JustLoJae

ตอนที่ 11 : [OS](LxJ): Serendipity

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    22 ธ.ค. 60

[OS](LxJ): Serendipity

Warning : 0% Reality, 100% Imagine

Notice: ขวาของโล่ ซ้ายของแจ กลางของเรา นะคะ #อุ๊ย

 

อันยองวันหยุดฮะ ชาวโลก

วันนี้ผมออกจากบ้านแต่เช้าเพราะต้องไปทำธุระให้ยงกุกฮยองล่ะ

แต่ถึงยงกุกฮยองจะไม่ใช้ผมออกมาผมก็หาเรื่องออกจากบ้านอยู่ดี

ทำไมน่ะเหรอ

ก็ฟ้าใสขนาดนี้ จะหมกตัวอยู่ในบ้านก็เสียดายโอกาสแย่น่ะสิ

วันดีๆ อากาศดีๆแบบนี้ สังหรณ์ว่าวันนี้น่าจะมีเรื่องดีๆเกิดกับผมแน่ๆเลยล่ะ

คึคึ

 

 

ผมใส่หูฟังแล้วก้าวเท้าออกจากบ้านอย่างมีความสุข

วันนี้ผมมีเป้าหมายจะไปซื้อของขวัญให้รุ่นพี่ที่รู้จักกันครับ

โชคดีจริงๆที่อากาศวันนี้เป็นใจสุดๆ

ผมเลยกะว่าจะเดินเข้าไปในเมืองล่ะ

 

 

Rrr Rrr

เสียงโทรศัพท์ของผมดังขึ้น

ผมยกมันขึ้นมาดู พร้อมกับไถสเกตบอร์ดคู่ใจไปด้วย

พอเห็นหน้าจอนั่นโชว์ชื่อยงกุกฮยอง ผมก็กดรับทันที

“ว่าไงฮะฮยอง”

“ออกจากบ้านแล้วใช่ไหม”

“ฮะ” ผมตอบยงกุกฮยองอย่างร่าเริง พลางเหลือบสายตากลับมามองทาง

แล้วก็ต้องร้อง เฮ้ย เมื่อ ร่างของใครคนหนึ่งโผล่มาตรงหน้า

ผมรีบหักเลี้ยวทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ

 

 

“โครม”

ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อคนที่อยู่ตรงหน้าผมไถลตัวลงข้างทางพร้อมสเกตบอร์ดคู่ใจ

เมื่อตะกี้ผมมัวแต่ฟังเพลงและชมวิวเพลินไปหน่อย เลยไม่ได้มองข้างหน้า

มารู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็มาอยุ่ตรงหน้าเสียแล้ว

ผมถอดหูฟังแล้วรีบถลาลงไปดูอาการคู่กรณีด้วยความรู้สึกผิด

 

 

ร่างสูงของเด็กหนุ่มลุกขึ้นมานั่งพลางปัดเศษหญ้าออกจากตัว

ร่างเล็กของอีกฝ่ายรีบวิ่งเข้ามาหาแล้วย่อตัวลง ส่งคำถาม

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

นัยน์ตาคมตวัดมองใบหน้าหวานแล้วตะลึงไปชั่วขณะ

“ เจ็บตรงไหนรึเปล่าครับ”

คนตัวเล็กกว่าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

คนตัวสูงทำได้เพียงพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่รู้ตัว

“ดีจังนะครับ”

คนตัวเล็กถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วส่งยิ้มหวานให้

คนตัวสูงได้แต่จ้องอีกคนตาค้าง

 

 

 “ไอ้เจลโล่!!!

เสียงโวยวายของเฮียยงกุกดึงผมออกจากภวังค์

ผมเบือนสายตาจากใบหน้าหวานของคู่กรณีมามองโทรศัพท์ที่ตกอยู่ข้างตัว

ยู่หน้าให้มันอย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะเอื้อมมือคว้ามันมาแนบหูแล้วกรอกเสียงลงไป

“ครับๆ เฮีย ฟังอยู่”

