เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 3 : ♿ ผมอยากได้กำลังใจจากเขา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

โปสเตอร์นิยายเข็นรักขึ้นภูเขา

:::CAPTAIN :::

วันนี้ผมมาถึงมหาลัยตั้งแต่เช้า มาถึงก่อนเวลาเรียนประมาณเกือบๆ ชั่วโมง เอารถมาด้วยเพราะเมื่อคืนแม่โทรมาบอกให้ใช้รถ เพราะถ้าไม่ใช้แม่จะขับรถมารับผมที่คอนโด เจอไม้นี้เข้าไปผมก็เลยต้องเอารถมาด้วย

ถ้าจะถามว่าทำไมแม่ถึงรักและตามใจผมขนาดนี้ เรื่องมันก็ยาวทีเดียว สั้นๆ ก็คือว่าแม่ผมรู้สึกผิด เพราะเขาโทษความเผอเรอของตัวเองที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ หลายครั้งที่ผมต้องยอมแม่บ้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แม้กระทั่งเรื่องการรักษาซึ่งผมแสนจะเบื่อหน่าย แม่พาผมเข้าออกโรงพยาบาล สถานฟื้นฟูหรือแม้กระทั่งวัดเป็นว่าเล่น ผมไปมาแทบจะทุกวัดแล้ว แต่ก็ไม่หาย โชคดีที่แม่เริ่มถอดใจและค่อยๆ ยอมรับสิ่งที่ผมเป็นในช่วงหลังๆ คงทำใจได้แล้วว่ารักษาผมไม่ได้ ผมก็เลยไม่ต้องไปรักษาหรือกินน้ำมนตร์วัดไหนอีก

ผมขับรถเป็นตั้งแต่อยู่มัธยมปลายแล้ว ป๊าหาคนมาช่วยสอนให้ อุตส่าห์ไปค้นหาจนเจอบริษัทที่สอนขับรถสำหรับคนพิการแถวๆ ภาษีเจริญ ตอนแรกแม่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่พอเห็นผมขับได้ก็เลยปล่อย พออายุสิบแปดแม่พาผมไปสอบใบขับขี่เองเลย พอผมสอบติด "ตุลาฯ " แม่ก็ให้ของขวัญเป็นบีเอ็มคันหนึ่ง ป๊าช่วยหาช่างมาช่วยทำเกียร์ คันเร่งและเบรกมือให้ แถมยังติดที่เก็บรถวีลแชร์บนหลังคารถให้ด้วย เป็นระบบอัตโนมัติ ผมจึงไม่ต้องหาคนมาช่วยเก็บวีลแชร์ให้ เมื่อเช้าตอนที่ผมลงจากรถ มีคนมามุงดูเต็มเลย สงสัยจะไม่เคยเห็นกัน

พอมาถึงคณะ เพื่อนสามคนก็วิ่งมาหาคล้ายกับรออยู่ก่อนแล้ว หนึ่งสาวสองหนุ่มมีชื่อเสียงเรียงนามว่าน้ำหวาน แบงค์และกวิน เมื่อวานตอนเย็นผมก็นั่งอยู่กับพวกมันนั่นแหละ ก่อนไอ้อินปากหมาจะทำวงแตกและแยกย้ายกันไป

น้ำหวานเป็นผู้หญิงที่ชื่อขัดกับบุคลิกภาพมากเพราะเธอห้าวเกินหญิง ไว้ผมสั้นจนดูเกือบเหมือนผู้ชาย ผู้หญิง "ถาปัตย์" ขึ้นชื่อเรื่องความอึดถึกบึกบึน เพราะไม่งั้นเรียนคณะนี้ไม่รอด ส่วนแบงค์กับกวินก็หน้าตาพิมพ์นิยมของชายไทยสมัยนี้ ไม่ถึงกับหล่อมากแต่ก็ดูดีพอสมควร

"วันหลังมาถึงแล้วโทรมาบอกนะเว้ย จะได้ไปช่วย" น้ำหวานพูดกับผมเป็นคนแรก ฟังแล้วผมก็งงๆ ไม่น้อย

"ไม่เป็นไร มาเองได้" ผมตอบ

"มึงโกรธพวกกูหรือเปล่าวะ" แบงค์ถามด้วยท่าทางไม่แน่ใจ

"โกรธเรื่องอะไรวะ" ผมทำหน้าฉงน

"ก็…ที่พวกกูไม่ค่อยชวนมึงคุยไง จริงๆ ไม่มีอะไรนะเว้ย พวกกูแค่…ไม่รู้จะคุยกับมึงยังไงเท่านั้นแหละ กลัวพูดแล้วทำร้ายจิตใจมึงไง" แบงค์เฉลย คราวนี้ผมจึงขำเบาๆ

"ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ก็พูดคุยกันธรรมดานี่แหละ กูไม่ใช่คนขี้ใจน้อยขนาดนั้นซะหน่อย"

"แล้วแบบที่ไอ้อินมันพูดเมื่อวานล่ะ" กวินอยากรู้

"จะถามทำไมวะไอ้บ้า คนดีๆ ที่ไหนเขาพูดจาแบบนั้นกันวะมึง" น้ำหวานหันไปว่าเพื่อนไม่จริงจังนัก แบงค์กับกวินหัวเราะชอบใจกันใหญ่

"แล้วนี่…อะตอมมาหรือยัง" ผมถามพลางมองหา

"มาถึงก่อนมึงอีก ไปหาแฟนมันที่คณะแล้วมั้ง เมื่อวานได้ข่าวว่าแฟนมันงอนน่าดูเลย" กวินบอก

ผมได้ยินอย่างนั้นก็หน้าเสีย คงเป็นเพราะอะตอมมัวแต่ห่วงผมแน่เลยถึงได้ผิดนัดกับแฟน ทำให้ผมอดรู้สึกผิดด้วยไม่ได้เลย

"แปลกว่ะ ตั้งแต่กูรู้จักมันมา กูไม่เคยเห็นมันผิดนัดแฟนมันเลยนะเว้ย ครั้งนี้ครั้งแรก แสดงว่ามึงต้องพิเศษมากๆ เลยนะเว้ยกัปตัน" แบงค์ให้ข้อสังเกต

ถ้าเป็นอย่างที่แบงค์ว่าก็น่าแปลกจริงๆ ทำไมอะตอมถึงยอมผิดนัดแฟนล่ะ สงสัยแฟนมันคงโกรธอะตอมน่าดูเลย คิดแล้วก็ชักเป็นห่วง

"มึงกินอะไรมาหรือยัง ไปหาอะไรกินกันไหม" น้ำหวานถาม แต่ท่าทางเหมือนมีเรื่องอยากคุยด้วยซะมากกว่า

ผมพยักหน้าตกลงโดยไม่ลังเล แม้ว่าจะกินมาแล้ว แต่ค่าที่อยากสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนกลุ่มนี้ ผมจึงไม่เรื่องมากและตามพวกมันไปที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง ไม่นานเราก็ได้เครื่องดื่มคนละอย่างมาเป็นองค์ประกอบการคุยกัน ถ้าพูดตามตรงผมก็ไม่ค่อยกินของพวกนี้หรอก ที่บ้านสอนให้ผมดูแลเรื่องโภชนาการพอสมควร แม่ผมสกรีนอาหารการกินผมละเอียดยิบ

"มึงเคยเห็นแฟนไอ้อะตอมยัง" น้ำหวานถามหลังดูดกินน้ำในแก้วใสๆ ซึ่งน่าจะเต็มไปด้วยน้ำแข็งซะมากกว่า

ผมส่ายหน้าไปมา "ไม่เคย พวกมึงเคยเห็นแล้วเหรอ"

"ก็เห็นตอนรับน้องนั่นแหละ แฟนมันสวยนะเว้ย คุณหนูสุดๆ เหมือนดอกฟ้ากับหมาวัดเลยว่ะ" กวินพูดพลางขำ

ผมขมวดคิ้วเพราะประโยคหลังนี่แหละ น่าแปลกที่อะตอมไม่เล่าเรื่องแฟนของมันให้ผมฟังเลย ดูเหมือนมันจะชอบถามแต่เรื่องของผมมากกว่า ถามแล้วก็ปล่อยให้ผมพูด ส่วนมันก็นั่งมอง มองไปก็ยิ้มไป ไม่รู้ว่าชอบเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังหรืออะไรกันแน่

"ยังไงวะ"

"อ้าว ก็แฟนมันน่ะโคตรรวยเลย ส่วนไอ้อะตอม มันเป็นนายแบบก็จริงนะเว้ย แต่มันก็ไม่รวยหรอก เงินค่าเทอมของมัน มันก็หาเอง ก็ได้จากงานถ่ายแบบของมันนั่นแหละ สงสัยมึงไม่รู้แน่ๆ เลย ไอ้อะตอมกับแฟนมันน่ะแอบคบกันเว้ย บ้านฝ่ายหญิงยังไม่รู้เรื่องเล้ย" น้ำหวานเล่าอย่างออกรสออกชาติ แล้วก็หันไปถามเพื่อน "เอ๊ะ แฟนมันชื่ออะไรนะ กูจำไม่ได้"

