เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 6 : ♿ ใครว่าผมอยากเป็นเด็กเสี่ย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

:::DOME:::

บอกตรงๆ ว่าผมขึ้นมากที่รู้ว่ามีคนมาล้อเลียนน้องผมแบบนั้น แม้เป็นเพียงญาติแต่กัปตันก็เป็นน้องที่ผมรักและผูกพันด้วย ตอนกัปตันเด็กๆ ผมมักพาเขาไปเที่ยวและคอยดูแลอย่างดีเสมอ น้าเล็กเองก็ไว้ใจผม ถ้าไม่ใช่ผมพาไปแล้ว น้าเล็กก็แทบไม่ยอมให้กัปตันไปไหนกับคนอื่นเลย ส่วนมากน้าเล็กมักจะพาไปเอง เพราะฉะนั้น ผมยอมไม่ได้แน่ถ้าใครมารังแกน้องรักของผม ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ

ผมสืบข้อมูล "ไอ้หล่อปากหมา" มาแล้ว ได้ข้อมูลจากสายรหัสของมันที่ผมพอรู้จักนั่นแหละ พี่รหัสติดตัวของมันชื่อดิน ผมพอรู้จักอยู่เพราะเคยให้กลุ่มมันมาช่วยออกแบบบู๊ธให้เมื่อปีที่แล้ว ผมจึงแอบถามข้อมูลของมันจากดินนี่แหละ มีอยู่สองเรื่องสำคัญที่ผมจำได้แม่น

เรื่องแรก มันชอบกินน้ำพริกหรือของเผ็ดๆ มาก เรื่องที่สอง มันเป็นลูกคนเล็ก พ่อแม่ตามใจ จึงทำให้มันเอาแต่ใจและปากไม่ค่อยดี ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ค่อยกล้ามีเรื่องกับใครเพราะมันตัวเล็ก มันเคยปากไม่ดีกับเพื่อนสมัยมัธยมปลายที่ซ่าๆ หน่อย โดนยำซะเละเลย หลังจากนั้นมันก็ไม่กล้าปากดีกับพวกนี้อีก ยกเว้นกับคนที่มันเห็นว่าอ่อนแอกว่าเท่านั้น

ผมรออยู่เกือบสิบนาที ในที่สุดมันก็มาหาตามที่ผมสั่ง แต่ไม่ได้สั่งโดยตรงหรอก ผมบอกให้ไอ้ดินมันสั่งน้องรหัสมันอีกทอด ที่นัดหมายอยู่ข้างหลังอาคารหลังหนึ่งซึ่งอยู่ติดรั้ว เดินไปอีกหน่อยจากตรงนี้ก็จะถึงรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยปกติจะไม่ค่อยมีคนมาแถวนี้เท่าไหร่ มันจึงปลอดผู้คนเป็นบางช่วงเวลาเหมือนตอนนี้

พอเห็นร่างของมันปรากฏในลานสายตา ผมก็ลุกขึ้นจากม้านั่งหินอ่อนแล้วเดินไปหามัน มันหยุดชะงักและลังเลเพราะจำผมได้ ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่หนี พอเดินมาถึงมัน ผมก็เอามือที่ไพล่หลังออกและยื่นของบางอย่างให้มัน

"กูได้ข่าวว่ามึงชอบกินน้ำพริก ก็เลยซื้อมาฝาก"

"พี่ให้ผมเหรอ" อินถามพลางมองดูขวด "น้ำพริกแมงดา" ที่ผมยื่นให้ ทว่าไม่กล้ายื่นมือมารับ

"เออ รุ่นพี่ซื้อของมาฝาก มึงน่าจะรู้นะว่ามึงต้องทำไง ถ้าไม่ใช่มึง กูไม่ซื้อให้นะเว้ย" ผมทำเสียงดุ

"อ้าว" อินหน้าเหลอ กระนั้นมันก็ค่อยๆ ยื่นมือมารับขวดน้ำพริกไปจากผม

"ขอบคุณครับ พี่รู้ได้ไงว่าผมชอบกินน้ำพริกแมงดา หรือว่าเมื่อวานพี่ดมกลิ่นผมก็เลยรู้"

"เชี่ยนี่" ผมสบถแล้วตบหัวมัน ไม่ถึงกับแรงมากแต่มันก็นิ่วหน้าเจ็บ "ว่ากูเป็นหมาเหรอ ปากหมาสมคำร่ำลือจริงๆ นะมึง คิดว่ากูเป็นเพื่อนเล่นมึงหรือไง"

อินเอามือลูบๆ ตรงเนินหน้าผากใกล้ไรผมที่โดนตบ มันคงงงไม่น้อย เพราะปกติจะเล่นตบหัวกันได้ต้องสนิทกันระดับหนึ่ง มันจึงบ่นอุบอิบ

"ทำไมต้องตบหัวด้วยวะ"

"บ่นไร" ผมพูดเสียงดุ

"เปล่า แล้วพี่ให้ผมมาหาทำไม" อินถามเรื่องที่สงสัยมากที่สุด

"เดี๋ยวมึงก็รู้" ผมยกยิ้มมุมปาก หัวเราะหึๆ ในลำคอ "เอ…ชอบกินน้ำพริกขนาดนี้ แสดงว่าปากมึงก็ไม่ควรแตก เพราะถ้าปากมึงแตก มึงก็กินน้ำพริกไม่ได้ จริงไหม"

