۩ A Journey To Your Heart ۩ [KookV] #JourneyKV

ตอนที่ 1 : ۩ Journey ۩ 00 : ชีวิตธรรมดาของคนไม่ธรรมดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 414 ครั้ง
    1 เม.ย. 62









       กราบสวัสดีสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี มนุษย์ทุกพันธุ์และสัตว์ทุกเพศ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้หลงเข้ามาอ่านบันทึกเล่มนี้ อ่า...จะว่าไงดีล่ะ นี่เป็นการเขียนบันทึกครั้งแรกในชีวิตของข้า จะว่าไปก็รู้สึกกดดันใช่เล่นเลยนะเนี่ย ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยแล้วกัน บอกก่อนเลยว่าตัวข้าไม่ใช่ผู้บรรยายที่เก่งกาจอะไรนัก ข้าเป็นนักรบไม่ใช่นักปราชญ์ มีหน้าที่ฟันดาบไม่ใช่เขียนหนังสือนะโอเค๊? อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกันล่ะว่าข้าเล่าเรื่องได้ห่วยแตก ลายมือหยาบเหมือนใช้ตีนเขียนอย่างโน้นอย่างนี้ บลาๆๆๆ ใครก็ตามที่บ่นลับหลัง ข้าจะใช้เวทมนตร์ข้ามศตวรรษไปปาดคอถึงที่เลยคอยดู!



          การที่ข้าเสนอหน้ามาเขียนหนังสือทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองเช่นนี้ ก็เพราะข้าอยากจะบันทึกเรื่องราวการผจญภัยอันสุดแสนตื่นเต้นและโคตรจะหวาดเสียว(ซ่าน)ของตัวเองเอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้อ่านกันอย่างภาคภูมิใจในบรรพรุษสุดเท่ของตน —นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ข้าตัดสินใจจุ่มปลายขนนกในมือลงในนํ้าหมึกแล้วขีดเขียนเรื่องราวทั้งหมดลงบนกระดาษแผ่นนี้ หากท่านกำลังอ่านอยู่ พนันได้เลยว่ากระดาษบ้านี่คงเน่าเปื่อยเป็นกระดาษเช็ดก้นเหมือนโบราณวัตถุเก่าๆแล้วแหงๆ เห้อ...แต่ก็ช่วยไม่ได้น่ะนะ ในเมื่อพวกท่านไม่ได้เกิดในยุคของข้า ไม่ได้มาผจญภัยด้วยกันแบบนี้ ก็จงคิดเสียเถิดว่าท่านมีวาสนาเกินสรรพสัตว์มากๆที่มีโอกาสได้อ่านเรื่องราวสุดเจ๋งนี่ รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เรื่องนี้เอาชีวิตของไก่ในโรงเชือดเป็นประกันได้!



          อ่า..เกริ่นเรื่องไร้สาระไปมากเกินพอแล้ว คงถึงเวลาแนะนำตัวแล้วสิท่า ข้ามีนามว่าเจเดน เกรโนเวอร์ ยํ้าอีกครั้ง! ชื่อของข้าคือ 'เจเดน เกรโนเวอร์' พวกท่านจงจำชื่อนี้ไว้ในสมองให้ดี เพราะนี่จะเป็นชื่อของบุคคลสำคัญแห่งยุคที่ท่านจะได้ยินไปตลอดทั้งเรื่องเลยทีเดียวเชียว



          ตัวข้านั้นเป็นเพียงสามัญชนคนไม่ธรรมดาที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรวอลธีเรีย แต่ความจริงแล้วข้ามาจากเฮอร์เรนเดล —อาณาจักรอันยิ่งใหญ่โอ่อ่าที่เคยรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในทศวรรษที่แล้ว มันเป็นอาณาจักรที่มีลักษณะเป็นเกาะใหญ่ๆที่อุดมสมบูรณ์ ทิวทัศน์และธรรมชาติอันเขียวขจีงดงามราวกับสวรรค์บนดิน ประชาชนต่างอาศัยอยู่กันอย่างสงบสุขโดยมีกษัตริย์และเหล่าอัศวินที่แข็งแกร่งปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นธรรม อาณาจักรนี้แทบไม่เคยพ่ายแพ้ในสนามรบ มันเคยเป็นดินแดนในฝันที่ใครหลายๆคนต่างก็อยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น —และเคยได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรที่ไม่มีวันดับสิ้น



          แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่...เฮอร์เรนเดลล่มสลายลงอย่างน่าอนาถด้วยนํ้ามือของอาณาจักรวอลธีเรีย



          สองอาณาจักรแห่งนี้เป็นปรปักษ์ที่เกลียดชังกันมานานแสนนาน มันเป็นความเกลียดชังที่ยืดเยื้อและเกินจะเยียวยาจนเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นที่ว่าจะต้องมีการนองเลือดเกิดขึ้นทุกครั้งที่ชาววอลธีเรียกับชาวเฮอร์เรนเดลได้กลิ่นของกันและกัน สงครามนองเลือดระหว่างสองแผ่นดินเกิดขึ้นอย่างไม่มีวันจบสิ้นและผลลัพธ์ก็มักจะออกมาคล้ายๆกัน —นั่นก็คือเฮอร์เรนเดลได้รับชัยชนะในทุกครั้ง



          สู้รบกันมาเป็นร้อยปีแต่กลับไม่ได้รับชัยชนะเลนแม้แต่หนเดียว ซํ้ายังถูกเฮอร์เรนเดลกับอาณาจักรข้างเคียงต่างพากันดูหมิ่นและหัวเราะเยาะ —แน่นอนว่ามันทำให้กษัตริย์ทุกสมัยแห่งวอลธีเรียเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความที่ตนได้พ่ายแพ้ให้กับเฮอร์เรนเดลในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นกำลังพลทหาร มันสมองในการปกครอง ทรัพยากร เศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อเชื้อพระวงศ์ หรือแม้แต่เรื่องปัญญาอ่อนอย่างความหน้าตาดีของประชาชน ทั้งหมดนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่วอลธีเรียสามารถเอาชนะเฮอร์เรนเดลได้ จึงทำได้แค่เพียงกัดฟันทนรับความพ่ายแพ้อันน่าสมเพชอย่างเคียดแค้นเท่านั้น



          ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระราชาโนแอล กษัตริย์องค์ล่าสุดแห่งวอลธีเรียตัดสินใจทำสัญญากับปีศาจเพื่อโค่นล้มอาณาจักรเฮอร์เรนเดลโดยมีราคาที่แสนจะถูก นั่นก็คือ...วิญญาณของชาววอลธีเรียสามหมื่นคน 



          แน่นอนว่าองค์ราชาที่ดีย่อมไม่เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ของตนจำนวนมากเพียงเพื่อชำระแค้นของบรรพบุรุษอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ หากแต่กษัตริย์โนแอลกลับทรงทำเช่นนั้นจริงๆ เขาสังหารชาววอลธีเรียอย่างโหดเหี้ยมจนครบสามหมื่นคนภายในสามคืนโดยอ้างว่าเป็นการเสียสละเพื่อส่วนรวม สามคืนแห่งการนองเลือดครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างทรมานและหวาดกลัวอันน่าสังเวชที่ยังคงเป็นฝันร้ายอันน่าสะพรึงของชาววอลธีเรียมาจนถึงทุกวันนี้



          ในบรรดาผู้บริสุทธิ์สามหมื่นคนดังกล่าวนั้นเต็มไปด้วยบุคคลทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะเป็นทารก คนหนุ่มสาวหรือคนชรา กษัตริย์โนแอลปลิดชีพพวกเขาอย่างไม่เลือกหน้าแล้วโยนศพทิ้งลงทะเลราวกับเป็นขยะไร้ค่าจนนํ้าทะเลที่เคยใสกลายเป็นสีเลือด ทะเลนั้นจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ 'ทะเลโลหิต'



          อย่างไรก็ตาม ชาววอลธีเรียจำนวนมากไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่กษัตริย์เข่นฆ่าประชาชนเช่นนี้ พวกเขาต่างพากันประณามราชาของตนว่าเป็นทรราชย์ แต่เป็นเพราะกษัตริย์โนแอลทรงมีรับสั่งให้ตัดลิ้นทุกคนที่พูดจาเช่นนั้น จึงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากหรือขัดขืนอะไรทั้งสิ้น



