย่อมดีกว่ามีเราแค่สองคนอยู่แล้ว



“แต่ข้าไม่ไว้ใจมัน และเหม็นหน้าบึ้งๆอันไม่เจริญหูเจริญตาของมันด้วย!” เจ้าตัวหันไปตวาดใส่เจฟฟ์อย่างกราดเกรี้ยว “ไหนจะการที่มันจะกลายเป็นก้างขวางคอของพวกเราอีก ข้าไม่ยอมให้ช่วงเวลาโรแมนติกของเราสองคนต้องมาถูกขัดจังหวะหรอกนะ คนไร้ประโยชน์เช่นนี้ พาไปด้วยก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง!



“..จะบอกอะไรให้นะไอ้หนู” เจฟฟ์ปาเศษลูกแอปเปิ้ลทิ้งแล้วบิดยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ข้าเป็นหนึ่งในปีศาจที่มีพลังหลากหลายที่สุด สามารถกลายร่างเป็นสิ่งใดก็ได้ มีมนตร์ที่สามารถอ่านใจคนได้ มีพลังรักษาบาดแผลได้ และยังสามารถทำนายอนาคตได้อีกด้วย คนที่ไร้ประโยชน์และเป็นตัวถ่วง...น่าจะเป็นเจ้ามากกว่านะ ว่าไหม?



ทราวิสเลือกที่จะไม่สนใจคำถามนั้น เขาหรี่ตาเบ้ปากลงพลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูก “เจ้าบอกว่าทำนายได้? งั้นช่วยทำนายอนาคตของข้ามาหน่อยสิ



ผู้เป็นปีศาจเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่ดวงตาสีแดงฉานจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นในพริบตา “..ตัวเจ้านั้นไม่เคยมีความสุขที่แท้จริง ได้แต่จมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดที่มีต่อคนที่รักสุดหัวใจ เป็นคนที่เผชิญความทุกข์มาตลอดโดยที่คนอื่นไม่เคยรับรู้ แต่ในท้ายที่สุด...เจ้าก็จะได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการมากที่สุดในชีวิต



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ของทราวิสเบิกโพลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาแน่นิ่งไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะปรายตามองข้าเล็กน้อยแล้วรีบหันใบหน้าไปทางอื่นทันที เจ้าตัวกระแอมไออย่างกระอักกระอ่วนจนน่าสงสัย “คำทำนายที่ฟังดูสวยหรูแบบนั้น...แม้แต่หมอดูข้างถนนยังทำได้ แล้วมันจะน่าเชื่อถือได้อย่างไรกัน



“เข้าใจผิดแล้ว...คำทำนายไม่ได้สวยหรูแบบนั้นสำหรับทุกคนไปเสียหมดหรอก อย่างเช่น..” ดวงตาสีเทาพายุของเจฟฟ์เคลื่อนมามองข้าด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก ก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยนํ้าเสียงหนักแน่น



“เจเดน เกรโนเวอร์ โปรดจำคำพูดของข้าเอาไว้ให้ดี ระหว่างคนสองคนที่เจ้ารักที่สุดในโลก...เจ้ามีชะตากรรมที่จะต้องสังหารพวกเขาคนใดคนหนึ่ง





Loading...35%





“ไร้สาระ!” ทราวิสตวาดใส่ปีศาจหน้าบูดทันทีอย่างไม่พอใจ เขาถลึงตาพร้อมชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาแข็งกร้าว “อย่านำคำพูดซี้ซั้วเช่นนั้นมาหลอกกันเสียให้ยาก



เจฟฟ์ทำเพียงหัวเราะในลำคอ “ซี้ซั้วหรือไม่...เจ้าก็จะได้รับรู้ในเร็วๆนี้แหละ



ข้าเพิ่งจะสังเกตว่าเจฟฟ์เลิกใช้คำราชาศัพท์กับทราวิสแล้ว ซึ่งก็ดีไปอีกแบบเพราะเจ้าตัวดูแสลงปากเหลือเกินที่ต้องใช้ถ้อยคำให้เกียรติทราวิสตลอด



“ไอ้หมาหน้าบูด! หากไม่ติดว่าข้าเจ็บมืออยู่ จะใช้เจวิสตัดลิ้นเน่าๆของเจ้าออกซะ!



เจฟฟ์บิดยิ้มมุมปากอย่างไม่น่าไว้ใจ “เจวิสงั้นเหรอ? หึ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ...ว่าที่มาของชื่อดาบเล่มนั้นมัน



“หยุดพูดเดี๋ยวนี้!!



ทั้งสองคนยังคงเอาแต่เถียงเรื่องไร้สาระกันต่อไปอย่างไม่รู้จบ ทว่าข้ากลับไม่ได้ยินเสียงพวกเขาหรือเสียงรอบข้างใดๆอีกแล้ว คิ้วหนาขมวดน้อยๆให้กับคำพูดก่อนหน้านี้ของเจฟฟ์ที่กำลังดังก้องอยู่ในหัว



คนสองคนที่ข้ารักมากที่สุดงั้นเหรอ..



'เปรี้ยง!!'



เสียงฟ้าผ่าทำให้สติข้าที่กำลังเตลิดไปไกลกลับเข้าร่างอีกครั้งในบัดดล เช่นเดียวกับเจฟฟ์และทราวิสที่เงียบไปทันทีเช่นกัน ก่อนที่หยาดนํ้าเย็นๆจะร่วงหล่นลงมากระทบหน้าผากข้าจนรู้สึกเจ็บ ข้าเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนพบว่าสายฝนกำลังโปรยรายลงมาจากท้องฟ้าเป็นสาย จากที่โปรยลงมาทีละนิดก็เริ่มเพิ่มระดับความแรงขึ้นจนร่างกายของเราสามคนเปียกโชก ท้องฟ้าสีเทาหม่นส่องแสงวิบวับเมื่อเกิดฟ้าแลบอยู่เป็นระยะ



ข้าขมวดคิ้ว “ป่านี้มีฤดูฝนด้วยรึ



“จะให้มีแต่อากาศหนาวอย่างเดียวก็ไม่สนุกสิ จริงไหม” ปีศาจหน้าบึ้งว่าพร้อมถอนหายใจ “ตกลงจะเดินทางไปกันได้หรือยัง ข้าเหนื่อยที่จะต้องคุยกับพวกเจ้าแล้ว



“ใครชวนให้เจ้าไปกับเราไม่ทราบ!?



“พอเถอะทราวิส” ข้าเอ่ยอย่างปลงๆด้วยสีหน้าสุดระอา ก่อนยกมือขึ้นมาเสยผมที่เปียกโชกขึ้นไปแล้วเดินไปหยิบกระบอกธนูขึ้นมาสะพาย “ไม่งั้นก็ยกเลิกสัญญาหนึ่งวันหนึ่งจูบของเจ้าไปได้เลย



อีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตาค้างพร้อมยกมือขึ้นมาปิดปากทันที เขาเบ้ปากเล็กน้อยพลางบ่นกับตัวเองเสียงอู้อี้ “ใจร้ายชะมัด เดี๋ยวก็จับข่มขืนซะเลยนี่..



“..องค์ชายทราวิส



“ก็ได้! ข้าจะไม่คิดอกุศลอีกแล้ว! ได้โปรดอย่าเรียกข้าด้วยสรรพนามที่ห่างเหินแบบนั้นเลย” เจ้าตัวโวยวายใหญ่โตในบัดดลทันทีหลังจากที่ได้ยินนํ้าเสียงแข็งกร้าวของข้าไป ท่าทางเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆของเขาทำเอาเจฟฟ์เบ้หน้าอีกครั้ง แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บอาการรังเกียจนั่นไว้แล้วเอ่ยขึ้น



หากพวกเจ้าสนใจจะร่นระยะเวลาในการจะไปเฮอร์เรนเดล ข้ารู้จักทางลัดที่จะไปถึงที่นั่น



“ทางลัดงั้นเหรอ..” ข้าขมวดคิ้วมุ่น “ขึ้นชื่อว่าทางลัด มันก็ต้องอันตรายกว่าเส้นทางปกติที่ใช้สัญจรอยู่แล้วใช่ไหม



“ในป่าแห่งนี้ ย่อมไม่มีที่ไหนไม่ปลอดภัย” เขาเลื่อนสายตามามองทราวิสด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก ก่อนต่อประโยคให้ครบถ้วนสมบูรณ์ “...สำหรับชาววอลธีเรีย



ทราวิสนิ่งงันไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ครั้งนี้เขาไม่เถียง กลับทำเพียงจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า เมื่อเห็นเช่นนั้นเจฟฟ์ก็หันมามองข้าแทน “ตกลงจะไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเจ้า



“.............” ทราวิสสบตากับข้า เขาส่ายหน้าไปมาเป็นเชิงไม่เห็นด้วย ทว่าในแววตาคู่นั้นก็บ่งบอกว่าเขาพร้อมที่จะเคารพการตัดสินใจของข้าเสมอ ข้ามองหน้าทราวิสสลับกับปีศาจหน้าบึ้ง แล้วคำพูดของเจฟฟ์ก็ลอยเข้ามาในหัว



'ตอนนี้แม่เจ้ากำลังตกที่นั่งลำบาก...หนักหนาสาหัสเลยทีเดียว'



และนั่นก็ทำให้ข้าตอบกลับไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด



“นำทางไปสิ















วันต่อมา..



