เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 8 : ♿ พรุ่งนี้ไม่สาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

​:::CAPTAIN:::

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ชายมาชอบผม ครั้งก่อนเกิดขึ้นตอนผมอยู่มอห้า ด้วยความที่แม่อยากให้ผมเรียนหมอ ก็เลยส่งผมไปค่ายวิทยาศาสตร์บ่อยๆ ครั้งนั้นแม่ส่งผมไปค่ายวิทยาศาสตร์ตอนปิดเทอม เป็นค่ายที่ให้เราได้สัมผัสชีวิตของหมอและพยาบาลห้าวันหกคืนด้วยกัน

ผมพักที่หอพักนักศึกษาแพทย์ ก็ไม่ค่อยสะดวกหรอก ช่วงกลางวัน แม่ผมจ้างหลานชายซึ่งเป็นญาติฝั่งป๊าของผมให้มาคอยช่วยเพราะพี่โดมไม่ว่าง ส่วนช่วงกลางคืนผมจะพักรวมกับเพื่อนอีกสามคน หนึ่งในนั้นนั่นเองที่แอบชอบผม หน้าตาเขาไม่ถึงกับหล่อ อัธยาศัยดีพอใช้ เขาคอยตามช่วยผมไม่ห่าง ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็จะไปกับผม พยายามอยู่กลุ่มเดียวกับผม กินข้าวกับผม เหมือนเป็นเงาตามตัว แต่ผมก็ดูไม่ออกเลยว่าเขาเป็น

พอวันกลับเขาก็เฉลยความในใจ ผมจำได้ว่าเขาพูดเสียงสั่นจนฟังไม่ได้ศัพท์ ต้องถามสามสี่ครั้งว่าพูดอะไร พอฟังเข้าใจแล้วผมก็ช็อก ทำใจอยู่นานจึงตอบกล้อมๆ แกล้มๆ ไปว่าผมคิดกับเขาแค่เพื่อน เขาหน้าจ๋อยไปเลย คงเสียใจพอสมควร หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

ไม่เคยคิดเลยว่าไม่กี่ปีหลังจากนั้น ผมจะมาเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันอีกครั้งในวันนี้ ครั้งนั้นว่าลำบากใจแล้ว แต่ครั้งนี้ลำบากใจยิ่งกว่า เพราะครั้งที่แล้วผมปฏิเสธด้วยหัวใจที่ชัดเจนว่าไม่ได้คิดอย่างนั้น ส่วนครั้งนี้หัวใจของผมขุ่นมัวจนมองทะลุไม่เห็นความจริงชัดเจน

พอผมเงียบและทำหน้าไม่ถูก คนพูดคงรู้สึกได้ว่าผมลำบากใจที่จะตอบว่าอยากเป็นแฟนด้วยหรือเปล่า อะตอมจึงยิ้มเก้อๆ หน้าเสียเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หัวเราะเบาๆ แก้เก้อ

"เออ ไม่เป็นไร สงสัยกูจะใจร้อนไปหน่อย"

ผมไม่แน่ใจว่าใช่เหตุผลนั้นหรือเปล่า ถ้าเราชอบใครสักคนแล้วเป็นแฟนกันได้ในสองสามวันก็คงดี เมื่อพอใจแล้วความเร็วคงไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ผมตอบไม่ได้ว่าเพราะมันเร็วไปหรือเปล่า จะว่าเร็วก็เร็วเพราะเราเพิ่งรู้จักกันได้อาทิตย์กว่าๆ แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นเหตุผลนั้นอยู่ดี

"กูเป็นผู้ชาย…แล้วก็พิการด้วย มึงแน่ใจเหรอว่ามึงจะรักกูได้" ผมเอ่ยหลังเงียบไปสักพัก หรือจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่ทำให้ผมไม่ชัดเจนกับตัวเอง

"อย่าเอาเรื่องนี้มาพูดดิวะ กูบอกมึงแล้วไงว่ากูไม่เคยคิดแบบนั้น" อะตอมลุกขึ้นนั่ง หย่อนขาลงพื้นและหันหลังให้ผม ก่อนเอียงหน้ามาคุยด้วย "มึงนั่นแหละ รังเกียจเหรอวะถ้าผู้ชายกับผู้ชายจะชอบกัน"

ผมสะอึกไปเลยกับคำพูดนี้ ดูไปแล้วอะตอมเป็นคนใจร้อน คิดเร็ว ทำเร็ว แม้กระทั่งยอมรับเรื่องผู้ชายรักกันมันก็ยังทำได้เร็วกว่าผม

"เอาเป็นว่า…เก็บไว้ก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ก็ไม่สายหรอก" อะตอมสรุป คงรู้สึกอึดอัดใจและอยากจบการสนทนาเรื่องนี้ซะที

"โกรธเหรอวะ" ผมลุกขึ้นนั่งข้างๆ อะตอม พลางก็ใส่กระดุมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยไปด้วย พออะตอมไม่ตอบผมจึงพูดต่อ "มึงเพิ่งอกหักมาเองนะเว้ย"

