Before the everything fall like a snow

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,374 Views

  • 59 Comments

  • 117 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    300

    Overall
    2,374

ตอนที่ 18 : ACT 2 The crack road to a new way Part:1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    19 ก.พ. 62


           ในช่วงชีวิตอันแสนสั้นของคนหนึ่งคน อาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น และอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตของคนๆนั้นเปลี่ยนไปตลอดการ


ประโยคที่ใช้ขึ้นต้นในนิยายแนวต่างโลกที่ผมชอบอ่าน เหตุการณ์ในเนื้อเรื่องนั้นมันคือสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นในชีวิตจริง มันเลยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนิยายแนวนี้ เพราะเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่แสนธรรมดาๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มันเลยดึงดูดให้ผมเริ่มอ่านและก็คงไม่แปลกที่จะจินตนาการไปว่า หากได้ไปต่างโลกนั้นชีวิตจะมีสีสันขนาดไหน แต่สุดท้ายผมก็จะเลิกคิดถึงมันเพราะยังไงมันก็คือเรื่องที่เพ้อฝันและแน่นอนมันไม่มีอยู่จริง นั้นคือความคิดของผมก่อนที่เหตุการณ์อันแสนวุ่นวายและเกินกว่าที่ผมจะจินตนาการได้จะเกิดขึ้น


เหตุการณ์ ที่จะทำให้มุมมองของผมที่มีต่อโลกอันแสนน่าเบื่อใบนี้และต่างโลกอันแสนเพ้อฝันนั้น เปลี่ยนไปตลอดการ และความจริงที่ผมรู้จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นก็คือ ผมยังรู้จักโลกของเราไม่ดีพอ


--------------


หลังจากที่ผมฟื้นจากแรงกระแทกแปลกประหลาดที่ทำให้ผมสลบไปแล้วนั้น ความรู้สึกแรกก็คือฟูกและหมอนนุ่มๆ และพอลืมตาตื่นขึ้นมาผมก็อยู่ในห้องนอนสำหรับแขกสไตลญีปุ่น


สวัสดีครับผมชื่อ แฟรงค์ เลย์ฟาร์เรส เป็นลูกครึ่ง ไทย-อังกฤษ ที่มาเยี้ยมบ้านเพื่อนอยู่ดีๆก็เจอเข้ากับแรงกระแทกประหลาดและมันทำให้ผมสลบไป


