۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 11 : ۩ Journey ۩ 10 : มนตร์ดำครอบงำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,265
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 278 ครั้ง
    7 ก.ค. 62

B
E
R
L
I
N
Photo Mysterious Forest by Leixiao Zhu on 500px





บนเตียงไม้หลังเดิมในห้องใต้หลังคาที่เดิม ร่างหนานอนไขว่ห้างกระดิกเท้าอยู่อย่างเหม่อลอย มือหนาข้างหนึ่งหนุนใต้ศีรษะไว้ ส่วนมืออีกข้างก็หมุนจี้สร้อยประจำตัวไปมา ลมหายใจอุ่นร้อนถูกพ่นออกมาเป็นกลุ่มควันสีขาว บทสนทนาระหว่างข้ากับพ่อมดจบลงไปเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว หลังจากที่คุยประเด็นเรื่องของทราวิสจบไป ข้าก็กลับมาทบทวนเรื่องปมปริศนาต่างๆที่มีมาตั้งแต่ย่างเข้ามาในป่ามรณะ ตั้งแต่เรื่องของท่านแม่ เจ้าหญิงเทียร่า ไปจนถึงเรื่องของเอเวอร์ลีน ทุกอย่างเหมือนจะมีคำบอกใบ้ให้แล้ว แต่กลับไม่ค่อยสมบูรณ์เกินกว่าที่ข้าจะมองได้เห็น เหมือนกับดวงดาวนับหมื่นที่ประดับอยู่ทั่วผืนฟ้า แต่ไม่สามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มดาวต่างๆได้



นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ข้าเข้ามาในโลกของปีศาจ แต่ข้ากลับยังไม่สามารถแก้ปมปริศนาทั้งหลายได้เลยแม้แต่น้อย อันที่จริงก็พอจะสันนิษฐานได้อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มั่นใจมากพอที่จะฟันธงว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่



ขออย่าให้เป็นอย่างที่ข้าคิดเลยก็แล้วกัน..



คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา —ข้าจะมาเสียเวลาคิดเรื่องพวกนี้ให้สมองล้าไปทำไมกัน ในเมื่อยังไม่รู้เลยด้วยซํ้าว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดไปจากที่นี่ได้หรือไม่



“ท่านพ่อ..” ข้าเอ่ยขึ้นมาอย่างเหม่อลอย มือยังคงหมุนจี้สร้อยเล่นไปมา “หากข้าตายที่นี่...อย่างน้อยข้าก็จะได้ไปอยู่กับท่านใช่ไหม



เป็นคำถามที่มีความเงียบเป็นคำตอบเหมือนอย่างเคย



หลายครั้งที่ข้ารู้สึกโหยหาบิดาผู้ล่วงลับ จินตนาการว่าเขาจะมีหน้าตาเป็นยังไง จะอยู่สุขสบายดีในอีกโลกหนึ่งหรือไม่ และก็หลายครั้งนักที่ข้านึกอยากจะไปอยู่กับเขา เพราะโลกนี้มันช่างโหดร้ายสำหรับข้าเหลือเกิน ยิ่งอยู่ก็ยิ่งทุกข์ทรมาน บางทีโลกหลังความตายอาจสุขสบายกว่าโลกใบนี้ก็เป็นได้



ข้าคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพียงลำพัง ด้วยความที่ต้องอยู่คนเดียวมาโดยตลอด นี่จึงเปรียบเสมือนงานอดิเรกของข้า บางทีการได้คุยกับความเงียบก็เป็นเครื่องช่วยทำให้ผ่อนคลายขึ้นมาได้มากโข ความโดดเดี่ยวเงียบเหงาอาจดูน่าอึดอัดสำหรับใครหลายคน หากแต่มันคือเพื่อนสนิทที่สุดของข้า และต่อให้ข้าอยากตีตัวออกห่างเพื่อนคนนี้มากสักเพียงใดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้ ตอนแรกข้าก็ไม่ชอบนัก...แต่พออยู่ด้วยกันไปนานๆก็รู้สึกชินชาไปเอง เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเพื่อนที่จะไม่มีวันทรยศหักหลังเรา ต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง



ความคิดต่างๆนาๆที่แล่นเข้ามาในหัวทำให้ข้าเผลอลืมไปชั่วขณะ...ว่าตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังมีใครอีกคนที่อยู่ในกระท่อมหลังนี้ด้วย



'ตุ่บ!!'



ข้าสะดุ้งขึ้นมาจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง มันดังขึ้นมาจากด้านล่าง คิ้วหนาขมวดเข้าหากันตามสัญชาตญาณความสงสัย ก่อนจะพาร่างตัวเองลุกออกจากเตียงแล้วตรงดิ่งลงบันไดไปชั้นล่างทันที



สิ่งที่ข้าเห็นทำเอาตัวแข็งทื่อราวถูกสาป ทราวิสกำลังนอนขดตัวงออยู่บนพื้น เขากุมแขนขวาตัวเองไว้แน่นพร้อมกับกระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง คราบโลหิตกระจายอยู่ทั่วพื้นไม้ ร่างโปร่งสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บอย่างน่าสงสาร



นี่มันเกิดอะไรขึ้น..



“ทราวิส!!!” ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง สองขารีบวิ่งไปหาอีกฝ่ายแทบจะในทันที ข้าทรุดตัวกระแทกเข่านั่งลงกับพื้นพร้อมกับพยุงร่างที่สั่นสะท้านขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน เนื้อกายของทราวิสเย็นเยียบดุจนํ้าแข็ง ใบหน้าของเจ้าชายที่ซีดลงบิดเบี้ยวด้วยความทรมานขณะไอออกมาเป็นของเหลวสีแดง แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัวจากการหอบใจรุนแรง เม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาตามกรอบหน้าทั้งๆที่อากาศเย็นเข้ากระดูก



อาการของทราวิสทำให้ข้ารู้สึกเหมือนจะสติแตกไปเสียเดี๋ยวนี้ ดวงตาสีเขียวยังคงเบิกค้างอยู่อย่างนั้น และหัวใจก็ไม่มีท่าทีว่าจะเต้นช้าลงเพราะความกระวนกระวายจนหายใจได้ไม่ทั่วท้อง รู้สึกเหมือนอากาศรอบกายกำลังกดทับตัวเองไว้จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้



สาบานได้ว่าตั้งแต่เกิดมา...ข้าไม่เคยรู้สึกเหมือนถูกบดขยี้หัวใจขนาดนี้มาก่อนเลย



ข้าพยายามบังคับมือไม่ให้สั่นขณะถกแขนเสื้อคลุมข้างขวาของอีกฝ่ายออก ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าอักขระสาปบนผิวเนื้อของทราวิสได้ลุกลามมาจนเกือบถึงข้อมือแล้ว



เป็นไปไม่ได้ ทำไมมันขยายขึ้นเร็วผิดปกติขนาดนี้ล่ะ..



“ทราวิส...เจ้าได้ยินข้าไหม” มือหนาตบแก้มอีกฝ่ายเบาๆเพื่อเรียกสติ นํ้าเสียงของข้าสั่นจนน่าตกใจ “เฮ้ ทราวิส



“หนี...ไป..” เสียงแหบแห้งอิดโรยเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือที่สั่นระริกขึ้นมากุมศีรษะไว้ ร่างโปร่งยังคงหอบใจรุนแรงโดยยังไม่ได้เปิดเปลือกตาที่ปิดแน่นขึ้นมาแต่อย่างใด ฝ่ามือเรียวกำเข้าหากันแล้วทุบเบาๆที่อกข้าอย่างคนหมดเรี่ยวแรง “เจ้า..อึก รีบหนีไปซะ



ข้าขมวดคิ้วแน่น “หนี? ทำไม



ทันทีที่ถ้อยคำหลุดจากริมฝีปากหยัก ร่างในอ้อมแขนก็พลันแน่นิ่งไป ไม่มีอาการสั่นสะท้านหรือหอบหายใจใดๆอีกแล้ว มือที่กำลังทุบข้าก็ร่วงลงมาบนตักทันทีอย่างหมดแรง ทราวิสตัวแข็งทื่อจนข้าใจกระตุกวูบ ความรู้สึกกลัวและตื่นตระหนกอย่างมหาศาลถาโถมเข้ามาจนดวงตาสีมรกตเริ่มสั่นระริก แต่เพราะยังได้ยินเสียงชีพจรแผ่วเบาอยู่จึงทำให้ข้าเขย่าร่างในอ้อมแขนเบาๆ



“ทราวิส ทราวิส เฮ้! ฟื้นสิ!!” ข้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีสีหน้าเช่นไร แต่ความรู้สึกเหมือนถูกขยำหัวใจให้แหลกคามือก็ทำให้พอจะเดาได้ ว่าตอนนี้ข้าคงเหมือนคนสติแตกที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ทั้งที่ครั้งล่าสุดที่ข้าเสียนํ้าตาก็ผ่านมาเนิ่นนานจนแทบจะจำไม่ได้แล้ว



ไม่อยากเชื่อว่าคนบ่อนํ้าตาลึกอย่างข้าจะต้องมาเกือบร้องไห้เพราะผู้ชายคนนี้...หากแต่สภาพของคนตรงหน้าก็ทำให้ข้ารู้สึกทรมานไปด้วยอย่างห้ามไม่ได้



เป็นห่วง...เป็นห่วงจนจะบ้าตายแล้ว



“ทราวิส..?” ข้าชะงักไปเมื่อจู่ๆคนในอ้อมแขนก็ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า...ทำให้ข้าตัวแข็งทื่อเมื่อได้เห็นบางอย่างที่ผิดปกติไป



ดวงตาของทราวิสในตอนนี้ไม่ใช่สีเทอร์ควอยซ์ แต่เป็นสีเทาพายุ



ข้าเบิกตาโพลงทันที ดวงตาแบบนี้ หรือว่าจะเป็น...



'ฉึก!'



“อั่ก!” คมดาบของอีกฝ่ายถูกชักออกมาแทงเข้าที่สีข้างข้าอย่างสุดแรงภายในเสี้ยววินาที ร่างหนางอตัวลงโดยอัตโนมัติเมื่อถูกทำร้ายโดยไม่ทันตั้งตัว ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความเจ็บที่แล่นไปทั่วร่างขณะเอื้อมมือมากุมแผลไว้แน่น เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจนเสื้อเปียกชุ่ม ดวงตาสีมรกตมองคมดาบที่กำลังปักอยู่ในร่างตัวเองด้วยดวงตาที่เบิกค้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาสีเทาพายุที่เรียบเฉยอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง



หากนี่เป็นองค์ชายทราวิสเวอร์ชั่นเดิม ข้าก็จะไม่แปลกใจเลยแม้สักนิดที่เขาจะทำแบบนี้ เขาพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำร้ายข้าทั้งทางร่างกายและจิตใจอยู่แล้ว



ทว่านี่ไม่ใช่ทราวิสคนนั้น...แต่เป็นทราวิสที่ตกหลุมรักข้า คนที่มองข้าด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและความรัก คนที่อ่อนโยนต่อข้ามาโดยตลอด เขาเป็นคนสุดท้ายบนโลกที่คิดจะทำร้ายข้า...และคนคนนั้นก็กำลังใช้ดาบที่ข้าเป็นคนตีให้เองกับมือแทงสีข้างข้าอยู่



เจ็บยิ่งกว่าโดนถูกแทง...ก็คือการถูกทราวิสมองด้วยสายตาเฉยชาเช่นนี้แหละ



“..ข้าไม่ได้อยากทำร้ายเจ้า ทราวิส



'ปั่ก!'



หมัดหนักๆถูกปล่อยขึ้นไปเสยปลายคางอีกฝ่าย ข้าอาศัยจังหวะที่ทราวิสเสียการทรงตัวกระชากคมดาบออกจากร่างกายตัวเอง หากแต่ก่อนที่ข้าจะสามารถดึงมันออกจนสุด คนตรงหน้าก็มิวายแทงมันกลับเข้ามาอีกครั้งจนร่างกายข้ากระตุก ปลายดาบอันแหลมคมบาดเฉือนผิวเนื้อด้านในจนต้องเบ้หน้าพร้อมกัดฟันกรอด ข้าจับด้ามดาบไว้แล้วพยายามออกแรงดันไม่ให้มันแทงเข้ามาได้ลึกกว่านี้ โลหิตสีแดงสดฉาบทั่วปลายดาบ มันหลั่งไหลออกมาจำนวนมากจนหยดลงมาเปรอะพื้นไม้



ดวงตาสีมรกตมองเลือดตัวเองสลับกับมองสีหน้าสงบนิ่งของอีกฝ่าย ก่อนที่มุมปากหยักจะบิดยิ้มออกมา “ข้าเคยบอกเจ้าเป็นหมื่นครั้งแล้ว...ว่าเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า



สิ้นคำพูดนั้น ข้าก็รวบรวมแรงทั้งหมดที่มีผลักร่างของอีกฝ่ายให้หงายล้มลงไปกับพื้น ฉวยโอกาสยามที่ทราวิสเผลอกระชากดาบของเจ้าตัวมาไว้ในมือตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ดาบคํ้าพื้นไว้เพื่อยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างยากลำบาก แต่ยืนได้ไม่นานก็ต้องล้มลงไปอีกครั้งเมื่อถูกทราวิสดึงขาให้เสียหลักล้มลงไป ศีรษะด้านหลังข้ากระแทกกับพื้นอย่างแรงจนต้องเบ้หน้า ทัศนวิสัยพร่าเบลอเต็มทีแต่ก็พอจะเห็นเงาเลือนรางของอีกฝ่ายที่แย่งดาบกลับไปได้แล้ว และกำลังง้างมันขึ้นเตรียมปักลงมาบนใจกลางอกข้า..



'ปั่ก!'



