เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 5 : ♿ พิการแล้วยัง (เสือก) เป็นเกย์อีก?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

:::CAPTAIN:::

แปลกดีที่เช้าวันนี้ผมตื่นก่อนนาฬิกาปลุกตั้งหลายนาที สงสัยร่างกายผมคงรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆ อยู่ข้างๆ ตั้งแต่น้องชายผมไปเรียนไฮสคูลที่อเมริกา ผมก็แทบไม่เคยตื่นมาเจอใครนอนข้างๆ ในตอนเช้าอีกเลย นี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่ต่างไปจากทุกเช้า

ว่ากันว่าเรามักจดจำสิ่งสำคัญที่สุดได้ก่อนเสมอ เมื่อสมองพร้อมทำงาน ผมก็นึกทบทวนเรื่องเมื่อคืน สิ่งแรกที่โผล่พรวดมาในความคิดดันเป็นตอนที่ผมโดนคนนอนข้างๆ จูบซะงั้น ตามด้วยตอนที่ผมจับ "ของลับ" ของมันตอนอาบน้ำ แต่สำคัญสุดคือเรื่องโดนจูบนี่แหละ ที่จริงผมควรจะโกรธและไล่มันไปตั้งแต่เมื่อคืน แต่ปรากฏว่ามันก็ยังนอนที่นี่และคุยกับผมจนดึก

เอาเถอะ ทุกอย่างบนโลกนี้คงมีข้อยกเว้นบ้างแหละ

ผมลงจากเตียงไปนั่งบนวีลแชร์ที่จอดข้างๆ อย่างคล่องแคล่ว ป๊าให้ผมฝึกทำอะไรเองหลายอย่างตั้งแต่เด็กๆ แล้ว นับว่าโชคดีที่ป๊าไม่ปกป้องผมมากเกินไปเหมือนแม่ ไม่งั้นผมคงทำอะไรเองไม่เป็นสักอย่าง

ครู่เดียวผมก็พาตัวเองมาที่ครัว จัดการตักโปรตีนผงและฉีกซองอาหารเสริมซึ่งใช้กินแทนมื้ออาหารใส่แก้วเช็ก เติมน้ำเย็นๆ จากนั้นก็เขย่าๆ เมื่อเข้ากันดีแล้วผมก็เทใส่แก้ว ก่อนทำเพิ่มอีกหนึ่งที่ เตรียมไว้สำหรับผมและอะตอม

เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ผมดังขึ้น ไม่นานก็เงียบเสียงไป ครู่ใหญ่ๆ อะตอมก็เดินมาหา มันใส่แค่บอกเซอร์ตัวเดียว ตรงเป้ามันดูตุงๆ เล็กน้อย ผมมันดูยุ่งๆ หน้าก็ยังดูง่วงๆ เห็นหุ่นมันแล้วผมก็อดมองไม่ได้ ตัวมันสูงชะลูดสมกับเป็นนายแบบ กล้ามท้อง ขาและแขนของมันแน่นเปรี๊ยะ แต่ดีที่ไม่ดูล่ำบึ้ก ถ้าจะถามเรื่องความขาว มันขาวสู้ผมไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นเรื่องความเซ็กซี่ผมคงยอมแพ้

"ทำอะไรวะ" มันถามเสียงงัวเงีย เอามือเกาหัวไปด้วย

"อาหารเช้า" ผมบอก

อะตอมยืนมองงงๆ ในขณะที่ผมส่งแก้วซึ่งมีของเหลวสีชมพูอ่อนๆ อยู่เกือบเต็มให้

"แก้วเดียวเหรอ"

"เออ มีโปรตีน คาร์โบนิดหน่อย วิตามินครบ เกลือแร่ครบ มีไฟเบอร์ด้วย อันนี้รสเชอรี่ กินแล้วอิ่มถึงเที่ยงเลยนะมึง กูกินมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ที่บ้านกูกินแบบนี้แหละ สะดวกดี ไม่ต้องทำอาหารเช้า"

อะตอมรับไปดมๆ พอเห็นว่ากลิ่นโอเคก็ลองดื่ม ยกซดรวดเดียวหมดแก้ว

"อืม...ก็อร่อยดี"

อะตอมยิ้มแฉ่ง มีคราบขาวๆ ติดที่ปากมันด้วย ผมจึงชี้บอก

"ปากเลอะ"

"เช็ดให้กูหน่อยดิ"

อะตอมรีบเดินไปดึงกระดาษทิชชูมาส่งให้ผม ก่อนโน้มตัวลงมาหา ผมจึงเช็ดปากให้มัน แอบงงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ให้มันเช็ดเอง เช็ดเสร็จอะตอมก็ชม

"น่ารักนะมึง"

โดนชมแบบนี้ผมก็ทำตัวไม่ถูก ก็เลยทำเป็นยกแก้วโปรตีนขึ้นมาดื่ม เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำ วันนี้มีเรียนเช้าด้วยกันทั้งคู่

... ... ...