เราสามคนเดินทางมาโดยแทบไม่ได้หยุดพัก ระหว่างทางก็เจออุปสรรคนั่นนี่เล็กน้อยชนิดพอหอมปากหอมคอ จนถึงบัดนี้ก็ยังคงเดินทางกันอยู่ ตอนนี้เจฟฟ์กลับมาอยู่ในร่างภูตตัวจิ๋วอีกครั้ง ปีกสีดำที่กระพือไปมาเหมือนผีเสื้อพาร่างของเขาบินไปอย่างสบายใจ ในขณะที่ข้ากับทราวิสได้แต่เดินขาลากจนเริ่มเมื่อยล้า



สายฝนที่ไม่ได้แผ่วเบาลงเลยตั้งแต่เมื่อวานก็ยังคงตกอยู่อย่างนั้น เม็ดฝนหยดแล้วหยดเล่าไหลผ่านกรอบหน้าก่อนจะร่วงหยดลงพื้น นํ้าฝนจำนวนมากเข้ามาเต็มรองเท้าบูทข้าจนรู้สึกอัดอัด ผืนฟ้าสีหม่นยังคงส่งเสียงร้องโครมครามเป็นระยะ กลุ่มเมฆขนาดมหึมาลอยมาบดบังแสงที่มีอยู่น้อยนิดจนหายไปทั้งหมด สายฝนที่โหมหระหนํ่าลงมาชะล้างหน้าดินจนมันชื้นแฉะไปหมด กลิ่นไอดินผสมไอฝนตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ท้องฟ้าส่องแสงวิบวับเป็นระยะจากปรากฏกาณ์ฟ้าแลบ ราวกับเป็นการเตือนว่าฟ้าอาจผ่าลงมาอีกในไม่ช้านี้



ช่างเป็นบรรยากาศดูน่ารื่นรมย์มีสีสันเสียเหลือเกิน โอ้เย่



“เจเดน!!!



ทราวิสกระชากข้อมือข้าอย่างสุดแรงจนร่างเซถลาไปตามแรงดึง พื้นดินที่ลื่นและชื้นแฉะกว่าปกติทำเอาข้าเกือบล้ม ทว่าทราวิสก็รีบโยนอลิซาเบธลงแล้วคว้าร่างของข้าไว้ได้ทันเวลา จากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีต่อมาก็มีแสงสว่างวูบวาบพุ่งลงมาจากท้องฟ้าสู่พื้นดิน



'เปรี้ยง!!!!!!'



ดวงตาสีเขียวที่เบิกโพลงของข้าสะท้อนภาพสายฟ้าที่ผ่าลงมาใส่ต้นไม้ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอย่างรุนแรง เสียงของประจุไฟฟ้าที่ฟาดลงมาบนพื้นโลกดังกึกก้องทรงพลังจนต้องสะดุ้งโหยง พื้นดินสั่นไหวไปทั่วบริเวณจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ต้นไม้สีทมิฬต้นนั้นส่งเสียงหวีดร้องแหลมบาดแก้วหูด้วยความเจ็บทรมานอย่างน่าสยดสยอง ลำต้นของมันจากที่เป็นสีดำอยู่แล้วกลับไหม้เกรียมเข้าไปอีก ไฟลุกไหม้ไปทั่วทุกกิ่งก้านที่มีรูปร่างคดเคี้ยวพิสดาร ควันสีเทาลอยกรุ่นขึ้นมาจากลำต้นก่อนจะถูกพัดไปตามแรงลม



เมื่อครู่หากทราวิสไม่กระชากข้าออกมา...ข้าคงโดนฟ้าผ่าตายไปพร้อมๆกับต้นไม้ต้นนี้แล้ว



โลหิตสีแดงฉานมากมายไหลรินออกมาจากลำต้นลงสู่พื้นดิน เสี้ยววินาทีหนึ่งข้ามองเห็นร่างของชายชราผมยาวที่กำลังเจ็บปวดทรมานซ้อนทับขึ้นมาบนต้นไม้นั้น



อย่างที่เจฟฟ์ว่าไว้...เขาเคยเป็นมนุษย์มาก่อน



“เจ้า...ไม่เป็นไรใช่ไหม” ทราวิสถามข้าที่ยังคงมองต้นไม้สิ้นชีพอย่างไม่วางตา ข้าจึงหันกลับมาสบตากับดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ที่มองมาอย่างเป็นห่วง ก่อนส่ายหน้ากลับไปเป็นคำตอบ



“ไม่เป็นไร..” เม้มปากสักพักอย่างประหม่า ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำในใจออกไป “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า



ได้ยินเช่นนั้นเจ้าตัวก็ระบายยิ้มออกมาบางเบา “มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว จะให้เจ้าเป็นฝ่ายปกป้องข้าคนเดียวได้อย่างไรกัน



ข้าหันกลับไปมองที่บริเวณต้นไม้ต้นเดิม พบว่าเจฟฟ์บินเข้าไปใกล้บริเวณนั้น เขามองมันด้วยสายตาว่างเปล่าด้วยสีหน้าแบบเดิมๆ ก่อนจะใช้ฝ่ามือเล็กจิ๋วตักเลือดที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมา “จำไว้ว่าปีศาจที่มีเลือดสีแดงแบบนี้...เป็นปีศาจชั้นทาส เมื่อตายไปแล้วจะไม่มีโอกาสได้คืนชีพขึ้นมาใหม่อีก” ว่าจบก็รีบซดเลือดในฝ่ามือก่อนที่ฝนจะมาชะล้างมันออกไป เจฟฟ์ดูดนิ้วที่ชุ่มเลือดไปมาอย่างเร็ดอร่อยราวกับเป็นอาหารชั้นเลิศ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันมาเลิกคิ้วใส่ข้ากับทราวิสที่กำลังมีสีหน้าขยะแขยงแขยง “ลองชิมดูไหม อร่อยนะ



“ไม่ล่ะ ของดีๆแบบนั้นเจ้าควรเก็บไว้กินเอง” ว่าจบข้าก็เงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้าที่ยังคงส่งเสียงโครมครามก้องปฐพี พบว่ามีสายฟ้าที่กำลังปะทุไปมาภายในก้อนเมฆ ราวกับมันกำลังจะผ่าลงมาอีกหลายครั้ง



แต่แล้วคิ้วหนากลับต้องย่นชิดติดกันอีกครั้ง เมื่อชั่ววินาทีหนึ่งข้ามองเห็นใบหน้าบนท้องฟ้า มีดวงตาเรียวรีสองข้างที่ขาวโพลนทั้งดวงขนาดใหญ่ และริมฝีปากที่อ้าออกกว้างราวกับกำลังร้องคำรามคล้ายอสุรกาย ตอนแรกข้าก็คิดว่าคงตาฝาดไป จนกระทั่งมันปรากฎขึ้นบนผืนฟ้าอีกครั้งอย่างชัดเจน



“ทราวิส เจฟฟ์..” ข้าเรียกอีกสองคนเสียงนิ่ง “ข้าว่ามันแปลกๆ



'เปรี้ยง!!!!! เปรี้ยง!!!!!'



คราวนี้ข้าเห็นชัดๆกับตาตัวเอง ว่าสายฟ้าถูกผ่าลงมาจากดวงตาคู่ยักษ์นั้น และในทุกๆครั้งก็คล้ายกับว่ามันจงใจปล่อยสายฟ้าใส่ข้าโดยตรง...เหมือนกับครั้งนี้ที่ฟ้าผ่าลงมาถึงสองครั้งติดๆกันในบริเวณที่ห่างจากข้าไปเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น



ข้ารีบออกห่างบริเวณที่มอดไหม้จากการโดนฟ้าผ่า ทราวิสรีบจับมือข้าไว้แน่น เขากวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวงพร้อมกับลูบหลังมือข้าไปมา “เจเดน...ข้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเลย



ทว่าไม่ทันที่ข้าจะได้ตอบกลับไป เสียงฟ้าลั่นโครมครามก็ทำให้เราเงยหน้าขึ้นไปมองฟ้าอีกครั้ง ทราวิสเบิกตาโพลงเมื่อได้เห็นดวงตาเรียวรีขนาดยักษ์ที่กำลังมองลงมายังพื้นโลก ก่อนที่มันจะอ้าปากออกกว้าง



“มนุษย์.. นํ้าเสียงที่แสนจะทรงพลังไม่ต่างจากฟ้าผ่าดังกึกก้องไปทั่วบริเวณยามที่ปากขนาดมหึมานั่นขยับไปมา ข้ากับทราวิสเบิกตาโพลงถึงขีดสุดอย่างไม่เชื่อสายตา กระทั่งอลิซาเบธยังกลัวตัวสั่นจนต้องรีบมุดไปซ่อนตัวอยู่ในชายชุดคลุมของทราวิส ข้าแหงนหน้ามองใบหน้าที่มีรูปร่างคล้ายกระโลกศีรษะมนุษย์บนท้องฟ้าด้วยหัวใจที่เต้นระสํ่า



นี่มัน...อะไรกัน?



