คัดลอกลิงก์เเล้ว

[TWICE] Being There... #MelodyOfMiChaeng

โดย Zeritherlyn

ตอนนี้... ที่ตรงนั้น จะเป็นยังไงบ้างนะ? มันทรมานนะ... ไอการที่เราได้แต่คิดถึงเรื่องเก่าๆ คิดถึงสถานที่บางแห่ง หรือคิดถึงใครบางคน โดยที่เราไม่สามารถกลับไปยังที่ตรงนั้นได้น่ะ...

ยอดวิวรวม

211

ยอดวิวเดือนนี้

15

ยอดวิวรวม


211

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


8
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.ค. 62 / 18:05 น.
[TWICE] Being There... #MelodyOfMiChaeng | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Being There...

เพลงที่เป็นแรงบันดาลใจสำหรับเรื่องนี้; Being There by Jeong Eunji



แค่คำพูดสั้นๆ ที่เขียนใส่กระดาษมาว่า จะรอนะ... แค่นั้นมันก็ทำให้ฉันรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาได้แล้ว

ถึงแม้ว่าตัวเองจะยังไม่รู้ก็เถอะ

.

.

.

ว่าวันไหน... และเมื่อไร ที่เราจะได้กลับมาเจอกัน...

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 25 ก.ค. 62 / 18:05

บันทึกเป็น Favorite




“…”

เอาไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาอีกดีกว่า... ฉันนึกในใจขณะเดินออกมาจากตรอกตรงนั้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ๆ และปล่อยให้สายลมยามค่ำคืนค่อยๆ พัดผ่านร่างไป จนสายตาเหลือบไปเห็นแท็กซี่คันหนึ่งกำลังวิ่งมาพอดี “…” หรือเราจะเรียกแท็กซี่กลับเลยดี? ฉันนึกลังเลอยู่ครู่ใหญ่ขณะมองตามรถแท็กซี่คันดังกล่าว “…” อืมมมมมห์เอาไงดี?

จนรถแท็กซี่คันนั้นขับเลี้ยวหายไปจากสายตา ฉันจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า

เพิ่งจะสามทุ่ม “…” ถ้างั้นกลับรถไฟฟ้าดีกว่า

พอตัดสินใจได้แล้วฉันจึงเดินต่อไปตามเส้นทางเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปกดสวิตซ์ที่เสาสัญญาณไฟเพื่อรอข้ามถนน ทุกอย่างก็เป็นไปตามปกติเว้นเสียแต่อาจุมม่าคนหนึ่งที่ดันรีบข้ามถนนไปซะก่อนทั้งๆ ที่สัญญาณข้ามยังไม่ทันจะเขียว

“…”

คนเรานี่ก็มักง่ายเหมือนกันนะถ้าเกิดจู่ๆ มีร

 

               *ปิ๊นนนนนนน!!!*

 

พอได้ยินเสียงแตร ฉันที่กำลังคิดถึงเรื่องรถก็รีบหันขวับไปมองด้านซ้ายที่มาของเสียงทันที และเห็นรถบัสคันหนึ่งกำลังวิ่งตรงเข้ามา ย่าาาาาาาห์!!!ฉันหันกลับไปมองทางอาจุมม่าคนนั้นที่กำลังเร่งฝืเท้าของตัวเอง มันเป็นช่วงระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่วิเท่านั้น ที่เราต้องเลือกว่าจะหลับตา แล้วภาวนาของให้คุณป้าคนนั้นรอดหรือจะเสี่ยงทำเรื่องบ้าๆ อย่างพุ่งออกไป

ระวังงงงง!!!

แต่ไม่รู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่ จึงได้ตะโกนพร้อมกับตัดสินใจพุ่งออกไปแบบนั้น

 

*เอี๊ยดดดดดดดดด!!*

 

“…”

และนับว่ายังโชคดีที่รถบัสคันดังกล่าวนั้นเบรกได้ทัน ทั้งฉันและอาจุมม่าคนนั้นจึงไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร

จุกึลแร๊(อยากตายกันรึไงห๊ะ)!? ทำไมถึงข้ามถนนไม่ดูสัญญาณไฟแบบนี้ ถ้าเกิดเบรกขึ้นมาไม่ทันจะเป็นยังไง!!?พนักงานขับรถบัสคันนั้นเลื่อนหน้าต่างโผล่ตัวออกมาตะโกนด่าใส่ทันทีด้วยความโกรธ

ขอโทษค่ะ!!