เช้าวันนี้เราฝึกวาดภาพตีฟอีกแล้ว ช่วงปีหนึ่งเราจะยังไม่ได้ใช้ห้องสตูดิโอเพราะต้องปรับพื้นฐานก่อน แต่หลังจากนั้นคงจะได้ฝึกทำงานกันมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดโมเดล เป็นประสบการณ์ที่รุ่นพี่ทุกคนประทับใจไม่รู้ลืม เพราะทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนสามสี่วันติดต่อกันหรือมากกว่านั้น

นักศึกษานั่งรวมกันเป็นกลุ่มๆ แล้วแต่ว่าสนิทกับใคร อะตอมนั่งข้างๆ ผมเหมือนเคย มันวาดไปก็อวดไป แถมยังชอบคลอเคลียเหมือนแมวอีก เพื่อนในกลุ่มเดียวกันเริ่มจับตามอง โดยเฉพาะน้ำหวาน แบงค์และกวิน ผมพยายามปลอบใจตัวเองว่าคงไม่มีอะไรมาก คิดว่าพวกมันคงแค่อยากรู้ความคืบหน้าสามเรื่องที่ฝากผมไว้มากกว่า

"มึงว่าบ้านหมาลอยน้ำมันต้องมีที่เก็บอึหมาไหมวะ หรือว่าให้มันอึลงน้ำไปเลย ถ้างั้นก็ต้องมีช่องให้มันอึ เอ๊ะ แล้วหมามันจะรู้ไหมว่ามันต้องอึตรงไหน" อะตอมถามเองก็ตอบเองไปบางส่วน มันเอียงภาพในกระดาษให้ผมดูและเอียงหัวมาชิดไหล่ผมด้วย

"ไม่รู้เว้ย ยังนึกไม่ออกเลย" ผมหัวเราะแหะๆ อาจารย์ก็ช่างสรรหาโจทย์พิสดารมาให้ทำ วันนี้ให้พวกเราวาดภาพบ้านหมาลอยน้ำ

"แต่กูว่าหมามันคงไม่ชอบอึในน้ำหรอก ทำสะพานเชื่อมให้มันไปอึบนบกดีกว่า" อะตอมพูดงึมงำขณะมุ่นคิ้วและจ้องดูภาพตีฟของตัวเอง แล้วก็หันมาถามผมอีก

"มึงว่าดีไหม"

เราสบตากันโดยไม่ตั้งใจ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าอะตอมมันมองปากผม เพราะจุดเด่นของผมอยู่ที่ปากสีชมพูเรื่อๆ นี่แหละ เพื่อนมัธยมตั้งฉายาผมว่า "ไอ้ปากลอย" เพราะมองไกลๆ จะเห็นปากผมลอยเด่น พวกนั้นแค่แซวปากผมเล่น ส่วนไอ้คนนั่งข้างๆ มันทำมากกว่าแซวไปแล้ว

ว่าแต่ผมจะวนเวียนคิดเรื่องจูบเมื่อคืนทำไมนักหนา!

ผมรีบหลบสายตาอะตอมแล้วหันมาสนใจงานตัวเอง แต่ปากก็แสดงความคิดเห็นไปด้วย

"หมามันไม่กล้าเดินหรอก มันกลัวตกน้ำ มันชอบน้ำที่ไหน กูว่าให้มันอึลงน้ำนั่นแหละ แต่ต้องฝึกมันหน่อย หมามันฉลาด แป๊บเดียวมันก็จำได้แล้ว"

"เออ ก็จริงของมึง" อะตอมเออออด้วย

จะว่าไปผมก็เริ่มประทับใจอะตอมหลายอย่าง โดยเฉพาะตอนที่อาบน้ำด้วยกันเมื่อคืน ผมรู้โดยสัญชาตญาณว่ามันเป็นคนจิตใจดี เพราะมันรู้จักใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

อย่างเรื่องจับจู๋กัน อะตอมก็พูดถูก ผมเห็นเพื่อนเล่นกันแบบนี้บ่อยๆ แต่ไม่มีใครกล้าเล่นกับผมเลย อะตอมเป็นคนแรกที่ทำให้ผมมีประสบการณ์นี้ ก็ดีอย่างที่มันว่าแหละ เพราะอย่างน้อยผมกับมันก็สนิทกันมากขึ้น

ทักษะสังคมบางอย่างของผมขาดหายไปบ้าง เพราะเพื่อนๆ มักไม่ค่อยกล้าเล่นกับผมเหมือนที่เล่นกับเพื่อนคนอื่นๆ อะตอมเป็นคนแรกที่ทำให้ผมไม่รู้สึกว่าแตกต่าง

จู่ๆ สายตาผมก็เหลือบไปเห็นไอ้อินซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ดูเหมือนมันคอยแอบมองผมอยู่มาระยะหนึ่งแล้ว สายตามันดูแปลกๆ เล่นเอาผมระแวงเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่ามันสงสัยอะไร

อยู่ๆ ก็มีเสียงกระแอมเบาๆ และตามด้วยเสียงพูด "จะคุยกันแค่สองคนหรือไงวะ"

ผมกับอะตอมหันไปมองน้ำหวานผู้เป็นเจ้าของเสียง เห็นสายตาที่น้ำหวานมองมาแล้วผมก็ทำหน้าไม่ถูก

"ไหนกูขอดูของมึงหน่อยดิ" อะตอมทำเป็นชะโงกหน้าไปดูของเพื่อน ก่อนเอ่ยปากชมและแซวขำๆ

"ไอเดียดีนี่หว่า มีโดรนด้วย เอาไว้ให้หมามันบินไปอึที่อื่นเหรอวะ เดี๋ยวมันอึใส่หัวนะเว้ย"

"เออ อึใส่หัวมึงคนแรกเลย" น้ำหวานว่า

แววตาสงสัยของเพื่อนๆ ค่อยๆ หายไปแล้ว ผมค่อยรู้สึกว่าหายใจโล่งขึ้นมาหน่อย

... ... ...