          หลังจากสังเวยชีวิตของชาววอลธีเรียถึงสามหมื่นคนไปแล้ว ปีศาจจึงยอมทำตามคำเรียกร้องของกษัตริย์โนแอลแต่โดยดีด้วยการอัญเชิญมังกรยักษ์ 'เธนเดอร์รัส' มาถล่มเฮอร์เรนเดลแล้วแผดเผาดินแดนที่เคยเป็นสรวงสวรรค์ให้กลายเป็นนรกอเวจีที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ เสียงคำรามอันดุร้ายทรงพลังของเธนเดอร์รัสเปรียบเสมือนเสียงสัญญาณของยมทูตที่บ่งบอกว่าความตายกำลังจะมาเยือน ชาวเฮอร์เรนเดลต่างพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนด้วยสติที่แตกกระเจิงอย่างหวาดกลัวสุดชีวิต เสียงกรีดร้องของพวกเขายามค่อยๆถูกสังหารโดยมังกรทีละคนนั้นฟังดูน่าเวทนายิ่ง



          ภายในคํ่าคืนเดียว เธนเดอร์รรัสสังหารมนุษย์จำนวนหลายแสนบนอาณาจักรเฮอร์เรนเดลอย่างเลือดเย็น และหนึ่งในนั้น...คือบิดาของข้า —'เจมส์ เกรโนเวอร์' เขาได้สละชีวิตเพื่อปกป้องข้าในวัยทารกกับมารดาไว้ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของจ้าวแห่งมังกร



          ข้าเคยรู้สึกเสียดายเป็นประจำที่ตอนนั้นตัวเองเด็กเกินไปจนไม่สามารถจำสิ่งใดเกี่ยวกับอาณาจักรบ้านเกิดได้ —แต่ข้าก็ดีใจในข้อนี้มากเช่นกัน...เพราะจะได้ไม่ต้องมาเห็นภาพผู้เป็นพ่อตายต่อหน้าต่อตา ไม่อย่างนั้นมันคงกลายเป็นฝันร้ายที่จะหลอกหลอนข้าไปชั่วชีวิตแน่นอน



          มหานครเก่าแก่อันยิ่งใหญ่อย่างเฮอร์เรนเดลถูกเผาให้มอดไหม้เป็นจุณภายในคืนเดียว ประชาชนแทบทั้งหมดถูกจ้าวแห่งมังกรอย่างเธนเดอร์รัสสังหารอย่างเหี้ยมโหด —เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รอด พวกเราถูกจับไปเป็นเชลยของวอลธีเรียอย่างไม่มีทางเลือกและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างตกตํ่าท่ามกลางความเกลียดชังจากผู้คนรอบข้าง  ชาววอลธีเรียต่างมองเราด้วยความรังเกียจราวกับเป็นสิ่งสกปรกที่ไม่ควรเข้าใกล้ —ในสายตาของพวกเขา ชาวเฮอร์เรนเดลเป็นหมาโสโครกที่ควรกำจัดทิ้ง พวกเขาจึงใช้ความรุนแรงยํ่ายีพวกเราตลอดเหมือนไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นขยะรกโลก



          ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่นี้ทำให้กษัตริย์โนแอลทรงสำราญใจอย่างเหลือล้น การได้เห็นเกาะเฮอร์เรนเดลลุกไหม้จนเหลือเพียงเถ้าธุลีอีกทั้งยังถูกสาปให้เป็นสถานที่หลับใหลของเธนเดอร์รัสจนไม่มีใครกล้าเข้าไปเหยียบ —มันทำให้เขาและชาววอลธีเรียจำนวนมากรู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง



          หากแต่ต่อมาไม่กี่เดือน กษัตริย์โนแอลก็เสด็จสวรรคต(ซึ่งข้าแทบจะจุดพลุฉลอง) และด้วยความที่ในตอนนั้นรัชทายาทคนโตแห่งวอลธีเรียหรือ 'เจ้าชายเนวิลล์' นั้นยังเด็กมาก หน้าที่การปกครองอาณาจักรจึงตกเป็นของเหล่าขุนนางและอัศวิน —ด้วยความบ้าอำนาจ พวกเขาจึงพยายามกดขี่ข่มเหงชาวเฮอร์เรนเดลอย่างข้าในทุกวิถีทางที่ทำได้ สั่งฆ่าพวกเราเหมือนเป็นผักเป็นปลาราวกับเป็นจ้าวชีวิตที่สั่งเป็นสั่งตายได้ตามใจอยาก แต่ชาววอลธีเรียบางคนก็ออกมาปกป้องพวกเราอย่างสุดความสามารถเนื่องจากรู้สึกผิดลึกๆที่กษัตริย์องค์ก่อนของพวกเขาได้อธรรมต่อชาวเฮอร์เรนเดลไว้มากนัก —คนกลุ่มนี้นี่แหละที่เป็นสาเหตุให้ข้าไม่เกลียดชังชาววอลธีเรียไปทั้งหมดแม้ว่าจะถูกกดขี่ขนาดไหน เพราะพวกเขาก็มีความเมตตาอยู่ในจิตใจเหมือนกัน



          แม่ของข้า 'ซาฟีร่า เกรโนเวอร์' ชุบเลี้ยงข้าเพียงลำพังอย่างยากลำบากมาตลอดตามประสาแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยเงินจำนวนไม่มากที่นางได้มาจากการล่าสัตว์ แม่มีเรือนผมสีแดงสดและดวงตาสีเขียวขจีเช่นเดียวกับข้า และเป็นสาวงามที่สวยที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็น —นางสอนให้ข้ามีทักษะการเอาตัวรอดเหนือกว่าใคร สอนให้ข้ามีเล่ห์เหลี่ยมในการใช้ชีวิต สอนให้ข้ามีจิตใจที่เข้มแข็ง สอนให้รู้จักใช้อาวุธ สอนให้ข้ามีศีลธรรม และสอนให้ข้ารักบ้านเกิดตัวเองอยู่เสมอ


          
          นางมักจะเล่าเรื่องสารพัดเกี่ยวกับอาณาจักรเฮอร์เรนเดลให้ข้าฟังทุกคืนก่อนนอน ดวงตาสีเขียวกลมโตของข้าก็จะเป็นประกายทุกครั้งอย่างตื่นเต้นตามประสาเด็กผู้ชายที่ได้ฟังเรื่องเล่าสนุกๆก่อนจะเขย่าแขนผู้เป็นมารดาให้เล่าต่อเร็วๆ ท่านแม่ทำเพียงมองข้าอย่างอ่อนโยนพลางลูบกลุ่มผมสีแดงธรรมชาติของลูกชายในอ้อมแขนด้วยความรักใคร่แล้วเล่าต่อด้วยนํ้าเสียงอันไพเราะน่าฟัง



          มันเป็นเช่นนั้นมาตลอด...จนกระทั่งท่านแม่ทิ้งข้าไป



          ตอนนั้นข้ามีอายุเพียงสิบขวบ เพิ่งกลับมาที่บ้านในช่วงเย็นหลังจากไปทำความสะอาดคอกม้าในประสาทเพื่อช่วยแม่หาเงินมาประทังชีวิตเราสองคน สิ่งแรกที่เห็นคือแผ่นหลังของมารดาผู้ให้กำเนิดที่กำลังนั่งเหลาลูกธนูจำนวนมากเพื่อเอาไว้ใช้ล่าสัตว์ตามปกติตามประสาพรานป่า ท่านแม่มักจะไปออกล่าในช่วงหลังพลบคํ่าแล้วนำหนังกับเนื้อของสัตว์ป่ากลับมาขายในเมือง ก่อนจะกลับบ้านในช่วงดึกเพื่อมานอนกอดข้าแบบที่ทำตามปกติ —แต่วันนี้มันไม่ปกติ...ตรงที่ในมือองแม่มีกระเป๋าย่ามใส่สัมภาระและอาวุธมากมายราวกับจะย้ายที่อยู่



          “ท่านแม่จะไปไหนรึ” ตัวข้าในวัยสิบปีเอียงคอถามอย่างสงสัยอย่างปิดไม่มิด แล้วใบหน้างดงามของผู้เป็นมารดาก็ค่อยๆหันมาด้วยรอยยิ้มก่อนจะตอบกลับมา



          “เจ้าคิดว่าแม่จะไปไหนได้ล่ะ —นอกจากออกไปล่าสัตว์



          ท่านแม่ไม่เคยโกหก แต่นางมักจะมีวิธีปิดบังความจริงได้อย่างแนบเนียนอย่างเช่นตอนนี้ —ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าสิ่งที่นางเอ่ยนั้นเป็นความจริง และเป็นความจริงที่มีบางอย่างแอบแฝง แต่ด้วยความที่ข้ายังเด็กนักจึงไม่คิดจะซักถามอะไรต่อ แล้วเลือกที่เอ่ยด้วยคำถามที่ตนถามแม่เป็นประจำทุกวี่ทุกวันแทน “ท่านจะกลับมาเมื่อไหร่



          รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าของท่านแม่จางหายไปครู่หนึ่งก่อนจะปรากฎขึ้นมาอีกครั้งอย่างอ่อนโยนตามเคย แต่ข้าก็สัมผัสได้ว่ามันมีความเศร้าหมองบางอย่างแอบแฝงอยู่



          นางเป็นคนแบบนี้แหละ —ชอบเก็บความเจ็บปวดของตัวเองไว้ภายใต้รอยยิ้มเพื่อที่ข้าจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล เป็นมารดาที่อ่อนโยนที่สุดในโลก นางเป็นทั้งพ่อและแม่ของข้าในคนเดียวกันเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ครอบครัวเราขาดไป แม่มอบความรักและความอบอุ่นให้ข้าอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ข้าไม่รู้สึกน้อยใจที่ไม่มีพ่อหรือญาติพี่น้องเหมือนคนอื่น นางคอยปกป้องข้าจากความเกลียดชังจากโลกอันโหดร้ายนี้มาตลอดสิบปีที่ผ่านมา



          แล้วแบบนี้จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไร...ว่านางทิ้งข้าไว้ตามลำพังเพียงเพราะเห็นข้าเป็นภาระ



          ผู้เป็นมารดายื่นแขนออกมา —และแทบไม่ต้องสั่ง ขาทั้งสองข้างของข้ารีบวิ่งเข้าไปกระโดดกอดแม่ทันทีอย่างรู้งานจนอีกฝ่ายล้มลงไปเมื่อเจอแรงมหาศาลโดยไม่ทันตั้งตัว เราสองแม่ลูกเกลือกกลิ้งไปบนพื้นด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน หลังจากที่ขำกันเสร็จคนเป็นแม่จึงลุกขึ้นนั่งตามเดิมโดยมีข้าหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ ฝ่ามือเรียวยาวลูบกลุ่มผมสีแดงของลูกชายคนเดียวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน



          “เจเดน...เจ้ารู้ไหมว่าแม่โปรดปรานสิ่งใดที่สุดในโลกใบนี้



          เมื่อได้ยินคำถามที่ยิ่งกว่าคุ้นชินนี้ ข้าจึงตอบกลับไปอย่างหนักแน่นโดยแทบไม่ต้องคิดเลยว่า “รอยยิ้มของข้า!



          “แล้วเจ้ารู้ไหมว่าข้าเกลียดชังสิ่งใดที่สุดในโลกใบนี้



          “นํ้าตาของข้า!



          ซาฟีร่าหัวเราะออกมาอย่างชอบใจในคำตอบที่ตนเป็นคนสอนลูกชายด้วยตัวนางเอง ท่านแม่มักจะถามข้าด้วยสองคำถามนี้มาตั้งแต่ข้าเริ่มพูดได้จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่หยุดถาม นางลูบกลุ่มผมสีแดงเพลิงที่ซุกอยู่ในอกไปมาอย่างไม่รู้เบื่อ “ดังนั้นต่อไปนี้เจ้าต้องยิ้มให้มากๆ —รู้ใช่ไหมว่ารอยยิ้มของเจ้าคือความสุขของแม่



          ข้าพยักหน้ารัวๆจนกลุ่มผมสะบัดไปตามแรงด้วยรอยยิ้ม “อื้อ!! ข้าจะยิ้มให้มาก



          “..สัญญากับแม่ได้ไหมว่าเจ้าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด สัญญาสิว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งแม้ว่าโลกนี้จะโหดร้ายต่อเจ้าเพียงใด



          นํ้าเสียงที่เปลี่ยนไปของมารดาทำให้ข้าชะงักนิ่งไป ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของนางเป็นแบบไหน และไม่เข้าใจด้วยว่าท่านแม่จะให้ข้าสัญญาไปเพื่ออะไร แต่สัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้ข้าพยักหน้าอย่างหนักแน่นแม้จะยังสงสัยอยู่ “ข้าสัญญา



          ข้ารู้สึกได้ถึงแรงกอดรัดที่แน่นขึ้นจึงได้แต่นั่งให้อีกฝ่ายกอดเงียบๆอยู่ครู่ใหญ่ เราสองแม่ลูกนั่งกอดกันกลมอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาจนความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อมหลังเล็กที่มีเพียงเราอาศัยอยู่ด้วยกัน



          โดยที่ข้าไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า...นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่ได้อยู่ในอ้อมกอดแม่



          คนเป็นแม่ค่อยๆผละออกมาอย่างอ้อยอิ่งด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอีกเช่นเคย นางยกมือขึ้นลูบหัวข้าอีกสองสามทีแล้วเอื้อนเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา



          “แม่รักเจ้านะ...เจเดน



          'ผัวะ!'



          แล้วข้าก็โดนฟาดจนสลบไปสามวันเต็มๆ..



          แม่คงกลัวว่าข้าจะแอบตามนางไปออกล่าเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ จึงตัดปัญหาด้วยการทำให้ข้าสลบก่อนออกไป



          สิ่งสุดท้ายที่ข้าเห็นในวันนั้นก่อนจะหมดสติคือนํ้าตาของแม่ —และสิ่งแรกที่ข้าเห็นหลังจากที่ตื่นขึ้นมาก็คือความโดดเดี่ยว



          นางได้ทิ้งข้าไปแล้วจริงๆ..



          ข้าเฝ้ารอการกลับมาของผู้เป็นมารดาทุกวันและมักจะหาอาหารมาเผื่อนางเสมอเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่ก็ไร้วี่แววว่านางจะกลับมา นางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจนผู้คนต่างพากันนินทาว่านางทิ้งข้าไปมีชู้ ข้าในตอนนั้นก็ช่างโง่เขลาที่คิดว่าแม่คงยุ่งอยู่เลยไม่ได้กลับมาจึงได้แต่อดทนรอด้วยความหวัง จนกระทั่งกาลเวลาค่อยๆผ่านไปหลายวัน..หลายสัปดาห์..หลายเดือน..หลายปี..



          แต่จนแล้วจนรอด...ท่านแม่ก็ไม่กลับมา



          ถึงอย่างนั้นข้าก็เชื่อหมดใจว่ามันต้องมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้แม่ต้องทำเช่นนี้ —มันต้องมีแน่นอน แม่ที่แสนดีของข้าไม่มีวันทิ้งลูกชายคนเดียวไว้ให้เผชิญโลกอันแสนโหดร้ายตามลำพังแน่ๆ



          ..ใช่ไหมนะ?



          ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากใช้ชีวิตต่อไปตามลำพังอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความเกลียดชังของชาววอลธีเรีย ชีวิตประจำวันผ่านไปอย่างยากลำบากเมื่อไม่มีแม่คอยปกป้อง ข้าอยู่อย่างไร้ที่พึ่งด้วยความเงียบเหงาเหมือนคนไร้วิญญาณ มันทำให้รู้สึกเหมือนขาดความสุขและกำลังใจเดียวในชีวิตไป —ไม่มีอีกแล้วอ้อมกอดอุ่นๆที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยเสมอ มีเพียงแขนเล็กๆของตัวเองที่โอบกอดข้าไว้ในยามคํ่าคืน ทว่ามันกลับทำให้ข้ารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจเพราะเป็นการกระทำที่ตอกยํ้าถึงความโดดเดี่ยว แต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าเมื่อไร้ซึ่งเงาของครอบครัวคนเดียวที่หลงเหลืออยู่



          ตอนนี้ข้าตัวคนเดียวโดยสมบูรณ์..



