ตอนที่ 29 : พันธนาการรัก กับดักเสน่หา ตอนที่ 29

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 909
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    16 มี.ค. 62












นลินปรือตาหลังจากหลับไปร่วมสองชั่วโมง ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ พอเห็นภายในห้องมีเธออยู่เพียงลำพังจึงถอนใจออกมาอย่างโล่งอก พอได้ความเป็นส่วนตัวกลับคืนมาหญิงสาวจึงสะบัดผ้าห่มไปอีกทางแล้วจึงขยับลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ

หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอเดินกลับออกจากห้องด้วยใบหน้าสดชื่นรวมถึงร่างกายที่กระปรี้กระเปร่าอีกเท่าตัว หญิงสาวกวาดตามองไปรอบบ้านพอไม่เห็นใครอยู่ในบริเวณจึงเดินตรงไปที่ครัวเพราะได้ยินเสียงของปานชีวา

“วันนี้ทำอะไรกินเหรอป่านกลิ่นหอมเชียว” เท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปด้านในชะงักอยู่ตรงหน้าประตูเมื่อเห็นว่าในครัวหาได้มีเพียงปานชีวา

“อ้าว... ลินตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้างอาการไข้ลดลงหรือยัง” ปานชีวาละมือจากตะกร้าผักหันไปถามน้ำเสียงห่วงใย

“อือ... ดีขึ้นแล้วล่ะ... ลินนึกว่าคุณป้ากลับไปแล้วเสียอีก” นลินตอบพร้อมกับหันไปยิ้มกับผู้สูงวัยที่กำลังมองเธอแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดู

“เห็นสรัลบ่นว่าเป็นห่วงหนูลินแม่ก็เลยอาสาทำกับข้าวอร่อยๆ จะได้อยู่รับประทานอาหารเย็นก่อนกลับจ๊ะ” อัมพาพูดขณะยังง่วนกับการปรุงอาหารอยู่หน้าเตา

“คุณป้าไม่น่าลำบากเลยค่ะ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“บอกให้เรียกแม่ไงจ๊ะ เรื่องแค่นี้ไม่ลำบากหรอกลูกแม่เต็มใจ” คนที่อยากเกี่ยวดองเต็มแก่รีบเปิดทางให้ตัวเอง

“แต่ลินก็เกรงใจอยู่ดีค่ะ” นลินเอ่ยด้วยความเกรงใจ

“ถ้าเกรงใจลินกับป่านก็ไปกินข้าวเป็นเพื่อนแม่สิลูก เอาเป็นพรุ่งนี้เลยดีไหมแม่จะได้บอกสรัลไว้แต่เนิ่นๆ” คนที่รอโอกาสรีบมัดมือชก

“เอ่อ...” นลินอึกอัก

“ถ้าหนูไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ แม่แค่อยากมีเพื่อนกินข้าวเพราะสรัลทำแต่งานกว่าจะกลับเข้าบ้านก็ดึกดื่น” น้ำเสียงของอัมพาแผ่วลงจนคนถูกชวนรีบออกตัว

“ลินสะดวกค่ะแต่ที่ลังเลก็เพราะรู้สึกเกรงใจมากกว่า ถ้าคุณ...”

“เรียกแม่สิจ๊ะ” หญิงสาวพูดยังไม่ทันจบอัมพาก็แทรกขึ้น จนได้รอยยิ้มของหญิงสาวพร้อมกับสรรพนามที่เปลี่ยนไป

“ค่ะคุณแม่”

“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้แม่จะให้สรัลมารับนะลูก”

“ถ้าไม่เป็นการรบกวนเราสองคนขอฝากท้องที่บ้านคุณแม่สักมื้อนะคะ” นลินไม่รู้จะปฏิเสธความหวังดีนั้นอย่างไร จึงยิ้มน้อยๆ พร้อมกับตอบรับคำเชิญอย่างว่าง่าย