"กูทำใจมาเป็นเดือนๆ แล้ว เมื่อก่อนกูรักอั้มมากนะเว้ย ถ้ามึงรู้จักกับกูสักสองสามเดือนที่แล้ว มึงก็จะเห็นเองแหละว่ากูให้เวลากับเขามากแค่ไหน ว่างปุ๊บกูก็จะไปหาเขาปั๊บ ไม่งั้นก็โทรคุย ติดต่อกันแทบตลอดเวลา ไม่มีเวลานั่งคุยกับมึงแบบนี้หรอก แต่พอเกิดเรื่องพี่แอร์ขึ้น กูก็เสียความรู้สึกไปเลยว่ะ จากที่กูเคยหลงเขามากๆ มันก็สะดุดไปเลย เพราะว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม กูไม่เคยชอบคนสองคนพร้อมกันนะเว้ย ตอนที่กูเจอมึงน่ะ กูถอนใจกูออกจากเขาไปเยอะแล้ว เพราะงั้น…มึงไม่ต้องห่วงกูเรื่องอกหักหรอก มันจบตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กูจะมีชีวิตใหม่ของกูจริงๆ ซะที"

อะตอมอธิบายเสียยืดยาว แต่ก็ช่วยให้ผมเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดีมากขึ้น เพราะมันทำใจมาได้พอสมควรแล้วนี่เองถึงได้…

"แล้วมึง…แน่ใจเหรอวะว่าความรู้สึกของมึงที่มีให้กูตอนนี้…เป็นความชอบ เหมือนที่มึงชอบผู้หญิง มันเปลี่ยนขั้วเลยนะเว้ย มึงจะไม่สงสัยตัวเองหน่อยเหรอวะ" ผมถามไปตรงๆ

"มึงเคยชอบใครไหม" อะตอมย้อนถาม

ผมชะงัก สักพักก็พยักหน้ายอมรับ

"แล้วมึงแยกออกไหมว่าชอบอย่างเพื่อนกับชอบอย่างแฟนต่างกันยังไง หัวใจของมึงเต้นตอนไหน ตอนอยู่กับเพื่อน…หรือตอนที่มึงเจอคนที่ชอบ" อะตอมถามเข้าจุด ชงลูกมาสวยขนาดนี้ คนเล่นต่อคงได้แต้มงามๆ แน่ แต่ผมกลับปล่อยลูกตกดังแป้กต่อหน้าต่อตา อะตอมไม่ย่อท้อ รีบชงลูกใหม่มาให้ "เวลากูอยู่กับมึง หัวใจกูเต้นบ่อยๆ "

ว่าแล้วอะตอมก็เขยิบตัวเข้ามาใกล้ผม จากนั้นก็ดึงมือผมไปทาบลงบนอกซ้าย "มึงรู้สึกไหม กูไม่เคยหัวใจเต้นกับเพื่อนนะเว้ย แล้วมึงล่ะ เวลาอยู่ใกล้ๆ กู…หัวใจมึงเต้นหรือเปล่าวะ"

สีหน้าอะตอมดูแดงๆ คาดว่าผมก็น่าจะแดงเหมือนกันเมื่อเห็นสายตาของอะตอมที่มองมา ผมไม่กล้าตอบอีกตามเคย ค่อยๆ ดึงมือกลับมาและก้มหน้าลงต่ำ เหลือบมองอะตอมอย่างประหม่า นึกอยากเขยิบตัวออกห่างอีกหน่อยแต่ก็ไม่กล้า เดี๋ยวมันจะหาว่าผมหยิ่ง

อยู่ๆ อะตอมก็เอียงตัวเอาหูมาแนบกับอกซ้ายของผม ผมหน้าตาตื่นตกใจเพราะกลัวมันจับได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ถอยหนี ปล่อยให้มันเอาหูแนบฟังหัวใจผมเต้นตึกตักโดยไม่ผลักไส เขาว่าเสน่ห์ของผู้หญิงคือความอ่อนหวาน แต่ผมว่าเสน่ห์ของผู้ชายคือความอบอุ่นและเข้มแข็ง รูปร่างผู้หญิงสวยที่ส่วนโค้งเว้า แต่ผมว่ารูปร่างผู้ชายมีเสน่ห์ตรงความแข็งแกร่งทว่าน่าซุกตัวเข้าหา กลิ่นกายผู้หญิงหอมอ่อนละมุนชวนหลงใหล แต่ผมว่ากลิ่นกายผู้ชายหอมลุ่มลึกน่าค้นหา

อะตอมเงยหน้าขึ้นมามองผม แววตาของมันดูแปลกหลังได้ฟังเสียงหัวใจผมแล้ว เรามองหน้ากันค้างไว้ สักพักมันก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงตามเดิม เขาว่าสายตาของผู้หญิงอ่อนโยนและงดงาม แต่ผมว่าสายตาของผู้ชายบาดคมหรือไม่ก็อาจจะร้อน เพราะผมรู้สึกเหมือนตัวจะละลายไปแล้ว

"ที่กูขอมึงเป็นแฟนเมื่อกี้ ลืมมันไปก่อนดีกว่านะ ตอนนี้…ก็เป็นเพื่อนกันไปก่อน"

เสียงของอะตอมทำให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิด ถึงแม้มันจะบอกอย่างนั้น แต่ผมก็อดเครียดไม่ได้ อะตอมจึงเอามือมาลูบหัวผมเป็นเชิงหยอกเล่น

"เฮ้ย ไม่ต้องเครียดหรอกน่า ไม่มีอะไรแล้ว มึงกับกูก็เป็นเพื่อนกันนี่แหละ หรือว่า…มึงไม่อยากเป็นเพื่อนกับกู"