ร่างหนาพลิกตัวหลบคมดาบได้ทันท่วงที มันปักลงบนแผ่นไม้ด้านข้างจนทะลุเป็นรู ทราวิสกระชากดาบเจวิสขึ้นมาจากพื้น ข้าจึงอาศัยจังหวะนั้นรีบพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น มือหนากำจี้สร้อยดาบไว้ตามสัญชาตญาณ ชั่วขณะหนึ่งข้าอยากกระชากมันออกมา หรือไม่ก็เรียกลูกธนูมาไว้ในมือเพื่อใช้ป้องกันตัว เพราะลำพังแค่โดนแทงที่สีข้างก็สูบเรี่ยวแรงข้าไปมากโขแล้ว ข้าสูญเสียเลือดไปมากเกินกว่าจะหลบหนีคมดาบได้ตลอด และหากใช้อาวุธ...ข้าต้องเผลอพลั้งมือทำร้ายทราวิสเป็นแน่



และการทำร้ายเขา...ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากจะทำ



ดวงตาสีเขียวมรกตกวาดไปมองรอบห้องอย่างพิจารณา ตอนนี้มีขวดสุราสองขวดและเก้าอี้สามตัวที่ใช้เป็นอาวุธได้ อย่างน้อยก็ควรเอาไว้ฟาดให้ทราวิสสลบเพื่อที่เขาจะได้สงบลง หรือไม่ก็ล่อขึ้นไปด้านบนแล้วขังเขาไว้ในห้องใต้หลังคาจนกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม หากแต่นั่นก็เท่ากับว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ข้าก็จะไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ทัน หรือจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่ข้าทำเป็นประจำในทุกครั้งที่ลอบเข้าไปขโมยของในบ้านคนอื่น คือใช้สันมือฟาดที่หลังคอของเขาให้สลบ



หากแต่ตอนนี้ทราวิสไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสลบไปเพียงแค่โดนฟาดเข้าที่จุดอ่อนของร่างกายมนุษย์...เขาเป็นเหมือนหุ่นเชิดที่กำลังถูกเวทมนตร์ควบคุม



แผนนานาประการนับยี่สิบวิธีถูกเสนอขึ้นมาในหัว หากทว่าสิ่งที่ทุกแผนมีเหมือนกันก็คือการทำร้ายทราวิส ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ข้ากำลังพยายามหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด



น่าแปลกนัก...ทั้งที่ที่ผ่านมาข้าก็ทำร้ายทราวิสมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทำไมครานี้มันถึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้



ข้าเหลือบไปปรายตามองถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าที่กำลังสาวเท้ามาหาข้าพร้อมดาบในมือ สีหน้าและแววตาของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม เป็นวินาทีนั้นเองที่ข้าตัดสินใจกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะให้มันแตกละเอียดเป็นเศษแก้ว



'เพล้ง!'



“ทราวิส.. เอ่ยด้วยเสียงที่เล็ดรอดผ่านไรฟันเพราะความเจ็บที่บริเวณหน้าท้องกำลังเล่นงาน ใบหน้าของข้าซีดลงเรื่อยๆจากการเสียเลือด พยายามทรงตัวไม่ให้เสียหลักล้มลงไป ข้าขบกรามแน่นพร้อมใช้มือกุมแผลไว้ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังสาวเท้าเข้ามา “เจ้ากำลังถูกควบคุม



'หมับ!'



ทันทีที่คมดาบเหวี่ยงลงมา มือหนาก็รีบจับข้อมือเรียวไว้แล้วออกแรงบิดมันไปในทิศตรงกันข้ามอย่างแรง การจู่โจมอย่างกะทันหันทำให้อีกฝ่ายเผลอปล่อยดาบลงโดยสัญชาตญาณ ข้าเตะดาบไปไกลๆก่อนจะกดฝ่ามืออีกฝ่ายลงบนเศษถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะ คนถูกกระทำเบิกตาโพลงพร้อมขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นบริเวณขมับเพื่อกลั้นความเจ็บไว้ เศษแก้วชิ้นใหญ่อันแหลมคมค่อยๆบาดเฉือนฝ่ามืออีกฝ่ายลึกขึ้นเรื่อยๆยามที่ข้ากดนํ้าหนักมากขึ้น



“..อึก” มือเรียวที่อยู่ใต้มือข้าสั่นระริก โลหิตเริ่มจะไหลซึมออกมาจากฝ่ามือที่โดนบาดมากขึ้นเรื่อยๆ หากแต่ทราวิสก็ยังคงไม่ยอมส่งเสียงร้องใดๆออกมา กลับกันดวงตาสีเทาหม่นกลับแข็งกร้าวขึ้นด้วยโทสะ มืออีกข้างพยายามจะแกะมือข้าออกแต่ก็ไม่เป็นผล



นี่คงเป็นวิธีที่จะทำให้ทราวิสเจ็บน้อยที่สุด...แต่เขาก็จะไม่สามารถใช้ดาบไปอีกหลายวัน



แต่แล้วข้าก็พลันต้องหยุดชะงักไป เมื่อจู่ๆดวงตาสีเทาหม่นที่แข็งกร้าวก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเทอร์ควอยซ์ตามเดิม เจ้าตัวเบ้หน้าด้วยความเจ็บพร้อมกับปากแน่นอย่างน่าสงสาร “เจเดน ข้าเจ็บ..” 



ดวงตาสีมรกตหลุบมองโลหิตจำนวนมากที่ไหลซึมออกมาจากง่ามนิ้วของทราวิส สลับกับมองสีหน้าทรมานของเจ้าตัวด้วยสายตาที่หม่นลง นั่นทำให้ข้าเม้มปากแน่นพร้อมกับค่อยๆปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระแล้วผละออกมาโดยอัตโนมัติ



“โอ๊ย!! ทันทีที่คนผมบลอนด์ดึงเศษแก้วชิ้นใหญ่ออกจากผิวเนื้อตัวเอง เลือดจำนวนมากก็พุ่งออกมาราวกับสายนํ้า เขากัดริมฝีปากล่างแน่นจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้องไว้ โลหิตไหลลงมาเป็นทางจนถึงข้อมือ ทราวิสกุมมือตัวเองไว้แน่นเพื่อห้ามเลือดด้วยสีหน้าทรมาน ความรู้สึกผิดที่มีอยู่เต็มอกฉายออกมาผ่านดวงตาสีมรกตอย่างปิดไม่มิด อยากจะเข้าไปช่วยดูแผลให้ หากแต่ความกังวลที่ระแวงว่าอีกฝ่ายจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก สองขาจึงไม่กล้าขยับเขยื้อนย่างกรายเข้าไปหา



แต่ทันทีที่ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ช้อนขึ้นมามองเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆที่ถูกทำร้าย ความระแวงทั้งหลายที่ข้ามีก็ถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น..



“เจ็บมากไหม..” ข้าประคองร่างของตัวเองที่เจ็บยิ่งกว่าไปหาคนผมบลอนด์ ขบกรามแน่นเมื่อแผลที่สีข้างฉีกออกในทุกจังหวะการก้าวเดินจนต้องเดินตัวงอ พยายามทรงตัวไม่ให้เซจนล้ม มือหนาที่สั่นระริกเอื้อมไปแตะหลังมือนุ่มที่โชกเลือดเบาๆ นัยน์ตาสีเขียวขจีมองมันอย่างรู้สึกผิดและเป็นห่วง ก่อนจะใช้มือลูบวนหลังมืออีกฝ่ายไปมาเป็นเชิงปลอบโยน ข้าขอโทษ



ลำพังแค่เห็นทราวิสโดนเศษแก้วบาดก็ทรมานหัวใจข้าจะแย่แล้ว...นับประสาอะไรกับชักดาบออกมาทำร้ายเขากัน



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์คู่สวยที่สั่นระริกสบตากับข้าในระยะประชิด ก่อนจะหลุบสายตาลงไปมองบาดแผลที่สีข้างของข้าที่เกิดจากเขาเอง แววตาของทราวิสหม่นแสงลงยิ่งกว่าเดิมเป็นเท่าตัวทันใด ทั้งที่มันไม่ใช่แผลของเขาแต่ทราวิสกลับดูทรมานเสียยิ่งกว่าข้าผู้เป็นเจ้าของแผลเสียด้วยซํ้า เจ้าตัวเม้มริมฝีปาก มือเรียวข้างซ้ายที่ไม่เจ็บยกขึ้นมาแนบแก้มข้าไว้ “ขอโทษนะ



แววตาอ่อนโยนอันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดที่ส่งมาทำให้ข้ายิ้มบาง แค่รอยยิ้มนั้นก็ต้องพลันหายไปในเสี้ยววินาทีเมื่อดวงตาสีเทอร์ควอยซ์กลายเป็นสีเทาหม่นอีกครั้ง แววตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่หายไปในชั่วพริบตาพร้อมถูกแทนที่ด้วยความเย็นชา มือเรียวที่กำลังแนบแก้มข้าไว้จิกเข้าไปในกลุ่มผมสีแดงแล้วกระแทกศีรษะข้าลงไปกับโต๊ะอย่างสุดแรง



'ปัง!!'



แรงกระแทกมหาศาลที่กระทบกะโหลกศีรษะด้านข้างทำให้ข้าอยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเสียเดี๋ยวนี้ หากแต่ทัศนวิสัยก็เริ่มพร่าเลือนขึ้นเรื่อยๆจนหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะทำแบบนั้น คิ้วหนาขมวดพร้อมกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดเพื่อระบายความทรมาน ความรู้สึกอุ่นวาบบริเวณศีรษะกับกลิ่นคละคลุ้งทำให้ได้รู้ว่าหัวแตกจนเลือดออก โลหิตสีสดไหลลงมาจากบริเวณขมับแล้วหยดลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ แล้วมันก็ออกมามากกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายจับหัวข้าโขกลงไปซํ้าอีกครั้งและอีกครั้ง



'ตุบ!'



ทันทีที่ทราวิสปล่อยข้าให้เป็นอิสระ ร่างหนาก็ไถลลงจากโต๊ะลงมาจนเข่ากระแทกพื้นอย่างทรงตัวไม่อยู่ แรงกระแทกบริเวณศีรษะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างพร่าเลือนไปหมด ข้าไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะถ่างเปลือกตาอันหนักอึ้ง แขนขาไม่สามารถขยับเขยื้อนพาตัวเองหนีได้อีกแล้ว ได้แต่เอนหลังพิงโต๊ะไม้ไว้เพื่อใช้คํ้ายันร่างกายที่บอบชํ้า



'ตึก..ตึก..ตึก..'



ได้ยินเสียงทราวิสหยิบดาบขึ้นมาจากพื้นก่อนจะสาวเท้ามาทางนี้ ข้าพยายามถ่างเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นจนสามารถเห็นเงาของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนราง สิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดแจ้งคือดวงตาสีเทาพายุ อยากจะกัดฟันลากสังขารที่บอบชํ้าของตัวเองหนีไปให้ไกล...หากแต่ข้าก็ปวดร้าวศีรษะเกินกว่าจะทำได้ ทั้งยังเจ็บแผลที่โดนแทงจนแทบไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้แล้ว การหนีออกไปจากที่นี่จึงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น



ข้าจะต้องตายจริงๆหรอ..



ชีวิตที่ข้ารักษามาตลอดสิบเก้าปี...จะต้องมาดับลงอย่างน่าสมเพชเพียงเพราะพลาดท่าให้ผู้ชายคนนี้จริงๆหรือ



หากข้าจะตาย มันก็หาใช่ความผิดของเขาไม่ แต่ผิดที่ข้าเอง...ผิดที่ไม่กล้าลงมือจัดการทราวิสตั้งแต่เมื่อกี้ ผิดที่ไม่ใจแข็งมากพอที่จะทำร้ายเขา หากทราวิสเป็นคนอื่น...ข้าก็คงลงมือไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องโดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้หรอก



สัจธรรมหลักในสนามรบคือไม่มีใครปราณีใคร ไม่มีผู้ใดสนว่าคนที่ถูกเราทำร้ายจะเจ็บมากไหม ไม่มีใครหน้าไหนสนว่าคนที่เราสังหารจะมีลูกหรือภรรยาที่กำลังรอเขากลับบ้านอยู่หรือไม่ พวกเขาเป็นเพียงแค่ศัตรูที่ต้องกำจัด เป็นแค่บุคคลที่ต้องเข่นฆ่าให้สิ้นซาก และหากมีใครสักคนที่เกิดมีใจคิดเมตตาสงสารศัตรูแม้แต่น้อยนิด...คนผู้นั้นก็จะได้รับความตายเป็นการตอบแทน และผู้ที่จะมอบความตายให้...ก็คือคนคนนั้นที่เราเมตตา



ฉะนั้นการที่ข้าไม่กล้าทำร้ายทราวิส...ก็ไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวเองทางอ้อม เพราะเขาจะกลายเป็นฝ่ายสังหารข้าแทน...แบบที่กำลังจะทำอยู่ตอนนี้



ทำไมกัน...ทำไมทราวิสที่รักข้าหมดหัวใจ ทราวิสคนนั้นที่พร้อมจะปกป้องข้าอย่างไม่คิดชีวิต คนขี้แยเหมือนเด็กสามขวบเมื่อโดนข้าดุ คนที่มีแต่รอยยิ้มสดใสเหมือนดอกไม้ที่ผลิบาน คนที่ไม่มีแม้พิษภัยต่อข้า...ทำไมเขาถึงได้กลายเป็นแบบนี้?



ทำไมทราวิสถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ถ้าไม่ใช่เพราะ..



“นังแม่มด.. ข้าเอ่ยด้วยนํ้าเสียงอ่อนแรงทว่าหนักแน่น แม้ร่างกายจะปวดร้าวแค่ไหนแต่บนใบหน้าของข้ายังคงมีรอยยิ้มแสยะกับสายตาแข็งกร้าว “จะซ่อนตัวให้ตัวเองดูขี้ขลาดตาขาวไปทำไม...ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่มาครู่ใหญ่แล้ว



“.............



“หรือว่า...เจ้ากลัวมนุษย์อย่างข้า



ความเงียบเข้าปกคลุมทันทีที่ถ้อยคำเหล่านั้นถูกพ่นออกมาจากริมฝีปาก ร่างของทราวิสมาหยุดลงตรงหน้าข้าพอดี เขาหยุดชะงักและมองข้าด้วยตาที่เบิกค้างอย่างไม่เชื่อหู ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับร่างของสตรีในชุดคลุมสีแดงสดที่ปรากฎขึ้นไม่ไกล แม่มดที่อ้างว่าตนออกไปข้างนอกยืนพิงผนังบ้านหัวเราะร่าอย่างชอบใจ “เจ้าคำนวณพลาดไปนิดนะพ่อคนงาม ความจริงข้าเพิ่งมาถึงเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง



“มาตั้งแต่ตอนที่ทราวิสเริ่มกระอักเลือด...นั่นก็ผ่านมาหลายนาทีแล้วนะ



นางหุบยิ้มลงทันใดราวกับไม่เคยมีมาก่อน แล้วหรี่ตาลงพร้อมเลิกคิ้วขึ้น “เจ้ารู้?