"อั้มไง" แบงค์บอก

"เออใช่ ชื่ออั้ม เขาก็น่ารักดีนะ ไม่หยิ่งหรอก แต่เหมือนจะติดหรูไปหน่อย" น้ำหวานพูดยิ้มๆ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง "อ้อ คืออย่างงี้…กูจะถามมึงหน่อย มึงสนิทกับไอ้อะตอมแค่ไหนวะ เมื่อวานกูเห็นมันตามมึงทั้งวันเลย"

"ก็ยังไม่สนิทมากหรอก เพิ่งเจอกันเมื่อวานเอง มีอะไรเหรอ" ผมสงสัย

"มึงดูนี่ กูละเสียวแทน ถ้าอาจารย์รู้นะมึงเอ๊ย มีสิทธิ์โดนเรียกไปเตือนแน่ ที่นี่เขายิ่งรักษาภาพลักษณ์เขาอยู่" น้ำหวานพูดพลางส่งโทรศัพท์ตัวเองมาให้ผม

พอเห็นแล้วผมก็ตกใจ หน้าเว็บนั้นมีภาพถ่ายของอะตอมสิบกว่ารูป แทบไม่ใส่เสื้อผ้าอะไรเลยนอกจากกางเกงในตัวเดียว อวดหุ่นและรูปร่างจนแทบจะเห็นทุกขุมขน ที่จริงหุ่นมันก็เซ็กซี่ไม่น้อย แต่ถ้าอาจารย์เห็นก็อาจจะเป็นเรื่องอย่างที่น้ำหวานกังวล

"มึงเตือนๆ มันหน่อยได้ไหมวะ" กวินพูดเหมือนขอร้อง

ผมทำหน้าหนักใจ เพราะต่อให้เป็นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานาน เรื่องแบบนี้ก็พูดยากอยู่ดี

"มันจะไปเตือนได้ไงวะ เพิ่งรู้จักกัน" แบงค์ว่า จากนั้นก็ทำหน้ากังวล "แต่ถ้ามันไม่ทำ มันก็คงไม่มีเงินมาเรียนหนังสือที่นี่หรอก ค่าเทอมแพงจะตาย แต่มันก็เก่งนะ หาเงินเรียนเองได้ กูโคตรนับถือเลย"

"มึงรู้เรื่องพวกนี้ได้ไงวะ" ผมถามแบงค์

"รู้ดิ ก็กูเรียนมัธยมปลายโรงเรียนเดียวกับมัน" แบงค์ตอบ

"อ้าว งั้นมึงก็สนิทกับมันดิ ทำไมมึงไม่คุยวะ" ผมสงสัย

แบงค์ส่ายหน้าเดียะ "ไม่เอาหรอก ไอ้นี่มันเป็นคนคุยยาก ติสต์แตก ถ้าเข้าไม่ถูกจังหวะ เดี๋ยวมันจะด่าเอา" แบงค์ว่า ก่อนทำท่าเหมือนนึกอะไรได้ "อ้อ มันน่ะอยากเช่าหอพักอยู่ในเมืองจะตาย เพราะมันไม่อยากเดินทางไกล แต่มันงก ก็ไม่เชิงงกหรอก เพราะเงินที่มันหามาได้น่ะ ส่วนมากมันเปย์แฟนมันทั้งนั้น มันก็เลยไม่อยากเอาเงินมาเช่าหอเพิ่ม ยอมอยู่บ้าน เดินทางไกลๆ เอา อั้มเขาเป็นลูกคุณหนูไง กินเที่ยวธรรมดาที่ไหน ไอ้อะตอมมันก็ตามใจ ไอ้นี่มันบ้าผู้หญิงน่ารัก เมื่อก่อนนะ มันเรียนไม่เก่งมากหรอก แต่พอมันจีบอั้มได้ มันเปลี่ยนไปเลยเว้ย ขยันอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะมันอยากเข้าตุลาให้ได้ มึงคิดดูนะ เมื่อก่อนมันได้เกรดเฉลี่ยสองกว่าๆ แต่มอหกเทอมสุดท้ายมันได้สามจุดเจ็ดเว้ย แถมยังเข้าตุลาได้อีก มันก็หวังสูงแหละ เพราะถ้ามันเข้าที่นี่ได้ เรียนจบ มีงานทำ บ้านฝ่ายหญิงอาจจะยอมรับมัน แต่อั้มมันก็แปลกนะ มีผู้ชายรวยๆ มาจีบเยอะเลย แต่ก็ปฏิเสธหมด"