ฉันจึงก้มตัวให้พร้อมกล่าวขอโทษ ก่อนจะหันไปมองหาอาจุมม่าคนนั้นที่ตอนนี้ดันไปยืนอยู่ตรงเกาะกลางถนน เหมือนกับพยายามจะหนีความผิดทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร “…” ให้มันได้ยังงี้สินะ! ฉันบ่นและถอนหายใจอย่างเอือมๆ ก่อนจะก้มขอโทษกับทางพนักงานขับรถคันนั้นอีกครั้ง

แต่เรื่องที่เหมือนกับจะจบลงด้วยดี กลับมาหักมุมตรงที่รถเก๋งอีกคันที่มันพยายามจะหักแซงขึ้นมา

ซึ่งมันก็คงจะไม่ทันเห็นว่าฉันที่อยู่ตรงหน้ารถบัสนั้นกำลังจะเดินกลับ

จนมาชนฉันเข้าอย่างแรง

 

*เฮือกกกกกก!!!*

 

โอ๊ยยยยยย!!!

ฉันที่สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกก็ต้องลั่นทันทีด้วยความเจ็บปวด นนี่ฉันยังไม่ตายสินะฉันนึกในใจและพยายามจะมองสำรวจร่างกายของตัวเองที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล จนได้ยินเสียงส้นสูงเดินมาแต่ไกลก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออก

อาอีกูนี่ยังไม่นอนอีกเหรอคะ??

เสียงใสๆ ของพยาบาลสาวที่เพิ่งจะเปิดประตูเข้ามาในห้องเอ่ยทักขึ้น

พอดีฉันฝันร้ายนิดหน่อยน่ะค่ะ…”

ฉันตอบกลับขณะมองตามพยาบาลสาวคนนั้นเดินตรงเข้ามา จนมาหยุดอยู่ข้างๆ

แล้วตอนนี้รู้สึกเจ็บส่วนไหนบ้างรึเปล่าคะ?พยาบาลสาวคนนั้นถามขึ้นอีกรอบ

เจ็บค่ะ ฉันกัดฟันตอบ เจ็บมากๆ ด้วย…”

เอ่อแล้วนอกจากแผลผ่าตัดที่ตัวที่ตัว ยังมีส่วนอื่นอีกมั้ยคะ? อย่างเช่นที่ขา?? เธอถามต่อ

“…”

ไม่นะคะ…” ฉันตอบกลับเบาๆ ก่อนที่พยาบาลคนนั้นจะฉีดยาชาเพิ่มให้ เดี๋ยวสักครู่จะรู้สึกดีขึ้นเองนะคะ พูดจบเธอก็หยิบถุงใส่ปัสสาวะที่ห้อยอยู่ใกล้ๆ ตัวข้างเตียงออกไปพร้อมกับนำอันใหม่มาแขวนไว้ให้แทนที่ “…แต่ถ้าสักพักยังไม่ดีขึ้น หรือต้องการให้ช่วยอะไรอีกก็สามารถกดเรียกได้ตลอดเวลานะคะ

ค่ะ…”

ถ้าอย่างนั้น พักผ่อนให้เยอะๆ นะคะ พูดจบพยาบาลสาวคนนั้นก็เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู ก่อนจะหันกลับมาพูดกับฉันอีกรอบ อ้อ! แล้วก็อย่าเพิ่งไปฝืนขยับร่างกายมากนะคะ เพราะเดี๋ยวบาดแผลจะฉีกเอาเธอยิ้มให้อีกครั้งขณะเปิดประตูห้อง

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ!

“…” ฉันหันมองไปทางประตูจนได้ยินเสียงดังแกร๊กขึ้นเบาๆ สุดท้ายแล้วก็เหลือแค่ฉันที่ได้แต่นอนกัดฟันมองเพดานห้องอยู่แบบนี้ “…” ฉันพยายามจะก้มมองไปที่ร่างกายท่อนล่างของตัวเองอีกครั้งพร้อมกับนึกสงสัยไปด้วย หรือตรงนั้นยาชายังไม่หมดฤทธิ์? มันถึงได้ยังไม่รู้สึกอะไร?? ฉันคิดและพยายามจะลองขยับนิ้วเท้าของตัวเองดูทั้งๆ ที่ยังมองอะไรไม่เห็น “…” แล้วถ้ายาชามันเกิดหมดฤทธิ์ขึ้นมาล่ะ? “…” ฉันกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและหันมองออกไปทางท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างด้านซ้ายมือ

“…”

มันจะเจ็บมากขนาดไหนกันนะ

 

--:--

 

หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้นมันผ่านมากี่วันแล้วนะ? ฉันพยายามจะใช้แขนยันตัวเองให้ลุกขึ้น แต่อาการเจ็บแปลบที่สีข้างก็ทำให้ฉันต้องยอมแพ้แต่โดยดีและล้มตัวลงไปนอนกับเตียงดังเดิมอย่างช่วยไม่ได้ “…” ทั้งๆ ที่ส่วนอื่นมันยังเจ็บได้มากขนาดนี้ แล้วทำไมฉันคิดในใจและพยายามจะเหลือบมองไปที่ปลายเท้าของตัวเองที่ถูกใส่เฝือกเอาไว้ทั้งสองข้าง

ทำไมขาของฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ?

.

.

.

คะ?

“…หมอต้องขอโทษและขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆ ครับ แต่ทางเราเองก็พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว…”

ประโยคดังกล่าวทำเอาฉันเหมือนกับโดนใครเอาค้อนฟาดเข้าที่หัวอย่างแรงจนคิดอะไรไม่ออกไปครู่ใหญ่ๆ

นี่หมอกำลังพูดเรื่องอะไรคะ? ที่บอกว่าฉันไม่จริงน่ะ! หมอกำลังพูดเล่นใช่มั้ยคะ? ฉันถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ มันไม่จริงใช่มั้ย??

แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอบอะไร มีเพียงสีหน้าและแววตาเศร้าๆ ที่มองกลับมาอย่างเงียบๆ เท่านั้น

“…”

พูดออกมาสิว่ามันไม่จริงน่ะ!!!ฉันกำมือทั้งสองข้างและกัดฟันจนแน่น ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาที่มันเอ่ออยู่ค่อยๆ ไหลออกมา บ้าา!! บ้าที่สุดดด!!! ทำไมฉันจะต้องมาเจอเรื่องอะไรบ้าๆ แบบนี้ด้วย!!!

 

*ฮึกกก…*

 

ทำไม!!!?

ทำไมกัน ฮึกกก…” ฉันปล่อยโฮออกไปอย่างไม่อาย ชีวิตอันปกติสุขของฉันที่เคยมี ตอนนี้มันกลับพังพินาศไปหมด นี่น่ะเหรอ? ผลตอบแทนจากการเข้าไปช่วยคนอื่นน่ะ?? นี่เหรอคะ?? สิ่งที่ฉันควรจะได้น่ะ!!!

 

*เคร้งงง!!*

 

ฉันเหวี่ยงแขนสะบัดไปโดนเสาน้ำเกลือที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ จนล้มลงกระแทกพื้น ก่อนจะหันไปหยิบเอาของที่วางไว้ใกล้ๆ ตัวขึ้นมาและเขวี้ยงมันออกไปใส่ผนังฝั่งตรงข้ามเต็มแรงจนมันแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ

 

*เพล้งงงงง!!!*

 

ไอกู!! นี่คุณทำอะไรคะเนี่ย!? พยาบาลที่อยู่ด้วยกันร้องขึ้นทันทีด้วยความตกใจ เช่นเดียวกับคุณหมอที่พยายามจะบอกให้ฉันสงบสติอารมณ์ลง ใจเย็นๆ ก่อนครับ!! ม มีอะไรเราค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันนะ!!!!

“…”

ใจเย็นงั้นเหรอ!!? ฉันหันหยิบแก้วอีกใบที่วางคว่ำไว้ใกล้ๆ ขึ้นมาและเปลี่ยนทิศทางเขวี้ยงไปทางคุณหมอคนนั้นทันที โดยไม่ได้สนใจอาการเจ็บปวดที่มีเลย

ใจเย็นๆ ก่อนสิคะ!!

ใจเย็นเหรอ!?ฉันหันไปตวาด พูดง่ายนี่!! พวกคุณไม่ใช่ชั้น!! พวกคุณไม่ใช่คนที่ต้องสูญเสียอะไรไปแบบชั้นนี่!!!!!ฉันพูดต่อทั้งๆ ที่น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด พวกคุณจะมาเข้าใจอะไร!!! พวกคุณจะมาเข้าใจอะไร!!! ฉันตวาดย้ำไปอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด

ก่อนที่ทั้งหมอและพยาบาลที่อยู่ในห้องจะฉวยโอกาสตอนที่ฉันกำลังนั่งร้องไห้วิ่งเข้ามาและจับตัวของฉันเอาไว้

ปล่อยนะ!! ชั้นบอกให้ปล่อย!! ย่าาาาาาห์!!!! ฉันตะโกนลั่นและพยายามจะดิ้นขัดขืน เมื่อทั้งหมอและพยาบาลพวกนั้นต่างก็ช่วยกันกดตัวฉันให้นอนลงไปกับเตียง ชั้นบอกให้ปล่อยไงงงงงง!!!

