พันธนาการรัก กับดักเสน่หา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 16,411 Views

  • 22 Comments

  • 110 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    149

    Overall
    16,411

ตอนที่ 27 : พันธนาการรัก กับดักเสน่หา ตอนที่ 27

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 866
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    9 มี.ค. 62









พราวนภาขว้างโทรศัพท์ในมือลงบนเบาะด้านข้างอย่างฉุนฉียว เมื่อสรัลปฏิเสธที่จะพบเธอโดยอ้างเรื่องงาน ด้วยอารมณ์ที่ยังกรุ่นไปด้วยความขุ่นเคืองจึงทำให้รถที่พุ่งออกจากโรงจอดรถเฉี่ยวกับกระถางต้นไม้ จนช้องนางต้องวิ่งออกมาดู ก่อนจะส่ายหน้าเมื่อเห็นรถของบุตรีแล่นฉิวออกไปราวกับพายุ

พราวนภาขับรถด้วยความเร็วยิ่งกว่าจรวด แม้ถนนค่อนข้างโล่งแต่ก็สร้างความหวาดเสียวให้กับคนที่กำลังใช้รถใช้ถนนไม่น้อยจนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่า เจ้าของรถสปอร์ตสีแดงเพลิงรีบไปหายมบาลหรือยังไง

ราวสี่สิบห้านาทีรถที่แล่นราวกับพายุก็จอดเสียงดังเอี๊ยดอยู่หน้าบ้านของนลิน พอรถจอดสนิทหญิงสาวจึงเปิดประตูรั้วเข้าไปอย่างถือวิสาสะ พอเห็นนลินนั่งอ่านนิตยสารอยู่ตรงห้องนั่งเล่น คนที่อารมณ์กำลังเดือดพล่านก็ถลันเข้าไปกระชากแล้วโยนทิ้งทันที

“นังลิน! เมื่อวานแกไปซื้อหนังสือกับพี่สรัลมาใช่ไหม” พราวนภาถามน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเอาเรื่อง

“ถ้าใช่ล่ะ” นลินลุกขึ้นกอดอกแล้วมองใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธของอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้านกับท่าทางเอาเรื่องนั้น

“นังหน้าด้าน... ขอตบสักฉาดเถอะ... ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าพี่สรัลเป็นของฉัน” นลินผลักคนที่กำลังพุ่งเข้ามาเต็มแรง จนอีกฝ่ายล้มลงก้นกระแทกพื้นเสียงดัง พอถูกตอบโต้พราวนภาจึงกรีดร้องออกมาอย่างขัดใจ และเสียงนั้นก็ทำให้ปานชีวาวิ่งออกมาจากห้องอบขนม

“เกิดอะไรขึ้นเหรนลิน นภาเธอมาทำอะไรที่นี่” หญิงสาวถามเพื่อนเสียงตื่น ก่อนจะหันไปถามคนที่กำลังเซซังลุกขึ้น

“ฉันก็มาเตือนเพื่อนแกไง นังลินถ้าแกยังหน้าด้านมายุ่งกับพี่สรัลก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน” พราวนภาชี้มือข่มขู่

“ให้มันน้อยๆ หน่อย แม่คุณ แทนที่จะตักเตือนคนอื่น ช่วยตักเตือนตัวเองดีกว่าไหม” ปานชีวาพูดสวนกลับไป

“ทำไมฉันต้องเตือนตัวเอง”

“อย่ามาถามโง่ๆ เธอก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร ถามจริงๆ เถอะวันๆ ไม่มีงานมีการทำหรือไงถึงได้ว่างมาไล่งับคนอื่นแบบนี้ ออกไปเลยนะไม่อย่างนั้นฉันแจ้งความแน่” ปานชีวาไล่อย่างไม่เกรงใจ