เวลาเที่ยงกลายเป็นฤกษ์ไม่งามยามไม่ดีของผมไปซะแล้ว เพราะสองวันที่ผ่านมาผมมีเรื่องตอนเที่ยงตลอด วันนี้ก็เช่นเดียวกัน เพื่อนๆ ให้ผมนั่งเฝ้าโต๊ะ ส่วนพวกมันไปเดินเลือกซื้ออาหารมากิน ที่จริงผมจะไปด้วยก็ได้ แต่ผมมักเลือกของเดิมๆ อีกอย่างก็เพิ่งท้องเสียหนักไปเมื่อไม่กี่วัน ผมจึงต้องระวังเรื่องของกินเพิ่มขึ้น ก็เลยบอกให้อะตอมซื้อข้าวมันไก่มาให้เหมือนเดิม

สายตาผมเหลือบไปเห็นไอ้อินเดินมากับกลุ่มเพื่อนๆ ไม่น่าเชื่อว่าปากอย่างมันจะมีคนอยากเป็นเพื่อนด้วย พอมันเห็นผมก็ปลีกตัวเดินมาหา มาถึงมันก็สำรากคำพูดเน่าๆ ออกมา

"ไงไอ้เป๋ แหม...ระริกระรี้เชียวนะมึง กูเห็นนะเว้ย อยู่ในคลาสจ้องตากันหวานเยิ้มเลย มึงนี่ยังไงวะ พิการแล้วยังจะเสือกเป็นเกย์อีกเหรอวะ"

พูดจบไอ้อินก็หัวเราะเยาะเย้ย ผมนี่หน้าชาไปหมดเพราะนักศึกษาที่นั่งใกล้ๆ หันมามองกันเต็มเลย ผมรู้สึกอายมากจนอยากกระชากคอเสื้อมันมาต่อยสักหมัด

มันไม่หยุดแค่นั้น ไม่รู้ว่าโกรธแค้นผมมาแต่ชาติปางไหนถึงหาเรื่องผมไม่เลิก

"ช่างกล้าเนอะ อะตอมมันมีแฟนแล้วนะเว้ย รู้จักเจียมสังขารด้วย ขาเป๋อย่างมึงใครเขาจะเอาวะ แต่หลอกแดกน่ะไม่แน่"

"แล้วมึงมายุ่งอะไร" ผมสวนเสียงห้วน แต่ไม่กล้าพูดดังมากเพราะไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน

อินโน้มตัวลงมาใกล้ผม ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนพูดด้วยเสียงที่เบาลง

"กูหวังดีกับมึงไง ไม่อยากเห็นคนพิการโดนหลอก คิดดูนะเว้ย พิการ เป็นเกย์ โดนหลอกแดก โห...มันจะน่าสงสารขนาดไหนวะเนี่ย"

"เชี่ย กูกับอะตอมไม่ได้มีอะไรกันแบบนั้นนะเว้ย! " ผมว่าอย่างเหลืออด

อะตอมเดินมาพอดี ผมเดาว่ามันคงเห็นเหตุการณ์แล้ว เพราะสีหน้ามันดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

"มึงมาหาเรื่องอะไรเพื่อนกูอีก" อะตอมถามอย่างเอาเรื่อง

"เปล่า ไม่มีอะไร" อินทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

"เปล่าห่าอะไรวะ เมื่อกี้กูได้ยินนะเว้ย" อะตอมย่างสามขุมเข้าไปหา จ้องตาของอินไม่กะพริบ

"อะตอม อย่ามีเรื่องกันเลย" น้ำหวานและเพื่อนอีกสองคนวิ่งมาเตือน

"พวกมึงอย่ายุ่ง เดี๋ยวกูจัดการไอ้ปากหมานี่เอง"

อะตอมหันมาบอกเพื่อน ก่อนจะหันกลับไปจ้องตาอินต่อ อินถึงกับถอยกรูด ดูท่าทางมันกลัวอะตอมไม่น้อย

"ขอโทษกัปตันเดี๋ยวนี้" อะตอมออกคำสั่ง

"ขอโทษเรื่องอะไรวะ" อินหน้าซีด

"กูบอกให้มึงขอโทษไง! " อะตอมพูดเสียงดังจนเกือบเป็นตะคอก

"มีเรื่องอะไรกันน่ะ"