เมื่อได้ฟังเรื่องของเพื่อนใหม่ผ่านเพื่อนอีกคน ผมก็รู้สึกทึ่งอะตอมไม่น้อย ไม่น่าเชื่อว่าการมีแฟนจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ขนาดนี้

"อ้อ เมื่อวานกูถามมันเรื่องหาหอพัก มันบอกกูว่ามันเจอรูมเมทที่มันอยากพักด้วยแล้ว พวกมึงรู้ไหมว่าเป็นใคร กูถามแล้วมันไม่ยอมบอกกู" แบงค์กวาดสายตามีคำถามมองเพื่อนๆ แต่ทุกคนก็ส่ายหน้า ไม่มีใครรู้ว่ารูมเมทที่อะตอมอยากอยู่ด้วยคือใคร

"เออ แล้วมึงมีรูมเมทยังวะกัปตัน" กวินหันมาถามผม

"ยังไม่มี" ผมตอบ

"เฮ้ย ถ้างั้นก็ดีเลย มึงลองชวนมันมาเป็นรูมเมทมึงดิ ไอ้อะตอมมันจะได้ช่วยดูแลมึงด้วยไง กูเห็นมันชอบดูแลมึง" แบงค์เสนอไอเดีย

"มึงถามเขายังว่าเขาอยากมีรูมเมทหรือเปล่า" น้ำหวานขัดขึ้น

"เออ จริงด้วย แล้วมึงอยากมีรูมเมทเปล่าวะ" แบงค์หัวเราะแหะๆ

ไอ้อยากน่ะมันก็อยาก แต่เรื่องของเรื่องก็คือ ห้องที่แม่ผมซื้อให้ราคาสูงมาก อะตอมไม่น่าจะจ่ายค่าเช่าได้ อีกอย่าง แม่ก็แอบซื้อให้ผมโดยไม่บอกป๊าด้วย ผมยังไม่รู้เลยว่าถ้าป๊ารู้เข้าจะว่ายังไง ดีไม่ดีอาจจะต้องขายห้อง

"แล้วห้องมึงเช่าเดือนเท่าไหร่วะ" กวินถาม

"ไม่ได้เช่าเว้ย ซื้อเลย" ผมรีบบอก

"ซื้อเลยเหรอ ที่ไหน ใกล้ๆ แถวนี้เปล่า" กวินซักต่อ

ผมบอกชื่อคอนโดของผมไป พวกมันสามคนมองหน้ากัน ก่อนน้ำหวานจะหันมาถามผม

"กี่ตารางเมตรวะ"

"ห้าสิบ"

"หา! ห้าสิบตารางเมตรเลยเหรอ" พวกมันสามคนอุทานพร้อมกัน

"โห…แค่ห้องสตูดิโอมันยังบ่นแพง นี่ล่อไปตั้งห้าสิบตารางเมตร สงสัยมันคงต้องขายที่มาเช่าห้องกับมึงแล้วมั้ง" น้ำหวานพูดพลางหัวเราะ

"แล้วมึงคิดค่าเช่ามันถูกๆ ไม่ได้เหรอวะ สักห้าพันไหวไหม" แบงค์ต่อรอง

"ขอกูถามแม่กูก่อนนะ" ผมแบ่งรับแบ่งสู้

"ถ้ามึงช่วยมันได้มึงก็ช่วยมันหน่อยละกัน ไอ้อะตอมมันน่าสงสาร มีสามเรื่องนะเว้ย เรื่องที่หนึ่ง ช่วยเตือนมันเรื่องถ่ายแบบวาบหวิวหน่อย ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ารับ เดี๋ยวจะปลิวออกจากที่นี่ไม่รู้ตัว เรื่องที่สองก็เรื่องเป็นรูมเมทกับมัน ส่วนเรื่องที่สาม ถ้ามึงเตือนได้ก็ช่วยเตือนๆ มันเรื่องใช้เงินกับแฟนมันหน่อย มันจะหมดตัวก็เพราะแฟนมันนี่แหละ ไม่ต้องพากันกินหรูเที่ยวหรูขนาดนั้นก็ได้" แบงค์ช่วยสรุปประเด็นให้ผมเข้าใจง่ายๆ