“ถ้าเป็นไปได้แม่อยากให้ไปกินข้าวเป็นเพื่อนทุกมื้อเลย ขอบใจมากนะลูกที่นึกเห็นใจคนแก่ขี้เหงา”

“ไปกินทุกมื้อคุณแม่จะเลี้ยงไหวเหรอคะ ยัยลินกินเก่งจะตาย” ปานชีวาหันไปกระเซ้าเพื่อน

“ตอนแรกก็แปลกใจเหมือนกันค่ะว่าวันนี้กับข้าวฝีมือป่านทำไมถึงได้หอมเป็นพิเศษ มีอะไรให้ลินช่วยไหมคะ” หญิงสาวถามอย่างกระตือรือร้น

“เพิ่งสร่างไข้แบบนี้ฉันว่าแกไปนั่งรอกินดีกว่า... ใกล้เสร็จแล้วล่ะ” ปานชีวาพูดพร้อมกับหยิบผักซึ่งเป็นเครื่องเคียงวางลงบนจาน

“อ้าว...ลินตื่นแล้วเหรอ” ขณะกำลังจะหมุนตัวเดินกลับออกไป สรัลก็ก้าวเข้ามาในบ้านพอดี

“ค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับยิ้มเมื่ออีกฝ่ายเดินลิ่วเข้ามาหา

“หิวไหม พี่ออกไปซื้อผลไม้กับยามาให้” บอกพร้อมกับชูสิ่งของในมือขึ้น

“ยังค่ะ แล้วพี่วัชไปไหนแล้วคะ”

“ฉันให้ไปส่งขนม เออ... ลินแกจัดผลไม้ใส่จานก็ได้ อีกสักครู่พี่วัชก็คงกลับมาแล้วล่ะ” ปานชีวาตอบพร้อมกับพยักพเยิดไปที่ถุงผลไม้

“เดี๋ยวพี่จัดเองลินไปนั่งพักดีกว่า” สรัลพูดจบก็คว้าถุงผลไม้ไปล้างทันที

“ลินแค่เป็นไข้นะคะไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาสักหน่อย ถ้าอย่างนั้นลินไปจัดโต๊ะดีกว่าค่ะ” พูดพร้อมกับเดินเลี่ยงไปจัดโต๊ะ โดยมีสายตาเป็นห่วงเป็นใยของสรัลมองตามจนร่างนั้นก้าวพ้นประตูออกไป

 

เมื่ออาหารพร้อมขึ้นโต๊ะและทุกคนนั่งประจำที่ บรรยากาศระหว่างมื้ออาหารในเย็นวันนี้จึงแตกต่างจากทุกวัน เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงแสดงถึงความคุ้นเคยที่มากขึ้นตามลำดับ บวกกับรสชาติอาหารกำลังทำให้ทุกคนมีความสุขกับช่วงเวลานั้น

“เออ... สรัลพรุ่งนี้แวะรับหนูลินกับหนูป่านไปกินข้าวที่บ้านเราด้วยนะลูก” คำพูดนั้นทำให้สรัลถึงกับหูผึ่งก่อนหันไปถามย้ำน้ำเสียงตื่นเต้น

“คุณแม่ว่าอะไรนะครับ”

“พรุ่งนี้หนูลินกับหนูป่านจะไปกินข้าวที่บ้านของเรา”

“จริงเหรอครับแม่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีนั้นทำให้อัมพายิ้มกว้างกว่างเดิม

“แค่น้องจะไปกินข้าวที่บ้านทำไมต้องทำเสียงตื่นเต้นขนาดนั้นด้วยล่ะฮึ” ถามก่อนจะหันไปยิ้มกับสองสาว

“ก็ผมตื่นเต้นจริงๆ นี่ครับ พรุ่งนี้พี่จะรีบมารับแต่เช้าเลยนะ” สรัลพูดขณะจ้องนลินด้วยประกายตาเต็มไปด้วยความหมาย

“ความจริงพวกเราไปกันเองได้ค่ะ อีกอย่างป่านต้องทำขนมคงไปได้ช่วงบ่าย” นลินออกตัวอย่างเกรงใจ

