JustLoJae

ตอนที่ 9 : [SF](LxJ): Last chance (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ธ.ค. 60

[SF](LxJ): Last chance (1)

Warning: 0% Reality, 100% Imagine

 

 

 

 

ที่เมืองแห่งหนึ่ง เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอยู่ใจกลางเมือง ปัจจุบัน รูปปั้นนี้ไม่มีเหลือแล้ว แต่ที่แผ่นจารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังเหลืออยู่ คำบรรยายเขียนในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่ผ่านไปผ่านมา

 

“รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร”

 

“ฉันชื่อโอกาส”

 

“ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา”

 

“ช่างแกะสลักชื่อ ลิซีปัส”

 

“ทำไมท่านจึงยืนเขย่งขา”

 

“เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม”

 

“แล้วทำไมที่เท้าท่านจึงมีปีก”

 

“เพื่อให้คนที่พบฉันจับฉวยได้ง่าย”

 

“เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันผ่านไปอย่างรวดเร็ว”

 

“แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้”

 

“ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยได้ง่าย”

 

“แล้วทำไมหัวด้านหลังท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว”

 

“เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้วก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่”

 

 

--- LAST CHANCE ---

 

 

 

            -กริ๊ง-

 

            “ยินดีต้อนรับครับ”

 

            คำทักทายถูกส่งออกไป ก่อนที่รอยยิ้มจะวาดกว้างบนใบหน้าเมื่อพบว่าใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาในร้าน

 

            “สวัสดีครับ ฮิมชานฮยอง”

 

              รอยยิ้มและคำทักทายจาก ยูยองแจ ทำให้หัวใจของ คิมฮิมชาน พองฟูได้เสมอ เขาท้าวมือเข้ากับเคาท์เตอร์ รอคอยให้คนร่างเล็กขยับมาใกล้

 

            “วันนี้กินอะไรดีล่ะเรา อากาศร้อน เอาเป็นชาเขียวเย็นดีไหม”

 

            หัวกลมที่พยักหงึกหงักเป็นคำตอบทำให้อดไม่ได้ต้องยกมือขึ้นลูบอย่างเอ็นดู

 

            “เดี๋ยวเสิร์ฟพร้อม เค้กนมสดนะ เรานั่งตรงนี้ก็แล้วกัน”

 

            “ฮิมชานฮยอง”

 

            “หือ?

 

            “รบกวนเอาไปให้ที่โต๊ะมุมโน้นได้ไหมครับ”

 

            สีหน้ากระอักกระอ่วนของยองแจทำให้หัวใจที่เต้นอย่างลิงโลดเมื่อสักครู่ทิ้งดิ่งลงในทันที ฮิมชานต้องฝืนยิ้มให้แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บหน่วงที่อกด้านซ้าย

 

            “วันนี้มีนัดกับจุนฮงเหรอ”

           

            ใบหน้าที่ก้มลงเล็กน้อยนั้นแทนคำตอบได้อย่างดีที่สุด

 

            “เดี๋ยวพี่เอาไปให้ก็ได้ นายไปนั่งรอก่อนเถอะ” 

 

            ยองแจเหลือบตาขึ้นมามองอีกครั้งอย่างรู้สึกผิด สายตาคู่นั้นทำให้เขาต้องเปิดยิ้มเบาบางบนใบหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กอีกครั้งให้อีกคนสบายใจ

 

            “ไม่เป็นไรหรอก ไปนั่งรอเถอะ”

 

 

            ใช่...