          แต่ข้าก็ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่เพื่อเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วตัดสินใจทิ้งความเศร้าโศกไว้เบื้องหลัง —ในเมื่อข้ายังมีชีวิตอยู่ และไหนๆท่านแม่ก็คงไม่กลับมาอีกแล้ว แทนที่จะจมอยู่กับอดีตอันข่มขืนต่อไป...สู้ใช้ชีวิตนี้ให้คุ้มค่าไปเสียเลยดีกว่า



          ข้าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาววอลธีเรียได้ด้วยทักษะการเอาตัวรอดของตัวเอง   ในตอนกลางวันข้าจะไปทำความสะอาดโรงม้าเพื่อหาเงินรายวัน วันไหนขี้เกียจก็จะแอบขโมยเงินเล็กๆน้อยๆ(น้อยจริงๆนะ)ของพวกขุนนางมาใช้ วันไหนอยากกินอะไรเป็นพิเศษก็ขโมยเอาเช่นกัน ข้าขโมยโน่นนี่นั่นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นข้าถูกไล่จับโดยพวกองครักษ์ไปทั่ววอลธีเรียเหมือนฝูงแมวที่พากันไล่จับหนู แต่ถึงอย่างนั้นข้ามักจะหาทางเอาตัวรอดจากการถูกจับข้อหาเป็นหัวขโมยได้เสมออยู่ดี บรรดาองครักษ์ทั้งหลายจึงพากันเกลียดข้าที่หาเรื่องให้พวกเขาปวดหัวอยู่เรื่อย และเชื่อเถอะว่าคนพวกนี้เคยคิดกำจัดข้ามาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่สำเร็จเสียที



          ช่วยไม่ได้น่ะนะ...พวกเขาเกิดมาฉลาดน้อยเองนี่



          แต่เห็นข้าปลิ้นปล้อนแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจิตใจข้าจะไร้ศีลธรรมนะเออ ถึงแม้จะสนุกกับการได้ขโมยของชาวบ้านไปทั่วสักแค่ไหน ข้าก็จะหาทางแอบจ่ายคืนให้อย่างลับๆอยู่เสมอหากมีความสามารถเพื่อจะได้ไม่ต้องติดหนี้ใคร



ข้ามักจะไปฝึกการรบกับพวกอัศวินในเวลาว่าง แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด! ข้าไม่ได้อยากเป็นอัศวินเกราะหนาที่ขี่หมา(ม้า)ให้ดูเท่ไปวันๆหรอกนะ นั่นเป็นสิ่งที่ข้าไม่ปราถนาเป็นอย่างยิ่ง สาเหตุที่ข้าไปฝึกรบกับพวกเขาก็เพื่อเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเท่านั้น  ซึ่งต่างจากเด็กหนุ่มในวัยเดียวกันที่ต่างก็อยากเป็นอัศวินเท่ๆบนหลังม้าที่มีรังสีความเป็นวีรบุรุษแผ่อยู่รอบตัวเสมอโดยสิ้นเชิง —ข้าไม่ได้ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์หรือการยอมรับ และไม่ได้อยากเป็นที่หมายปองของบรรดาหญิงสาวทั้งหลายด้วย แค่นี้สาวๆก็กรี๊ดข้ากันจนทำลายความสงบสุขในชีวิตข้าไปมากเกินพอแล้ว



ถึงจะมีหญิงสาวมากมายหมายปองข้าจนมีแต่คนพากันอิจฉา แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่ข้าให้ความสนใจ ข้าออกจะมองว่าสตรีเหล่านั้นน่ารำคาญเสียด้วยซํ้า หลายคราที่พวกนางมาสารภาพรักแต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่ข้าตอบตกลง —ตัวข้าเป็นคนรักอิสระ รักการใช้ชีวิตด้วยตัวของตัวเองโดยไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การผูกมัดหรือบังคับบัญชาของใคร และชีวิตข้าก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดจนกระทั่งบัดนี้



          ตั้งแต่เด็กจนโต ข้าโดนดูถูกกลั่นแกล้งสารพัดมาตลอดอย่างน่าสังเวชเพียงเพราะมีสายเลือดโสโครกของชาวเฮอร์เรนเดลไหลเวียนอยู่ในร่างกาย แม้ว่าตอนนี้ความเกลียดชังเหล่านั้นจะลดน้อยลงไปมากแล้วตามกาลเวลาแต่มันก็ยังคงหลงเหลืออยู่ วกท่านคงคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเวทนาที่ข้าต้องมารับมือกับความเกลียดชังทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเช่นนี้ แต่ข้ากลับมองว่ามันเป็นสีสันของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว



          มิหนำซํ้า ข้าออกจะมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้วางแผนแก้เผ็ดจนคนเหล่านั้นไม่กล้ามายุ่งข้าอีกเลย ใครก็ตามที่กล่าวหาแม่ข้าอย่างสนุกปากว่าทิ้งลูกไปมีชู้ก็จะถูกข้าใช้ดาบกรีดริมฝีปากจนเกิดรอยแผลที่รักษาแทบไม่ได้ ใครก็ตามที่กลั่นแกล้งข้าก็จะได้รับการกลั่นแกล้งที่โหดยิ่งกว่ากลับคืนไปทุกคน —ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่สามารถเอาผิดข้าได้ เพราะข้ามักจะหาทางหลีกหนีความผิดได้ตลอด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าทำตัวเป็นศัตรูกับข้าเลยแม้แต่คนเดียว



          เว้นเสียแต่ 'คนคนนั้น' ที่ตั้งแต่เขาปรากฎตัวขึ้น ชีวิตข้าก็ไม่สงบสุขอีกต่อไป..



          ข้าสามารถเอาคืนได้อย่างสบายๆหากเขาเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป หากแต่ชายคนนี้กลับเป็นถึงรัชทายาทลำดับที่สามแห่งวอลธีเรีย เป็นโอรสคนสุดท้องของกษัตริย์โนแอล —'เจ้าชายทราวิส'



เราเจอกันครั้งแรกโดยบังเอิญเมื่อข้าอายุสิบหก ตอนนั้นข้ากำลังใช้ฟองนํ้าขัดถูทำความสะอาดคอกม้าอยู่ตามปกติ แล้วจู่ๆองค์ชายทราวิสก็โผล่เข้ามา เขาแต่งตัวเต็มยศบ่งบอกฐานันดรศักดิ์โดยมีดาบคู่ใจเสียบไว้ในเข็มขัดข้างเอว ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ของเขาจ้องมาอย่างเย่อหยิ่งด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามที่ข้าได้รับมาโดยตลอดจนรู้สึกคุ้นชิน เขามองข้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะเตะขี้ม้าใส่ใบหน้าหล่อๆของข้า



          ใช่ ท่านอ่านไม่ผิดหรอก เตะขี้ม้าใส่หน้า! แค่เจอกันครั้งแรกก็แสดงการทักทายด้วยมารยาทอันงดงามขนาดนี้เลยทีเดียว ช่างเป็นการกระทำที่สมกับเป็นชนชั้นสูงเสียจริง!



          ด้วยสัญชาตญาณที่สั่งสมมานานทำให้ข้าหลบได้อย่างหวุดหวิด —แน่นอนว่าข้าย่อมไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกยํ่ายีอยู่ฝ่ายเดียวเป็นแน่และจะต้องเอาคืนอีกฝ่ายอย่างแน่นอน แต่ไม่ทันที่ข้าจะได้ทันทำอะไร ผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายก็ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง



          เขาเอาขี้ม้าป้ายแก้มตัวเอง!



          ถึงแม้มันจะมีจำนวนน้อยนิดจนแทบมองไม่เห็น แต่มันก็เป็นภาพที่ทำให้ข้ารู้สึกอยากจะอ้วกออกมาเสียประเดี๋ยวนั้นให้รู้แล้วรู้รอด แม้แต่ข้าที่ทำอาชีพทำความสะอาดคอกม้ามาทั้งชีวิตยังไม่เคยทำอะไรสกปรกชวนขยะแขยงเช่นนั้นมาก่อนเลยด้วยซํ้า แล้วเหตุใดผู้ที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์อย่างคนตรงหน้าถึงต้องทำแบบนั้นด้วย



          นี่องค์ชายทราวิสฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไงกัน!?



          แต่ในชั่วพริบตา จู่ๆเจ้าชายวิปลาสก็กรีดร้องออกมาลั่นราวกับเห็นผีจนข้าต้องยกมือขึ้นมาปิดหูทั้งสองข้างไว้ ก่อนที่เหล่าองครักษ์ประจำตัวในเครื่องแบบจะพากันแห่มาหาเจ้าชายของตนทันที



          แล้วข้าก็เข้าใจได้ในทันทีว่าไอ้องค์ชายนี่จะเอาขี้ม้าป้ายหน้าตัวเองทำไม..



          ไอ้เจ้าชายเฮงซวย! ไอ้เวรตะไล! เจ้าจงใจแกล้งข้า!!



          “องค์ชาย! เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์รึ!?



