COLOR OF RAINBOW เปิดตำนานสีแห่งสายรุ้ง

ตอนที่ 37 : Color of Rainbow :: SUNLIGHT :: Chapter 1 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 เม.ย. 60

                                                                       

CR. PINTEREST

Sunlight Part

1

            หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแสดก้าวเท้าเดินไปตามทางในปราสาทกลางประจำโรงเรียนเวทเมดีน่า นัยน์ตาสีสวยเหลือบมองป้ายตามทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหญิงสาวมาถึงห้องที่เธอต้องการ หญิงสาวแสนสวยไม่รอช้า มือบางของเธอผลักประตูในทันที

            เรียกฉันมา มีอะไรหรือเปล่า...คะหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแสดพูดขึ้นในทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง และเธอไม่ลืมที่จะพูดสุภาพกับอีกฝ่ายเมื่อเห็นนัยน์ตาสีม่วงสวยของอีกฝ่ายมองเธออย่างปรามๆ

            ไวโอเล็ตมองใบหน้าสวยของน้องสาวตัวเองตรงหน้าอย่างประเมิน เธอไม่ค่อยสนิทกับน้องสาวคนนี้เสียเท่าไหร่ เพราะแซฟฟรอนเป็นคนอารมณ์ร้อนและไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ด้วย นั่นทำให้เธอไม่อาจเดาอารมณ์ของผู้เป็นน้องได้เลย

            แซฟฟรอนยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าหญิงสาวในชุดมาสเตอร์ประจำโรงเรียนเวทที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานประจำ นัยน์ตาสีสวยของแซฟฟรอนสบกับนัยน์ตาสีม่วงของอีกฝ่ายโดยไม่ละสายตา

            เป็นไวโอเล็ตที่ยอมละสายตาก่อน มาสเตอร์สาวถอนหายใจเบาๆพร้อมกับหยิบเอกสารหนึ่งที่เธอวางแยกเอาไว้ขึ้นมาและหันมองแซฟฟรอนด้วยสายตาจริงจัง

            พี่ต้องการให้เราไปออกค่ายครั้งนี้ด้วย

            ไม่ค่ะ ฉันไม่ไปแซฟฟรอนตอบกลับในทันทีอย่างไม่ต้องคิดตริตรองอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว คำตอบของผู้เป็นน้องทำให้ไวโอเล็ตส่งสายตาดุและเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า

            แต่เราต้องไป นี่ไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่งไวโอเล็ตเอ่ยสวนแซฟฟรอนในทันที

การออกค่ายเป็นหลักสูตรที่นักเรียนชั้นปีสองและปีสามแห่งโรงเรียนเวทเมดีน่าต้องไปออกค่ายชุมชนเพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านจริงๆโดยให้รุ่นพี่ชั้นปีสามที่เคยออกค่ายมาก่อนคอยดูแลน้องปีสองที่พึ่งออกค่ายครั้งแรก ซึ่งการจับคู่ก็แล้วแต่ว่าใครจะโชคดีได้คู่กับใคร ไม่มีการล็อกรายชื่อใดๆทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางคณะมาสเตอร์ก็จะดูจากความเหมาะสมด้วย

ปราการอัคคีถือเป็นบ้านหลังที่สองของแซฟฟรอน เธอกลับมาที่นี่ได้หลายปีแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏตัวจริงๆจังๆ จนกระทั่งเธอเห็นพี่ชายของเธอเข้าเรียนแก้เบื่อและดูชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุคปัจจุบัน แซฟฟรอนจึงเข้าเรียนตามไฟร์บริคในปีต่อมา แต่แซฟฟรอนก็ไม่สนหน้าใคร เธอเข้ามาเพื่อแก้เบื่อเท่านั้น ไม่ได้ต้องการทำตามหลักสูตรสักหน่อย

            ในเมื่อเธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งปราการ ทำไมเธอจะไม่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับปราการอัคคีแห่งนี้ล่ะ

            แซฟฟรอนถอนหายใจก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม เมื่อเห็นท่าทางอ่อนลงของแซฟฟรอน ไวโอเล็ตก็เบาใจ

            เมื่อไหร่ ที่ไหนคะ

            ชุมชนเอเต้ แซฟฟรอนพยักหน้าเข้าใจ หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแสดรู้ดีว่า หากไวโอเล็ตเอ่ยว่านี่เป็นคำสั่ง นั่นหมายความว่า เธอจะต้องปฏิบัติตามห้ามขัดไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

            กำหนดการณ์ยังไม่ออกชัดเจน แต่คราวนี้พี่ต้องการให้เราไปคุมด้วยตัวเอง เดี๋ยวพี่จะส่งรายงานไปให้อ่าน แต่ยังไม่ต้องบอกใครนะว่าเราจะไปด้วย แล้วก็...

            แซฟฟรอนเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำสั่งที่ได้รับ หญิงสาวมองใบหน้าจริงจังของพี่สาวเมื่อเห็นว่าไวโอเล็ตยังพูดไม่จบ

            เฮ้อ...ไม่มีอะไรแล้ว ไปพักเถอะไวโอเล็ตถอนหายใจก่อนจะพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน ราวกับว่าเธอต้องการพักผ่อนแล้ว แซฟฟรอนไม่ได้พูดอะไรต่อ หญิงสาวค้อมศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป

            วิโอเลีย นี่ฉันคิดผิดหรือเปล่าที่ทำแบบนี้ลับหลังร่างบางของน้องสาวที่ก้าวพ้นห้องไปแล้ว ไวโอเล็ตก็เอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน นัยน์ตาสีสวยของหญิงสาวสั่นระริกอย่างเป็นกังวล

            ข้าเชื่อมั่นในสิ่งที่นายหญิงตัดสินใจเสมอเจ้าค่ะ เสียงหวานของวิโอเลียดังขึ้นในโสตประสาทของเจ้านายสาวพร้อมกับร่างโปร่งแสงที่ปรากฏตัวขึ้นข้างกายไวโอเล็ตในทันที

            ไวโอเล็ตพยักหน้าอย่างเงียบๆ นัยน์ตาสีสวยกระพริบถี่ๆพร้อมกับคิดเรื่องที่เธอพึ่งตัดสินใจไปเมื่อครู่อย่างวิตกกังวล มือบางสีขาวซีดคว้าซองเอกสารสีน้ำตาลที่มีตราประทับของแกรนด์มาสเตอร์ขึ้นมา ก่อนจะกวาดสายตาอ่านเอกสารตรงหน้าอีกครั้งอย่างตั้งใจ จริงๆเธออ่านจบไปแล้ว แต่ตัวเธอต้องการย้ำว่าเธอไม่ได้อ่านผิด

            ถ้าแซฟฟรอนรู้ว่า เธอจะต้องไปกับใคร เธอคงไม่ยอมแน่ๆมาสเตอร์สาวพูดขึ้นโดยสายตาของเธอก็ยังคงจับจ้องอยู่ที่เอกสารนั้นอย่างไม่วางตา

วิโอเลียยิ้มน้อยๆ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเจ้านายสาวของเธอไม่ต้องการจะทำแบบนี้ แต่ในเมื่อมันไม่สามารถเลือกได้ วิโอเลียก็ทำได้เพียงปลอบใจเจ้านายสาวไม่ได้คิดมากไปเท่านั้น และเมื่อได้ยินคำของคนสนิท ไวโอเล็ตก็พยักหน้าอย่างทำใจ เธอทำได้เพียงแค่ทำใจและเตรียมตัวเพื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น เพราะแซฟฟรอนเป็นคนอารมณ์ร้อน...หากละสายตาไปเพียงครู่เดียว ก็เหมือนระเบิดลงอย่างไรอย่างงั้น

            เชื่อข้าเถอะเจ้าค่ะ ท่านแซฟฟรอนต้องเข้าใจในสิ่งที่ท่านทำและเชื่อใจในการตัดสินใจของท่านเช่นเดียวกับข้าแน่นอน

 

            แซฟฟรอนถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อคิดว่าตัวเองจะต้องไปออกค่ายกับคนอื่น ถ้าหากเป็นคนที่เธอสนิทด้วยก็ไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่หากเป็นคนที่เธอไม่รู้จักแล้วต้องมาอาศัยอยู่ด้วยกันอีก เธอคงเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่แน่ๆ สู้ให้งานเธอมาทำคนเดียว ยังจะง่ายกว่า

            สำหรับแซฟฟรอน ยิ่งมากคน...ก็ยิ่งมากความ

            การออกค่ายคือ หลักสูตรการเรียนของโรงเรียนเวทเมดีน่าที่ปีสองและปีสามต้องทำร่วมกัน โดยจับคู่กันไปหรือไปเป็นกลุ่มเล็กๆ ขึ้นอยู่กับงานที่ได้รับหมอบหมายว่ายากขนาดไหน ซึ่งการออกค่ายจะกินระยะเวลาไม่เกินสองเดือน เหมือนเป็นการฝึกงานและเรียนรู้การใช้ชีวิตไปในตัว

