พันธนาการรัก กับดักเสน่หา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 16,202 Views

  • 22 Comments

  • 117 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,180

    Overall
    16,202

ตอนที่ 28 : พันธนาการรัก กับดักเสน่หา ตอนที่ 28

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 878
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    12 มี.ค. 62














ช่วงเช้าของอีกวันสรัลมองตะกร้าที่บรรจุหม้อข้าวต้มใบย่อมอย่างแปลกใจ ก่อนจะกวาดตามมองไปรอบๆ แล้วนิ่วหน้าเมื่อไม่เห็นมารดาและป้ามะลิเหมือนเช่นทุกวัน ขณะเดินไปเปิดฝาหม้ออัมพาก็เดินเข้ามาพอดี

“ข้าวต้มกินไม่ได้นะ” อัมพาร้องห้ามเสียงหลง

“คุณแม่จะไปไหนแต่เช้าครับ” ถามขณะปิดฝาหม้อ

“แม่จะไปเยี่ยมหนูลินสักหน่อย”

“เยี่ยมลิน! ลินไม่สบายเหรอครับ” สรัลถามน้ำเสียงตกใจ

“แกจะตกอกตกใจอะไรนักหนา” พอเห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูร้อนรนคนที่พอดูออกว่าอะไรเป็นอะไรก็อดยิ้มไม่ได้

“ก็ผมเป็นห่วงลินนี่ครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันเรารีบไปกันเถอะเดี๋ยวผมขับรถให้แม่เอง” ชายหนุ่มรีบเสนอตัว

“เห็นตาวัชมาเล่าว่าหนูลินเป็นไข้ แม่ก็เลยบอกมะลิทำข้าวต้มไปเยี่ยม”

“ไม่เห็นไอ้วัชมันบอกผมเลย”

“วัชคงเห็นลูกกำลังยุ่ง ช่วงนี้ทัวร์ลงไม่ใช่เหรอ”

“ถึงจะยุ่งยังไงผมก็มีเวลาเหลือเฟือสำหรับลิน” คำพูดนั้นทำให้คนเป็นแม่ค้อนขวับอย่างหมั่นไส้

“แหม... ทีกับสาวๆ บอกมีเวลาเหลือเฟือ... ทีกับแม่กับเชื้อหาเวลาไม่ค่อยได้เลยนะ”

“เพิ่งรู้นะครับว่าคุณแม่ก็อิจฉาคนเป็นเหมือนกัน”

“แม่แค่น้อยใจ ดูสิพอจะมีเมียเข้าหน่อยแม่ก็หมดความหมายเชียว” น้ำเสียงอัมพาไม่ได้จริงจังออกจะกลั้วหัวเราะเสียด้วยซ้ำ

“โธ่...คุณแม่อย่างเพิ่งน้อยใจสิครับ เพราะอย่างไรผมก็ยกให้คุณแม่เป็นที่หนึ่งอยู่แล้ว” สรัลโอบเอวของมารดาอย่างเอาใจจนได้รอยยิ้มขยายกว้าง

“เอาเถอะถ้าลูกสะใภ้ของแม่เป็นหนูลินอะไรก็ได้ทั้งนั้น เออ... เมื่อวานแม่มะปรางเขาไปตลาดแล้วได้ยินเรื่องไม่ค่อยสู้ดีเกี่ยวกับหนูป่านแม่ก็เลยอยากไปถามไถ่สักหน่อย” อัมพาเอ่ยถึงหลานสาวของแม่บ้านคนเก่าคนแก่ของตน

“เรื่องอะไรเหรอครับ”

“เห็นว่าไปได้ยินแม่ค้าในตลาดพูดถึงขนมของหนูป่านว่าไม่ได้คุณภาพ คนกินถึงกับถูกหามเข้าโรงพยาบาล แม่ฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใจเพราะขนมของหนูป่านเขาใช้วัตถุดิบเกรดเอ ไหนจะทำสดใหม่จากเตาทุกวัน และที่สำคัญขนมเขาอร่อย ขายหมดวันต่อวันมันจะหมดอายุได้อย่างไร”