 

              ไม่เป็นไรหรอก

 

 

              คิมฮิมชานหลงรักยูยองแจมาตั้งแต่อีกฝ่ายยังเป็นเด็กตัวน้อย เขาเก็บงำความรู้สึกมาโดยตลอดด้วยคิดว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องมาลำบากกับชีวิตปากกัดตีนถีบของตน  จนกระทั่งวันที่กิจการคาเฟ่ที่เขาใช้น้ำพักน้ำแรงเปิดขึ้นมาแห่งนี้เป็นไปได้ด้วยดีและอยู่ตัวแล้ว เขาจึงสารภาพความในใจออกไป ในใจเขาหวังเพียงรอยยิ้มและคำตอบรับจากอีกฝ่ายเท่านั้น ไม่คาดว่า ยองแจจะตอบปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า เขาเพิ่งตกลงใจคบหากับคนอื่นไป คนโชคดีนั้นคือ ชเวจุนฮง รุ่นน้องที่อายุน้อยกว่ายองแจสองปี และยังเป็นลูกค้าประจำของคาเฟ่อีกด้วย สีหน้าลำบากใจของยองแจทำให้ฮิมชานต้องส่งยิ้มปลอบใจ พลางบอกให้ยองแจสบายใจได้ ความรู้สึกของเขาสักวันมันคงจืดจางลงไป ถ้าหากเรายังคงเป็นพี่น้องกันอย่างนี้

 

              รอยยิ้มของยองแจในตอนนั้น มันทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดจนแทบหลั่งน้ำตา

 

              เพราะฉะนั้น ที่เจอวันนี้มันก็แค่เรื่องเล็ก

 

              ไม่เป็นไรหรอก

 

              ไม่เป็นไรจริงๆ

 

 

 

--- LAST CHANCE ---

 

 

 

              ยองแจทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะมุมสุดของร้าน ดวงตาของเขาจ้องไปยังแผ่นหลังของพี่ชายเจ้าของร้านที่เดินห่างออกไปอย่างรู้สึกผิด ถึงแม้ฮิมชานฮยองจะมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า ทว่ายองแจก็ดูออกว่านัยน์ตาคู่นั้นช่างแสนเศร้า ทุกครั้งที่มันจ้องลงในดวงตาของยองแจ เขาจะเห็นร่องรอยความเสียใจเจืออยู่ในความรักและเอ็นดูที่ฉายอยู่ทุกครั้งไป

 

              เขารู้เต็มอกว่าทำตัวใจร้ายที่นัดกับจุนฮงที่นี่ทั้งที่เพิ่งปฏิเสธพี่ชายคนนั้นไปได้ไม่นาน  ทว่าในยามที่จิตใจเปราะบางเช่นนี้  เขาก็อยากอยู่ในสถานที่ที่รู้แน่ชัดว่ามีใครบางคนต้องการเขา แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้มีใจตอบก็ตาม

 

              สายตาที่มองส่งอีกคนไปเต็มไปด้วยเสียใจ

 

              ขอโทษนะครับที่เห็นแก่ตัว

 

              ขอโทษนะครับที่ผมรักพี่ไม่ได้

 

              หัวใจของผม...เป็นของคนอื่นไปแล้ว

 

              แม้ใครๆจะบอกว่า เค้าไม่คู่ควรกับมันก็ตาม

 

              แต่ถ้าวันหนึ่ง หัวใจผมสามารถรักพี่ได้

 

              ก็....คงดี

 

 

 

 

 

              “ยองแจ”

             

              เสียงเรียกอย่างร่าเริงทำให้คนตัวเล็กเบนหน้าไปมอง และแย้มรอยยิ้มสดใสเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงทักนั่นเป็นใคร

 

              “จุนฮงอา” เด็กหนุ่มยิ้มรับทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้าม เปิดเมนู สั่งลาเต้เย็นกับบริกรแล้วหันกลับมายิ้มให้

 

              “ยองแจมารอนานรึยัง”

 

              “ไม่หรอก เพิ่งมาเหมือนกันน่ะ”

 

              “แล้ววันนี้นัดออกมามีอะไรเหรอ”    คำพูดนั่นทำให้คนฟังต้องนิ่วหน้า

 

              “ก็อยากเจอ”

 

              “แปลกจัง ปกติเราก็คุยกับทุกวันอยู่แล้วนี่นา”

 

              “ก็อยากเห็นหน้าบ้างน่ะ ไม่ได้เหรอ”