            โดยส่วนใหญ่แล้วนักเรียนในโรงเรียนเวทแห่งนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างมีฐานะ นอกจากจะมีพื้นฐานความเป็นอยู่ทางครอบครัวที่ดีแล้วก็ยังมีความสามารถมากด้วยเช่นกัน เพราะโรงเรียนเวทแห่งนี้เป็นโรงเรียนเวทที่ดีที่สุดในอาณาจักร ถ้าใครผ่านเกณฑ์การทดสอบได้ ถือว่าเป็นบุคลากรชั้นยอดในอนาคต

            แซฟฟรอนมีปัญหาในการสื่อสาร เธอเป็นคนพูดน้อยและจะพูดกับคนที่เธออยากพูดด้วยเท่านั้น เธอไม่ใช่คนคุยเก่ง อะไรที่เลี่ยงได้แซฟฟรอนก็อยากเลี่ยงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเกิดปัญหา ส่วนการใช้ชีวิต เธอกล้าพูดเลยว่า เธอใช้จนคุ้มค่าโดยเรียนรู้ทุกอย่างมาเกือบตลอดแล้ว

            ใจจริงแซฟฟรอนก็อยากปฏิเสธ แต่ด้วยความรู้สึกของเธอที่บอกว่า ออกค่าย เถอะมันน่าจะมีประโยชน์กับเธอมากกว่า แถมยังสายตาจริงจังของไวโอเล็ตอีก ปกติแล้วพี่สาวของเธอไม่บังคับเธอเลยด้วยซ้ำ ทุกครั้งไวโอเล็ตจะถามก่อนว่า

            เธออยากทำไหม ถ้าไม่อยาก พี่จะให้แคนเดิลไปแทน

            แต่คราวนี้กลับไม่ใช่...เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ไวโอเล็ตต้องการให้เธอจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ในเมื่อเธอไม่สามารถเลือกเองได้ ก็ลองดูสักตั้งแล้วกัน งานแต่ละงานที่ไวโอเล็ตให้เธอนั้น ไม่เคยยากเกินกว่าที่เธอจะทำได้ด้วยซ้ำ

            แคนเดิล

            เจ้าค่ะนายหญิง

            ไปสืบมาให้ฉันหน่อย เกิดอะไรขึ้นที่นั่นแซฟฟรอนเรียกหามือขวาของตนในเรื่องที่สงสัย เธอเป็นคนที่ต้องวางแผนทุกการกระทำ ถ้าเกิดว่าแผนแรกไม่สำเร็จอย่างน้อยก็มีแผนสำรองเอาไว้ทัน การเติบโตมาด้วยภาระหน้าสอนให้แซฟฟรอนเป็นคนเตรียมพร้อมอยู่เสมอและเธอจะต้องไม่พลาด

            ที่โรงเรียนเวทเมดีน่าเป็นโรงเรียนเวทที่มีหอพักให้นักเรียน โดยจะเรียกว่า ปราการซึ่งสามารถแบ่งได้ทั้งหมดห้าปราการ คือ ปราการอัคคี ปราการวาโย ปราการวารี ปราการพฤกษาและปราการพสุธา พวกเธอเจ็ดพี่น้องสร้างห้าปราการนี้ขึ้นมาเพื่อรองรับนักเรียนที่เข้ามาศึกษาเพราะบางคนก็มาจากต่างดินแดน มันจะง่ายต่อนักเรียนมากกว่า ส่วนแซฟฟรอนนั้นอยู่ปราการอัคคีกับไฟร์บริค พี่ชายคนเล็กของบ้าน

            หลังจากหาไวโอเล็ตเสร็จเรียบร้อยแล้ว แซฟฟรอนก็เลือกกลับมาที่ปราการของตน เพราะตัวเธอเองก็ถือเป็นผู้คุมกฎของปราการ แม้ว่าจะอยู่ปีสองแต่หัวหน้าปราการก็รู้การมีอยู่ของเธอ ถึงแม้ว่าแซฟฟรอนไม่ต้องการรับรู้ก็ตาม

            ทุกอย่างก้าวของหญิงสาวเป็นจุดสนใจของทุกคนในปราการได้เป็นอย่างดี แซฟฟรอนไม่ได้มีดีแค่หน้าตาสละสลวยเท่านั้น ด้วยใบหน้ารูปไข่สวยที่ไม่เหมือนคนยุคปัจจุบัน เข้ากับจมูกโด่งรั้นและริมฝีปากอวบอิ่มระเรื่อสีชมพูอ่อนสวยงาม นัยน์ตากลมโตสีแสดประกายวิบวับเข้ากับผิวขาวเนียนของเธอได้เป็นอย่างดี ยิ่งเรือนผมที่มีสีเดียวกับนัยน์ตาที่ถูกม้วนเอาไว้ลวกๆเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยชอบปล่อยผม ทำให้แซฟฟรอนยิ่งดูโดดเด่นมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งพ่วงด้วยตำแหน่ง ท่านหญิงแห่งโรเซนต์เฟรนเดียยิ่งทำให้หญิงสาวกลายเป็นคนดังขึ้นในพริบตา