          เหล่าองครักษ์รับใช้สามสี่คนวิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบผู้เป็นนายไว้เพื่อเป็นการอารักขา องค์ชายทราวิสทำเพียงชี้ไปที่ใบหน้าเปื้อนขี้ม้าของตัวเองสลับกับชี้มาที่ข้าที่กำลังจะคลานหนีไปจากตรงนี้ไปอย่างเนียนๆ



           “เจ้าหัวมะเขือเทศนั่น มันทำให้ใบหน้าของข้าต้องประเปื้อนเช่นนี้!



           แหมม ไม่ค่อยจะตอแหลเลยนะ ไอ้หัวกล้วย!



          เป็นไปตามคาด เจ้าชายหัวทองนี่ตั้งใจทำเรื่องสกปรกเพื่อจะโยนความผิดให้ข้าโดยเฉพาะ อันที่จริงเพียงแค่ใช้นิ้วหัวแม่ตีนคิดก็ดูออกแล้วว่าองค์ชายทราวิสกำลังโกหกคำโต แต่ด้วยความที่สมองของพวกองครักษ์เหล่านี้มีอยู่น้อยนิดนัก พวกเขาจึงเชื่อเจ้านายตัวเองอย่างสนิทใจแล้วมองมายังข้าด้วยสายตาไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง “เจ้าอีกแล้วหรือเกรโนเวอร์!? —องค์ชาย เจ้านี่สร้างความเดือดร้อนให้องครักษ์อย่างพวกเราอยู่เสมอ แถมคราวนี้ยังบังอาจทำตัวไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูง พระองค์ว่าเราควรจัดการมันอย่างไรดี



          งค์ชายคนเล็กแห่งวอลธีเรียสาวเท้าภายใต้รองเท้าหนังสัตว์สีนํ้าตาลราคาแพงหูฉี่ไปบนพื้นดินสกปรกแล้วมานั่งยองตรงหน้าข้า ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์มองมาอย่างเย่อหยิ่งด้วยสายตาดูหมิ่น เห็นแบบนี้ข้าจึงล้มเลิกความคิดที่จะหนีแล้วรอดูเงียบๆว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป เราจ้องตากันอยู่เนิ่นนานราวกับการกระทำนี้จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บได้



          เอาสิ จ้องมาจ้องกลับ เอาให้ท้องกันไปข้างหนึ่งเลย!



         คนหยิ่งยโสม้วนปอยผมสีทองของตนไปมาพลางเดาะลิ้นอย่างครุ่นคิดพิจารณา ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งกระชากกลุ่มผมสีแดงขึ้นมาให้จ้องตากันตรงๆ



          “สุนัขเฮอร์เรนเดลโสโครกเช่นเจ้า...ไม่คู่ควรที่จะเหยียบยํ่าอยู่บนแผ่นดินของข้า



          หลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยจบ ใบหน้าของข้าก็ถูกจุ่มลงไปในกองขี้ม้าน่าขยะแขยงทันที วินาทีนั้นข้ารู้สึกว่าโลกทั้งใบมืดสนิท —รับรู้ได้เพียงกลิ่นแอมโมเนียเม็นเน่าของมูลสัตว์ทำให้ท้องไส้ข้าปั่นป่วนเป็นเฮอร์ริเคนขนาดย่อมในกระเพาะและรอยยิ้มแสยะของเจ้าชายหัวบลอนด์




          “ข้าล่ะอยากรู้เสียจริงว่าใครกันที่ให้สุนัขชั้นตํ่าอย่างเจ้าเข้ามาทำงานในปราสาทแห่งนี้” เสียงทุ้มหวานเอ่ยขึ้นพร้อมกับกระชากให้ข้าได้เงยหน้าขึ้นมาหายใจในที่สุด ข้าสำลักออกมาจนแสบคอแล้วสูดอากาศเข้าปอด ใบหน้าขององค์ชายบิดเบี้ยวด้วยความขยะแขยงทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของข้าที่ถูกฉาบไปด้วยสีนํ้าตาลของขี้ม้า —มันดูน่าขันเสียจนเหล่าองครักษ์พากันระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ



          “รู้อะไรไหม —เจ้าไม่คู่ควรที่จะเป็นคนทำความสะอาดคอกม้า เพราะเลือดโสโครกของเจ้าจะทำให้คอกม้าสกปรกเสียเอง” เจ้าชายแสยะยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “เช่นเดียวกันกับตอนนี้ —ใบหน้าของเจ้าไม่ได้เปื้อนขี้ม้า แต่เป็นขี้ม้าต่างหากที่ต้องมาเปรอะเปื้อนเพราะใบหน้าโสโครกของเจ้า!



          เจตนาขององค์ชายทราวิสนั้นดูออกได้ไม่ยาก —เขาจงใจเอ่ยถ้อยคำดูหมิ่นและยํ่ายีเพื่อให้ข้ารู้สึกเจ็บใจ ยิ่งข้าเจ็บแค้นเท่าไหร่ ยิ่งเคียดแค้นแค่ไหน เขาก็ยิ่งสะใจมากขึ้นเท่านั้น



          แต่ขอโทษที ข้าได้ยินคำพูดเชิงดูถูกพวกนั้นมาทั้งชีวิตจนชินชาแล้ว —มันไม่สามารถทำอะไรกับหน้าหนาๆที่ข้าสั่งสมมานานได้หรอก



           รัชทายาทลำดับที่สามแห่งวอลธีเรียยังคงมีรอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนใบหน้า แต่รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปทันทีที่ข้าส่งยิ้มกลับให้อย่างท้าทาย ดวงตาสีเทอร์ควอซ์เริ่มฉายแววระแวงในขณะที่ดวงตาสีเขียวขจีของข้าเปล่งประกายเจ้าเล่ห์แบบที่ใครหลายคนเกลียดแสนเกลียด



          “แล้วพระองค์ล่ะรู้อะไรไหม...ว่าตัวพระองค์เองนั่นแหละที่โสโครกยิ่งกว่าใครทั้งปวง



           มือซ้ายของข้าแอบกำเศษดินบนพื้นไว้เต็มมือก่อนจะขว้างมันใส่ตาของเจ้าชายหัวทองทันทีอย่างแม่นยำ อีกฝ่ายที่โดนจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวก็หลับตาปี๋ด้วยความเจ็บที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา —และในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่ทันที่คนตรงหน้าจะได้ส่งเสียงร้องโอดโอย าแข็งแรงของข้าก็ยกขึ้นเตะเสยคางผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชายจนหงายหลังราบไปกับพื้น ก่อนที่ข้าจะใช้เท้าข้างขวาเหยียบใบหน้าเนียนของอีกฝ่ายจนเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนและขี้ม้าสกปรกอย่างไม่แรงนักแต่ก็ทำให้ใบหน้าอีกฝ่ายเป็นรอยพื้นรองเท้าบูทที่ข้ากำลังสวมใส่



          ข้ารู้ดีว่าการทำแบบนี้มันจะเสี่ยงต่อการโดนตัดหัวขนาดไหน แต่เดี๋ยวค่อยหาวิธีหนีเอาตัวรอดทีหลังแล้วกัน ตอนนี้ข้าขอเอาคืนเจ้ากิ้งก่าหัวทองจอมหยิ่งนี่ก่อน —ข้าถือคติว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และในเมื่อองค์ชายทราวิสรังแกข้าก่อน ข้าก็พร้อมจะทำกลับได้ทุกเมื่อ ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นองค์ชายก็ตาม



          การกระทำอันหยามเกียรติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีใครคาดว่าจะเกิดนี้สร้างความตกใจให้กับเหล่าองครักษ์เป็นอย่างมาก พวกเขาชักดาบออกจากฝักทันทีโดยไม่ต้องรอให้ใครสั่ง







        “องค์ชายทราวิส!!



          “เกรโนเวอร์ เจ้าช่างบังอาจนัก!