ปล่อยชั้นสิ!!!

ต่างฝ่ายต่างก็ยื้อกันอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะมีใครอีกคนเอาอะไรก็ไม่รู้มามัดตัวและแขนทั้งสองข้างของฉันเอาไว้ไม่ให้ดิ้น ปล่อยนะ!!!ก่อนจะเหลือบไปเห็นคุณหมอที่กำลังจะฉีดอะไรสักอย่างเข้าไปทางสายน้ำเกลือเข้า

และนั่นก็คือสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้เห็น

ก่อนที่สติของฉันมันจะดับวูบลง

 

--:--

 

*ก๊อกๆก๊อกกก…*

 

ได้เวลาทานยาแล้วค่ะ…” เสียงของพยาบาลที่ดังขึ้นทำให้ฉันที่ได้แต่นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงค่อยๆ เหลือบสายตาหันไปดู “…” ก่อนจะเบนสายตากลับไปฝั่งตรงข้ามและมองวิวทางด้านนอกหน้าต่างเหมือนอย่างเก่า

อาอีกูทำไมถึงไม่ยอมกินอะไรบ้างเลยล่ะคะ? พยาบาลสาวคนนั้นอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเห็นถาดอาหารที่ฉันไม่คิดจะแตะมันเลยสักนิด ถ้าดื้อไม่ยอมกินอะไรแบบนี้ แล้วเมื่อไรจะหายล่ะคะ!?

“…”

ประโยคดังกล่าวทำเอาฉันเหลือบสายตากลับไปมองพยาบาลคนนั้นอีกครั้ง “…” ถึงแม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางหน้าต่างอีกครั้ง จนพยาบาลสาวคนนั้นต้องยอมถอดใจและเดินหายออกไปจากห้องพร้อมๆ กับถาดอาหารของเก่าที่เย็นชืด แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงรถเข็นที่ดังใกล้เข้ามาอีกรอบ ก่อนที่ประตูห้องของฉันจะถูกเปิดออก

ทำไมถึงไม่ยอมทานอะไรบ้างเลยล่ะคะ? หรือว่ารสชาติไม่ถูกปาก?

แต่เสียงอันคุ้นหูที่เหมือนกับจะเคยได้ยินมาก่อนทำให้ฉันตัดสินใจหันกลับไปมอง และนั่นจึงทำให้ฉันได้พบกับพยาบาลสาวคนใหม่ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกับที่ฉันมักจะเจออยู่ประจำที่ร้านอาหารเล็กๆ นั่น

“…”

อาอีกู! เธอเมื่อตอนนั้นนี่นา!! พยาบาลสาวคนนั้นทักขึ้นทันทีที่เห็นหน้าฉันเข้า ก็ว่าอยู่ๆ หายไปไหน แล้วไปทำอีท่าไหนทำไมถึงได้มานอนเป็นผักอยู่แบบนี้ล่ะ? เธอถามต่อขณะเข็นรถที่ใส่อาหารและยาชุดใหม่เข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง

ฉันโดนรถชนน่ะค่ะ…”

ฉันตอบกลับและหันไปมองป้ายชื่อเล็กๆ ที่ติดอยู่ตรงหน้าอกของอีกฝ่าย “…”

ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องรีบหายสิ!นายอนอนนี่พูดต่อ “…จะได้กลับไปนั่งดริ้งค์กันที่ร้านนั่นอีกรอบไง!

“…”

ประโยคดังกล่าวทำเอาฉันถึงกับจุกพูดอะไรไม่ออกสิ่งเดียวที่รู้สึกได้ในตอนนี้ก็คือความเจ็บปวดในจิตใจที่มันกลับมาหลอกหลอนฉันอีกครั้ง จนรู้สึกได้ถึงขอบตาอันร้อนผ่าวเพราะน้ำตาที่กำลังไหลรินออกมา

อาอีกู!! ทำไมถึงร้องไห้แบบนั้นล่ะ!?

อีกฝ่ายอุทานออกมาด้วยความตกใจก่อนจะรีบหยิบกระดาษทิชชู่มาและช่วยซับน้ำตาออกให้

.

.

.

จนเวลาได้ล่วงเลยไปฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันนานขนาดไหนที่ฉันเอาแต่นอนร้องไห้อยู่บนเตียงนั่น

ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างรึยังล่ะ?