 

               ประโยคสุดท้ายทอดเสียงลง จุนฮงเหลือบมองคนที่นั่งตรงข้ามแวบหนึ่งแล้วเอื้อมมือออกมาลูบศีรษะกลมเบาๆโดยไม่พูดอะไรออกมา

 

               “จุนฮง ทานเค้กนี่ก่อนไหม อร่อยนะ”

 

              ยองแจพยายามเปลี่ยนเรื่อง มือเล็กดันเค้กนมสดของตนเองไปตรงหน้าจุนฮง ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาแต่นั่งนิ่ง

 

              “ยองแจ ป้อนหน่อย”   คำขอนั้นทำให้ยองแจมองตาค้าง

 

              “ไม่ป้อนก็ไม่กินนะ บอกเลย”

 

              จุนฮงยกยิ้มเจ้าเล่ห์จนเห็นเขี้ยวเล็กๆ แถมยังยกมือขึ้นกอดอกเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของตนเอง

 

              ยองแจทอดสายตามองเด็กที่โตแต่ตัวด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะตัดเค้กเป็นชิ้นพอดีคำแล้วส่งไปข้างหน้า

 

              Rrr Rrr Rrr

 

              ยังไม่ทันที่อีกคนจะรับเค้กนั่นเข้าปากไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นก่อน จุนฮงมองยองแจที่ขยับแขนกลับด้วยสายตาขอโทษ ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดรับ

 

              “ฮัลโหล”

 

              [จุนฮง มึงอยู่ไหน]

             

              “คาเฟ่เจ้าประจำของกูอะ ทำไมเหรอ”

 

              [วันนี้แดฮยอนฮยองแข่งร้องเพลงที่โรงยิม มึงไม่รู้เหรอ]

 

              “ว่าไงนะ”

 

              [กูบอกว่า แดฮยอนฮยองจะแข่งร้องเพลง มึงนี่เป็นติ่งเค้ายังไงเนี่ย ทำไมถึงไม่รู้]

 

              “เมื่อไหร่”

 

              [ อีกไม่เกินสิบห้านาทีอะ พี่เค้าคนที่ห้า นี่คนที่หนึ่งขึ้นไปร้องละ]

 

              ดวงตาของจุนฮงวาวด้วยความรู้สึกตื่นเต้น น้ำเสียงอันไพเราะของ จองแดฮยอน นั้นเป็นที่ร่ำลือไปทั้งมหาวิทยาลัย จุนฮงเองก็เป็นอีกคนที่ใฝ่ฝันอยากฟังเจ้าตัวร้องสดๆชัดๆกับหูของตนเช่นกัน และโอกาสแบบนี้แน่นอนว่าเขาต้องไม่พลาด

 

              จุนฮงเกือบหลุดปากตอบตกลงไปแล้ว หากไม่ได้สบสายตาของคนตรงข้ามที่จ้องเป๋งมาที่เขา

 

              “ยองแจไปไหม?”    เขาเอ่ยชวนด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน

 

              “?”    ยองแจเลิกคิ้วขึ้นแทนคำถาม

 

              “ฮันบินโทรมาบอกว่า แดฮยอนฮยองกำลังจะแข่งร้องเพลงที่โรงยิม”

 

               รีบลำล่ำละลักบอกด้วยเกรงจะไม่ทันจับจองตำแหน่งดีๆ ขมวดคิ้วแน่นยามเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป ก่อนเสียงปฏิเสธแผ่วเบาจะดังขึ้น

 

              “พี่ไม่ไป นายไปเถอะ”

 

              “งั้นผมไปนะ”

 

              “...”