ตอนนี้หัวผมก็ยังรู้สึกมึนๆอยู่แต่ก็ไม่มากมายเท่าไหร พอที่จะลุกขึ้นยืนและเดินได้พอสมควร หลังจากอาการมึนหัวได้หายไปผมก็เริมเดินสำรวจ และแน่นอนที่นี่คือบ้านของเพื่อนผมอย่างไม่ต้องสงสัย หรือก็คือบ้านของลุงนิโคไลที่เป็นพ่อบุญธรรมของเพื่อนผมแน่นอน แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ทิวทัศน์ที่อยู่ข้องนอกบ้านนั้นต่างจากที่ผมเห็นมาก่อนหน้านี้ ถึงแม้ผมจะพึ่งเคยมาบ้านหลังนี้ครั้งแรกก็จริง แต่บ้านหลังนี้ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาที่มองไปข้างล่างจะเจอตัวเมืองนั้น มันต่างจากสภาพป่าทึบที่ผมเห็นเมื่อมองออกไปนอนหน้าต่าง ณ ตอนนี้ คำพูดที่ผมคิดตอนนี้นั้นอาจจะดูเหมือนคำถามโง่ๆไปหน่อย แต่ว่ามันก็เป็นความจริงที่ผมคิดออกมานั้นคือ ‘ที่นี่คือที่ไหน?’ ลักพาตัวเหรอเพื่ออะไรละเรียค่าไถ่ ? หรือค้ามนุษย์ ? ไม่ๆ อย่างแรกครอบครัวผมไม่ได้รวยอะไรเลย และก็ไม่ได้มีชื่อเสียงด้วย เพราะฉนั้นความคิดแรกตัดทิ้งไปได้เลย และอย่างที่สองมีโอกาศที่จะเป็นไปได้ แต่ทำไมถึงหละหลวมแบบนี้ละ ถึงขนาดปล่อยให้ออกมาเดินเพ่นพ่านได้แบบนี้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงคงจะมั่นใจมากว่าไม่มีทางหนีออกจากป่าได้แน่นอน แต่ถ้าไม่ใช่แล้วอะไรละ ความคิดสุดท้ายแล่นเข้ามาในหัว เหมือนกับนิยายแนวสยองขวัญหลายๆเรื่อง ที่ตัวเอกสลบไปแล้วมาโผล่ในสถานที่ที่ถูกเตรียมเอาไว้ ไม่ก็โดนกักขัง ในสถานที่แปลกๆ แล้วเพื่ออะไรละ ? เพื่อที่จะเป็นหนูทดลองให้กับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องยังไงละ ความคิดบ้าๆต่างๆนาๆประทังเข้ามาทำให้เหงื่อแตกทั้งตัว เพราะอยู่ในสถานที่ๆไม่รู้จักทำให้ความคิดของผมยิ่งฟุ้งซ่านขึ้นไปอีก และตั้งแต่ที่ผมตื่นขึ้นมาผมก็พึ่งนึกได้ว่า เพื่อนที่มาด้วยกันกับผม ยัยมินต์นั้นไม่ได้อยู่ในห้องที่ผมนอน และตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ยิ่งทำให้ความคิดบ้าๆอย่างการถูกจับมาเป็นหนูทดลองนั้นดูจะเหมือนจริงมากขึ้น และในขนาดที่กำลังยืนขวัญผวาอยู่นั้นจู่ๆผมก็ได้ยิงเสียงของฝีเท้าที่กำลังเดินมาใกล้ๆ และก็เริ่มใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ เสียงของฝีเท้าก็ได้มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องที่ผมเปิดเข้ามา ตอนนี้ผมนั้นตัวแข็งทื่อเพราะอาการกลัวจนทำอะไรไม่ถูก และแล้วประตูก็ได้ค่อยๆเปิดออกมา ตอนนี้ระดับความกลัวของผมแทบจะทะลุปรอทอยู่แล้ว ถ้าใครมาเห็นหน้าผมตอนนี้คงจะเป็นสีน้ำเงินซีดและมีเหงื่อท่วมหน้าแน่ๆ แต่รู้อะไรไหมทุกอย่างที่ผมคิดมันบ้าบอสิ้นดี เมื่อประตูนั้นถูกเปิดออกนั้น มันทำให้ผมถึงกับถอนหายใจเพราะความโล่ง


“แฟรงค์ตื่นแล้วเหรอ แต่สีหน้าเหมือนดูเหนื่อยๆไปนอนพักอีกซักหน่อยไหมละ”(ลุงนิค)


คนที่เปิดประตูเข้ามานั้นคือลุงนิโคไลนั้นแหละ ผมรู้สึกเหมือนคนบ้าเลยแฮะ พอโล่งใจแล้วก็เลยคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ผมเลยถามออกไป


“ลุงนิคครับที่นี่มันบ้าอะไรเนี้ย ข้างนอกนั้นมันต่างจากตอนแรกที่ผมเห็นก่อนเข้ามาในบ้าน ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นละ”(แฟรงค์)


ใช่มันคือคำถามว่า ‘ที่นี่ที่ไหน’ นั้นแหละแต่ถ้าถามตรงๆไปแบบนั้นคงจะเป็นคำถามโง่ๆไปหน่อย


“นั้นสิ ลุงก็สงสัยเหมือนกันว่าที่นี่ที่ไหน แต่ถึงไม่รู้ว่าที่ไหนแต่ลุงก็พอรู้สาเหตุที่ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เอาเป็นว่าลุงจะเล่าให้ฟังหลังจากที่หนูมินต์ตื่นก็จะได้ฟังพร้อมๆกัน เพราะลุงก็ขี้เกียจเล่าซ้ำละนะ”(ลุงนิค)


“ว่าแต่ยัยมินต์อยู่ไหนเหรอครับตื่นมาผมก็ไม่เห็นอยู่ในห้องนี่”(แฟรงค์)


“ก็นะถึงพวกเธอสองคนจะสนิทกันมากมายขนาดไหน แต่จะให้นอนอยู่ห้องเดียวกันมันก็ไม่เหมาะสมละจริงไหม ?”(ลุงนิค)


เอ่อจริงด้วย ไอ่เราก็ลืมเรื่องนี้ จะว่าไปห้องที่ผมนอนก็กว้างสุดๆไปเลยแฮะ บ้านหลังนี้เลยดูเวอร์ไปเลยถ้าจะบอกว่าอยู่แค่ 2 คน อยากจะมีความลับบางอย่างก็ได้ว่าไปนั้น ผมว่าความคิดผมฟุ้งซ่านเกินไปละ


