Before the everything fall like a snow

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,266 Views

  • 56 Comments

  • 108 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    192

    Overall
    2,266

ตอนที่ 8 : ACT 1 View what i want :6 คนที่พิเศษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 222
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    10 ธ.ค. 61

           แล้วตอนเข้าก็มาถึงละ ตอนนี้ผมอยู่ระหว่างเดินไปที่หน้าหมู่บ้าน อุปกรณ์พร้อม ร่างกายพร้อม แต่ใจไม่พร้อมเท่าไหรนี่สิ บอกตรงๆนะคือกลัวเลยละ กลัวว่าจะเจอตัวอะไรบ้าง กล้วว่าถ้าเราโดนอะไรเข้าซักอย่างเราจะทนความเจ็บได้ไหม แล้วถ้าเราเกิดตายละ


“ไม่ ไม่ ไม่ . .ไม่คิดเรื่องตายสิจะหดหู่เอา”(เคียร์)


ผมสบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆนี่ออกไป เราจะต้องไม่ตายสิ ถ้าตายไปเราจะไปเจอหน้าพ่อได้ยังไงละ อีกอย่างคิดแบบนี้มันปักธงเลยไม่ใช่เหรอ


“โอ้นั้นไงหนูเคียร์มาแล้ว ปล่อยให้พี่สาวรอนานมันไม่ดีนะจ๊ะ”(พี่เซลนี่)


“นึกว่าข้าจะต้องยึดมีดคืนแล้วซะอีก”(ลุงโคจุน)


“อะไรกันตื่นสายเหรอยัยหนู ยังไงก็เถอะมาช้าก็ดีกว่าไม่มาละนะ”(ลุงกริฟ)


“ผมว่าผมตื่นเช้าแล้วนะ”(เคียร์)


“หึตื่นเช้างั้นเหรอ พวกเรามารอกันตั้ง ชั่วโมงกว่า”(ลุงกริฟ)


“โกหกน่า นีผมตื่นเช้าที่สุดแล้วนะ”(เคียร์)


“อย่าไปฟังเจ้ากริฟมันนะหนูเคียร์ จริงๆพวกเราพึ่งมารอได้ไม่ถึงสิบนาทีเอง”(พี่เซลนี่)


“โธ่ ตาลุงนี่ก็ มาหลอกกะนได้นะ ถ้าผมปล่อยให้ทุกคนรอนานขนาดนั้นผมคงรู้สึกผิดมากๆแน่”


โธ่เอ้ยตาลุงนี่ก็ ใจหายหมดเลย ผมถอนหายใจออกไป


“เอาละสีหน้าดูดีขึ้นแล้วนี้ยัยหนู คงจะหายกังวลแล้วสินะ ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้น่าจะพร้อมลุยแล้วละนะ”(ลุงกริฟ)


เอ๊ะ จริงด้วยเราหายกังวนแล้ว แต่ว่า


“นี่ตาลุง รู้ได้ไงเนี้ยว่าผมกังวลอยู่”(เคียร์)


“แสดงออกมาทางสีหน้าออกมาแบบนั้น ใครไม่รู้นี้คงโคตรบื้อ ไม่ก็ ไม่ใส่ใจแล้วละนะ”(ลุงกริฟ)


“หนูเคียร์จ๊ะ ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกเราได้นะ อย่าเก็บไว้ละ บอกพวกเราได้เลยนะ เก็บไว้มันไม่ดีนะ”(พี่เซลนี่)


“ถ้ากลัวเจ็บตัวละก็ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ทั้งคน”(ลุงโคจุน)


“นี่ทุกคนถามอะไรหน่อยสิ”(เคียร์)


“มีไรเหรอยัยหนู”(ลุงกริฟ)


“มีอะไรก็ถามออกมาได้เลยนะจ๊ะ”(พี่เซลนี่)


“ถ้าคาใจอะไรก็พูดออกมาได้เลยนะข้าจะรับฟัง”(ลุงโคจุน)


ทุกคนเป็นคนดีกันจังเลยนะ ดีมากๆเลยด้วยแต่ว่าเพราะดีขนาดนี่ผมเลยคาใจอยู่อย่างหนึ่งละ


“นี่ทุกคนทำไมทำดีกับผมขนาดนี้ละ ?”(เคียร์)


