เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 7 : ♿ พิการอย่างผมจะดูแลใครได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

​:::CAPTAIN:::

ผมถอดหูฟังแบบเฮดโฟนออกวางบนโต๊ะ ก่อนละสายตาจากหน้าจอแมคบุ๊คแล้วเหลือบไปดูนาฬิกาบนผนังห้อง เหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะสามทุ่มแล้ว ไม่รู้ว่าอะตอมเป็นยังไงบ้าง วันนี้เขานัดกับอั้มเพื่อเคลียร์ปัญหากันอีกรอบ เห็นบอกว่าคราวนี้จะต้องได้ข้อสรุปชัดเจน นั่นแปลว่าถ้าไม่รักกันต่อก็คงจะเลิกกันไปเลย

อะตอมออกไปตั้งแต่เลิกคลาสสุดท้ายแล้ว ผ่านไปเกือบห้าชั่วโมงก็ยังไม่กลับ ไม่รู้ว่าทะเลาะกันหนักหรือเปล่า เพราะเรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ดูจะหนักหนาเกินวัยของทั้งสองคนไปมากทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับอั้มซึ่งมีพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างจากอะตอมมาก โชคดีที่ป๊าสอนผมว่าถึงเราไม่เข้าใจชีวิตของคนอื่น เราก็ไม่ควรตัดสินใครจากมุมมองของเรา เพราะเราไม่ได้มีชีวิตแบบเขา ผมจึงไม่ตัดสินอะตอมเหมือนที่ผมพยายามไม่ตัดสินแม่ นี่คือเหตุผลหลักที่ป๊าสอนผมเรื่องนี้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วผมกับแม่คงขัดแย้งกันมากกว่านี้

ก่อนหยิบหูฟังมาฟังเพลงสากลในยูทูบต่อ เสียงกดกริ่งห้องก็ดังขึ้น คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอะตอม รอยยิ้มดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผม ผมรีบละจากโต๊ะทำงานแล้วเข็นไปรอรับเพื่อนทันที

เมื่ออะตอมเปิดประตูเข้ามา สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนัก ดูเหนื่อย เศร้าและเครียดระคนกัน

"เป็นไงบ้างอะตอม" ผมอยากรู้ราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง

อะตอมไม่ตอบคำถามผมทันที เขายืนนิ่งคิดอยู่ตรงประตู สักพักก็พ่นลมหายใจยาวและก้มหน้าเล็กน้อย หรือจะเรียกว่าคอตกก็พอได้

"มันจบแล้วว่ะ" อะตอมพูดเบาๆ โดยไม่มองหน้าผม

ผมเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจเล็กน้อย แม้ว่าที่จริงก็ไม่ต่างจากที่ผมคิดไว้เท่าไหร่ "มึงหมายถึง…เลิกกันเหรอวะ"

อะตอมพยักหน้า ก่อนทรุดลงนั่งชันเข่ากับพื้นและพิงประตูห้อง เมื่อสังเกตดีๆ ผมก็เห็นว่าอะตอมตาบวมๆ ด้วย แสดงว่าคงร้องไห้มาแน่ๆ

ผมเข็นเข้าไปใกล้แล้วถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง "เฮ้ย มึงไหวเปล่าวะอะตอม"

อะตอมเงยหน้ามามองผม แม้กระทั่งจะตอบว่าไหวหรือเปล่าเขาก็ยังลังเล

"มึงอยากไปปลดปล่อยไหม เดี๋ยวกูพาไป" ผมเสนอ ที่จริงผมไม่เคยไปที่แบบนี้หรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขานิยมไปที่ไหน อีกอย่าง แม่ผมคงด่าหูชาแน่ถ้ารู้ว่าผมไปเที่ยวกลางคืน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอยากลอง ผมว่าจะลองแอบขัดคำสั่งแม่บ้าง

"ไม่เอาหรอก เปลือง" อะตอมส่ายหน้า ขนาดอกหักมันยังงกเลย คิดดูเอาเองละกัน

"เฮ้ย เดี๋ยวกูช่วยจ่ายก็ได้ กูอยากไปดู กูยังไม่เคยไปเลย" ผมบอกไปตามตรงและยิ้มเก้อเขิน

อะตอมมองผมอย่างแปลกใจ คิ้วหนาสองข้างขมวดเข้าหากันเล็กน้อย "เอางั้นเหรอวะ"

"ไม่รู้ดิ มึงอยากไปหรือเปล่าล่ะ" ผมถามอย่างไม่มั่นใจ

"ถ้ามึงอยากไปกูก็จะพาไป ดีเหมือนกัน กูไม่อยากเครียดกับเรื่องนี้แล้ว"

ผมอดยิ้มดีใจไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเพื่อนกำลังเศร้าอยู่ก็ตาม ไม่รู้ว่าใครต้องการสนองความต้องการของใครกันแน่ เอาเถอะ ถึงผมจะแค่อยากไปดู แต่อะตอมก็จะได้ปลดปล่อยอย่างแน่นอน ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

… … …

ในที่สุดผมก็ได้มาเที่ยวผับครั้งแรกกับเขาเสียที เรามาถึงเกือบๆ สี่ทุ่ม อะตอมเป็นคนแนะนำให้มาผับแห่งหนึ่งแถวรัชดาฯ ซอยสี่ เพราะมันเคยมาเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่ถ่ายแบบด้วยกันบ้าง หลังจากหาที่จอดรถได้ เราก็ตรงมายังทางเข้าด้านหน้า มีบันไดอยู่สี่ห้าขั้น ไม่มีทางลาดเลยแม้แต่จุดเดียว ผมแอบเคืองเจ้าของผับที่ช่างไม่มีวิสัยทัศน์เอาซะเลย คงไม่คิดว่ามนุษย์ล้ออย่างผมก็อยากมาเป็นลูกค้าที่นี่