“ถ้าดูจากนาฬิกา ตอนนี้ก็เวลาเกือบๆเที้ยงแล้วละ ไม่แน่ใจว่าเวลาของที่นี่จะตรงกับในนาฬิกาไหม แต่เดี๋ยวลุงจะไปเตรียมข้าวเที่ยงก่อนละกันระหว่างนี้จะทำอะไรรอก็ตามสะดวกเลยนะ”(ลุงนิค)


ผมที่ไม่มีอะไรทำนั้นก็เดินไปที่ห้องครัวและนั่งรอจนกว่าลุงนิคจะทำอาหารเสร็จ หลังจากนั้นไม่นานยัยมินต์ก็เดินเข้ามาที่ห้องครัวพร้อมกับทำหน้าเหมือนกับสับสนว่าตัวเองอยู่ที่ไหน อ่าเดี๋ยวก็ชินเองนั้นแหละ ผมคิดแบบนั้นพร้อมกัยมองหน้ายัยมินต์ที่กำลังทำหน้าตา เหว๋อๆอยู่ ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่ผมก็เหลือบไปเห็นถังขยะ แล้วถังขยะมันมีอะไรสำคัญละ ที่จริงมันก็ไม่สำคัญหรอก ถ้ามันเป็นถังปล่าวๆหนะ แต่ในถึงมันมีเศษอาหารของเมื่อตอนเย็นที่ยังไม่ได้กินนี่สิ มันเลยเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เหตุการณ์บ้าๆที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภาพหลอนหรือความฝัน ถ้าทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงละก็ สิ่งที่ผมเผชิญอยู่มันคืออะไรกันแน่เนี้ย แต่ว่าถึงความกังวลของผมจะมากแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วมันก็จะแพ้ให้ความหิวตลอด เพราะงั้นตอนนี้ขอนั้งรอกินมื้อเที้ยงก่อนละกัน ค่อยคิดเรื่องอื่นทีหลัง


ไม่นานหลังจากที่พวกผมกินมื้อเที้ยงเสร็จ ลุงนิคก็บอกให้พวกผมไปรอที่ห้องนั่งเล่นในขนาดที่ลุงนิกกำลังเก็บโต๊ะล้างจานอยู่ อย่างแรกที่ผมจะลองตรวจสอบดูตอนเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็คือ ทีวีที่อยู่ตรงมุมห้อง ผมอยากรู้ว่าไฟฟ้ายังใช้ได้อยู่ไหม ปรากฎว่ายังใช้ได้อยู่ แต่ไม่มีสัญญาณจากช่องไหนเลย ก็แหงละกลางป่านี้จะมีสัญญาณได้ยังไงละ แต่ที่ผมสงสัยคือทำไมไฟฟ้าถึงยังใช้ได้ เดี๋ยวก็คงได้รับคำตอบละ ไม่นานนักลุงนิคก็เข้ามา ผมกับยัยมินต์ที่เห็นลุงเข้ามาในห้องก็เข้ามานั่งอยู่ที่โต๊ะสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่กลางห้อง จะว่าไปลุงนิคก็ชอบอะไรที่เป็นญีปุ่นๆก็จริง แต่ไม่นึกว่าจะชอบมากถึงขนาดแต่งบ้านทั้งหลังให้เป็นสไตล์ญี่ปุ่น ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรไร้สาระอยู่ลุงนิคก็เริ่มพูดขึ้นมา


“เอาละเดี๋ยวลุงจะอธิบายให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก่อนจะเริ่มอธิบายอะไรที่มันหนักหัว มีบางอย่างที่พวกเธอต้องรู้ก่อนเป็นอย่างแรก ก็คือ ที่นี้ไม่ใช่ดาวโลกหรอกนะ”(ลุงนิค)


“ห๊ะ !!?”(แฟรงค์)


ผมถึงกับหลุดคำอุทานออกไป ส่วนยัยมินต์ตอนนี้น่าจะสติล่องลอยไปไกลหลังจากได้ยินที่ลุงพูดเมิ่อกี้ คงจะช็อคละมั้ง


“เอ่อลุงนิกไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมครับเนี้ย”(แฟรงค์)