“มารับลินแต่เช้าก็ดีนะคะ จะได้ถือโอกาสพักผ่อนในตัว” ปานชีวาเปิดไฟเขียวช่วยเต็มกำลัง

“ถ้าฉันไปก่อนแล้วใครจะช่วยแกขนขนมไปส่ง” นลินแย้งขึ้น

“ไม่ต้องห่วงครับ เพราะพรุ่งนี้พี่จะรีบมาช่วยน้องป่านแต่เช้าเลย ส่งเสร็จจะรีบตามไปสมทบ” ศิวัชอาสาอย่างกระตือรือร้น เมื่อถูกดักทางจนหาข้ออ้างไม่ได้ นลินจึงพยักหน้าแล้วฝืนยิ้ม เมื่อได้บทสรุปทุกคนจึงหันกลับไปสนใจกับอาหารอันเลิศรส จวบจนสิ้นสุดมื้ออาหารคนหนุ่มคนสาวต่างช่วยกันเก็บถ้วยชามแล้วแบ้งหน้าที่กันทำ ในขณะอัมพานั่งเล่นกับแมวอยู่หน้าบ้าน

“แม่มารบกวนนานแล้วคงต้องขอตัวกลับเสียที พรุ่งนี้เจอกันนะจ๊ะ” พอเห็นว่าสมควรแก่เวลาอัมพาจึงเอ่ยขอตัว

“ไม่รบกวนเลยค่ะ วันนี้ต้องขอบคุณคุณแม่นะคะที่มาทำของอร่อยๆ ให้พวกเราได้กินกัน แถมยัยป่านยังได้ลูกมือช่วยทำขนมอีกด้วย ถ้าคุณป้าเบื่อๆ แวะมาบ่อยๆ นะคะ” นลินบอกด้วยความยินดี

“คุณแม่คะขนมปังที่ทำเมื่อเช้าค่ะ ฝากพี่สรัลถือก็แล้วกัน” ปานชีวายืนขนมปังถุงใหญ่ให้กับสรัล

“ให้หมดนี่เลยเหรอ มันเยอะมากเลยนะลูก”

“ป่านตั้งใจจะฝากขนมไปให้คุณแม่ แล้วก็เผื่อคนอื่นๆ ด้วยค่ะ”

“ขอบใจมากนะจ้ะ วันนี้แม่กลับก่อนนะ อย่างไรจะแวะมาบ่อยๆ หนูลินรักษาสุขภาพนะลูก” อัมพาเอ่ยอย่างห่วงใย

 “ขอบคุณมากๆ นะคะ” หญิงสาวทั้งสองยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ

“พรุ่งนี้เจอกันนะลูก แล้วแม่จะพาไปดูดอกเอื้องที่แม่หนูเป็นคนปลูก ตอนนี้ออกดอกสะพรั่งกำลังงามเชียว พูดแล้วก็คิดถึง แม่หนูเป็นคนมือเย็นปลูกอะไรก็งามไปเสียหมด”

“ค่ะ” เสียงตอบแผ่วเบาแต่ดวงตาเรียวเป็นประกายระยับ นลินคลี่ยิ้มอย่างอิ่มเอมใจเป็นครั้งแรก เพราะนานเหลือเกินที่เธอไม่เคยได้ยินใครเอ่ยถึงมารดาในทางที่ดี และคงจะมีเพียงคุณอัมพาเพียงคนเดียวกระมังที่พูดถึงแม่ของเธออย่างเป็นมิตร และรอยยิ้มนั้นก็ทำให้คนที่เห็นรู้สึกเบิกบานใจไปกับความหวานละมุนนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว

“พี่กลับก่อนนะลิน แล้วจะโทร.หาอย่าลืมกินยานะ” สรัลเอ่ยน้ำเสียงห่วงใย

“ค่ะ” นลินรับคำก่อนจะอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูละล้าละลังจนน่าขัน “ไปได้แล้วค่ะ เดี๋ยวคุณแม่รอ” สรัลหันมองปานชีวาที่เดินหายเข้าไปในบ้านพร้อมกับศิวัช พอเห็นว่าทางสะดวกเขาจึงโน้มใบหน้าลงหอมแก้มนวลนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบผละไปขึ้นรถเพราะกลัวจะถูกเอ็ด

“พี่สรัล!” นลินอุทานด้วยความตกใจ ขณะจะอ้าปากต่อว่า คนฉวยโอกาสก็แทรกตัวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ เมื่อทำอะไรไม่ได้หญิงสาวจึงย่นจมูกใส่ และท่าทางน่ารักนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มยิ้มกว้างออกมา และความสุขที่กระจายอยู่เต็มสีหน้าของเขาก็ทำให้คนเป็นมารดาอมยิ้มน้อยๆ อย่างพึงพอใจกับภาพที่เห็น

“ร้ายจริงนะเจ้าลูกคนนี้” ต่อว่าน้ำเสียงไม่จริงจังนัก

“ถ้าไม่เกรงใจแม่นะผมจะแถมกอดและหอมอีกสองฟอดใหญ่ๆ เลย” ชายหนุ่มบอกอย่างอารมณ์ดี

“น้องเป็นผู้หญิงจะทำอะไรก็อย่าให้มันเกินงามมากนัก เกิดทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรแล้วหนูลินไม่พอใจขึ้นมาแม่อดได้ลูกสะใภ้พอดี”

“ผมก็ไม่คิดล่วงเกินลินมากมายขนาดนั้น แต่ก็ขอมัดจำไว้บ้าง เรื่องลูกสะใภ้คุณแม่วางใจเถอะครับถ้าไม่ใช่ลิน ผมก็คงไม่แต่งกับใคร ยังไงก็จะจีบจนกว่าจะใจอ่อนกันไปข้าง คนนี้ผมรักจริงหวังแต่งครับ”

 “แม่ถูกใจเด็กสองคนนี้มาก นอกจากจะขยันและไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ แล้วยังเป็นคนดีอีกด้วย แม่สนับสนุนเต็มที่แต่งงานเมื่อไรแม่จะยกสมบัติให้หมดตัวเลย” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความพอใจของคนพูดทำให้คนฟังยิ้มกว้างออกมา ก่อนจะจินตนาการถึงวันชื่นคืนสุขที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ราวสี่สิบนาทีรถที่ขับด้วยความเร็วอย่างส่ำเสมอก็เลี้ยวเข้าเขตรีสอร์ท สรัลเคลื่อนรถไปจอดในโรงจอดรถ ก่อนจะหันมองหน้ามารดา แล้ววกกลับไปมองรถสปอร์ตสีแดงเพลิงคนหรูที่จอดอยู่หน้าบ้าน ด้วยสีหน้าหนักใจจนทำให้รอยยิ้มเปี่ยมสุขของสองแม่ลูกจางลง จนเหลือเพียงร่องรอยของความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นว่าใครกำลังรออยู่ในบ้าน

พอทั้งสองก้าวลงจากรถมะลิที่คอยท่าอยู่แล้วรีบเข้ามารายงานทันทีว่า พราวนภาและช้องนางมารอพบอยู่ด้านใน

“แม่ครับ... ผมขอตัวไปดูงานที่รีสอร์ทก่อนนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับเดินไปอีกทาง

“อ้าว... เดี๋ยวสิ... เฮ้อ! เอายังไงดีแม่มะลิ” หันไปถามแม่บ้านคู่ใจแล้วถอนใจ

“ก็คงต้องไปรับหน้าตามมารยาทนั่นแหละค่ะ เอาไว้ถ้าพวกเขากลับเราค่อยโทร. ไปตามคุณสรัลกลับบ้าน” แนะนำด้วยรอยยิ้มขบขัน

“ถ้าเกิดเขาจะรอพบสรัลให้ได้ล่ะ”