"ครับ" อินทำหน้างงเข้าไปใหญ่ คงสงสัยเต็มทีว่าผมต้องการอะไรกันแน่

"ถ้างั้น...มึงก็ต้องเลิกล้อเลียนน้องกู ไม่งั้นกูจะทำให้ปากมึงแตกแล้วเอาน้ำพริกขวดนี้ยัดปากมึง! " ผมกระแทกเสียงและขึงตาดุใส่มัน

อินหน้าเหวอและออกอาการกลัวผมอย่างเห็นได้ชัด มันมองซ้ายขวาคล้ายกับจะหาทางหนี พอผมลองแกล้งเดินเข้าไปใกล้ อินก็เขยิบถอยหลัง พอผมหยุด มันก็หยุดตาม

"ยังไม่รับปากกูอีก แสดงว่ามึงอยากลองดีเหรอ" ผมขู่พลางชี้หน้า

คราวนี้อินถึงกับหน้าซีด "เปล่าครับพี่"

พูดจบมันก็หันหลังกลับและจะวิ่งหนี ผมรีบตามไปล็อกคอมันไว้ทันที ร่างขาวเล็กดิ้นขัดขืนและร้องโวยวายใหญ่

"พี่จะทำอะไรผมน่ะ ปล่อยผมนะ"

"มึงจะรับปากหรือไม่รับปาก เร็ว! ตอบกูมา!" ผมแย่งเอาขวดน้ำพริกมาถือไว้แล้วขู่มันอีกที "ถ้ามึงไม่รับปาก กูจะเอาขวดนี้กระแทกปากมึง แล้วก็เอาน้ำพริกแมงดาของโปรดยัดปากมึงด้วย มึงจะได้รู้ไงว่ากินน้ำพริกตอนไหนมันแซ่บกว่ากัน ระหว่างตอนปากธรรมดากับตอนปากแตก"

"เฮ้ยพี่อย่า!" อินร้องห้ามเสียงหลง มันพยายามดิ้นหนีสุดชีวิต แต่ยิ่งดิ้นผมยิ่งล็อกแน่น พอมันรู้ตัวว่าสู้แรงผมไม่ไหวก็ยกธงขาวเอาง่ายๆ "ผมยอมแล้วพี่ ผมจะไม่ทำแล้วครับ"

"แน่ใจ" ผมถามย้ำ

"ครับพี่ ต่อไปผมจะไม่ว่าน้องพี่อีกแล้ว"

"งั้นมึงมานี่"

ผมลากคอเสื้อมันและพามานั่งตรงโต๊ะม้าหินอ่อน ผมให้มันนั่งลงและปล่อยมันเป็นอิสระ

"มึงเรียกน้องกูว่าไอ้เป๋ทำไม"

ตอนแรกผมว่าจะปล่อยมันไปแล้วล่ะ แต่อยู่ดีๆ ก็นึกอยากคุยกับมันและถามหาสาเหตุ จะว่าไปหน้าหล่อๆ ของมันก็มีเสน่ห์ใช้ได้อยู่ เสียแต่ปากของมันเท่านั้นแหละ

"กูถามทำไมไม่ตอบ มึงมีปัญหาอะไรกับน้องกูเหรอ น้องกูไปทำอะไรให้มึง" ผมถามย้ำเสียงดุอีกรอบเพราะมันยังนั่งสั่นกลัวอยู่

"เปล่าครับพี่"

ผมขมวดคิ้วและจ้องหน้ามัน "เปล่าเหรอ ถ้ามึงไม่มีอะไร มึงจะหาเรื่องน้องกูทำไม"

"ผมไม่ได้หาเรื่องซะหน่อย"

"อ้าว ก็มึงเรียกน้องกูว่าไอ้เป๋ ไม่เรียกหาเรื่องแล้วจะเรียกอะไร" ผมชักหงุดหงิด แต่เห็นมันกลัวจนหน้าซีดก็เลยต้องลดท่าทางขึงขังลง "กูถามจริง มึงมีปัญหาอะไร บอกมา"

"ผมก็แค่อยากเตือนเขาเท่านั้นแหละ" ในที่สุดอินก็ยอมบอก

"เตือน" ผมเลิกคิ้วสูง ก่อนแค่นหัวเราะ "เรียกน้องกูแบบนี้ มึงว่าเตือนเหรอ เตือนห่าอะไรของมึงวะ นี่มันล้อเลียนชัดๆ "

"ใช่ ผมยอมรับว่าผมล้อมัน แต่ผมก็เตือนมันด้วย ไม่ได้ล้ออย่างเดียวซะหน่อย" อินเถียงก่อนก้มหน้าเล็กน้อย

"เตือนเรื่องอะไร"

อินนั่งนิ่ง สักพักมันก็เงยหน้ามาพูดด้วย "พี่จำคนที่จะต่อยกับผมได้หรือเปล่าล่ะ"