“ถึงข้าจะไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับเรื่องศาสตร์มืด แต่แม้แต่เด็กห้าขวบก็คงรู้ว่าแม่มดน่ะ...โปรดปรานคาถาสะกดจิตเสียยิ่งกว่าอะไร” ข้ายกมือที่สั่นระริกด้วยความอ่อนแรงขึ้นมา แล้วชี้ไปยังใบหน้าของทราวิสพร้อมเอ่ยเสียงแหบแห้ง



“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นแม่มดขาวหรือดำ ดวงตาสีเทาแบบนั้นจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เจ้าใช้คาถาทางจิต แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับคนที่ไม่ใช่ผู้ใช้เวทมนตร์อย่างทราวิส...นั่นหมายความว่าเขากำลังถูกเวทมนตร์ควบคุม เพียงเท่านี้ก็คงเป็นหลักฐานยืนยันได้มากพอแล้วนะ...ว่าใครกันที่เป็นผู้สะกดจิตทราวิสให้ลงมือทำร้ายข้า



“โดนจับได้แล้วหรือนี่” นางคลี่ยิ้มที่ไร้ความจริงใจ ยกมือขึ้นมากอดอกไว้พร้อมเอนศรีษะพิงผนังไม้ ฝ่ามือเรียวยาวถูกยกขึ้นมาโบกปัดๆ “แต่ที่ข้าทำไปก็เพื่อความสนุกส่วนตัวเท่านั้น อย่าได้ถือสาไปเลย



..คนที่ใช้เวทมนตร์เร่งการเจริญเติบโตของอักขระสาปบนตัวทราวิสจนเขากระอักเลือด เพื่อจะได้ใช้เป็นกับดักล่อให้ข้าเข้าไปใกล้ตัวเขา จากนั้นก็ร่ายมนตร์สะกดจิตให้ทราวิสทำร้ายข้า คนที่ทำเรื่องเหล่านี้มีสิทธิ์พูดด้วยหรือว่าทำไปเพื่อความสนุกส่วนตัว?



ตอนนี้ข้าเชื่อฮิวโก้แล้ว...ว่าแม่มดดำน่ารังเกียจอย่างที่ว่าจริงๆ



“พูดจาได้น่าเอาขี้ม้ายัดปากมาก” ข้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เห็นความอ่อนแอแม้แต่เพียงนิด “ข้าไม่ต้องการได้ยินถ้อยคำโกหก เจ้าทำให้ข้ากับทราวิสเกือบฆ่ากันตาย...ไปเพื่ออะไรกันแน่



แม่มดส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย้ยหยัน นางปรายตามองทราวิสที่ยืนแน่นิ่งด้วยสายตาเหยียดหยาม เป็นสายตาแบบที่ทราวิสเวอร์ชั่นเดิมชอบทำใส่ข้าประจำ “แม้ว่าข้าจะรู้สึกขยะแขยงสายเลือดของวอลธีเรีย...แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะต้องลดตัวไปฆ่าองค์ชายองค์นี้



ข้านิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะเบิกตาขึ้น หากนางไม่ได้มีจุดประสงค์จะฆ่าทราวิส ถ้าเช่นนั้น... “เจ้าก็แค่ต้องการกำจัดข้า?



รอยยิ้มมุมปากปรากฎขึ้นบนใบหน้างดงามผิดมนุษย์ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจ้องข้าด้วยสายตากิ้นเลือดกินเนื้อ “เชื่อเถอะพ่อคนงาม...ข้าไม่ได้โปรดปรานการฆ่าผู้บริสุทธิ์เท่าใดนัก หากแต่กรณีนี้มันจำเป็นจริงๆ



“อั่ก!” ข้าเงยหน้ากัดฟันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานเมื่อทราวิสใช้เท้าเหยียบลงบนรอยแผลที่สีข้างอย่างแรง มือหนาพยายามยกรองเท้าบูทอันหนักอึ้งของอีกฝ่ายออก หากแต่ทราวิสกลับขยี้มันยิ่งกว่าเดิมจนเลือดไหลออกมาอีกครั้งเพราะแผลที่ยังเปิดอยู่ ใบหน้าของข้าซีดเซียวลงเรื่อยๆพร้อมกับเรี่ยวแรงที่หายไปจนหมดสิ้น โลหิตบริเวณขมับที่แตกจากแรงกระแทกไหลลงมาอาบแก้ม กระนั้นข้าก็ยังกัดฟันเอ่ยกับแม่มดด้วยสายตาเย็นชาอย่างหาได้ยาก “..ข้าไปทำอะไรให้เจ้า



“เจ้าไม่ได้ทำ” นางเอ่ยก่อนจะหุบรอยยิ้มลง แล้วพูดประโยคถัดมาด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “..แต่แม่ของเจ้าทำ



...ว่าไงนะ



'ฉึก!'



“อึก..!!” ทราวิสใช้ดาบด้วยมือซ้ายซึ่งเป็นข้างที่ตนไม่ถนัดกรีดลงบนไหปลาร้าข้าเป็นทางยาว ความเจ็บระบมทั่วทั้งร่างทำให้ข้าหมดสิ้นไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่จะกรีดร้องหรือขัดขืนใดๆแล้ว ได้แต่กัดฟันทนรับความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าปรือตาขึ้นมองคนตรงหน้าที่ยังคงมีดวงตาสีเทาพายุด้วยหลากหลายความรู้สึก



ความทรมานจากบาดแผลทั้งหลายบนตัวข้า...ยังไม่สามารถทำร้ายข้าได้เท่ากับสายตาเย็นชานั่นเลย



“..ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีความเคียดแค้นอะไรต่อท่านแม่” รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพูดออกไปด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “แต่หากเจ้าเป็นศัตรูกับแม่ข้า...เจ้าก็เป็นศัตรูของข้าเช่นกัน



“เหอะ...ช่างน่าขัน” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ข้าไม่แปลกใจเลยที่เจ้าเป็นบุตรของหญิงตํ่าทรามคนนั้น



ข้าบิดยิ้มแบบเดียวกันออกมาอย่างอ่อนแรง “หากแม่ข้าตํ่าทราม...เจ้าก็คงเป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน



เอเวอร์ลีนฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมอย่างชอบใจ “ก่อนจะพูดจาอวดดี...ห่วงชีวิตตัวเองก่อนไหม



“อึก..!” ข้าหลับตาปี๋พร้อมกลั้นหายใจเตรียมรับความเจ็บปวดเมื่อทราวิสง้างดาบขึ้นเพื่อจะแทงลงมาอีกครั้ง หากแต่จนแล้วจนรอด...คมดาบก็ไม่ฟันลงมาเสียที



'แกร๊ง!'



ข้าลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงดาบกระทบพื้น ก่อนเบิกตากว้างเมื่อเห็นทราวิสกำลังกุมศีรษะตัวเองไว้แน่นพร้อมหอบหายใจแรง ร่างโปร่งตรงหน้าเซเล็กน้อยอย่างทรงตัวไม่อยู่ เขาหลับตาขมวดคิ้วพร้อมส่ายหน้าไปมาเพื่อไล่ความรู้สึกปวดหัวออกไป ดวงตาของเจ้าตัวเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างสีเทอร์ควอยซ์ธรรมชาติกับสีเทาหม่นที่เกิดจากมนตร์ดำ จนแม้แต่เอเวอร์เลนก็ต้องเบิกตาขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง



“โอ๊ย! ตั้งสติซะทีสิ!” เจ้าตัวใช้มือข้างที่ไม่เจ็บทุบศีรษะตัวเองซํ้าๆอยู่อย่างนั้น ปากก็พรํ่าบอกกับตัวเองไม่มีหยุด “เจ้าจะทำร้ายเขาไม่ได้นะทราวิส นั่นมันเจเดนนะ! เจเดนจ๋าของเจ้าไง!



นั่นทำให้ข้าได้รู้...ว่าทราวิสเองก็กำลังต่อสู้กับมนตร์ดำเพื่อไม่ให้ครอบงำตัวเขาอยู่เหมือนกัน



“ทราวิส..” ข้ามองหน้าอีกฝ่ายพร้อมเอ่ยเสียงอิดโรย “เฮ้...ได้ยินข้าไหม



 ทราวิสที่กำลังทึ้งศีรษะตัวเองพร้อมขมวดคิ้วค่อยๆปรือตาขึ้นมา “จ..เจเดน?



“มองหน้าข้าไว้ แล้วค่อยๆตั้งสตินะ..



สีดวงตาของเจ้าตัวยังคงสลับไปมาระหว่างสีเทากับสีฟ้าจนเจ้าตัวปวดศีรษะไปหมด ทราวิสทั้งหัวตัวเองอย่างแรงด้วยความวิงเวียนพร้อมพยายามปรือตามอง ราวกับว่าเขาไม่สามารถเห็นทัศนวิสัยได้ชัด แต่ทันทีที่คนตรงหน้าได้ยินข้าบอกแบบนั้น เจ้าตัวก็จดจ้องใบหน้าข้าไว้ พยายามควบคุมสติตัวเองไม่ให้ถูกครอบงำไปกับเวทมนตร์ ก่อนที่ทราวิสจะเริ่มสงบนิ่ง ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ดั้งเดิมของเขาเริ่มมั่นคงขึ้นกว่าเดิม



ฝ่ามือข้างซ้ายของทราวิสค่อยๆยื่นออกมาด้วยแววตาที่สั่นไหว ข้าจึงยกมือที่สั่นระริกออกไปบ้างจนมือของเราสัมผัสกัน



หากแต่นั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์..



จากที่ทราวิสกำลังจับมือข้าไว้ เพียงเสี้ยววินาทีก็เปลี่ยนเป็นกระชากแขนข้าแล้วบิดมันอย่างแรงจนเกิดเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ



“อ๊าาาาก!!!” ได้แต่คำรามออกมาสุดเสียงอย่างคนหมดทางสู้ ข้าไม่เหลือแม้แต่แรงจะดึงแขนกลับ ความเจ็บระบมไปทั่วทั้งร่างกำลังเล่นงานจนไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกไปได้แล้ว ดวงตาที่พร่าเลือนอยู่แล้วกลับเลือนรางยิ่งกว่าเดิมจนไม่สามารถเห็นอะไรได้อีก



แต่วินาทีสุดท้าย ข้าเห็นดวงตาสีเทาพายุของทราวิส....และแก้วนํ้าร้อนในมือเขา



“อ๊าาาาาาาาากก!!!!” นํ้าร้อนๆถูกเทราดลงมาบนรอยแผลที่สีข้างจนข้าเบิกตาโพลงพร้อมคำรามออกมาอย่างทรมาน ผิวเนื้อที่เป็นรอยบาดลึกโดนของเหลวร้อนระอุลวกอย่างทารุณ มันแสบร้อนจนร่างกายบิดเกร็ง ความรู้สึกเหมือนร่างกายจะแหลกสลายออกจากกันแล่นไปทั่วทั้งร่าง มันเป็นความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตที่ข้าเคยได้รับ แม้ว่านํ้าจะไม่ได้ร้อนถึงขั้นเดือด...แต่มันก็ทรมานมากพอที่จะทำให้ข้าไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว



นี่คงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี...ที่ข้ารู้สึกอยากตาย



ตลอดชีวิตที่ผ่านมา...หากไม่นับตอนที่ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ข้าก็อยู่เหนือคนอื่นมาโดยตลอด ไม่เคยมีสักครั้งที่จะปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของใคร หากแต่ตอนนี้สภาพของข้าคงดูน่าสมเพชเสียยิ่งกว่านักโทษแดนประหาร เป็นเพียงชายหนุ่มที่ไม่ต่างอะไรจากเหยื่อไร้หนทางสู้ ทำได้เพียงนั่งรอให้ความตายมาเยือนตัวเองเหมือนพวกขี้แพ้



แต่ข้าจะตายตอนนี้ไม่ได้..



“ช่างน่าสมเพช...เจเดน เกรโนเวอร์คนร้ายกาจคนนั้นไปไหนเสียแล้วล่ะ” เสียงแหลมๆของแม่มดเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน แม้ตอนนี้ข้าจะมองไม่เห็นหน้านาง แต่ก็พอเดาได้ว่ากำลังยิ้มเยาะอยู่ เจ้าจะรู้บ้างไหม...ว่าสิ่งที่เจ้ากำลังโดนกระทำ เทียบไม่ได้เลยกับเรื่องเลวๆที่มารดาผู้แสนดีของเจ้าได้ทำไว้กับผู้คนมากมาย



ข้าอยากจะยกมุมปากขึ้นมา หากแต่เรี่ยวแรงที่จะทำแบบนั้นก็ไม่มีเหลือแล้ว เหลือเพียงเสียงแหบแห้งอิดโรยอย่างน่าสมเพชเท่านั้น “แม่ข้า...อึก นางไม่เคยปองร้ายใคร



ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของแม่มดขาดผึง นางกดเสียงตํ่าเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ไม่เคยปองร้ายใครงั้นเหรอ..



เอเวอร์ลีนยื่นมือออกมาแบ ก่อนจะกำเข้าหากันแน่นด้วยสีหน้าเย็นชา



“อ๊าาาาาาาากก!!” คำรามออกมาอีกคราเมื่อรู้สึกเหมือนกระดูกทั้งร่างกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนจะตายให้ได้ หากแต่เอเวอร์ลีนก็ไม่ยอมปล่อยให้ข้าตายเสียที ยังคงปล่อยให้ข้ามีชีวิตต่อเพื่อรับการทรมานไปเรื่อยๆเหมือนตายทั้งเป็น



“อึก..ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี” เสียงแหบแห้งโรยราเอ่ยขึ้น เจ้าเกลียดแม่ข้า แต่กลับมาลงที่ข้าผู้ซึ่งไม่รู้เห็นอะไรด้วย



“การฆ่าใครสักคนจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ” นางเอียงคอว่าขึ้นยิ้มๆ “ทีมารดาเจ้ายังสามารถฆ่าผู้คนมากมายเพื่อความสำราญใจได้เลย แล้วทำไมข้าจะทำไม่ได้บ้าง



ทราวิสยกดาบขึ้นมาอีกครั้งตามคำสั่งทางจิตของผู้ควบคุม เขาพยายามจับมันให้มั่นแม้ว่าจะเป็นมือข้างที่ไม่ถนัด เจ้าตัวยืนสบตากับข้าแน่นิ่งเพื่อรอคำสั่งจากแม่มดที่กำลังจะสั่งให้ลงมือในไม่ช้า เสี้ยววินาทีหนึ่งข้ารีบตวัดสายตาไปยังเชิงเทียนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง



“รู้ไหมทำไมข้าถึงใช้คาถาสะกดจิตให้องค์ชายทำร้ายเจ้า แทนที่ข้าจะเป็นผู้ลงมือเสียเอง” เสียงหวานอาบยาพิษของแม่มดกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ประการแรก เป็นเพราะเจ้าจะไม่กล้าทำร้ายองค์ชายทราวิสกลับ โอกาสที่เจ้าจะพลาดท่าให้เขาจึงมีมากกว่า ประการที่สอง หากเจ้าเกิดทำร้ายเขากลับขึ้นมาจริงๆ คนที่เจ็บก็เป็นตัวองค์ชายเอง ไม่ใช่ข้า



และประการที่สุดท้าย...เจ้าจะทรมานยิ่งกว่าหากองค์ชายทราวิสเป็นผู้ปลิดชีพเจ้า



สิ้นประโยคนั้น ทราวิสง้างดาบขึ้นเพื่อเตรียมจะฟันลงมาที่ลำคอ ข้าได้แต่หลับตาแน่นเหมือนเป็นการรอความตายที่กำลังจะมาเยือน ในใจนึกสมเพชตัวเองที่ต้องมามีจุดจบอย่างน่าอนาถขนาดนี้ มันช่างน่าขันและน่าสมเพชในขณะเดียวกัน หากชาววอลธีเรียทั้งหลายได้มาเห็นสภาพข้าในตอนนี้ พวกเขาก็คงหัวเราะร่วนอย่างสะใจและได้ตายตาหลับเสียที ที่ในที่สุดเจเดน เกรโนเวอร์ สายเลือดคนสุดท้ายของเฮอร์เรนเดลได้สิ้นลงแล้ว



แต่ข้าขอโทษที...แม้ว่าข้าจะอยากไปอยู่กับท่านพ่อมากแค่ไหน แต่ตราบใดที่ข้ายังไม่ได้เจอแม่อีกครั้ง...ข้าก็ยังไม่พร้อมที่จะตาย



'กรรรรรรรรรรรรรรรรรรร์!!!'