“ไม่หรอกๆ ลุงแน่ใจมากๆ ก่อนที่พวกเธอจะตื่นลุงลองไปเดินดูรอบๆบ้าน จริงอยู่ที่ต้นไม้พวกนี้คล้ายๆต้นสนแต่มันไม่ใช่ ต้นสนไม่ได้สูงและใหญ่ขนาดนี้ ที่สำคัญคือทั้งๆที่คล้ายๆต้นสนแต่ใบดันไปคล้ายใบเมเปิ้ลซะอย่างนั้น มันเป็นหลักฐานอย่างดีเลยที่จะบอกได้ว่าที่นี้เป็นดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก แล้วก็ก่อนที่จะเกิดแรงกระแทกประหลาดลุงเห็นแสงสีฟ้าๆแปลกๆ มันเหมือนกับที่พวกรัฐบาลรัสเซียกำลังทดลองอยู่ ไม่ผิดแน่เราโดนย้ายมาดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลกแล้วละ แต่ไม่รู้ว่าด้วยวิธีไหน บางที่อาจจะเกิดจากรอยแตกก็ได้ แต่ปกตินี่มันผิดปกติหน่อยๆนะ เพราะถ้าเกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างมากก็พาไปได้แต่คนตัวเล็กๆไม่ก็สัตว์ตัวไม่ใหญ่มาก แต่ถึงอย่างนั้- ฯลฯ”(ลุงนิค)


“เดี๋ยวครับลุง!!!เดี๋ยวก่อนใจเย็นๆผมตามไม่ทันแล้ว ช่วยอธิบายเป็นข้อๆได้ไหม อะไรคือรอยแตก อะไรคือการทดลอง อะไรคือเกิดตามธรรมชาติ ผมงงไปหมดแล้วเนี้ย”(แฟรงค์)


“เอ่อคือคุณลุงนิคคะ คือพอจะจับใจความได้นิดหน่อย แต่ที่แน่ๆคือที่พวกเราโดนวาร์ปมาที่ดาวไหนไม่รู้และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ตามปกติแล้วจะเกิดรอยแยกอะไรซักอย่างมันจะพาไปได้แค่คนตัวเล็กๆไม่ก็สัตว์ตัวไม่ใหญ่มากมันเป็นสาเหตุที่จะมีข่าวเด็กหายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงละก็มันพอจะอธิบายได้ว่าทำไมช่วงนี้ถึงมีข่าวเด็กหายเยอะขึ้น แต่ที่หนูอยากจะถามคุณลุงก็คือ รอยแตกที่ลุงพูดถึงนี่มันเกิดจากอะไรกันแน่ลุงพอจะอะธิบายได้มั้ยคะ ?”(มินต์)


“ฮะๆ โทดทีๆ พอดีลุงมีนิสัยเสียที่ว่าพอพูดเรื่องอะไรซักเรื่องแล้วจะพล่ามไม่หยุดหนะ เอาละเริ่มจากอะไรก่อนดีละ ก่อนอื่นต้องเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน ความจริงแล้วที่จะเล่าให้ฟังต่อจากนี้คือข้อมูลลับที่มีเฉพาะนักวิทยาศาสตร์กับนักดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและพวกผู้นำประเทศ ถ้าตามสถานการณ์ปกติลุงเล่าให้ฟังแบบนี้ละก็คงโดนปิดปากแน่ๆ แต่ตอนนี้ปิดไว้ก็ไม่มีความหมาย เอาละลุงจะเล่าให้ฟังจุดเริ่มต้นของทุกอย่างและการค้นพบครั้งใหญ่ของมนุษย์ในยุคนี้”(ลุงนิค)