 

              การนิ่งเงียบของยองแจทำให้จุนฮงเริ่มกระสับกระส่าย ก่อนที่เขาจะพรูลมหายใจออกมาเบาๆเมื่ออีกคนยอมพยักหน้าอนุญาตแต่โดยดี

 

              “ฮันบิน เดี๋ยวกูไป มึงจองที่หน้าสุดให้กูด้วยนะ”

 

              พูดจบจุนฮงก็ตัดสายทิ้ง เขารีบร้อนเก็บข้าวของส่วนตัวเข้ากระเป๋า เตรียมตัวลุกออกจากที่นั่ง ก่อนจะต้องชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นคนที่นั่งตรงข้ามกับเขา

 

              ยูยองแจยังคงยิ้ม ทว่ายิ้มนั้นกลับทำให้จุนฮงกลืนน้ำลายได้ฝืดคอเหลือเกิน

 

              “ผมไปนะ ยองแจ” หยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ รอยยิ้มของยองแจยังคงวาดอยู่บนใบหน้ายามเจ้าตัวผงกศีรษะลงเบาๆ

 

              “ไปเถอะ ระวังด้วยล่ะ”

 

 

 

              ชเวจุนฮงออกไปจากคาเฟ่สักพักแล้ว แต่ยูยองแจยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เขามองที่นั่งว่างเปล่าตรงข้ามกับตนเองแล้วพิงศีรษะลงบนพนักด้วยความเหนื่อยล้า

 

              รักคนที่ไม่รักเรามันเจ็บแบบนี้เองสินะ

 

              ยองแจได้เจอจุนฮงครั้งแรกเมื่อแปดเดือนก่อน เพราะต้องเข้าแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนไปประกวดร้องเพลงของมหาวิทยาลัย ยองแจกับเพื่อนเลยต้องอยู่ซ้อมกันจนดึกดื่นทุกวัน  อาจจะเป็นโชคชะตา เวรกรรม หรืออะไรก็ตามแต่ ที่วันหนึ่งห้องน้ำชั้นบนเกิดเสียขึ้นมา ยองแจจึงต้องเดินลงมาหาห้องน้ำด้านล่าง และพบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ใต้ตึก จากการแต่งตัวและสัญลักษณ์ประจำคณะทำให้เขารู้ว่า เด็กคนนี้เป็นนักศึกษาปีหนึ่งของคณะข้างๆ เขานึกแปลกใจนักที่เด็กต่างคณะมานั่งอยู่ที่นี่ และยิ่งแปลกใจหนักเมื่อไม่ว่ายองแจจะอยู่ซ้อมดึกสักแค่ไหน เด็กคนนี้ก็จะนั่งอยู่ใต้ตึกรอเสมอ ท่าทางกระวนกระวายเหมือนอยากรู้จักแต่ไม่รู้จะเข้ามาหายังไงนั้นดูน่ารักจนเผลอใจให้ไป จากความรู้สึกสนใจจึงเริ่มขยับขยายเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เด็กคนนั้นค่อยๆมีอิทธิพลกับจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเป็นยองแจเองที่ทนเก็บความรู้สึกไว้กับตัวไม่ได้ จึงสารภาพมันออกไป เขาดีใจแทบตายตอนที่เด็กคนนั้นตอบรับคำสารภาพของเขา

 

              ดีใจมาก.... จนไม่ได้สักเกตสีหน้ากระอักกระอ่วนของ ชเวจุนฮง

 

              คนที่ไม่รัก ยังไงก็ไม่อาจได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นคนรักกันได้  แม้จะฝืนมากเพียงใดก็ตาม ไม่นานความจริงก็ปรากฏออกมาว่า ในใจของชเวจุนฮงไม่มียูยองแจอยู่เลย คนเดียวที่อยู่ในนั้น คนที่ชเวจุนฮงรอคอยอยู่ทุกคืน คือ จองแดฮยอน เพื่อนสนิทของยองแจต่างหาก

 

              ใช่ จองแดฮยอน เป็นเพื่อนสนิทของยูยองแจ

 

              เพื่อนสนิทที่ซ้อมเสียงด้วยกันมา คู่แข่งที่จะเป็นตัวแทนของภาควิชาเพื่อไปแข่งร้องเพลงในวันนี้ ก่อนที่ยองแจจะมีปัญหาเส้นเสียงอักเสบเพราะซ้อมหนักเกินไปเลยต้องถอนตัวและงดใช้เสียงชั่วคราว