ผมพยายามนึกหน้าไอ้คนตัวที่สูงกว่า ถึงจะเห็นไม่นานแต่ก็คิดว่าพอจำได้ "เออ แล้วไง"

"มันมีแฟนแล้ว แต่มันน่ะ…ชอบมาอ่อยไอ้เป๋"

"ไอ้เหี้ย!" ผมตบหัวมันอีกทีด้วยความโมโห อินยกมือมาป้องกันตัวเองไว้

"ขอโทษครับ ติดปากไปหน่อย" อินหน้าแหย

"แล้วตกลงมันยังไงวะ มันมีแฟนแล้วยังไง" ผมถามต่อ เมื่อกี้มัวแต่โมโหเลยจำไม่ได้ว่ามันพูดอะไร

"มันอ่อยน้องพี่ไง"

"อ่อยน้องกู" ผมทวนเสียงเกือบสูง พลันก็นึกสงสัย ไอ้หมอนั่นมันเป็นผู้ชาย แล้วมันจะมาอ่อยน้องผมทำไม "มึงพูดอะไรของมึงวะ นี่มึงกลัวจนพูดไม่รู้เรื่องหรือเปล่าเนี่ย"

"ผมพูดจริงๆ ผมสังเกตดูหลายทีแล้ว ไอ้อะตอมน่ะ…มันจะหลอกใช้…เอ่อ…ชื่ออะไรนะ" อินพยายามนึกชื่อน้องชายผม

"กัปตัน" ผมบอกชื่อน้องผมไป

"ใช่…ผมว่าไอ้อะตอมมันต้องมาหลอกกัปตันแน่ๆ เพราะตอนนี้มันก็เกาะผู้หญิงที่รวยกว่ามันอยู่"

"น้องกูเป็นผู้ชายนะเว้ย ไม่ได้เป็นเกย์" ผมค้านเสียงหนักแน่น

"ผมไม่รู้ ผมก็บอกตามที่ผมเห็นน่ะ ไอ้อะตอมน่ะ…ฐานะที่บ้านมันไม่ดี มันต้องหาเงิน ผมได้ข่าวว่ามันขายตัวให้พวกอาเสี่ยด้วย"

ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อที่มันพูด แต่ตอนนี้ผมก็ชักเขวและเริ่มเป็นห่วงกัปตันซะแล้ว ที่ผ่านมากัปตันถูกน้าสาวของผมปกป้องยังกะไข่ในหิน ไม่ค่อยให้ออกมาสุงสิงกับเพื่อนๆ ทักษะการเรียนรู้สังคมและเพื่อนของกัปตันจึงน้อยกว่าคนวัยเดียวกัน โอกาสที่จะไม่ทันคนหรือถูกหลอกย่อมมีสูง

"พี่ไม่เชื่อผมเหรอ เดี๋ยวผมจะให้ดูอะไร" ว่าแล้วอินก็หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมา กดๆ พิมพ์ๆ สักพักก็ส่งมือถือมันมาให้ผม ในหน้าเว็บเพจที่เปิดไว้มีภาพของเพื่อนน้องชายผมหลายภาพ ล้วนแต่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นทุกภาพ บางภาพไม่มีเสื้อผ้าเลยด้วยซ้ำ แต่ดีที่ยังใช้มุมหลบเอียงซ่อนของสงวน

"แล้วไง" ผมส่งโทรศัพท์กลับคืนให้อิน ที่จริงผมก็ไม่รู้สึกว่าผู้ชายถ่ายภาพแบบนี้เป็นเรื่องแปลกในยุคนี้ ผมเองยังเคยถ่ายภาพตัวเองใส่ชุดว่ายน้ำขึ้นเฟสเลย

"พี่ไม่รู้เหรอ คนที่ถ่ายภาพเซ็ตนี้ชื่อแอร์ เขาชอบหลอกเด็กผู้ชายมาทำงานถ่ายแบบด้วย แต่เบื้องหลังน่ะ เขาเป็นเอเย่นต์ส่งเด็กขายเสี่ย เพื่อนผมก็โดนไปแล้ว พี่คิดดูดิ ไอ้อะตอมมันทำงานกับพี่คนนี้มาหลายปีแล้ว พี่ว่าจะเหลือเหรอ ที่มันมาเรียนที่นี่ได้ ก็เพราะมันหาเงินแบบนี้แหละ น้องพี่มันไร้เดียงสาจะตาย เดี๋ยวก็โดนมันหลอกเอาหรอก"

ผมยอมรับว่าคล้อยตามและรู้สึกตกใจกับเรื่องที่อินเล่าให้ฟังไม่น้อย ถ้าเป็นอย่างที่มันว่ามา ผมคงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างก่อนจะสายเกินไป กระนั้น สิ่งแรกที่ผมควรทำคือสืบหาความจริงก่อน เพราะถ้าเกิดไม่เป็นจริงขึ้นมาผมจะกลายเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ผมไม่ชอบให้ตัวเองเป็นคนแบบนั้นเสียด้วย

"เออ เรื่องนั้นน่ะ เดี๋ยวกูจัดการเอง ถ้ากูอยู่ ไม่มีใครมาหลอกน้องกูได้หรอก แต่มึง…รับปากกูแล้วนะเว้ยว่าจะเลิกล้อเลียนน้องกู"