"เปล่าเว้ย" ผมรีบค้าน

"ก็ดี อ้อ ที่กูจูบมึงไปสองสามครั้งน่ะ กูไม่รู้จะถอนคืนให้มึงยังไงว่ะ ลืมๆ มันไปละกันนะ แต่ถ้าวันไหนมึงเปลี่ยนใจมาชอบกู จะมาเอาคืนทีหลังก็ได้นะเว้ย" อะตอมพูดติดตลก ค่อยทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาหน่อย

ถึงอย่างนั้นผมก็อดคิดไม่ได้ว่าผมทำให้อะตอมเสียใจหรือเปล่า ก็คงมีบ้าง อย่างน้อยก็น่าจะเสียความมั่นใจ สงสัยคงแอบด่าผมในใจว่าพิการแล้วยังเสือกหยิ่งไปแล้ว

"จะเที่ยงแล้ว มึงหิวยัง" อะตอมเปลี่ยนเรื่อง

"นิดนึง" ผมบอก

"เดี๋ยวกูทำกับข้าวให้มึงกิน อยากลองกินนี่ไหม ข้าวคลุกกะเพราหมูสับ กูทำอร่อยนะเว้ย" อะตอมโว

"เผ็ดเปล่าวะ ถ้าเผ็ดมาก กูกินไม่ค่อยได้" ผมทำหน้าแหยไว้ก่อน พูดถึงของเผ็ดๆ ทีไรผมมักทำหน้าแบบนี้

"ถ้าจะให้อร่อยก็ต้องเผ็ดนิดหนึ่ง เดี๋ยวกูจะใส่พริกให้มึงน้อยๆ ละกัน โทษทีนะเว้ย…กูทำอาหารไฮโซไม่เป็น" อะตอมออกตัว แต่ก็ฟังดูเหมือนมันประชดผมเล่น

"เดี๋ยวกูหัดกิน" ผมแบ่งรับแบ่งสู้ คราวที่แล้วก็ท้องเสียเพราะไปหัดกินกับพี่โดมนี่แหละ

ครู่หนึ่งเราก็ย้ายที่คุยกันมาที่ครัว อะตอมให้ผมช่วยหุงข้าวและเด็ดใบกะเพราที่ซื้อมาใส่จาน ส่วนมันก็ตำพริกกับกระเทียมใส่ครกเล็กๆ ที่ซื้อมา ก่อนเอาไปเทใส่กระทะที่มีน้ำมันเดือดๆ ห้องผมมีเครื่องดูดควันและเครื่องกรองอากาศอย่างดีที่กรองกลิ่นและฝุ่นได้ดีมาก จึงไม่ค่อยห่วงเรื่องกลิ่นเท่าไหร่

เมื่อเริ่มมีกลิ่นหอม อะตอมก็ใส่เนื้อหมูสับที่ซื้อมาลงไปผัด กลิ่นหอมฉุยน่ากินจนผมน้ำลายไหล

"หอมว่ะ น่ากินมากเลย" ผมเข็นเข้าไปสูดกลิ่นใกล้ๆ

"มึงไม่เคยกินข้าวผัดกะเพราจริงๆ เหรอวะ" อะตอมสงสัยไม่หายที่รู้ว่าผมไม่เคยกินข้าวผัดกะเพราเลยตั้งแต่เกิด ทั้งๆ ที่คนไทยแทบทุกคนเคยกินมาแล้ว

"เออดิ"

"ส้มตำปลาร้าล่ะ"

"เคยแล้ว พี่โดมเพิ่งพาไปกินอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ท้องเสียเลย" ผมหัวเราะอายๆ

"มึงสนิทกับพี่โดมขนาดไหนวะ" อะตอมเปลี่ยนมาถามเรื่องลูกพี่ลูกน้องผมแทน

"ก็สนิทเลยล่ะ เพราะตอนเด็กๆ กูไม่ค่อยได้ไปไหนเอง ไปแต่กับป๊ากับแม่ แต่ถ้าพี่โดมพาไปนะ แม่กูจะไม่ว่าเลย ไปไหนก็ได้ เวลาไปเที่ยวกับพี่โดมนะ…โคตรมีความสุขเลย เหมือนนกออกจากกรง พี่โดมนะ…โคตรใจดีเลย เลี้ยงกูไม่อั้น กูอยากกินอะไรเขาจะพาไปทุกที่ อยากไปดูอะไรเขาก็จะพาไปดู" ผมเล่าไปยิ้มไป สีหน้าบ่งบอกว่ามีความสุขจริงๆ

ตะหลิวของอะตอมหยุดส่งเสียงช้งเช้ง มันมองผมด้วยสีหน้าแปลกๆ สักพักก็คลี่ยิ้ม "เดี๋ยวกูจะทำให้มึงมีความสุขมากกว่านั้นอีก"

… … …

ไม่นานเราก็ได้กะเพราหมูสับหอมฉุยมาเป็นกับข้าวมื้อกลางวัน แค่ได้ลองกินครั้งแรกผมก็ตะลึงในความอร่อยของมันแล้ว เผ็ดนิดหน่อยพอกินได้ รสชาติออกเค็มเล็กน้อยและหอมใบกะเพรามากๆ