          ข้าออกแรงกดใบหน้าของเจ้าชายมากขึ้นราวกับจะเหยียบให้อีกฝ่ายจมหายไปในดินแล้วดันตัวเองให้ลุกยืนเต็มความสูงพลางหาววอดๆอย่างบิดขี้เกียจ ข้าปัดเศษดินที่อยู่บนตัวออกก่อนะชักดาบของเจ้าชายที่นอนแอ้งแม้งอยู่ใต้ฝ่าเท้าตัวเองขึ้นมาพลิกไปมาโดยไม่ได้ใส่ใจเลยว่าปลายดาบสี่เล่มในมือขององครักษ์สี่คนกำลังพุ่งมาที่ตนอย่างเกรี้ยวกราด



          “หากพวกเจ้าเข้ามาใกล้กว่านี้...ข้าไม่รับประกันความปลอดภัยขององค์ชายหัวทองนี่หรอกนะ



          ราวกับคำประกาศิต องครักษ์ทั้งสี่คนหยุดชะงักกึกทันทีในบัดดล ปลายดาบอันแหลมคมของพวกเขาอยู่ห่างจากตัวข้าเพียงไม่กี่นิ้ว —ข้าเคยบอกท่านแล้วใช่ไหมว่าพวกเขาโง่ แค่โดนขู่นิดหน่อยก็เชื่อแล้ว ไม่ได้ดูเลยสักนิดว่าข้าไม่ได้มีท่าทีจะทำร้ายองค์ชายหัวทองนี่เลยแม้แต่น้อย จริงๆนะ! ว่ากันตามความจริงคือข้าไม่ได้อยากทำร้ายเขาเลย  ก็แค่...เล่นสนุกกับเขานิดหน่อยเท่านั้นเอง



          ข้าตวัดสายตากลับมามองคนที่อยู่เบื้องล่าง พบว่าดวงตาสีเทอร์ควอยซ์อันแสนเย่อหยิ่งขององค์ชายทราวิสกำลังจ้องมาที่ข้าอย่างเกรี้ยวกราดเช่นเดียวกับองครักษ์ทั้งสี่ที่พร้อมจะแทงข้าได้ทุกเมื่อ ฝ่ามือทั้งสองข้างพยายามยกร้องเท้าบู๊ธอันแสนหนักอึ้งออกจากใบหน้าของตนแต่ก็ไม่เป็นผล



          สำหรับตัวข้า การโดนเหยียบหน้านั้นเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาเพราะโดนกระทืบมาตั้งแต่เด็กจนชินไปแล้ว —แต่สำหรับชนชั้นสูงที่เติบโตมาท่ามกลางความสุขสบายอย่างองค์ชายทราวิสย่อมไม่เคยถูกคุกคามด้วยการกระทำหยามเกีรยติอย่างการโดนเหยียบหน้ามาก่อนเป็นแน่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากต่อจากนี้ไปข้าจะโดนองค์ชายคนนี้เกลียดเข้ากระดูกดำ



          “เจ้าสุนัขชั้นตํ่า...เจ้าจะต้องได้รับโทษในสิ่งที่เจ้าได้ทำกับข้าไว้อย่างสาสม!



          “องค์ชาย” ข้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ผู้คนต่างพากันหมั่นไส้ “โปรดตอบคำถามข้ามาตามความจริงหากพระองค์มีสมอง —ถ้าสมมติว่าข้าเข้าไปทำร้ายพระองค์ก่อน ท่านคิดว่าใครผิด



          อีกฝ่ายนิ่งไปเมื่อเจอคำถามอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะตอบกลับมาโดยแทบไม่ต้องคิด “แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้า
 


          “อือฮึ แล้วพระองค์จะแก้แค้นข้าหรือไม่



          “ข้าย่อมทำเช่นนั้นอยู่แล้ว



          “แล้วหลังจากที่พระองค์เอาคืนข้าอย่างสาสมแล้ว —พระองค์จำเป็นต้องได้รับโทษในสิ่งที่ทำไว้กับข้าหรือไม่



          องค์ชายแน่นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบกลับมา “ข้าจะได้รับโทษไปทำไมในเมื่อข้าไม่ใช่คนผิด



          “ถูกต้องที่สุด! องค์ชายช่างฉลาดเฉลียวเกินควายทั่วไปยิ่งนัก!” ข้ายกมือขึ้นปิดปากด้วยสีหน้าประหลาดใจในแบบที่แม้แต่ควายยังมองออกว่าเป็นการกระทำที่โคตรจะเสแสร้ง “เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ข้าก็ไม่ผิด เนื่องจากองค์ชายต่างหากที่เป็นฝ่ายทำร้ายข้าก่อน —พระองค์จับข้ากดลงไปในกองขี้ม้า ทำร้ายหัวใจอันบอบบางยิ่งกว่าฟองอากาศของข้าจนชํ้าในระทวยอกไปหมด แล้วข้าก็ทำร้ายพระองค์กลับด้วยการเหยียบหน้าซึ่งมันน้อยไปด้วยซํ้า นั่นเท่ากับว่าเราหายขาดกันและพระองค์ก็ไม่มีสิทธิ์ลงโทษข้าด้วย เพราะข้าไม่ได้ทำอะไรผิด โอเค๊? เข้าใจตรงกันใช่ไหม อ้าว! ขมวดคิ้วทำไมละนั่น ไม่เข้าใจหรอ วร๊าย! นี่พระองค์ลืมสมองไว้ในท้องมารดารึ!? ทำไมทรงโง่เยี่ยงนี้



          “หุบปากหมาๆของเจ้าซะ!!” คนหัวทองตวาดออกมาอย่างเดือดดาลเมื่อรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกข้าปั่นหัว “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาบอกว่าข้าผิดที่ระรานเจ้าก่อน —ข้าเป็นองค์ชาย ส่วนเจ้าเป็นแค่ขยะสังคม หากข้าตัดสินโทษว่าเจ้าผิด เจ้าก็คือคนผิด!



          ข้าเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างดัดจริตตามแบบฉบับคนใสๆน่ารัก “นี่องค์ชายไม่ทราบหรอกหรือ ว่าผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมีเพียงกษัตริย์เท่านั้น —ปัจจุบันวอลธีเรียยังไม่มีกษัตริย์ และว่าที่กษัตริย์คนต่อไปก็ไม่ใช่พระองค์แต่เป็นองค์ชายเนวิลล์ ดังนั้นหากองค์ชายทราวิสจะทรงลงโทษข้า ก็เท่ากับว่าพระองค์กำลังทำตัวเหมือนพวกขุนนางที่หลงระเริงในอำนาจทั้งๆที่ไม่ใช่ของตัวเอง



          “หุบปาก!!” องครักษ์คนหนึ่งตวาดกร้าวเมื่อได้ยินความจริงที่ข้าได้พูดไป ปลายดาบของเขาจี้มาที่ลำคอสีขาวนวลของข้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะ เขาเอ่ยด้วยเสียงตํ่าราวกับกำลังข่มอารมณ์ไว้ไม่ให้พุ่งมาแทงข้าสุดฤทธิ์ “เจ้ากำลังบอกว่าเจ้าไม่ผิด —และองค์ชายก็ไม่มีสิทธิ์ลงโทษเจ้า เพราะเจ้าไม่ใช่ฝ่ายเริ่มก่อนใช่ไหม



           ข้าปรบมือรัวๆด้วยรอยยิ้มที่กว้างจนน่าถีบ ถูกเผง! ท่านช่างหลักแหลมยิ่งกว่าหมาตัวใด ข้าขอชื่นชม!



          “แต่คนที่ทำให้ใบหน้าขององค์ชายเปรอะเปื้อนก่อนก็เป็นเจ้า เจ้านั่นแหละเริ่มก่อน! คนผิดก็คือเจ้า!



          “ใช่! คนไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูงเช่นเจ้าสมควรได้รับโทษ!



          ข้ายกมือขึ้นตบหน้าผากเมื่อองครักษ์ตัวโตแต่สมองเท่าขี้แมลงวันพวกนี้ยังคงเชื่อคำตอแหลขององค์ชายหัวทองอย่างสนิทใจ “ก่อนจะมาลงโทษข้า —ไปเลื่อนยศตัวเองให้ได้เป็นอัศวินก่อนเถอะ



          ใครๆต่างก็ใฝ่ฝันอยากเป็นอัศวิน แต่หากความสามารถของพวกเขามีไม่มากพอก็จะถูกลดฐานะให้เหลือเป็นเพียงองครักษ์อย่างเช่นสี่คนนี้ เมื่อได้ยินข้าดูหมิ่นในเรื่องอ่อนไหวแบบนั้นจึงทำให้เปลวไฟแห่งโทสะลุกโชนขึ้นในดวงตาของพวกเขาทันที “เกรโนเวอร์ เจ้า...!!!



          “พอได้แล้ว!” เสียงทุ้มหวานที่ประกาศกร้าวทำให้บรรดาองครักษ์หยุดชะงักในบัดดลถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยากแทงข้าให้ไส้แตกใจจะขาด —ข้าค่อยๆยกเท้าออกจากใบหน้าอีกฝ่ายช้าๆ รอยพื้นรองเท้าที่ประดับอยู่บนใบหน้าเย่อหยิ่งนั่นทำให้ข้าอยากจะหัวเราะออกมาให้เหงือกร่วงแต่ก็สะกัดกลั้นมันไว้จนปวดท้องไปหมด ผู้มียศศักดิ์เป็นถึงองค์ชายลุกขึ้นนั่งปัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าออกด้วยความรังเกียจ ก่อนที่ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์จะตวัดมามองข้าด้วยสายตาแข็งกร้าวแล้วเอ่ยด้วยเสียงผ่านไรฟัน



          “เจ้าคนโสโครก...เจ้าช่างไม่รู้จักที่ตํ่าที่สูงเสียจริง!