"คนพิการเข้าไม่ได้นะน้อง" พี่ผู้ชายที่เฝ้าอยู่ตรงหน้าทางเข้าเดินเข้ามาบอก หลังเห็นเราเมียงๆ มองๆ ว่าจะเข้าทางไหน

"ผมอายุเกินสิบแปดแล้วนะครับพี่ เดี๋ยวผมให้ดูบัตร" ผมบอกพลางทำท่าจะหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา

"ข้างในคนเยอะ เดี๋ยวเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะลำบาก อย่าเข้าไปเลยดีกว่า" พี่ผู้ชายคนนั้นยืนยัน

"เขามากับผม เดี๋ยวผมดูแลเพื่อนผมเองครับพี่" อะตอมพูดขึ้นมาบ้างหลังเห็นท่าไม่ดี

"มันเป็นกฎของที่นี่น้อง เราไม่ให้คนพิการเข้า" พี่ผู้ชายยังคงยืนกรานอย่างเดิม สีหน้าไม่ยิ้มแย้มบ้างเลย

"โธ่พี่ พิการก็มีหัวใจนะครับ เขาก็อยากมาเที่ยวหาความสุขเหมือนคนอื่นๆ ไม่ได้เหรอพี่ นะครับ เห็นใจเพื่อนผมหน่อย มันกำลังอกหัก ถ้าไม่ได้ปลดปล่อยคืนนี้ มันคงอัดอั้นตันใจตายแน่ๆ เลย นะครับพี่ แค่ครั้งเดียวเอง" อะตอมขอร้องแทนผม ทำท่าอ้อนวอนสุดฤทธิ์ทั้งๆ ที่มันเพิ่งอกหักมาหยกๆ

พี่ผู้ชายยังคงลังเล อะตอมจึงพยายามขอร้องอ้อนวอนอีกสองสามรอบ พี่ผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่บนบันไดทางเข้าคงรำคาญ จึงพูดกึ่งตะโกนแทรกมา

"เฮ้ย ให้น้องมันเข้าไปเหอะน่า นั่งริมๆ ก็ได้ จะได้ไม่เกะกะคนอื่น"

ที่จริงก็พูดไม่เข้าหูเท่าไรนัก แต่ผมก็พอยอมๆ ให้ผ่านไปได้ ขอให้ได้เข้าไปข้างในก่อนดีกว่า ในที่สุดพี่ผู้ชายคนนั้นก็ยอมให้ผมกับอะตอมเข้าไป แถมยังช่วยยกวีลแชร์ผมขึ้นบันไดตรงทางเข้าด้วย อะตอมจับที่จับด้านหลังสองข้าง ส่วนพี่ผู้ชายช่วยกันจับด้านหน้าคนละข้างแล้วยกขึ้น ทุลักทุเลพอสมควร

เมื่อเข้ามาข้างในได้ผมก็ตาโตไปกับแสงสีเสียงของผับแห่งนี้ มันดูมืดๆ สลัวๆ เหมือนที่ผมเคยเห็นในทีวีนั่นแหละ แต่สีสดๆ ของดวงไฟและการตกแต่งก็ช่วยให้มันดูมีชีวิตชีวามากทีเดียว วงดนตรีสดบรรเลงเพลงสุดมัน หนุ่มสาววัยรุ่นและวัยทำงานละลานตาเต็มไปหมด

ผมกับอะตอมถูกพามานั่งริมๆ อย่างที่พี่ผู้ชายคนนั้นบอกไว้ พอนั่งลงอะตอมก็สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารมาเป็นกับแกล้มสองสามอย่าง ส่วนผมยังไม่กล้าดื่มจึงสั่งพวกเครื่องดื่มเบาๆ อีกอย่างผมต้องขับรถกลับด้วยจึงไม่อยากเมามาก เอาเป็นว่าแค่ได้มาเห็นผับและชีวิตคนราตรีก็ดีใจแล้ว มันดูสนุกคึกคักและน่าสนใจไม่น้อย

สาวพริตตี้ในชุดรัดรึงมาบริการเครื่องดื่มให้เราสองคน เธอชวนคุยไปด้วย แต่ผมก็รู้สึกว่าสายตาของเธอมองผมแปลกๆ คงเพราะเห็นผมนั่งวีลแชร์นั่นเอง

“ไปโดนอะไรมาเหรอคะ” พี่สาวคนนั้นถามผมด้วยสายตาอยากรู้

“เปล่าครับ” ผมปฏิเสธและทำท่าไม่อยากคุยเรื่องนี้ เพราะไม่ค่อยชอบใจที่คนเพิ่งเจอกันครั้งแรกถามละลาบละล้วง พี่สาวคงเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของผม เธอจึงหันกลับไปสนใจหน้าที่ของเธอต่อ

ดูเหมือนอะตอมไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวมากนัก มันเอาแต่กระดกเหล้าเข้าปาก ไม่นานเสียงก็ชักอ้อแอ้และแสดงอาการเมาอย่างเห็นได้ชัด ไม่เท่าไหร่ก็คร่ำครวญถึงความรักที่ผิดหวังของมันให้ผมฟัง ตอนแรกผมก็ฟังไปด้วย มองดูสาวๆ เต้นเพลงสากลบนเวทีไปด้วย ค่าที่ไม่เคยมาเที่ยวแบบนี้ก็เลยอยากรู้อยากเห็นเป็นธรรมดา แต่สักพักก็เริ่มรู้สึกว่าต้องฟังเพื่อนอย่างจริงจังแล้ว