"เออ…เมื่อคืน…มึงพักห้องไอ้อินเหรอ" ผมถามเมื่อนึกได้ น่าแปลกที่อะตอมดูชะงักและทำท่าคล้ายตกใจ แต่สักพักสีหน้าก็กลับมาเป็นปกติ

"เออ เซ็งเลย" อะตอมก้มหน้า จากที่กินอร่อยๆ ก็เขี่ยช้อนในจานไปมา

"เซ็งเรื่องอะไรวะ" ผมงง

"ช่างแม่งเหอะ เอาเป็นว่า…อย่าไปยุ่งกับมันละกัน แต่ถ้ามันมาทำอะไรมึง บอกกูนะเว้ย เดี๋ยวกูจัดการให้" อะตอมกำชับ จากนั้นก็ตักข้าวกินตามเดิม แต่สายตาดูลอยๆ เหมือนคิดอะไรบางอย่าง

"แต่กูก็ไม่เข้าใจนะเว้ยว่ามันไม่ชอบกูหรือเปล่า หรือว่ากูไปทำอะไรให้มันไม่พอใจ มันถึงได้ชอบมาหาเรื่องกู เสือกมาเรียนคณะเดียวกับมันซะด้วย" สีหน้าผมเริ่มเครียด มือเริ่มเขี่ยอาหารไปมาบ้าง นึกถึงตอนที่มันพาอะตอมหนีกลับคอนโดเมื่อคืนแล้วก็ยังเคืองไม่หาย นี่มันดูถูกผมชัดๆ

"มึงไม่ต้องกลัวมันหรอก กูอยู่นี่ทั้งคนนะเว้ย ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ไอ้อินน่ะ…มันปากหมาไปงั้น แต่อีแอบอย่างมันน่ะ…ไม่กล้าหรอก"

"อีแอบยังไงวะ" ผมขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย อะตอมชะงักไปอีกแล้ว ท่าทางดูอึกๆ อักๆ

"ก็มันไม่กล้าไง คนขี้ขลาดเขาก็เรียกว่าอีแอบทั้งนั้นแหละ" น้ำเสียงของอะตอมฟังดูเหมือนโกรธหรือไม่พอใจ พลันก็เปลี่ยนทั้งเรื่องคุยและสีหน้าอย่างรวดเร็ว "มึงอยากไปดูหนังไหม ไหนๆ ก็โดดเรียนแล้ว"

"อ้าว ไหนว่ามึงจะนอนพักไง" ผมถามกลับ

"ไม่นอนแล้ว ไปดูหนังดีกว่า ไปตอนนี้ดีนะเว้ย คนน่าจะไม่ค่อยเยอะ ว่าแต่มึงชอบดูหนังแนวไหนวะ"

"ก็ดูได้เกือบทุกแนว"

"แล้วมีแนวไหนที่มึงอยากดูเป็นพิเศษไหม"

"ยังไม่เคยดูแนวสยองขวัญ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีไหม"

"งั้นก็ไปดูที่โรง ถ้ามีก็ดู เดี๋ยวกูเลี้ยงมึงเอง มึงอยากกินอะไร อยากดูอะไร อยากไปที่ไหน…บอกกู" อะตอมกางแขนยกแล้วเบ่งกล้าม ส่งสัญญาณว่าเขาพร้อมจะแบกผมไปทุกที่ที่ผมไปเองไม่ได้

"มึงกินยาลืมเขย่าขวดเปล่าวะ" ผมแกล้งแซวเล่นๆ แต่คิดว่ามันไม่ถือหรอก เพราะอะตอมยอมรับความจริงว่ามันค่อนข้างใช้เงินประหยัด กว่าจะกระเด็นออกมาแต่ละบาทมันก็คิดแล้วคิดอีก แสดงว่าครั้งนี้ต้องมีบางอย่างพิเศษ

"ไม่รู้เว้ย แต่คนอย่างกูน่ะ ถ้ารู้สึกดีกับใคร ชอบใคร กูไม่งกหรอกเว้ย ว่าแต่มึงจะไปเปล่า อย่าลีลา"

"เออ ไปก็ไป แต่โรงหนังส่วนมากมันไม่ค่อยสะดวกสำหรับกูนะเว้ย" ผมเตือนมันไว้ก่อน

"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เออ…แล้วมึงอยากนั่งที่นั่งตรงไหนล่ะ เอาแบบที่มึงไม่เคยนั่งนะเว้ย เดี๋ยวกูพามึงไป แต่ห้ามบอกว่าหลังคา เพราะมันร้อน" อะตอมหัวเราะ

"ตรงกลางสุดแถวกลาง กูไม่เคยไปนั่งตรงนั้นเลย เขาชอบให้กูนั่งแถวล่างสุด ติดทางเดิน เวลาดูต้องแหงนคอ โคตรเมื่อยคอเลย" ผมทำท่าแหงนหน้าและปวดคอไปด้วย

อะตอมขำเบาๆ ก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ "ได้ เดี๋ยวกูพามึงไปนั่งตรงนั้น อ้อ ต่อไปน่ะ…ไม่ต้องไปรบกวนพี่โดมบ่อยๆ หรอก อยากไปไหน…บอกกู"

:::DOME:::

หลังจากเสร็จเรื่องวุ่นๆ ช่วงเช้า ผมก็เลยโทรหากัปตันเพราะมีเรื่องอยากถาม แต่โทรไปแล้วไม่มีคนรับสาย ไลน์ก็ไม่อ่าน ก็เลยตัดสินใจขอตัวเพื่อนๆ มาที่คณะสถาปัตย์ ดันมาเจอคนรู้จักอีก ก็เลยใช้เวลาคุยกับเพื่อนๆ อีกเกือบสิบนาที