“เจ้า...ช่างบังอาจเข้ามาเหยียบในดินแดนแห่งนี้ นํ้าเสียงที่ก้องสะท้านไปถึงทรวงในเอ่ย “เจ้ามันก็ตํ่าช้า...ไม่ต่างจากมารดาเจ้าเลยสักนิด!



ไม่ต้องคิดให้มากความ...ก็รู้ได้ในทันทีว่ามันจงใจพูดประโยคนี้กับข้าโดยเฉพาะ



ข้าหันไปขมวดคิ้วใส่เจฟฟ์ที่กำลังขมวดคิ้วใส่ท้องฟ้าอยู่เหมือนกัน ไหนเขาบอกว่าในป่านี้จะไม่มีใครคิดปองร้ายข้าไง แต่เจ้าอสูรนี่กลับเหมือนจะรังเกียจข้าเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนด้วยซํ้า ทั้งยังพาลเกลียดแม่ข้าไม่ต่างอะไรจากเอเวอร์ลีนเลยแม้แต่น้อย นี่มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้เลยอ่า



“..ข้าไม่เข้าใจว่าท่านกำลังพูดถึงอะไร” ข้าเอ่ยด้วยเสียงเนิบนาบ ใช้สายตาที่แสดงออกว่าปราศจากความหวาดกลัวไปให้อีกฝ่าย “อีกอย่าง...คนที่ตํ่าช้ามันนายหญิงของเจ้าต่างหาก หาใช่แม่ข้า



ข้าเลือกที่จะไม่เอ่ยชื่อของเทียร่าต่อหน้าทราวิส และเหมือนว่าประโยคนี้จะไปกระตุ้นต่อมประสาทของเจ้าอสูรท้องฟ้าเข้าอย่างจัง ดวงตาขนาดยักษ์หรี่ลงราวกับกำลังพิโรธ เกิดฟ้าแลบฟ้าร้องลั่นโครมครามอีกครั้ง ประจุไฟฟ้าแล่นเปรียะๆในก้อนเมฆอย่างน่ากลัว ก่อนที่ใบหน้าของท้องฟ้าจะอ้าปากขนาดมหึมาออก มันคำรามออกมาจนแผ่นดินสั่นไหวราวกับฟ้าจะถล่ม แล้วลมหมุนขนาดมหึมาก็ถูกปล่อยออกมาจากปากกว้างๆนั่น



ข้ามองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา มันเป็นพายุลมหมุนที่มีลักษณะเป็นเกลียวเหมือนงวงช้าง ทว่ามันมีขนาดใหญ่กว่านั้นเป็นพันเท่า มันครอบคลุมพื้นที่รอบตัวเราไปเสียหมด จนข้าต้องยกมือขึ้นมาบดบังไม่ให้ดินทรายทั้งหลายถูกพัดเข้าตา เรือนผมกับชายเสื้อปลิวสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง กระแสลมที่แรงจัดพัดไปทั่วบริเวณจนหมู่มวลต้นไม้เอนเอียงไปตามแรง ก่อนที่มันจะถูกลมกระชากถอนรากถอนโคนแล้วโดนดูดเข้าไปในลมหมุน ในขณะที่ข้ากับทราวิสก็ต้องพยายามทรงตัวและยึดเกาะกับพื้นดินไว้เพื่อไม่ให้ถูกพัดเข้าไปด้วย ทว่าก็ไม่รู้จะไปเกาะตรงไหนเพราะต้นไม้อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวต่างก็ถูกกระชากขึ้นไปลอยเคว้งอยู่ในอากาศแล้ว ข้ามองสรรพสิ่งในบริเวณข้างเคียงทั้งหลายที่ถูกพัดขึ้นไปในลมหมุนแล้วได้แต่ขมวดคิ้วพลางลอบสบถกับตัวเองในใจ



ข้าอาจเอาชนะปีศาจด้วยเล่ห์กลหรือการต่อสู้ได้ แต่สิ่งมีชีวิตที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้...ข้ามองไม่เห็นทางที่จะเอาตัวรอดจากมันได้เลย



“เหวออออ!!



“เจเดน!!!” ทราวิสรีบคว้าข้อมือข้าไว้ทันทีที่ร่างหนาถูกลมพัดขึ้นไป เจ้าตัวใช้มือทั้งสองข้างจับมือข้าไว้ด้วยสีหน้าเป็นกังวล ทว่าก็เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวมุ่งมั่นที่จะไม่ปล่อยข้าไปเด็ดขาด กลุ่มผมบลอนด์กับชุดคลุมสีฟ้าปลิวสะบัดไปตามแรง รองเท้าบูทของเขาที่ยึดติดกับพื้นก็เริ่มจะถลาไปตามแรงดูดเช่นกัน ข้าเริ่มสังเกตแล้วว่ากระทั่งทราวิสหรือหมาตัวเล็กๆอย่างอลิซาเบธกลับไม่ถูกพัดขึ้นมาบ้าง นั่นก็หมายความชัดเจนว่าอสูรตนนี้จงใจจะฆ่าข้าแค่คนเดียว



ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้...



“จับข้าไว้แน่นๆ ห้ามปล่อยนะ!!” ทราวิสเกร็งข้อมือสุดฤทธิ์และพยายามกำมือทั้งสองไว้ให้แน่นมากที่สุด เขากัดฟันกรามแน่นจนดังกรอด ในขณะที่ร่างของข้าค่อยๆลอยสูงขึ้นไปในอากาศทีละนิด ใบหน้าหันเข้าหาพื้นโลกในขณะที่ฝ่าเท้าทั้งสองหันชี้ขึ้นฟ้า ข้าหรี่ตาเพื่อไม่ให้เศษดินที่ลอยขึ้นไปในอากาศเข้าตาพลางหันขึ้นไปมองพายุลมหมุน ในเสี้ยววินาทีนั้นมันเกือบจะดูดคอข้าให้หลุดขึ้นไปในอากาศ จึงต้องรีบหันกลับมาหาทราวิสเพื่อไม่ให้กลายเป็นผีคอขาดไปเสียก่อน ดวงตาสีมรกตฉายแววสับสนอย่างคิดไม่ตก ในขณะที่ลมด้านหลังก็เหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ



บ้าจริง ข้าควรทำอย่างไรดีเนี่ย!?



ขบคิดกับตัวเองอยู่สักพัก ก่อนจะเบิกตาขึ้นเมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้



“เจเดน นั่นเจ้าจะทำอะไร!?” ทราวิสร้องโวยขึ้นมาทันทีที่ข้าจงใจปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากเขา แล้วใช้แขนข้างนั้นเอื้อมไปคว้าร่างจิ๋วของเจฟฟ์ที่บินอยู่ใกล้ๆไว้ทันทีจนเจ้าตัวสะดุ้งโหยง ก่อนจะดิ้นเร่าๆเตะข้างเตะขาไปมาในกำมือข้าด้วยสายตาเชือดเฉือน



“อะไรของเจ้า!? จะทำอะไรก็อย่าเอาข้าไปข้องเกี่ยวสิ ปล่อยนะ!



“ข้าจะมีเวลาไปปล่อยเจ้าได้ไง กระทั่งข้าเองยังจะเอาชีวิตไม่รอดเลย!!” ว่าพลางใช้มือซ้ายกระชับมือของทราวิสแน่นขึ้นจนขึ้นเส้นเลือดปูด อากาศยกตัวข้าสูงขึ้นทีละน้อยจนตอนนี้มือทั้งสองของทราวิสสามารถกำได้เพียงแค่ปลายนิ้วของข้า จนในที่สุดก็กำได้เพียงแค่สองนิ้ว อีกฝ่ายเริ่มหน้าถอดสีขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เบิกโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา



“เจเดน!!!!!!



และนั่นคือคำสุดท้ายที่ข้าได้ยินก่อนจะถูกดูดเข้าไปในพายุ..



ทันทีที่ปล่อยมือออกจากทราวิส ร่างของข้าก็ถูกถูกลมพัดปลิวไปอย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาทีเหมือนว่าวสายป่านขาด ข้าลอยเคว้งไปมาในกระแสลมหมุนด้วยความเร็วสูงจนท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด ร่างทั้งร่างถูกลมพายุพัดเหวี่ยงไปมาอย่างบ้าคลั่งจนหมุนติ้วๆเป็นวงกลม เศษดินกรวดทั้งหลายที่ถูกพัดขึ้นมาเข้าตาข้าจนแสบไปหมด กระนั้นก็รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ตะโกนออกไป



“กลายร่างเป็นเชือกสิเจ้าบื้อ!!! ไม่เห็นหรอว่าเราถูกพัดขึ้นมาสูงขนาดไหนแล้ว!!!?” เป็นเพราะกระแสลมมีความเร็วสูงจนได้ยินแต่เสียงลมทำให้ต้องตะโกนพูดกับอีกฝ่ายที่ยังคงอยู่ในกำมือข้า ข้ามองไม่เห็นว่าเจฟฟ์กำลังมีสีหน้าอย่างไรเพราะกำลังโดนลมตีหน้าซํ้าๆจนลืมตาไม่ขึ้น



“อะไรนะ!!!?



“กลายร่างเป็นเชือก!!!