 

              เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่ายองแจไม่รู้ว่าวันนี้แดฮยอนต้องแข่งร้องเพลง ในส่วนลึกก็รู้สึกผิดเช่นกันที่ไม่ได้ไปเชียร์ในฐานะเพื่อนสนิท

 

              แต่ที่ยองแจเลือกนัดจุนฮงออกมาในวันนี้ ก็แค่อยากทดสอบ

 

              ระหว่างนัดของยูยองแจ กับ การแข่งขันร้องเพลงของจองแดฮยอน ชเวจุนฮงจะเลือกอะไร

 

              และคำตอบก็เป็นอย่างที่กังวลไม่มีผิด

 

 

              สัมผัสอุ่นที่ไหลอาบแก้มทำให้ยองแจรู้ตัวว่าเขากำลังร้องไห้ ทว่าตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา ตัวของเขาสั่นสะเทิ้มด้วยแรงสะอื้นที่ดังขึ้นเพียงแผ่วเบาเพราะจงใจกลั้นมันเอาไว้

 

            ฝ่ามืออุ่นแนบลงที่บ่าทั้งสองข้าง กลิ่นน้ำหอมที่โชยแตะจมูกทำให้ระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร

 

              “ฮิมชานฮยอง”

 

              “...”

 

              ไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างหลัง จะมีก็เพียงแรงกดจากฝ่ามือที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงปลอบประโลม

 

              “กอดผมหน่อยได้ไหม”

 

              “...”

 

              “นะ กอดผมหน่อย”

 

              “ไม่ได้หรอก”

 

               แม้จะอยากก้มลงไปสักเพียงไร ฮิมชานก็ต้องอดทนเอาไว้ กอดเดียวที่เขาให้กับยองแจได้ในยามนี้ไม่ใช่กอดเยี่ยงพี่ชายปลอบน้องชาย ซึ่งเขารู้เต็มอกว่า ถ้ามากกว่านั้น...ตนเองไม่มีสิทธิ

 

              “ขอร้องล่ะ ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้ว”

 

              มือเล็กสั่นเทาที่เอื้อมขึ้นมาแตะมือของเขาทำให้เส้นอดทนขาดผึง ฮิมชานก้มกายลงรั้งร่างอีกฝ่ายขึ้นมาแนบอก แว่วเสียงปล่อยโฮของยองแจดังอยู่ข้างหู

 

              “ผมต้องทำยังไง ผมถึงจะเลิกรักเขาได้สักที”

 

 

 

--- LAST CHANCE ---

 

 

 

              สองทุ่มยี่สิบนาที คือเวลาที่จุนฮงกลับถึงบ้าน เขาทักทายพ่อแม่ รายงานตัวว่ากินข้าวเย็นมาจากข้างนอกบ้านแล้วขอตัวขึ้นห้องนอน

 

              โยนกระเป๋าไว้บนโต๊ะ ทิ้งตัวนอนแผ่หราบนเตียงแล้วถอนหายใจออกมา

 

              วันนี้เขาไปดูแดฮยอนร้องเพลงที่โรงยิม และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้คนทั้งมหาวิทยาลัยผิดหวัง เมื่อน้ำเสียงอันโดดเด่นนั้นทำให้ภาควิชาขับร้องของมหาวิทยาลัยสามารถรักษาแชมป์ได้อีกครั้งหนึ่ง  หลังจากการแข่งขันเสร็จสิ้น เขารีบวิ่งไปดักแดฮยอนและกล่าวแสดงความยินดี ทว่าระหว่างที่กำลังพูดคุยกันนั้นเอง อยู่ๆ ทั้งตัวก็ถูกกระชากไปด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็พบว่าผู้กระทำคือ บังยงกุก รุ่นพี่หน้าโหดที่เขารู้เต็มอกว่าเป็นแฟนของจองแดฮยอน