เสร็จจากทักทายกับเพื่อนที่รู้จักในคณะนั้น ผมก็เจอกับอินโดยบังเอิญ เหมือนมันเพิ่งจะเข้ามาเรียน ตอนแรกว่าจะไม่คุยด้วย แต่นึกไปนึกมา ผมยังไม่รู้จักเพื่อนๆ ของกัปตันเลยสักคน ก็มีแต่อินนี่แหละที่ผมน่าจะพอถามไถ่ได้ วันนั้นมันโดนผมขู่ซะหงอ คราวนี้มันอาจจะทำตัวดีก็ได้ คิดแล้วผมก็เลยเดินไปหามัน พอมันเห็นผมก็หยุดชะงัก

"ไง เพิ่งมาเหรอ" ผมร้องทักและเดินเข้าไปหาคนที่หยุดยืนมอง มันทำหน้าเลิ่กลั่กและหันรีหันขวาง คล้ายกับจะเดินหนีอีกแล้ว

"ครับ" อินตอบอย่างเสียไม่ได้

"น้ำพริกอร่อยไหม" ผมถามยิ้มๆ

"ยังไม่ได้กินเลยครับ" อินตอบเสียงเรียบ จากนั้นมันก็เดินเบี่ยงตัวหลบผม "ขอตัวก่อนนะครับพี่ ผมจะเข้าเรียนแล้ว เดี๋ยวไม่ทัน"

"เดี๋ยวก่อนสิวะ" ผมจับต้นแขนมันไว้แล้วลากกลับ อินทำหน้ายุ่งยากใจและดูเหมือนไม่ค่อยกล้าสบตากับผมเท่าไหร่ "กูแค่จะถามว่ามึงเห็นกัปตันไหม กูติดต่อมันไม่ได้"

"ยังไม่ตื่นมั้งครับ" อินตอบสั้นๆ

ผมขมวดคิ้ว ปกติกัปตันไม่ใช่คนนอนตื่นสาย นี่จะบ่ายแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ "มึงรู้ได้ไงว่ามันตื่นสาย"

"งั้นก็ปล่อยผมดิ เดี๋ยวผมเอาอะไรให้ดู" อินต่อรอง

ผมมุ่นคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง สักพักก็ปล่อยแขนมันให้เป็นอิสระ อินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาบางอย่าง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ผมอีก หวังว่าคงไม่ใช่รูปเพื่อนของกัปตันถ่ายแบบโป๊หรอกนะ

อินส่งมือถือมาให้ผมดู สีหน้าจอออกโทนแดงๆ มืดๆ เมื่อดูดีๆ ผมก็เห็นว่าเป็นผับหรืออะไรสักอย่าง

"เมื่อคืน…น้องพี่กับอะตอมไปเที่ยวด้วยกัน" อินถือโอกาสฟ้องเสียเลย

ผมเพ่งดูดีๆ ก็เห็นว่าเป็นกัปตันกับอะตอมจริงๆ ด้วย นี่ถ้าน้าเล็กรู้เข้า กัปตันคงได้กลับไปอยู่บ้านแน่ๆ แล้วทำไมถึงได้ออกไปเที่ยวที่แบบนั้นทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าแม่ไม่อยากให้ไป ผมเองยังไม่เคยพากัปตันไปเลย

"พี่โดมไม่รู้เหรอว่าสองคนนี้อยู่ด้วยกันแล้ว" อินให้ข้อมูลเพิ่ม ยิ่งทำให้ผมสงสัยเข้าไปใหญ่

"อยู่ด้วยกันยังไงวะ เป็นรูมเมทกันน่ะเหรอ" ผมถามกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ ที่จริงผมรู้แล้วและไม่คิดว่ามันจะแปลกตรงไหน แต่ดูเหมือนไอ้หน้าหล่อนี่พยายามทำให้มันแปลก

"ครับ แต่…พี่จำไม่ได้เหรอว่าผมเคยบอกอะไรพี่ไว้" อินทวนความจำ ก่อนเก็บโทรศัพท์คืนใส่กระเป๋า

ที่จริงผมก็จำได้ แต่ก็ยังไม่อยากปักใจเชื่ออยู่ดี "แล้วไง"

"เมื่อคืน…กัปตันเป็นคนจ่ายทั้งหมด ส่วนอะตอม ไม่ออกอะไรเลยสักบาท แม้กระทั่งค่าห้อง มันก็ออกแค่ห้าพัน ทั้งๆ ที่ควรจะจ่ายเป็นหมื่น ถ้าไม่เรียกว่ามาหลอกน้องชายพี่ จะเรียกว่าอะไรครับ"

พอได้ฟังอย่างนี้ มันก็พอมีเค้าอยู่บ้าง ถ้าเป็นอย่างที่อินว่า น้องชายผมก็ตกอยู่ในสถานการณ์น่ากลัวไม่น้อย "แล้วมึงรู้ได้ไง"

อินชะงัก สีหน้าส่อพิรุธ "ก็…รุ่นพี่โทรมาบอกผมว่าเห็นสองคนนี้ในผับ ผมก็เลยตามไปดู"