“เหอะ!! ที่แท้เจ้าก็ต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือนี่เอง!!! ไอ้มนุษย์เห็นแก่ตัว!!!” ถึงจะว่าแบบนั้นแต่วินาทีถัดมาร่างของข้าที่ถูกพัดสูงขึ้นเรื่อยๆก็หยุดนิ่ง ร่างกายยังคงถูกเหวี่ยงไปมาอย่างแรงในอากาศเหมือนว่าว ทว่าก็ไม่ถูกพัดสูงขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว เปลือกตาค่อยๆเปิดขึ้นก่อนจะเบิกตาค้างเมื่อเห็นว่าเราลอยขึ้นมาสูงจากพื้นด้านหลังแค่ไหน มันสูงจนสามารถเห็นก้อนเมฆด้านล่างได้อย่างจางๆ ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยปีนหน้าผาที่สูงขนาดนี้มาก่อนด้วยซํ้า



กระแสลมยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีด้วยการพัดเหวี่ยงต้นไม้ กิ่งไม้และเศษดินไปมาในลมหมุนจนมองตามไม่ทัน ก่อนที่ข้าจะเห็นว่าข้อมือขวาของตัวเองกำลังถูกรัดด้วยหัวของงูเหลือมสีขาวขนาดใหญ่ ลำตัวที่เต็มไปด้วยจุดสีดำวงใหญ่ๆของมันทอดยาวลงไปยังพื้นด้านล่างเหมือนกำลังใช้หางยึดเกาะกับอะไรสักอย่างบนพื้นโลก



ข้าหรี่ตามองก่อนตะโกน “ช่วยแปลงร่างเป็นอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง!!!?



ดวงตาสีแดงฉานของงูเหลือมถลึงใส่ข้า มันแยกเขี้ยวขู่ฟอทันที “ช่วยอย่าบ่นมากได้ไหม!!? ข้ากลายร่างเป็นได้แค่สัตว์อย่างเดียว!! จะให้ข้าแปลงเป็นอะไรเล่า! แมวเหมียวหรอ!!!?



ลำตัวของงูรวมถึงร่างของข้ายังคงถูกเหวี่ยงไปมาเป็นวงกลมในลมหมุน มองจากด้านล่างคงเหมือนว่าข้าเป็นว่าวที่ลอยเคว้งคว้างไปมาอย่างแรงในอากาศโดยมีงูเหลือมอย่างเจฟฟ์เป็นสายป่านยึดติดกับพื้น ข้าแหงนหน้าขึ้นไปมองทองฟ้า ต้นไม้และสรรพสิ่งมากมายถูกดูดเข้าไปในปากกว้างๆนั่น เหมือนว่ามันต้องการจะดูดข้าเข้าไปในนั้น ไปยังมิติอื่นหรืออะไรก็ตามแต่ที่ข้านึกไม่ออก ตอนนี้ร่างทั้งร่างของข้าชาระบมไปหมดจากการโดนกระแสลมเหวี่ยงไปมา ไหนจะโดนลมตีใบหน้าจนยับยู่ยี่ดูไม่ได้ ผมเผ้าถูกพัดกระเซอะกระเซิงไปตามแรงจนไม่เป็นทรง



“ไหนเจ้าบอกว่าในป่านี้จะไม่มีใครปองร้ายข้าไง!!! แล้วไอ้พายุนี่มันอะไรกัน!!? ท้องฟ้าบ้านี่มันจงใจจะสังหารข้าโดยเฉพาะชัดๆ!!” ข้าตะโกนถามคำถามที่สงสัยที่สุดแม้จะถูกลมตีหน้าอยู่ทุกวินาที ก่อนที่เจ้าอสรพิษจะตะโกนกลับมา



“ถึงแม้ที่นี่จะเต็มไปด้วยชาวเฮอร์เรนเดล แต่อย่าลืมสิว่าเจ้าของป่านี้คือเทียร่า!!! นางเกลียดชังชาวเฮอร์เรนเดลจนต้องกวาดล้างอาณาจักรนั้นทิ้ง!!! นางเกลียดชาวเฮอร์เรนเดลอย่างเจ้ากับซาฟีร่าเสียยิ่งกว่าขี้!!! น่าประหลาดใจตรงไหนกันที่สิ่งมีชีวิตในดินแดนของนางจะทำร้ายเจ้า!!?



ข้าเบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้วว่าในป่านี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่สองประเภท หนึ่งคือประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นชาวเฮอร์เรนเดล ซึ่งพวกนี้จะไม่คิดปองร้ายข้าก่อนเป็นอันขาด และอีกประเภทหนึ่งคือลิ่วล้อรายสำคัญของเทียร่า ซึ่งพวกนี้จะเป็นปรปักษ์กับข้าโดยสิ้นเชิง



สรุปสั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นทราวิสหรือข้า จะเป็นชาวเฮอร์เรนเดลหรือวอลธีเรีย...เราต่างก็ไม่ปลอดภัยในป่าเฮงซวยนี่ทั้งสิ้น ช่างเป็นข่าวดีเสียจริงๆ



“โอ๊ย!!!!” ข้าร้องโอดโอยด้วยความเจ็บทันทีเมื่อต้นไม้ใหญ่ถูกลมพัดจนลอยมาฟาดร่างกายอย่างรุนแรง ความแรงของการปะทะทำให้ข้อมือข้าเกือบหลุดออกจากศีรษะของงูเหลือม ก่อนที่กิ่งไม้แหลมคมอีกหลายกิ่งจะพัดมาแระแทกกับศีรษะข้าอย่างแรงซํ้าๆอีกหลายครั้งจนหัวแตก เลือดที่ไหลซึมออกมาถูกพัดเข้าตาจนไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ยิ่งร่างกายโดนกระแทกมากเท่าไหร่ มือของข้าก็เริ่มจะปล่อยออกจากเจฟฟ์มากเท่านั้น ทว่าเขาก็พยายามใช้ส่วนหัวเลื้อยรัดรอบข้อมือข้าไว้แน่นจนตาเหลือกเพื่อไม่ให้เราหลุดออกจากกัน



“อึก..ข้าว่าข้าไม่น่าจะตายเพราะพายุ แต่จะตายเพราะเจ้ารัดชีพจรข้านี่แหละ!!!



“แล้วมันมีทางเลือกอื่นหรือไงเล่า!!? พ่อคนฉลาด!!!



ทุกครั้งที่อ้าปากตะโกนก็จะมีดินทรายถูกพัดเข้าปาก ข้าจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำไม่เถียงต่อ ก่อนที่สมองจะพยายามขบคิดในขณะที่ร่างกายยังคงถูกเหวี่ยงไปมาอย่างแรงเหมือนว่าวในอากาศ ข้าในสภาพนี้ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากหมุนติ้วๆในกระแสลม ฉะนั้นคนเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ก็มีแต่ทราวิสเท่านั้น ทว่าข้าในตอนนี้ก็ไม่สามารถสื่อสารกับเขาได้เพราะอยู่สูงกว่าพื้นโลกมากเกินไป



แล้วทีนี้ข้าจะทำอย่างไรดีล่ะ..?



แต่ดูเหมือนเจฟฟ์จะรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาเกร็งหางที่ยาวเหยียดเกินงูทั่วไปของตัวเองไว้เหมือนกำลังทำอะไรบางอย่างที่ข้ามองไม่เห็น ทว่าก็เป็นตอนนั้นเองที่ศีรษะของงูเหลือมสีขาวเริ่มจะปล่อยข้าทีละนิด ในขณะที่ลมก็พยายามดูดร่างกายข้าให้สูงขึ้นทีละนิดจนต้องเบิกตากว้าง ข้าพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดที่มียึดเกาะอีกฝ่ายไว้แน่นให้ได้มากที่สุด แต่ในทุกๆวินาที เรากลับหลุดจากกันทีละเล็กทีละน้อย..



“อ๊าาาาาาาากก!!” จนในที่สุดข้าก็ปล่อยมือออกจากอีกฝ่ายเมื่อไม่สามารถยึดเกาะไว้ได้อีกต่อไป พายุเหวี่ยงร่างกายให้ลอยสูงขึ้นไปอย่างไร้ปราณีอีกครั้ง และดูเหมือนว่าครั้งนี้มันจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ร่างของข้าถูกสิ่งของที่ลอยเคว้งอยู่ในลมหมุนปะทะใส่หลายต่อหลายครั้งจนเจ็บระบมไปทั้งตัว พายุดูดกลืนข้าสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่มีสิ้นสุดจนเข้าใกล้ส่วนปากของอสูรท้องฟ้านั่นทีละน้อย แรงเสียดสีของกระแสลมที่พัดเป็นลมหมุนจนเริ่มเกิดเป็นประจุไฟฟ้าแล่นเปรียะๆ ราวกับว่าจะเกิดฟ้าผ่าในพายุลมหมุนอย่างไรอย่างนั้น



โอ้...ไม่เอาน่า ข้ายังไม่อยากโดนสายฟ้าฟาดจนไหม้เป็นไก่ย่างเสียบไม้นะ



ได้แต่ลอบสบถพลางไว้ปลงกับตัวเองในใจ เมื่อคิดว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องถูกดูดเข้าไปในนั้นอยู่ดี หากต้องตายจริงๆ...ข้าค่อยหาทางปีนจากขอบนรกขึ้นมาบนโลกนี้อีกก็แล้วกัน



จนกว่าจะได้ไปพบท่านแม่อีกครั้ง...ข้าจะไม่ยอมตายเด็ดขาด



จนกว่าข้าจะได้เจอเทียร่า หญิงสาวที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างจากข้าไป...ข้าจะไม่ยอมตายลงตรงนี้



ทว่าจู่ๆลมพายุที่หมุนด้วยความเร็วสูงก็หยุดชะงักไป พร้อมกับร่างของข้าที่นิ่งค้างอยู่กลางอากาศเช่นเดียวกับต้นไม้อื่นๆในลมหมุนนี่ ข้าพยายามลืมตาที่เต็มไปด้วยดินทรายขึ้นมามอง พบว่ากระแสลมพายุได้หายไปหมดแล้ว เหลือเพียงข้าและสรรพสิ่งต่างๆที่ยังคงลอยค้างอยู่ในอากาศ



เดี๋ยวนะ...ค้างอยู่ในอากาศงั้นเหรอ?