“““เอ๊ะ?””” (ทั้งสามคน)


“ตอบผมมาหน่อยสิ เพราะผมเป็นตัวตนที่พิเศษเหรอ ทุกคนถึงทำดีกับผม ถ้าไม่ใช่แบบนั้นละก็ เพราะอะไรละ”(เคียร์)


เพราะผมมีอะไรพิเศษไม่เหมือนกับเด็กทั้วไปเหรอ ทุกคนถึงทำดีกับผม ผมหนะกลัวนะว่าที่ทุกคนใจดีกับผมเพราะแค่ผมมีความพิเศษ


เพราะอะไรหนะเหรอ จะย้อนกลับไปในช่วงชีวิตที่แล้วให้ละกันนะ ในช่วงทีผมเริ่มสนใจอ่านหนังสืออย่างจริงจังนั้นคือช่วงขึ้น ป.4 ตอนช่วงเปิดเทอมใหม่ผมโดนรถชนจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปสองเดือนแหนะ ระหว่างนั้นผมไม่มีอะไรทำเลยละนะเลยหาอะไรอ่านฆ่าเวลาที่อ่านก็ หนังสือที่ใช้เรียนนั้นแหละ ผมใช้เวลาอ่านวิชานู้นวิชานี้จนหมดภายในสองสัปดาห์เอง ยกเว้นคณิตอะนะ ผมเลยคิดว่าหนังสือมันน่าสนุกดี เลยลองอ่านอย่างอื่นที่มันไม่ใช่บทเรียนดูมั่ง ความรู้ทัวไปมั่ง รึนิยาย รึประวัติศาสตร์โลกมั่งละ ถามว่าเล่ามาซะยืดยาว แล้วมันเกียวอะไรกันละ


คือพอผมออกมาจากโรงพยาบาล ผมก็กลับไปเรียนต่อ ตอนแรกคิดว่าผมจะตามเรื่องที่เรียนอยู่ทันไหม แต่เพราะว่าหนังสือเรียนที่แจกมานั้นผมอ่านหมดแล้วหนะสิเลยกลายเป็นคูรถามอะไรมาก็ตอบได้หมด จากเด็นธรรมดาๆ นั่งกลางห้องเลยกลายมาเป็นเด็กเก่งขึ้นมาหนะสิ แล้วครูก็เลยมาทาบทามให้ผมไปแข่งขันทักษะ อ่าผมตอบตกลงไปละ จากนั้นทุกๆเย็นครูก็จะติวพิเศษกับผมเพื่อไปแข่ง ส่วนครูก็เอาใจใส่ดูแลผมดีเลยละ เพื่อนๆก็เข้าหาเพราะผมเป็นเด็กเก่งละนะ


ช่วงปีแรกๆมันก็ดีอยุ๋หรอก ผมได้ลงแข่ง 3 วิชา แน่นอนว่าชนะหมดเลยละ แต่พอเริ่มเข้า ม.1 มันก็เริ่มแย่ลง โรงเรียนที่ผมเรียอยู่เป็นแบบขยายโอกาศหนะ มีตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.3 จริงอยู่ที่ผลการเรียนของผมไม่ถึงกับตก แต่มันก็อยู่กลางๆละนะ การแข่งทักษะที่เคยดีก็ไม่ได้ราบรื่นอีกต่อไป จากที่เคยมีชนะบ้างก็ไม่มีอีกแล้ว สุดท้ายครูก็หาคนอื่นมาแข่งแทนผม เพราะผมทำไม่ได้ตามเป้าที่ครูคาดหวัง จากที่เคยดูแลเอาใจใส่ ตอนนี้ก็ไม่มีอีกแล้ว ถูกปฏิบัติเหมือนเด็กทั้วๆไปในห้อง เพื่อนๆที่เคยเข้าหาตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจผมเลยซักคนเดียวเลยละ ตอนนั้นผมคงถูกปฏิบัติด้วยอย่าดีเห็นเพราะผมพิเศษ เพราะเก่งกว่าเด็กทั้วไป ทุกคนก็แค่ทำดีด้วยเพราะผมพิเศษ ไม่ได้เพราะว่าผมเป็นผม ไม่ชอบแบบนี้เลย ขอแค่สนใจตัวตนของผมซักนิดก็พอ