แอบเหลือบตามอง อีกคนอย่างเป็นห่วงนิดๆ ไม่แน่ใจว่าเมื่อตะกี้ผมหลบทันรึเปล่า

ตัวเล็กๆ ผิวสวยๆแบบนี้ เป็นแผลไปเสียดายแย่เลย

“คุณไม่เป็นไรนะครับ” ปิดหูโทรศัพท์แล้ว อ้าปากพะงาบๆถาม

อีกฝ่ายยกยิ้มหวานชวนให้ใจละลายให้ผมพลางพยักหน้า

“ไม่เป็นไรครับ ขอโทษด้วยนะครับ”

เค้าบอกกับผมเบาๆแล้วลุกออกไป

 

 

ผมหันกลับมามองคู่กรณีของผมแล้วแอบยิ้มนิดๆ

คนตัวสูงคนนั้นนั่งหน้ายู่คุยโทรศัพท์กับคนในสายอย่างไม่สบอารมณ์

ค่อยโล่งใจหน่อยที่เค้าไม่บาดเจ็บอะไร ไม่อย่างนั้นผมคงรู้สึกผิดกับเค้ามากๆ

ผมใส่หูฟังกลับเข้าที่เดิมแล้วเดินต่อไปตามทางของผม

เมื่อถึงแยกผมก็เลี้ยวซ้ายแล้วลัดเลาะเข้าซอยเล็กๆไป

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมติดใจ แต่ระหว่างทาง ผมเอาแต่คิดถึงชื่อที่ได้ยินจากโทรศัพท์เครื่องนั้น

เจลโล่

ชื่อแปลกดีนะ

 

 

ผมมองคนๆนั้นเดินจากไปจนลับสายตาแล้วถอนหายใจเฮือก

เสียงโวยวายของยงกุกฮยองยังดังอยู่ข้างหู แต่ผมไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก

ผมลุกขึ้นปัดเศษหญ้าออกจากตัว สำรวจสเกตบอร์ดเพื่อนยาก

พอเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหาย ผมก็เริ่มไถลมันไปตามทางอีกครั้ง

ในใจยังคงติดอยู่กับ ใบหน้าหวานของคนที่เดินห่างออกไป

สารภาพเลยก็ได้ว่า น่ารักแบบนี้ล่ะ สเปคผมเลย

น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักกัน

ผมมาถึงแยก รอไฟแดง แล้วไถสเกตบอร์ดตรงไป

 

 

ผมใช้เวลาสามสิบนาทีเพื่อเลือกของขวัญเนื่องในโอกาสพิเศษสำหรับรุ่นพี่คนสนิท

หลังจากลังเลอยู่นาน ผมก็หยิบแก้วกาแฟทรงสวยคู่หนึ่งออกจากชั้นวาง

ราคาของมันแพงเอาเรื่องสมกับแบรนด์ที่ติดไว้ที่ก้นแก้ว

แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าผู้รับจะต้องชอบสุดๆเป็นแน่

ระหว่างที่รอคนขายห่อของขวัญที่หน้าเคาท์เตอร์ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นร้านแหวนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

อาจจะเป็นเพราะอารมณ์พาไปก็ได้

แวบหนึ่ง ผมจึงแอบเพ้อไปว่า อยากได้แหวนจากใครสักคนที่ผมรักบ้าง

 

 

ผมหอบสเกตบอร์ดลูกรักเข้าไปในร้านแหวนอย่างทุลักทุเล

กว่าจะมาถึงที่นี่ผมก็หลงทางไปซะหลายรอบ

 ต้องโทษยงกุกฮยองเลยที่ไม่ยอมมาเองแถมยังบอกทางผิดอีกต่างหาก

หลังจากตรวจเช็คและเซ็นต์รับแหวนแต่งงานของยงกุกฮยองมาแล้ว ผมก็เดินออกจากร้าน

มองไปตรงหน้าเห็นร้านของขวัญตั้งอยู่

แวบหนึ่งที่ชั่งใจว่าจะซื้อของขวัญแต่งงานให้ยงกุกฮยองดีไหมนะ

แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ

ไม่เอาดีกว่า

เปลือง

 

 