“อ๊าาาาาาาาาากก!!!!



..แล้วก็เป็นไปตามคาด ร่างของชายหนุ่มชาวเฮอร์เรนเดลร่วงดิ่งลงมาแทบจะในทันที ข้าหล่นทะลุผ่านก้อนเมฆชั้นแล้วชั้นเล่าก่อนจะดิ่งลงสู่พื้นโลกอย่างรวดเร็ว ร่างกายพุ่งเข้าใกล้พื้นดินในทุกๆเสี้ยววินาทีจนต้องหลับตาแน่นเตรียมรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้น เห็นทีครานี้คงต้องคอหักแขนขาดเป็นแน่แท้



'ฟึ่บ!'



ทว่าก็เป็นตอนนั้นเองที่มีบางอย่างโฉบเข้ามารับตัวข้าไว้ได้ทัน แต่ตอนนี้ข้าหมดแรงเกินกว่าจะลืมตาขึ้นมามองได้ว่ามันคืออะไร ได้แต่ทิ้งนํ้าหนักนอนควํ่าลงไปบนบางอย่างที่มีลักษณะนุ่มนิ่มคล้ายขนสัตว์ สายลมอ่อนๆที่พัดโชยชนเรือนผมปลิวตามแรงบ่งบอกว่าเจ้านี่กำลังพาข้าบินอยู่ในอากาศ แต่อีกฝ่ายคงมีความเมตตาต่อข้าบ้างถึงได้บินช้าๆไม่ให้โดนลมแรง เพราะหลังจากที่โดนพัดขึ้นไปหมุนติ้วๆอยู่ในอากาศเมื่อครู่แล้ว...สาบานได้ว่าตอนนี้ข้ารู้สึกอยากฆ่าลมใจจะขาด



“ในเมื่อเจ้าบินได้..อึก ทำไมไม่พาเราบินไปเฮอร์เรนเดลตั้งแต่แรก ปล่อยให้เดินจนขาลากอยู่ได้.. เอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรงแหบแห้ง เนื่องด้วยรู้สึกปวดเมื่อยและชาไปทั้งตัวจากการโดนพายุรังแกเมื่อครู่ อีกทั้งเมื่อกี้ยังต้องตะโกนแข่งกับเจฟฟ์อยู่พักใหญ่ ทำให้บัดนี้เสียงในลำคอได้เหือดหายไปหมดแล้ว หูทั้งสองอื้ออึงจนได้ไม่สามารถได้ยินอะไรๆได้ชัด อวัยวะทุกส่วนในร่างชาระบมไปหมดทั้งตัว



“เผื่อสมองอันน้อยนิดของเจ้าจะไม่รู้ การแปลงร่างต้องใช้พลังงานสูงกว่าที่เจ้าคิด



“อึก เมื่อกี้เจ้า...เกือบมารับข้าไม่ทันแล้ว



“ข้าก็อยากจะปล่อยให้เจ้าร่วงลงมาตายเหมือนกัน” เจฟฟ์ตอบกลับเสียงแข็งตามบุคลิกเจ้าตัว “หากเมื่อครู่ทราวิสไม่ใช้ไฟแทงตูดข้า...ข้าก็ไม่มารับเจ้าหรอก



ข้ายกมุมปากขึ้นนิดๆเมื่อจินตนาการถึงทราวิสที่โกรธจัดจนต้องทำแบบนั้น เพื่อที่จะให้เจฟฟ์มาช่วยข้าได้ทันเวลา ยอมรับว่าเขาจะกลายเป็นคนโหดร้ายได้เสมอหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้า



อ่า...นึกแล้วอยากกัดแก้มชะมัด



เสียงร้องที่คล้ายนกอินทรีทำให้ได้รู้ว่าเจฟฟ์คงจะกำลังอยู่ในร่างอินทรียักษ์หรืออะไรทำนองนั้น เขาบินร่อนไปอย่างไม่เร่งรีบ ความรู้สึกแข็งๆทว่านุ่มสบายบนหลังของสัตว์ประหลาดตัวนี้ทำให้ผ่อนคลายลง ก่อนที่เจฟฟ์จะค่อยๆพาเราลงจอดสู่พื้นดินอย่างนิ่มนวล ข้าจึงกลิ้งตกลงจากหลังของเขาโดยอัตโนมัติอย่างไม่เป็นท่า



และทันทีที่ขาถึงพื้น ทุกสิ่งทุกอย่างในกระเพาะก็ตีตื้นขึ้นมาทันใด..



“อ้วกกกก~ อ้วกกกกกก!!” ข้าโค้งตัวสำรอกออกมาใส่พื้นตรงหน้าในบัดดล แข้งขาอ่อนแรงไปทั้งตัวจนต้องทรุดลงนั่งตัวงอ ทั้งอาหารทั้งนํ้าย่อยในกระเพาะต่างถูกนำออกมาจนหมดสิ้น เป็นเพราะถูกลมเหวี่ยงไปมาเหมือนว่าวอยู่นานสองนานจนท้องไส้ปั่นป่วนเช่นนี้ ข้าอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ของเหลวในกระเพาะถูกสำรอกออกมาจนหมดเรี่ยวแรง เรียกได้ว่าอ้วกจนไม่เหลือกระทั่งนํ้าย่อยสักหยด เหลือเพียงแค่อ้วกลำไส้หรือถุงนํ้าดีออกมาเท่านั้น



ข้ากะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับสายตาให้ชัดแจ้ง ถึงได้พบว่าตนกำลังนั่งอยู่บนหาดทรายสีดำโดยตรงหน้าเป็นลำธารเล็กๆ ก้านนิ้วยาวจึงยื่นไปแตะลงในสายนํ้าเย็นๆก่อนนำมาแตะลิ้นเพื่อทดสอบ หากมันมีพิษ...ลิ้นข้าจะชา แต่เมื่อพบว่ามันไม่ได้มีผลต่อร่างกายไม่ต่างจากนํ้าทั่วไป ข้าจึงใช้ฝ่ามือทั้งสองตักนํ้าขึ้นมาบ้วนปากทันที ทำแบบนั้นซํ้าๆอยู่หลายครั้งจนกระทั่งเหลือบไปเห็นย่ามของข้าที่ถูกวางอยู่บนทราย จึงรีบควานหาถุงหนังสำหรับไว้ใส่นํ้าดื่มออกมาจากในนั้น ข้าหยิบมันออกมาก่อนจะกระดกดื่มอย่างกระหายจนนํ้าไหลลงมาถึงลำคอ



เสร็จจากนั้นข้าก็ใช้ถุงหนังตักนํ้าในลำธารขึ้นมาให้เต็มถุง แล้วใช้สายคาดผูกมันไว้ตามเดิมก่อนเก็บมันใส่ในย่าม เผื่อว่าครั้งต่อไปจะได้เอานํ้านี่ไปต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรค จะได้เอาไว้ดื่มต่อ เสร็จตรงนี้ข้าก็หยิบขวดยาทิพย์ขึ้นมายกซดเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่หมดเรี่ยวแรง



เจฟฟ์เดินเข้ามาใกล้ๆ ตอนนี้ข้าได้เห็นชัดๆแล้วว่าเขากำลังอยู่ในร่างของกริฟฟิน สัตว์ประหลาดที่มีร่างกายเป็นครึ่งนกอินทรีครึ่งสิงโต โดยอวัยวะส่วนหัว ขาคู่หน้าและปีกนั้นเป็นนกอินทรี ส่วนลำตัว ขาคู่หลังและหางเป็นสิงโต ข้าปรายตามองกริฟฟินหน้าบึ้งก่อนกวาดสายตาสอดส่องไปทั่ว พบว่าตรงหน้าเราเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่มีหิมะปกคลุมอยู่ นับว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นหิมะในสถานที่แห่งนี้ เมื่อลองมองไปไม่ไกลก็พบว่ามีปราสาทสีดำหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหุบเขา



“ที่นี่คือ..



“หุบเขาคาร์ลอส” เจฟฟ์กล่าวเสียงแข็งตามบุคลิกเจ้าตัว “ทางลัดไปเฮอร์เรนเดลตั้งอยู่ในปราสาทหลังนี้แหละ



ข้าขมวดคิ้วหรี่ตาลง “คาร์ลอส? เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน..