            แซฟฟรอนไม่ชอบให้ตัวเองเป็นจุดสนใจ แต่เธอก็ไม่สามารถเลือกหนทางนั้นได้ เพราะตระกูลของเธอก็ไม่ใช่ขี้ริ้วขี้เหร่ นอกจากจะเป็นทายาทขององค์หญิงเรนโบว์ โรเซนต์เฟรนเดียที่แต่งงานกับเทพแห่งเมฆหมอก ก็ยิ่งทำให้เธอกลายเป็นบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวใหญ่ เธอมีพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน เธอเป็นคนที่ห้าของบ้าน

            ถ้าถามว่ามีใครอยากหาผลประโยชน์กับแซฟฟรอนไหม หญิงสาวกล้าพูดเต็มปากว่า มีเยอะแยะ หากแต่พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงตัวเธอได้เพราะนิสัยของเธอ แซฟฟรอนดูคนออกว่าใครดีใครไม่ดี แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดออกมา

            แซฟฟรอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยขณะก้าวเท้าเข้าปราการโดยไม่สนใจผู้คนที่มองเธอทุกย่างก้าว เดิมทีก็ไม่มีใครกล้าคุยกับแซฟฟรอนอยู่แล้วเพราะเธอเป็นคนไว้ตัว และทุกคนจะเจอเธอก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเท่านั้น

            ไปไหนมาเหรอแซฟเสียงทุ้มของชายคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับมือหนาที่หยีผมของแซฟฟรอนอย่างไม่เกรงใจ เรียกสติของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแสดได้เป็นอย่างดี นัยน์ตาสีแสดสวยหันมองร่างสูของชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงสดอย่างไฟร์บริค พี่ชายคนเล็กของเธอ ใบหน้าสวยของเธอนิ่งเรียบแต่นัยน์ตานั้นฉายแววไม่ชอบใจอยู่นิดๆ

            พี่ไวโอเล็ตเรียกไปหาแซฟฟรอนตอบพี่ชายก่อนจะขยับหัวหลบมือหนาของอีกฝ่ายอย่างรำคาญ พลางมองใบหน้าหล่อของอีกฝ่ายเป็นเชิงถามว่า แล้วเขาล่ะทำอะไรอยู่ไฟร์บริคหัวเราะเบาๆ ถ้าหากเขาไม่ได้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของหญิงสาวตรงหน้า เขาก็คงไม่เข้าใจว่าเธอมองเขาทำไม แต่อยู่ด้วยกันมานาน เป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก ก็ไม่แปลกถ้าเขาจะอ่านไม่ออก

            พี่จะไปห้องซ้อมหน่อย จะไปกับพี่ไหม

แซฟฟรอนเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเพราะตัวเธอเองก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้ว จะเรียกว่างานในปราการเธอก็เอี่ยวแค่คุมกฏแต่งานเอกสาร แซฟฟรอนไม่ทำ เธอให้คนอื่นในปราการจัดการแทน

ปราการอัคคีอยู่ภายใต้การดูแลของเธอและไฟร์บริค ซึ่งอำนาจส่วนใหญ่จะเป็นของไฟร์บริคเสียมากกว่า พี่ชายของเธอนั้นคอยควบคุมทุกอย่างในปราการ เพราะเด็กในปราการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกอารมณ์ร้อนและคาดเดายาก มักจะมีปัญหาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งต้องใช้สมองและแรงกายในการควบคุมเยอะอยู่ ในเรื่องงานเอกสาร พี่ชายเธอก็เป็นคนคุม แซฟฟรอนจะคุมเวลามีเรื่องเกิดขึ้นมากกว่า ซึ่งชื่อเสียงเรียงนามของเธอก็ไม่ใช่ย่อยเช่นกัน

ว่ากันว่า...แซฟฟรอนเป็นผู้คุมกฎที่โหดที่สุดที่ปราการเคยมี

            ไฟร์บริคยิ้มน้อยๆกับท่าทางของน้องสาว ก่อนจะโอบไหล่แซฟฟรอนและเดินไปห้องซ้อมของปราการด้วยกัน ซึ่งแซฟฟรอนก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย น้องสาวของเขาคนนี้เป็นคนเข้าถึงยาก ถ้าหากว่าไม่ใช่คนที่สนิทกันจริงๆ แซฟฟรอนจะไม่ยอมไปไหนด้วย และการจับต้องตัวเธอนั้นถือเป็นเรื่องต้องห้ามเลยด้วยซ้ำ น้องสาวของเขาไม่ใช่คนที่จะสนิทกับคนอื่นง่ายนัก ขนาดตัวเขาเป็นพี่ชายของอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจการกระทำของผู้เป็นน้องเลย