เสียงเข้มๆ ของใครบางคนดังแทรกขึ้น ทุกคนรีบหันไปมองหาเจ้าของเสียงทันที ครู่เดียวเขาก็ปรากฏกายขึ้น ผมถึงกับยิ้มด้วยความดีใจ

"พี่โดม"

พี่ชายผมเดินเข้ามาดูเหตุการณ์ด้วยแววตาสงสัย อะตอมกับอินหันมามองคนมาใหม่ พอเห็นว่าเป็นรุ่นพี่จึงผละออกจากกัน

"มีเรื่องอะไรกันน่ะ" พี่โดมถามซ้ำขณะมายืนข้างๆ ผม

"เปล่าครับพี่ พอดีเข้าใจอะไรกันผิดนิดหน่อยครับ" ผมรีบชิงบอก เพราะไม่อยากให้พี่โดมเป็นกังวล ที่สำคัญ ผมไม่อยากให้แม่ผมรู้เรื่อง เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่

พี่โดมขมวดคิ้วสงสัย ดูเหมือนจะมองอินนานเป็นพิเศษ ถ้ามาทันได้ยินมันพูดเมื่อกี้ ผมว่าพี่โดมนั่นแหละจะต่อยปากไอ้อินเป็นคนแรก เมื่อเห็นว่าไม่น่ามีอะไร พี่โดมก็หันมาคุยกับผม

"กัปตันกินข้าวยัง ไปกับพี่หน่อย"

"ยังเลย" ผมบอก

"งั้นก็ไปกินกับพี่ เดี๋ยวพี่จะพาไปสมัครคิวท์บอยที่คณะนิเทศ"

ผมหันไปมองอะตอมอย่างเกรงใจ แต่มันก็พยักพเยิดให้ผมไปกับพี่โดม เมื่อคืนผมเล่าให้มันฟังแล้วว่าผมมีลูกพี่ลูกน้องเรียนที่นี่ด้วย ถึงไม่เคยเจอหน้ากันแต่มันคงพอจำได้ว่าชื่อโดม

"ไปกับพี่มึงละกัน เดี๋ยวเจอกัน"

อะตอมบอก จากนั้นก็หันไปจ้องอินอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรกับอินอีก

... ... ...

หลังกินข้าวเสร็จ พี่โดมก็พาผมขึ้นไปห้องประชุมใหญ่ของคณะนิเทศ ที่นั่นจัดโต๊ะลงทะเบียนให้นักศึกษาใหม่มาลงสมัครคิวท์บอย พี่โดมเป็นสมาชิกคิวท์บอยมาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว มีแฟนคลับเยอะพอตัว จึงเป็นที่รู้จักดีของคนในมหาลัย

พอเข้ามาในห้อง ผมก็เห็นนักศึกษาชายหนุ่มปีหนึ่งยืนต่อคิวกันอยู่สี่ห้าคน แต่คาดว่าน่าจะทยอยมาอีกเรื่อยๆ

"จะดีเหรอพี่ ผมกลัวเขาปฏิเสธผมน่ะ" ผมบอกพี่ชายด้วยท่าทางไม่มั่นใจ

"เดี๋ยวพี่จัดการเอง ไม่ต้องกลัวหรอกน่า" พี่โดมปลอบ ก่อนถามถึงเหตุการณ์เมื่อกี้นี้

"อ้อ ว่าแต่ไอ้หน้าหล่อนั่นมันมีปัญหาอะไรกับกัปตันหรือเปล่า"

"ไอ้อินเหรอพี่"

"มั้ง ไอ้คนที่มันเตี้ยๆ หน่อย"

"อ๋อ ไอ้อิน"

"แล้วสองคนนั้นมีเรื่องอะไรกันน่ะ" พี่โดมหยุดเดิน ผมก็หยุดเข็นด้วย

"ถ้าผมบอกพี่ พี่โดมอย่าเล่าให้แม่ผมฟังนะ เดี๋ยวแม่บ่นอีก"

"เออ คราวนี้พี่จะไม่หลงกลน้าเล็กแล้ว" พี่โดมรับปากเป็นมั่นเหมาะ

"ไอ้อินน่ะ...มันชอบเรียกผมว่า...ไอ้เป๋ เมื่อกี้...อะตอม...คนที่ตัวสูงๆ มันก็เลยโกรธ" ผมบอกความจริงส่วนหนึ่งไป เพราะนอกจากเรื่องถูกมันเรียกว่า "ไอ้เป๋" แล้ว เมื่อกี้มันยังว่าผมว่า "พิการแล้วยังเสือกเป็นเกย์" ด้วย

"จริงเหรอ" พี่โดมทำหน้าตกใจ คราวนี้คงเข้าใจดีว่าน้าสาวจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

"แม่งเอ้ย เดี๋ยวพี่จัดการมันให้เอง ดูท่าทางมันหงอๆ นะ ไม่น่าเชื่อว่าจะปากเสียขนาดนี้"

"อย่ามีเรื่องนะพี่ อีกปีเดียวพี่ก็จะจบแล้ว" ผมเตือน พี่โดมเป็นคนเรียนเก่ง ไม่เคยมีประวัติเสียหายหรือมีเรื่องกับใคร ผมจึงไม่อยากให้เสียประวัติเพราะผม