พอลุงเริ่มที่จะเล่าอย่างจริงจังบรรยากาศตอนนี้เลยแอบเคลียดหน่อยๆ


           ทุกอย่างมันเริ่มต้นตรงที่มีอยู่วันหนึ่งที่ดาวเทียมวิจัยของสหรัฐดวงหนึ่งได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อไปค้นข้อมูลที่ส่งมาก่อนที่ดาวเทียมจะหายไปก็พบข้อมูลของความผิดปกติบางอย่าง หลังจากที่ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ได้รวมหัวกันตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาจากดาวเทียมนั้นเป็นแค่ความผิดพลาดของระบบ หรือเป็นการค้นพบใหม่กันแน่ ผลตรวจสอบก็คือพวกเค้าเหล่านั้นได้ค้นพบสสารชนิดใหม่ที่อยู่ในอวกาศ แต่ไม่ใช่แค่นั้นหลังจากค้นพบสสารนี่แล้วพวกเค้ายังหาทางที่จะตรวจสอบหาสสารที่ว่านี่และพวกเค้าเหล่านั้นก็ได้รู้ว่า สสารเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในอวกาศ แต่มันยังกระจายอย่างเบาบางอยู่ทั้วทั้งดาวโลกด้วย สสารที่ว่านี่เป็นสิ่งที่ประหลาด มันไม่สามารถรับรู้ด้วยสัมผัสได้ และไม่สามารถมองเห็นมันได้ด้วยเช่นกัน จะว่าไปแล้วมันคล้ายกับทฤษฎีสสารมืด แต่แตกต่างกันอยู่นิดหน่อย ตรงที่สามารตรวจสอบได้ง่ายกว่ามาก  


พวกเค้าเหล่านั้นตั้งชื่อสสารชนิดนี้ว่า เฟเรออส เรียกกันสั้นๆว่า แฟร์ และมันมีทัวไปในจักรวารนี้ รวมทั้งได้ค้นพบบางแห่งในอวกาศที่ แฟร์นั้นรวมตัวกันเป็นลักษณะที่คล้ายกับอุโมง พวกนักดาราศาสตร์ตั้งชื่อให้มันว่า ‘The Road’ ทว่าต่อให้รู้ถึงการมีอยู่ของมันในจักรวาร ถ้าไม่สามารถรู้ว่ามันทำอะไรได้ก็ปล่าวประโยชน์ ตอนนั้นนาซ่าถึงกับสร้างโครงการลับขึ้นมาเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของ แฟร์ ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง ถึงแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ของแต่ละประเทศมารวมตังกันโดยเฉพาะสหรัฐและรัสเซียมาร่วมโครงการด้วย แต่พวกเขาก็คว้าน้ำเหลว โครงการนี้ผลานงบไปมากมายและพวกเค้าก็ทำได้เพียงแค่ทำให้ แฟร์ กระจุกรวมกันได้และไม่นานพวกมันก็กระจายตัวออกดังเดิม พวกนักวิจัยได้มาถึงทางตันและโครงการนี้ก็ต้องพับเก็บลงไป แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญ เหตุการณ์ที่ทำให้โครงการนั้นกลับมาเดินหน้าวิจัยกันต่อเพราะรู้ถึงคุณสมบัติของ แฟร์ เหตุการที่เชอร์โนบิลมันคือครั้งแรกที่เราได้รู้ว่ามันทำอะไรได้ มันคือการเกิด รอยแตก(The Crack)ขึ้นครั้งแรก


การเกิดรอยแตกขึ้นในตอนนั้นได้นำสิ่งมีชิวิตที่ไม่ทราบชนิดออก ณ บริเวณโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เซอร์โนบิล มาจากคำบอกเล่านั้น มันคล้ายกับนกตัวสีดำขนาดใหญ่ หลังจากที่มันปรากฎตัวออกมามันก็อาละวาทจนทำให้ส่วนที่ควบคุมระบบหล่อเย็นที่ช่วยคุมอุณหภูมิของแกนปฏิกรณ์เกิดการเสียหาย ส่งผลแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลาย และในที่สุกก็เกิดการระเบิดนับว่าเป็นโศกนาฎกรรม หลังเกิดเหตุทางรัสเซียได้ส่งนักวิทยาศาสตร์เข้าไปตรวจสอบ และหนึ่งในนั้นเคยเป็นทีมวิจัยเกี่ยวกับแฟร์ได้ส่งผลการตรวจสอบมาว่า บริเวณโรงไฟฟ้าได้พบการกระจุกตัวกันของแฟร์อย่างแปลกประหลาด แม้จะไม่หนาแน่นเท่า The road ก็ตาม จากการสันนิษฐานคล่าวๆสรุปได้ว่า การรวมตัวของ แฟร์ ทำให้เกิดช่องว่างมิติที่คล้ายกับทฤษฎีรูหนอน แต่วิธีการทำให้เกิดช่องว่างมิตินั้นยังไม่อาจทราบได้ โครงการการวิจัยแฟร์จึงได้เริ่มเดินหน้าอีกครั้งหลังจากพับเก็บมาอย่างยาวนาน หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปีในที่สุดก็คนพบวิธีควบคุมแฟร์ เพื่อไม่ให้เกิดรอยแยกแบบที่เกิดขึ้นแบบเชอร์โนบิล ที่นำพาสัตว์ประหลาดอันตรายขนาดใหญ่ออกมา ทางสหรัฐได้ทำการสร้างเครื่องควบคุมขนาดใหญ่ไว้ที่แอเรีย 51 แม้จะไม่สามารถควบคุมได้สมบูรณ์ แต่รอยแตกที่เกิดขึ้นก็ไม่มีทางที่จะเกิดรอยขนาดใหญ่ได้ มีเพียแค่สัตว์เล็กๆเท่านั้นที่จะเล็ดลอดผ่านไปได้ แม้นั้นจะทำให้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ที่รอบๆ แอร์เรีย51 ก็ตาม แต่ก็เป็นโชคดีที่ได้ตัวอย่างวิจัยจากสิ่งมีชีวิตที่ออกมาจากรอยแตกนั้น


สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นที่ออกมาจากรอยแยกช่างแปลกประหลาด บ้างก็พ้นไฟ บ้างก็ปล่อยสายฟ้า หรือบางตัวที่ทำให้อากาศรอบข้างเย็นลงจนจุดเยือกแข็ง แต่เมื่อตรวจสอบซากศพของพวกมันแล้วกลับไม่พบต้นกำเนิดของความสามารถเหล่านั้น ราวกับไฟ สายฟ้า หรืออากาศที่เย็นจัด ที่พวกมันสร้างเกิดจากการแทรกแทรงธรรมชาติ หากตรวจสอบดีๆก็จะพบว่าพวกสิ่งมีชีวิตจากรอยแยกนั้นจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนๆกัน คือภายในร่างกายของพวกมันจะมีสสารแฟร์กระจายอยู่ แม้แต่ละตัวนั้นจะมีไม่เท่ากันแต่มันคือสิ่งพิสูจน์ว่าแฟร์นั้นทำให้เกิดพลังในการแทรกแทรงธรรมชาติ หากตรวจสอบดีๆก็จะพบว่าแฟร์นั้นก็มีในมนุษย์เช่นกันแม้จะมีน้อยมากจนไม่สามารถตรวจสอบด้วยวิธีปกติได้แต่มันก็เป็นความหวังเล็กน้อยมันเป็นความหวังว่ามนุษย์นั้นก็สามารถทำแบบนั้นได้เช่นกันและในที่สุด ก็เริ่มเห็นปลายทางของการวิจัย จากการทดลองจากสิ่งมีชีวิตจากรอยแยกในขนาดที่มีชีวิตอยู่ ด้วยการกระจายแฟร์เข้าไปในห้องทดลองที่ขังตัวทดลองพบว่าตัวทดลองนั้นส่วนใหญ่พวกมันจะอยู่ตามจุดที่มีแฟร์หนาแน่นมากกว่าการอยู่ในบริเวณที่ไม่มีสสารแฟร์ ผลสรุปออกมาว่พวกมันสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของแฟร์ จึงเกิดข้อสันนิฐานที่ว่าหากรับรู้ได้อาจจะสามารถใช้ได้เช่นกัน ทีมวิจัยจึงได้เริ่มทำการสกัดดีเอ็นเอของพวกมันมาทดลองและเริ่มสร้างตัวยาที่ทำให้เราสามารถรับรู้ถึงแฟร์ได้ ไม่นานมันก็ประสบความสำเร็จ ผู้รับการทดลองสามารถจุดไฟจากความว่างปล่าวได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งไม้ขีดหรือไฟแช็คแต่ว่าผู้รับการทดลองก็หมดสติไปทันทีหลังจากใช้ไฟได้ไม่นานหลังตรวจสอบพบว่าเกิดจากความเหนื่อยล้าของร่างกาย แต่หลังจากฟื้นตัวและทดลองซ้ำผลก็คือผู้ทดลองสามารถใช้ไฟได้นานขึ้น ทีมวิจัยจึงลงความเห็นกันว่าการที่ร่างกายรับแฟร์เข้าไปนั้นจะสร้างภาระให้ร่างการทำงานหนักขึ้นหากไม่คุ้นชิน ในขนาดที่ทีมวิจัยทางฝั่งสหรัฐได้วิจัยเกี่ยวกับวิธีใช้แฟร์นั้น ทางทีมวิจัยรัสเซียก็ได้ประสพความสำเร็จในการสร้างเครื่องมือสำหรับเปิดรอยแยก ถึงแม้จะทำได้ในระยะทางแค่ 10 ไมล์รอบๆเครื่องก็ตาม และทีมวิจัยก็ได้ค้นพบว่า การเปิดรอยแยกโดยเจาะจงนั้น สามารถทำได้ด้วยการแทรกแทรงจากปลายทาง ส่วนวิธีการแทรกแทรงนั้นทำได้ด้วยการใช้สัญญาณพิเศษที่เกิดจากความนึกคิดของสิ่งมีชีวิตหรือผู้ที่สามารถใช่แฟร์ได้เท่านั้น และภาพที่จินตนาการณ์นั้นต้องเป็นภาพที่ชัดเจนเท่านั้น