ผมเลี้ยวขวาเมื่อถึงแยก

เดินไปอีกนิดหน่อยก็ถึงร้านดอกไม้ที่เป็นจุดหมายถัดมาของผม

วันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อดอกไม้หรอกนะ

แต่จะแวะมาทักทาย จงออบ น้องชายคนสนิท

เราอัพเดทความเป็นไปของแต่ละคนอยู่ครู่หนี่งตามประสาคนที่ไม่ค่อยได้เจอกัน

แล้วจงออบก็ขอตัวไปทำงานต่อ

เค้าบอกว่าเพราะงานแต่งงานที่จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าทำเอาเค้ายุ่งหัวหมุนไปหมด

เค้าขอโทษผมที่อุตส่าห์มาหาแต่เค้าดันไม่ว่างคุยด้วย

ผมเข้าใจและไม่โกรธเค้าหรอกนะ

ผมบอกลาจงออบแล้วเดินออกมาจากร้าน

โดยไม่รู้ตัวเลยว่า ลืมอะไรเอาไว้

 

 

ผมเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ

หยิบขนม นม เนย ของกินเล่นนิดหน่อยแล้วหอบมันมาจ่ายตังก์

เท่านี้ งานที่ยงกุกฮยองสั่งมาก็ทำครบหมดแล้ว

และดูเหมือนผมจะทำเวลาได้ดีเกินคาด

เสร็จเร็วกว่าที่คาดไว้ตั้งชั่วโมง

ไหนๆก็มาในเมืองแล้ว ถือโอกาสเตร็ดเตร่หน่อยแล้วกัน

แล้วค่อยกลับไปตามเวลานัดของยงกุกฮยองคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

ผมคิดอย่างกระหยิ่มยามก้าวเท้าออกมาจากร้านสะดวกซื้อ

“ยองแจฮยอง ยูยองแจ”

เสียงเรียกชื่อใครบางคนดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามของถนน

ผมเหลียวไปมองตามสัญชาตญาน 

และก็เห็นคนตัวเล็กหน้าหวานที่ชนกันเมื่อเช้าอยู่บนฟุตบาทฝั่งตรงข้าม

ไม่ได้อยู่ตรงหน้าผมหรอกนะ

แต่เยื้องไปทางขวาในระยะที่พอมองเห็นกันได้

ผมเห็นเค้าหันไปสนใจผู้ชายตัวเล็กอีกคนที่วิ่งหน้าเริ่ดเข้ามาหา

ผู้ชายที่มาใหม่คนนั้นยื่นกระเป๋าตังก์ให้เค้าที่ทำหน้าเหรอหรา

นั่นคงเป็นกระเป๋าตังก์ที่เค้าลืมไว้

เพราะผมเห็นเค้าทำท่าขอบอกขอบใจคนที่เอามาให้ในนาทีถัดมา

ทั้งคู่หัวเราะให้แก่กัน คงขำความเฟอะฟะของเค้า

เหมือนผม

ผมมองเค้าโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินต่อไปตามทางอย่างเงียบๆ

พร้อมรอยยิ้ม

น่าเสียดายที่บรรยากาศในเมืองนี่พลุกพล่านเกินไป เค้าเลยไม่ทันสังเกตเห็นผม

แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ

ได้เจอคนที่ถูกใจสองครั้งในหนึ่งวันนี่ก็ถือว่าวันนี้เป็นวันที่ดีแล้ว

ถึงแม้เราจะไม่รู้จักกันก็เถอะ

ผมยกยิ้มให้ตัวเองอย่างอารมณ์ดี

อา..ชื่อ ยูยองแจ สินะ

 

 

ผมเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้จนเมื่อยแต่ก็ได้ของเยอะเลยแหละ

วันนี้อากาศดีก็จริงแต่พอเดินมากๆก็ชักร้อน

เห็นทีผมควรจะไปพักทีร้านไอศครีมได้แล้วล่ะ

ไอศครีมรสโปรดกับอากาศร้อนๆนี่ช่างเข้ากันเสียเหลือเกิน คุณว่าไหม

คึคึ

 

 

เพราะว่าเดินมาไกล ผมจึงจัดการไอศครีมพาเฟ่ต์ไปสองถ้วยใหญ่

ตอนนี้ท้องอิ่มและรู้สึกเย็นสบาย มีความสุขสุดๆเลยล่ะ

ยกนาฬิกาดูเวลาเห็นว่ายังไม่ถึงเวลากลับก็ยิ่งอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่