“เพราะว่าเธอพิเศษไงละ”(ลุงกริฟ)


คำตอบที่ผมกลัวที่สุด ไม่ใช่ตัวตนของผมแต่เป็น ความสามรถของผมสินะ ผมรู้สึกอ้างว้างสุดๆเลยละ ผมอยากจะวิ่งหนีไปไกลๆ แต่ว่าถ้าลุงยังพูดไม่หมดละ ผมอยากจะฟังให้จบ อยากจะยอมรับความจริงตรงนี้ถึงจะเจ็บปวดก็เถอะ



“แต่ว่านะยัยหนู   ความพิเศษหนะก็เป็นส่วนหนึ่งของเธอไม่ใช่เหรอ แต่ความพิเศษนั้นไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เราจะใส่ใจใครสักคนหรอกนะ ”(ลุงกริฟ)


เอ๊ะ?


“หนูเคียร์จ๊ะ จริงอยู่ที่เธอมีความสามารถสูง แต่หนูเคียร์แต่ว่าลองคิดดูสิ ว่าถ้าเกิดว่ามีเด็กที่เก่งแบบหนูเคียร์แต่ทำตัวแย่ละก็ พวกเราก็ไม่สนใจหรอกนะจ๊ะ เธอหนะเป็นเด็กดีละนะ พี่ละชอบเด็กว่าง่ายแบบหนูเคียร์ที่สุดเลยละ”(พี่เซลนี่)


ผมหนะเหรอ เด็กดีหนะ ฮะๆ


“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเด็กอย่างหนูเคียร์ทำไมถึงคิดอะไรยากๆแบบนี้ แต่ว่าถึงหนูเคียร์จะเก่งแค่ไหนแต่หนูเคียร์ก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่ง เด็กที่น่ารักน่าเอ็นดู ถึงข้าจะไม่ชอบเด็ก แต่ที่ข้าไม่ชอบคือเด็กที่ดื้อด้านไม่ยอมฟังต่างหากละ ที่ข้าเอ็นดูหนูเคียร์เพราะข้าชอบหนูเคียร์นั้นแหละ”(ลุงโคจุน)


“หว๋าๆ โคจุนเป็นโลลิค่อนละค่าา”(พี่เซลนี่)


“ไม่ใช่ความชอบแบบนั้นเว้ย”(ลุงโคจุน)


“ฟังนะยัยหนู เธอหนะคิดมากเกินไปแล้ว เลิกคิดเรื่องหยุมหยิมนั้นซะ แล้วก็ รับความหวังดีจากพวกเราด้วยความเต็มใจซะ แล้วไม่ต้องคิดอะไรอย่าง ‘ที่ทำดีด้วยเพราะเธอมีความสามารถเฉยๆ’ เลิกคิดแบบนั้นซะ พวกเราเอ็นดูเธอเพราะว่า เธอคือ ‘คลาเนียร์’ ไม่ใช่เพราะลูกของแคลร์ รึเพราะเป็นเด็กเก่งเกินตัว แต่เป็นยัยเด็กทอมบอย ที่บ้าหนังสือ กลัวเข็ม และชอบทำหน้าเหมือนปลาตาย ไม่ใช่เหรอ”(ลุงกริฟ)


“ใช่ๆ ถ้าจะเรื่องที่น่าเป็นห่วงของหนูเคียร์ก็เรื่องคิดมากเกินเหตุนี่แหละน้า”(พี่เซลนี่)


“ข้าว่าก็สมกับเป็นหนูเคียร์ดีนะแต่ก็น่าเป็นห่วงจริงๆนั้นแหละ ฮ่าาา”(ลุงโคจุน)


ผมคิดมากจริงๆนั้นแหละ ทุกคนเนี้ยเป็นคนดีจริงๆด้วย เพราะว่าเอาใจใส่ผมทำดีกับผม ทั้งๆที่พึ่งเจอกันไม่นานแท้ๆ แถมยังพูดประโยคที่เรารอคอยมาตลอลอีกด้วย แบบนั้นขี้โกงจังเลยนะ


“เฮ้ยยัยหนูทำไมร้องไห้เล่า เป็นอะไรรึปล่าว พวกเราพูดอะไรไม่ดีเหรอ”(ลุงกริฟ)