 

               “มาทำไม วันนี้แกก็มีนัดแล้วไม่ใช่รึไง”

 

              เสียงที่พูดกับเขาเกือบตะคอก  น้ำเสียงและใบหน้านั้นสามารถทำให้คนทั้งมหาวิทยาลัยกลัวจนหัวหด

 

              แต่หนึ่งในนั้น บังเอิญไม่ใช่ ชเวจุนฮง

 

              “นัดแล้ว ไปแล้ว แต่พอรู้ว่า แดฮยอนฮยองแข่งวันนี้เลยมาเชียร์”

 

              ไม่แปลกใจที่บังยงกุกคนนั้นจะรู้ว่าเขามีนัด จุนฮงรู้มานานแล้วว่า บังยงกุกเป็นญาติผู้พี่ที่สนิทสนมกับยองแจและยองแจเองก็ไว้ใจเป็นอย่างมากจนนำปัญหาต่างๆไปปรึกษาบ่อยๆ

 

              แม้ว่าผลของคำปรึกษานั้นจะทำให้เขากับยองแจต้องทะเลาะกันในบางครั้งก็ตาม

 

              “แล้วยองแจ”

 

              “ชวนแล้ว แต่ไม่อยากมา”

 

               คำตอบของเขาทำให้แดฮยอนบ่นงุ้งงิ้งอย่างน่ารัก ทว่าพอเขาเหลือบตาไปมองก็กลับถูกบังยงกุกมองตาขวาง

 

              “ไม่ต้องมามอง นั่นเป็นแฟนฉัน” ร่างของแดฮยอนถูกฉุดไปซ่อนด้านหลังเพื่อหนีสายตา

 

              “ ส่วนแก ถ้าไม่รักก็ปล่อยยองแจไปซะเถอะ อย่าทำให้เขาเสียใจอีก”

 

              เรียวคิ้วของจุนฮงขมวดลงเมื่อคิดถึงคำพูดนั้น  ก็รู้หรอกว่าบังยงกุกเป็นลูกพี่ลูกน้องของยูยองแจ แต่พอมาเห็นอีกฝ่ายเป็นห่วงยองแจออกนอกหน้าแล้ว มันก็อดรู้สึกโมโหไม่ได้ จริงอยู่ที่เขาไม่ได้รักยูยองแจตั้งแต่เริ่มต้น  คนที่เขามองมาตลอดคือจองแดฮยอน เจ้าของน้ำเสียงไพเราะจนถูกเล่าขานกันข้ามมหาวิทยาลัย เสียงหวานราวกับนางฟ้าที่เขาติดใจจนต้องแอบฟังอยู่ใต้ตึกทุกวัน รอให้อีกฝ่ายซ้อมเสร็จแล้วจึงแอบตามไปส่งถึงบ้าน  วันที่เขารู้ว่าจองแดฮยอนมีแฟนแล้วเป็นวันที่ยูยองแจเดินเข้ามาในชีวิต คำสารภาพรักที่เขาฟังบ้างไม่ฟังบ้างทำให้เผลอตกปากรับคำไปด้วยยังมึนๆกับการอกหักมาหมาดๆ

 