ดูเหมือนเพื่อนๆ กลุ่มนี้จะรักและเป็นห่วงอะตอมน่าดู ผมก็ห่วงมันเหมือนกัน แต่เรื่องที่พวกมันขอให้ช่วยก็น่าหนักใจทุกเรื่องเลย

"กูจะลองดูละกัน แต่กูยังไม่กล้ารับปากนะเว้ย อย่าเพิ่งคาดหวังมาก" ผมพูดด้วยสีหน้าครุ่นคิด

::: CAPTAIN :::

พอถึงเวลาเข้าเรียน ปรากฏว่าอะตอมมาช้าไปสิบกว่านาที อาจารย์คณะนี้ขึ้นชื่อเรื่องความติสต์แตกและดุๆ กันแทบทั้งนั้น ถ้ามันทำบ่อยๆ อาจจะโดนเรียกไปเตือนได้ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก อาจารย์จึงเพียงแต่มองด้วยสายตาและสอนต่อไปตามเดิม

ตอนนี้ผมมานั่งอยู่กับกลุ่มสามคนนั้นแล้ว อะตอมจึงต้องนั่งอยู่กับคนอื่น ผมหันไปมองมันด้วยสายตาเป็นห่วงเพราะเห็นสีหน้ามันไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าง้อแฟนสำเร็จหรือเปล่า จึงได้แต่ยิ้มบางๆ ให้กำลังใจ มันก็ยิ้มตอบผมและทำท่าเหมือนอยากจะมานั่งด้วย แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่เอื้ออำนวย

เช้านี้เราเรียนการวาดภาพ "ตีฟ" หรือภาพเพอร์สเปคทีฟ อาจารย์ที่สอนให้เราลองวาดภาพเก้าอี้แบบที่เราชอบ ใส่องค์ประกอบลงไปด้วยว่าเก้าอี้นี้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ในสวน ในป่า ในห้อง บนผิวน้ำ หรือบรรยากาศแบบไหนก็ได้ที่จินตนาการเราไปถึง พอได้ฝึกทำก็ช่วยให้การเรียนไม่น่าเบื่อ จึงมีเสียงคุยกันและเสียงหัวเราะตลอด วาดเสร็จก็เอาภาพมาอวดกัน มีแต่อะตอมคนเดียวเท่านั้นที่ดูหงอยๆ

พอถึงเที่ยงอะตอมก็หายตัวไปเลย แบงค์น่าจะเคยเจอเหตุการณ์นี้มาก่อนจึงเฉลยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "สงสัยจะมีงานถ่ายแบบมั้ง เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้แหละ โดดเรียนไปบ่อยๆ แต่ก็อย่างว่า มันต้องหาเงินน่ะ พ่อมันก็ไม่เอาไหน"

"ทำไมวะ" ผมถามอย่างสงสัย ขณะที่เข็นช้าๆ ไปตามทางเดิน วันนี้พวกเราตกลงกันว่าจะไปกินของอร่อยๆ ที่คณะนิเทศ

"พ่อแม่มันเลิกกันหลายปีแล้ว มันอยู่กับพ่อสองคน ส่วนน้องสาวมันก็ไปอยู่กับแม่ พ่อมันทำใจไม่ได้มั้ง ก็เลยไม่ทำอะไรเลย มันก็เลยต้องทำงานเลี้ยงพ่อ แต่มันก็ได้เงินเยอะนะ ยิ่งช่วงปิดเทอมมันยิ่งได้เยอะ น่าจะเก็บเงินได้หลายแสน ไม่งั้นมันมาเรียนที่นี่ไม่ได้หรอก"

ยิ่งได้ฟังข้อมูลจากแบงค์ ผมก็ยิ่งรู้สึกเห็นใจในชะตาชีวิตของเพื่อน ถึงผมจะใช้รถวีลแชร์ แต่ชีวิตผมก็ไม่เคยต้องลำบากขนาดนี้ เมื่อก่อนบ้านผมก็ยังฐานะไม่ดีมาก ช่วงที่ผมเกิดเป็นช่วงที่ป๊ากับแม่กำลังสร้างตัวด้วยธุรกิจส่งออกบะหมี่ไปต่างประเทศ แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยให้ผมลำบากเลย แม้ว่าป๊ากับแม่จะค่อนข้างลำบากก็ตาม