"มึงคิดดู กูโคตรรักเขาเลยนะเว้ย สองปี…กูไม่เคยทำอะไรเขาเลย อย่างมากก็แค่จับมือถือแขน เพราะเขาเป็นนางฟ้าของกู กูให้เขาอยู่ที่สูง เพราะกูจะปีนขึ้นไปหาเขาเอง กูจะทำทุกอย่างให้กูคู่ควรกับเขา ขนาดกูไม่มีจะกิน กูก็ยังยอมแดกมาม่าเลย จะได้มีเงินพาเขาไปกินไปเที่ยวหรูๆ แต่เขาน่ะ…ไม่เคยเห็นใจกูเลยว่ะ กูโคตรน้อยใจ มึงคิดว่ากูอยากจะขายตัวเหรอวะ แม่ง…กูก็ไม่คิดจะทำอย่างนั้นซะหน่อย กูก็กำลังหาวิธีปฏิเสธอยู่ แต่เขาจะให้กูเลิกเป็นนายแบบอย่างเดียวเลย แล้วกูจะเอาที่ไหนกินวะ กูไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองนะเว้ย ทำไมเขาไม่เห็นใจกูบ้างวะ"

พอเห็นมันเมาและคร่ำครวญเศร้าโศก ขัดกับบรรยากาศรอบตัวในตอนนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าพาอะตอมมาถูกที่หรือเปล่า เพราะเขาคงต้องการที่ระบายความรู้สึกมากกว่ามาสนุก แทนที่ผมได้จะรับฟังและปลอบใจเพื่อนอย่างเต็มที่ ความวุ่นวายในนี้ก็ทำให้ผมไม่มีสมาธิเลย

"เดี๋ยวมึงก็ได้เจอคนที่เหมาะสมกับมึง อดทนอีกหน่อยนะเว้ย ตอนนี้มึงก็ตั้งใจเรียน ตั้งใจประสบความสำเร็จ วันไหนมึงได้ดีเขาก็จะเสียดายมึงเองแหละ ทำให้เขาเห็นดิว่ามึงทำได้ เชื่อกูดิ คนขยันอย่างมึงน่ะ…ยังไงก็ต้องได้ดี ป๊ากับแม่กูเขาก็มีนิสัยคล้ายๆ มึงนี่แหละ" ผมตะโกนปลอบใจอะตอมแข่งกันเสียงดนตรี

"เออใช่ กูจะทำให้เขาเสียดายกูให้ได้เลยคอยดูดิ" อะตอมกระดกเหล้าเข้าปาก ไม่นานก็หมดไปอีกแก้วอย่างรวดเร็วจนผมชักกังวล สาวที่มาบริการคงรู้ว่าอะตอมกำลังอกหัก เธอจึงเพียงแต่ทำหน้าที่โดยไม่กวนใจ เสร็จแล้วก็ไปโต๊ะอื่น แต่ก็จะคอยแวะเวียนมาดูเรื่อยๆ

มันเมาขนาดนี้คงเดินไม่ไหวแน่ แล้วผมจะพามันกลับคอนโดยังไงล่ะ? ถึงพากลับได้ แล้วผมจะพามันขึ้นไปบนห้องได้ยังไง? อะตอมคออ่อนกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ แสดงว่ามันไม่ค่อยกินเหล้าอย่างที่มันเคยบอกไว้นั่นแหละ ผมนี่ช่างรนหาเรื่องแท้ๆ ลืมคิดไปเลยว่าตัวเองใช้วีลแชร์ ต่อไปถ้ามาที่แบบนี้ต้องพาเพื่อนมาด้วยอย่างน้อยสักคนสองคน เอาไว้พยุงคนเมากลับบ้านแทนผม

เวลาผ่านล่วงเลยไปพอสมควรแล้ว อะตอมเมาจนคอพับคออ่อนและพูดไม่รู้เรื่อง ดูเหมือนจะไม่สนุกอย่างที่คิด ผมจึงเรียกพนักงานมาเช็กบิล ในขณะที่กำลังเครียดๆ ว่าจะพาอะตอมกลับบ้านยังไง คนหน้าคุ้นๆ ก็โผล่เข้ามาในลานสายตาของผม ไอ้อินนั่นเอง ไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไง หรือรู้ได้ยังไงว่าผมกับอะตอมนั่งอยู่ตรงนี้

"เดี๋ยวกูพยุงมันเอง" อินบอก จากนั้นก็ย่อตัวลง จับมืออะตอมโอบคอและพาลุกขึ้นยืน

"มึงมาได้ไงวะ" ผมถามหน้าแหยๆ คงเป็นเพราะเข็ดขยาดปากมันนั่นแหละ ไม่รู้ว่ามันจะว่าอะไรผมอีกหรือเปล่า

"มีคนบอกกูว่าเห็นพวกมึงสองคนอยู่นี่ แม่งเป็นอย่างนี้แล้วยังอยากมาเที่ยวอีกนะมึง" อินเหน็บผมจนได้ มันส่ายหน้าไปมาด้วย ผมหน้าเสียไปเลยเพราะน้องที่เอาใบเสร็จมาให้มองผมแปลกๆ

จากนั้นเราก็พากันออกไปจากผับ พนักงานชายสามคนมาช่วยพากันยกผมลงบันได ส่วนอินก็ช่วยพยุงคนเมาอ้อแอ้นำหน้าไปก่อน ดูเหมือนมันไม่คิดจะรอผมเลย

พอตามอินมาทัน ผมก็ชี้มือบอกว่าจะให้มันพาอะตอมไปทางไหน "รถกูจอดอยู่ตรงนู้น"

อินหยุดเดิน ก่อนหันมายกยิ้มใส่ผม "แล้วไง"

"กูจะพามันกลับด้วย"