"โธ่พี่ ผมก็ลูกผู้ชาย รับปากแล้วผมไม่คืนคำหรอกน่า" อินยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

"ก็ดี" ผมหัวเราะหึๆ ในลำคอ "กูจะไปละ กูมีแค่นี้แหละ เอาไปแดกซะ" ผมส่งน้ำพริกคืนใส่มือมัน

"อ้าว แล้วไม่คิดจะขอบคุณผมบ้างเหรอ" อินทวงด้วยสีหน้าตัดพ้อ

ผมหยุดชะงัก ก่อนหัวเราะหึๆ "ก็น้ำพริกนั่นไง กินให้อร่อยละกัน" ผมยกยิ้มและหันหลังเดินออกไป

"เดี๋ยวสิครับพี่" อินร้องเรียกผมไว้อีก

ผมหยุดและหันไปมอง ชักเริ่มรู้สึกรำคาญบ้างแล้ว "อะไรของมึงอีกวะ"

"พี่ชื่ออะไรน่ะครับ ผมยังไม่รู้จักชื่อพี่เลย"

ผมขมวดคิ้ว พลางนึกทบทวนว่าผมบอกชื่อมันหรือยังเพราะคุยกันตั้งนานสองนาน แต่ดูเหมือนจะยังไม่ได้บอกจริงด้วย

"โดม" ผมตอบสั้นๆ

"ผมชื่ออินนะครับ ชื่อจริง…สาริน"

"กูรู้แล้ว" ผมกระแทกเสียงห้วน

"แล้วพี่จะไม่บอกชื่อจริงผมหน่อยเหรอ" อินทวง

"ไปหาเอาเองเว้ย กูจะรีบไป" ผมหันหลังเดินหนีเป็นครั้งที่สอง แต่มันก็ยังเรียกไว้อีก

"เดี๋ยวสิพี่"

"อะไรวะ" ผมหันไปตวาดเพราะชักโมโห

"ผม…ขอเบอร์พี่ได้ไหม ไลน์ก็ได้ หรือเฟสก็ได้" อินถามกล้าๆ กลัวๆ

"มึงจะเอาไปทำอะไร" ผมขมวดคิ้ว

"ก็…เผื่อมีอะไรอัปเดต ผมจะได้โทรไปบอกพี่ไง"

"อัปเดตเรื่องอะไรวะ" ผมงง

"อ้าว ก็เรื่องไอ้อะตอมไงพี่ ผมเรียนคณะเดียวกับมัน ภาควิชาเดียวกัน เจอมันแทบทุกวัน ถ้ามีอะไรผิดปกติ ผมจะได้โทรไปบอกพี่ไง ไม่ดีเหรอ"

ผมหัวเราะหึๆ ก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ "กูไม่ให้เว้ย ถ้าอยากได้ ไปขอน้องกูเองละกัน"

พูดจบผมก็เดินแกมวิ่งออกไป มันไม่เรียกตามหลังแล้ว ทว่าผมกลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังอมยิ้มให้กับหน้าหงอๆ ของมันตอนโดนผมแกล้ง แถมกลิ่นตัวหอมแปลกๆ ของมันก็ยังติดปลายจมูกผมอยู่ จะว่าไปมันก็น่ารักดี แต่ก็ดูตลกๆ ด้วย นึกหน้ามันแล้วผมก็เผลอหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง

:::ATOM:::

เย็นวันศุกร์ หลังกลับมาถึงคอนโดที่พัก กัปตันก็ชวนผมไปซื้อของที่ห้าง เพราะของบางอย่างในตู้เย็นพร่องไปบ้างแล้ว ผมเองก็กะว่าจะไปซื้อของใช้ส่วนตัวบางอย่างด้วย กัปตันจึงขับรถพาผมไปห้างตรงรถไฟฟ้าบีทีเอสใกล้ๆ ที่ชั้นล่างมีซูเปอร์มาร์เก็ตด้วย ระหว่างทางผมก็ถามมันถึงสาเหตุที่นั่งรถวีลแชร์ แต่ก็คุยได้ไม่จบเพราะมาถึงห้างเสียก่อน

หลังลงจากรถและเข้ามาในห้าง ผมก็ชวนคุยต่อ

"เอ…แต่กูได้ยินข่าวนะเว้ยว่าประเทศไทยไม่มีเชื้อโปลิโอตั้งยี่สิบปีได้แล้วมั้ง ถึงแม่มึงจะลืมพาไปฉีดวัคซีน แต่มันก็ไม่น่ามีเชื้อให้ติดไม่ใช่เหรอวะ"

"ก็ใช่ ตอนที่กูเกิดน่ะ เขากวาดล้างหมดแล้ว ป๊ากูเขาเคยถามหมอเหมือนกันว่าทำไมกูถึงติดเชื้อนี้ได้ หมอเขาก็เลยถามป๊ากูว่าเคยพากูไปต่างประเทศ หรือไปอยู่ตรงที่มันสกปรก ติดเชื้อง่ายหรือเปล่า แต่ก็ไม่น่าใช่ สุดท้าย…หวยมันมาออกที่พี่เลี้ยงกูนี่แหละ"