“ไม่ใช่คู่แข่งเห็นขายดีกว่าเลยสร้างเรื่องเพื่อดิสเครดิตเหรอครับ” ชายหนุ่มสันนิษฐาน

“ตอนแรกแม่ก็คิดอย่างนั้น... แต่แม่มะปรางเล่าว่าถามใครก็ไม่มีคนรู้ว่าคนที่เข้าโรงพยาบาลเป็นใคร พอสืบสาวถึงรู้ที่มาของข่าวลือว่าถูกปล่อยมาจากคุณช้องนาง”

“แล้วป่านกับลินเขารู้เรื่องนี้กันหรือเปล่าครับแม่” สรัลถามน้ำเสียงกังวล

“แม่คิดว่าน่ารู้นะยิ่งคุณช้องเป็นคนปล่อยข่าวเองแบบนี้ก็คงแพร่สะพัดไปทั่ว แล้วไหนจะเรื่องที่ดินแปลงนั้นอีก” อัมพาถอนใจ “ถ้ารู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้แม่ไม่น่าออกปากว่าอยากได้เลยสงสารหนูลินจริงๆ”

“ผมก็ไม่รู้จะช่วยลินอย่างไรเหมือนกัน” สรัลพ่นลมหายใจออกมาบ้างเมื่อนึกถึงพราวนภา

“แม่บอกตรงๆ ว่ารู้สึกเป็นห่วงเพราะทั้งบ้านก็มีแต่ผู้หญิง ยังดีที่มีตาวัชแวะเวียนไปทุกวัน แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดี”  

“ถ้าอย่างนั้นเห็นทีผมคงต้องแวะไปอยู่เป็นเพื่อนลินบ่อยๆ หรือจะหาเรื่องค้างที่นั่นสลับกับวัชดีครับแม่” ชายหนุ่มรีบชู๊ตบอลเข้าประตูตัวเองทันที

“เอางั้นเลยเหรอลูก”

“ถ้าลินอนุญาตก็เอางั้นแหละครับ”

“แล้วงานที่รีสอร์ทล่ะไม่ห่วงแล้วเหรอ”

“โอ๊ย... สบายมากตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว อีกอย่างปรีชาเขาทำงานแทนผมได้” สรัลเอ่ยถึงลูกพี่ลูกน้องที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ ก่อนจะเดินไปหิ้วตะกร้าแล้วชวนมารดา “เราไปกันเถอะครับผมเป็นห่วงลิน”

อัมพาพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินตามร่างสูงใหญ่ของบุตรชายไปเงียบๆ ดวงตาสีหม่นจ้องแผ่นหลังบึกบึนของคนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าแล้วอมยิ้มบางๆ เมื่อมองเห็นความรักความห่วงใยที่สรัลมีต่อนลิน



          -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


หลังจากหย่อนถุงขยะลงถัง ศิวัชปิดฝาถังขยะที่อยู่ติดกับรั้วบ้านลง หันมองรถยนต์ที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ แล้วหยุดอยู่ใต้ร่มไม้ที่อยู่ติดกับรั้วบ้าน ก่อนจะเดินเข้าไปหาเมื่ออัมพาก้าวลงจากรถ

“วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มถามผู้สูงวัยกว่าสีหน้าประหลาดใจ

“เห็นวัชบอกว่าหนูลินไม่สบายแม่ก็เลยแวะมาเยี่ยม หนูลินอยู่ไหมลูก”

“อยู่ครับ...” ตอบขณะหันไปมองตะกร้าในมือของเพื่อนแล้วถาม “สรัลแกถืออะไรมาด้วยเรอะ”

 “ข้าวต้มหมูบะช่อของโปรดแกไง...” คำตอบนั้นทำให้ศิวัชตาโตก่อนจะกระโจนเข้าไปหาตะกร้าก่อนจะเบรกจนตัวโก่งเมื่อสรัลยกมือขึ้นห้าม “เสียใจเว้ย... ข้าวต้มหม้อนี้คุณแม่ทำมาฝากลินกับป่านไม่ใช่แก