"เออน่า พี่มีวิธีละกัน" พี่โดมยกยิ้ม ดูเจ้าเล่ห์ชอบกล สักพักก็เตือน

"รีบไปสมัครดีกว่า"

ผมรีบเข็นตามพี่โดมไป นักศึกษาที่ยืนอยู่เมื่อครู่กระจายไปตามจุดต่างๆ หลังได้รับใบสมัครแล้ว ตอนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตากรอกใบสมัครกันใหญ่

"อ้าวโดม จะมาสมัครอีกเหรอ เขารับเฉพาะนักศึกษาปีหนึ่งนะ"

พี่ผู้หญิงซึ่งนั่งอยู่ตรงโต๊ะรับสมัครยิ้มให้ ผมจำได้ดีเลยล่ะ เธอชื่อปริม อีกคนชื่อสา แต่ผมไม่รู้จักอีกสองคนที่กำลังง่วนหาอะไรบางอย่างอยู่

"เปล่า พาน้องชายมาสมัคร" พี่โดมเอามือล้วงกระเป๋าสองข้างและฉีกยิ้มให้สองสาว

พี่ปริมกับพี่สาจำผมได้แน่นอน ตอนที่ผมเข็นเข้ามาก็มองผมแปลกๆ พอรู้แบบนี้ก็หน้าเหวอไปเลย

"สมัครได้ไหม" พี่โดมถามเสียงเรียบๆ

รุ่นพี่สองสาวมองหน้ากัน สักพัก็หันมาหัวเราะร่วน พี่สาเป็นฝ่ายตอบ

"ได้ๆๆ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ"

"อ้าว ก็ได้ข่าวว่าไม่ให้สมัครไม่ใช่เหรอ" พี่โดมถามกวน

"ไปเอามาจากไหน ไม่มี้ เราไม่เคยเลือกปฏิบัติเลย จริงไหมน้องอั้ม น้องมี่"

พี่ปริมพูดเสียงสูงและหันไปพยักพเยิดกับรุ่นน้องที่เธอดึงมาช่วยงาน

"ค่ะ" หญิงสาวที่ชื่ออั้มกับมี่รับคำงงๆ พร้อมกัน

แค่ได้ยินชื่อผมก็สะดุดใจ ผู้หญิงที่สวยน่ารักจนเด่นสะดุดตาน่าจะชื่ออั้ม ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นแฟนของอะตอมแน่ๆ เพราะเรียนคณะนิเทศ

"งั้นก็ดี ขอใบสมัครด้วย" พี่โดมพูดเหมือนสั่ง

"ได้ๆๆ สมัครกับน้องอั้มเลย น้องอั้มเอาใบสมัครให้เขากรอกหน่อยเร้ว" พี่ปริมยังคงพูดเสียงสูง รุ่นพี่สองสาวดูเกรงใจพี่โดมของผมไม่น้อย

พี่โดมยิ้มพอใจ เมื่อกี้ไปหาผมถึงคณะก็เพราะเรื่องนี้ น้องมีปัญหามีหรือที่พี่จะไม่ช่วย อีกอย่างแม่ของผมก็ขอร้องไว้แล้ว ถ้าพี่โดมไม่รับปาก ผมคงไม่ได้มาเรียนและอยู่นอกบ้านได้ง่ายๆ

"นี่ใบสมัคร ได้หมายเลขซีบียี่สิบสองนะ อย่าลืมถ่ายรูปเต็มตัวแล้วก็รูปครึ่งตัวอย่างละรูปส่งมาให้ด้วย ส่งมาตามอีเมลนี้เลย หรือจะส่งทางไลน์ ทางเฟสก็ได้ แจ้งหมายเลขใบสมัครมาด้วย จะได้รู้ว่าเป็นใคร"

หญิงสาวที่ชื่ออั้มอธิบายอย่างคล่องแคล่ว น่าจะเป็นเพราะพูดซ้ำๆ เหมือนเดิมมาหลายรอบแล้ว

"ครับ" ผมยิ้มบางๆ บอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกยังไงตอนนี้

"มี่ ขอเอกสารแจกเพิ่มด้วย หมดแล้ว" อั้มหันไปบอกเพื่อน เมื่อได้มาแล้วเธอก็ยื่นให้ผม

"อันนี้เป็นรายละเอียดการประกวด อีเมล ไลน์ เฟสก็อยู่ในนี้ เข้าไปอ่านในเฟสก็ได้ สงสัยอะไรก็โทรถามได้นะ"

"ครับ"

ผมรับคำสั้นๆ ก่อนรับเอกสารมาวางไว้บนตัก ก่อนผมจะเข็นออกไป อั้มก็ถามด้วยท่าทางไม่แน่ใจ

"ใช่...เพื่อนอะตอมหรือเปล่า"

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองหน้าเจื่อน หรือไม่ก็อาจจะซีดไปแล้ว ไม่รู้ว่าอั้มคิดยังไงบ้างที่อะตอมผิดนัดกับเธอแล้วมานั่งกินข้าวกับผม

"ใช่ แฟนอะตอมเหรอ" ผมถามกลับ

อั้มยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้ายอมรับ เธอดูไม่หยิ่งอย่างที่น้ำหวานบอก แต่ดูจากการแต่งกายแล้วก็บ่งบอกถึงระดับคุณภาพชีวิตที่ดีเลิศ

"อ้อ ประกวดวันที่สามเอ็ดนี้นะ เตรียมตัวให้ดีล่ะ"

หญิงสาวที่ชื่อมี่ให้ข้อมูลเพิ่ม ผมพยักหน้ารับรู้ จากนั้นจึงเข็นออกไปหาที่กรอกใบสมัครเหมือนคนอื่นๆ

... ... ...