ใช่แล้วผมร้องออกมาละ แต่ที่ร้องออกมาไม่ใช่เพราะเสียใจอะไรหรอกนะลุง ผมละดีใจต่างหากละ อ่าา ในหัวตอนนี้มันโลงสุดๆไปเลยแหะ เหมือนยกก้อนหินก้อนใหญ่ทิ้งเลยละ ความคาใจทั้งหมดของเรามันหายไปหมดแล้วละ


“อึก ไม่มีอะไรหรอกน่าตาลุงก็แค่ . . . .รู้สึกว่าตอนนี้หนูมีความสุขมากแค่นั้นเอง”(เคียร์)


“ตอนทายพูดอะไรนะ ไม่ได้ยิน”(ลุงกริฟ)


“ไม่มีอะไรหรอกน่าโธ่ เอาละผมพร้อมแล้วละ เต็มร้อยเลยด้วย”(เคียร์)


“นั้นสิ เรารีบออกไปล่ากันเถอะ ถ้าช้ากว่านี้จะกลับมาไม่ทัน ต้องตั้งแคมป์ตอนกลางคืนนะ”(ลุงโคจุน)


“เอาละ พวกเราไปล่ามาให้ได้เยอะๆกัน”(ลุงกริฟ)


““โอ้””(เคียร์,พี่เซลนี่)


เอาละการล่าครั้งแรกของเรา ขอให้ออกมาดีด้วยเถอะนะ พอเริ่มออกเดินทางตาลุงก็หยิบเข็มทิศออกมาพร้อมกับเปิดดูแผนที่ จริงๆเข็มทิศมันติดอยู่กับแผนที่นั้นแหละ เอาง่ายๆ มันคือสมุด แผนที่ และเข็มทิศรวมอยู่ด้วยกันละนะ มีดินสอกับสมุดจดบันทึกด้วยแหละ


“นี่ตาลุงทางที่เราจะไปนี่อยู่ทางทิศไหนเหรอ”(เคียร์)


“ทิศตะวันออกหนะ แถบนั้นจะภูเขาลูกเล็กๆที่ พวกสัตว์มันชอบอาศัยอยู่หนะ ส่วนมากไม่อยู่ในโพรงหินก็จะเป็นถ้ำเล็กๆ”(ลุงกริฟ)


“ที่เราต้องการสุดก็วูฟนี่แหละนะ พวกวูฟมีเนื้อที่อร่อยมากเลยละ แต่ที่เราต้องการคือ คอร์ ของพวกมันนะจ๊ะ”(พี่เซลนี่)


“คอร์นี่คือ?”(เคียร์)


“แหล่งกับเก็บพลังเวทย์ของพวกมอนเตอร์นั้นแหละ”(ลุงโคจุน)


“เพราะคอร์สามารถเก็บพลังเวทยได้เลยเป็นของที่จำเป็นที่สุดในการสร้างอุปกรณ์เวทย์สินะ”(เคียร์)


“หนูเคียร์เป็นเด็กที่ฉลาดจังเลยนะ แค่ให้ข้อมูลนิดๆหน่อยๆก็จับต้นชนปลายถูกแล้ว สนใจมาเรียนกับพี่ไหมจ๊ะ”(พี่เซลนี่)


“เดี๋ยวก่อนครับๆ ยัยเอลฟ์สูงอายุ ยัยหนูนี้จะต้องมาเรียนกับผม แล้วอีกอย่าวิชาของเอลฟ์หนะมันโคตรจะน่าเบื่อเลยไม่ใช่เหรอ”(ลุงกริฟ)


“อะไรกันๆ แหมๆอย่าเอาวิชาของชั้นไปเปลียบเทียบสิ ถ้าวิชาของเอลฟ์ทั่วไปละก็ใช่ แต่ของชั้นไม่ใช่หรอกนะ พวกเอลฟ์ไดโนเสาพวกนั้นที่ไม่เข้าใจความงดงามของความเร็วในการร่ายหนะไม่มีทางเข้าใจวิชาของชั้นได้หรอกนะจะบอกให้ ”(พี่เซลนี่)


“ก็อ่านมาอยู่หรอกว่าวิชาของเอลฟ์นั้นเป็นทรงพลังและมีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ปกติร่ายยังไงเหรอพี่เซลนี่?”(เคียร์)