“…” ฉันไม่ได้ตอบอะไร แต่ก็หันไปมองนายอนอนนี่ที่นั่งกุมมืออยู่ข้างๆ ด้วยความขอบคุณ เพราะเธอคอยนั่งปลอบและรับฟังเรื่องทุกอย่างที่ฉันระบายออกไปโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ ซ้ำยังคอยซับน้ำตาให้กับฉันอีกต่างหาก

ขอโทษที่ต้องให้มาฟังเรื่องแย่ๆ ของหนูนะคะ…”

ฉันหันไปพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

เธอนี่ก็น๊าาาา นี่ดูซีรี่ย์มากเกินไปรึเปล่าเนี่ย? ให้ตายสิ!เธอบ่นแบบติดตลกถ้าเป็นพี่นะ! พี่คงปล่อยให้อีอาจุมม่านั่นลงไปกลิ้งอยู่แถวๆ เกาะกลางถนนนั่นแหล่ะ! เธอพูดต่อและเว้นช่วงเงียบไปสักพัก ก่อนจะพูดขึ้นอีกรอบแต่ก็ถือว่ายังโชคดีนะที่เธอยังไม่ตายน่ะ

ไม่อย่างนั้นยัยนั่นมันคงได้นั่งกรอกเหล้าย้อมใจไปอีกยาวแหงๆ

คะ?

พอได้ยินเรื่องดังกล่าวมันก็ทำให้ฉันรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที

จะว่ายังไงดีล่ะ…” นายอนอนนี่เริ่มพูดต่อด้วยท่าทีเหมือนจะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก “…คือพี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะใช่อย่างที่พี่คิดรึเปล่า หรือว่าพี่มั่วไปเองก็ไม่รู้ แต่ว่าหลังจากวันนั้นที่เธอไม่ได้ไปที่ร้าน ยัยนั่นมันก็ดูหงอยๆ ไปเลยเหมือนกันนะ…”

แถมมันยังเคยเหมือนจะปรึกษาพี่เรื่องความรักด้วย แต่พอจะให้มันเล่ามันดันเปลี่ยนเรื่องซะเฉย!

“…”

พี่ว่านะ! มันต้องแอบชอบเธอแหงๆ

ชอบฉันงั้นเหรอ? ฉันนึกตามในใจและกลืนน้ำลายลงไปอึกหนึ่ง “…” ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ฉันรู้สึกดีที่ได้ยินอนนี่เขาพูดออกมาแบบนั้น เพราะจุดประสงค์หลักๆ ที่ฉันยอมไปที่ร้านนั้นทุกวันๆ ทั้งๆ ที่บ้านตัวเองอยู่คนละเขตก็เพราะรอยยิ้มของเจ้าของร้านนั่นแหล่ะ “…” แต่ถ้าเขารู้ว่าเราต้องกลายเป็นคนพิการ

เดินไม่ได้ไปตลอดชีวิตแบบนี้ เธอจะยังชอบฉันอยู่รึเปล่า??

“…”

พอคิดแบบนั้นน้ำตาที่เหมือนกับจะหยุดไปแล้วครั้งหนึ่ง มันก็เริ่มเอ่อขึ้นมาอีกรอบ

อาอีกู!! ไหงจะร้องอีกแล้วล่ะนั่น!?

ก็ ก็มัน…” ฉันพยายามจะพูดกับอีกฝ่าย แต่คำพูดอีกมากมายกลับเหมือนติดอยู่ที่ริมฝีปากจนพูดอะไรไม่ออก

หรือกลัวว่าอีกฝ่ายจะรับสภาพของเธอไม่ได้?

จนอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมา

คำพูดนั้นจะบอกว่ามันจี้ใจดำมันก็ใช่ เพราะมันเป็นอย่างที่อนนี่เขาพูดจริงๆ “…” ฉันกลัว กลัวเหลือเกินว่าถ้าอีกฝ่ายมาเห็นสภาพของฉันที่พิการอยู่แบบนี้ แล้วเธอจะพาลรู้สึกเกลียดฉันขึ้นมา

เธอรู้มั้ยสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนไข้แบบเธอคืออะไร?นายอนอนนี่พูดต่อพร้อมกับกุมมือของฉันเอาไว้

“…”

กำลังใจไงล่ะ…”

“…เพราะงั้น ถ้าเธอไม่อยากให้อีกฝ่ายมาเห็นเธอในสภาพแบบนี้เธอก็ต้องสู้สิ! อย่าเพิ่งยอมแพ้…”

“…”

รีบๆ รักษาตัวเองให้หาย ทำกายภาพบำบัดแล้วจากนั้น…”

“…เราค่อยกลับไปที่ร้านนั้นด้วยกัน!!