“เจเดน!!” เสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นทำให้ข้าหันขวับไปมอง ก่อนจะต้องเซไปด้านหลังเมื่อเจ้าตัวพุ่งเข้ามากอดอย่างเต็มรัก



'หมับ!'



“ขอบคุณพระเจ้า...เจ้าปลอดภัย ข้าตกใจแทบแย่แน่ะ” เขาว่าเสียงอู้อี้ขณะกอดรัดข้าแน่น ข้าก็ได้แต่ยืนนิ่งๆให้อีกฝ่ายกอด ทว่าก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกว่ากลิ่นประจำกายของทราวิสมัน...แปลกๆไป โดยปกติแล้วเขาจะมีกลิ่นกุหลาบละมุนติดตัวอยู่เสมอตามประสาเจ้าชายในวัง แต่ตอนนี้...มันกลับมีกลิ่นคล้ายคาวเลือดปะปนมาด้วย



ช่างเถอะ ข้าคงคิดมากไปเอง



“เมื่อครู่ข้าใช้ของวิเศษในย่ามเจ้ามาเป่าพายุออกไป...เกือบจะไม่ได้ผลแล้วเชียว” เจ้าตัวว่าพลางใช้มือเกาแก้มแก้เก้อ ข้าส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนวางมือลงบนศีรษะทุยๆนั่นแล้วยีไปมา



“ไม่อยากจะเชื่อ นี่ข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าอีกแล้วหรือ



ทราวิสหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนผละออกมาด้วยรอยยิ้ม “เดินทางกันต่อเถอะ!



ข้าขมวดคิ้วพร้อมทำหน้าห่อเหี่ยว ตอนนี้รู้สึกว่าร่างกายมันหมดแรงเหี่ยวแห้งไปทั้งตัวเหมือนถูกสูบพลังงานออกไปจนหมดสิ้น เหี่ยวแห้งตั้งแต่หัวจรดไข่เลยทีเดียว “ใจคอไม่คิดจะให้ข้าพักเสียหน่อยหรือไง



“เอาน่า~ ทางลัดอยู่ในชั้นใต้ดินของปราสาทนี้เอง เจ้าค่อยไปพักระหว่างทางก็ได้” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนกราน ข้าจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วสะพายกระบอกธนูที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ก่อนจะเดินนำหน้าไปยังปราสาทโดยมีอีกคนตามมาติดๆ ส่วนเจฟฟ์ก็กลายร่างกลับเป็นมนุษย์แล้วตามมาเช่นกัน



โดยที่ข้าไม่ทันได้สังเกตเลยแม้แต่น้อย...ว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไป











จวบจนเดินมาหยุดอยู่หน้าปราสาทสีทมิฬ ข้าหรี่ตามองประตูบานคู่ยักษ์ตรงหน้าแล้วหันไปมองคนข้างๆอีกสองคน ฝ่ามือจรดลงบนบานประตูก่อนจะดันออกช้าๆเพื่อเปิดเข้าไป



'แอ๊ดดด..'



เสียงแหลมสูงของประตูไม้สูงใหญ่ที่ถูกเปิดออกดังขึ้นจนบาดแก้วหู กลิ่นอับชื้นลอยโชยออกมาทันทีที่บานประตูทั้งสองอ้าออกจากกัน สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังบานประตูนี้มีเพียงความมืดมิด ข้าพยายามเพ่งมองเข้าไปในนั้นทว่าไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ก่อนจะต้องรีบก้มหัวลงแทบไม่ทันเมื่อค้างคาวมากมายบินออกมาจากด้านในอย่างรวดเร็ว ฝูงค้างคาวนับร้อยตัวพากันโบยบินผ่านพวกเราไปภายในไม่กี่วินาที ข้ามองตามพวกมันไปก่อนจะหันกลับมายังปราสาทอีกครั้ง



มันเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างจากข้างในนั้น...ที่กำลังเชื้อชวนให้ข้าเข้าไปในนั้น



ทราวิสถือวิสาสะเลื่อนมือมาจับมือข้าไว้ ก่อนที่เราจะค่อยๆก้าวเข้าไปในห้องโถงของตัวปราสาท และทันทีที่เราก้าวเข้ามาได้...ประตูปราสาทก็ถูกปิดลงอย่างแรงโดยอัตโนมัติจนแผ่นดินสะเทือน



'ปัง!!!!!!'



ความมืดสนิทปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง เสียงฝีเท้าของคนสองคนกับปีศาจหนึ่งตนดึงกึกก้องไปทั่วทั้งห้องโถงที่มืดมิด จนกระทั่งสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืดจนปรับแสงได้ เป็นตอนนั้นเองที่เริ่มจะมองเห็นคนข้างๆได้ชัดขึ้น กลิ่นเหม็นอับตลบอบอวลไปทั่วบริเวณจนต้องยกมือขึ้นมาปิดจมูก ทุกอย่างเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจของเราชัดแจ้ง



แต่ทำไมลมหายใจของทราวิส...ถึงได้ส่งกลิ่นเหม็นเน่าขนาดนี้



'ฉึก!!'



“อั่ก!” ข้าเซถลาไปด้านข้างทันทีที่จู่ๆโดนคนข้างกายก็ชักดาบออกมาฟันใส่ต้นแขน แต่ก็กลับมาตั้งตัวได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับคว้าลูกศรขึ้นมาเหนี่ยวคันธนูไว้ตามสัญชาตญาณ แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้ข้าเบิกตาโพลงถึงขีดสุด..



ทราวิสกำลังแสยะยิ้มมาให้อย่างน่าขนลุก ก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีฟ้าจะค่อยๆกลายเป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาน่ากลัว มันมีรูปร่างวิกลวิการคล้ายครึ่งม้าครึ่งคน โดยมีศีรษะที่เรียวยาวคล้ายม้าและยืนสองขาคล้ายคน ผิวหนังสีดำที่ขรุขระหยาบกร้านถูกเคลือบไปด้วยเมือกเหนียวๆที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดวงตาเรียวรีสีแดงฉานฉายแววดุร้าย มันแยกเขี้ยวที่ยาวแหลมออกเพื่อส่งเสียงคำราม เผยให้เห็นลิ้นยาวที่มีสองแฉกเหมือนงู



นี่มันตัวบ้าอะไรกัน..?



ทว่านั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เจ้านี่เป็นทราวิสตัวปลอม แล้วเช่นนั้น...



“เจ้า...เจ้าเอาทราวิสไปไว้ไหน!?” นํ้าเสียงอันแข็งกร้าวตวาดออกมาอย่างเดือดดาล ดวงตาสีมรกตแข็งกร้าวขึ้นมาในบัดดล เสียงของข้าดังก้องสะท้อนซํ้าๆในห้องโถงอันกว้างขวางไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงหัวเราะในลำคออย่างเย็นชาของใครอีกคนจะดังตามมาติดๆ



“ปราสาทแห่งนี้ เป็นสถานที่ฝังพระบรมศพของกษัตริย์คาร์ลอส พระราชาองค์สุดท้ายแห่งเฮอร์เรนเดล” เจฟฟ์กล่าวขึ้นด้วยเสียงแข็งๆเช่นเดิม แต่ข้ากลับมองเห็นได้ชัดว่าเขากำลังยิ้มมุมปากอยู่ ดวงตาสีแดงฉานของเขาเต็มไปด้วยความรื่นรมย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “แม้จะตายไปเกือบสองทษวรรษแล้ว...แต่พระองค์ยังคงเป็นวิญญาณอาฆาตพยาบาท จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นที่มีต่อวอลธีเรีย ร่างกายและวิญญาณของผู้คนในอาณาจักรนั้นเป็นอาหารที่ให้พลังชีวิตต่อพระองค์ เจ้าลองคิดดูแล้วกันว่ารัชทายาทลำดับที่สามแห่งอาณาจักรนั้นอย่างองค์ชายทราวิส...จะกำลังมีชะตากรรมเป็นอย่างไร



“นี่เจ้า..!!” สายตาของข้าแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม แม้ในใจจะพยายามพรํ่าบอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงคำขู่ แต่โทสะมากมายที่มาจากไหนไม่รู้ก่อตัวขึ้นจนต้องกำคันธนูแน่นจนมันสั่นระริก ทว่าเสี้ยววินาทีหนึ่งก็เกิดความเคลือบแคลงใจขึ้นมาภายในแววตา...ว่าตรงหน้านี้ใช่เจฟฟ์ตัวจริงหรือเปล่า



ข้าไม่อยากถูกหลอกเป็นครั้งที่สองหรอกนะ



แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไร เขายิ้มน้อยๆแล้วเอ่ย “ข้าคือปีศาจหน้าบึ้งที่เจ้ารู้จักนั่นแหละไอ้หนู เพียงแต่เจ้าก็รู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือ ว่าข้าอาจเป็นมิตรต่อเจ้า...แต่ไม่ใช่กับทราวิส



“งั้นเหรอ..” ข้ามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยอย่างครุ่นคิดพิจารณา ก่อนแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยรอยยิ้มแสยะ “แต่หากเจ้าไม่ใช่มิตรของทราวิส ก็นับว่าเป็นปรปักษ์ต่อข้าเช่นกัน