เสียงคำรามน่าเกรงขามที่ทำให้ขนลุกไปถึงขั้วกระดูกดังก้องไปทั่วทั้งป่า จนข้าที่กำลังจะฉวยโอกาสเอื้อมมือไปคว้าเชิงเทียนบนโต๊ะลงมาถึงกับชะงักไป แผ่นดินสั่นไหวอย่างรุนแรงจนข้าวของมากมายในกระท่อมหล่นลงมากระแทกพื้น สายลมกระโชกแรงจนประตูบ้านเปิดออกอย่างแรง กระแสลมเย็นๆพัดกระโชกเข้ามาในกระท่อมจนรู้สึกเหมือนจะร่างกายจะปลิวไปพร้อมกับสิ่งของในบ้าน หน้าต่างทุกบานสั่นคลอนก่อนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ



'เพล้ง!'



มันเป็นเสียงคำรามที่ทรงพลังจนน่าหวาดกลัวที่สุดที่ข้าเคยได้ยิน...ราวกับว่ามันสามารถฆ่าล้างปีศาจทั้งป่าได้ด้วยแค่เสียงคำรามเพียงครั้งเดียว



และทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ทราวิสก็ชะงักแน่นิ่งไปทันที ดวงตาสีเทาพายุของเขาเปลี่ยนกลับเป็นสีเทอร์ควอยซ์ในบัดดล ก่อนที่เจ้าตัวจะทรุดตัวลงล้มพับหมดสติไปต่อหน้าข้า ในขณะที่เอเวอร์ลีนเองก็เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ดวงตาสีเทาพายุของนางเปลี่ยนไปเป็นสีนํ้าตาลราวกับถูกสลายเวทมนตร์



ข้าเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตา --อสุรกายที่มีอิทธิฤทธิ์มากพอที่จะสามารถสลายมนตร์ดำได้เพียงแค่เสียงร้อง...มีเพียงตัวเดียวเท่านั้น



เธนเดอร์รัส ราชันย์แห่งมังกร...ได้ตื่นจากการหลับใหลแล้ว



“ซาฟีร่า... เอเวอร์ลีนสบถอย่างหัวเสียด้วยเสียงกราดเกรี้ยว “นางอีกแล้วรึ



ข้าไม่รู้ว่านางจะพูดถึงท่านแม่ไปทำไมและไม่คิดจะพยายามเข้าใจ กลับเลือกที่จะฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายกำลังเผลอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มี เอื้อมไปคว้าเชิงเทียนบนโต๊ะอาหารที่เกือบจะหล่นลงมาอยู่รอมร่อจากแผ่นดินไหวเมื่อครู่มาไว้ในมือ แล้วกัดฟันลากสังขารคลานพาร่างตัวเองไปใกล้หน้าต่างที่แตกออก โดยที่มืออีกข้างก็จับแขนเสื้อของทราวิสพร้อมกับลากเขามาด้วย ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายถูกฉีกออกจากกันยามที่แผลเหวอะหวะผุพองบริเวณสีข้างเสียดสีกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างทรมานจนนํ้าตาแทบไหลริน



รู้สึกเหมือนจะตาย...แต่ก็ยังพยายามกัดฟันฝืนต่อไป เพราะยังตายไม่ได้



“อึก.. มือข้างซ้ายที่ถือเชิงเทียนไว้ออกแรงดันพื้นให้ตัวเองขยับไปข้างหน้า ส่วนอีกข้างก็ลากร่างโปร่งที่หมดสติมาด้วย เลือดสีแดงสดถูกทาบนพื้นในทุกครั้งที่ข้าขยับตัว พยายามหลีกเลี่ยงเศษกระจกเล็กๆบนพื้นที่หล่นมาจากบานหน้าต่างที่แตกออก จนในที่สุดก็สามารถพาร่างที่บาดเจ็บปางตายของตัวเองและทราวิสมาถึงบริเวณหน้าต่าง ท่ามกลางสายตาไม่อยากเชื่อของแม่มดดำ



“เจ้ายังคิดจะหนีอีกหรือ” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มมุมปาก “เจ้าก็รู้ว่าไม่มีทางหนีข้าได้พ้น แต่นั่นก็เป็นเพราะความผิดพลาดของเจ้าตั้งแต่แรก...ที่ไว้ใจแม่มดดำแล้วก้าวเข้ามาในกระท่อมหลังนี้



ข้าใช้แรงทั้งหมดที่มียกมุมปากขึ้นมา แต่มันกลับบางเบาจนมองไม่เห็นเช่นเดียวกับลมหายใจที่โรยราของข้า “ประการที่หนึ่ง...ข้าไม่ได้เชื่อใจเจ้าตั้งแต่แรก



“ประการที่สอง” ข้าหุบยิ้มลง ก่อนจะกดเสียงตํ่าจนน่าขนลุกด้วยสายตาแข็งกร้าว “เจ้าคิดผิดแล้ว...ที่มาเล่นกับไฟ



สิ้นประโยคนั้น เชิงเทียนในมือก็ถูกขว้างออกไปใกล้ๆร่างของแม่มดในบัดดล และทันทีที่เปลวเทียนสัมผัสกับพื้นไม้เก่าๆที่ฉาบนํ้ามัน เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาทันใดภายในชั่วพริบตา ไฟลุกโชนเลียลามไปตามแผงไม้อย่างรวดเร็ว ไอร้อนระอุแผ่รัศมีไปทั่วบริเวณ จนในที่สุดเพลิงสีแสดก็ครอบคลุมกระท่อมทั้งหลังท่ามกลางความตกใจถึงขีดสุดของหญิงสาว นางกัดฟันกรอดพร้อมกำหมัดแน่นด้วยสายตาอาฆาตอย่างเคียดแค้น “เจ้า...!!



เวทมนตร์ของแม่มดจะอ่อนแรงที่สุดเมื่ออยู่ใกล้ไฟ...นั่นคือเหตุผลที่มนุษย์จับพวกนางไปเผาทั้งเป็น



และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าสั่งให้ทราวิสใช้คาถาเปลี่ยนของเหลวจากสุราให้กลายเป็นนํ้ามัน แล้วให้เขานำมันมาราดให้ทั่วพื้นกระท่อม ตอนแรกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมข้าต้องสั่งให้ทำแบบนั้น แต่ในชั่วพริบตาก็เข้าใจได้ในทันที ว่าข้าตั้งใจจะรอจังหวะที่แม่มดเผลอ เผานางทิ้งไปพร้อมๆกับกระท่อมหลังนี้ซะ



ถึงการเผาทั้งเป็นจะฟังดูโหดเหี้ยมไปหน่อย...แต่อย่างไรเสียแม่มดก็เป็นอมตะ อย่างน้อยนางก็จะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปเกือบร้อยปี และจะไม่สามารถใช้เวทมนตร์ไปได้อีกหลายร้อยปี ข้าจึงคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว



บอกแล้วไง...ว่าข้าไม่ได้ไว้ใจนางตั้งแต่แรก



นอกจากเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานของเอเวอร์ลีน กับเปลวไฟสีแสดร้อนระอุที่ลุกโชนไปทั่วบริเวณ ข้าก็ไม่รับรู้สิ่งใดได้อีกแล้วหลังจากนั้น สติทั้งหมดดับวูบลงไปในที่สุดหลังจากที่ฝืนกายมานาน ข้าไม่รู้ด้วยซํ้าว่าสามารถพาร่างของตัวเองกับทราวิสออกจากหน้าต่างได้หรือไม่ หรือว่าตนได้ถูกเปลวเพลิงแผดเผาไปพร้อมๆกับแม่มดแล้ว



ข้าไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น...นอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่กำลังภาวนาอย่างเงียบๆ



หวังว่าทราวิสจะปลอดภัยนะ..





Loading...70%





“เจเดน!



“.............



“เฮ้! เจเดน ฟื้นสิ!!



เสียงทุ้มหวานที่กำลังตะโกนร้องทำให้สติที่เหลือน้อยนิดของข้ากลับคืนมา คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น เสียงนั้นยังคงดังสะท้อนอยู่ในหัวข้าซํ้าๆราวกับโหยหากัน แม้ว่ามันจะเลือนรางจนแทบไม่ได้ยิน แต่ข้าก็รับรู้ได้ว่ามันเป็นเสียงของใคร “ทะ...อึก ทราวิส



สิ้นเสียงแหบแห้งที่เอ่ยออกไป ร่างหนาก็ประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ยกมือมานวดขมับไปมาเพื่อคลายความมึนเบลอ ทัศนวิสัยที่พร่าเลือนค่อยๆชัดขึ้นอย่างช้าๆเมื่อกะพริบตาปรับแสง ข้ากวาดสายตาไปมองรอบทิศทาง พบว่าตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในกระท่อมของแม่มดโรคจิตแล้ว แต่กำลังนั่งอยู่กลางป่ามรณะโดยมีต้นไม้สีดำสูงลิบล้อมรอบ แปลกตรงที่มันไร้ซึ่งเงาของคนที่เพิ่งส่งเสียงร้องเรียกหาข้าไปเมื่อกี้นี้ ทั้งที่ทราวิสควรจะนั่งอยู่ข้างๆแต่กลับไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเขา คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างสงสัยและเป็นกังวลโดยอัตโนมัติ



ทราวิสอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรอ หรือว่าเมื่อกี้ข้าหลอนไปเอง..



และยิ่งไปกว่านั้น...ข้าตายแล้วหรือยัง?



“..ฟื้นซะที



เสียงปริศนาไม่คุ้นหูที่ดังขึ้นทำให้ข้าชะงัก มันไม่ใช่และไม่ใกล้เคียงเสียงของทราวิสเลยแม้แต่น้อย ข้ารีบกวาดสายตามองซ้ายมองขวาเพื่อหาที่มาของเสียงนั้นอย่างระแวง ทว่าไม่ว่าจะพยายามมองหาอีกแค่ไหนก็ไม่สามารถมองหาต้นตอของเสียงที่ดังขึ้นใกล้ๆนี้ได้ นั่นยิ่งทำให้ข้าหรี่ตาลงอย่างเคลือบแคลงใจยิ่งกว่าเดิม



ข้าขมวดคิ้วพลางจับจ้องไปยังต้นไม้รูปร่างพิสดารข้างๆตัวอย่างพิจารณา “..เจ้าเป็นต้นไม้หรอ



ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างเสียอารมณ์ของอีกฝ่ายกลับมาเป็นคำตอบ ข้าจึงเดาต่อไปโดยไม่ได้คลายปมที่คิ้วแม้แต่น้อย “เจ้าล่องหนได้?



“เหอะ...ขนาดนี้แล้วยังมองไม่เห็น ดวงตาเขียวๆของเจ้ามีไว้ประดับหรือไง ถ้าเช่นนั้นข้าจะได้ควักออกมากินเป็นอาหารเช้า



ข้าส่งเสียงขึ้นจมูกให้กับประโยคหาเรื่องที่มาพร้อมกับนํ้าเสียงไม่สบอารมณ์ ดวงตาสีมรกตกวาดมองไปรอบๆอีกครั้ง พยายามมองตามไปในทิศทางซึ่งเป็นที่มาของเสียง ก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อไปสะดุดตากับอะไรบางอย่างบนก้อนหิน



มนุษย์ขนาดย่อส่วนในชุดสีดำกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนนั้น ด้านหลังของเขามีปีกสีดำสนิทเหมือนผีเสื้อ สร้อยข้อมือกระพรวนสีเงินถูกของเขาสวมไว้ทั้งสองข้าง ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวจะเกิดเสียงกระพรวนดังขึ้นอย่างไพเราะ ส่วนสูงของหมอนี่น่าจะประมาณสี่นิ้ว ลักษณะโดยรวมของเขาคล้ายนางฟ้าตัวน้อยในเทพนิยายปรัมปรา หากแต่สีหน้าบึ้งตึงเหมือนเหม็นขี้กับสายตาดุๆนั่นกลับทำลายภาพลักษณ์นางฟ้าผู้น่ารักในฝันของเด็กๆจนหมดสิ้น เจ้ามนุษย์มีปีกตัวจ้อยกำลังนั่งเท้าคางพร้อมใช้ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นมองมาอย่างเบื่อหนาย



..แค่เห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตาแล้ว



มุมปากหยักเผยรอยยิ้มที่แสนจะเสแสร้ง ข้าทำแบบนี้ทุกครั้งที่ได้พบปะทักทายกับผู้คนจนติดเป็นนิสัยไปเสียแล้ว มันสนุกดีที่ได้เห็นคู่สนทนาหัวเสียให้กับรอยยิ้มบ้าๆที่ไม่จริงใจนี่ “เจ้าเป็นตัวอะไร



“ภูต...ที่มีพระคุณต่อเจ้า” เขาตอบสั้นๆด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ “เมื่อคืนเจ้ากับไอ้หัวทองเกือบถูกไฟย่างตาย รู้สึกสังเวชก็เลยช่วยไว้



“..งั้นเหรอ” ข้าหรี่ตาลงก่อนก้มลงมองสำรวจร่างกายตัวเอง ทั้งที่มันควรจะมีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะบริเวณสีข้างจากการโดนแทงและนํ้าร้อนลวกซํ้าอีกที รวมถึงรอยแตกร้าวที่ศีรษะและรอยกรีดแทงจากคมดาบบริเวณไหปลาร้า บาดแผลทั่วร่างมันฉกรรจ์เสียจนเป็นไปได้ยากเหลือเกินที่จะรอด หากแต่ตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของข้ากลับปราศจากร่องรอยของบาดแผลที่ควรจะมี หรือแม้แต่เลือดสักหยดหรืออาการเจ็บปวดใดๆก็ไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย



ขอบคุณสวรรค์ ยังไม่ตายจริงๆด้วย..