เมื่อมาถึงโรงอาหารคณะนิเทศ พวกเราก็ไม่ได้สนใจเรื่องของใครแล้วนอกจากหาของอร่อยๆ กิน พวกมันสามคนดูตื่นเต้นกันมาก แต่ผมไม่รู้สึกอยากกินอะไรเป็นพิเศษ จึงสั่งข้าวมันไก่มากินเหมือนเดิม คราวนี้ผมไม่ต้องไปยกมาเอง น้ำหวานช่วยจัดการให้เสร็จสรรพ เพราะพวกมันกลัวผมโดนชนเลอะอีก

ขณะที่เรากำลังกินไปคุยกันไป ผมก็สังเกตเห็นผู้หญิงสองคนคอยเมียงมองผมอยู่ แถมยังกระซิบคุยกันและชี้ไม้ชี้มือมาทางผมด้วย ตอนแรกผมมองผ่านๆ แต่พอเห็นยังไม่ไปไหนผมจึงหรี่ตามอง สองคนนั้นรีบส่งยิ้มแล้วเดินเข้ามาทักผมทันที

"น้อง…เป็นเด็กใหม่หรือเปล่าคะ" หนึ่งในนั้นถามก่อน

"ครับ" ผมตอบและมองอย่างสงสัย เพื่อนๆ อีกสามคนก็สงสัยด้วย

"เรียนคณะไหนล่ะ" ผู้หญิงคนนั้นถามต่อ

"ถาปัตย์ครับ"

"จริงเหรอ" สองคนทำท่าตื่นเต้น ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรกันแน่

"คืออย่างงี้ พี่ชื่อปริมนะ นี่พี่สา อยู่นิเทศปีสี่ พอดีว่าเราทำเพจตุลาคิ้วบอย ตอนนี้กำลังมองหาน้องๆ เฟรชชี่ๆ มาร่วมทำกิจกรรมซีโร่เวสท์อยู่ สนใจไหม" รุ่นพี่ที่ชื่อปริมบอกด้วยแววตาเป็นประกาย เพราะคิดว่าตัวเองได้เจอคิ้วบอยที่ต้องการแล้ว

ผมกับเพื่อนๆ มองหน้ากัน พวกเราพอรู้จักเพจนี้กันมาบ้าง สาวๆ ชอบเข้าไปดูเพราะมีผู้ชายหล่อหลากหลายคณะมาให้เชยชม เพจนี้แนะนำคิ้วบอยในรั้วมหาลัยให้คนรู้จัก มีชวนไปทำกิจกรรมบ้าง หนุ่มคนไหนมีรูปขึ้นเพจนี้ ไม่นานก็จะฮ็อตและมีสาวๆ ติดตาม บางคนมีแฟนคลับด้วย

"ก็สนใจอยู่นะพี่ แต่พี่…คิดดีแล้วเหรอครับ" ผมถามยิ้มๆ

พี่ปริมกับสามองหน้ากัน ก่อนจะหันมาพยักหน้าและพูดพร้อมกัน "อื้ม"

ผมปลดล็อกรถวีลแชร์ จากนั้นก็เข็นถอยหลังออกมาจากโต๊ะที่นั่ง รุ่นพี่สองคนถึงกับผงะและหน้าเหวอเมื่อเห็นตัวจริงของผม

"หา! น้องเป็นคนพิการเหรอ! " สองสาวอุทานเสียงดังเกือบจะพร้อมกัน คนในโรงอาหารหันมามองกันเพียบ แต่ครั้งนี้ผมกลับไม่รู้สึกอายเท่าไหร่

"ครับ น่าสนใจไหมครับ" ผมยิ้มยียวน

"เอ่อ…" พี่ปริมหันไปมองเพื่อนอีกคนด้วยท่าทางลังเล

"ทำไมอะพี่ นั่งวีลแชร์ก็เป็นคิ้วบอยได้ไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นแปลกเลย ผมว่ากัปตันมันก็หล่อออก หน้าก็ใส ปากชมพู ทรงผมก็เท่ แต่งตัวก็ดี" กวินให้เหตุผล

"อืม…พี่ว่า…พี่ขอคิดดูก่อนนะคะ ช่วงนี้เรายังไม่มีโปรเจกต์รับของแปลกน่ะ" พี่สาอ้างด้วยสีหน้าแหยๆ จากนั้นทั้งสองคนก็เผ่นออกไป ผมกับเพื่อนๆ จึงพากันนั่งหัวเราะ