            ภาพของสองพี่น้องที่เดินเคียงคู่กันถือว่าเป็นภาพที่หาได้ยากในปราการอัคคี แซฟฟรอนไม่ค่อยออกจากห้องตัวเองเท่าไหร่ ต่างจากไฟร์บริคที่มักเดินเล่นอยู่ในปราการเสมอ นัยน์ตาสีสวยของแซฟฟรอนวาวขึ้นอย่างไม่ค่อยชอบใจ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากไฟร์บริคได้เป็นอย่างดี

            น่าๆ ทนหน่อยนะ ตอนนี้เรากลายเป็นบุคคลต้องห้ามแล้วล่ะ

            นั่นเป็นเพราะพี่ไวโอเล็ตอยากให้พวกเราเป็นหญิงสาวเถียงกลับในทันทีพลางคิดถึงตอนที่ไวโอเล็ตให้อควาพาฟลอร่าไปออกงานจนทำให้ฐานะพวกเธอกลับมาอีกครั้ง จะบอกว่าไม่เข้าใจพี่สาวก็ไม่ได้ ไวโอเล็ตรู้ตัวดีเสมอว่า เวลาไหนต้องจัดการอะไร แซฟฟรอนเชื่อทุกครั้งว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแน่นอน

            ตามจริงแล้วพวกเขาเจ็ดพี่น้อง ไม่มีใครชอบการเป็นจุดเด่นเลยสักคน พวกเขาเลือกที่จะอยู่อย่างเงียบๆ ออกงานสังคมบ้างเป็นครั้งคราวแล้วก็จางหายไปตามกาลเวลา จนทุกคนต่างเข้าใจว่า พวกเขานั้นหายสาบสูญ ไม่ก็ตายไปแล้วก็มี แต่พอปีนี้มีรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเรียนแถมเป็นเพื่อนร่วมห้องเดียวกับฟลอร่า น้องเล็กของบ้าน ก็ทำให้พวกเขามีตัวตนกลับมาอีกครั้ง

            แซฟฟรอนฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ เธอไม่ชอบที่วุ่นวาย แต่ปราการอัคคีกลับเป็นปราการที่วุ่นวายที่สุดในทั้งหมด ในเมื่อเลือกไม่ได้ แซฟฟรอนก็ต้องทำใจยอมรับ ไฟร์บริคมองท่าทางไม่พอใจของน้องสาวด้วยสายตาอ่อน ก่อนจะผลักประตูบานใหญ่ที่ลงมนตราขั้นสูงเอาไว้อย่างดีในทันที

            เสียงกระทบกันของดาบและเสียงร่ายเวทดังขึ้นเช่นเดียวกับไอมนตราที่ปะทะราวกับสายลมที่โหมใส่ทั้งสองในทันที ห้องซ้อมของปราการอัคคีจะใหญ่กว่าปราการอื่นๆเพราะคนที่อยู่สังกัดปราการอัคคีส่วนใหญ่นั้นจะชื่นชอบการต่อสู้ทุกคน พวกเขาจะถนัดการใช้อาวุธกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขานั้นไม่ถนัดเวท  ลานประลองหลายลานเต็มไปด้วยผู้คนที่ฝึกซ้อมกับเพื่อนอย่างแข่งขัน บ้างก็ฝึกกับเพื่อน บ้างก็ฝึกกับระบบอัตโนมัติของลานประลอง ลานประลองทุกแห่งในโรงเรียนเวทแห่งนี้ลงมนตราขั้นสูงเอาไว้โดยที่นักเรียนที่ต้องการฝึกซ้อมสามารถเลือกสัตว์อสูรจำลองมาเป็นคู่ซ้อมได้ สัตว์อสูรนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยมนตราโบราณและเมื่อฝึกซ้อมเสร็จ สัตว์อสูรก็จะสลายไปในทันที

            ไฟร์บริคพยักหน้าอย่างพอใจที่เห็นเด็กในปราการขยันขันแข็งกันทุกคน เขามักจะมาดูความเป็นอยู่ของเด็กในปราการอยู่เสมอ พลางเสมองแซฟฟรอนที่มีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แซฟฟรอนชอบการต่อสู้ น้องสาวของเขาคนนี้ถนัดในสิ่งที่ผู้หญิงไม่สมควรจะถนัดมาก ไฟร์บริคเอ่ยขอตัวกับน้องสาวเพราะเขาเห็นเพื่อนสนิทของตนกำลังประลองกับเพื่อนอยู่ที่ลานมุมห้องอีกด้าน แซฟฟรอนไม่ได้ว่าอะไรพี่ชาย เธอทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตาไปทั่วห้องซ้อม

            ฟุบ!

            หญิงสาวถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะคว้าลูกธนูที่พุ่งตรงมาทางเธอด้วยท่าทางเฉยเมยพลางเงยหน้ามองคนที่กล้าทำร้ายเธอโต้งๆด้วยสายตานิ่งเรียบ ราวกับทุกอย่างในห้องซ้อมนั้นถูกหยุดเวลา ทุกสายตาต่างหยุดการกระทำของตนเองแล้วหันมามองเธอกันอย่างพร้อมเพรียง

            ขอโทษครับพี่...เอ่อ...ท่านหญิงแซฟฟรอนรุ่นน้องปีหนึ่งคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาแซฟฟรอนด้วยใบหน้าซีด แซฟฟรอนเป็นรุ่นพี่ปีสองที่เข้าใจยาก แทบจะไม่มีใครปราการอยากยุ่งกับเธอเลยแม้แต่น้อย แต่การที่ลูกธนูพุ่งไปหาเธอนั้นเป็นเหตุวิสัย แซฟฟรอนส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ถือสาพลางส่งลูกธนูคืนอีกฝ่ายแล้วกล่าวเสียงเรียบว่า

            คราวหลังระวังหน่อย

            ทุกคนในห้องถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกเขากลัวว่าแซฟฟรอนจะระเบิดขึ้นมาแล้วทุกอย่างในห้องนี้ต้องพังลง รุ่นน้องคนดังกล่าวรับลูกธนูคืนอย่างว่าง่ายก่อนจะกล่าวขอบคุณรุ่นพี่ที่ไม่ถือสาเด็กไม่ได้ความอย่างเขาก่อนจะวิ่งกลับลานประลองของตน แซฟฟรอนปรายตามองคนในห้องอีกครั้งเป็นการเตือนว่า หยุดมองได้แล้ว ก่อนที่เธอจะไม่ทน เท่านั้นแหละทุกคนก็กลับไปตั้งใจซ้อมเหมือนเดิมในทันที

            แซฟฟรอนเดินไปนั่งที่มุมพักผ่อนในห้องซ้อมเพื่อดูการซ้อมของคนอื่นไปเรื่อยๆ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ลานประลองลานหนึ่งที่มีร่างสูงของไฟร์บริคยืนอยู่ด้านขวา และด้านซ้ายมีชายหนุ่มอีกคนที่มีร่างกายสูงโปร่งพอๆกับไฟร์บริค ผิวขาวแทนราวกับโดนแดดเผาไหม้ตัดกับนัยน์ตาสีส้มสวยของเขา เช่นเดียวกับเรือนผมที่มีสีเดียวกับนัยน์ตาพลิ้วไหว ใบหน้าที่ไม่ได้หล่อมากแต่แซฟฟรอนก็กล้าพูดได้ว่า อยู่ในระดับที่ดูดีใช้ได้ เขาคนนั้นอยู่ในชุดลำลองเช่นเดียวกับไฟร์บริคและเขาก็พูดคุยอะไรบางอย่างกับไฟร์บริคที่เธอไม่อาจจับคำพูดได้เพราะนั่งอยู่ไกลเกิน ข้างๆลานประลองนั้นมีร่างบางของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดงเบอร์รี่ที่ถือผ้าขนหนูเอาไว้ตลอด ใบหน้าสวยของแซฟฟรอนไม่พอใจในทันทีก่อนจะคว้าหอกเล่มงามที่พุ่งมาหาเธอด้วยความเร็วเอาไว้ในพริบตา พลางพิจารณาหอกในมือของเธอในทันที

            หอกที่มีด้ามจับสีแดงเข้มผูกผ้าเนื้อดีสีทองที่สลักชื่อเจ้าของเอาไว้เสร็จสับ ปลายแหลมคมของหอกที่ตีด้วยวัสดุเนื้อดีที่ลงรายละเอียดเป็นมนตราขั้นสูง นัยน์ตาสีสวยมองไอมนตราที่เอ่อล้นออกมาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ หญิงสาวกระชับด้ามหอกอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นและคว้ากลับด้วยท่าทีสบายๆ หากแต่หอกนั้นกลับพุ่งกลับไปด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนแรกเท่าตัว แต่ดีที่ชายผู้เป็นเจ้าของคว้าเอาไว้ได้ทัน