“ได้ยินกันแล้วหรือยัง” เจฟฟ์กวาดสายตาไปรอบๆห้องโถง เขาเอ่ยเสียงเข้มจนดังกึกก้องชัดเจน “ทายาทคนสุดท้ายของอาณาจักรพวกเจ้า...เป็นพันธมิตรกับแมลงสาบวอลธีเรีย



เป็นตอนนั้นเองที่คบเพลิงในห้องโถงของปราสาทติดไฟขึ้นมา ความสว่างที่ปรากฎขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ข้าต้องหรี่ตาลงเพราะปรับแสงไม่ทัน แต่เสี้ยววินาทีถัดมาก็ต้องเบิกตาโพลงกับสิ่งที่เห็น



ในห้องโถงขนาดมหึมาที่มีขั้นบันไดล้อมรอบไว้คล้ายอัฒจันทร์โคสอสเซียมของจักรวรรดิโรมันที่ล่มสลายไปหลายร้อยปีก่อน ปีศาจมากมายนับหลายพันกำลังยืนอยู่บนขั้นบันไดกว่าร้อยขั้นเหล่านั้น ราวกับกำลังห้อมล้อมข้าอยู่ จนไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ปีศาจหรืออสูรรูปร่างวิกรวิการ หันไปทางใดก็เห็นแต่สัตว์ประหลาดที่กำลังแยกเขี้ยวใส่อย่างข่มขู่ แต่ละตนมีรูปร่างแตกต่างพิสดารออกไป ทว่ากลับมีสารรูปต่างไม่น่ามองเหมือนกัน พวกมันกำลังส่งเสียงโห่ร้องอย่างฮึกเหิมราวกับทหารที่จะไปออกรบ แววตาสีมรกตเริ่มฉายความตื่นตระหนก ตอนนี้ข้าไม่ต่างอะไรจากมดตัวเล็กๆท่ามกลางดงของราชสีห์เลยแม้แต่น้อย



นี่เท่ากับว่าเจฟฟ์ได้พาข้าเข้ามาในรังของปีศาจเสียแล้ว..



ถึงแม้ลึกๆข้าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาอาจไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือ...แต่ก็ไม่คิดว่าจะแสดงธาตุแท้ออกมาเร็วถึงขนาดนี้



“ถ้าเช่นนั้น..” ข้าหรี่ตาลงมองภูตปีศาจหน้าบึ้งเพียงหนึ่งเดียวที่รู้จัก “พายุนั่นก็มีความข้องเกี่ยวกับเจ้าด้วย ใช่หรือไม่



“แน่นอนว่าข้าไม่ใช่คนสร้างมันขึ้นมา แต่หากจะพูดว่าข้าเองก็มีส่วนรู้เห็นต่อเรื่องนี้...ก็คงไม่ผิดนัก” เขาสาวเท้าเดินมาหาข้าอย่างไม่เกรงกลัวศรที่กำลังชี้หน้าตน ดวงตาสีแดงฉานมองมาอย่างเย็นชา “การจะแยกเจ้าออกจากหมอนั่นช่างเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าตามหางมเข็มในมหาสมุทร จะทำอะไรก็อยู่ด้วยกันตลอด ไม่เคยแม้แต่จะละสายตาออกจากกันไปแม้แต่เสี้ยววินาที...เราจึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้



ข้านิ่งงันไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจทุกอย่างที่เขาต้องการจะสื่อ ที่แท้พวกมันก็ใช้มนตร์ลวงตาสร้างพายุนั่นขึ้นมา แล้วใช้โอกาสนั้นทำร้ายทราวิสแล้วลักพาตัวเขาออกไปจากตรงนั้น ข้าควรจะสังเกตตั้งนานแล้วว่ามันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ทั้งการที่ฝนตกมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่อสูรท้องฟ้านั่นกลับเพิ่งมาปรากฏตัวเอาวันนี้ รวมถึงการที่ทราวิสไม่มีอลิซาเบธอยู่ด้วยตอนที่พาข้าเข้ามาในปราสาท



หึ น่าสมเพช..



คิดได้เช่นนั้นข้ากลับหลุดยิ้มแล้วหัวเราะร่วนจนทั้งห้องโถงเงียบกริบ เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของข้าดังกึกก้องไปทั่วบริเวณจนไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่ใช้สายตามองมาอย่างไม่ไว้ใจ กระทั่งเจฟฟ์ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดไปเช่นกัน “ฮ่าๆ ใยปีศาจเช่นพวกเจ้าถึงได้น่าสมเพชถึงเพียงนี้ เอาแต่พยายามแยกข้ากับทราวิสออกจากกัน ทำไมล่ะ? หากพวกเราสองคนอยู่ด้วยกัน เป็นมิตรกัน พวกเจ้าจะกระอักเลือดตายหรือไง หรือจะเป็นเพราะ...พวกเจ้าขี้ขลาดจนไม่สามารถสู้มนุษย์ธรรมดาเพียงสองคนได้หากเราอยู่ด้วยกัน?



ได้ยินคำพูดที่แสนท้าท้ายนั่น เสียงคำรามที่ทรงพลังดุจอสูรร้ายของปีศาจทั้งหลายก็ดังระงมจนห้องโถงสั่นสะเทือน ท่าทางคล้ายสัตว์ป่าเตรียมกระโจนใส่ต่อสู้ของพวกมันทำให้ข้ากลับมาตีหน้าเคร่งขรึมอีกครั้ง และทันทีที่เหล่าฝูงปีศาจกว่าสิบตนพากันหลั่งไหลลงมายังลานห้องโถงเพื่อเตรียมฉีกข้าเป็นชิ้นๆ เป็นจังหวะนั้นเองที่ข้าเหนี่ยวสายธนูจนสุดแรงแล้วปล่อยศรทั้งสามดอกออกไป



'ฉึก! ฉึก! ฉึก!'



“อ๊าาาาาาาากก!!!



ทว่าหลังจากที่ปีศาจสามตนที่เข้ามาใกล้ที่สุดล้มลงไป พวกที่พุ่งมาจากด้านหลังก็เข้าประชิดข้าเสียแล้ว กรงเล็บแหลมคมของตัวอะไรสักอย่างตะปบเข้าที่หลังข้าอย่างแรงจนเลือดกระจาย ความเจ็บแสบบริเวณแผ่นหลังที่ถูกกรีดแล่นไปทั่วร่าง ส่วนอีกตัวก็งับเท้าให้จมเขี้ยวแล้วออกแรงดึงจนล้มหัวฟาดพื้น ข้าจำต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวดไว้ ก่อนจะพลิกตัวขึ้นนอนหงาย แล้วอาศัยจังหวะที่พวกมันสองตัวกระโจนลงมาพร้อมกันใช้ศรสองดอกในมือแทงทะลุขึ้นไปท้องของมัน ข้ากัดฟันดันศรในมือให้เข้าไปในร่างของอีกฝ่ายที่กำลังส่งเสียงหวีดร้องอย่างทรมานจนมิดด้าม ก่อนจะรีบกระชากมันออกมาจนโลหิตสีดำพุ่งใส่ใบหน้าเป็นสาย แล้วพลิกตัวหลบอสูรอีกตัวผู้มีหน้าตาผุพรุนเหมือนซากศพที่ถูกแมงแทะกินที่ใช้ค้อนยักษ์ทุบลงมาบนหน้าอกข้า



'ปัง!'



ค้อนขนาดใหญ่นั้นทุบลงไปบนพื้นหินปูนจนพื้นแตกร้าว ข้าจึงรีบคว้าหินก้อนใหญ่ที่แตกขึ้นมาฟาดใส่ศีรษะศัตรูตรงหน้าจนมันแตกละเอียดเป็นเศษผง ส่วนปีศาจอีกตนข้างๆก็ถูกคันธนูสีดำฟาดไปอย่างสุดแรง



นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าโดนรุม...ทว่าครานี้กลับกินแรงมากกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา



ยามที่หอกของสัตว์ประหลาดตาเดียวสองตัวกำลังจะแทงลงมา ภายในเสี้ยววินาทีนั้นข้ารีบดึงปีศาจข้างๆตัวมาใช้เป็นโล่กำบังแทน ปลายหอกแหลมคมทั้งสองแทงลึกเข้ามาในอกของปีศาจตนนี้ ก่อนที่ข้าจะเหวี่ยงร่างเขาออกไปแล้วพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาสีมรกตเต็มไปด้วยความเรียบนิ่งเคร่งขรึม ทว่ารอยยิ้มมุมปากคล้ายโรคจิตกลับปรากฎอยู่บนใบหน้า ในแววตานั้นไม่มีความหวาดกลัวใดๆทั้งสิ้นต่อปีศาจอีกหลายสิบตนที่หลั่งไหลกันเข้ามาเพิ่มจากทุกสารทิศ มือหนายกขึ้นมาปาดเลือดบริเวณมุมปากออกลวกๆ ก่อนจะเลื่อนไปที่ลำคอเพื่อคว้าสร้อยดาบประจำกายโดยอัตโนมัติ



แต่มันกลับ...ว่างเปล่า



ข้าขมวดคิ้วพร้อมใช้รีบมือควานหาจี้สร้อยประจำตัวที่คอ ทว่าไม่ว่าจะล้วงหาอีกสักแค่ไหน...ก็พบเพียงความว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น



เป็นตอนนั้นเองที่ข้ารู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปกะทันหัน ข้ารู้สึกชาไปทั้งร่าง ใบหน้าค่อยๆก้มลงมองบริเวณลำคอตัวเองที่ปราศจากสร้อยเส้นสำคัญ ริมฝีปากที่สั่นระริกอ้าออกเล็กน้อย ข้าไม่รู้ว่าตนกำลังมีสีหน้าอย่างไร กลับได้แต่จ้องคอเสื้อที่ว่างเปล่าของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา รู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างมาจุกไว้ในคอจนพูดไม่ออก



ไม่จริงน่า...