               จุนฮงเคยคิดว่าจะจบความสัมพันธ์ของเขากับยองแจด้วยการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าเขามีใจให้กับจองแดฮยอน  ทว่าทุกครั้งที่เขาทำอย่างนั้น ยองแจจะทำหน้าเศร้า และเป็นเขาเองที่ทนไม่ได้ต้องหวนกลับไปปลอบ เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะยองแจรักเค้ามากจึงยังยอมทน หรือเป็นเค้าเองที่คอยรั้งอีกฝ่ายไม่ให้ไปกันแน่ที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดนี้ยืนยาวมาถึงหกเดือน หกเดือนที่ผ่านมา สายสัมพันธ์ระหว่างเราราวกับจะแน่นแฟ้นขึ้น เขาเริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศที่มียองแจอยู่ข้างกาย ชอบมองเวลายองแจยิ้ม  เอ็นดูเวลาที่ยองแจหัวเราะ และเกลียดเวลาที่ยองแจร้องไห้  เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าเริ่มจะถลำลึกมากเกินไปก็ตอนที่ฮันบินเริ่มแซวว่า ไม่มีเวลาให้เพื่อน เอาแต่ขลุกอยู่กับยองแจและไม่สนใจแดฮยอน คำพูดนั่นทำให้เขารู้สึกว่าตนให้เวลากับยองแจมากเกินไป จนละเลยและเกือบลืมนางฟ้าของเขา ในวันนี้จุนฮงจึงเลือกนางฟ้าของเขาแทนที่จะเป็นยองแจ เสียงของแดฮยอนที่ได้ยินสดๆในระยะใกล้ขนาดนี้ไม่ต่างจากคำร่ำลือเลยแม้แต่น้อย แต่กระนั้น ในใจเขากลับรู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่เหมือนเสียงที่ลอยลงมาจากชั้นสามที่เขามักจะไปนอนฟังและฝันถึงมันอยู่บ่อยๆ

 

              ไร้สาระ มันคงเป็นเพราะระยะห่างที่ทำให้ประสิทธิภาพในการได้ยินเปลี่ยนไป

 

              จุนฮงบอกกับตัวเองเช่นนั้น

 

              ถึงอย่างไรเสียงแดฮยอนก็เพราะอยู่ดี

 

 

 

              Rrr Rrrr Rrrr

 

              เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นฉุดจุนฮงขึ้นจากภวังค์ความคิดของตนเอง เขามองชื่อสายที่โทรเข้ามาแล้วเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

 

              “ว่าไง จงออบฮยอง” มุนจงออบ เป็นพี่ชายบ้านตรงข้ามกับเขา ตอนนี้ทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัดที่แผนกฉุกเฉินในโรงพยาบาล 

 

              “ฉันว่านายควรรู้” จุนฮงขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่พี่ชายโทรมาหาเขาตอนที่ยังเข้าเวรอยู่แบบนี้

 

              “บังยงกุก จองแดฮยอน ยูยองแจ”

 

               ชื่อที่ผ่านสายมาทำให้ใจหายวาบ เขาเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันทีที่ข่าวร้ายดังก้องจากอีกฝากของโทรศัพท์

 

              “รถคว่ำ บาดเจ็บสาหัสอยู่ที่โรงพยาบาล”

 

 

--- LAST CHANCE ---

 

 

 

              ยองแจกำลังอยู่ท่ามกลางความเป็นความตาย เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับมันกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ในยามที่สติเลือนลาง เสียงร้องเรียกปนสะอื้นของใครหลายคนดังอยู่ข้างหู

 

              “ ยองแจ อดทนไว้นะ” 

 

              แดฮยอน อย่าร้องไห้เลย

 

              “ยองแจ อย่าหลับ นายจะหลับไม่ได้นะ”

 

              ฉันอยากพัก ขอฉันพักหน่อยเถอะนะแดฮยอน

 

              “พี่ขอโทษนะยองแจ”

 

              ไม่ใช่ความผิดของพี่หรอก ยงกุกฮยอง มันเป็นอุบัติเหตุ หมาน้อยที่วิ่งตัดหน้ารถตัวนั้นมันไม่เป็นไรใช่ไหม

 

              “อย่ายอมแพ้นะ ยองแจ”

 

              ฮิมชานฮยอง...