"ตามไปดูทำไม" ผมยังไม่เข้าใจ

"ก็จะได้รู้ไงครับว่าน้องพี่ถูกหลอกหรือเปล่า"

"หือ…" ผมลากเสียงและทำหน้าสงสัย "แล้วมึงจะรู้ไปทำไมวะ ห่วงน้องกูเหรอ…ก็ไม่น่า มึงต้องการอะไรกันแน่วะ อย่าให้กูรู้นะเว้ยว่ามึงคิดจะทำอะไรน้องกู"

"ผมไม่ทำเขาหรอกน่า ที่จริงพี่ควรจะขอบคุณผมด้วยซ้ำที่ผมช่วยตามไปดูให้" อินทวงบุญคุณ

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าอินตามน้องชายผมไปทำไม แต่ผมคิดว่ามันจะไม่ยอมบอกง่ายๆ ชักไม่ชอบมาพากลทั้งอินและอะตอม เห็นทีเย็นนี้ผมจะต้องแวะไปคอนโดกัปตันซะหน่อย

"มึงจะไปเรียนก็ไป" ผมออกปากไล่ด้วยเสียงรำคาญๆ อินทำหน้างงๆ แต่สุดท้ายมันก็ไปตามที่ผมไล่จริงๆ

:::CAPTAIN:::

ผมไม่ได้มาดูหนังหลายเดือนแล้ว ครั้งที่แล้วมากับพี่โดมช่วงกลางๆ เทอมตอนมอหก เพิ่งจะได้มีโอกาสมาอีกครั้งก็วันนี้ ส่วนอีกคนที่มาด้วยเพิ่งมาเมื่อเกือบๆ สองเดือนที่แล้วกับใครคนหนึ่ง แต่วันนี้คนที่มาด้วยเป็นผม ไม่ใช่เธอคนนั้นอีกแล้ว

หลังได้ป๊อปคอร์นมาหนึ่งถ้วยใหญ่ๆ และเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมสองแก้ว เจ้าหน้าที่โรงหนังก็พาเราไปอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางเข้าหลักเหมือนคนทั่วไป ไม่นานเราก็มาโผล่ที่พื้นที่ด้านล่างสุดของโรงหนัง ขวามือผมเป็นจอฉายสีขาวนวลๆ ส่วนซ้ายมือผมเป็นแถวที่นั่งสูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ปกติเวลามาดูหนังผมจะได้นั่งแถวล่างสุดชิดแนวทางเดิน เพราะจะได้ไม่ต้องลำบากคนพามา แต่ครั้งนี้ผมจะนั่งแถวกลางและที่นั่งตรงกลาง

“มา ขี่หลังกู” อะตอมส่งถ้วยป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มให้เจ้าหน้าที่ที่มาด้วยช่วยถือไว้ ก่อนย่อตัวลงหน้าวีลแชร์ของผมในลักษณะหันหลังให้

ผมเงยหน้าขึ้นมองแถวที่นั่งด้านบนๆ เพื่อดูว่ามีใครสนใจมองหรือเปล่า ปกติผมไม่ค่อยชอบสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนทั่วไปนัก โดยเฉพาะเมื่อผมต้องทำอะไรด้วยวิธีที่แตกต่างจากคนอื่น มีคนเริ่มจับจองที่นั่งบ้างแล้ว คนไม่เยอะมากเท่าไหร่ แต่กระนั้นก็ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึกอาย ถ้ามีวิธีที่ดีกว่าแบกขึ้นไปคงจะดีไม่น้อย นี่แหละคือเหตุผลที่ผมเลือกเรียนสถาปัตย์ เพราะผมอยากออกแบบสิ่งต่างๆ ให้คนใช้รถวีลแชร์เหมือนผมใช้งานได้สะดวกขึ้น จะได้ทำได้เองอย่างอิสระและพึ่งคนอื่นน้อยลง มีศักดิ์ศรีมากกว่ารอให้คนมาคอยช่วย

ไม่นานผมก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปเกาะไหล่ของอะตอม จากนั้นมันก็ค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างมั่นคง น้ำหนักตัวของผมเทลงไปบนตัวมันทั้งหมด ร่างกายของผมแนบชิดกับแผ่นหลังและส่วนหลังแข็งแกร่ง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ผมจะได้กลิ่นสาบหนุ่มเฉพาะตัวของอะตอม แถมอาวุธลับของผมยังแนบชิดกับส่วนหลังเหนือสะโพกเล็กน้อย เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายจริงๆ

ผมกับอะตอมตกเป็นเป้าสายตาของสายตาทุกคู่ไปแล้ว แม้จะมืดสลัวเพราะผมมองย้อนแสงขึ้นไป แต่คนข้างบนก็น่าจะเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า อะตอมก้าวเดินขึ้นไปอย่างมั่นคง เจ้าหน้าที่ชายหนุ่มคนนั้นเดินตามมาด้วย ไม่นานก็มาถึงแถวที่นั่งของเรา โชคดียังไม่มีใครนั่งขวางตรงที่เราจะเดินไป อะตอมจึงพาผมไปยังที่นั่งได้โดยไม่ต้องขอให้คนอื่นช่วยหลีกทางให้