"พี่เลี้ยงมึง…พิการเหรอ" ผมเลิกคิ้ว

"ไม่ใช่ ตอนนั้นป๊ากับแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงกู กูอยู่กับพี่เลี้ยงต่างด้าวน่ะ ตอนเด็กๆ กูพูดภาษาเขาได้เลยนะเว้ย" กัปตันหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดสืบไป "พอถึงสงกรานต์พี่เลี้ยงกูเขาก็จะกลับไปเยี่ยมญาติ พอหมดสงกรานต์เขาก็กลับมาใหม่ เชื้อก็น่าจะติดมากับเขานั่นแหละ เพราะที่นั่นมันยังมีระบาดอยู่"

ผมพยักหน้าเข้าใจ อดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ กัปตันเล่าว่าป๊ากับแม่งานรัดตัวมาก ก็เลยลืมพาลูกไปหยอดวัคซีนโปลิโอซ้ำตอนสามขวบ มารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปหลายเดือน แต่ก็กัปตันก็ได้รับเชื้อไปแล้ว ยังดีที่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนหน้านั้น จึงพอลดความรุนแรงไปได้บ้าง บวกกับแม่คอยพาไปบำบัดรักษาตามที่ต่างๆ กล้ามเนื้อจึงไม่ถูกทำลายมากเกินไป แต่ก็ไม่แข็งแรงพอให้เดินเองได้

"ถึงว่า…แม่มึงถึงรู้สึกผิดมากขนาดนี้" ถึงผมจะไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมีลูกได้ แต่ก็พอเข้าใจความรู้สึกนั้นอยู่บ้าง

"เออดิ กูถึงต้องระวังไง อะไรยอมได้บางทีกูก็ต้องยอม ตอนกูอยู่มอต้นนะเว้ย กูเคยโมโหเขาที่เขาวุ่นวายกับกูเยอะไปหน่อย ก็เลยเถียงเขา แม่กูร้องไห้หนักเลย ตอนหลังๆ กูก็เลยไม่ค่อยกล้าเถียงเขามาก"

"ก็ดีแล้ว มึงยังดีนะที่แม่มึงรัก แม่กูดิ ทิ้งกูไปเลย" พอพูดถึงแม่ตัวเองทีไร ผมก็นึกน้อยใจทุกที แม้จะพยายามไม่คิด แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้

"มึงน้อยใจแม่เหรอ" กัปตันถามด้วยสีหน้าเห็นใจ

ผมหยุดเดิน กัปตันก็หยุดตาม "มึงว่ามันน่าน้อยใจไหมล่ะ กูเป็นลูกเขาทั้งคนนะเว้ย ทิ้งกูไปแบบนี้ มึงจะให้กูคิดไงวะ แต่ช่างเหอะ กูอยู่ของกูได้แล้ว ไปซื้อของดีกว่า" ผมตัดบท จากนั้นก็เดินนำกัปตันเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งเรามาถึงพอดี

ผมบอกให้กัปตันรอแล้วเดินไปหยิบรถเข็น จากนั้นก็เดินซื้อของด้วยกัน ช่วงหนึ่งผมเข็นผ่านมาทางช่องทางเดินก่อนถึงแคชเชียร์เพื่อหาของบางอย่าง สายตาผมพลันเหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งเข้า ซ้ำยังบังเอิญที่ใครคนนั้นก็หันมาเจอผมด้วย อั้มนั่นเอง น่าจะมาซื้อของกับแม่ เพราะผมเห็นแม่ของเธอกำลังจ่ายเงินพอดีตรงแคชเชียร์พอดี

ผมหยุดยืนนิ่ง กัปตันคงสงสัยจึงมองตามสายตาผมไป ครู่เดียวอั้มก็หันไปคุยกับแม่ ไม่นานก็พากันเข็นรถเข็นออกไปโดยไม่สนใจผม

"ยังไม่หายโกรธกันอีกเหรอ" กัปตันถาม เรียกให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิด

"ยัง" ผมบอกเสียงเครียด สายตาคอยมองตามแฟนตัวเองจนหายลับตาไป

"อย่าหาว่ากูยุ่งเรื่องส่วนตัวของมึงนะเว้ย แต่กูว่าทิ้งไว้นานไม่ดีว่ะ กูเห็นมึงเครียดมาหลายวันแล้ว มึงไม่อยากลองคุยกับเขาหน่อยเหรอ" กัปตันแนะ สีหน้าดูเกรงใจหน่อยๆ

ผมถอนหายใจเบาๆ "ก็ดีเหมือนกัน"

… … …

หลังได้ของที่ต้องการหมดแล้ว เราก็เข็นมาที่แคชเชียร์ ผมช่วยออกเงินครึ่งหนึ่ง และน่าจะเป็นข้อตกลงของเรานับจากนี้เวลามาซื้อของที่ต้องกินใช้ด้วยกัน เมื่อจ่ายเงินเสร็จและเข็นรถออกไป ผมก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นอั้มมายืนรออยู่ตรงด้านหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต เธอเดินเข้ามาหาผมทันที