ช่วงเย็น ผมไปเที่ยวห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์กับเพื่อน เป็นครั้งแรกที่ผมพาเพื่อนในคณะนั่งรถไปด้วย เย็นวันนี้อะตอมมีงานเดินแบบแฟชั่นที่นั่น พวกเราจึงแวะไปดูด้วย

งานแฟชั่นโชว์วันนี้เป็นการนำเสนอเสื้อผ้าสุภาพบุรุษและสตรีคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของดีจี ผมชอบยี่ห้อนี้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เห็นคอลเลคชั่นใหม่ ปกติผมไม่ได้ตามแฟชั่นหรอก ที่บ้านผมจะมีแม่คอยดูแลเรื่องพวกนี้ให้

ราวทุ่มเศษๆ งานเดินแฟชั่นโชว์ก็เริ่มขึ้นพร้อมๆ กับเสียงเพลง นายแบบและนางแบบเริ่มเซตแรกด้วยชุดลำลองเท่และหรู เซตต่อๆ มาเสื้อผ้าก็เริ่มน้อยชิ้นลงเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นชุดชั้นในในเซตสุดท้าย เรียกเสียงกรี๊ดดังลั่น แสงแฟลชรัววูบวาบไปทุกจุด กระทั่งผมเองก็อดหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายด้วยไม่ได้

อะตอมเดินออกมาด้วยชุดชั้นในสีขาวแบบบรีฟ ดูดีและเซ็กซี่ไม่น้อย ไม่รู้ว่ามันเขินหรือเปล่าที่เพื่อนๆ มานั่งดู เห็นแต่ทำหน้านิ่งเฉย น่าแปลกที่แฟนมันไม่ได้มาดูด้วย คงเป็นเพราะเมื่อวานทะเลาะกันหนักเรื่องอะตอมถ่ายแบบวาบหวิวแน่

หลังงานเดินแบบ ผมชวนอะตอม น้ำหวาน แบงค์และกวินไปกินข้าวเย็นด้วยกันในห้าง อะตอมโดนเพื่อนแซวใหญ่เลยเรื่องหุ่น เราคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย น่าแปลกที่ไม่มีใครพูดเรื่องผมกับไอ้อินเมื่อกลางวัน คงเป็นเพราะเพื่อนๆ กลัวผมคิดมากแน่ๆ

กินเสร็จผมก็ขับรถไปส่งเพื่อนๆ ที่หอใน แต่ไม่ได้ขับเข้าไปข้างในเพราะประตูใหญ่ปิดแล้ว เหลือแค่ประตูเล็กๆ ให้คนเดินเข้าออกได้ น้ำหวาน แบงค์และกวินจึงร่ำลากับผมแค่ตรงนี้

จากนั้นผมก็ขับรถออกไป ตั้งแต่เช้าที่ผมขับรถไปเรียนกับอะตอม เพื่อนๆ พากันตื่นเต้นกันใหญ่กับอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผมขับรถได้ ไม่ว่าจะเป็นเบรกมือ เกียร์มือหรือท็อปเปอร์ที่เอาไว้ดึงรถเข็นขึ้นไปเก็บบนหลังคารถ แถมยังรู้สึกแปลกที่พวกมันเป็นคนนั่ง แต่ผมเป็นคนขับ

พอมาถึงห้อง อะตอมก็เล่าเรื่องหนึ่งที่มันประทับใจให้ผมฟัง

"กูโคตรชอบกางเกงในดีจีเลยว่ะ เพิ่งเคยใส่ แม่งโคตรเท่เลย เนื้อผ้าก็โคตรดี กูโคตรอยากได้ ขอเขาก็ไม่ให้ เขาบอกว่าถ้าจะเอา เขาจะหักค่าตัวกูสี่พัน มึงรู้ไหมว่ากางเกงในตัวนั้นราคาตั้งสี่พันเลยนะมึง"

"รู้ดิ ก็กูใช้ยี่ห้อนี้อยู่" ผมบอกสีหน้าเรียบๆ

อะตอมทำหน้าอึ้งๆ "เหรอ เออนั่นแหละ กางเกงในบ้าอะไรวะแม่งแพงฉิบหาย จ่ายค่าหอได้เลยนะมึง"

"มึงอยากได้เหรอ" ผมหันไปถาม

"เออ แต่ไม่กล้าซื้อว่ะ ว่าแต่...มึงจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้กูไหมล่ะ" อะตอมพูดทีเล่นทีจริง