“ของใครก็ช่าง เอามานี่เลย” ศิวัชคว้าหมับไปที่ตะกร้าแล้วดึงจากมือเพื่อนอย่างถือวิสาสะ

“อ้าวไอ้วัช... ไอ้นี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย” คนที่ถูกแย่งตะกร้าโวยวายน้ำเสียงไม่จริงจังนัก

“ข้ามต้มหม้อเบ้อเร่อใจคอแกจะไม่ให้ฉันกินเลยหรือไง ไอ้คนขี้หวง” ศิวัชพูดพร้อมกับชูตะกร้าขึ้น “เชิญคุณแม่เข้าบ้านก่อนครับเดี๋ยวผมจะเอาข้าวต้มไปจัดใส่ชาม ป่าน... ไอ้สรัลกับแม่มาแน่ะ” ศิวัชเดินนำเข้าไป ก่อนจะตะโกนบอกปานชีวา แล้วเลี้ยวหายเข้าไปในห้องครัว   

 “อ้าว... เหรอคะ” ปานชีวาถอดผ้ากันเปื้อนแขวนไว้ แล้วรีบเดินออกจากห้องอบขนมไปรับแขก “สวัสดีค่ะคุณป้า” หญิงสาวไหว้ทักทายผู้สูงวัยกว่าอย่างคุ้นเคย

“สวัสดีจ๊ะ เห็นตาวัชเล่าว่าหนูลินไม่สบายป้าเลยแวะมาเยี่ยม” อัมพาบอกจุดประสงค์ออกไป

“อ้อ... ลินเป็นไข้ค่ะ ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นลุกมากินข้าวกินยาเลยค่ะ” ปานชีวารีบรายงาน

“ดีเลยป้าให้แม่ครัวเขาทำข้าวต้มมาด้วย หนูป่านกินข้าวหรือยังลูก” น้ำเสียงคนถามเต็มไปด้วยความอารี

“ยังเลยค่ะ พอดีต้องไปส่งขนมที่ตลาดก็คุยกับพี่วัชว่าจะแวะหาอะไรกินในเมือง”

“ถ้าอย่างนั้นก็กินข้าวต้มรองท้องก่อนสิลูก”

“งั้นป่านไม่เกรงใจนะคะ” หญิงสาวบอกด้วยรอยยิ้ม

“ตามสบายเลยจ๊ะ เอ่อ... คือป้าอยากเข้าไปเยี่ยมหนูลินไม่ทราบว่าจะสะดวกไหม” อัมพาแจ้งความต้องการออกไป

“ได้สิคะเดี๋ยวป่านพาไปค่ะ” ปานชีวาอาสา

“ขอบใจหนูป่านมากนะจ๊ะ สรัลเดี๋ยวเอาชามข้าวต้มตามไปนะลูก” หันไปบอกอย่างรู้ใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่

“ได้ครับแม่” สรัลตอบรับอย่างกระตือรือร้น

“เชิญคุณป้าค่ะ” ปานชีวาเชื้อเชิญแล้วเดินนำไปก่อน สรัลมองตามคนทั้งสองไปด้วยประกายตาแช่มชื่นอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อจัดข้าวต้มให้กับคนป่วย ชายหนุ่มทิ้งระยะพอสมควรแล้วจึงเดินถือถาดที่มีชามข้าวต้มหอมกรุ่นและน้ำดื่ม รวมถึงยาลดไข้ที่ศิวัชนำมาให้ตามไปที่ห้องของนลิน

พอเดินมาถึงหน้าห้องนอนของหญิงสาว สรัลยืนลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู ก่อนจะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดและเปิดเข้าไป ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบห้องแล้วหลุบเปลือกตาลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ คุ้นจมูกที่กำจายอยู่รายรอบชั่วอึดใจ ขณะก้าวเข้าไปหามารดาที่นั่งคุยกับหญิงสาวอยู่ข้างเตียงด้วยฝีเท้ามั่นคง