 “ฉันไปแน่ไม่ต้องมาไล่ แต่ก่อนไปฉันขอเตือนแกนะนังลินว่าอย่ามายุ่งกับพี่สรัลของฉันอีก” หญิงสาวคาดโทษก่อนจะกระแทกเท้าออกไป โดยมีสายตาสองคู่มองตามอย่างเอือมระอา

“ลิน แกเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” ปานชีวาถามพร้อมกับจ้องสำรวจคนต้องหน้า พออีกฝ่ายส่ายหน้าช้าๆ จึงพ่นลมหายใจออกมากึ่งโล่งอกกึ่งเห็นใจ

“แกว่าฉันควรอยู่ห่างๆ คุณสรัลไหม” หญิงสาวถามพร้อมกับถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

“ถึงแกจะอยู่ห่างพี่สรัล ยัยนภามันก็มาหาเรื่องอยู่ดีนั่นแหละ อีกอย่างพี่สรัลคงจะยอมให้แกห่างหรอกนะ เพราะตั้งแต่พี่สรัลเดินหน้าจีบแกขนาดพี่วัชประกาศจีบมาก่อนยังยกมือยอมแพ้เลย”

“ที่พี่วัชถอยไม่ใช่เป็นเพราะลมเปลี่ยนทิศหรอกเรอะ” นลินถามเสียงสูงจนคนที่ถูกพาดพิงค้อนขวับด้วยความขัดเขิน

 

ช่วงสายของอีกวันนลินกับปานชีวา แวะไปซื้อของที่ตลาดหลังจากศิวัชร่ำร้องอยากกินขนมจีนน้ำเงี้ยว เมื่อเข้าไปในตลาดเสียงพูดคุยของแม่ค้าพ่อค้าแทบจะไม่ต่างจากการตะโกนแข่งกัน อาหารสด อาหารสำเร็จรูป ผลไม้ หรือแม้แต่เครื่องใช้ในครัวเรือน ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนชัดเจน พื้นตลาดค่อนข้างแห้งและสะอาดเพราะถูกควบคุมโดยเจ้าของตลาด และจากความร่วมมือของเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ขายที่ช่วยกันดูแลรักษา

หญิงสาวทั้งสองซื้อวัตถุดิบที่จะต้องนำไปปรุงอาหาร และแวะทักทายเหล่าพ่อค้าแม่ค้าอย่างคุ้นเคย เมื่อได้ของครบจึงพากันกลับ

“เห็นหน้าน้องลินแล้วฉันไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าหน้าตาสวยๆ ใสๆ จะเป็นคนขี้ขโมยไปได้” พอสองสาวเดินพ้นจากตลาดแม่ค้าผลไม้ร่างอวบจึงหันไปกระซิบกับเพื่อนร่วมอาชีพ

“ใครเชื่อสองแม่ลูกนั่นก็บ้าแล้ว” เชอร์รี่สาวสวยในร่างชายตอบกลับเสียงแหลม

“หมายความว่ายังไง” คนที่เชื่อไปเกินครึ่งถามด้วยความอยากรู้

“เจ้... แกไปอยู่ปลายดอยไหนมายะ เรื่องนี้คนเขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง ฉันได้ยินแม่บ้านของคุณนายช้องมาเม้าท์ว่าตอนเปิดพินัยกรรมน้องลินได้มรดกไปไม่น้อยเลย ส่วนที่ดินแปลงเจ้าปัญหาก็ได้ยินว่าคุณพรรณรายท่านยกให้น้องลินก่อนไปท่องสวรรค์ทัวร์นรกอีก สองแม่ลูกคงอยากได้แหละเพราะที่ดินตรงนั้นมันติดกับรีสอร์ทของคุณอัมพา ก็เลยสร้างเรื่องขึ้น...”