          “โอ้ แน่นอนว่าข้ารู้!” ข้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มกวนส้นเท้าอีกครั้งพร้อมกับชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน “นั่นคือที่สูง” ก่อนจะชี้ลงบนพื้นดิน “นี่คือที่ตํ่า



          “.............



          ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าองค์ชายทราวิสกำลังกริ้วขนาดไหน แต่เขาคงไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาด่าดีจึงได้แต่ชี้หน้าข้าด้วยนิ้วที่สั่นระริกด้วยความโกรธ ก่อนจะถอนหายใจแล้วจ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ



          “หึ ข้าไม่แปลกใจเลยจริงๆ...ที่คนอย่างเจ้าจะถูกแม่ทิ้งไปมีชู้



          รอยยิ้มของข้าค่อยๆจางหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อนแล้วแทนที่ด้วยสีหน้าว่างเปล่าแบบที่เห็นได้ยากจนพวกองครักษ์พากันระแวง ก่อนที่ข้าจะถามยํ้าอีกครั้ง “พระองค์ว่าอย่างไรนะ



          อีกฝ่ายดูจะชอบใจกับปฏิกิริยาที่แสดงความไม่พอใจของข้าเป็นอย่างมาก เขาหัวเราะร่วนก่อนจะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ข้าบอกว่า หญิงแพศยาเช่นแม่เจ้าทิ้งลูกไปมีชู้   ทำไมล่ะ เจ้ายอมรับความจริงไม่ได้หรือ—



          'ผัวะ!'



          ไม่ทันที่จะพูดจบ ใบหน้าหยิ่งยโสก็หันไปตามแรงต่อยจนคอแทบบิดภายในหมัดเดียว รอยฟกชํ้าและเลือดกำเดาปรากฎขึ้นบนใบหน้าจนไม่เหลือคราบชนชั้นสูง องค์ชายทราวิสขมวดคิ้วสะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความรู้สึกมึนเบลอจากแรงต่อยที่ไม่น้อย ตอนนี้สภาพของเขาเหมือนพวกยาจกมอมแมมที่โดนรังแกจนร่างกายบอบชํ้า องครักษ์ทั้งสี่ตั้งท่าจะโจมตีข้าอีกรอบแต่ก็โดนเจ้าชายห้ามไว้อีกครา



          “หยุด!! อย่าเพิ่งทำอะไรเขา!



          องครักษ์ต่างตกใจและสับสนในคราเดียวกัน องค์ชาย แต่ว่า—



          “นี่เป็นคำสั่ง!



          เพียงเท่านั้นพวกเขาสี่คนก็ปิดปากฉับทันทีแล้วไม่กล้าทำอะไรอีก —ในขณะที่ข้ายังคงยืนนิ่งด้วยความตกใจอยู่แบบนั้น



          ข้าไม่ได้ตั้งใจจะต่อยองค์ชายทราวิส...แต่เขาเป็นฝ่ายยื่นใบหน้าเข้ามารับหมัดของข้าด้วยตัวเองต่างหาก



          “เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเราหายกัน..” องค์ชายหัวทองใช้มือเช็ดคราบโลหิตสีแดงฉานบนใบหน้า เขามองเลือดตัวเองที่ติดมาบนปลายนิ้วก่อนจะสบตากับข้าด้วยรอยยิ้มแสยะ “แต่คราวนี้เจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วยการต่อยหน้าข้า —ดูเหมือนว่าคงไม่ผิดสินะที่ข้าจะตามเอาคืนเจ้า...ไปตลอดชีวิต



          เห็นได้ชัดว่าเจ้ากิ่งก่าหัวกล้วยนี่จงใจทำร้ายตัวเองแล้วโยนความผิดให้ข้าอีกแล้ว —ทักษะการตอแหลของเจ้าชายคนนี้ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ



          แบบนี้สิ ชีวิตข้าจะได้มีสีสันเข้าไปอีก



          ข้ายกยิ้มมุมปากให้กับอีกฝ่ายอย่างนึกสนุก ดวงตาสีเขียวขจีเปล่งประกายตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “แล้วข้าจะรอ —องค์ชาย



          นั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามประสาทระหว่างเรา..



          หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีวันไหนเลยที่องค์ชายทราวิสจะไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้ชีวิตข้า เขามักจะสร้างปัญหาแล้วโยนความผิดให้ข้าอยู่เสมอ บางครั้งก็สั่งองครักษ์มาทำลายข้าวของในบ้านข้า บางทีก็ส่งอัศวินจำนวนหนึ่งมารุมทำร้ายข้า หรือแม้แต่เรื่องบ้าๆอย่างการพยายามไล่ตามจับข้าเพื่อไปย่างสด องค์ชายทราวิสก็เคยทำมาแล้ว —เรียกได้ว่าชีวิตของเจเดน เกรโนเวอร์ไม่หลงเหลือสิ่งที่เรียกว่า 'ความสงบสุข' อีกต่อไปแล้ว



          ฟังดูเหมือนข้าเป็นเหยื่อที่ถูกรังแก แต่คนที่เจ็บแค้นกลับเป็นองค์ชายหัวทองเสียเอง เพราะอย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ —ข้าอ่านใจเขาออก องค์ชายทราวิสต้องการให้ข้าเคียดแค้นเขาเข้ากระดูกดำโดยที่ไม่สามารถทำอะไรผู้เป็นองค์ชายอย่างเขาได้ เพื่อที่หัวใจข้าจะได้บอบชํ้าทรมานไปด้วยความแค้น



          แต่น่าเศร้านัก...ที่ข้าสามารถเอาตัวรอดและแก้ไขสถานการณ์ได้ทุกครั้งที่ถูกกลั่นแกล้ง และข้ากลับรู้สึกสนุกเสียด้วยซํ้ายามที่เฝ้ารอดูอย่างตื่นเต้นว่าอีกฝ่ายจะมีแผนอะไรมาแกล้งอีก —มันไม่ต่างจากการที่นายพรานเฝ้าดูเสืออย่างใจเย็นว่าจะมันจะจู่โจมด้วยวิธีไหน จากนั้นก็ใช้ธนูยิงมันทีหลัง



          แน่นอนว่าองค์ชายทราวิสเจ็บใจมากที่สุดท้ายแล้วผู้ชนะในศึกระหว่างเรากลับเป็นเหยื่ออย่างข้าเสียเอง เขาใช้วิธีสารพัดมาสร้างความปั่นป่วนให้ชีวิตข้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ —มันเป็นแบบนี้มาสามปีแล้ว ปัจจุบันเราทั้งคู่อายุสิบเก้า แต่องค์ชายคนสุดท้องแห่งวอลธีเรียก็ไม่มีท่าทีว่าจะเลิกสร้างความเดือดร้อนให้ข้าเลยแม้แต่น้อย เขายังคงหาวิธีใส่ร้ายป้ายสีให้ข้าต้องเจอกับหายนะเสมอ






          —หากแต่ตลอดสามปีที่เราเป็นศัตรูกัน...ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่องค์ชายทราวิสแกล้งข้ารุนแรงถึงขั้นนี้มาก่อน



          'ตุ่บ!'



          ร่างของข้าถูกใครบางคนถีบให้ลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นพรมสีแดงในท้องพระโรง มือทั้งสองข้างของข้าถูกมัดไว้ด้านหลังด้วยเชือกเส้นยักษ์อย่างหนาแน่นจนผิวเป็นรอยแดงเถือก ปลายดาบคมกริบกว่าสิบเล่มของอัศวินสิบกว่าคนจ่อมาที่ลำคอจากทุกสารทิศ —ข้าเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาทั้งชีวิตจนเป็นเรื่องปกติ หากแต่วันนี้...มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



          หนึ่งในองครักษ์สิบคนนี้ มีคนหนึ่งที่กำลังใช้มืออีกข้างถือดาบสีทองอร่ามจนแสบตาอยู่ —มันคือดาบศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์แห่งวอลธีเรีย หรือก็คือดาบประจำตัวของกษัตริย์ทุกคนที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น และจะกลายเป็นดาบประจำตัวขององค์ชายเนวิลล์ทันทีหลังจากที่เขาได้ขึ้นครองราชย์ในพิธีราชาภิเษกซึ่งจะจัดขึ้นปีนี้ ปัจจุบันดาบศักดิ์สิทธิ์นี้ควรจะอยู่ในโลงศพของกษัตริย์องค์ก่อนอย่างพระราชาโนแอล



          แต่สาเหตุมันมาอยู่ตรงนี้ได้...นั่นก็เพราะไอ้องค์ชายหัวทองนั่นไปขโมยมันมาแล้วโยนความผิดให้ข้า เลยทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์น่ากลัวนี้



          ข้าขอสาบานเลยว่าถ้าหนีไปได้เมื่อไหร่...ไอ้กิ้งก่าหัวทองนั่นจะต้องเจอกับความหายนะ!!