ข้าปรายตามองภูตตรงหน้าด้วยคิ้วที่เลิกขึ้น “นี่เจ้ารักษาให้ข้างั้นหรอ



“อย่าเรียกว่ารักษาเลย ข้าก็แค่ช่วยดึงวิญญาณเจ้าไม่ให้ลอยไปหายมทูตเท่านั้นเอง



แม้ว่าคำพูดของเจ้าตัวนี้จะไม่ได้รื่นหูมากนัก แต่ข้าก็ฉีกยิ้มออกมานิดๆ “ขอบคุณ



อีกฝ่ายเลิกคิ้วราวกับไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ มุมปากเขากระตุกยิ้มเจือจางที่ไร้ความจริงใจ แต่กระนั้นสีหน้าของเขาก็ยังคงบึ้งตึงเหมือนเดิม “..ข้าก็แค่ลากพวกเจ้าออกมาจากกระท่อมแม่มดที่กำลังลุกไหม้ กลัวว่าหากมนุษย์ตายตรงนั้นจะกลายเป็นขยะรกป่าเสียเปล่าๆ ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอบคุณข้าหรอก



“ให้ข้าได้ขอบคุณเถอะ ข้าอยากกล่าวคำนั้นมานานแล้ว” ข้าว่าขึ้นยิ้มๆ “เพราะตลอดทั้งชีวิต...ข้าได้กล่าวคำว่าขอบคุณแค่ไม่กี่ครั้งหรอก



มันเป็นคำกล่าวเพื่อแสดงความรู้สึกสำนึกในบุญคุณต่อผู้ที่กระทำดีแก่ตน หากแต่สาเหตุที่ข้าไม่ค่อยได้เอ่ยคำนี้ก็ไม่ใช่เพราะหยิ่งยโส ไม่ใช่เพราะไม่สำนึกในบุญคุณ ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เป็นเพราะตั้งแต่เด็กจนโตก็แทบจะไม่มีใครมากระทำดีกับข้า มีแต่ผู้คนมากมายที่รังเกียจและจ้องจะทำร้ายกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงทำให้ข้าแทบจะไม่ได้เอ่ยคำสั้นๆคำว่า 'ขอบคุณ' ออกไปให้ใครเลยนอกจากจิน ฮิวโก้และท่านแม่ มนุษย์เพียงสามคนบนโลกที่หวังดีต่อข้าด้วยใจจริง



มันคงจะดีนะถ้าข้าได้เอ่ยคำนั้นบ่อยๆ...แต่คงเป็นได้แค่ความฝันเท่านั้น เพราะโลกนี้มันไม่เคยทำอะไรให้ข้ารู้สึกขอบคุณเลยไงล่ะ



“งั้นก็ตามใจ” อีกฝ่ายยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ยิ่งมองหน้ามนุษย์ผีเสื้อ(?)ตนนี้ไปนานๆข้าก็ต้องยิ่งขมวดคิ้ว เขาเอาแต่ทำหน้าบึ้งเหมือนหมาท้องผูกอยู่ตลอดเวลา ราวกับทั้งชีวิตนี้ไม่มีสีสันหรือความสุขใดๆเลย แผ่รังสีมืดมนออกมารอบตัวจนบรรยากาศดูอับเฉา หากมีดอกไม้อยู่แถวนี้ก็คงจะเหี่ยวตายเพราะเห็นหน้าหมอนี่เป็นแน่ แต่ดูไปดูมาเขาก็เหมาะกับสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีดำอย่างป่ามรณะดีเหมือนกัน



“ว่าแต่...ทราวิสไปไหนแล้ว” ข้าเอ่ยถามถึงคนที่อยากเจอที่สุดในตอนนี้ สายตากวาดมองไปรอบๆเพื่อสอดส่องหาร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าอ่อน แม้แววตาข้าจะยังคงเรียบนิ่งเหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนใดๆ แต่หากเพ่งมองสังเกตดีๆจะสัมผัสได้ถึงความกังวลและเป็นห่วงที่แอบซ่อนไว้ในก้นบึ้งของดวงตาสีมรกต



“หมอนั่นฟื้นแล้ว...เห็นว่าจะออกไปเดินเล่นแถวนี้” อีกฝ่ายตอบด้วยนํ้าเสียงบึ้งตึงแบบเดิม ข้าเลิกคิ้วขึ้นพลางกวาดมองรอบตัวอย่างพิจารณาอีกครั้ง ริมฝีปากหยักเม้มแน่นขณะนิ่งไปครู่หนึ่งอย่างครุ่นคิด



เดินเล่นงั้นเหรอ...



“เจ้าจะไปไหน” ภูตตัวจ้อยเงยหน้าขมวดคิ้วถามเมื่อจู่ๆข้าก็ผุดลุกขึ้นในบัดดล



“ตามหาทราวิส



“เจ้าจะกังวลไปทำไม” เขาเอ่ยด้วยนํ้าเสียงขึงขังเหมือนหาเรื่องแบบเดิม “เดี๋ยวหมอนั่นก็กลับมาแล้ว จะห่างกันไม่ได้เลยเชียวหรือ



“หากทราวิสฟื้นแล้วจริงๆ...เขาจะไม่มีวันทิ้งข้าไว้กลางป่าแล้วออกไปเดินเล่นเช่นนี้หรอก



มนุษย์ย่อส่วนทำหน้าผะอืดผะอมอย่างนึกรังเกียจ “นํ้าเน่าสิ้นดี...ต่อให้เขารักเจ้าแทบตายก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่ด้วยกันทุกวินาทีไม่ใช่หรือไง



“พ่อแมลงสาบ เจ้ากำลังหลงประเด็น” ข้าฉีกยิ้มมุมปากให้อีกฝ่าย “ข้าก็แค่กำลังจะบอกว่า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ช่วยทราวิสออกมา...ใช่ไหม



ภูตน้อยชะงักไป แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็กลับมาหน้านิ่วคิ้วขมวดตามเดิม “..อะไรทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น



“เพราะหากเจ้าช่วยเขามาอย่างที่ว่าจริง...ความเป็นไปได้ก็มีอยู่แค่สองอย่าง หนึ่งคือป่านนี้เขาต้องกำลังนอนหมดสติอยู่ข้างกายข้า สองคือถ้าเขาฟื้นแล้วอย่างที่เจ้าบอกจริง สิ่งเดียวที่ทราวิสจะทำก็คือนั่งเฝ้าข้าอยู่ข้างกายไม่ห่างไปไหน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน...เขากลับไม่แม้แต่จะอยู่ตรงนี้ ซึ่งนั่นแทบเป็นไปไม่ได้เลย...เว้นเสียแต่เจ้าจะไม่ได้พาทราวิสมาที่นี่ตั้งแต่แรก” รอยยิ้มและแววตาของข้าฉายความเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายออกมาอย่างชัดแจ้ง “เผื่อว่าเจ้าจะไม่มีสมอง...ข้าจะช่วยขยายความให้ก็แล้วกัน



“.............



“เจ้าโกหกข้าว่าช่วยทราวิสออกมา...แต่แท้จริงแล้วคือทิ้งเขาไว้ในกระท่อมหลังนั้น” ข้าค่อยๆหุบรอยยิ้มลง แล้วจ้องกลับด้วยสายตาว่างเปล่า “คิดจะหลอกข้า...ต้องทำให้เนียนกว่านี้



ตอนแรกข้าก็ไม่ได้แน่ใจนักว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่เมื่อลองคิดดูว่าหากทราวิสอยู่แถวนี้จริงอย่างที่บอก...ป่านนี้เขาก็คงนั่งเฝ้าข้าอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วงไปแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทิ้งข้าไว้แล้วไปเดินเล่นอย่างที่หมอนี่อ้างไว้ อีกอย่าง...สิ่งมีชีวิตในป่ามรณะล้วนไม่เป็นมิตรกับชาววอลธีเรียอย่างทราวิสอยู่แล้ว มันจึงทำให้ข้ามั่นใจว่าปีศาจผีเสื้อตัวนี้ช่วยข้าออกมาจากกระท่อมของเอเวอร์ลีนเพียงคนเดียว แล้วปล่อยให้ร่างของทราวิสอยู่ในกระท่อมที่ลุกไหม้ต่อไปอย่างไม่แยแส



ถ้าไม่ติดว่าเจ้านี่มีบุญคุณต่อข้านะ...จะเหยียบขยี้ให้เละคาฝ่าเท้าเลย



ภูตตรงหน้าเงียบกริบไปพักใหญ่ เขาเหมือนจะอึ้งที่โดนจับได้ไวขนาดนี้แต่ก็ยังเอาแต่ทำหน้าบึ้งต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ช่วยแค่มนุษย์คนเดียวก็เหนื่อยมากพอแล้ว...อีกอย่างข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลสำคัญอะไรที่จะต้องช่วยชาววอลธีเรียโสโครกอย่างเขา



ข้าร้องส่งเสียงร้องเหอะในลำคออย่างเย้ยหยัน ดูเหมือนว่าเหล่าปีศาจในป่านี้จะจงเกลียดจงชังวอลธีเรียอย่างทราวิสกันเหลือเกิน นานๆครั้งที่จะได้ยินคนพูดเหยียดชาววอลธีเรียเช่นนี้ ปกติข้าจะได้ยินแต่ถ้อยคำดูถูกชาวเฮอร์เรนเดลรายวันไม่ขาดตกบกพร่อง คงเป็นเพราะข้าเติบโตมาในอาณาจักรที่เป็นปรปักษ์ต่อเฮอร์เรนเดลกระมัง “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า แต่จำไว้ว่าหากข้าไปพบว่าทราวิสได้ถูกเผาตายไปแล้ว...ข้าจะเอาเลือดในสมองเจ้ามาล้างเท้า



อีกฝ่ายเบ้ปากอย่างเย้ยหยันไร้ซึ่งความเกรงกลัวในนํ้าเสียงเย็นเยียบนั่น เมื่อเขาเห็นว่าข้ากำลังจะเดินออกไป ร่างเล็กจิ๋วของมนุษย์ผีเสื้อก็เม้มปากแน่นก่อนจะขยายใหญ่กลายเป็นมนุษย์ภายในชั่วพริบตา เขากลายเป็นชายหนุ่มสูงราวห้าจุดหกฟุตที่มีดวงตาสีแดงและใบหน้าบึ้งตึงตามเดิม “..เดี๋ยว



เดิมทีข้าไม่ได้คิดจะสนใจเสียงเรียกนั้นเพราะมัวแต่กังวลเรื่องของทราวิส กลัวว่าเขาจะถูกเผาไปพร้อมกับเอเวอร์ลีนแล้ว ทั้งยังกังวลว่าเขาจะถูกปีศาจในป่าทำร้ายเอาได้ แต่ก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นเมื่อปีศาจตาแดงกำลังยื่นย่ามคู่ใจของข้ามาให้พร้อมเอ่ยเสียงนิ่ง “เจ้าจะไปโดยไม่มีอุปกรณ์ติดตัวได้อย่างไร



ข้ารับมันมาไว้ในมือด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น ตอนแรกก็นึกว่ามันจะถูกเผาไปพร้อมๆกับกระท่อมของเอเวอร์ลีนแล้วเสียอีก “..เจ้าได้มันมาได้ไง



“ไว้จะอธิบายทีหลัง” เขาตอบสั้นๆซึ่งข้าก็ทำเพียงปรายตามองแล้วไม่ได้ทักท้วงอะไรอีก มือหนาล้วงเข้าไปในย่ามเพื่อจะหยิบเข็มทิศออกมาแล้วใช้มันตามหาทราวิสอีกครั้ง หากแต่เสียงของสัตว์นรกที่ดังขึ้นมากลับทำให้ข้าตัวแข็งทื่อไปในบัดดล



มันจะเป็นอะไรไปได้อีกนอกเสียจาก..



“โฮ่ง!!!!!!



ใบหน้าของข้าซีดลงโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเบิกตาโพลงยิ่งกว่าเดิมเมื่อเจ้าของเสียงสยองขวัญนั้นกำลังใช้ฟันอันแหลมคมงับขากางเกงข้าแน่นจนชุ่มนํ้าลายไปหมด สุนัขสีนํ้าตาลกำลังพยายามดึงขาข้าพลางใช้ดวงตาสีแดงฉานทั้งดวงของมันจ้องมาอย่างกราดเกรี้ยว



นี่มันสุนัขปีศาจตัวที่ข้าเจอในถํ้าวันนั้นนี่...



แม้ว่าข้าจะรู้สึกเหมือนเส้นผมทุกเส้นกำลังชี้ตั้งด้วยความกลัว แต่ก็ยังเอื้อมมือสั่นๆไปจับไว้ที่จี้สร้อยเตรียมชักดาบออกมาปลิดชีพมัน เพื่อป้องกันตัวจากสิ่งมีชีวิตอันน่าสยดสยองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมาของแม่มดดำ



แต่แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตน่าขนลุกนี้มักจะนำความโชคร้ายมาให้ข้าตลอด และครั้งนี้ก็เช่นกัน..



“เหวออออออ!!!!



'ตุบ!!!'



ร่างของข้าเสียหลักล้มทันทีที่เจ้าหมานรกออกแรงดึงขาอย่างแรง สะโพกกระแทกเข้ากับพื้นดินแข็งๆทันทีจนต้องเบ้หน้า แต่ก่อนที่จะได้ตั้งหลักแล้วเตะมันสวนกลับไปอย่างที่ตั้งใจไว้ หมามรณะก็จัดการงับขากางเกงข้าไว้แน่นแล้วออกแรงลากไปตามทางราวกับข้าเป็นสิ่งของ ดวงตาสีเขียวขจีเบิกกว้างขณะที่ร่างหนาถูกสัตว์ที่เกลียดแสนเกลียดลากไปมาเป็นของเล่น แผ่นหลังถูกลากผ่านพื้นดินไปตามแรงมหาศาลของหมาบ้าอย่างรวดเร็ว ข้าแทบจะกรี๊ดสาวแตกในใจแต่ก็พยายามยกขาอีกข้างขึ้นมาถีบมันออกไป ทว่ากลับไม่เป็นผล



ตัวก็เล็กแค่นี้...แต่แรงกลับเยอะอย่างกับกระทิงป่า และข้าก็ยอมโดนกระทิงป่าขวิดให้ตายเสียยังจะดีกว่าโดนน้องหมาลากไปมาแบบนี้



“เฮ้! จะพาข้าไปไหนกันไอ้หมาเฮงซวย ปล่อยนะ!!