“แต่ที่ฉันรู้มามันเป็นคนละเรื่องเลยนี่” คนที่ได้รับสารมาอีกอย่างถามกลับน้ำเสียงไม่เชื่อ

“ก็รู้ไม่จริงไงยะ” คนที่รู้มากกว่าจีบปากจีบคอทับถม

“ข่าวของแกชัวร์หรือมั่วนังรี่ เพราะคำพูดของคนใช้ที่เปรียบเป็นคนอื่นมันจะจริงเท่ากับข่าวที่ออกจากปากเจ้าตัวเรอะ” คนที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของช้องนางแย้งขึ้น

“โอ๊ย... เจ้นอกจากจะสวยน้อยแล้วมันสมองยังมีน้อยอีกนะเนี่ย เรื่องขโมยโฉนดที่ดินอะไรเนี่ยใครมันจะบ้าทำกัน เพราะถ้าไม่ใช่ของตัวเองขโมยไปก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ไอ้คนปล่อยข่าวก็ปัญญาอ่อนพอๆ กับคนรับข่าว” พอถูกแดกดันคนที่เชื่อไปจนเกินครึ่งก็ชักของขึ้น

“นังรี่นี่แกหาว่าฉันโง่เรอะ” คนถูกเหน็บเท้าสะเอวแล้วชี้หน้าอีกฝ่ายสีหน้าเอาเรื่อง

“ฉันก็ไม่ได้ว่าเจ๊โง่... แค่ว่าสมองน้อยก็เท่านั้นเอง เจ้คิดดูสิว่าน้องลินเขาจะไปขโมยทำไมให้เมื่อยตุ้ม ก็ที่ดินผืนนั้นเป็นมรดกของพ่อแม่อยู่แล้ว ใครๆ เขาก็รู้ว่ายัยคุณนายช้องนางน่ะอยากเป็นทองแผ่นเดียวกับคุณอัมพา ก็เลยอยากได้ที่ดินแปลงนั้น ฉันได้ยินมาว่าสองแม่ลูกนั่นไปขอโฉนดกับน้องลิน พอถูกปฏิเสธก็เลยสร้างเรื่องปัญญาอ่อนนี่ขึ้นมา แล้วมโนว่าน้องลินจะอับอายจนยอมยกให้ง่ายๆ”

“จริงเหรอ”

“ก็จริงนะสิ ไม่ต้องคิดอะไรมากเลยเจ้ก็รู้ว่าบ้านคุณพรรณรายมีคนเยอะแยะ ใครจะเข้าจะออกหูตาคนของท่านมีเป็นสับปะรด อย่าว่าแต่ขโมยโฉนดเลยแค่ไม้จิ้มฟันอันนึงไม่รู้ว่าจะขโมยได้ไหม”

“แกก็พูดโอเวอร์ไป ว่าแต่คุณอัมพาก็เห็นดีเห็นงามไปกับเรื่องนี้เหรอ”

“อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันว่าที่เรื่องมันคาราคาซังน่าจะเกิดจากรักสามเศร้า เพราะเราก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคุณสรัลชอบน้องลิน ส่วนนภาก็ชอบคุณสรัลงานนี้มันก็เลยอีรุงตุงนังอย่างที่เห็น” คนที่รู้ลึกรู้จริงสรุป

“เออเรื่องมันซับซ้อนกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย แล้วแกว่าใครจะขึ้นแท่นล่ะระหว่างน้องลินกับคุณน้องนภา”

“งานนี้ฉันพนันเลย พันเอาสลึงนึงว่ายังไงน้องลินก็มาวิน” ตอบกลับโดยไม่ต้องหยุดคิดให้เสียเวลา

“ดูแกจะมั่นอกมั่นใจเหลือเกินนะนังรี่”

“ก็ฉันเห็นมากับตานี่ ช่วงนี้คุณสรัลเทียวเข้าเทียวออกบ้านน้องลินอย่างกับบ้านตัวเอง ส่วนคุณอัมพายังแวะเวียนไปบ่อยๆ ถ้าตาไม่บอดก็คงรู้แหละว่าตำแหน่งสะใภ้อย่างไรก็คงไม่พ้นน้องลินของเรา” พูดพร้อมกับประสานมือแล้วทำหน้าเคลิ้มฝัน