"เชี่ย เกิดมากูยังไม่เคยซื้อกางเกงในให้ใครเป็นของขวัญเลย"

"งั้น...ให้กูเป็นคนแรกของมึงนะ" อะตอมโน้มหน้าต่ำลงมาทำตากะลิ้มกะเหลี่ยใส่ผม

ผมแกล้งจะเอาสองนิ้วเจาะตา มันรีบหลบและหัวเราะชอบใจ

"มึงอยากนั่งบนโซฟาสบายๆ ไหม นั่งรถวีลแชร์ทั้งวันเมื่อยแย่เลย"

ผมพยักหน้า ไม่ทันไรมันก็โน้มตัวมาอุ้มผมขึ้น ก่อนพาผมไปวางไว้บนโซฟานุ่มๆ วางผมเสร็จมันก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ คล้ายคนหมดแรง ซ้ำยังเผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่อีก

"รู้อย่างนี้...กูไม่น่ารีบมีแฟนเลยว่ะ" เจ้าตัวพูดโดยไม่หันมามองผม

"เขายังไม่หายโกรธมึงอีกเหรอ"

ผมหันไปถามด้วยสีหน้าไม่เข้าใจนัก เพราะไม่รู้ว่า "รีบมีแฟน" ของมันหมายถึงอะไร

อะตอมถอนหายใจอีก ดูท่าจะเครียดอีกแล้ว "กูก็ผิดอยู่ดีแหละ บางทีกูก็เคยคิดนะเว้ยว่า...กูกับเขาต่างกันเกินไปหรือเปล่า"

"มึงกับกูก็ต่างกันนะเว้ย ต่างกันเยอะเลย มึงว่า...คนเรามันต้องเหมือนกันขนาดไหนวะถึงจะคบกันได้"

อะตอมหันมามองผมอย่างทึ่ง มันอาจจะไม่เคยถามคำถามนี้กับตัวเองมาก่อนเลยก็ได้

"ไม่รู้ว่ะ กูรู้แต่ว่าเวลากูอยู่กับมึง กูรู้สึกสบายใจ ทั้งๆ ที่กูกับมึงก็โคตรต่างกัน แต่เวลาอยู่กับเขา...กูรู้สึกเหมือนกูต้องพยายามทำอะไรสักอย่างตลอดเวลา มันกดดันว่ะ"

อะตอมค่อยๆ ปลดปล่อยความอึดอัดใจออกมาทีละน้อยๆ ปกติผู้ชายไม่น่าเล่าเรื่องหนักใจของแฟนให้ใครฟังถ้าไม่ไว้ใจ เพราะคนเล่าอาจจะถูกมองไม่ดีได้ อีกอย่างผู้ชายที่เล่าว่ามีปัญหากับแฟนแบบนี้ อาจเป็นไปได้ว่าอัดอั้นตันใจมานานจนต้องหาที่ระบาย ผมได้แต่แอบเอาใจช่วยว่ามันจะไม่แย่ไปกว่านี้

"ที่ไอ้อินมันพูดเมื่อกลางวันน่ะ มึงอย่าคิดมากนะเว้ย" อยู่ดีๆ อะตอมก็กระโดดมาอีกเรื่อง

"เออ กูเจอคำพูดแบบนี้มาเยอะแล้ว ไม่ชินหรอก แต่พอทนได้"

ผมยิ้มแกนๆ จากนั้นก็ถามเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว

"มึงยังอยากมีรูมเมทอยู่ไหม"

"อยากสิ" อะตอมรีบตอบทันที

"อยากมาอยู่กับกูไหม" ผมตัดสินใจชวนตรงๆ

"ไม่มีตังค์จ่ายหรอก ห้องมึงใหญ่ขนาดนี้" อะตอมพูดอย่างเกรงใจ

"เดือนห้าพันพอไหวไหม ส่วนน้ำไฟ ช่วยกันจ่าย"

"มันก็พอไหวอยู่ แต่...กูเกรงใจเว้ย จะจ่ายห้าพันได้ไงวะ ห้องเบ้อเร่อเลย ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวกูลองหาที่อื่นละกัน" อะตอมยังคงเกรงใจอยู่ดี

"มึงไม่อยากอยู่กับกูเหรอ"

"ไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมกูจะไม่อยากอยู่กับมึงวะ แต่กูไม่อยากเอาเปรียบมึงเว้ย"

"กูคุยกับแม่แล้ว แม่กูโอเค แต่ถ้ามึงไม่อยากอยู่กับกูก็...ไม่เป็นไรหรอก"

"ไม่ใช่อย่างงั้น กูไม่ได้รังเกียจมึงนะเว้ย ห้ามคิดเด็ดขาด ที่จริง...กูก็ว่าจะถามมึงเรื่องนี้เหมือนกัน แต่กูไม่กล้าว่ะ เกรงใจด้วย ห้องใหญ่ขนาดนี้กูไม่มีปัญญาจ่ายหรอก"