ภาพของสุนัขที่ลากมนุษย์ไปตามทางคงดูตลกและน่าสมเพชในคราเดียวกัน หากแต่เจ้าปีศาจผีเสื้อตัวนั้นกลับปรายตามองด้วยสายตาแข็งกระด้างตามเดิมอย่างไม่คิดจะช่วย ทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินตามมาอย่างเงียบๆ “มันกำลังนำทางเจ้าอยู่นี่ไง



ข้าที่กำลังพยายามใช้ดาบฟันสุนัขเฮงซวยอย่างกราดเกรี้ยวขมวดคิ้ว ขณะที่ขาข้างที่ยังว่างอยู่ก็ทั้งถีบทั้งเตะหนังเหนียวๆของมันอย่างเต็มแรง “นำทางไปไหน!?



แม้ว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าอีกฝ่ายเพราะกำลังโดนลากและมัวแต่วุ่นอยู่กับการตบตีกับหมา แต่ข้ากลับสัมผัสได้ว่าเขากำลังถลึงตาใส่ “อย่าแกล้งโง่



“ก็ข้าไม่รู้จริงๆนี่!” ข้าตะโกนตอบก่อนจะร้องโอดโอยเมื่อศีรษะกระแทกเข้ากับก้อนหินเล็กๆ เป็นเพราะเจ้าหมามันเลี้ยวตรงนั้นทีตรงนี้ทีเพื่อหลบต้นไม้จนร่างหนาเหวี่ยงไปมาตามแรง มันไม่ทะนุถนอมข้าเลยสักนิดจนร่างกายเสียดสีกับพื้นดินแข็งๆและกรวดหินมากมายจนเจ็บตัวแบบนี้ หากแต่ข้าก็ไม่มีเวลามากพอที่จะใส่ใจมัน มือหนากวัดแกว่งดาบเพื่อเชือดเฉือนสุนัขปีศาจแต่มันกลับหักหลบได้ตลอดจนข้าเกือบพลาดไปฟันขาตัวเองทิ้งหลายครั้ง มนุษย์ผู้ถูกกระทำหอบหายใจถี่รัว หากแต่สี่ขาของสุนัขนรกยังคงวิ่งต่อไปอย่างเร่งรีบโดยไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยกางเกงข้า



ท่านลองจินตนาการภาพตัวเองที่กำลังโดนสัตว์ที่กลัวที่สุดลากไปมาแบบนี้สิ...มันทำให้สติหลุดจนคิดอะไรไม่ออกไปหมดแล้ว



คนข้างหลังเหมือนจะทำหน้าผะอืดผะอมที่ข้าตอบไปแบบนั้น ก่อนจะตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงขึงขังอย่างโมโห “ไปตามหาหวานใจเจ้าไง!



...ไงนะ?



“โอ๊ย!” และก็เป็นจังหวะนั้นเองที่เจ้าหมานรกเหวี่ยงร่างของข้าจนแผ่นหลังกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง ข้าทำหน้าเหยแก๋ด้วยความปวดร้าวบริเวณแผ่นหลัง ก่อนจะถลึงตาใส่สุนัขตรงหน้าที่ยอมปล่อยข้าให้เป็นอิสระแล้ว “เล่นบ้าอะไรของ...!!



ก่อนที่ถ้อยคำจะถูกเปล่งออกมาจบประโยค ดวงตาสีมรกตก็เบิกโพลงทันทีที่เหลือบไปเห็นร่างโปร่งในชุดคลุมสีฟ้าที่คุ้นเคย ทราวิสนอนหมดสติอยู่บนพื้นดินสกปรกโดยมีดาบเจวิสคู่ใจวางอยู่ข้างกาย ข้ารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกเมื่อพบว่าร่างกายของเขาไม่มีรอยไหม้จากการถูกไฟเผา เจ้าหมาสีนํ้าตาลเลียเบาๆที่พวงแก้มราวกับต้องการจะปลุกองค์ชายแห่งวอลธีเรีย หากแต่คนโดนกระทำกลับนอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัวจนเจ้าหมาหูลู่หางตก



ไม่รอช้าข้ารีบขยับเข้าไปใกล้โดยไม่สนแล้วว่าจะมีสัตว์ที่ตนกลัวนั่งอยู่ข้างๆ รีบยกฝ่ามือเรียวที่เป็นรอยบาดลึกเพราะตัวข้าเองขึ้นมาจับไว้อย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ ชีพจรของทราวิสอ่อนแรงเสียจนข้าใจเสีย ดวงตาสีมรกตที่เรียบเฉยแสดงความเป็นห่วงออกมาผ่านแววตาชัดเจน ก่อนจะตวัดสายตาไปมองสุนัขที่เกลียดแสนเกลียดข้างกาย ความหงุดหงิดที่ข้ามีต่อมันเมื่อครู่จางหายไปเป็นปลิดทิ้งแล้วแทนที่ด้วยความตกตะลึง “..เจ้าช่วยเขาออกมาจากกระท่อมงั้นเหรอ



มันพยักหน้ารัวๆเพื่อยืนยันว่าตนเข้าใจภาษามนุษย์ ช่างน่าขันที่แม้แต่เจ้ามนุษย์ผีเสื้อนั่นยังไม่มีใจคิดจะช่วยทราวิส...แต่สิ่งมีชีวิตเดรัจฉานอย่างสุนัขกลับเป็นผู้เมตตาทราวิสเสียเอง



นี่คงเป็นบทพิสูจน์ว่าบางครั้งแม้แต่สัตว์ก็ยังประเสริฐกว่ามนุษย์หรือปีศาจทั้งปวง..



ใจจริงอยากจะเอามือไปลูบหัวมันเพื่อแสดงความขอบคุณ ทว่าแค่ต้องสบตามันเกินห้าวินาทีข้ายังแทบจะเป็นลม หากได้สัมผัสมันก็คงเป็นลมบ้าหมูตายแน่ๆ ข้าจึงทำได้เพียงแค่ฝืนยิ้มบางออกมา “..ขอบคุณ



วันนี้ข้าได้เอ่ยคำนี้สองครั้งแล้วในรอบหลายปี แถมหนึ่งในผู้ที่มีบุญคุณต่อข้ากลับยังเป็นสิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดเสียอีก โชคชะตาจะชอบเล่นตลกกับข้าไปถึงไหนกัน



ข้าหันกลับมาสนใจคนที่กำลังหมดสติอยู่อีกครั้ง มือหนาเอื้อมไปปัดเส้นผมสีทองที่ปรกใบหน้าหน้าจนเกือบทิ่มตาออกเบาๆ ก่อนใช้นิ้วหัวแม่โป้งเกลี่ยพวงแก้มนุ่มอย่างเบามือ



อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ..



“..เขาไม่ได้เป็นอะไร” เมื่อเห็นว่าข้ากำลังจะล้วงขวดยาออกมาจากกระย่ามเพื่อป้อนให้ทราวิส ใครอีกคนที่เดินตามมาอย่างเงียบๆก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึงแบบเดิม “การโดนมนตร์ดำควบคุมนานๆก็จะมีอาการข้างเคียงเช่นนี้ แต่อย่างมากก็แค่สลบไปสองวัน ไม่ต้องกังวลหรอก



นี่คงเป็นครั้งแรกที่หมอนี่ยอมอธิบายอะไรยาวเหยียดออกมา แต่ข้ากลับกระตุกยิ้มนิดๆด้วยสายตาเชือดเฉือน “เจ้าโกหกข้าไปคราหนึ่งแล้ว คิดว่าคราวนี้ข้ายังจะเชื่อเจ้าอีกเหรอ



“ข้าก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อเสียหน่อย” อีกฝ่ายเอนหลังกอดอกพิงต้นไม้พลางยกมือขึ้นมาเสยผมสีดำสนิทขึ้นด้วยสีหน้าแบบเดิม “เพียงแต่พอเห็นเจ้าเป็นห่วงคนน่ารังเกียจพรรค์นั้นแล้วมันรู้สึกผะอืดผะอม



ถึงจะพูดจาได้น่าถีบให้เลือดกบปาก แต่เจ้ามนุษย์ตาแดงก็ยกมือขึ้นมาดีดนิ้วหนึ่งครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย และเพียงเท่านั้นร่างของทราวิสก็ลุกพรวดขึ้นมานั่งในบัดดลจนหัวทุยๆกระแทกเข้ากับปลายคางหนาอย่างแรง



“โอ๊ย!!” เราทั้งคู่ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความเจ็บ ข้าลูบคางตัวเองไปมาในขณะที่ทราวิสกุมศีรษะแน่น เจ้าตัวปรือตาขึ้นมาก่อนจะกะพริบตาถี่ๆเพื่อปรับแสง ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ค่อยๆช้อนขึ้นมามองข้า สายตาสองคู่ประสานกันอย่างโหยหา ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างทำให้ใบหน้าของเราเข้าใกล้กันช้าๆ..



“โฮ่ง!!” แต่หมานรกยังไงก็คือหมานรกอยู่วันยันคํ่า มันรีบกระโจนเข้าหาทราวิสก่อนที่ริมฝีปากเราจะได้แตะกัน ข้ารีบขยับถอยห่างออกจากมันโดยอัตโนมัติ ส่วนทราวิสก็เกาคางเจ้าสุนัขปีศาจที่กำลังแยกเขี้ยวฉีกยิ้มกว้าง มันกระดิกหางไปมาอย่างอารมณ์ดีจนคนผมบลอนด์เผลอยิ้มกว้างตามไปด้วย



ถึงข้าจะไม่พิสมัยสุนัขเลยสักนิด แต่การได้เห็นทราวิสเล่นกับมันก็เป็นภาพที่น่ารักดีเหมือนกันแฮะ..



“เจ้าหมาน้อย ถึงข้าจะอยากเล่นกับเจ้า แต่อย่าได้บังอาจมาขัดช่วงเวลาหวานซึ้งของข้ากับว่าที่สามีอีกนะ~



...ขอถอนคำพูดแล้วกัน



ทราวิสวางเจ้าสุนัขลงบนพื้นก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ฝ่ามือเรียวปัดเศษดินตามเนื้อตัวออกแล้วช้อนตามองข้าอีกครั้ง สีหน้าของเขายังคงเปี่ยมไปด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงเหมือนอย่างเคย หากแต่คราวนี้ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์กลับสั่นไหวเหมือนกำลังจะหลั่งนํ้าอุ่นๆออกมา



'หมับ!'



“ข้า...ฮึก ข้าขอโทษ ขอโทษจริงๆ” ร่างโปร่งโผเข้ากอดอย่างเต็มแรงจนข้าเซไปข้างหลังเล็กน้อย ทราวิสซบใบหน้าลงบนไหล่กว้างพร้อมหลับตาลงแน่น ปล่อยให้นํ้าตาลูกผู้ชายไหลออกมาเป็นสายอย่างอั้นไม่อยู่ “ตอนนั้นที่โดนมนตร์ดำครอบงำน่ะ...ข้ามีสติอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ ฮึก มันทรมานมากเลยรู้ไหม



คนตรงหน้าผละออกมาใช้มือทั้งสองประคองแก้มข้าไว้ ทราวิสมีนํ้าตานองหน้า มันไหลรินลงมาอาบแก้มหยดแล้วหยดเล่าเป็นสาย เขาสะอื้นจนตัวสั่นขณะใช้ดวงตาแดงกํ่าที่ฉํ่านํ้ามองมา ข้าสัมผัสได้ถึงหัวใจของเจ้าตัวที่กำลังแตกสลายจนรู้สึกเจ็บตามไปด้วย แววตาสีฟ้าฉายความโศกและปวดร้าวภายในใจออกมาอย่างน่าสงสาร สิ่งที่ทำให้ข้าทรมานที่สุดคือการได้เห็นเจ้าเจ็บปางตายต่อหน้าต่อตา...แต่มันกลับทรมานยิ่งกว่าเมื่อข้าเป็นคนทำร้ายเจ้าเสียเอง



ข้ายิ้มบางออกมาพร้อมยกมือขึ้นมาตบบ่าของอีกฝ่ายเบาๆ “คนที่เจ็บคือข้า...คนที่ควรจะร้องไห้ก็ต้องเป็นข้าสิ ไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย อีกอย่าง...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าทำร้ายข้าเสียหน่อย ที่ผ่านมาเจ้าก็คอยหาเรื่องทำร้ายมาตลอดไม่ใช่หรือไง



ทราวิสเบิกตาขึ้นเล็กน้อยอย่างอึ้งๆ เหมือนว่าเรื่องนี้จะแทงใจดำเจ้าตัวจริงๆ ถึงได้เบะปากลงแล้วปล่อยโฮออกมาอีกรอบ “ฮือออ ข้าขอโทษ...ฮึก ขอโทษ...ขอโทษ



เขาเอาแต่พูดคำนั้นซํ้าไปซํ้ามาจนข้าต้องต้องเอื้อมมือไปซับนํ้าตาให้อย่างเบามือ “หยุดร้องน่า ตอนนี้ข้าก็ไม่เป็นอะไรแล้วนี่



ทราวิสเม้มปากแน่นแต่ยังคงสะอื้นจนตัวสั่นอยู่นิดๆ “เมื่อคืน...ฮึก แผลของเจ้ามันรุนแรงและน่ากลัวมาก เลือดก็ไหลไม่หยุดเหมือนท่อนํ้าแตก



“..คิดซะว่าข้าเป็นประจำเดือนก็แล้วกัน



“ไม่ตลกนะ!” ฝ่ามือเรียวฟาดลงบนแขนข้าเบาๆจนคนถูกกระทำต้องหลุดยิ้มขันออกมา ถึงจะพูดแบบนั้นแต่แววตาของทราวิสยังคงเปี่ยมไปด้วยความหม่นหมองเหมือนเดิม เขาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอย่างถึงที่สุด “คราวหลังถ้าข้าเผลอทำร้ายเจ้าอีก...ฆ่าข้าได้เลยนะ



“ไร้สาระ” ข้ากลอกตามองฟ้าอย่างไม่สบอารมณ์ “หากให้เลือกระหว่างทำร้ายเจ้ากับนอนในดงหมา ข้าก็จะเลือกอย่างหลังโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด



ได้ยินเช่นนั้นทราวิสก็นิ่งงันไป มือเรียวยังคงวางแนบข้างแก้มข้าไว้อย่างนั้น ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ฉายแววประหลาดใจและสงสัยอย่างเห็นได้ชัด “เจ้า...ไม่โกรธข้าหรอ