เมื่อมาถึงที่นั่ง อะตอมก็หันหลัง ย่อตัวลงและหย่อนผมลงไปนั่งอย่างนิ่มนวล ก่อนที่มันจะนั่งบนที่นั่งของมันที่ติดกับผม เจ้าหน้าที่ส่งป๊อปคอร์นและแก้วน้ำพลาสติกคืนให้เรา ก่อนไปก็ไม่ลืมกำชับอีกครั้ง

“ก่อนหนังจบสิบนาที ผมจะเอาวีลแชร์มาเตรียมไว้ให้นะครับ”

“ครับพี่ ขอบคุณมากครับ” อะตอมเป็นฝ่ายกล่าวขอบคุณและยิ้มให้

เจ้าหน้าที่คนนั้นเดินลงไปตรงที่เราเข้ามา เขาพับวีลแชร์ของผมและนำไปจอดไว้ริมๆ ประตู พอหนังใกล้จะจบเขาก็จะเอามากางให้ เป็นขั้นตอนปฏิบัติที่ผมคุ้นเคยดีเวลามาดูหนัง

“เป็นไง ชอบไหมนั่งตรงนี้” ขณะถามอะตอมก็ส่งแก้วเครื่องดื่มให้ผมหนึ่งแก้ว ผมรับมาวางไว้ตรงที่วางแก้วของตัวเอง

“โคตรชอบเลย อยากนั่งมานานแล้ว” ผมยิ้มอย่างตื่นเต้น

“ต่อไปนะ ถ้ามึงไปไหนกับกู อะไรที่มึงไม่เคยทำ กูจะช่วยให้มึงทำได้ โอเคไหม”

“แน่ใจ” ผมท้าทาย อะตอมพยักหน้า

“แน่ใจ”

“ถ้ากูจะไปเที่ยวภูเขาล่ะ มึงจะเข็นกูขึ้นภูเขาไหวไหม” นี่แหละคือหนึ่งในความฝันของผม ภูเขาและทะเลเป็นที่ที่ผมไปเที่ยวแล้วอึดอัดและหงุดหงิดมากที่สุด เพราะมีหลายอย่างที่ผมอยากทำแต่ทำเองไม่ได้ ทั้งเข็นลำบากเพราะขรุขระ ทรายติดล้อ ลงน้ำไม่ได้ เข็นเข้าไปในป่าหรือพงหญ้าไม่ได้ แถมก็ยังลาดชันเป็นทางยาวอีก

“สบายอยู่แล้ว ช่วงไหนหยุดยาว เดี๋ยวกูพามึงไป มึงอยากไปไหนก่อนล่ะ ภูเขาหรือทะเล”

ผมทำท่าคิด ไม่นานก็ตอบ “ภูเขาดีกว่า”

“ได้เลย” อะตอมยิ้ม

“แต่กูต้องขอแม่กูให้ได้ก่อนนะเว้ย” ผมหัวเราะแหะๆ พลันก็เกิดความคิดบางอย่าง “เอ…สงสัยกูว่ากูต้องพามึงไปบ้านกูบ้างแล้วล่ะ”

“ทำไมวะ” อะตอมถามทันที

“อ้าว ถ้าแม่กูรู้จักมึง เห็นมึงบ่อยๆ เขาจะได้ไว้ใจไง เพราะถ้าเขาไม่ไว้ใจ เขาไม่ให้กูไปไหนกับมึงง่ายๆ หรอก นอกจากจะแอบไป แต่มันก็ไม่ดีหรอก เพราะถ้าเขารู้ขึ้นมา เขาก็จะแพนนิคอีก”

อะตอมพยักหน้าเข้าใจ หลังจากผมเล่าสาเหตุที่ผมพิการให้อะตอมฟัง เขาก็คงพอเข้าใจว่าทำไมแม่ผมถึงหวงลูกชายคนโตขนาดนี้ ที่เราไปเที่ยวผับกันมาเมื่อคืน ถ้ามีใครไปบอกให้แม่รู้ แม่คงตกใจมาก เผลอๆ จะเรียกผมกลับไปอยู่บ้านเหมือนเดิม ผมก็เลยไม่กล้าบอกพี่โดม เดี๋ยวพี่แกโดนแม่ผมหลอกถามอีก

“อืม…งั้น…ดูหนังเสร็จ ไปบ้านมึงไหม” อะตอมเสนอความคิด

“เอางั้นเหรอ” ผมเลิกคิ้ว

อะตอมพยักหน้าเร็วๆ ก่อนหยิบป๊อปคอร์นที่มันถือค้างไว้มาเคี้ยวตุ้ยๆ ผมหยิบมากินบ้าง จุดสนใจของเราเปลี่ยนไปที่จอฉาย ช่วงนี้เป็นช่วงโฆษณา คนเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ แต่ไม่มากนักเพราะเป็นช่วงบ่ายวันธรรมดา ตอนแรกอะตอมว่าจะนอนพัก แต่นอนไปได้หน่อยก็ชวนผมมาดูหนังซะงั้น

ไม่นานหนังที่เราซื้อตั๋วเข้ามาดูก็เริ่มฉาย มันเป็นหนังฝรั่งสยองขวัญซึ่งผมยังไม่เคยดูเลย เริ่มเรื่องมายังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่พอผ่านช่วงเกริ่นนำเรื่องไปแล้ว มันก็ทวีความสยองขวัญมากขึ้นเรื่อยๆ