"ตกลงมึงจะเอาไง อยู่หรือไม่อยู่" ผมถามกึ่งคาดคั้น

"อยู่ดิ" อะตอมรีบตอบเหมือนกลัวผมจะเปลี่ยนใจ

ได้ยินอย่างนั้นผมก็กระหยิ่มยิ้ม ทว่าก็ยังมีเงื่อนไขอีกนิดหน่อยที่ผมต้องตกลงกับอะตอม ก่อนจะตัดสินใจให้มันมาเป็นรูมเมทด้วย

"ถ้ามึงจะมาเป็นรูมเมทกู มึงต้องตกลงและยอมรับเงื่อนไขกับกูสามข้อก่อน"

"สบาย ว่ามาเลย" อะตอมทำท่าตื่นเต้น

"ข้อแรก ห้ามซกมก ห้ามทำห้องรก กูไม่ชอบคนซกมกอย่างรุนแรง"

"อุ้ย"

อะตอมสะดุ้ง ผมถึงกับแอบขำ จากนั้นก็บอกเงื่อนไขข้อที่สอง

"ข้อที่สอง ห้ามพาผู้หญิงมานอนในห้องทุกกรณี"

อะตอมตาโตและอ้าปากค้าง

"หา! แล้วมึงจะให้กูไปไหนวะ บอกไว้ก่อน กูงกนะเว้ย ไม่เคยจ่ายค่าโรงแรมเพราะเรื่องพวกนี้หรอก"

ผมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "เรื่องของมึง ให้คู่ขามึงจ่ายดิ ไม่งั้นก็ไปทำในสวน ใต้ต้นไม้ ในห้องน้ำ มีที่เยอะแยะ แต่ห้ามใช้ห้องนี้เว้ย"

"แม่งโหดว่ะ" อะตอมบ่นอุบ แต่สีหน้าก็ยิ้ม

"ข้อที่สาม โหดกว่านี้อีก" ผมเกริ่นเรียกความสนใจ

"โหดกว่านี้อีกเหรอวะ"

"เออ"

"อะไรวะ" อะตอมทั้งอย่างรู้ทั้งหวั่นใจ

"ห้ามหลงรักกู! "

ผมเฉลยด้วยเสียงหนักแน่น อะตอมหน้าตาเลิ่กลั่กขึ้นมาทันที

"เชี่ย! กูเนี่ยนะจะหลงรักมึง ผู้ชายนะเว้ย"

"ไม่รู้เว้ย ก็กูเคยเจอนี่หว่า ว่าแต่มึงจะตกลงทั้งสามข้อหรือเปล่า" ผมถามกึ่งขู่

"เออ ก็ได้วะ" อะตอมรับปากเสียงอ่อยๆ แต่สักพักก็ยิ้มกว้าง แววตาดูซาบซึ้งใจไม่น้อย

"ขอบใจมึงมากนะเว้ย กูสัญญาว่า...กูจะรบกวนมึงให้น้อยที่สุด ให้กูนอนในห้องน้ำหรือโซฟาก็ได้นะ เรื่องทำความสะอาดบ้านกูก็เก่งนะเว้ย ทำเป็นทุกอย่างเลย ซักผ้า ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำกับข้าวก็ได้ เดี๋ยวกูจะดูแลมึงเอง"

"ไม่ต้องขนาดนั้น" ผมหัวเราะ

"เหอะน่า ให้เป็นหน้าที่กูละกัน ค่าห้องห้าพันใช่ไหม ค่าแรงกูก็อีกซักห้าพัน รวมเป็นหมื่นหนึ่งพอดีเลย"

แม้อะตอมพูดให้ฟังดูตลก แต่ผมรู้ว่ามีความหมายแฝงในนั้น ทำให้ผมรู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ชอบเอาเปรียบใคร

"เฮ้ย มึงใส่เกงในดีจีจริงเหรอ กูขอดูหน่อยดิ" อยู่ๆ อะตอมก็เปลี่ยนเรื่องและทำหน้าทะลึ่งทะเล้น

"ไม่เอา" ผมทำท่าจะเขยิบหนี

"น่า ขอดูหน่อย กูเห็นของมึงหมดแล้ว จะอายทำไม" มันว่า

จากนั้นมันก็เอามือเลิกเสื้อนักศึกษาผมขึ้น ทำท่าจะถอดกางเกงผมออก ผมพยายามป้องกันตัวเอง แต่ไม่จริงจังนักเพราะรู้ว่ามันหยอกเล่น ผมปล่อยให้มันถกขอบกางเกงผมลง พอเห็นขอบกางเกงในผมมันก็หยุด

"เออ จริงด้วย"

อยู่ๆ เราก็เผลอสบตากันอีกแล้ว จะกี่ครั้งที่สบตากันก็เห็นแต่ความหวั่นไหว คำถามลับแอบก่อตัวขึ้นในใจเงียบๆ สักพักอะตอมก็เอนตัวมาซบไหล่ผมด้วยท่าทางอ่อนล้า จากนั้นมันก็พูดซ้ำประโยคหนึ่งให้ผมสับสนอีกแล้ว

"กูรู้สึกอย่างนี้จริงๆ นะกัปตัน กูไม่น่ารีบมีแฟนเลยว่ะ"

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น