          ชายผิวขาวซีดผู้สวมชุดเกราะเต็มยศที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้าคือหัวหน้าอัศวินแห่งวอลธีเรีย 'ออกัสท์ เดอร์มอเรซ' เขาเป็นบุคคลที่มียศและอำนาจสูงสุดรองจากเหล่าเชื้อพระวงศ์กับพวกขุนนาง ออกัสท์เป็นเพียงลูกชาวนาที่ฝึกฝนตัวเองจนได้เป็นทหารที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร เขาเป็นสหายคนสนิทของว่าที่กษัตริย์คนต่อไปอย่างองค์ชายเนวิลล์ —และยังเป็นอาจารย์ของข้าอีกด้วย



          ถ้าเรียกว่าอาจารย์คงดูแก่ไปหน่อย ออกัสท์เพิ่งจะยี่สิบเอ็ดเอง —เอาเป็นว่าเขาเป็นคนฝึกดาบและทักษะทางการรบให้ข้าและอัศวินระดับสูงหลายๆคน ออกัสท์เริ่มสอนข้าหลังจากที่ท่านแม่ทิ้งไปเพราะอยากให้ข้ามีทักษะไว้ป้องกันตัวจากผู้ไม่หวังดีทั้งหลาย ถึงแม้ใบหน้าของเขาจะเหมือนเต่าแก่ๆที่อดนอนมาหลายร้อยปีและมักจะแผ่รังสีความเย็นชาออกมาตลอดเวลา แต่เขาก็เป็นหนึ่งในชาววอลธีเรียไม่กี่คนที่ไม่ได้เกลียดชังเฮอร์เรนเดลอย่างข้า และเป็นบุคคลที่ข้าชื่นชมในระดับหนึ่ง



          เป็นที่ทราบกันดีว่าฝีมือดาบของออกัสท์นั้นร้ายกาจมากขนาดไหน แต่กระนั้นเขาก็แทบไม่เคยใช้ดาบให้ใครเห็นเลยสักครั้ง ข้าเคยประลองกับเขาอยู่สามสี่ครั้งแต่ออกัสท์ก็ใช้แค่ดาบไม้ในการสู้ ไม่เคยมีศิษย์คนไหนได้สู้กับเขาด้วยดาบจริง แต่เขาจะเก็บดาบไว้ช้ในสนามรบเท่านั้น —เพราะฉะนั้นหากออกัสท์ชักดาบออกมาเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าจะต้องมีคนตาย



          —และตอนนี้ปลายดาบของออกัสท์ก็กำลังแตะลงบนลูกกระเดือกของข้า มันพร้อมจะแทงทะลุเข้ามาในทุกวินาที



          ข้าสบตากับเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่งอย่างไม่ทุกข์ร้อนอะไรแม้จะมีดาบสิบกว่าเล่มจ่ออยู่ที่คอก็ตาม ออกัสท์มองมาที่ข้าด้วยสีหน้าง่วงๆที่ไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆอีกตามเคย เขาเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเนิบนาบแต่กลับดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงของปราสาทอย่างหนักแน่นทรงพลัง



          “ขอแสดงความยินดีด้วยเกรโนเวอร์ —เจ้าได้รับโทษประหารชีวิต





..To Be Continue..




TALK




แวะมาเปิดเรื่องใหม่ค่า เราจะมาอัพบ่อยขึ้นหลังจากฟิคเรื่องเก่าจบ ยังไงก็ขอบคุณมากๆที่หลงเข้ามาอ่านนะค้า ><


Książka z gejpopowymi memami #humor # Humor # amreading # books # wattpad

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 414 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,087 ความคิดเห็น

  1. #1073 boahammock (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 12:45
    โหหหห คุรพี่ แล้วจะไปรักกันอิท่าไหนเนี้ยยย มองไม่เห็นทางเลย555555
    #1,073
    0
  2. #971 journeysmf (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 01:11
    แสบทั้งคู่เลย!!
    #971
    0
  3. #965 buachompu25 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 กันยายน 2563 / 20:59
    แสบเหลือหลาย

    น้องงง
    #965
    0
  4. #934 PlengPGK (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563 / 01:04
    แสบมากกันทั้งคู่เลย555555
    #934
    0
  5. #874 jazzysam9 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 14:09
    อ่านเพลินมากค่ะคุณไรท์ หมั่นไส้องค์ชายมาดคร่ะ
    #874
    0
  6. #848 Yourmew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 10:03
    อย่าตีก๊านนนนนนนนนน ทราวิสแสบมากนะ ตอนแรกก็เล่นให้พระเอกของเราโดนประหารซะแล้ว
    #848
    0
  7. #790 Taniya1812 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2563 / 16:28
    ตีกันเก่งมาก ฮื่อ55555555
    #790
    0
  8. #750 JP_Spectrum (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 23:13
    โครตสนุกกกกก ตามหาแนวนี้มานานมากเลยค่ะแงงง
    #750
    0
  9. #607 ImeeYg (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 12:32
    เฮียไรเนี่ย55555
    #607
    0
  10. #576 Seriously? (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 11:59
    ขออนุญาตเกลียดภาพปิดค่ะ5555
    #576
    0
  11. #568 bomza2528 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:46
    ที่อ่านมาตอนแรกนี้บอกได้คำเดียวเลยคือสุดยอดจริงๆ~~~~
    #568
    0
  12. #538 Chutipa-oil (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 10:14
    โอโห แม่555555ตีกันตายก่อนรักกันแน่ๆค่ะ555
    #538
    0
  13. #534 Taeiy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:27
    ขิงก็ราข่าก็เเรง
    #534
    0
  14. #508 Mvis. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 18:33
    อือหื้ออออเขารุนแรงกันมาก เขาจะรักกันได้ยังไงคะแม่;-;
    #508
    0
  15. #488 Jcop_tata (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 15:58
    น้องหัวมะเขือเทศและน้องหัวกล้วย😂😂
    #488
    0
  16. #457 SunNySkyyyy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 19:48
    รั๊ยกั๊จกันทั้งคู่5555
    #457
    0
  17. #455 Kim_JTY (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 18:09
    เนื้อเรื่องบรรยายได้สวยมากเลยค่ะ เห็นภาพเลยว่าทั้งคู่แสบมากขนาดไหน555555
    #455
    0
  18. #407 piepepper (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 22:27
    บรรยายดีมากเลยค่ะไรท์ แง้ ชอบมาก
    #407
    0
  19. #401 FON403 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2562 / 16:28
    เจ้าแทตัวแสบ
    #401
    0
  20. #343 Moonlionz (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 19:35
    สงสารชีวิตเจเดน แต่สองคนนี้คือคู่ปรับที่แท้ แสบกันทั้งคู่อะ55555
    #343
    0
  21. #326 Littlev (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 18:08
    โอโหหหหห เปิดฉากมาพระเอกก็จะตายแล้วเรอะ 555555 ตาเจเดนก็โคตรกวนโอ๊ย ส่วนยัยน้องก็แสบได้ใจ
    #326
    0
  22. #306 PaiiKanj (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 13:03
    ชอบภาษาของไรท์อ่ะ มันมีความกวน อ่านไปขำไป ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ
    #306
    0
  23. #274 Lala_Land (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:27
    คือ ซีเรียสด้วย เเต่ก็ฮาด้วยอะ 55
    #274
    0
  24. #267 SamanthaArlan (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 11:14

    แง่งงงงงงเนื้อเรืรองน่าติดตนมมากๆค่ะ
    #267
    0
  25. #203 Mesatt (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 / 16:58
    อร๊ายย !!!!!ชอบ ทำไมรู้สึกว่ามาเจอเรื่องนี้ช้าไป
    #203
    0