"ทำหน้าเหมือนโดนผีหลอกเลยว่ะ อะไรมันจะขนาดนั้นวะ" น้ำหวานหัวเราะ

"มึงนี่ก็โคตรกล้าเลยนะเว้ยกัปตัน" แบงค์ชม

"ชินแล้ว มันก็ต้องอย่างนี้แหละ ป๊ากูสอนว่าไม่ต้องไปเสียเวลาสนใจคนที่ชอบมองเราแปลกๆ หรอก คนพวกนี้มองคนแต่เปลือก ข้อดีของกูก็คือ…ถ้าใครจะมาคบกับกู เป็นเพื่อนกู หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ต้องมาด้วยใจเว้ย ต้องยอมรับกูในแบบที่กูเป็นให้ได้ ป๊าบอกว่า…มันจะช่วยให้กูมีแต่เพื่อนดีๆ เหมือนพวกมึงไง" ผมแอบหยอดเพื่อนๆ ตรงประโยคท้ายด้วย พวกมันอมยิ้มชอบใจกันใหญ่

"ก็จริงเนอะ" น้ำหวานหันไปพยักพเยิดกับเพื่อน

"แต่ตอนแรกที่พวกกูยังไม่คุยกับมึง ไม่ใช่พวกกูมองแต่เปลือกนะเว้ย แค่ไม่กล้าคุยเฉยๆ " กวินอธิบายอีกครั้ง

"เออ กูรู้แล้ว รีบๆ กินเหอะ เดี๋ยวจะไปเรียนไม่ทัน พากูมาซะไกลเลย" ผมว่าไม่จริงจังนัก เพราะถึงจะไกลแค่ไหน ผมเข็นเร็วๆ แป๊บเดียวก็ถึง คนเดินสองขาต่างหากที่จะตามผมไม่ทัน

… … …

บ่ายวันนี้อะตอมไม่เข้ามาเรียน น่าจะรับงานอย่างที่แบงค์บอก แต่ผมก็ไม่เหงาแล้วเพราะมีอีกสามคนเป็นเพื่อน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ ก็เริ่มคุยกับผมมากขึ้น ความสัมพันธ์ของผมกับเพื่อนมีวี่แววว่าจะไปได้ดี ทำให้ผมค่อยหายกังวลขึ้นมาบ้าง

เลิกเรียนเสร็จผมก็บึ่งรถไปหาแม่ที่โรงงานในเขตทวีวัฒนา บุกไปแบบไม่ให้แม่ตั้งตัวทันเลย แม่แปลกใจไม่น้อยที่ลูกชายบุกมาหาถึงที่ ดีที่ไม่ยุ่งมากและพอมีเวลาคุยกับผม หลังคุยสัพเพเหระแล้วผมก็ชวนแม่เข้าเรื่อง

"แม่ว่าผมหารูมเมทมาอยู่ด้วยดีไหม"

แม่ผมดูแปลกใจตอนแรก แต่ไม่นานก็พยักหน้าช้าๆ คล้ายกับจะเห็นด้วย "แม่ว่าก็ดีนะ เผื่อเพื่อนจะได้ช่วยดูแลกัปตันด้วย แม่จะได้ไม่ห่วงมาก ว่าแต่…กัปตันมีเพื่อนอยากมาแชร์ห้องด้วยหรือยังล่ะ"

"ใครจะกล้ามาแชร์ล่ะแม่ ห้องตั้งแพง เขาจ่ายค่าเช่าไม่ไหวหรอก" ผมใส่อารมณ์ให้ดูสมจริงไปด้วย

"อืม…ก็จริงของกัปตัน แม่ก็ลืมคิดไป เอ…คิดเท่าไหร่ดี สักเดือนละแปดพันดีไหมลูก" แม่เสนอราคาให้ อย่างนี้แปลว่าแม่เห็นด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจะคุยง่ายกว่าที่คิดไว้

"ห้าพันได้ไหมแม่" ผมต่อรอง แม่ถึงกับสะดุ้ง

"ห้าพันเหรอ" แม่ถามทวน ท่าทางดูคิดหนัก ผมจึงต้องหว่านล้อมต่อ

"แปดพันไม่มีใครมาอยู่หรอกแม่ เดี๋ยวนี้นักศึกษาตุลาก็ไม่ได้รวยทุกคน เพื่อนผมจ่ายไม่ไหวหรอก อีกอย่างก็ซื้อไปแล้ว ถ้ามีคนมาอยู่ด้วย ผมก็จะมีเงินค่าขนมเดือนละห้าพัน จะได้ไม่ต้องขอแม่เยอะไง ดีกว่าให้ผมพักเฉยๆ ไม่มีรายได้ แม่ว่าไม่ดีเหรอ"