“สนในเหรอหนูเคียร์ ได้จ้าๆ พี่สาวคนนี้จะเล่าให้ฟังละ เวทย์ปกติของเอลฟ์ จะร่ายช้าสุดๆเลยละนะ เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องทำนองเป๊ะและเสียงที่ต้องไพเราะ เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องพวกนี้ ก็เลยโดนขัดขวางได้ง่ายไงละ”(พี่เซลนี่)


“อย่างนี่เองเหรอ แล้ววิธีของพี่เซลนี่ละ?”(เคียร์)


“วิธีการของพี่ง่ายๆเลยละ เดี๋ยวจะร่ายให้ดูเป็นตัวอย่างละนะ จับตาดูให้ดีละ”(พี่เซลนี่)


“ธาตุไฟ รูปแบบหอก ดำเนินการ:ฟายเยอร์แลนซ์”(พี่เซลนี่)


จากนั้นก็เกิดไฟรูปร่าคล้ายหอกพุ่งออกมาจากมือของพี่เซลนี่ รูปแบบการร่ายนี่แปลกๆแต่ก็เร็วดีแหะ


“ยังร่ายได้แปลกประหลาดเหมือนเคยเลยนะ”(ลุงกริฟ)


“ฮ่าๆๆ เร็วสะใจเหมือนเคย”(ลุงโคจุน)


“แต่ก็ยังเร็วไม่เท่ากับแคลร์อยู่ดีละนะ”(พี่เซลนี่)


จริงด้วยเทคนิกของแม่คือการละการร่าย จิตนาการภาพของเทย์ไว้แล้วก็ปล่อยออกไปโดยไม่ต้องร่ายออกมาซักนิดเดียว พูดเหมือนจะทำได้ง่ายๆนะแต่มันยากพอตัวเลยละ ขนาดเราตอนนี้ยังต้องพูดชื่อเวทย์ออกมาถึงจะใช้ได้ เรียกได้ว่าการไม่พูดอะไรเลยแล้วให้จิตนาการนี้ยากจริงๆ คำพูดเองก็มีผลกับจิตนาการละนะ


“ถ้าจำไม่ผิดนะ เทคนิกการละร่ายนี่ปู่ของแคลร์เป็นคนคิดขึ้นมานี่นะ แต่เริ่มแพร่หลายเพราะจากการที่ยัยแคลร์ไปโชวในงานประลอง ตอนสมัยเรียนอยู่ ที่โรงเรียนเวทย์นาบุรินของอณาจักรเบลรูน นี่นะ โหดสุดๆเลยละแคลร์ตอนนั้นหนะ”(พี่เซลนี่)


“เอ๊ะคุณแม่หนะเหรอ”(เคียร์)


“ใช่แล้วละจ้า เมื่อก่อนแม่ของหนูเคียร์หนะ ..”(พี่เซลนี่)


“นี่เงียบก่อน เราเจอมันแล้ว”(ลุงโคจุน)


“ยืนยันด้วกลิ่น มีประมาณ 5 ตัวละ พอไหวไหม”(ลุงกริฟ)


จริงด้วได้กลิ่นเหมือนกันแหะ เป็นกลิ่นสาปๆของสัตว์ป่า คงเป็นจมูกของเผ่าจิ่งจอกละสิ


“น่าจะไหวนะ สู้แบบออมแรงไว้ละ ต้องเจออีกเยอะเลยละวันนี้ เตรียมตัวให้พร้อมนะจ๊ะหนูเคียร์”(พี่เซลนี่)


เอาละการต่อสู้ครั้งแรกของเราตั้งแต่เกิดใหม่ ขอให้ทุกอย่างจบไปด้วยดีเถอะนะ


E- ND

:6

คนที่พิเศษ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #5 wakure (@wakure) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 16:03

    ตอนนี้ก็ยังสนุกเช่นเคยมีหลุดคำพูดแบบผู้หญิงมาบ้างนะหนูเคียร์จะมีหนุ่มคนไหนมาปลดล๊อคความเป็นหญิงมั่งไหมหนอ

    #5
    0
  2. #4 time9u (@time9u) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 10:32

    รอน้าาาชอบมากกก
    #4
    1
    • #4-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 8)
      10 ธันวาคม 2561 / 10:34
      ขอบคุณมากเลยเน้อ จะพยายามต่อไปให้มากขึ้นละ
      #4-1