"มึงมีปัญญาพามันกลับเหรอ" อินยิ้มเยาะ "เดี๋ยวกูจะพามันกลับคอนโดกูเอง มึงกลับของมึงไปเหอะ ทีหลังก็หัดเจียมสังขารด้วยนะเว้ย คนพิการอย่างมึงดูแลใครไม่ได้หรอก"

ผมโดนอินมันว่าอีกแล้ว เล่นเอาผมหน้าชาไปหมดเลย แต่ผมก็หมดคำพูดที่จะโต้เถียงกับมัน จะว่าไปมันก็พูดถูกนั่นแหละ คนพิการอย่างผมจะดูแลใครได้ ขนาดเพื่อนเมาผมยังไม่มีปัญหาพากลับบ้านเลย

อินพาอะตอมเดินแยกไปอีกทาง ผมได้แต่นั่งมองดูสองคนเดินไปด้วยกันอย่างเศร้าใจ อะตอมยังคงส่งเสียงพูดคุยอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงของมันค่อยๆ เบาลงและไกลออกไปทุกที จนกระทั่งหายไปจากการรับรู้ของผมในที่สุด

:::ATOM:::

ผมรู้สึกเหมือนมีใครสักคนกำลังลูบๆ คลึงๆ ตรงเป้าของผม จนกระทั่งอาวุธลับของผมเริ่มตื่นสู้มือ ในขณะเดียวกันก็มีบางอย่างสากๆ เย็นๆ สัมผัสบริเวณหน้าอกผม และน่าจะมีสัมผัสอื่นๆ ด้วยที่ผมระบุลักษณะและจุดเกิดเหตุบนเนื้อตัวผมไม่ได้แน่ชัด รู้แต่ว่ารู้สึกเสียวๆ จนกระทั่งผมเกิดความต้องการขึ้นมา กระนั้นก็ไม่สามารถลุกขึ้นมามีส่วนร่วมได้เลย พยายามลืมตามองก็เห็นแต่ความมืดสลัว เหมือนห้องทั้งห้องไม่มีแสงไฟ

"กัปตันเหรอ ตามสบายเลยนะเว้ย กูม่ายหวายแล้ว" ผมพูดเหมือนละเมอ

"อือ" มีเสียงตอบเบาๆ กลับมา

สักพักใหญ่ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างครอบลงไปบนอาวุธลับของผมที่แข็งตัวเต็มที่ ผมครางเบาๆ และปล่อยให้คนที่ผมเข้าใจว่าเป็นกัปตันทำต่อไป อีกพักใหญ่ๆ ต่อมาผมก็รู้สึกได้ถึงแรงขย่ม สงสัยกัปตันคงเห็นว่าผมเมามาก จึงจัดการหาความสุขด้วยตัวเองโดยไม่ต้องง้อผม

พอใกล้จะถึงช่วงวิกฤติ ไม่รู้ว่าผมเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนจึงลุกขึ้นมาเป็นฝ่ายกระทำบ้าง เมื่อช่วงนั้นใกล้มาถึง ผมเชื่อว่าผู้ชายทั้งร้อยไม่ยอมให้ใครทำแทนแน่ ขนาดเมาแค่ไหนผมยังไม่ยอมเลย

ได้ยินเสียงร้องครวญครางของกัปตันผมยิ่งฮึกเหิม พยายามเพิ่มความเร็วและแรงกระแทกกระทั้นเท่าที่ร่างกายจะทำได้ ไม่นานก็ปลดปล่อยของเหลวทะลักทลายพร้อมกับร้องครางเสียงดังไปด้วย ก่อนจะหมดแรงและฟุบตัวลงนอน จากนั้นผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

… … …

แค่ลืมตาขึ้นมาผมก็รู้สึกถึงอาการปวดหัวเสียแล้ว ไม่รู้ว่ากี่โมงกี่ยามกันแน่ รู้แต่ว่ามีแสงจ้าๆ จนต้องหยีตา ผมเอามือกุมหัวตัวเองและใช้ต้นฝ่ามือทุบเบาๆ พอหายมึนๆ ไปบ้างผมจึงลืมตาตื่นขึ้นได้เต็มตา หันมองซ้ายขวาก็รู้สึกว่าแปลกที่ กระนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน จนกระทั่งเห็นร่างขาวๆ ในชุดชั้นในสีขาวๆ เดินมาหยุดดูที่ปลายเตียง ตอนแรกผมคิดว่าเป็นกัปตัน แต่กัปตันเดินไม่ได้จึงไม่น่าใช่

"ตื่นแล้วเหรอ" เสียงนั้นถามมา

เมื่อมองให้ชัดๆ ผมก็พบว่าไม่ใช่กัปตันจริงๆ ด้วย ผมรีบลุกขึ้นนั่ง ตอนนี้สมองผมรับรู้แล้วว่าไม่ใช่ห้องของกัปตัน และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือผมไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย ผมก้มดูและเอามือลูบไปตามตัวก็ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้น นอกจากผ้าห่มที่ปิดคลุมท่อนล่างไว้

"เชี่ยอิน! นี่กูมานอนในห้องมึงได้ยังไงวะ! " เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมก็ตกใจปานถูกผีหลอก อาการปวดหัวและความงัวเงียหายเป็นปลิดทิ้ง

ร่างเกือบเปลือยของมันเดินเข้ามาหาผม ก่อนยกยิ้มอย่างคนเจ้าเล่ห์ "ลองใช้สมองฉลาดๆ ของมึงคิดดูสิ"

ผมพยายามคิดทบทวนว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แต่ก็แทบจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่ว่าพากัปตันไปผับและดื่มไปเยอะ แต่หลังจากนั้นผมก็นึกอะไรไม่ออกเลย ถ้าเป็นอย่างที่ผมจำได้ผมก็ควรจะอยู่ในห้องกัปตัน แต่ทำไมผมถึงมาอยู่กับอินได้ แถมยังไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นอีก