แม่ยังดูคิดหนักอยู่ เพราะแปดพันก็ถือว่าน้อยแล้ว ผมดันมาต่อเหลือห้าพันอีก

"แล้วเพื่อนเขาเป็นคนดีหรือเปล่า ค่าเช่าน่ะไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก แม่กลัวกัปตันจะโดนเพื่อนไม่ดีมาหลอกมากกว่า" แม่เตือนด้วยสีหน้ากังวล

"เอ…งั้น…เอาไงดีล่ะแม่" ผมก็ชักจะกังวลไปด้วย

"แม่ว่า…ต้องทดสอบคนที่จะมาอยู่ด้วย จะได้มั่นใจ"

"ยังไงครับ" ผมโน้มตัวเข้าหาอย่างสนใจ

หลังจากแม่บอกวิธีให้ผมแล้ว ผมก็ขอตัวกลับคอนโดเลย ส่วนแม่ก็อยู่เคลียร์งานต่อ ผมกลับมาถึงห้องพักเกือบๆ สองทุ่ม จากนั้นก็แวะไปกินข้าวที่ห้างข้างๆ กินเสร็จก็เข็นกลับห้องพัก ก่อนจะเข้าไปก็สะดุดตากับใครบางคนจนต้องหยุดหันไปมอง

"อะตอม" ผมเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงดีใจ ก่อนเข็นเข้าไปหาใกล้ๆ "มาหากูเหรอ ทำไมไม่โทรบอกล่ะ กินอะไรมาหรือยัง"

อะตอมพยักหน้ายิ้มๆ ดูเหมือนจะดีใจไม่น้อยที่เจอผม "กินแล้ว"

"ถ่ายแบบเสร็จแล้วเหรอ" ผมถาม แต่ยังไม่กล้าละลาบละล้วงว่าถ่ายแบบ "แบบไหน"

"อืม" อะตอมพยักหน้า ก่อนยิ้มเศร้าๆ ท่าทางดูเนือยๆ "ขอโทษนะเว้ย วันนี้ไม่ได้มาดูแลมึงเลย"

"ไม่เป็นไร" ผมยิ้ม ยังไม่ทันอ้าปากพูดต่อ อะตอมก็พูดขึ้นก่อน

"คืนนี้…กูพักห้องมึงได้เปล่า"

คนถามทำท่าเกรงใจ ทว่าสีหน้าก็ดูยิ้มๆ แต่ดูอีกทีก็เหมือนเขินๆ ชอบกล

"ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาหรอก"

"ขอบใจมากเพื่อน" อะตอมทำหน้าซึ้งๆ ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆ นิดหน่อย

"ไปเหอะ มึงจะได้พักผ่อน เหนื่อยแย่แล้ว" ผมบอกพลางเข็นนำมันเข้าไปในคอนโด ถ้าเดินได้ก็ว่าจะโอบไหล่มันซะหน่อย เพราะดูมันอ่อนล้าเหลือเกิน

พอเข้ามาในห้อง อะตอมก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าวีลแชร์ผม หน้ามันดูเศร้าๆ ชอบกล เหมือนคนมีเรื่องไม่สบายใจ

"มึงกับแฟน…เข้าใจกันดีแล้วใช่ไหม" ผมถามเมื่อนึกขึ้นได้

อะตอมถอนหายใจทันที แสดงว่าผลลัพธ์น่าจะตรงข้ามกับที่ผมเข้าใจ หน้ามันดูเศร้ามากขึ้นไปอีก

"กัปตัน…กูขอกอดมึงหน่อยได้ไหม กูต้องการกำลังใจว่ะ" อะตอมพูดเสียงสั่นเหมือนคนจะร้องไห้

ผมไม่ตอบคำถาม แต่ก็ไม่มีท่าทางปฏิเสธ เท่านี้อะตอมก็น่าจะเข้าใจได้ มันจึงเอื้อมมือมาจับใต้รักแร้ผมแล้วยกตัวผมยืนขึ้น ไม่นานก็กอดผมแน่น แน่นกว่าทุกครั้งที่มันเคยกอดผมเลย ตัวมันสั่นๆ ด้วย คล้ายกับคนกำลังจะร้องไห้

ไม่รู้ว่ามันไปเจออะไรมาบ้าง เหมือนจะหนักไม่ใช่เล่นเลย

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #7 Read_G (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มกราคม 2564 / 17:56
    เลิกกับแฟนแน่ๆเลย

    น่าสงสาร
    #7
    0