“ลินเป็นอย่างไรบ้าง” ชายหนุ่มถามน้ำเสียงห่วงใย

“เอ่อ... ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ” นลินตอบพลางหลบสายตาคมกริบที่จ้องเธอไม่วางตา

“วันนี้ป้ามีข้าวต้มมาฝากหนูลินกินสักหน่อยนะลูก อิ่มแล้วจะได้กินยา” อัมพาบอกพร้อมกับหันไปรับชามข้าวต้มจากสรัล

“เอ่อ... คุณป้าไม่น่าลำบากเลยนะคะ ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้ขอบคุณในความอารีนั้นก่อนจะยืนมืออกไปรับชามข้าวต้มมาถือไว้

“รีบกินสิลินเดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อยนะ” สรัลพูดขึ้นบ้าง นลินพยักหน้าแล้วฝืนยิ้มเพราะรู้สึกอึดอัดไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มมาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ขณะหยิบช้อนตัดข้าวต้มเสียงโทรศัพท์ของอัมพาก็ดังขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะหยิบโทรศัพท์เครื่องเล็กขึ้นมากดรับแล้วลุกจากเก้าอี้เดินไปที่หน้าต่าง

นลินตักข้าวต้มรับประทานไปเงียบๆ ราวห้านาทีอัมพาก็เดินกลับมาทรุดนั่งลงที่เดิม แล้วหันไปทางปานชีวาแล้วเอ่ยขึ้น “หนูป่านจะเข้าเมืองใช่ไหมลูก”

“ใช่ค่ะ”

“จะไปตอนไหนจ๊ะ”

“อีกสักครู่ค่ะ”

“ดีเลยถ้าอย่างนั้นป้าขอติดรถไปที่จวนท่านผู้ว่าได้ไหมจ๊ะ”

“ได้สิคะแล้วคุณป้ารีบไหมคะ ป่านจะได้บอกพี่วัชให้เอารถออกเลย” หญิงสาวบอกอย่างกระตือรือร้น

“อีกสักครู่ก็ได้จ๊ะ หนูป่านไปกินข้าวก่อนสิเดี๋ยวป้าตามลงไป”

“ได้ค่ะ ลินเดี๋ยวฉันจะไปส่งขนมกับพี่วัชนะ แกอยู่บ้านคนเดียวได้ไหม” หันไปถามเพื่อน

“อยู่ได้สิ” นลินตอบน้ำเสียงฉะฉานเพราะไม่ต้องการให้เพื่อนเป็นกังวลกับอาการป่วยไข้ของเธอ

“เออ... สรัลมีงานไหมวันนี้” อัมพาหันไปถามคนที่ยืนใจเต้นตึกตักอยู่ด้านข้างด้วยประกายตาแพรวพราว

“วันนี้ผมว่างครับ” ชายหนุ่มตอบชนิดไม่หยุดคิดให้เสียเวลา

“ถ้าว่างก็อยู่เป็นเพื่อนหนูลินก่อนนะ แม่จะไปซื้อของใช้สักหน่อย กว่าจะกลับก็คงเย็นๆ โน่นแหละ”

“เอ่อ... ลินอยู่ได้ค่ะคุณป้า” นลินถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำพูดของผู้สูงวัยกว่า

“ไม่ได้หรอกลูกหนูกำลังไม่สบายจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร วันนี้พี่เขาว่างส่วนศิวัชกับหนูป่านก็ต้องเข้าเมืองกว่าจะกลับมาก็น่าจะบ่ายๆ ใช่ไหมจ๊ะ” อัมพาหันไปขอเสียงสนับสนุนจากปานชีวา และก็ไม่ผิดหวังเพราะคนที่แอบเชียร์สรัลรีบเออออ