อินนั่งลงบนเตียง ยิ้มให้ผมแปลกๆ ชนิดที่ผมเดาไม่ออกว่ามันคือความรู้สึกอะไรกันแน่ "เมื่อคืนมึงเมามาก กูไปเจอมึงที่ผับพอดี ก็เลยพามึงกลับ"

"อ้าว แล้วกัปตันล่ะ" ผมมองอินอย่างหวาดระแวง

"ก็กลับบ้านมันสิวะ มึงเมามากนะเว้ย กัปตันไม่มีปัญญาพยุงมึงกลับหรอก กูก็เลยต้องพามึงมานี่ไง" อินบอกหน้าตาเฉย

"เชี่ย" ผมสบถ นึกโมโหที่ปล่อยให้ตัวเองเมามากขนาดนี้เลย แล้วที่เสื้อผ้าหายไปหมดแปลว่าอะไร คิดแล้วผมก็ตกใจอีกรอบ "แล้วมึงกับกู…"

อินยิ้มเขินๆ มันลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบตะกร้าเล็กๆ ตรงมุมห้องมา ก่อนเอียงให้ผมดูของบางอย่างในนั้น มีถุงยางอนามัยใช้แล้วทิ้งไว้ คราวนี้ผมตกใจยิ่งกว่าถูกผีหลอกซะอีก

"เฮ้ย! นี่มึงล้อกูเล่นหรือเปล่า"

อินหัวเราะราวกับเป็นเรื่องธรรมดาเต็มที ที่จริงมันก็ควรเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมด้วย เพราะผมเองก็พอมีประสบการณ์แบบนี้กับสาวๆ มาบ้าง โดยเฉพาะพวกนางแบบในวงการด้วยกัน แต่พอเป็นผมกับอิน ผมก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาอย่างแน่นอน

อินวางตะกร้าใบนั้นลง มันยิ้มเจ้าเล่ห์อีกแล้ว "มึงอยากดูร่องรอยไหม เดี๋ยวกูจะถอดให้ดู"

"ไม่ต้อง! " ผมรีบร้องห้าม ก่อนลงจากเตียงและลนลานเก็บเสื้อผ้าของตัวเองที่หล่นตามพื้นมาใส่อย่างลวกๆ เสร็จแล้วก็เดินมาเอาเรื่องไอ้อิน

"มึงทำอะไรกู! "

อินเลิกคิ้วและทำหน้าแปลกใจ "กูดิต้องถามมึง กูเป็นฝ่ายถูกทำนะเว้ย"

ผมรีบเอามือคลำๆ ทางด้านหลังของตัวเอง ไม่มีอาการเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น แสดงว่าผมไม่ได้ถูกกระทำแน่ แต่ผมก็นึกไม่ออกว่าผมจะไปทำอย่างนั้นกับไอ้อินได้ยังไง

"กูไม่เชื่อ มึงต้องวางแผนอะไรแน่ๆ ถึงได้พากูมาห้องมึง แล้วมึงรู้ได้ไงว่ากูไปผับกับกัปตัน" น้ำเสียงผมเริ่มโมโห พลันก็นึกทบทวนถึงตอนรับน้อง ผมจำได้ว่าไอ้อินพยายามเข้ามาตีสนิทกับผม บางทีมันก็ซื้อของมาให้ผมกินคล้ายกับอยากเอาใจ แถมยังชอบชมว่าผมหล่อบ่อยๆ ผมยังเคยแอบคิดเลยว่ามันชอบผมหรือเปล่า แต่ตอนนั้นผมยังไม่เอะใจมาก แต่ตอนนี้ผมหายสงสัยแล้ว

"อ้าว กูก็ไปเที่ยวของกูมั่งดิวะ แปลกตรงไหน แล้วมึงจะมาโวยวายทำไม กูต่างหากต้องเป็นฝ่ายโวยวาย มึงได้กูไปแล้วนะเว้ย! " อินพูดเน้นตรงประโยคสุดท้าย ทำท่าเหมือนน้อยใจผมด้วย

ผั่วะ!

ผมซัดหมัดใส่ปากไอ้อินเข้าไปหนึ่งเปรี้ยง มันถึงกับล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนเอามือลูบปากซึ่งมีเลือดไหลซิบๆ ผมชี้หน้ามันด้วยความโมโหสุดขีด

"ไอ้เหี้ย!"

จากนั้นผมก็รีบออกไปจากห้องของมัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหนของโลกใบนี้ แต่ถึงยังไงผมก็ต้องรีบกลับไปที่คอนโดของกัปตันให้เร็วที่สุด

… … …

ผมใช้เวลาเกือบๆ ชั่วโมงจึงพาตัวเองมาถึงห้องพัก ตอนนี้สิบเอ็ดโมงกว่าๆ แล้ว โชคดีที่วันนี้มีเรียนวิชาเลือกตอนบ่าย พอมาถึงห้องผมก็รีบใช้คีย์การ์ดเปิดเข้าไป

"กัปตัน มึงอยู่หรือเปล่า" ผมร้องถาม เมื่อไม่มีเสียงตอบ ผมก็วิ่งถลันเข้าไปดูในห้องนอน

กัปตันกำลังใส่เสื้อนักศึกษาอยู่พอดี เจ้าตัวหยุดชะงักและหันมามองผมด้วยแววตาที่ผมเองก็บอกไม่ถูก ถ้าผมมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็คงไม่ได้เจอกันแล้ว ผมรีบถลาไปนั่งลงบนเตียงของกัปตันทันที

"กัปตัน กูขอโทษ" ผมนึกอยากจะดึงกัปตันเข้ามากอด แต่สีหน้าและแววตาของมันที่มองผมมา ทำให้ผมไม่กล้าทำอย่างนั้นแม้แต่น้อย