ไหนๆก็ไม่มีอะไรทำแล้ว คงไม่ผิดอะไรที่ผมจะโต๋เต๋ต่อใช่ไหม

ผมลุกขึ้นไปจ่ายค่าไอศครีมแล้วออกจากร้านไปอย่างสบายอารมณ์

ฮ้า  แวะเกมส์เซนเตอร์กันดีกว่าเนอะ

 

 

ในที่สุดผมก็มาถึงร้านไอศครีม

ถึงแม้จะออกนอกเส้นทางมาไกลไปหน่อย แต่ถ้าพูดถึงร้านไอศครีมในย่านนี้ล่ะก็

ไม่ว่าใครก็คิดถึงพาเฟ่ต์ร้านนี้กันทั้งนั้น

เพียงแค่เปิดประตูเข้าไป ไอเย็นจากแอร์คอนดิชั่นก็พัดเข้ามาปะทะตัว

หลบจากอากาศร้อนมานั่งตากแอร์เย็นๆแบบนี้ มันให้ความรู้สึกดีชะมัด

มองเข้าไปในร้าน เห็นพนักงานกำลังเก็บโต๊ะที่อยู่ติดกระจกอยู่

ถ้วยพาเฟ่ต์เปล่าๆสองถ้วยถูกเก็บใส่ในถาด

ผมมองภาพนั้นอย่างดีใจ

โชคดีจริงๆที่มาถึงแล้วได้ที่ดีๆเลย

คุณคนที่ลุกออกไปตะกี้พอดี ขอบคุณนะครับ

J

 

 

ผมอยู่ในเกมเซนเตอร์นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้  มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โทรศัพท์สั่น

ผมละสายตาจากเกมส์อย่างหงุดหงิดเพื่อยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู

และชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก็ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก

“อันยองฮะ ยงกุกฮยอง”

ผมยกมือป้องปากเพื่อกันเสียงภายนอกเข้าไปในโทรศัพท์

แล้วพยายามแอ๊บเสียงให้ใสซื่อสุดฤทธิ์

“อยู่ไหนแล้ว ไอ้เจลโล่ นี่มันนานเกินไปแล้วนะเว้ย”

“กำลังกลับฮะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว รอแป๊บนึงนะ ยงกุกฮยอง”

ผมกรอกเสียงใส่หูโทรศัพท์แล้วกดวางทันที

มือคว้าสเกตบอร์ดลูกรัก ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเกมเซนเตอร์อย่างรีบเร่ง

สัญญานไฟจราจรตรงหน้าเป็นไฟแดงพอดี

ผมรีบวิ่งข้ามถนน

 

 

ผมเดินออกจากร้านหนังสือพร้อมกับหนังสืออ่านเล่นติดไม้ติดมือสองสามเล่ม

ระยะนี้ผมชอบวรรณกรรมแปลมากเป็นพิเศษล่ะ

คืนนี้กลับไปคงได้อ่านจนหนำใจ

ผมคิดพลางอมยิ้มอย่างมีความสุข

ยามก้าวเท้าลงจากฟุตบาท

แล้วเดินข้ามถนน

 

 

ทันทีที่สัญญานไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง

เหล่าคนที่ยืนรอบนฟุตบาทก็ก้าวเท้าลงมาเพื่อเดินข้ามไปอีกฝั่ง

ร่างสูงที่มีผมสีแดงสว่างเป็นเอกลักษณ์เวิ่งแทรกท่ามกลางฝูงชนอย่างเร่งรีบ

ร่างเล็กที่มีของพะรุงพะรังเดินไหลไปตามคลื่นมนุษย์

และเพราะไม่ทันระวัง ร่างเล็กนั้นจึงกระแทกเข้ากับคนที่เดินสวนมาโดยบังเอิญ

ถึงไม่ได้แรงนัก แต่คนตัวเล็กก็ถึงกับเซ

มือแข็งแรงของใครบางคนเอื้อมออกช่วยคว้าแขนไว้

คนตัวเล็กเหลือบสายตาขึ้นมองเจ้าของมือนั้น

ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะฉายแววเป็นประหลาดใจ เมื่อเห็นหน้าของผู้มีพระคุณ

