พันธนาการรัก กับดักเสน่หา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 16,208 Views

  • 22 Comments

  • 117 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,186

    Overall
    16,208

ตอนที่ 4 : พันธนาการรัก กับดักเสน่หา ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1476
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    30 ม.ค. 62










             แสงแดดที่ส่องผ่านผ้าม่านทำให้หญิงสาวกระพริบตาถี่ๆ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นเต็มที่ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้เธอนอนดึกกว่าทุกวัน เธอไม่อยากยอมรับกับตนเองเลยว่าสาเหตุที่ทำให้เธอไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้คือดวงตาคมเข้มที่จ้องเธอไม่กระพริบคู่นั้น แต่เมื่อไม่อาจปฏิเสธได้เธอจึงได้แต่ยอมจำนนกับความจริงนั้น

 เสียงเครื่องตีแป้งขนมปังที่ดังมาจากห้องครัวทำให้นลินขยับกายอย่างกระฉับกระเฉง ปานชีวาคงจะเริ่มงานของเธอแล้ว นลินนึกย้อนไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เธอและปานชีวาลาออกจากงานประจำและพากันย้ายกลับมาอยู่ที่เชียงรายอย่างถาวร

บ้านถูกปิดไปเกือบสองปีก็นับตั้งแต่พ่อของเธอเสียชีวิต ส่วนแม่นั้นหย่าร้างกับพ่อไปนานแล้วและแต่งงานใหม่ก่อนจะย้ายไปอยู่เมืองนอกกับสามีชาวอังกฤษ ความไม่คุ้นเคยทำให้เธอแทบจะลืมไปเสียแล้วด้วยซ้ำว่าหน้าตาของแม่เป็นเช่นไร

เธอกลับมาที่บ้านหลังนี้พร้อมกับปานชีวา ครั้งแรกที่เห็นบ้านก็คิดว่าต้องเป็นงานหนัก เพราะสภาพเท่าที่เห็นทรุดโทรมไปมากแต่ก็ยังดีกว่าต้องไปเช่าบ้านคนอื่นอยู่ ดังนั้นเธอกับปานชีวาจึงช่วยกันทำความสะอาดและติดต่อเรื่องน้ำ-ไฟ แต่กว่าทุกอย่างจะลงตัวก็เกือบสองสัปดาห์

ปานชีวาเป็นเพื่อนสนิทของเธอตั้งแต่เรียนมัธยมต้น ด้วยหญิงสาวมีป้าสมจิตรเป็นญาติเพียงคนเดียวเมื่อท่านเสียไปเมื่อต้นปีจึงยอมย้ายมาอยู่ด้วยกันที่เชียงราย ปานชีวาเป็นคนมีฝีมือเรื่องทำขนมและใฝ่ฝันอยากมีร้านทำขนมเป็นของตัวเอง แต่ด้วยต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงจึงทำได้เพียงทำขนมปังส่งตามร้านกาแฟในเมืองหรือไม่ก็โรงเรียนหรือ หน่วยงานราชการต่างๆ รวมถึงการจัดอาหารว่างตามโรงแรมซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ส่วนเธอก็ไม่คิดกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกแล้วเพราะอยากทำงานอิสระของตัวเองมากกว่า จึงหันมาทำงานฝีมืออย่างจริงจัง ด้วยสินค้าแฮนด์เมคส่วนใหญ่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นเฉพาะตัว ที่สำคัญมีราคาค่อนข้างสูงกว่าสินค้าที่ผลิตจากโรงงานด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่เพราะเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า ผลิตจากความสามารถของผู้ผลิต อีกทั้ง ตลาดค้าขายสินค้าแฮนด์เมดในประเทศไทยเริ่มกว้างขึ้น