"ขอโทษกูเรื่องอะไรวะ กูดิต้องเป็นฝ่ายขอโทษมึง แค่เพื่อนเมา…กูยังไม่มีปัญญาจะพามึงกลับห้องเลย" กัปตันแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเหมือนกำลังน้อยใจ

"มึงอย่าพูดอย่างงั้นดิวะกัปตัน" ผมสะท้อนใจ รู้สึกเหมือนตัวเองอยากจะร้องไห้

"แล้วจะให้กูพูดไงวะ" กัปตันย้อนถาม

"เอาอย่างงี้ ต่อไปเวลาไปไหนกับมึง กูจะไม่เมาแบบนี้อีก" ผมรีบสัญญา หวังว่าจะทำให้กัปตันรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่เปล่าเลย

"มึงไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก เอาเป็นว่า…ถ้าจะไปแบบเมื่อคืนอีก กูจะไม่ไปด้วย มึงไปกับคนอื่นละกัน เพราะกู…ดูแลใครไม่ได้หรอก"

"กัปตัน" ผมร้องคราง รู้สึกสงสารเพื่อนขึ้นมาจับจิตจับใจ "มึงน้อยใจกูเหรอ"

กัปตันนั่งนิ่ง ท่าทางดูมึนตึงไปบ้าง สักพักใหญ่ๆ มันก็แสร้งยิ้มเฝื่อนๆ และหัวเราะ "ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องคิดมาก เดี๋ยวกูจะไปเรียนแล้ว"

"คุยกันก่อนดิ เรียนบ่ายไม่ใช่เหรอ" ผมห้ามไว้

"เดี๋ยวก็เที่ยงแล้ว กูจะไปกินข้าวที่มหาลัย" กัปตันยืนกราน พยายามจะทำเหมือนไม่คิดมาก แต่สีหน้าน้อยใจของมันยังทิ้งร่องรอยเอาไว้

คราวนี้ผมตัดสินใจดึงกัปตันเข้ามากอดไว้ จำได้ว่าเคยทำกับอั้มอย่างนี้บ่อยๆ เวลาโกรธกัน ก็ได้ผลดีพอสมควร ผมเลือกที่จะกอดมันไว้เงียบๆ ให้เวลาเราสองคนสงบจิตใจและคิดทบทวน ทว่าก็น่าแปลกที่คราวนี้กัปตันไม่ยอมกดผมตอบเลย

ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ผมก็ปล่อยมือออก กัปตันก้มหน้าน้อยๆ ก่อนจะเหลือบขึ้นมามองผมและพูดเตือนเบาๆ "มึงคิดดีๆ นะอะตอมถ้ามึงจะคบกับกู"

ผมไม่รู้ว่า "คบ" ของกัปตันหมายถึงคบแบบไหน แต่ช่างเถอะ สิ่งสำคัญตอนนี้คือผมต้องทำให้กัปตันมั่นใจและเชื่อใจผมต่างหาก

"กูคิดดีแล้ว คิดมาตั้งหลายวันแล้วด้วย ที่กูตัดสินใจเลิกกับอั้มก็เพราะว่า"

"มันไม่ง่ายขนาดนั้นนะเว้ย" กัปตันขัดขึ้นก่อนที่ผมจะพูดจบ

ผมหยุดชะงักและมองหน้า ก่อนเถียงมันไป "ทำไมวะ กูกับมึงก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายวันแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า"

กัปตันนิ่งคิด ทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอีกแล้ว สีหน้ามันดูเศร้ามากขึ้นกว่าเดิมด้วย "กูเคย…ชอบผู้หญิงคนหนึ่ง แต่…กูก็ไม่กล้าบอกว่าชอบเขา บางทีกูก็เคยคิดนะเว้ยว่าถ้าตอนนั้นกูแค่จับมือเขาเดินเหมือนที่ผู้ชายคนอื่นๆ ทำได้ กูก็อาจจะได้เป็นแฟนกับเขาไปแล้ว แต่แค่จับมือกันเดิน กูยังทำไม่ได้เลย ตอนไปเที่ยวด้วยกัน เขาต้องมาดูแลกูอีก จับมือเขาเดินไม่ได้ ถือของให้เขาไม่ได้ ตรงไหนที่มีบันไดก็ไปกับเขาไม่ได้ ถ้ามีใครมารังแกเขา กูก็คงช่วยเขาไม่ได้เหมือนกัน"

"แล้วทำอะไรไม่ได้อีก พูดมาให้หมด" ผมพูดเหมือนสั่ง

"เยอะแยะ" กัปตันแบ่งรับแบ่งสู้

"อะไรล่ะที่มึงว่าเยอะแยะ พูดมาดิ" ผมท้า

กัปตันคงชักเริ่มงงว่าผมต้องการอะไรกันแน่ "ก็…อย่างตอนไปดูหนัง กูก็ไปนั่งกับเขาไม่ได้ ตอนกินข้าวที่โรงอาหาร กูก็ไปซื้อข้าวให้เขากินไม่ได้ หรือแม้กระทั่ง…ถ้ามีเซ็กซ์กัน กูก็ไม่แน่ใจว่ากูจะทำให้เขาพอใจเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ หรือเฮ้ย! "

กัปตันตกใจเมื่อถูกผมผลักลงนอนบนเตียงโดยที่มันยังพูดไม่จบ ผมโถมตัวลงไปทาบทับไว้ทันที