“น่าผิดหวังจริงๆ กระทั่งดาบของบิดาเจ้า...ยังไม่สามารถรักษาได้เชียวหรือ



เสียงนิ่มนวลทว่าทรงพลังที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ทุกสรรพสิ่งในห้องโถงเงียบกริบ ปีศาจทุกตนที่กำลังจะกรูเข้ามาหาข้าพลันหยุดชะงัก พวกมันมีสีหน้าอํ้าอึ้งเล็กน้อย ก่อนจะพากันทรุดตัวคุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการทำความเคารพจนปราสาทสั่นสะเทือน ข้ากวาดสายตามองฝูงปีศาจนับเกือบหมื่นทุกตนที่กำลังคุกเข่าก้มหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะรู้สึกได้ถึงไอเย็นบางอย่างที่กำลังคืบคลานอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของข้าจึงค่อยๆหันไปมอง



“ขอต้อนรับสู่ปราสาทข้า...เจเดน บุตรแห่งเจมส์ เกรโนเวอร์





TBC.






TALK : 2


เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆล้าวว อรั่กกๆๆๆ

แต่ละตอนจะค่อยๆไขปมไปทีละนิดนะค้าา แล้วก็นะ จะเห็นได้ว่าเจฟฟ์เค้าไม่มีพิษภัยต่อเจเดนเท่านั้น แต่กับวิส... รอดูกันต่อไปค่า55555555

แล้วก็ทำใจกันนิสนุงง ตอนนี้เรื่องนี้ดำเนินเรื่องมาได้เกือบถึงช่วงกลางๆละ ก็จะเป็นการผจญภัยของเจดี้วิสซี่ซะส่วนใหญ่ ยังมีโมเม้นท์ฟินๆของสองคนนี้กันอีกยาวววว แต่พอช่วงใกล้จบ...เตรียมทิชชู่ได้เลยข่ะ ;-;

ให้สปอยล์นิดนึงมั้ย? อืมมมม เอาเปงว่า...วิสซี่กำลังอยู่ในอันตรายนะคะทุกโคลลล//วิ่งไปแอบ

ตอนนี้เราตาอักเสบหมดแล้ว แงง55555555 ยังไงก็เม้นท์ให้กำลังใจกันหน่อยนะเคอะ *-*

ปล. รักเสมออออออ (คำที่ไม่เคยเกินจริงเลย)



TALK : 1


เราขอโทษนะคะที่มาอัพช้ามากกก(อีกแล้ว ;-;) แต่เชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีใครอยากให้อัพเร็วมากไปกว่าเราอีกแล้ว ฮรึกกกก

ครึ่งหลังเนื้อหาเข้มข้นแน่นอนค่ะ มาดูกันว่าสามคนนี้จะต้องไปเจอกับอะไรบ้าง หุหุ

สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าฟิคเรื่องนี้จะทำให้รีดๆมีความสุขนะค้า สักน้อยนิดก็เกินพอแล้ว --ในฐานะไรท์ เลามีความสุขที่สุดเวลาคนอ่านชอบฟิคที่เลาแต่งด้วยฟามรัก > <

Ja chega de internet por hj kkk






ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 267 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #1081 boahammock (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2563 / 23:19
    ใครกันนะะะะ
    #1,081
    0
  2. #945 PlengPGK (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 16:32
    อะไรกันเนี่ยยย สรุปเจฟฟ์นี่ยังไงนะ แล้วทราวิสไปไหนㅠㅠㅠ
    #945
    0
  3. #801 Taniya1812 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 00:32
    เทียร่าเหรอ เทียร่าใช่ไหม ปล.ทำไมนี่รู้สึกว่าเจฟฟ์โกหก เพราะที่แม่มดดำบอกกับเจเดนคือแม่เจเดนเป็นคนที่ฆ่าทุกคนเพื่อความสนุกของตัวเอง เลยอยากแก้แค้นโดยการฆ่าเจเดนบ้าง แต่เจฟฟ์กลับบอกว่าเป็นเทียร่าต่างหากที่ทำให้ทุกคนเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นแบบที่เจฟฟ์บอกจริงๆแม่มดดำจะแค้นแม่เจเดนแล้วฆ่าเจเดนทำไม นอกจากจริงๆแล้วแม่เจเดนป้ายสีเทียร่า แล้วก็โกหกพวกปีศาจ ขอเดาว่าแม่เจเดนเป็นคนทำเรื่องพวกนี้ทั้งหมด รึเปล่านะ;-;
    #801
    0
  4. #771 JP_Spectrum (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 23:18
    ขำตรงไฟแทงตูด โอ้ยยย อ่านๆ อยู่แบบกำลังซีเรียส หลุดขำพรืดดดเลย😂😂😂
    #771
    0
  5. #597 Mvis. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 11:21
    ทราวิสไปไหนนนนนนนน เจฟทำไมร้ายอะ
    #597
    0
  6. #571 bomza2528 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 12:40
    เหมือนดูหนังพจนภัยเลยค่ะ^^
    #571
    0
  7. #537 Taeiy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 00:22

    สุดยอดมากเลยค่ะ เหมือนกำลังดูหนังอยู่เลย

    #537
    0
  8. #446 proudsj (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 09:16
    พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกจริงๆลูกเอ้ย
    #446
    0
  9. #382 mamewmark (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 23:26
    ทราวิสหายไปไหน...
    #382
    0
  10. #381 Lala_Land (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 06:34
    สงสารวิสสสสสสส
    #381
    0
  11. #380 MindQueen (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 21:41
    ใครวะ ๆๆๆ
    #380
    0
  12. #379 PaiiKanj (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 17:21
    แล้วทราวิสหายไปไหนอ่ะ ฮื่อออออ
    #379
    0
  13. #378 Ver_a (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 10:44
    วิสซี่จะต้องปลอดภัย!!
    #378
    0
  14. #377 TaTa_p19 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 09:33

    เชื่อใครไม่ได้เลยค่ะ แง้ เจเดนช่วยทราวิสที
    แล้วน้อนชอบเป็นไรแล้วไม่บอกด้วยรู้อะไรโดนไร สงสัยอะไรมาน้อนเก็บหมดเลย เป็นห่วงง เจเดนช่วยน้องนะ
    #377
    0
  15. #376 noeyoey (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 09:08
    อ่ยยยยยย เป็นเครียดนะ พระเอกคือเจอแต่งานยากแท้ สงสารร
    #376
    0
  16. #375 vVv-Tae (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 07:57
    ใครรรรรร
    #375
    0
  17. #374 CHYUNG (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 22:09
    ตึงเครียดจ้าตอนนี้;-;
    #374
    0
  18. #373 park-p15 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 21:30
    โอ้โห แม่จ๊า
    #373
    0
  19. #372 Reawrang (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 20:27
    รีดมารอไรท์ที่ท่าน้ำทุกวันเลยนะ ฮรึกกก
    #372
    0
  20. #371 jutamatkhamkaew (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 19:44
    นี่ก็สงสัยตั้งแต่ที่เจเดนได้กลิ่นแปลกๆแล้ว ปราสาทของใครกันเนี่ยยยยย แล้วทราวิสหายไปไหนนน เจเดนสู้ๆนะคับ คุณไรท์ก็ด้วย รักค้าบ
    #371
    0
  21. #370 Violet_V (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 19:27

    ......โอ้โห คือแบบบรรยายดีงามมากกกก ทราวิสจะเป็นไงบ้างคะเนี่ยย ฮรืออออ นว้องงงง แก้ปมจนสับสนไปหมด ดูๆแล้วเจฟฟ์น่าจะไม่ชอบทราวิสเป็นพิเศษเพราะไม่ใช่แค่เป็นวอลธีเรีย แต่เป็นน้องเทียร่าด้วยปะ? เจดี้สู้ๆน้า ;-;

    #370
    0
  22. #369 Lala_Land (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 / 22:02
    คือ เรื่องสนุกมากกก เข้มข้น เเต่ก็ตลกด้วยอ่ะ ที่สำคัญ ไรท์ตลกมาก!!!555555 สู้ๆนะคะ
    #369
    0
  23. #368 AnnSK (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 10:21
    ในหัวนี่พยายามแก้ปมจนยุ่งไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่กล้าคืดไกล กลัวหักมุม 555555
    #368
    0
  24. #367 thanyalaktosem (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 15:44

    แงงงไรท์คิดถึงค้าบ

    ต้องรอเตรียมต้มมาม่ามั้ยเนี่ย?
    #367
    0
  25. #366 Megnetic (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 15:17

    ให้เลือกระหว่างแม่กับทราวิสแน่ๆเลยยยยย //เตรียมต้มน้ำแล้วค่ะไรท์

    สู้ๆน้าไรท์
    #366
    0