 

--:--

 

“…”

ฉันนอนพิงอยู่กับเตียงที่ถูกปรับเอียงขึ้นมาขณะที่สายตาก็หันมองออกไปยังวิวทางด้านนอกหน้าต่างมองดูขบวนรถไฟที่วิ่งสวนกันไปมาอย่างเหม่อๆ ก่อนที่เสียงรถเข็นและฝีเท้าอันคุ้นเคยจะเริ่มดังใกล้เข้ามา

จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพร้อมกับเสียงเคาะประตูเบาๆ

 

*ก๊อกๆ ก๊อกก…*

 

ให้ทายว่าวันนี้พี่มีอะไรมาให้เราทาน!นายอนอนนี่ที่ตอนนี้เธอกลายเป็นพยาบาลที่คอยดูแลฉันไปแล้วกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มขณะค่อยๆ เข็นรถเข็นคันนั้นใกล้เข้ามา

จนมาหยุดอยู่ข้างๆ

เธอน่าจะชอบนะวันนี้…” เธอกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้มอันสดใส ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาที่ครอบถาดอาหารนั้นออก

“…”

ถูกใจเธอมั้ยล่ะ?เธอถามขึ้นอีกครั้ง ความจริงมันก็ไม่ใช่อาหารที่จะเอามาให้เธอกินได้หรอกนะ ฮะๆ แต่นี่พี่แอบเปลี่ยนด้วยตัวเองเพื่อเธอโดยเฉพาะเลยนะ!!

อนนี่ทำเองเหรอคะ?ฉันถามอีกฝ่ายขณะก้มมองอาหารที่อยู่ตรงหน้า

ลองกินดูสิ!

“…”

แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมตอบในสิ่งที่ฉันถามและเปลี่ยนเรื่องด้วยการที่ให้ฉันลองพิสูจน์มันด้วยตัวเอง “…” ฉันค่อยๆ ยกแขนเอื้อมไปหยิบส้อมที่วางอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะปักลงไปบนกองเส้นสปาเกตตี้นั้น จากนั้นจึงค่อยๆ เอาใส่ปาก

เป็นไงบ้างล่ะ? นายอนอนนี่ถามขึ้นอีกครั้ง

“…”

ฉันไม่ตอบอะไรแต่ปล่อยให้น้ำตามันค่อยๆ ไหลออกมา ฉันค่อยๆ เคี้ยวเส้นและลิ้มรสสปาเกตตี้ซอสเนื้อตรงหน้าช้าๆ พร้อมกับคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องในวันนั้น รสชาติของมันแทบจะไม่ต่างกันเลย “…” ฉันยังคงจำภาพของเจ้าของร้านคนนั้นขณะตั้งอกตั้งใจทำอาหารฉันยังคงรสชาติของสปาเกตตี้จานนั้นได้เป็นอย่างดี รสชาติที่เน้นหนักไปที่มะเขือเทศเหมือนกับจะประชดกันแบบนี้

 

*แหมะ…*

 

จนน้ำตาใสๆ มันค่อยๆ ไหลรินออกมาจนอาบแก้ม

อนนี่บอกเค้าเหรอ?ฉันหันไปถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ

เปล่านะ…”

แล้วทำไม?

พี่แค่บอกว่า มีคนๆ นึงที่พี่อยากจะให้กินให้ได้น่ะ…” นายอนอนนี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ๆ และลูบหัวของฉันไปด้วยอย่างเบามือ แต่ดูเหมือนว่ายัยนั่นมันจะรู้ว่าคนๆ นั้นที่พี่ว่าจะเป็นเธอนะ มินะ

เธอพูดต่อก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ อีกแผ่นหนึ่งออกมาและส่งมันให้กับฉัน

 

ฉันจะรอนะคะ ซน แชยอง

 

“…”

พอได้เห็นข้อความในกระดาษนั้น น้ำตาของฉันมันก็ทะลักออกมาทันที เช่นเดียวกับความรู้สึกอีกมากมายที่มันเคยอัดอั้นอยู่ในอก ฉันไม่เชื่อเด็ดขาดว่าอนนี่เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับฉันไม่อย่างนั้นเจ้าของร้านคนนั้นเค้าจะรู้ได้ยังไง