"มึงจะทำอะไร เดี๋ยวเสื้อกูยับ" กัปตันมองผมด้วยสายตาหวาดระแวง

"ก็ใส่ตัวอื่น" ผมบอก

พอมันจะพูดอีกผมก็รีบปิดปากของมันด้วยปากของผม รวดเร็วปานงูฉกเหยื่ออันโอชะที่เผลอผ่านมา กัปตันพยายามดิ้นและผลักผมออก แต่ผมก็หน้าด้านต้านแรงมันไว้ มือผมก็ไม่ปล่อยไว้ให้ว่างๆ จึงสอดใต้ชายเสื้อและลูบไล้ผิวขาวเนียนของมันเล่น ขัดขืนได้ก็ขัดขืนไป อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะทนเสียงเรียกร้องของตัวเองได้มากสักแค่ไหน

กัปตันต้านทานด้วยการไม่ยอมเปิดปากให้ผมจูบอีกแล้ว ผมจึงเลื่อนปากลงมาซอกไซร้และดูดตามซอกคอของมัน ที่จริงก็ไม่อยากทำหรอกเพราะเท่ากับแสดงความเป็นเจ้าของ แถมยังจะมีรอยดูดประจานคนอื่นอีก แต่อารมณ์มันก็พาไปแล้ว กลิ่นหอมอ่อนๆ จากสบู่อาบน้ำของมันก็ช่างเย้ายวนใจดีเหลือเกิน ผมทั้งสูดหอมดอมดมและดูดดึงอย่างหลงใหล

ไม่นานกัปตันก็ผวากอดผม ผมอาศัยจังหวะนี้กลับขึ้นไปจูบปากกับมันใหม่ มันไม่ต่อต้านผมอีกแล้ว แถมยังยอมให้ผมเอาลิ้นเข้าไปแลกแต่โดยดี เราต่างครางฮือด้วยความพอใจกับรสจูบที่ทั้งหนักหน่วงและหวานรื่นรมย์ ผมเบียดกายแนบแน่นและจงใจเบียดส่วนที่แข็งขันของผมเข้าหาของของ มันด้วย เพราะอยากให้มันรู้ว่าผมเกิดอารมณ์กับมันแล้ว

ผมตัดสินใจหยุดและดันตัวออก กัปตันทำหน้าเหมือนงงหรือไม่ก็คงเสียดาย ปากมันห้อแดงเพราะโดนผมดูดค่อนข้างแรง จากที่แดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงจัด เห็นแล้วก็นึกอยากจะจูบซ้ำอีกสักรอบ มันหอบหายใจแรงด้วยความปรารถนา แววตาที่มองผมเต็มไปด้วยความหวั่นไหว

"เป็นไง ได้คำตอบหรือยัง" ผมถามด้วยเสียงหอบเล็กน้อย

"คำตอบอะไร" กัปตันถามงงๆ

"ถามใจมึงดิ"

"ถามอะไรวะ" กัปตันยังงงอยู่

"เออ ช่างเหอะ" ผมขำเบาๆ จ้องตามันแล้วยิ้มอย่างมีความหมาย ก่อนถามเรื่องที่ผมอยากบอกมาหลายวันแล้ว “กัปตัน…มึงอยากคบกับกูไหม”

"คบแบบไหน กูก็เป็นเพื่อนมึงอยู่แล้วไง"

"เป็นแฟนกูไง" ผมพูดสวน

กัปตันหยุดชะงัก สีหน้าเหมือนไม่เชื่อว่าผมพูดความจริง สักพักมันก็พูดย้ำเรื่องเดิม "กูบอกมึงแล้วไงว่าให้คิดดีๆ "

"คิดมาหลายวันแล้วเว้ย" ผมยืนยัน

"แต่มึงรับปากกูแล้วนะเว้ย มึงจำไม่ได้เหรอที่กูให้มึงสัญญากับกูสามข้อ มึงก็รับปากแล้ว" กัปตันทวง

"จำได้ สำหรับมึง…มึงให้ข้อนี้เป็นข้อสามที่กูต้องสัญญา แต่สำหรับกู…มันเป็นข้อแรกที่กูอยากจะผิดสัญญาเลยนะเว้ย"

กัปตันตะลึงไปอีก สติคงไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปแล้ว "หมายความว่าไงวะ"

"กูชอบมึง ชอบตั้งแต่วันแรกที่กูเจอมึงแล้ว" ผมสารภาพ โน้มใบหน้าลงต่ำเข้าไปใกล้อีกหน่อย จ้องมองคู่ดวงตาของมันโดยไม่หลบสายตาไปไหน

"แต่กู…ดูแลมึงไม่ได้นะเว้ย" กัปตันเถียงเบาๆ

"มึงไม่ต้องมาดราม่าเลย มึงให้กูมาอยู่ด้วย ขับรถให้กูนั่ง ชงโปรตีนให้กูกิน เล่นกีตาร์ให้กูฟัง แล้วก็ทำอะไรให้กูอีกตั้งหลายอย่าง ทำไมจะดูแลไม่ได้วะ"

"แต่กูก็ทำอะไรไม่ได้ตั้งหลายอย่าง" กัปตันเถียงอีก

"อันไหนทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำสิวะ ถือของไม่ได้ ก็ไม่ต้องถือ เอาวางบนตักมึงก็ได้ เวลาไปดูหนัง เดี๋ยวกูอุ้มมึงไปนั่งข้างๆ กูเอง ถ้าเจอบันได มึงก็ขี่หลังกูได้ แต่เดี๋ยวนี้เขาก็มีทางลาดเยอะขึ้นแล้วนะเว้ย แล้วถ้ามึงจับมือกูเดินไม่ได้ ก็นั่งจับมือกันสิวะ ไม่เห็นจะยาก ส่วนเรื่องเมา ต่อไปกูจะไม่เมาแบบนี้อีก เพราะถ้ามึงอยู่ด้วยกูต้องดูแล ไม่ต้องห่วงนะเว้ย กูไม่ได้ชอบกินเหล้าขนาดนั้น ไม่กินก็ไม่เดือดร้อน ส่วนเรื่องเซ็กซ์…" ผมยิ้มกรุ้มกริ่มใส่มัน ส่วนกัปตันก็แสดงท่าทางอยากรู้จนผมอดนึกเอ็นดูไม่ได้