“ไม่เป็นไรนะครับ”

คนตัวสูงเอ่ยเบาๆพร้อมส่งยิ้มน้อยๆ

“ไม่เป็นไรครับ”

คนตัวเล็กตอบอ้ำอึ้งด้วยยังตั้งสติไม่ได้

คนตัวโตทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่สัญญานนับถอยหลังของไฟจราจรกลับดังขัดจังหวะ

เขาลอบจิปากอย่างไม่พอใจ มองไปทางคนตัวเล็กก็เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มเจื่อนๆกลับมาให้

“เดินระวังหน่อยนะครับ”

คนตัวโตจำใจปล่อยแขนอีกคนไปอย่างเสียดาย

“ขอบคุณมากครับ”

คนตัวเล็กโค้งให้เล็กน้อย ก่อนส่งยิ้มหวาน

คนตัวโตยิ้มรับพลางค้อมศีรษะกลับ

ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเท้าออกไปในทิศทางของตนเอง

ใบหน้าของคนตัวโตประดับด้วยรอยยิ้ม

ใบหน้าของคนตัวเล็กก็ประดับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

น่าเสียดาย

ที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้เห็น

 

 

บังเอิญจังนะ

ยูยองแจ

 

 

บังเอิญจังนะ

เจลโล่

 

 

ผมออกมาถึงนอกเมืองแล้ว อีกซักพักก็คงถึงบ้าน

รีบไถสเกตบอร์ดอย่างเร็วเพื่อทำเวลา ยงกุกฮยองจะได้ไม่เดือดไปมากกว่านี้

พอนึกถึงยงกุกฮยองผมก็อดกระชับกระเป๋าเป้ที่อยู่บนหลังไม่ได้

ในตัวผมตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องกำมะหยี่สีแดงกล่องนั้น

ถ้าผมทำมันหายล่ะก็แน่ใจได้เลยว่าผมไม่ได้ตายดีแน่

ยงกุกฮยองเป็นพี่ชายที่ผมรักและเคารพที่สุด

ผมดีใจกับเขาด้วยจริงๆที่จะแต่งงานกับคนที่รักในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

และยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่เมื่อคนนั้นเป็นคนดีๆอย่างฮิมชานฮยอง

เดี๋ยวสิ

ฮิมชานฮยองเหรอ

ตายละหวา ผมลืมมันไปจริงๆสินะ

ถ้าขืนกลับไปทั้งอย่างนี้ฮิมชานฮยองต้องฆ่าผมแน่เลย

ผมรีบหมุนตัว หันหลังกลับแล้วไถสเกตบอร์ดไปทางเดิม

สอดส่ายสายตาตามสองข้างถนนอย่างร้อนรน

ร้านกาแฟแถวนี้มีที่ไหนบ้างนะ

 

 

เพราะรู้สึกเหนื่อย

ผมจึงตัดสินใจนั่งพักในร้านกาแฟที่อยู่ระหว่างทางกลับบ้าน

สั่งชาเขียวเย็นมาแก้วหนึ่งแล้วนั่งละเลียดมันที่หน้าเคาท์เตอร์

เสียงเปิดประตูร้านดังขึ้น

ผมหันไปมอง

แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

เป็นครั้งแรกที่ผมเชื่อว่าโลกกลม

เมื่อเห็นเจลโล่คนนั้นยืนอยู่ที่หน้าประตู

 

 

ผมยืนหอบแฮกอยู่ที่หน้าร้านกาแฟ

โชคดีจริงๆที่ผมเจอร้านนี้ระหว่างทาง

ไม่อย่างนั้นผมคงต้องกลับเข้าไปในเมืองเพื่ออเมริกาโน่ของฮิมชานฮยองเพียงแก้วเดียว

จะไม่ซื้อเข้าไปก็ไม่ได้

ฮิมชานฮยองคงโกรธผมตาย แล้วยงกุกฮยองก็คงเล่นงานผมสาหัสแน่ๆ

ผมเปิดประตูกระจกเข้าไป

ก่อนจะสบตาเข้ากับดวงตากลมโตที่จ้องมองผมอยู่

 

 

สายตาของคนทั้งสองสบกัน

ก่อนที่คนตัวเล็กจะเป็นฝ่ายยิ้มให้ก่อน

คนตัวสูงจึงยิ้มรับแล้วเดินเข้าไปใกล้

 

 

ผมดูดชาเขียวในมือด้วยใจระทึก

ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอเค้าโดยบังเอิญถึงสามครั้งภายในวันเดียว

นี่มันแปลกเกินไปแล้วใช่ไหม?