“คุณป้าพูดถูกนะลิน แกกำลังไม่สบายมีคนอยู่เป็นเพื่อนน่ะดีแล้ว ยังไงป่านฝากเพื่อนด้วยนะคะ” ปานชีวาสนับสนุนพร้อมกับฝากฝังเพื่อนเสร็จสรรพ

“ถ้าอย่างนั้นป้าขอตัวก่อนนะไว้ตอนเย็นจะแวะมาใหม่ เราไปกันเถอะหนูป่าน” พูดจบก็ลุกขึ้นชวนปานชีวาแล้วพากันเดินกลับออกไป

สรัลมองตามหลังมารดาแล้วลอบยิ้ม ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบเฉยทั้งๆ ที่ความรู้สึกภายในกำลังเต้นเร่าด้วยความเปรมปรีดิ์กับโอกาสที่มารดาเป็นผู้หยิบยื่นให้ ชายหนุ่มเดินไปนั่งแทนที่มารดาแล้วจ้องดวงหน้าซีดเซียวที่เปลี่ยนเป็นสีระเรื่อด้วยสายตาไหวระริก

นลินเบือนหลบสายตาที่จ้องเธออย่างมีความหมายแล้วตักข้าวต้มเข้าปากแก้เขิน ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอยู่พักใหญ่ จวบจนได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้นและค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป...

สรัลมองเสี้ยวหน้างดงามด้วยความลุ่มหลง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้จนนลินต้องขยับถอย ขณะก้มหน้าก้มตาใช้ช้อนคนข้าวต้มในชาม  หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อชายหนุ่มใช้หลังมือสัมผัสกับหน้าผากของเธออย่างแผ่วเบา...

“พี่แค่อยากรู้ว่าลินตัวร้อนหรือเปล่า” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาทรนั้นทำให้หัวใจดวงน้อยกระหน่ำเต้นจนแทบไม่เป็นจังหวะ

“เอ่อ... ลินค่อยยังชั่วแล้วค่ะ” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้มพร้อมกับขยับไปจนเกือบจะชิดกับขอบเตียงของอีกด้าน

“กลัวพี่เหรอ” สรัลถามเสียงนุ่มเมื่อทรุดนั่งข้างเตียง

“เอ่อ...” นลินกลืนน้ำลายลงคอขณะกวาดตามองรอบๆ แล้วเบนกลับมามองคนที่จ้องเธอด้วยประกายตาที่ทำเอาคนถูกจ้องรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ อย่างหวาดหวั่น

สรัลมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกอยากปกป้องดูแลและปรารถนาอยากดึงร่างบอบบางนั้นเข้ามากอดไว้ แต่ท่าทางหวาดหวั่นนั้นก็ทำให้เขาเฝ้าบอกตัวเองว่าอย่าเพิ่งใจร้อน ดวงตาอ่อนโยนไล่มองทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นเธออย่างพึงพอใจ ก่อนจะดึงชามข้าวต้มออกจากมือเรียวนำไปวางลงบนถาด แล้วหยิบแก้วน้ำยื่นให้หญิงสาว

นลินยกแก้วน้ำขึ้นจิบแล้วหยิบยาลดไข้ที่อีกฝ่ายยื่นให้ใส่เข้าไปในปากอย่างว่าง่าย “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขอบคุณขณะยื่นแก้วน้ำคืนให้ชายหนุ่ม

“พักผ่อนเยอะๆ นะพี่จะนั่งเป็นเพื่อน” บอกพร้อมกับลุกขึ้นช่วยขยับหมอนเพื่อให้หญิงสาวเอนตัวลงนอนได้สะดวกๆ

“ลินเพิ่งอิ่มนั่งให้อาหารย่อยสักพักดีกว่าค่ะ” นลินขยับชิดกับหัวเตียง

สรัลยิ้มน้อยๆ ให้กับท่าทางเต็มไปด้วยความประหม่าของหญิงสาว ก่อนจะถอยไปนั่งที่เก้าอี้แล้วมองใบหน้าอิดโรยสีระเรื่อด้วยความลุ่มหลง ทั้งสองยังคงนั่งนิ่งแล้วปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอีกพักใหญ่