            นัยน์ตาสีแสดของแซฟฟรอนมองอย่างไม่พอใจ ก่อนจะก้าวเดินไปทางลานประลองนั้นอย่างช้าๆ ไอมนตราโบราณที่เอ่อล้นออกจากร่างของแซฟฟรอนบอกได้ดีว่า หญิงสาวที่แสนสวยที่มีใบหน้าแบบคนโบราณคนนี้กำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก และเธอพร้อมจะระเบิดใส่อะไรก็ตามที่ขวางทางเธอให้เละเป็นจุลในพริบตาเดียวแน่นอน

            ทุกคนในห้องซ้อมต่างพร้อมใจกันหลีกทางให้หญิงสาวอย่างว่าง่ายพลางกลืนน้ำลายแล้วมองชายร่างสูงที่กล้าปาหอกใส่แซฟฟรอน ผู้คุมกฎแห่งปราการอัคคีที่ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมยังคุยกับไฟร์บริคอย่างไม่ได้สนใจว่าแซฟฟรอนจะอารมณ์เสียขนาดไหน

            เมื่อมาถึงลานประลองที่ตัวเองต้องการ แซฟฟรอนก็ปรายตามองหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดงเบอร์รี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เบอร์รี่ยิ้มน้อยๆก่อนจะชี้ไปทางตัวการที่กล้าทำเรื่องอุกอาจถึงขนาดนี้เป็นเชิงว่า เธอไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยนะ อย่าเอาเธอไปเอี่ยวเด็ดขาด

            คนนั้นค่ะ ฉันเปล่าชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนข้างไฟร์บริคก็สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเป็นพัลวันว่า เขาเปล่าทำเรื่องแบบนั้นนะ

            เฮ้ย! พี่เปล่านะเบอร์รี่ พี่ไม่ได้ทำ

            ไฟร์บริคพยายามกลั้นขำอย่างเต็มที่กับท่าทางเหมือนสามีที่ยอมอ่อนข้อให้ภรรยา พลางมองใบหน้าสวยของน้องสาวอย่างประเมินไปพร้อมๆกัน  เขารู้ว่าแซฟฟรอนไม่ชอบเพื่อนสนิทของเขาอย่าง ซันไลท์แต่ไม่รู้ทำไม พอเขาเห็นทั้งสองอยู่ด้วยกัน เขาเหมือนเห็นแซฟฟรอนอีกคน แซฟฟรอนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน...และครั้งนี้ก็เหมือนกัน

            ซันไลท์หัวเราะเบาๆก่อนจะปักหอกลงกับพื้นพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ๆร่างบางที่มองเขาอย่างไม่พอใจอยู่ข้างลานประลอง ก่อนจะเหลือบมองไฟร์บริคที่มองเขาด้วยสายตาเป็นประกายราวกับต้องการจะดูว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้ยังไง ซันไลท์ไม่พูดอะไรมาก เขาคว้าแขนของแซฟฟรอนพร้อมออกแรงดึงให้ร่างบางขึ้นมาบนลานประลองอย่างว่าง่าย

            ไม่มีเสียงร้องโวยวายจากหญิงสาว แซฟฟรอนปล่อยตัวตามสบายก่อนจะใช้เท้าถีบพื้นเพื่อกระโดดตีลังกาไปทางด้านหลังของอีกฝ่ายพร้อมกับสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของชายร่างสูงตรงหน้า ทันทีเท้าของเธอแตะพื้น มือบางของหญิงสาวก็หยิบพัดเหล็กที่สั่งทำขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะออกมาจากแขนเสื้อยาวของเธอ เป็นเรื่องปกติของแซฟฟรอนอยู่แล้วที่เธอมักจะเก็บอาวุธไว้ใกล้ตัวเสมอ

            ฟุบ!

            พัดเหล็กที่พับเก็บเรียบร้อยโชว์ให้เห็นเพียงปลายดาบแหลมเงาวิบวับบอกถึงความคมของตัวดาบจ่ออยู่ปลายท้ายทอยของซันไลท์เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น เรียกเสียงผิวปากอย่างชอบใจจากไฟร์บริคอย่างว่าง่าย ท่าทางของแซฟฟรอนทำเอาทุกคนในห้องต่างกลั้นหายใจอีกครั้ง

            เมื่อรับรู้ถึงอะไรเย็นๆที่ท้ายทอยของตัวเอง ซันไลท์ก็ถอนหายใจก่อนจะชูมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้พร้อมกับค่อยๆหมุนกลับมาอย่างช้าๆ แซฟฟรอนมองชายตรงหน้าด้วยสายตาไม่พอใจ ก่อนจะยอมละพัดเหล็กของตนออกและหันมามองไฟร์บริคอย่างเตือนๆ