 

 

ผมเดินเข้าไปที่เคาท์เตอร์

สั่งไอซ์อเมริกาโน่ให้ฮิมชานฮยองโดยพยายามไม่มองไปยังเค้าที่นั่งอยู่ตรงนั้น

ไม่ใช่อะไร กลัวจะเสียสมาธิแล้วสั่งผิดไป

แค่ได้เข้าใกล้กันอีกครั้ง

หัวใจผมก็ชักจะเต้นรัวกว่าปกติซะแล้ว

ระหว่างที่พนักงานหันหลังกลับไปจัดการออเดอร์

ผมจึงรวบรวมความกล้า หันไปหาเค้า แล้วเอ่ยทักทาย


 

 “อันยองฮะ วันนี้เราเจอกันบ่อยจังนะ”

คนตัวสูงเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน

“นั่นสิครับ แปลกดีนะครับ”

คนตัวเล็กตอบกลับพร้อมส่งยิ้มเขินๆมาให้

คนตัวสูงมองยิ้มนั้นตาค้าง

Rrr Rrr

เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าของคนตัวเล็กดังขึ้น

ดึงความสนใจของคนทั้งคู่ไป


ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก

ชื่อเจ้าของสายเรียกเข้าที่โชว์หราทำให้ผมแอบถอนหายใจเบาๆ

แล้วกดรับอย่างเสียไม่ได้

 

 

“ไอซ์อเมริกาโน่ได้แล้วค่ะ”

เสียงของบาริสต้าเรียกให้ผมกลับไปสนใจเธออีกครั้ง

ผมจ่ายเงินและรับกาแฟ

เมื่อธุระของผมเรียบร้อยดี ผมจึงหันมามองยองแจอีกครั้ง

ยอมรับว่าผมอยากคุยกับเค้าต่ออีกนิด

แต่เค้ายังคงคุยธุระอยู่กับคนในสาย

ยองแจเงยหน้าขึ้นมาเหมือนจะรู้ตัวว่าผมกำลังมองอยู่

เค้ายิ้มเจื่อนๆให้ผมอย่างเกรงใจ

ผมยิ้มให้เค้าแล้วก้มศีรษะครั้งหนึ่งแทนคำลา

ก่อนจะเดินออกจากร้าน

เสียงประตูกระจกปิดดังไล่หลัง

ผมแอบเหลียวหลังไปมองเค้าเป็นครั้งสุดท้าย

บอกกับตัวเองว่า

ผมจะขอเดิมพันกับโชคชะตาดูซักตั้ง

โลกนี้มีคนเป็นล้าน

แต่ถ้าโชคชะตานำพาให้ผมได้พบกับเค้าอีก

ผมจะต้องทำความรู้จักกับเค้าให้ได้

จะไม่ยอมปล่อยเค้าไปแน่นอน

 

 

ผมมองตามหลังเจลโล่ออกไปจากร้านอย่างเสียดาย

ท่ามกลางคนเป็นล้านในโซล เราจะมีโอกาสเจอกันอีกไหมนะ

“ยองแจอา”

เสียงคนในโทรศัพท์ร้องเรียกความสนใจของผม

“ตกลงยองแจจะมาแน่ๆใช่ไหม”

ผมกรอกเสียงลงไปอย่างไม่ลังเล

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมไปงานแต่งฮยองในอีกสามวันนี้แน่ๆครับ

ไม่มีเบี้ยวหรอกนะ ฮิมชานฮยอง”

 

[ENDLESS?]

[OS](LxJ): Serendipity

 

Talk

: ฟิคเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากธีมของ ภาพยนต์เรื่อง Serendipity ค่ะ คาดว่า รีดเดอร์ส่วนใหญ่น่าจะไม่(ทัน)ได้ดูแน่ๆ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

46 ความคิดเห็น