“พี่สรัลคะ” เมื่อถูกอีกฝ่ายจ้องเอาๆ หญิงสาวจึงเอ่ยทำลายความเงียบ

“คะ...” นลินแทบละลายไปกับกระแสอบอุ่นในน้ำเสียงนั้น

“พี่สรัลไม่คิดจะไปไหนเหรอคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับไม่ให้สั่น

“ลินก็ได้ยินนี่จ๊ะว่าคุณแม่ให้พี่อยู่เป็นเพื่อน”

“แต่ลินเอ่อ... ลิน... เกรงใจค่ะ” หญิงสาวบอกไม่เต็มเสียง

“อย่างคิดมากสิพี่เต็มใจ ลินนอนพักผ่อนเถอะจ๊ะ พี่จะนั่งเล่นกับเจ้าซีตาร์อยู่แถวนี้แหละ” เมื่ออีกฝ่ายยังยืนยันที่จะอยู่เป็นเพื่อนนลินจึงหลุบเปลือกตาลงอย่างว่าง่าย ประกอบกับฤทธิ์ยาลดไข้ที่กินเข้าไปไม่นานหญิงสาวก็หลับไปอีกครั้ง เสียงลมหายใจที่ดังอย่างสม่ำเสมอทำให้คนที่นั่งเล่นกับเจ้าขนปุยอยู่ข้างเตียงคลี่ยิ้มออกมา

สรัลไล่มองดวงหน้าหวานละมุนอยู่ในห้วงนิทราด้วยประกายตาที่หากคนถูกมองเห็น คงได้ละลายไปกับความรักที่แทบจะเอ่อล้นออกมาจากความรู้สึกอันท่วมท้นนั้น สายตาเต็มไปด้วยอารมณ์ละมุนละไมไล่มองเครื่องหน้างดงามราวเจ้าหญิงนิทราด้วยความลุ่มหลง ก่อนจะถอนใจลึกแล้วส่ายหน้าให้กับความฟุ้งซ่านของตัวเอง

“เฮ้อ... เจ้าชีต้าห์ เกิดเป็นแมวแบบแกก็ดีเหมือนกันนะ เพราะไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับความรักที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีโอกาสได้จับต้อง” ชายหนุ่มก้มลงพูดกับแมวแล้วยิ้มบางๆ เมื่อเจ้าขนปุยร้องเหมี๊ยวราวกับตอบรับคำพูดของเขา

 สรัลนั่งมองผู้หญิงที่มีความหมายต่อหัวใจอยู่เป็นนาน เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทชายหนุ่มจึงยื่นมือออกไปก่อนจะชะงักค้าง แล้วถามตัวเองว่า การที่เขาถือวิสาสะแตะเนื้อต้องตัวในขณะเธอดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทราเป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ...

แม้ใจหนึ่งจะตะโกนว่าให้อดใจไว้ก่อน แต่อีกใจกลับร่ำร้องให้เขาสัมผัสเนื้อผิวเนียนละเอียดให้สมกับความปรารถนาที่มีมากล้นจนเต็มหัวใจ... สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ต่อความปรารถนาเพราะเวลาต่อมาปลายนิ้วอุ่นๆ ก็ไล้ไปตามพวงแก้มเนียนละเอียด...

สรัลใช้ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผิวนวลผ่องอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าสัมผัสของเขาจะทำให้เกิดรอยช้ำจนเป็นตำหนิ ก่อนจะแนบริมฝีปากกับหน้าฝากกลมกลึงและถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง... ชายหนุ่มถอนใจออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งถามตัวเองว่าเขาจะต้องจมอยู่ในห้วงความคิดอันหวานซึ้งนี้เพียงลำพังเช่นนี้ไปอีกนานสักเท่าไรกัน....







***จะอัพเดททุกวันอังคาร กับ วันเสาร์ นะจ้ะ...

...หยาดรัตติกาล...




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

0 ความคิดเห็น