ข้าเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม ทำเพียงแค่เอื้อมมือไปขยี้ศีรษะทุยๆอย่างเบามือ เป็นการกระทำที่ดูเงอะงะเหมือนอยากจะปลอบแต่ปลอบไม่เป็น รอยยิ้มบางทว่าอบอุ่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าอย่างจริงใจ มันไม่ใช่รอยยิ้มที่กว้างอะไรนัก หากแต่มันก็มากพอที่จะทำให้ทราวิสยืนแน่นิ่งเป็นแท่นหินด้วยตาที่เบิกกว้าง



“เด็กดี.. ข้าเอ่ยพร้อมลูบศีรษะของคนตรงหน้าอย่างเบามือ นํ้าเสียงฟังดูนุ่มนวลอ่อนโยนกว่าปกติเสียจนน่าตกใจ “แค่เจ้าปลอดภัย...ข้าก็ดีใจแล้ว



ทราวิสนิ่งค้างไปทันที ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์กะพริบถี่รัวเพื่อเรียกสติ เขาทั้งไม่เชื่อหูและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เจ้าตัวเม้มปากเหมือนอยากพูดอะไรออกมาแต่กลับมีก้อนบางอย่างมาจุกไว้ที่คอจนเปล่งเสียงไม่ได้ ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้า



สุดท้ายทราวิสก็ได้แต่รวบรวมสติกลับคือมาแล้วค่อยๆยกมือขึ้นมากอดข้าอีกครั้ง เรียวแขนกระชับอ้อมกอดแน่นราวกับไม่อยากปล่อย ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านรอบกายทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้าของเจ้าตัว นํ้าใสเอ่อล้นอยู่บริเวณขอบตาก่อนจะกลิ้งไหลหยดลงบนไหล่ข้า หากแต่ครั้งนี้...มันไม่ใช่นํ้าตาแห่งความโศกเศร้าอีกต่อไป



และด้วยความที่แผ่นอกของเราสัมผัสกัน...ข้าจึงได้ยินเสียงก้อนเนื้อในอกของทราวิสที่เต้นถี่รัวจนแทบหลุดออกจากอกชัดเจน โดยที่หัวใจของข้าเองก็ไม่ต่างกันนัก



 “ใครสอนให้เจ้ายิ้มแบบนั้น..” คนในอ้อมกอดบ่นเสียงอู้อี้ วงแขนกระชับแน่นเพื่อซึมซับความรู้สึกนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด “เจ้าไม่เคยมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนแบบนั้นเลยสักครั้ง...ไม่เคยเลย แต่มันกำลังทำให้ข้าหลงเจ้าหนักกว่าเดิม



ได้ยินเช่นนั้นข้าก็ยิ้มขำขันแล้วยกแขนขึ้นมากอดตอบบ้าง คงจะจริงอย่างที่ทราวิสพูดที่ข้าไม่เคยยิ้มอย่างจริงใจเลย ด้วยความที่ใช้ชีวิตและเติบโตตามลำพังในดินแดนของศัตรู ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้ไม่หวังดีที่จ้องจะทำร้ายยํ้ายี ข้าจึงสร้างรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาเพื่อแสดงออกถึงความไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด เป็นรอยยิ้มอันตรายที่เหมือนจะรู้ทันไปเสียทุกอย่าง เป็นรอยยิ้มที่แสดงออกว่าตนเหนือกว่า รอยยิ้มที่เหมือนมีแผนร้ายอยู่ตลอดเวลา เป็นรอยยิ้มที่คาดเดาความคิดไม่ได้จนดูน่ากลัว ข้าจะฉีกยิ้มแบบนี้ออกมาในทุกครั้งที่พบปะผู้คนเสมือนสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องตัวเอง ไม่ว่าจะกำลังเศร้าโศกหรือโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ข้าก็จะซ่อนความรู้สึกเหล่านั้นไว้ภายใต้รอยยิ้มกวนประสาทที่ไม่ต่างอะไรจากหน้ากาก จนกลายเป็นว่าไม่เคยมีสักครั้งที่ข้าจะยิ้มอย่างจริงใจ



มีเพียงแค่รอยยิ้มที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะซ่อนความอ่อนแอ..



“ทำไม? มันดูตลกนักหรอ คราวหน้าข้าจะได้ไม่ทำอีก” ข้าเอ่ยติดตลกในขณะที่ทราวิสส่ายหน้าไปมารัวๆจนผมปลิว



“ไม่ว่าเจ้าจะยิ้มแบบไหน...ข้าก็ชอบทั้งนั้นแหละ



แล้วคำตอบสุดน่ารักของอีกฝ่ายก็ทำให้ข้าต้องกลั้นยิ้มจนปวดแก้ม ก่อนจะแอบสูดดมกลิ่นหอมประจำตัวทราวิสเข้าเต็มปอด แล้วกระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิมด้วยรอยยิ้ม



และเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขอย่างไม่รู้ตัว..



“แหวะ” เสียงเชิงรังเกียจของภูตที่ยืนมองดูฉากหวานซึ้งอยู่เงียบๆมานานดังขึ้น ทราวิสตวัดสายตาไปมองคนที่กำลังยืนเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์จึงแข็งกร้าวอย่างไม่เป็นมิตรโดยอัตโนมัติทันที



“พวกถํ้ามอง ทำไมต้องมาขัดจังหวะการเกี้ยวพาราสีของสามีภรรยาด้วย!?” ทราวิสถามโดยไม่แม้แต่จะผละออกจากอ้อมกอด ซึ่งข้าก็ได้แต่ถอนหายใจที่เขามักจะอารมณ์เสียทุกครั้งที่โดนขัดจังหวะแบบนี้



ก็นะ...ทราวิสจะจริงจังเกินเหตุมากๆในทุกครั้งที่เรามีโมเม้นท์แบบนี้กัน



“ก็ไม่ได้อยากจะขัด แต่มันอดไม่ได้” ชายหนุ่มร่างเล็กยักไหล่ ดวงตาสีแดงฉานที่แข็งกระด้างตลอดเวลามองมาที่พวกเราอย่างเอือมระอา ทราวิสยอมผละออกจากข้าในที่สุดก่อนจ้องคนแปลกหน้าอย่างไม่ไว้ใจ ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์แข็งกร้าวและไม่เป็นมิตรต่างจากเมื่อกี้ลิบลับราวกับเป็นคนละคน



เชื่อแล้วว่าทราวิสทำตัวดีๆแค่กับข้าคนเดียว..



“เจ้าเป็นใคร



มันเป็นคำถามสำคัญที่ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ปีศาจในร่างมนุษย์แสยะยิ้มมุมปากอย่างไม่น่าไว้ใจทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “นี่พวกเจ้าจำข้าไม่ได้จริงๆหรือ



คิ้วของข้ากับทราวิสขมวดแน่นพร้อมกันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่คนผมบลอนด์จะเป็นฝ่ายถาม “เราเคยเจอกันด้วยเหรอ ข้าไม่รู้ด้วยซํ้าว่าเจ้าคือใคร มาจากไหน



ภูตตัวจิ๋วในร่างมนุษย์พยักเพยิดหน้าไปทางย่ามของข้าด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ “ข้ามาจากย่ามใบนั้น



“ฮะ?



ดวงตาสีแดงสดของปีศาจกลอกขึ้นฟ้าอย่างสุดรำคาญ เขาพ่นลมหายใจออกมาแล้วอธิบายให้กระจ่าง “ข้าคือลิงตัวนั้น...ตัวที่ขโมยดาบของเจ้าไปน่ะ



ข้านิ่งงันไปก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น ที่แท้หมอนี่ก็คือลิงโรคจิตตัวนั้นที่ถูกข้าย่อส่วนแล้วห่อเก็บไว้ในเปลือกลูกอมนั่นเอง...ถ้าเช่นนั้นนี่ก็คงเป็นร่างที่แท้จริงของมันสินะ



เหอะ รู้งี้ข้าน่าจะหักคอมันตั้งแต่แรก



ทราวิสชะงักแน่นิ่งไป ก่อนจะค่อยๆกำหมัดเข้าหากันแน่นด้วยสายตาที่แข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม “เจ้าเองหรือ...ที่ทำลายเจวิสของข้า



ข้าหันไปมองคนข้างกายที่กำลังแผ่รังสีทะมึนออกมาอย่างกราดเกรี้ยว นี่คงเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ทำให้ทราวิสโกรธได้มากขนาดนี้ เจ้าตัวรักและหวงแหนดาบเล่มนั้นมากแค่ไหน...ทำไมข้าจะจำไม่ได้



ข้าก็ไม่ได้อยากจะหักดาบไร้ค่าให้มือต้องแปดเปื้อนเช่นนั้นหรอกนะ...แต่เวลาเห็นเจ้าโมโหใจแทบขาดแล้วมันสนุกดี” เขาแสยะยิ้มออกมาอย่างไม่เป็นมิตร และมันก็เป็นเชื้อเพลิงมากพอที่จะทำให้ทราวิสชักดาบออกมาด้วยโทสะ ทว่าทันทีที่ฝ่ามือเรียวสัมผัสกับด้ามด้ามก็ต้องปล่อยมันลงแทบจะในทันทีราวกับโดนนํ้าร้อนลวก



“โอ๊ย!!” เจ้าตัวร้องออกมาด้วยความเจ็บเมื่อฝ่ามือที่มีรอยแผลบาดลึกสัมผัสกับดาบ ทราวิสลูบมือตัวเองไปมาเพื่อบรรเทาความเจ็บแสบจนข้ารู้สึกผิดที่เป็นคนทำให้เขาใช้ดาบไม่ได้ ทำให้ทราวิสได้แต่ชี้หน้าถลึงตาใส่ปีศาจตาแดงด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ



“เจ้ามันเลว! อัปรีย์ที่สุด!



“เรื่องนั้นข้าทราบดี” อีกฝ่ายโบกมือปัดๆด้วยสีหน้าบึ้งตึงแบบเดิม ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเกริ่นนำขึ้นมา “ก่อนอื่น...ข้ามีนามว่าเจฟฟ์



ข้าเลิกคิ้วก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ “จริงๆคือชื่อเจฟฟรี่ย์



ดวงตาสีแดงของภูตแข็งกร้าวขึ้นมาทันที เจ้าตัวยกมือป้อมๆขึ้นมาชี้หน้าข้าพร้อมเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “อย่า...ได้บังอาจเรียกชื่อนั้น



“พูดต่อสิเจฟฟรี่ย์” ข้าพยักหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ “ข้ารอฟังอยู่



อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนอยากจะเข้ามาต่อยให้หน้ายับเต็มทน แต่ก็หลับตาข่มอารมณ์ไว้อย่างถึงที่สุดพลางสูดหายใจเข้าเต็มปอด “เมื่อไหร่พวกเจ้าจะไปเสียที



ทราวิสขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ “ไปไหน?



เจฟฟ์ถลึงตาชักสีหน้าใส่ เขามีสีหน้าผะอืดผะอมเหมือนไม่อยากจะพูด แต่สุดท้ายก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วกัดฟันพูดออกมาในที่สุด “..เมื่อกี้พวกเจ้าจะพลอดรักกันตามประสาคู่รักไม่ใช่หรือไง ออกไปให้พ้นสายตาข้าสิ เห็นแล้วคลื่นไส้!



“อ่า..” ข้าลากเสียงยาวด้วยรอยยิ้มกว้างจนน่าถีบ ก่อนจะหุบยิ้มฉับลงในทันที “ขออภัยที่มันทำให้เจ้ารู้สึกระคายเคืองลูกตา แต่เราไม่ใช่คู่รักอย่างที่เจ้าว่าหรอก



ประโยคนี้ทำให้ทราวิสเบะปากลงน้อยๆอย่างน้อยใจปนเศร้านิดๆ ในขณะที่มันทำให้เจฟฟ์หมดความอดทน เขาพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อข้าด้วยสีหน้าเดือดดาล “พวกเจ้าเกือบผสมพันธุ์กันต่อหน้าข้าหลายครั้งแล้ว! ไม่ให้เรียกคู่รักจะให้เรียกอะไร พ่อลูกหรอ!?



ข้ายังคงยิ้มลอยหน้าลอยตาอย่างไม่สะทกสะท้าน ก้มมองคนเตี้ยกว่าอย่างกวนประสาทพร้อมเอียงคอทำตาใส “หมายถึงปากแตะปาก ลิ้นชนลิ้น เนื้อแนบเนื้อน่ะเหรอ? นั่นไม่ใช่การผสมพันธุ์กันนะ แต่เป็นการกอดจูบเฉยๆ



แก้มกลมๆของทราวิสขึ้นสีแดงระเรื่อทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เจ้าตัวก้มหน้าอมยิ้มพร้อมบิดตัวไปมาแก่เขินจนเจ้าสุนัขมองอย่างงุนงง ส่วนภูตตรงหน้ากลับมีสีหน้าขยะแขยงจนข้าอดไม่ได้ที่จะกวนต่อด้วยรอยยิ้มกว้าง “มากล่าวหากันเช่นนี้...แสดงว่าเจ้าคงไม่เคยจูบใครสินะ จะบอกให้ว่ามันรู้สึกดีมากเลยนะ...ถ้าไม่เชื่อก็ลองจูบกับน้องหมาตัวนี้ดูก่อนสิ



ความอดทนของเจฟฟ์ขาดผึงลงในบัดดล ร่างของชายหนุ่มตาสีแดงตรงหน้าข้าค่อยๆสูงใหญ่ขึ้น กรงเล็บแหลมคมงอกออกมาจากนิ้วมืออย่างรวดเร็ว มือป้อมๆกลายเป็นอุ้งมือใหญ่ๆที่วางไว้บนไหล่ข้า ใบหน้าของเขาขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับมีขนสีนํ้าตาลจำนวนมากงอกขึ้นมาทั่วตัว จนในที่สุดผู้ชายเตี้ยๆตรงหน้าก็กลายร่างเป็นราชสีห์ผู้มีดวงตาสีแดงฉานอย่างน่าเกรงขาม



“โฮกกกกกกกกกกกก!!!!!” อีกฝ่ายแหกปากคำรามใส่หน้าข้าเต็มๆเพื่อระบายความโมโหอย่างกราดเกรี้ยวจนผมหน้าม้าข้าปลิวกระจาย ทราวิสเบิกตาโพลงอย่างตกใจในขณะที่ข้าได้แต่หลับตาแน่นเพื่อไม่ให้นํ้าลายกระเด็นเข้าตา เหลือบมองใบหน้าของสิงโตที่กำลังยืนสองขาพร้อมคำรามแยกเขี้ยวจนเห็นลิ้นไก่แล้วรู้สึกขยะแขยง มิหนำซํ้าข้ายังรู้สึกเหม็นกลิ่นปากเน่าๆของมันจนแทบเป็นลม



เมื่อคำรามระบายอารมณ์จนหนำใจแล้ว เจฟฟ์ก็กลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์หน้าบูดตามเดิม ก่อนจะหันมาพูดกับข้า “ความจริงข้าจับตามองพวกเจ้ามาตั้งแต่วันแรกที่เข้าป่ามาแล้ว และข้าเองก็มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้...เจ้าจะไม่สะดวกคุยเท่าใดนัก



ทราวิสรีบเข้ามาคว้าท่อนแขนข้าไปกอดแน่น ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ยังคงจ้องคนเตี้ยกว่าอย่างไม่เป็นมิตรไม่เปลี่ยนแปลง “รู้ตัวแล้วก็ไสหัวไปซะ!! เจ้ากำลังทำตัวเป็นก้างขวางคอ!