“เพราะฉนั้นรอยแตกที่พาพวกเรามาที่นี่จะต้องมีความเกี่ยวของกับคนใดคนหนึ่งในนี้ไม่ก็บ้านหลังนี้ แต่คำถามหลักๆก็คือ ใครละที่มีสัมผัสและเคยเห็นบ้านหลังนี้มาก่อนถ้าเป็นแบบนั้นคนคนนั้นจะต้องหลุดมาโลกแห่งนี้ด้วย ลุงพอรู้จักคนแบบนั้นไหมละคะ ?”(มินต์)


“อืม ยากนะ เพราะรายชื่อผู้ทดลองตัวยา ทุกคนที่ทดลองก็ไม่มีใครบันทึกว่าหายสาบศูนย์นะ แต่ถ้าพูดถึงคนที่รู้จักบ้านหลังนี้แล้วเนี้ยถ้านอกจากพวกเธอก็มีอยู่คนเดียวแล้วละ”(ลุงนิค)


ถ้าที่ลุงพูดเป็นความจริงละก็ ก็มีคนๆเดียวเท่านั้น คนที่พวกเราพึ่งจะไปเยี้ยมกันไม่นานมานี้ แต่มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แน่นอน นี้คือสิ่งที่ผมคิดเพราะงั้นมันอาจจะเป็นความโชคร้ายของเราก็ได้ นี่คือสิ่งที่ผมคิดละ


“ตอนแรกลุงก็คิดว่า มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ว่าถ้าเกิดลองทบทวนดีๆว่าแฟร์คือสิ่งที่ทำให้แทรกแทรงธรรมชาติและมนุษย์ก็มีเศษเสี้ยวของแฟร์อยู่ในตัวจริงๆละก็ เป็นไปได้ไหมว่ามันคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘วิญญาณ’ เพราะงั้นความเป็นไปได้ที่ว่าอาจจะเกิดใหม่ อาจจะสมเหตุสมผลก็ได้นะ”(ลุงนิค)


E-ND

ACT:2

Part:1

รอยแยกแห่งความนึกคิด


-------------------

(มุมแชทจ้า)

[โลลิหัวขาวบันไซ]

นี่ๆ เคียร์จัง ลุงนิคนี่หน้าตาเป็นยังไงเหรอ แบบตาลุงหนวดเฟิ้มงี้ป่าว


[จิ้งจอกไม่พอหงอกอีกต่างหาก]

คุณลุงหนะเหรอ ตอน5ขวบที่จำได้ว่าหน้าตาลุงเป็นยังไง พอจนถึง ม.ปลายก็ยังหน้าแบบนั้น ประมาณว่าหน้าหวานใจดีประมาณนั้น แถมชั้นแทบจะไม่เคยเห็นคุณลุงไว้หนวดด้วย แต่นั้นชื่อเหรอรู้สึกขัดใจแปลกๆบล๊อคได้ไหม


[โลลิหัวขาวบันไซ]

อย่าบล๊อคสิแหม่ๆ ยังไงก็เถอะช่วงนี้เธอจะไม่ค่อยมีบทนะ


[จิ้งจอกไม่พอหงอกอีกต่างหาก]

เฮ้ย เดี๋ยวเด้!! ทำไมชั้นไม่ค่อยมีบทละ!!?


[โลลิหัวขาวบันไซ](ออกจากห้องสนทนา)


[จิ้งจอกไม่พอหลอกอีกต่างหาก]

. . . .