"ไม่คิดว่าเราควรจะคุยกันหน่อยเหรอ" น้ำเสียงที่พูดฟังดูขุ่นเคืองระคนน้อยใจอยู่ในที

ผมหันมามองกัปตัน เขาพยักพเยิดเป็นสัญญาณว่าผมควรจะทำอย่างที่อั้มขอ ผมจึงหันไปตอบแฟน "เดี๋ยวเอาของไปเก็บก่อนนะ อั้มรออยู่ตรงนี้แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวมา"

พูดจบผมก็เข็นรถเข็นของนำกัปตันไป ผมเอาของใส่หลังรถจนหมดจึงพากัปตันเข้ามาในห้างใหม่ กัปตันขอแยกตัวไปร้านหนังสือและปล่อยให้ผมกับอั้มคุยกันสองคน

ผมพาอั้มไปนั่งในร้านคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ คนไม่ถึงกับมากแต่ก็พอคุยกันส่วนตัวได้ นางฟ้าของผมยังคงหน้าเครียด เพราะดูเหมือนความรักของเรายากขึ้นทุกทีๆ จากเดิมที่มันก็ยากอยู่แล้ว

"แล้วแม่ล่ะ" ผมถามถึงอีกคนที่มากับเธอ

"ไปดูของ" อั้มตอบสั้นๆ ก่อนถามกลับ "เพื่อนเหรอ"

ผมเดาว่าอั้มคงหมายถึงกัปตัน จึงพยักหน้ายอมรับ

"ดูสนิทกันดีนะ"

ไม่รู้ว่าพูดประชดหรืออะไรกันแน่ แต่ผมเลือกที่จะไม่ต่อความยาว อั้มคงรู้ว่าผมไม่ต้องการให้กัปตันเข้ามาเกี่ยวข้อง เธอจึงวกมาเรื่องของเรา

"เลิกเดินแบบได้ไหม หรือไม่ก็…ทำงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่พี่แอร์"

นั่นคือข้อเสนอที่อั้มบอกผมเป็นครั้งที่สอง ทั้งๆ ที่เธอก็รู้ว่ามันยากแค่ไหน

"อะตอมบอกอั้มแล้วไง ถ้าไม่เดินแบบ จะเอาเงินที่ไหนมาเรียนล่ะ อีกอย่าง…ถึงไปทำกับคนอื่น อั้มคิดว่ามันจะไม่เป็นเหมือนเดิมเหรอ"

"แต่พี่แอร์เขาเป็นเอเย่นต์ส่งเด็กให้เสี่ยไม่รู้เหรอ หรือว่าอยากทำ" อั้มถามกึ่งประชด

"พี่แอร์เขาช่วยอะตอมเยอะนะ ที่อะตอมรอดมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพี่แอร์ช่วย" ผมบอกเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจลำบาก

"ก็รู้" อั้มสวนขึ้นมาทันควัน "แล้วยังไงล่ะ ต้องตอบแทนด้วยการไปเป็นเด็กเสี่ยอย่างนี้เหรอ อั้มว่ามันไม่ใช่แล้วมั้ง" เสียงหวานๆ เริ่มขม ใบหน้าหวานๆ ก็เริ่มไม่น่ามองเหมือนก่อน

ที่จริงแล้วพี่แอร์ไม่จำเป็นต้องรอผมก็ได้ติดที่เสี่ยคนนี้เจาะจงผมคนเดียวเท่านั้น ถ้าเป็นเด็กเขาไม่ได้ เขาก็มีอีกทางเลือกให้ผมคือนอนกับเขาครั้งเดียวและเอาเงินหนึ่งแสนไป บางทีผมก็นึกอยากเลือกแบบนี้ไปเลยจะได้จบๆ แต่ดูท่าทางพี่แอร์ไม่ค่อยอยากได้แบบนี้เท่าไหร่ เพราะค่าหัวคิวคงน้อยกว่าแบบหลัง ที่สำคัญ มีครั้งที่หนึ่งก็ต้องมีครั้งต่อๆ ไปตามมา

เมื่อก่อนผมเป็นเด็กมัธยม ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พี่แอร์จึงให้ผมถ่ายแบบอย่างเดียว หางานที่ไม่หวือหวามากให้ทำ แต่พอจบมัธยมแล้ว แกก็เริ่มเจ้ากี้เจ้าการกับงานของผมมากขึ้น งานที่หาให้ก็เริ่มล่อแหลมขึ้นทุกทีๆ เด็กๆ ในสังกัดหลายคนก็เจอแบบผม ส่วนมากเข้ามาตอนเรียนมัธยมปลาย มีงานให้ทำ มีเงินให้ใช้ ความเกรงใจก็ย่อมมีเป็นธรรมดา แต่ก็ถูกใช้นำมาเป็นเครื่องมือกดดันในภายหลัง บางคนก็เต็มใจทำ บางคนก็จำใจทำ แต่ที่ไม่ยอมก็มีบ้าง

"ทำไมถึงตัดสินใจไม่ได้ล่ะอะตอม ถามจริง ยังรักกันอยู่หรือเปล่า" อั้มเริ่มแสดงท่าทีคาดคั้นเอาคำตอบมากขึ้น