ว่าคนๆ นั้นที่อนนี่พูดถึงมันคือฉัน

 

--:--

 

ทางหมอต้องขอขอบคุณคุณมากเลยนะ เพราะตั้งแต่ได้คุณช่วย คนไข้คนนั้นก็ดีขึ้นเยอะเลย…”

ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ!ฉันตอบกลับขณะหันมองผ่านหน้าต่างที่คั่นอยู่ระหว่างห้องทำกายภาพบำบัดกับระเบียงทางเดิน ฉันก็แค่ทำในสิ่งที่ฉันพอจะทำได้เท่านั้นเอง…” ก่อนจะโฟกัสไปยังมินะที่กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถ

ถ้ายังไงหมอขอตัวก่อนนะ ฝากดูแลคนไข้คนนั้นด้วยแล้วกัน…”

ได้ค่ะ…” ฉันตอบกลับ ก่อนที่คุณหมอท่านนั้นจะค่อยๆ เดินห่างออกไป เหลือแต่เพียงฉันซึ่งกำลังมองดูน้องเขาอยู่ด้านนอกตามลำพัง “…” มานึกๆ ดูวันนั้นก็คงคิดถูกแล้วล่ะที่เอาเรื่องนั้นไปบอกกับยัยแชงมัน ฉันนึกในใจขณะคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

.

.

.

น้องแชงงงงง!! วันนี้พี่มีเรื่องอยากจะขอให้เราช่วยหน่อยล่ะ!!ฉันโพล่งขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในร้าน ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เคาน์เตอร์บาร์ด้านหน้า เรื่องนี้มีแค่เธอเท่านั้นแหล่ะที่จะช่วยพี่ได้!ฉันพูดต่อ ต้องเป็นเธอคนเดียวเท่านั้น!

อาอีกูทำไมถึงพูดอะไรแบบนั้นล่ะ?

ก็เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเธอโดยตรงน่ะสิ!ฉันพูดต่อ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปทางตู้แช่และหยิบเอาน้ำเปล่าที่แช่ไว้ด้านในออกมาพร้อมกับแก้วที่วางอยู่ตรงชั้นวางใกล้ๆ

เกี่ยวกับหนูเนี่ยนะ??

ใช่! เกี่ยวกับเธอโดยตรง…” ฉันพูดย้ำไปอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มรินน้ำใส่แก้วและยกขึ้นดื่มอึกๆ ด้วยความกระหาย ฮ้าาาาห์!! ค่อยสดชื่นขึ้นหน่อย!!

อาอีกูแล้วเรื่องที่ว่ามันคือเรื่องอะไรล่ะคะ?

ก่อนอื่นเลยนะพี่ขอถามเธอตรงๆ ก่อนแล้วกันว่าเธอคิดยังไงกับลูกค้าคนนั้นกันแน่?ฉันตัดสินใจถามอีกฝ่ายทันทีเพราะตอนนี้ฉันเองก็เริ่มจะมั่นใจแล้วว่ามินะเองก็รู้สึกชอบยัยนี่เหมือนๆ กัน

ลูกค้าคนไหนคะ?

“…”

ก็คนที่ทำให้เธอต้องนั่งเหงาอยู่ทุกวันนี่ไง! นี่เธอคิดว่าพี่โง่จนดูไม่ออกเลยเหรอว่าเธอคิดอะไรกับมินะน่ะ!?

มินะ?อีกฝ่ายถามกลับอย่างงงๆ

ใช่! มินะ!! ก็ชื่อของลูกค้าคนนั้นที่เธอทำสปาเกตตี้ให้กินในวันนั้นไง!ฉันอธิบายต่อ

ไอกู!! แล้วไหงทำไมอนนี่ถึงได้รู้ชื่อของเค้าได้ล่ะ!?

เพราะเธอเป็นคนไข้ที่พี่ดูแลอยู่น่ะสิ!ฉันตอบกลับและถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง แต่เอาเป็นว่าตอนนี้น้องเค้ามาหาเธอไม่ได้ก็แล้วกัน! เพราะงั้นแหล่ะ!! พี่ถึงได้อยากให้เราช่วยทำสปาเกตตี้ในวันนั้นให้อีกรอบนี่ไง…” ฉันเว้นช่วงพักหายใจอยู่ครู่หนึ่ง หรือจะสอนวิธีทำให้พี่ก็ได้นะ?

แล้วอนนี่จะเอาไปให้เค้าวันไหนล่ะคะ? วันนี้เหรอ?