 

              “พี่จะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีนาย”

 

              ผมขอโทษจริงๆนะที่รับความรู้สึกของพี่ไม่ได้ ถ้ามีโอกาสอีกครั้งผมจะรักพี่นะครับ

 

              “ยองแจ นายต้องตื่นขึ้นมาเจอพี่นะ พี่จะรอ”

 

              อา..ฮิมชานฮยอง

 

              ขอโทษนะครับที่ผมรู้สึกว่าอยากได้ยินประโยคนั้นจากคนอื่นที่ไม่ใช่พี่  ใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ใครคนนั้นที่ผมรอเค้าอยู่

 

 

 

              ยองแจรู้สึกว่าถูกเข็นร่างออกจากกลุ่มคนที่คุ้นเคย แม้สติจะเลือนลาง ทว่าจิตของเขายังไม่สามารถสงบลงได้ แว่วเสียงพยาบาลบ่นว่า  ถ้าหากไม่ยอมหลับแบบนี้จะทำการผ่าตัดไม่ได้ เขารู้สึกขอโทษทีมผ่าตัดอยู่ในใจกับความดื้อดึงของเขา

 

              ขอโทษนะครับ แต่นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชิวิตผมแล้ว

 

              ฉะนั้น ขอให้ผมได้รอ

 

              เพื่อฟังเสียงเขา ครั้งสุดท้าย

 

 

 

              “จุนฮง”

 

               เสียงเรียกชื่อคนที่อยากพบที่สุดดังผ่านประตูห้องผ่าตัดมา มันทำให้หัวใจของยองแจเต้นแรงจนเส้นกราฟกระตุก ก่อนที่ระดับเส้นโค้งนั้นจะลดลง เมื่อเสียงตะโกนโต้ตอบอย่างร้อนรนดังก้องมาถึงหูของเขา

 

              “แดฮยอนฮยอง”

 

              หยดน้ำตาไหลซึมลงเปื้อนข้างแก้ม สรรพเสียงต่างๆเริ่มห่างออกไป สติของยองแจเลือนลาง ความท้อแท้ในใจทำให้เขาไม่อยากมีชีวิตต่อ

 

              พระเจ้าครับ ถ้ามีโอกาส ผมอยากมีชิวิตใหม่ที่มีความสุข ได้โปรดช่วยให้ผมลืมเขาให้ได้เสียที

 

              ผม...ไม่อยากเสียใจอีกต่อไปแล้ว

 

 

 

--- LAST CHANCE ---

 

 

ก่อนที่จะได้รักคุณ ผมเคยเชื่อมั่นในความรัก

ตอนนี้มันเป็นส่วนที่แตกหักบาดเป็นแผลอยู่ในความคิด

 

ปล่อยผมไป

 

ผมคงเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ

ความรักนี้ช่างปวดร้าวเหลือเกิน

 

ตัวผมในตอนนี้หวาดกลัวในความรัก

 

ไปซะ

 

เพราะคุณ หัวใจของผมถึงได้เจ็บปวด

ผมรู้สึกได้ถึงระยะห่างระหว่างผมและคุณ...ที่ไม่เคยรู้อะไรเลย

 

 

 

 



 

 

--- LAST CHANCE ---

 

 

 

 To be continue in [SF](LxJ): Last chance (2/2)

 

 

 

ผมคิดถึงคุณ ผมต้องการคุณ

จนถึงตอนนี้เสียงของคุณ ผมก็ยังคงได้ยิน

กลับมาหาผมเถอะนะ กลับมาอยู่ข้างๆผม

คุณที่เหมือนดั่งนางฟ้า

 

 

 

 

 

 

Credit

 

: นิทานเรื่องโอกาส

          วารสาร Mormove Via http://forums.thaisem.com/index.php?topic=22096.0 โดย คุณ Joriahp

 

: คำแปลเพลง Save me


        
Lyrics http://www.daum.net/
          THAI ROMS/TRANS: Joker-LK @ WithTSBAPBY
          ENG TRANS 
http://popgasa.com (http://www.withtsbapby.com/)
              

 


TALK

: ตัดเรื่องตามเพลงธีมค่ะ สำหรับส่วนนี้ ธีมคือ Save me


46 ความคิดเห็น

  1. #26 viva_kanun (@viva_kanun) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 13:20
    เศร้ามาก สงสารยองแจ พูดอะไรไม่ออกเลย
    #26
    0