"ทำไมอั้มถามอย่างงั้นล่ะ" ผมถามสวนไป

"ก็ตอบมาสิ" อั้มย้อน พลันก็ถอนหายใจเบาๆ "ถ้าอะตอมทำแบบนั้น อั้มบอกตรงๆ นะว่าอั้มคงรับไม่ได้หรอก อั้มไม่เคยขออะไรอะตอมเลยนะ แต่ครั้งนี้…อั้มต้องขอ ถ้ารักกันจริง…อะตอมก็ต้องทำได้ ที่ผ่านมาอะตอมไม่เคยเป็นแบบนี้เลย" อารมณ์ของอั้มเริ่มปะทุ กระนั้นก็พยายามไม่แสดงสีหน้ามากเกินไปในที่สาธารณะ

ฟังแล้วผมก็เหนื่อยใจ ทำไมผมจะไม่อยากทำเพื่อความรักล่ะ ผมก็เหนื่อยกับความรักมาตลอดไม่ใช่หรือ อั้มควรจะเข้าใจผมบ้างว่าบางอย่างมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

"ที่บ้านเริ่มสงสัยแล้วว่าอั้มมีแฟน ถ้าอะตอมเป็นแค่นักศึกษาก็คงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าที่บ้านรู้เรื่องพวกนี้ เราจะไม่ได้คบกันนะอะตอม เอาอย่างงี้ไหม อะตอมก็กู้ กยศ. แล้วก็เลิกทำพวกนี้ไปซะ"

นี่คือทางออกใหม่ที่อั้มเสนอ สำหรับผม เงิน กยศ. อย่างเดียวไม่พอใช้อยู่แล้ว แถมจบไปก็เป็นหนี้อีก อีกอย่างผมยังต้องการเงินกินใช้ในเรื่องอื่นๆ ด้วย บางส่วนก็ต้องให้พ่อ ถ้าไม่ถ่ายแบบ ผมก็นึกไม่ออกว่าผมจะหาเงินมากพอได้จากไหน

"อั้มรู้ไหมว่าคนที่เขาลำบาก บีบคั้น เกือบจะอดตายมันเป็นยังไง" ผมถามอย่างน้อยใจ

"แล้วไง มันเป็นความผิดของอั้มเหรอที่อั้มไม่เคยมีชีวิตแบบนั้นน่ะ อะตอมจะเอายังไงกันแน่ ตกลงยังรักกันเหมือนเดิมหรือเปล่า ตอนเรียนมัธยม…เราไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะอะตอม" อั้มทำท่าจะร้องไห้

"อะตอมขอโทษ" ผมเอื้อมมือไปหมายจะจับมืออั้มไว้ แต่เธอกลับถดหนี

"ไม่ต้องขอโทษหรอก เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวอั้มเอาเงินในบัญชีอั้มมาให้อะตอมครึ่งหนึ่ง แล้วอะตอมก็เลิกทำ"

"อย่าเลยอั้ม" ผมขัดขึ้นเสียงหนักแน่น

อั้มชะงักด้วยท่าทางขัดใจ ก่อนจะตัดพ้อ "ทำไมล่ะอะตอม อะตอมไม่อยากเลิกอาชีพนี้เหรอ"

"อะตอมไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าเกาะผู้หญิงกิน แค่นี้…คนก็มองอะตอมไปในทางนั้นอยู่แล้ว" คราวนี้เป็นผมบ้างที่นึกอยากจะร้องไห้ อั้มไม่เคยมีชีวิตแบบผม เธอจึงคิดอะไรเหมือนเด็กๆ ในขณะที่ผมมีความคิดเกินคนวัยเดียวกันไปหลายเรื่อง เพราะต้องปากกัดตีนถีบมาหลายปี

นางฟ้าคนสวยของผมถอนหายใจด้วยสีหน้าหงุดหงิด "โอ๊ย ทำไมคุยกันแล้วมันไม่ไปถึงไหนเลย"

ก็ถูกของเธอ แต่ครั้งนี้มันเป็นเพราะว่าผมตามใจเธอไม่ได้เหมือนเรื่องอื่นๆ อีกแล้ว อยู่ที่ว่าอั้มจะเข้าใจและเห็นใจผมบ้างหรือเปล่าเท่านั้น

เสียงโทรศัพท์ของอั้มดังขึ้น เธอหยิบมาดูแล้วก็รีบบอกผม "เดี๋ยวอั้มต้องไปแล้ว แม่โทรตาม"

สรุปว่าเราก็คุยกันไม่จบเหมือนคราวที่แล้ว ผมพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยล้าและมองตามอั้มที่รีบเดินออกไป ก่อนเรียกพนักงานเสิร์ฟมาเก็บเงินค่าเครื่องดื่มที่แพงเอาเรื่อง ระหว่างรอเงินทอนก็ส่งไลน์บอกกัปตันว่าผมเสร็จธุระพร้อมจะกลับบ้านแล้ว กัปตันส่งสติกเกอร์โอเคตลกๆ มาให้ ผมจึงพอยิ้มได้บ้าง