            พี่ก็รู้ว่าฉันไม่ชอบ

            ไฟร์บริคยักไหล่กับท่าทางของแซฟฟรอน ก่อนจะตอบกลับเสียงซื่อว่า

            ก็เห็นเราเบื่อๆ เลยนึกว่าอยากหาอะไรทำเสียอีก

            แซฟฟรอนไม่ตอบพลางมองซันไลท์ที่รับผ้าขนหนูจากเบอร์รี่มาซับเหงื่อที่ประปรายบนใบหน้าด้วยสายตานิ่งเรียบ หญิงสาวหันมาทางพี่ชายอีกครั้งก่อนจะคลี่พัดเหล็กในมือออก เผยให้เห็นดาบที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่มากที่ถูกตีขึ้นในให้มีขนาดเท่ากันโดยที่ปลายถูกตอกด้วยเหล็กอีกชิ้นเพื่อเชื่อมให้กลายเป็นพัด ส่วนเนื้อผ้าที่เชื่อมระหว่างดาบนั้นเป็นใยไม้ที่ทอให้กลายเป็นผ้าเนื้องามสีน้ำเงิน ซึ่งใยไม้อันนี้ฟลอร่าเป็นคนให้เธอกับมือและยืนยันว่าดาบไม่มีทางตัดใยไม้นี้ได้แน่นอน เธอจึงวานให้ฟลอร่าทอเป็นผ้าเพื่อมาเป็นอาวุธเฉพาะตัวของเธอเอง

            พี่ไม่อยากมีเพื่อนสนิทแล้ว?

            ทำไม? น้องจะฆ่าเขาให้ตายหรือไง

            ...

แซฟฟรอนไม่ตอบคำถามของไฟร์บริค เธอมีความรู้สึกไม่ชอบซันไลท์ มันเป็นสัญชาตญาณของเธอที่บอกว่า อย่ายุ่งกับคนๆนี้ เขาเป็นอันตรายต่อเธอ!

ผู้เป็นพี่ชายไม่พูดอะไรมาก เขาทำเพียงแค่หัวเราะก่อนจะตอบกลับแซฟฟรอนด้วยน้ำเสียงเรียบ เรียบจนขนาดแซฟฟรอนต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยเลยด้วยซ้ำ

น้องฆ่าเขาไม่ได้หรอกแซฟฟรอน

ซันไลท์มองการโต้ตอบของสองพี่น้องอย่างประเมิน ไฟร์บริคพูดอะไรอย่างสักอย่างที่แปลกไป แปลกจนเขาอดขมวดคิ้วไปด้วย เพื่อนสนิทของเขาหมายความว่ายังไงกันแน่ แต่ก่อนที่ซันไลท์จะคิดอะไรมากไปกว่านี้ ไฟร์บริคก็เดินมาตบบ่าเขาราวกับต้องการฝากฝังอะไรบางอย่าง

เป็นคู่ซ้อมให้แซฟฟรอนหน่อยแล้วกัน ฉันจะขึ้นไปหาเกียร์หน่อย เมื่อกี้เห็นส่งข้อความมาว่ามีงานด่วน ฝากแซฟฟรอนด้วยนะ

“…” แซฟฟรอนไม่ตอบอะไร เธอมองคาดโทษพี่ชายของเธออย่างเอาเรื่อง ถ้าจบเรื่องนี้สงสัยเธอต้องคุยกับไฟร์บริคให้ชัดเจนหน่อยแล้วว่า เธอชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร! ก่อนจะหันมาทางซันไลท์ที่อยู่ตรงหน้าเธอแล้วสะบัดเป็นการวอมมือ

ซันไลท์อ้าปากค้างอย่างตกใจ นัยน์ตาสีสวยของเขามองแซฟฟรอนก่อนจะหันหลังไปตะโกนด่าเพื่อนสนิทตัวเองที่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ให้เขาแก้อย่างอารมณ์เสีย ไฟร์บริคจะทำอะไรก็ได้ เขาไม่เคยว่าหรือห้าม แต่การที่ไฟร์บริคทิ้งเขาเอาไว้กับแซฟฟรอนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีอย่างแรง นั่นเหมือนเป็นการฆ่าเขาทางอ้อมเลยด้วยซ้ำ!

ไฟร์! ไอ้เพื่อนเวร แกจะทำแบบนี้ไม่ได้นะโว้ย!!”

            

100% LOADING...
เป็นการเจอกันที่ฮาร์ดคอร์ กร๊ากกกก
นายโดนไฟร์เล่นแล้ว ฮร่าาา

เจอกันตอนหน้าค่ะ ♥


142 ความคิดเห็น

  1. #132 『Piano』 (@kimikavenus) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 19:18
    อื้อหืมม ซันไลท์เอ๊ย สวดมนต์ 9 วัดนะ55555
    แบบนี้ก็แสดงว่าไฟร์บริครู้แล้วว่าซันไลท์เป็นใครหรอ?
    #132
    0