"ถ้ากูไม่เกรงใจแม่มึง กูไม่ทำแค่นี้หรอก"

"ไอ้เหี้ย" กัปตันเผลอสบถเบาๆ

"ทำหน้าแบบนี้ เขาเรียกว่ายั่วรู้เปล่า"

"ไอ้สัส" กัปตันสบถเบาๆ อีก

"ด่าเก่งแบบนี้ กูยิ่งชอบ เดี๋ยวกูจะจูบให้จำชื่อตัวเองไม่ได้เลย" ผมแกล้งขู่ เลียปากยั่วมันด้วย

คราวนี้กัปตันเงียบ คงกลัวว่ายิ่งพูดจะยิ่งทำให้ผมเกิดอารมณ์มากขึ้น

"ว่าไง…จะลองคบกับกูไหม กูรับรองนะเว้ย กูจะไม่ทำให้มึงรู้สึกแบบนั้นเหมือนที่คนอื่นเคยทำให้มึงรู้สึกหรอก แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะมีแต่กูที่จะคอยดูแลมึง กูก็มีหลายเรื่องจะให้มึงคอยดูแลกู มึงอย่ามาบ่นทีหลังแล้วกัน กูใช้มึงแน่" ผมขู่แล้วหัวเราะชอบใจเบาๆ

"กูคิดก่อนได้เปล่า" กัปตันต่อรอง

"ยังจะลังเลอีกนะมึง จูบกับกูซะขนาดนี้แล้ว เพื่อนที่ไหนเขาจูบกันวะ" ผมแย้ง

"กูกลัวน่ะ" กัปตันสารภาพ สีหน้าหม่นลงเล็กน้อย

ที่จริงผมก็เห็นใจอยู่หรอกที่มันกลัว พอเข้าใจความรู้สึกของมันได้ "ก็ได้ เอาที่มึงสบายใจละกัน กูแค่อยากให้มึงรู้เท่านั้นแหละว่ากูชอบมึง ส่วนมึงจะอยากคบกับกูหรือเปล่าก็แล้วแต่มึงนั่นแหละ กูไม่บังคับหรอก"

"โกรธเหรอ" กัปตันหน้าเสีย

"เปล่า ไม่โกรธหรอก กูเข้าใจมึงนะเว้ย" ผมรีบปฏิเสธ "แต่กูก็อยากให้มึงรู้ มึงไม่ใช่ผู้ชายที่กูจะมาหลอกเล่น ถ้าจะทำอย่างนั้น กูไปหลอกคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ จะมาหลอกมึงทำไมวะ"

กัปตันมองผมนิ่ง สีหน้าครุ่นคิดคล้ายกับกำลังรวบรวมข้อมูลบางอย่าง ผมกลัวมันจะเครียดอีกก็เลยชวนเปลี่ยนเรื่อง

"มึงมีเสื้อคอเต่าหรือเปล่า"

"ทำไม" กัปตันสงสัย

"เมื่อกี้…กูดูดคอมึงแรงไปหน่อย เป็นรอยเลย ถ้าคนเห็น…เขาต้องคิดว่ามึง…" ผมละไว้ในฐานที่เข้าใจ

"ไอ้เหี้ย งั้นกูไม่ไปเรียนแล้ว" กัปตันหน้าแหยระคนเขินอาย เอามือลูบคอตัวเองไปมา

"เออ งั้นวันนี้มึงก็อยู่กับกูนี่แหละ กูก็ไม่ไปเหมือนกัน โคตรเพลียเลย มึงดูแลกูหน่อยนะเว้ย หาอะไรให้กูกินด้วย โคตรหิวเลย ยังไม่ได้กินอะไรแม้แต่คำเดียว"

"อ้าว ใช้กูเลยนะมึง" กัปตันเผลอประท้วง

ผมหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจุ๊บปากมันเบาๆ ให้มันตกใจเล่น "เดี๋ยวกูให้จูบเป็นรางวัล"

"นึกว่ากูอยากได้เหรอ" กัปตันลอยหน้าลอยตา

"ก็เห็นครางซะ แถมกอดกูแน่นเชียว" ผมล้อ

"ก็ทำไปงั้นแหละ กลัวมึงเสียเซลฟ์" กัปตันยักคิ้วล้อเลียนผม น่ารักจนผมอยากจะจูบเข้าให้อีกสักรอบ

"อ๋อเหรอ" ผมลากเสียงยาวล้อเลียน แล้วก็ขู่มันอีก "งั้นกูจะจูบมึงทุกวัน จูบทุกครั้งที่มีโอกาส จูบจนมึงร้องขอชีวิต จูบจนมึงปากเปื่อย ไม่ตกลงรับรักกูก็ให้มันรู้ไป"

กัปตันผลักผมออกโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว แต่พอมันจะหนีไปขึ้นรถเข็น ผมก็คว้าตัวมันมากอดไว้ซะก่อน ช่วยไม่ได้ที่มันคงต้องเสียเปรียบผมเรื่องนี้

แต่ก่อนที่จะปล่อยให้มันน้อยใจเพราะหนีผมไม่ได้ ผมก็ให้รางวัลมันด้วยจูบหนักๆ อีกหนึ่งจูบเป็นค่าชดเชยความเสียเปรียบ และถือโอกาสปลอบขวัญเรื่องที่มันเจอเมื่อคืนด้วย พอจูบเสร็จ ผมก็ถามมันอีกรอบด้วยสีหน้าอ้อนวอน

"มาเป็นแฟนกูนะกัปตัน"

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น