เรานัดมาเจอกันที่รถ กัปตันเอารถขึ้นเองเสร็จสรรพโดยไม่ต้องลำบากผม เขานั่งฝั่งคนขับ ส่วนผมนั่งข้างๆ ก่อนจะขับออกไปกัปตันก็ถาม

"เป็นไง เคลียร์กันได้เปล่า"

ผมส่ายหน้าไปมา สีหน้าตอนนี้คงบอกได้ดีว่าผมเศร้ามากแค่ไหน "กูถามอะไรมึงหน่อยได้ไหมกัปตัน"

"อืม ว่ามาสิ" มือที่กำลังจะสตาร์ทรถของกัปตันหยุดชะงัก

"ถ้าเกิดว่ากูต้องไปเป็นเด็กเสี่ยจริงๆ มึงคิดว่ายังไงวะ" ผมตัดสินใจถามคำถามนี้ เพราะผมอยากรู้ว่าคำตอบของกัปตันกับอั้มจะเหมือนกันหรือเปล่า เผื่อจะช่วยให้ผมตัดสินใจอะไรได้

กัปตันขมวดคิ้วและทำท่าครุ่นคิด ไม่นานก็ตอบผมมา "อืม…กูไม่ได้เป็นมึง กูตัดสินใจแทนมึงไม่ได้หรอก เพราะมึงรู้ปัญหาของมึงเองดีกว่ากู ถ้ามันจำเป็น แล้วไม่มีทางเลือกอื่น กูก็เข้าใจนะเว้ย แต่ถ้าถามว่ากูอยากให้มึงทำไหม กูก็ไม่อยากให้มึงทำหรอก แต่กูเข้าใจแหละว่ามึงลำบาก ต้องหาเงินเยอะ หรือว่า…มึงลองบอกพี่แอร์ตรงๆ ดีไหมว่ามึงไม่อยากทำ มึงเรียนที่นี่แล้ว ถ้าทำแบบนั้นมีสิทธิ์ถูกไล่ออกแหงๆ พี่เขาช่วยมึงมาตั้งหลายปี กูว่าเขาคงไม่ใจร้ายกับมึงหรอก"

ผมอ้าปากค้าง ก่อนโผเข้ากอดกัปตันแน่นและร้องเรียกชื่อ

"กัปตัน"

ผมรู้สึกตื้นตันใจจนอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ นี่แหละกัปตันนำทางชีวิตที่ผมต้องการ ในขณะที่อีกคนกดดันให้ผมทำเพื่อความรัก แต่ไม่เคยเข้าใจเงื่อนไขชีวิตผมเลย ส่วนคนที่ผมกอดอยู่ตอนนี้กลับเข้าใจผมมากกว่า ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันด้วยซ้ำ

"ใจเย็นๆ เว้ยอะตอม" กัปตันกอดและลูบหลังผมเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ

"ขอบใจมึงมากนะเว้ยที่เข้าใจกู"

ที่จริงผมก็แค่ต้องการคนเข้าใจเท่านั้น เพียงเท่านี้ผมก็พร้อมที่จะทำตามที่คนคนนั้นขอร้องทุกอย่าง แต่อั้มไม่เคยแสดงความรู้สึกนั้นให้ผมเห็นเลย เมื่อก่อนผมยอมปล่อยผ่านได้ แต่พอถึงจุดหนึ่งผมก็อยากขัดขืน

พอสงบสติอารมณ์ได้ผมก็คลายอ้อมแขนออกและคืนสู่ท่านั่งปกติ รู้สึกดีขึ้นมาบ้างที่ได้ร้องไห้และปลดปล่อยความอัดอั้นที่เก็บไว้นานนับเดือน ผมคลี่รอยยิ้มออกและส่งไปให้คนนั่งข้างๆ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือกัปตันไว้และบีบเบาๆ คำตอบของเขาเมื่อกี้ช่วยให้ผมได้คำตอบสำหรับตัวเองแล้ว

"มึงไม่ต้องห่วงนะเว้ย ยังไงกูก็ไม่ยอมเป็นเด็กเสี่ยหรอก แต่ว่า…" ผมยังไม่กล้าพูดต่อทันทีจึงละไว้

"แต่อะไรวะ" กัปตันทำหน้าฉงน

ผมยิ้มเขิน เห็นกัปตันทำหน้าอย่างนั้นก็รู้สึกขำจนอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ผมไล่สายตามองหนุ่มน้อยในชุดโปโลสีเทาเข้มแขนสั้นจากล่างขึ้นบน หยุดสายตาเชยชมแขนซึ่งถูกขับขาวเนียน แลดูน่าทะนุถนอม ก่อนมาหยุดสายตาที่ใบหน้าขาวหล่อใส ริมฝีปากสีชมพูเรื่อลอยเด่นชัดล่อตาผมเป็นพิเศษ ผมโน้มตัวเข้าไปหาจนใกล้ ก่อนกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของกัปตัน

"กูไม่อยากเป็นเด็กเสี่ยหรอก กูอยากเป็นเด็กมึงมากกว่า ได้ไหมครับเสี่ยกัปตัน"

"เชี่ย!!!"

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #9 Read_G (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 20:31

    มันในชีวิตจริงๆเรื่องแบบนี้
    #9
    0