-------------------

(บ่นเล็กน้อย)

เอาละหลังจากไปหาข้อมูลมากมายมาประกอบนิยายเรื่องนี้เป็นสิบๆอย่าง แล้วรู้สึกว่ามันเริ่มปวดหัวถ้าจะยัดทุกอย่างมาใส่ในเรื่อง ถ้ามากกว่านี้มันจะออกทะเลไปไกลแน่ๆ เลยโยนมันทิ้งออกไปเกือบหมดแล้วก็ย่อยเอาเฉพาะอันที่สำคัญๆละเน้อ แต่สุดท้ายตอนนี้มันเลยดูน่าเบื่อแปลกๆ เพราะมันคือการ อัดข้อมูล ข้อมูล และก็ข้อมูล เอาจริงๆนะถ้าจะเปลี่ยนชื่อตอนเป็น Information ก็ยังได้เลย ฮะๆ เพราะงั้นถ้าทำให้คนอ่านเบื่อๆก็ขอโทษอย่างแรง ไหนจะลงช้ากว่ากำหนดอีก อันนี้ต้องขอโทษอีกละน้อ จะว่าอู้ก็คืออู้นั้นแหละ แต่ยังไงก็เถอะ จะขอความร่วมมือจากผู้อ่านทุกท่านหน่อยว่า หลังจากจบบทนี้จะให้บรรยายระหว่างเคียร์จังเดินทาง หรือ จะให้ตัดไปเข้าภาค โรงเรียนเลย อยากได้แบบไหนกันละผู้อ่านทุกท่าน ยังไงก็ขอฟังคำตอบให้ชื่นใจหน่อยน้อ วันนี้ก็มีแค่นี่แหละ อ่านให้สนุกละ (ถ้าไม่สนุกละก็ติมาเลยก็ได้นะ ถือว่าเป็นประสบการณ์จะได้เอาไปปรับใช้ด้วยสัญญาว่าจะไม่ว่ากลับเด็ดขาด แล้วก็ขอโทษอีกครั้งที่อัพดึกไป)





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #34 wakure (@wakure) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:32

    สนุกดีครับแต่อยากให้เพิ่มย่อหน้าซักหน่อย

    #34
    1
    • #34-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 18)
      20 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:25
      ขอบคุณสำหรับคำติชมนะ จะพยายามปรับปรุงให้อ่านง่ายขึ้นน้อ
      #34-1
  2. #33 ad123c (@ad123c) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:35
    ไม่หน้าเบือเลยค่ะหนูชอบอะไรที่มันเยอะๆๆขอมูลเยอะๆหนูชอบมากเลยค่ะ
    #33
    1
    • #33-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 18)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:43
      ฮุๆ สายเดียวกันละ แต่บางทีอาจจะมีคนที่ไม่ชอบแบบข้อมูลแน่นก็ได้ ถ้ายังไงต่อจากนี้จะเป็นพวกข้อมูลยิบย่อยแล้วละ เพื่อเอาใจทั้งสองฝั่ง ข้อมูลต้องกระชับเข้าใจง่ายแล้วก็ไม่ยาวเกินไป บอกตรงๆว่ามันยากนิดหน่อยแต่จะพยายามน้อ
      #33-1
  3. #32 Xzes (@Xzes) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:49
    เอาออกเดินทางก่อนครับถ้าไหว
    #32
    1
    • #32-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 18)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:38
      ขอคุณสำหรับความคิดเห็นน้อ ยังไงก็ต้องเดินทางก่อนอยู่ดีละไม่งั้นเรื่องจะเดินเร็วไป ฮะๆ แต่ที่ถามเหละว่าอยากได้ความคิดเห็นนั้นแหละน้า
      #32-1
  4. #31 YuMeiMei (@YuMeiMei) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 03:54
    ขอมูลเยอะไป หน้าเบือมาก เลยละ อ่านแล้วปวดหัวเลย,อยากให้เดินทางก่อนจะได้เจอโจรไง 555
    #31
    1
    • #31-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 18)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:35
      ฮะๆ โทษทีน้อ อาจจะต้องอ่านจนปวดหัวซักหน่อยแต่หลังจากนี้จะน้อยลงละ จะเป็นพวกข้อมูลยิบย่อยซะมากกว่า อย่าพึ่งเบื่อน้า
      #31-1
  5. #30 lnwkhunza (@lnwkhunza) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:05
    จะได้เจอกับพระเอก(?)เมื่อไหร่น๊า~
    #30
    1
    • #30-1 YusakanoNeko (@YusakanoNeko) (จากตอนที่ 18)
      19 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:32
      ถ้ามีเรื่องราวระหว่างเดินทางมาด้วยก็น่าจะบท 5 ละน้อ
      #30-1