“เราก็บอกเขาไปสิคะว่าคุณสรัลไปดาวอังคารวันนี้คงไม่กลับ เพราะยานอาวกาศมันเต็ม” มะลิแนะนำพร้อมกับเสียงหัวเราะจนได้สายตาคาดโทษของเจ้านายเป็นของแถม

“พูดเป็นเล่นน่าแม่มะลิ”

“อีฉันพูดจริงๆ ค่ะ เจอคนแบบนี้ถ้าเป็นมะลิคงลี้ภัยไปดาวพลูโต”

“ฟังพูดเข้าเขาก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นหรอกน่า แล้วสองแม่ลูกนั่นมานานหรือยัง”

“เกือบสองชั่วโมงแล้วค่ะ อีฉันบอกให้มาวันหลังก็ยืนยันว่าจะรอพบ เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเจอนี่แหละค่ะคนอะไรก็ไม่รู้หน้าด้านหน้าทนจริงๆ”

“เขาคงมีธุระแม่มะลิมีงานอะไรก็ไปทำเถอะ”

“คุณผู้หญิงจะให้ตั้งสำรับไหมคะ นี่ก็เย็นมากแล้ว” ถามอย่างรู้หน้าที่

“ไม่ต้องหรอกฉันกับสรัลกินกันมาแล้ว”

“คุณผู้หญิงจะไม่ให้เตรียมสำรับสำหรับแขกเหรอคะ” ถามพลางพยักพเยิดไปในบ้าน

“ไม่ต้องเตรียมวันนี้ฉันเหนื่อยคงพูดคุยสักพักแล้วจะขึ้นห้องเลย แม่มะลิไปทำงานเถอะ” บอกเสร็จก็เดินนำเข้าไปในบ้าน

“คุณป้ากลับมาแล้วค่ะ” เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นทำให้พราวนภาละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์แล้วหันไปบอกมารดาอย่างกระตือรืนร้น

“กลับมาแล้วเหรอคะคุณพี่”

“ค่ะ... คุณช้องมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ เห็นมะลิบอกว่ามารออยู่นานแล้ว” อัมพาถามถึงธุระของอีกฝ่ายอย่างไม่อ้อมค้อม

“พี่สรัลยังไม่กลับเหรอคะ” พราวนภาแทรกขึ้นอย่างเสียมารยาทจนทำให้อัมพาอดนึกเปรียบเทียบมารยาทของเธอกับนลินไม่ได้

“พวกเราแค่แวะมาเยี่ยมค่ะ” ช้องนางรีบบอกเพราะรับรู้ถึงสีหน้าของเจ้าของบ้านที่แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย

“อย่างนั้นหรือคะ” คำตอบห้วนสั้นนั้นทำให้ช้องนางเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด แต่กระนั้นก็ยังนั่งสนทนากับเจ้าบ้านอยู่เป็นนาน

พราวนภาจ้องประตูทางเข้าบ่อยครั้ง ก่อนจะถอนใจออกมาอย่างหมดความอดทน เมื่อรอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นวี่แววว่าสรัลจะกลับมา

ช้องนางเหลือบมองสีหน้าบูดบึ้งของบุตรีแล้วส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาพอเห็นว่าล่วงเข้าหนึ่งทุ่มจึงเอ่ยขอตัว  

“พวกเรากลับก่อนดีกว่าค่ะ มารบกวนนานแล้วคุณพี่เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ เอาไว้จะแวะมาใหม่นะคะ” อัมพาไม่ทักท้วงนอกจากพยักหน้าพร้อมกับเอ่ยส่งแขก ดวงตาเบื่อหน่ายมองสองแม่ลูกที่เดินพ้นประตูออกไปแล้วส่ายหน้าไปมาด้วยความเอือมระอา





***จะอัพเดททุกวันอังคาร กับ วันเสาร์ นะจ้ะ...

...หยาดรัตติกาล...



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

0 ความคิดเห็น