จากเมื่อก่อนเธอทำใช้เองหรือไม่ก็ทำให้ปานชีวาใช้หรือเป็นของขวัญตามวาระโอกาส หลังจากเพื่อนร่วมงานเห็นก็มีบ้างที่สั่งทำ เธอยอมรับว่ารายได้ที่มีแรกๆ ไม่ได้มากมายนักแต่พอมาทำอย่างจริงจัง ด้วยเนื้องานละเอียดเพราะเป็นงานฝีมือและมีเพียงชิ้นเดียวจึงทำให้ค่าจ้างต่อชิ้นงานค่อนข้างคุ้มค่าและงานที่ทำออกไปก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด จนทำให้มีรายได้มากกว่าเงินเดือนหลายเท่าตัวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นลินไม่เคยคิดว่าท้ายที่สุดงานฝีมือซึ่งเธอมองว่าเป็นแค่งานอดิเรก รายได้ก็ไม่กี่พันบาทต่อเดือน จะสร้างความมั่งคั่งให้กับเธอจนคิดยึดทำเป็นอาชีพได้ อาจเพราะคุณภาพเนื้องานรวมถึงความละเอียดและโดดเด่นของชิ้นงาน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ปากต่อปากจากลูกค้า ทำให้เวลานี้มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนต้องมีการจองคิวกันข้ามปีเลยทีเดียว

พอได้รับการตอบรับจากลูกค้าภายในประเทศ ปานชีวาจึงแนะนำให้เธอทำเว็บไซต์เพื่อเป็นการโฆษณาเพื่อเปิดตลาดสู่ต่างประเทศอีกทางหนึ่งและเธอก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น แต่ขอทำงานที่ค้างให้เสร็จรวมถึงวางแผนด้านธุรกิจอย่างจริงจังเสียก่อน

 “นึกแล้วว่าวันนี้ลินต้องตื่นสายแน่ๆ แล้วก็ใช่จริงๆ ด้วย” เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาทำให้ปานชีวาหันมองแล้วเอ่ยขึ้น นลินมองร่างค่อนข้างอวบเดินถือถาดขนมอบกำลังยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วเลิกคิ้วขึ้น

 “ทำไมถึงรู้ล่ะว่าลินจะตื่นสาย”

“ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าถ้าลินไปเจอคนพวกนั้น กลับมาก็จะต้องมีเรื่องให้คิดมาก” นลินพยักหน้าให้กับสายตารู้เท่าทันนั้น ด้วยรู้จักกันมาเนิ่นนานจึงทำให้ปานชีวารู้เรื่องเกี่ยวกับเธอจนแทบไม่ต้องเล่าสิ่งใดให้อีกฝ่ายฟัง

“แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะเมื่อคืน”

“ก็มีเรื่องยุ่งๆ นิดหน่อย” นลินเล่าด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“เรื่องไม่เป็นเรื่องอีกละสิ”

“ก็นั่นแหละ ฉันถึงบอกแกไงว่าถ้าเลี่ยงได้ก็ไม่อยากไปเจอะเจอคนพวกนั้น แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้พอไปแล้วมันก็มีปัญหา ผิดแค่ว่าคราวนี้มันแย่หน่อยตรงที่ครูการุญเอาเรื่องไม่จริงไปพูดจนทำให้ฉันเสียหาย”

“มันผ่านไปแล้วแกไม่ต้องคิดมากหรอกนะ” ปานชีวาวางมือลงบนบ่าแล้วตบเบาๆ

“อืม เดี๋ยวก็ลืม”

“ใครจะพูดยังไงก็ช่าง คนอื่นไม่ได้มีความสำคัญกับเรามากมายขนาดนั้น อีกอย่างเราก็รู้ว่าครูการุญเขาไม่ค่อยชอบแก เรื่องไม่จริงอย่างไรก็ไม่จริงอยู่วันยังค่ำ ปล่อยให้เขาคะนองปากไปเถอะถ้าเบื่อเดี๋ยวก็เลิกไปเอง” แม้จะปลอบใจเพื่อนอยู่บ่อยครั้ง แต่ปานชีวากับนลินต่างก็รู้ว่าคนเหล่านั้นไม่มีวันเบื่อหรือคิดจะยุติลงง่ายๆ

“ฉันก็หวังว่ามันจะจบสักวัน” นลินพูดไม่เต็มเสียงนัก

“แต่แหม... ครูการุญนี่ แกไม่น่าจะชื่อการุญเลยนะ ว่าแต่เขาไปเข้าใจผิดเรื่องอะไรถึงได้เอาลินไปพูดจนเสียๆ หายๆ” พอปานชีวาถามนลินจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อฟัง

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ” นลินหันมองเพื่อนตรงๆ ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ

“เท่าที่ฟังฉันว่าคนพวกนั้นอคติกับแกเกินไป... ฉันละเชื่อเลยเรื่องแค่นี้ก็ยังเก็บมาเป็นประเด็น... ว่าแต่ใครคือผู้ชายเคราะห์ร้ายคนนั้นล่ะ”

“ช่างเถอะอย่าพูดถึงเลย” หญิงสาวตัดบทเพราะไม่อยากเอ่ยถึงคนที่ทำให้เธอต้องถูกเข้าใจผิด

“เกิดเรื่องแบบนี้แกยังคิดจะไปงานอีกไหม” นลินหันมามองหน้าอีกฝ่ายก่อนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

“คงไม่แล้วล่ะ อีกอย่างพวกเขาคงจะไม่อยากให้ฉันไป คิดว่าอาจจะไปอีกทีก็วันสุดท้ายเลย พวกเขาจะได้ไม่ต้องมากังวลว่าฉันจะไปก่อเรื่องวุ่นวายอีก”

ปานชีวามองใบหน้าหม่นลงของเพื่อนอย่างเห็นใจ เพราะเธอรู้เรื่องที่นลินไม่ค่อยถูกกับพวกญาติๆ เป็นอย่างดี ด้วยทั้งสองคนเรียนห้องเดียวกันมาตลอด ก่อนที่เธอจะย้ายตามคุณป้าที่ย้ายไปสอนโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ หลายครั้งที่ครูการุญเชิญบิดาของหญิงสาว ไปพบที่โรงเรียนด้วยเรื่องความประพฤติไม่เหมาะสมเกี่ยวกับนักเรียนชาย

เรื่องนี้ปานชีวารู้ดีว่าเกิดจากความคิดอันคับแคบล้วนๆ แต่เมื่อไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรจึงทำได้เพียงบอกให้หญิงสาวทำใจกับเรื่องต่างๆ ที่เข้ามา เพราะต่างก็รู้ดีว่านลินไม่ได้ทำอะไรเสียหายอย่างที่ทุกคนกล่าวหา จะมีก็แค่เพียงความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผลซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากอคติที่พวกเขามีต่อมารดาของนลินเท่านั้น

“วันนี้เราทำคุกกี้สูตรใหม่ อยากให้ลินลองชิมดู” พอเห็นสีหน้าของเพื่อนปานชีวาเปลี่ยนจึงเรื่องพร้อมกับหยิบถาดขนมที่ตนเพิ่งจะอบเสร็จใหม่ๆ ออกจากเตา

“กินได้แน่นะ” ถามพลางมองขนมในถาดอย่างล้อเลียน

“คิดว่าไงล่ะ”  

“หน้าตางั้นๆ แต่หอมไม่รู้รสชาติจะอร่อยไหม”

“แหม... ฝีมือระดับปานชีวาซะอย่างแกยังห่วงเรื่องความอร่อยอีกเหรอ” ปานชีวาวางถาดขนมลงแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“ฉันรู้ว่าคุกกี้เนี่ยมันมีธัญพืชเป็นส่วนผสม... รสชาติก็คงฝืดๆ เฝื่อนๆ แน่”

“เออน่า... ธัญพืชมันมีคุณค่าทางอาหารสูง ตอนนี้คนกำลังนิยมกินกัน ของดีๆ ทั้งนั้นกินแล้วรับรองไม่อ้วน” ปานชีวารีบอวดอ้างถึงสรรพคุณ

“ไม่อ้วนน้อยแต่อ้วนมากใช่ไหมล่ะ ไหนเอาชิมหน่อย”

“เป็นไง” ถามอย่างกระตือรือร้น

“อืม... ชิ้นเดียวยังไม่รู้รส... ขอลองอีกชิ้น” พอเห็นนลินหยิบขนมชิ้นที่สองเข้าปากเจ้าของสูตรขนมก็อมยิ้มจนแก้มปริ เพราะจากสีหน้าของคนที่กำลังดื่มด่ำกับรสชาติขนมนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเลิศรสเพียงใด

“ขนมคงไม่อร่อยหรอกเนาะ” ถามพร้อมกับหัวเราะขึ้นเบาๆ เมื่อเห็นเพื่อนกำลังหยิบขนมชิ้นที่สามและสี่เข้าปากส่งค้อนมาให้





...หยาดรัตติกาล...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

0 ความคิดเห็น