“…”

น้ำเสียงเปลี่ยนไปทันทีเลยนะหล่อนฉันนึกอมยิ้มอยู่ในใจ

น่าจะพรุ่งนี้แหล่ะ เธอพอจะทำให้พี่ได้มั้ยล่ะ?

ได้สิคะ!! ถ้างั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าอนนี่แวะมาหาหนูอีกทีนะคะ หนูจะได้ทำเตรียมเอาไว้ให้!!

.

.

.

“…”

คิดถูกแล้วจริงๆ ล่ะนะ ที่ไปบอกยัยนั่น

มีอะไรดีๆ เหรอคะ?จนได้ยินเสียงของมินะถามขึ้น

อ๋อพอดีคิดถึงเรื่องอะไรนิดหน่อยน่ะ…” ฉันตอบกลับก่อนจะรับช่วงต่อมาจากพยาบาลอีกคน และค่อยๆ เข็นรถเข็นของมินะมุ่งหน้าตรงกลับไปยังห้องพัก วันนี้พยายามได้ดีเหมือนกันหนิเรา…” ฉันก้มลงไปพูดกับมินะ

เพราะงั้นพรุ่งนี้เราก็มาพยายามด้วยกันใหม่นะ Hwaiting!!

 

--:--

 

“…”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเดือนกว่าๆ จนเกือบจะสองเดือนแล้วถึงแม้บาดแผลตามตัวของฉันมันจะดีขึ้นจนเริ่มทำกายภาพบำบัดแบบเบาๆ ได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น… “…” ฉันก้มลงไปมองขาของตัวเองที่ยังคงใส่เฝือกเอาไว้ทั้งสองข้างอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “…” ต่อให้พยายามจะไม่คิดอะไร มันก็ยังอดเศร้าและเจ็บปวดไม่ได้อยู่ดีเมื่อรู้ว่าตัวเองจะไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนอย่างปกติ

อีกแล้ว

“…”

ฉันหันออกไปมองทางด้านซ้ายของตัวเอง และมองไปยังตึกที่กำลังก่อสร้างอยู่ไกลๆ จนตอนนี้ตึกนั้นมันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนหันไปดูอีกมุมหนึ่งที่ตอนนี้ต้นแปะก๊วยตามท้องถนนแถวนั้นก็เริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองให้ได้เห็นบ้างแล้ว

ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามีแต่เพียงฉันเท่านั้นที่เหมือนกับยังคงหยุดนิ่งอยู่ตรงนี้

“…”

ป่านนี้แล้วร้านนั้นจะเป็นไงบ้างนะ? จะมีลูกค้าเยอะแยะเหมือนอย่างเคยรึเปล่า?

เธอจะสบายดีอยู่มั้ย?

.

.

.

แล้วเธอจะยังรอฉันอยู่รึเปล่า?

 

---------- :: [THE END] :: ----------


ในที่สุดก็จบซะที ^^

อ่านจบแล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะนี่ ปล่อยให้ค้างอีกแล้วใช่มั้ย 5555555555555+


ที่เลือกจบแบบนี้ เพราะอยากให้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ได้แต่คิดถึงเรื่องของอีกฝ่าย โดยที่ตัวเองไม่สามารถไปหาอีกคนได้

แล้วก็เป็นการจบแบบให้ไปเดากันต่อด้วยว่า หลังจากนี้ทั้งคู่จะได้เจอกันรึเปล่า


ก็ตามนั้นแหล่ะจ้าาาา หุหุ


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Zeritherlyn จากทั้งหมด 24 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 01:38
    ในที่สุดภาคต่อก็มาแล้ววววว ฮือออ ขอบคุณนะคะไรท์ ที่พาเราลงจากเขา และถึงจะผลักเราตกน้ำอีกรอบ ก็โอเคค่ะ 5555
    ว่าแล้วเชียวว่าจะต้องเป็นเพราะอุบัติเหตุ ดีจังที่ไม่มีใครจากโลกนี้ไป แล้วอาจุมม่าแบบ...ก็นะ*กดโกรธ*
    โชคดีในความโชคร้ายจริงๆ ไม่มีใครเข้าใจมินะอีกแล้ว ถึงจะรู้ว่ามีใครบางคนกำลังรอเธออย่างจดจ่อ แต่มินะก็ไม่เหมือนเดิมจริงๆค่ะ ;_;
    เราจะว่ายกลับฝั่งให้ได้ค่ะ สำหรับเราแชงจะต้องรอมินะและแอบมาเฝ้าดูคนที่แอบชอบแน่ๆ 55555 ขอบคุณนะคะไรท์
    #1
    0