เจฟฟ์กลอกตาขึ้นฟ้าอีกครั้ง “หากข้าเสกคางคกได้...จะเสกให้มันอยู่ในปากเจ้าเป็นคนแรกเลย



ทราวิสตั้งท่าจะแยกเขี้ยวด่าอีกครั้งแต่กลับโดนมือหนารีบปิดปากไว้ได้ทันท่วงที ข้าถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องมาฟังสองคนนี้ทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ดวงตาสีมรกตตวัดไปมองภูตตรงหน้าอีกครั้ง “..มีอะไรจะพูดก็ว่ามาเถอะ



“ไว้ค่อยคุยทีหลังก็แล้วกัน ยังไงข้าก็วนเวียนอยู่แถวนี้อยู่แล้ว” อีกฝ่ายยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนที่เขาจะกลายร่างเป็นเหยี่ยวในพริบตาต่อมา ปีกถูกกางสยายออกอย่างสง่างามแล้วโบยบินขึ้นไปบนฟ้าด้วยความรวดเร็ว แต่เจฟฟ์ก็ยังมิวายแกล้งโฉบลงมาจนกรงเล็บเฉี่ยวหน้าทราวิสไป ทำให้คนถูกกระทำชูนิ้วกลางส่งกลับไปให้เป็นการบอกลาอย่างขุ่นเคือง



“ฮึ่ยยย! ไอ้เตี้ยนั่นเป็นบ้าอะไรของมัน ทำไมถึงต้องทำราวกับเคียดแค้นข้านักหนาด้วย” ริมฝีปากบางบ่นขมุบขมิบกับตัวเอง ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วหันมาทำหน้าขึงขังขึ้นมาเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ “เจเดน...ข้าว่ามันต้องชอบเจ้าแน่ๆ หมอนั่นอิจฉาที่ข้าได้แทะโลมเจ้า เลยเอาแต่แกล้งข้าแบบนี้



“..เลิกจินตนาการเถอะ” ข้ารีบเอ่ยห้ามก่อนที่อีกฝ่ายจะเพ้อเจ้อไปไกลมากกว่านี้ “เจ้าก็เห็นว่าเขาขยะแขยงความสัมพันธ์ร่วมเพศแค่ไหน ดูจากสีหน้าก็รู้แล้ว



ทราวิสได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่เข้าใจเลยว่าคนเราจะเหยียดการรักเพศเดียวกันไปทำไม...ในเมื่อความรักมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่แค่ระหว่างชายหญิงเท่านั้น



ข้าได้แต่ยักไหล่ “ใครจะไปรู้ล่ะ มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบเดียวกับเจ้าหรอกนะ



“แต่สำหรับข้า...ข้าคิดว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้ชายหรอก” เจ้าตัวเอ่ยก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ฝ่ามือนุ่มข้างที่ไม่เจ็บยกขึ้นมาแตะแก้มข้าเบาๆ “ข้าชอบแค่เจ้า...แค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นแหละ



ข้ากระแอมไอพร้อมรีบเบนสายตาไปทางอื่นทันที...หากสังเกตดีๆจะเห็นได้ว่าใบหูของข้าแดงเป็นสีเดียวกับเส้นผมไปแล้ว



ให้ตายเถอะ...ทราวิสกำลังทำให้การกลั้นยิ้มเป็นเรื่องยาก



“อันที่จริง..” อีกฝ่ายเม้มปากแน่นอย่างประหม่า เจ้าตัวหลบสายตาข้าไปทางอื่น พวงแก้มกลมๆขึ้นสีแดงจัด นิ้วชี้ทั้งสองถูกเจ้าตัวยกขึ้นมาจิ้มไปมาด้วยรอยยิ้มแห้ง “แหะๆ คือข้าอยากจะขออะไรบางอย่างจากเจ้ามานานแล้ว...แต่ก็ไม่กล้าขอเสียที



ข้าเลิกคิ้ว “ว่ามาสิ



ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ลอกแลกไปมาอย่างประหม่า ก่อนที่เจ้าตัวจะอุ้มสุนัขปีศาจที่นั่งมองเราสองคนมานานขึ้นมาชูพร้อมจ้องข้าด้วยสายตาจริงจัง “หากเจ้าไม่ทำตามที่ข้าขอ...ข้าสาบานว่าจะให้อลิซาเบธเลียหน้าเจ้าวันละสิบรอบ อย่าหาว่าไม่เตือน!



อลิซาเบธ?? นั่นชื่อหมาบ้าอะไรกัน อีกอย่าง...นี่ทราวิสคิดจะเลี้ยงมันหรือไง ไม่เอานะ!



แต่ถึงจะอยากโวยวายสักเพียงใด เรื่องนั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับปัญหาปัจจุบันในสถานการณ์นี้ ข้าพรูลมหายใจออกมาพลางเงยหน้าเสยผมขึ้นอย่างลวกๆ ในใจนึกสงสัยว่าทราวิสต้องการจะขออะไรกันแน่ถึงได้เอาหมามาขู่กันเช่นนี้ “มีอะไรก็ว่ามา



ทราวิสเม้มปากแน่น เลือดสูบฉีดขึ้นมากองไว้ที่แก้มกลมๆสองข้างนั่นอีกครั้ง เจ้าตัววางสุนัขที่ตนเพิ่งจะตั้งชื่อให้หมาดๆลง ก่อนจะสาวเท้ามาหาข้าจนปลายรองเท้าเราสัมผัสกัน เขาสบตาข้าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล ประหม่าและไม่มั่นใจ ทราวิสสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าแล้วเอื้อนเอ่ยออกมา “เจ้า...ไม่ได้รังเกียจจูบของข้าใช่ไหม



ข้าขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อีกฝ่ายถามเช่นนี้ ราวกับเขากังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะโดนข้ารังเกียจทั้งที่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ “หากข้ารังเกียจ...ก็คงตัดลิ้นเจ้าตั้งแต่ครั้งแรกที่จูบกันแล้ว



“คือว่า...” ทราวิสกลืนนํ้าลายเหนียวๆลงคออึกใหญ่ ใบหน้าของเจ้าตัวแดงลามไปถึงใบหูจนเป็นก้อนมะเขือเทศ ฝ่ามือเรียวกำเสื้อคลุมแน่นจนขึ้นข้อขาว เขารวบรวมความกล้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วพูดออกมาในที่สุด “ต่อไปนี้ข้าขอให้เจ้าจูบข้า...วันละหนึ่งครั้งได้ไหม



คำขอที่ไม่คาดคิดทำให้ข้าถึงกับแน่นิ่งไปอย่างพูดไม่ออก ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยว่าเหตุใดเขาถึงต้องขออะไรแบบนี้ด้วย...ในเมื่อข้าก็พร้อมที่จะทำอยู่แล้ว



แต่ถึงกระนั้นข้าก็ทำเพียงปรายตามองคนตรงหน้าที่กำลังทำหน้าลุ้นสุดขีด มุมปากหยักบิดยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างไม่น่าไว้ใจอีกครั้ง ก้านนิ้วชี้ถูกยกขึ้นมาแตะเบาๆที่ริมฝีปากตัวเองก่อนที่ข้าจะเอื้อนเอ่ยออกไป



“พิสูจน์สิว่าเจ้าสามารถทำให้ข้ารู้สึกดีผ่านจูบได้...แล้วข้าจะพิจารณา :)





TBC.





TALK 2 :

เจเด๊นนนนน ไอ้ผู้ชายรว้ายยกาจ!!

อีพีนี้ขอต้อนรับเจฟฟ์หรือจีมินนี่อย่างเป็นทางการค่าา จริงๆนางเคยโผล่มาตั้งแต่ตอนแรกๆแล้วนะ จะเรียกว่าตัวละครใหม่ก็คงไม่ถูกนัก555555 คาแรคเตอร์นางก็จะแบบนี้แหละ บูดบึ้งและน่าหมั่นไส้หน่อยๆ ตรงกันข้ามกับพัคจีมินผู้แสนดีของบังทันสุดๆ555555

ตอนนี้เรื่องราวทุกอย่างกำลังหวานซึ้ง หรือก็คือคลื่นสงบก่อนพายุจะมานั่นเองงงงง กร๊ากๆๆๆๆ แอ่ก!//โดนถีบ

ปล. เตรียมทิชชู่ไว้ล่วงหน้าสักโหลนึงก็ดีนะ--//เผ่นแน่บ

ปล.2 อย่าลืมสตรีม Heartbeat แล้วก็ช่วยบริจาคปีกมาให้เราใน BTS WORLD ด้วยนะก๊ะ ;-;



TALK 1 :

เผื่อใครลืม ตอนที่แล้วจะมีฉากที่เจเดนขอให้วิสซี่ใช้คาถาเปลี่ยนของเหลวเป็นนํ้ามันอยู่นะคะ เป็นฉากก่อนที่เจดี้จะขึ้นห้องไปคุยกับฮิวโก้นั่นเองง

จริงๆเราตั้งใจจะตัดอีก 30% ที่เหลือไปไว้ตอนหน้า เพราะตอนนี้มันยาวเกิ๊นนน แต่ไหนๆก็ไหนๆละ เลยตั้งใจตัดให้เหลือแค่นี้แล้วค่อยมาอัพครึ่งหลังต่อ uwu

ปล. ตอนนี้รู้สึกสงสารเจเดนจับใจ โดนน่วมเลยลูกก แม่เจ็บแทน ;-;

คอมเม้นท์ให้ด้วยเน้อ กำลังใจหลักของเราเลย > <

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bts funny edit

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Valen bestia


ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และแท็กสกรีม #JourneyKV ที่เป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ ขอบคุณรีดๆทุกคนที่ติดตามผลงานของเราค่ะ I purple you <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 278 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,093 ความคิดเห็น

  1. #944 PlengPGK (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 15:54
    เจเด๊นนนนนนน ร้ายกาจ!!
    #944
    0
  2. #800 Taniya1812 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 23:45
    เจเดนนนน ร้ายกาจจจจจจ
    #800
    0
  3. #550 mmeaning (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 22:37
    เจเดนเห็นแบบนี้นะ หึ รว้ายย
    #550
    0
  4. #536 Taeiy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 23:31

    เขาคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆเลยค้าบผม


    #536
    0
  5. #518 Mvis. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 / 20:38
    ร้ายมาก เจเดนคนเจ้าเล่ห์ จริงๆก็ชอบลูกเราอยู่หรอกแต่ซึนอยู่;-;
    #518
    0
  6. #445 proudsj (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 01:12
    แหมมมมมมมมมม นะเจเดน
    #445
    0
  7. #355 STAR BUT (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 15:02
    หื้มมมมมมมมม
    #355
    0
  8. #354 thanyalaktosem (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 10:14

    พึ่งมาเจอเรื่องนี้สนุกอ่าาา เป็นกำลังใจให้กัฟ!
    #354
    0
  9. #353 vVv-Tae (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 23:18
    ร้ายนักนะ ฮึๆ
    #353
    0
  10. #342 ku_1709 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 18:45
    แหม่ๆเจเดน เซ้นการตั้งชื่อของทราวิสคือเก๋มาก55555555
    #342
    0
  11. #341 MindQueen (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 17:39
    ร้ายกาจ!!
    #341
    0
  12. #340 park-p15 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 17:26
    ฮืออออออ คนบ้าาาาา แงงงง เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ
    #340
    0
  13. #339 Violet_V (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 10:27

    เจเด๊นนนนนน -คนเจ้าเล่ห์!! แบบฮือออ ร้ายมากอะ เปิดมาตอนแรกๆสงสารนาง ตอนนี้หมั่นไส้แล้วว อะไรจะหวานกันขนาดนี้

    แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่คิดเลยว่าจีมินนี่จะเป็นลิง โคตรพีค555555555 เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ไฟท์ติ้ง!!!!

    #339
    0
  14. #338 PaiiKanj (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 08:38
    เจเดนเจ้าเล่ห์มากนะ แหมมมมมมมม
    #338
    0
  15. #337 Reawrang (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 07:30
    ฟินมากกกกกก
    #337
    0
  16. #336 0961603450 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 23:47

    กรี้ดดดดดดฟินนนน
    #336
    0
  17. #335 mejay_ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:55
    เขาร้ายนะคะท่านหัวหน้าแงงงง้
    #335
    0
  18. #334 Phraev (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:43
    กรี๊ดดด คุณเขาร้ายนะคะะะะ กร๊ากกก
    #334
    0
  19. #333 Lala_Land (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:25
    โอ๊ยยย พี่เค้าร้ายยยย วิสซี่อย่ายอมมม
    #333
    0
  20. #332 Tawseobbie Yang (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 22:01
    70•/• แรก เข้มข้นมากลุ้นว่าเจเดนจะเป็นไรไหม แล้วพอมา30•/•หลัง ก็หวานกันซะ น้ำตาลขึ้น!!!
    #332
    1
    • #332-1 Tawseobbie Yang(จากตอนที่ 11)
      1 กรกฎาคม 2562 / 22:03
      70 เปอร์เซ็นต์ กับ 30 เปอร์เซ็นต์นะคะ ㅠㅠ
      #332-1
  21. #331 blowy.p (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 21:39
    เจเด๊นนนนนนนนน ร้ายมากสรุปชอบเค้าปะเนี่ย ไม่ชอบเค้าแต่เต็มใจที่จะจูบเค้านี่นะให้ตาย!!! อย่ามาเอาเปรียบลูกชั้น!!!
    #331
    0
  22. #329 butterr. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 19:35

    เจเดนร้ายอ่าาาาาาา
    #329
    0
  23. #328 bjamm (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 19:06

    เจเด๊นนนนนนนน
    #328
    0
  24. #327 mallikaraksri5 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 19:00
    โอ้ยยย เขินไปหมดดดด ยิ้มจนปากจะฉีกลิ้วววว
    #327
    0
  25. #324 vVv-Tae (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 19:45
    อย่าเป็นอะไรเลยนะคะ
    #324
    0