อะตอมเอาถ้วยป๊อปคอร์นวางบนพื้นข้างล่าง พอถึงฉากหวาดเสียว อะตอมก็ดึงต้นแขนผมไปแล้วเอียงหน้ามาซบ ไม่วายแอบชำเลืองดูด้วยว่าเหตุการณ์ไปถึงไหนแล้ว ผมนึกขำที่เห็นมันกลัวขนาดนั้น

“กลัวเหรอ” ผมกระซิบถามเบาๆ

“เออ เฮ้ย…มาอีกแล้ว” อะตอมซบหน้าหลบตรงแขนผมเมื่อเห็นปีศาจโผล่มาตามล่าพระเอก ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายแมนๆ อย่างมันจะกลัวหนังแบบนี้ไปได้

“ทำไมมึงไม่บอกกูล่ะ”

“ก็มึงอยากดูนี่ ช่างเหอะ กูพอดูได้อยู่ แต่ขอหลบเป็นช่วงๆ”

“แล้วทำไมมึงไม่หลับตาล่ะวะ” ผมสงสัย

“ไม่ได้เว้ย” อะตอมไม่ได้อธิบายต่อว่าทำไม มันคอยชำเลืองดูจอฉายอย่างหวาดระแวงและเตรียมหลบฉากหวาดเสียวไปด้วย เป็นอย่างนี้จนกระทั่งจบเรื่อง

คนเริ่มทยอยเดินออกไปกันแล้ว ผมกับอะตอมยังนั่งประจำที่อยู่ กะว่าคนออกหมดแล้วถึงค่อยออกไป เพราะจะได้ไม่เกะกะขวางทางคนอื่น ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ชายคนนั้นก็เอาวีลแชร์มากางให้ผมเตรียมไว้แล้ว

“สนุกไหม” ผมถามอะตอม สีหน้ามันยังไม่หายกลัวดีนัก

“สนุกดิ น่ากลัวฉิบหาย กูไม่ชอบเห็นเลือดน่ะ ดีนะไม่เป็นลม” อะตอมขำตัวเอง

“มึงกลัวเลือดขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เออดิ เคยเป็นลมมาแล้วด้วย” อะตอมยอมรับ ก่อนจะคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณนะที่ให้กูซบแขน ปกติมาดูกับเพื่อนกูจะเอามือปิดหน้า ไม่เคยซบแบบนี้หรอก”

“แล้วกับอั้มล่ะ” ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยากรู้ แต่ก็ถามไปแล้ว

“ไม่เคยดูหนังแนวนี้กับเขาหรอก เขาไม่ชอบไง”

“อ๋อ” ผมลากเสียงยาว “เออ…ขอบคุณนะเว้ยที่ให้กูขี่หลังมา”

“ด้วยความยินดีครับผม” อะตอมยิ้มร่า ก่อนจะชวนคุยเรื่องชวนคิด “มึงเห็นไหม กูขอบคุณมึง มึงขอบคุณกู มึงกับกูพึ่งพาอาศัยกันได้ ทีหลังก็ไม่ต้องคิดมากเรื่องทำนั่นทำนี่ไม่ได้อีกนะเว้ย มึงยังทำอะไรได้อีกตั้งเยอะแยะ”

“เออ” ผมรับคำหน้าจ๋อยๆ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่มันพูด ถ้าไม่ใช่พี่โดมแล้ว ผมอยู่กับเพื่อนหรือใครคนไหนก็มักจะรู้สึกว่าเป็นภาระ บางทีก็อึดอัด แต่กับอะตอม ผมกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระเลย ทัศนคติและการมองคนของอะตอมดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ

“กูว่าจะบอกมึงเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ลืมบอกทุกทีเลย” อะตอมเกริ่นและยิ้มแปลกๆ

“อะไร” ผมอยากรู้อีกตามเคย

“มึงนี่หน้าโคตรหวานเลยนะเว้ย ผิวก็ขาวจั๊วะอีก ถ้าเป็นผู้หญิงนะ กูจะไม่ให้มึงออกจากห้องไปเห็นเดือนเห็นตะวันเลย”

มันหยอดผมเรื่องนี้อีกแล้ว ปากก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันไปก่อน แต่ดูมันคุยกับผมแต่ละอย่างสิ อีกอย่าง ขนาดผมไม่ใช่ผู้หญิง ผมก็เกือบจะไม่ได้ออกจากห้องเพราะมันหลายทีแล้ว

“กูว่ากูโคตรโชคดีเลยว่ะที่เกิดเป็นผู้ชาย”

“ทำไม มึงกลัวไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเหรอ”

“เปล่า กลัวมึงจะน้ำหมดตัวตายซะก่อนต่างหาก” ผมหัวเราะกวนๆ ใส่มัน

“เชี่ย น้ำกูเยอะเว้ย ไม่หมดง่ายๆ หรอก”

เราสองคนหัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข ยิ่งตอกย้ำว่าผมกับอะตอมมีเคมีที่เข้ากันได้ดี ถ้าจะถามว่าผมหวั่นไหวหรือเปล่า อะตอมคงได้คำตอบไปแล้วตอนที่เอาหูมาแนบฟังหัวใจผม แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่อยากปล่อยตัวและใจไปกับความรู้สึกมากนัก

เมื่อเรายังรู้จักกันไม่มากพอก็อาจจะเห็นกันไม่ครบกันทุกด้าน อาจจะมีบางด้านที่เรารับไม่ได้ก็ได้

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น