“ถ้าเป็นอย่างที่แกว่าจริงงานนี้ยุ่งตายห่า” คนที่ใกล้ชิดกับช้องนางบอกแล้วนิ่วหน้าอย่างครุ่นคิด

“จะไปยุ่งอาไร้ งานนี้เชื่อเถอะเหมือนอย่างในละครน้ำเน่าที่เจ้ชอบนั่นแหละ ตอนจบนางร้ายหายนะทุกเรื่อง” พูดพร้อมกับหัวเราะอย่างขบขัน

“ขอให้เป็นเหมือนในละครเถอะ ฉันละหวั่นใจกลัวมันจะหักมุมเอาน่ะสิ”

“เออ... แล้วเจ้รู้เรื่องที่มีคนมาปล่อยข่าวว่าขนมปังของเจ้าป่านบ้างไหม” คำถามนั้นทำให้คนที่คิดว่าตัวเองรู้ลึกรู้จริงรีบหันซ้ายหันขวาแล้วเริ่มเล่า

“ทำไมจะไม่รู้ เรื่องนี้เขาปิดกันให้แซ่ด ว่าคนกินขนมปังของน้องป่านถูกหามเข้าโรงบาลเป็นสิบ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพอขายดีเข้าหน่อยก็เริ่มเสื่อมคุณภาพ” เพราะรับสารผิดๆ มาจากช้องนาง สวยจึงใช้มือป้องปากแล้วเริ่มโหมโรง

“จริงเหรอ... พี่ไปได้ยินมาจากไหน”

“จากคุณช้องไง” คำตอบอย่างลืมตัวนั้นทำให้คนถามกระตุกยิ้มแล้วเบะปาก

“ยัยคุณนายช้องเขาเคยกินขนมน้องป่านด้วยเรอะ ว่าแต่ดูเหมือนเจ้จะสนิทกับคนบ้านนั้นเนาะ” คำถามของเชอรี่ทำเอาคนที่เพิ่งหลุดปากสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะยิ้มแหยๆ แล้วรีบออกตัวพร้อมกับใช้มือปัดของแก้เก้อ

“แหมฉันก็รู้จักคุณนายเขาแค่ผิวเผิน ไม่ได้สนิทสนมอะไร”

“อย่างนั้นก็ค่อยเบาใจหน่อย เกิดเจ้เผลอเอาเรื่องที่ฉันเล่าไปเม้าท์ต่องานเข้าแน่ๆ” เชอร์รี่ทาบมือกับอกแล้วทำท่าโล่งอก

“ฉันไม่ใช่คนช่างพูดขนาดนั้น แต่บางเรื่องถ้ามันเป็นความจริง เราก็ต้องช่วยแก้ไขให้ถูกต้องจริงไหม ปะๆ แยกย้ายๆ” พอหลุดปากออกไปคนที่เริ่มเปิดประเด็นจึงรีบตัดบท เพราะเกรงว่าขืนพูดต่อมีหวังเข้าตัว

เชอรี่ลอบมองสีหน้าของเพื่อนร่วมอาชีพ พอเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าครุ่นคิดจึงอมยิ้มน้อยๆ ลองเจ้สวยหน้าเครียดขนาดนั้น ข่าวลือเรื่องนลินคงจะถูกแก้ไขในเร็ววัน แล้วไหนจะเรื่องขนมของปานชีวาอีก งานนี้ถ้ามัวแต่วิ่งแก้ข่าวมันคงชักช้าสู้ใช้โทรโข่งจากปากต่อปากไม่ได้ สู้ยืมความช่างพูดของเจ้สวยช่วยแก้ไขมันคงจะได้ผลเร็วกว่า งานนี้จะเรียกว่าหนามยอกใช้หนามบ่งก็คงไม่ผิด






***จะอัพเดททุกวันอังคาร กับ วันเสาร์ นะจ้ะ...

...หยาดรัตติกาล...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

0 ความคิดเห็น