เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 29 : ♿ ความจริงที่ยากจะรับได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ก.ค. 63

:::ATOM:::

ภีมมาเที่ยวกับแฟนและเพื่อนๆ ของเธอที่นี่ ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ที่เราได้เจอกัน ตอนที่ผมเจอเธอ เธอกำลังจะกลับพอดี เมื่อผมมองออกไปนอกร้านและเจอภีม ผมก็สองจิตสองใจว่าใช่ภีมหรือเปล่า แต่ก็ตัดสินใจวิ่งตามไปดูก่อนเผื่อว่าจะใช่ พอผมเรียกชื่อเธอเท่านั้น ภีมก็หันมาจริงๆ ด้วย เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นผม ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไปเราก็ยังจำกันได้ไม่ลืม

ตอนนี้ภีมย้ายมาอยู่ปทุมธานีกับพ่อเลี้ยงคนใหม่ กำลังเรียนอยู่มอห้า เธอเป็นน้องผมสองปี แต่ถ้านับจำนวนเดือนก็จะแค่ปีครึ่ง

เห็นการแต่งตัวของเธอแล้วผมก็อดแปลกใจไม่ได้ ไม่คิดว่าภีมจะกล้าแต่งตัวอวดเนื้อหนังมังสาขนาดนี้ แถมแฟนของเธอก็ยังมีสภาพไม่ต่างจากเด็กแว้นเท่าไหร่ เท่านี้ผมก็พอจะเดาได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

หลังจากพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของกันและกัน ผมก็ไม่ลืมที่จะถามถึงอีกคนที่ผมคิดถึงมากที่สุด ขณะเดียวกันก็รู้สึกน้อยใจสิ่งที่คนคนนั้นทำมากที่สุดด้วย

"แม่ล่ะภีม แม่เป็นไงบ้าง แม่สบายดีหรือเปล่า"

"สบายดี ตอนนี้แม่ทำงานอยู่ที่ อบต. ที่เดียวกับพ่อนั่นแหละ" มือน้อยๆ ป้ายน้ำตาขณะพูดไปด้วย

ผมรักน้องสาวของผมมาก สิบห้าปีที่เราใช้ชีวิตด้วยกันมาเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่เคยลืมเลย แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะจากกันไปอย่างไม่คาดฝัน

"ก็ดีแล้ว" ผมยิ้มเศร้าๆ รู้สึกโหวงๆ ในใจเมื่อรู้ว่าแม่มีสามีใหม่ไปแล้ว เพราะอย่างนี้หรือเปล่าถึงลืมผม

"ภีมรู้ไหมว่าพี่คิดถึงภีมกับแม่มาก"

ภีมพยักหน้าทั้งน้ำตา "ภีมก็คิดถึงพี่ คิดถึงพ่อ แต่...ภีมก็มาหาไม่ได้ แม่ไม่ให้มา ถ้ามา...แม่จะตัดลูกตัดแม่กับภีมเลย"

ขนาดนั้นเลยหรือ?

ผมนึกไม่ออกเลยว่าทำไมแม่ผมถึงไม่อยากเจอพวกเราขนาดนั้น ตอนที่ภีมไม่สบายและพ่อผมไปเช็ดตัวให้ ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมภีมกับแม่ถึงคิดว่าพ่อลวนลามลูกสาวตัวเอง กระทั่งกลายเป็นเรื่องใหญ่โตและหย่าร้างกันในที่สุด

ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ถึงโกรธพ่อมากขนาดนั้น ถึงพ่อผมจะเคยเจ้าชู้มาก่อนสมัยหนุ่มๆ แต่ผมก็ไม่คิดว่าพ่อจะทำอย่างนั้นกับลูกสาวตัวเองได้

ผมไม่สาวความต่อ เพราะยังมีอีกอย่างที่ผมอยากรู้มากที่สุด มันเป็นความรู้สึกที่คาใจผมมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปหาคำตอบได้ที่ไหน

"แม่...พูดถึงพี่บ้างหรือเปล่า"

ภีมหันหน้าหนี กะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่จะหลั่งไหลมาอีกคำรบ น่าแปลกที่สีหน้าของภีมดูไม่ดีเลย แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ

"ภีมไม่รู้จะบอกพี่ยังไง" ภีมหันมาเผชิญหน้ากับผม

"ก็บอกความจริงพี่มาสิภีม สามปีกว่าที่ผ่านมา พี่คิดถึงแม่มาก แต่พี่ไม่เคยรู้เลยว่าแม่คิดถึงพี่หรือเปล่า แม่ไม่เคยมาหาทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าพี่อยู่ไหน ไม่เคยโทรหา ไม่เคยติดต่ออะไรเลย รู้ไหมว่าพี่น้อยใจ พี่ทำอะไรให้แม่โกรธเหรอ แม่จะโกรธพ่อก็โกรธได้นะภีม พี่เข้าใจ แต่พี่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแม่ถึงไม่สนใจใยดีพี่ พี่ทำอะไรผิดหรือเปล่า"

อารมณ์ของผมเริ่มพลุ่งพล่าน ถ้าใครเป็นผมก็คงคิดและรู้สึกไม่ต่างกันหรอก เห็นเขาว่ากันว่าไม่มีแม่ที่ไหนไม่รักลูกของตัวเอง แล้วแม่ผมล่ะ แม่ยังรักผมหรือเปล่า ทำไมไม่เคยคิดจะมาหาหรือติดต่อผมบ้างเลย

"ภีม...มีเรื่องอยากจะบอกพี่ ถ้าพี่อยากฟัง ภีมก็จะเล่าให้ฟัง ไหนๆ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แล้ว ภีมไม่อยากปิดบังพี่อีกต่อไป พี่อยากฟังหรือเปล่า แต่พี่ต้องทำใจนะ เพราะพี่อาจจะรับไม่ได้ก็ได้"

มาถึงขนาดนี้แล้ว คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปมากกว่านี้ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไร ผมก็อยากจะฟังให้หายคาใจซะที

"ภีมเล่ามาเลย พี่รอฟังมาหลายปีแล้ว" ผมบอกน้องสาวด้วยเสียงหนักแน่น

ภีมยังคงมองหน้าผมคล้ายกำลังชั่งใจอย่างหนัก ก่อนจะเล่าเธอก็ถอนหายใจเบาๆ

"แม่บอกภีมว่าจริงๆ แล้ว...แม่ไม่ใช่แม่ของพี่ แม่ที่แท้จริงของพี่หนีไปกับชู้ตั้งแต่พี่ยังอายุไม่ถึงขวบ ส่วนแม่ของภีมก็เป็นหม้าย เพราะพ่อของภีมติดคุกตลอดชีวิตโทษฐานค้ายาเสพติด พอแม่ของพี่หนีไปได้ไม่ถึงเดือน พ่อของพี่ก็มาเจอกับแม่ของภีม หลังจากนั้น...เขาก็ตัดสินใจอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นแม่ท้องภีมได้สามสี่เดือนแล้ว"

"หมายความว่าไง" ผมพยายามตีความ ที่จริงก็ไม่ยากนักที่จะเข้าใจ แต่ที่มันยากเพราะผมไม่อยากจะเชื่อต่างหาก

"เราสองคน...ไม่ได้เป็นพี่น้องกัน" ภีมเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น พูดจบแล้วน้ำตาของเธอก็ไหลพรากและสะอื้นหนักขึ้น

ผมเห็นคล้อยตามที่ภีมบอกไม่ยากนัก เพราะตอนเด็กๆ ผมก็เคยสงสัยว่าทำไมผมหน้าตาไม่เหมือนแม่ ไม่เหมือนภีม ตอนเด็กๆ ผมได้ไปหาแค่ปู่กับย่าและญาติๆ ของพ่อที่ต่างจังหวัด แต่ผมกลับไม่เคยได้ไปหาญาติฝ่ายแม่เลย เพราะแม่บอกว่าถูกญาติๆ ตัดขาดไปแล้ว

เพราะอย่างนี้นี่เอง!

หากแม่เป็นแม่ผมจริง ถึงจะโกรธกับพ่อ แต่อย่างน้อยก็น่าจะนึกถึงผมที่เป็นลูกบ้าง แต่แม่กลับหายไปเลย วันนี้ผมได้คำตอบแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากรู้ หัวใจผมเริ่มชาจนแทบจะไม่รู้สึกอะไรแล้ว ทว่าหยดน้ำตาก็เริ่มรินไหลอย่างไม่อาจห้ามได้

"เพราะอย่างงี้ใช่ไหม...แม่ถึงทิ้งพี่ไป ไม่มาหาพี่เลย เพราะพี่ไม่ใช่ลูกของเขาใช่ไหม" ผมพูดพลางสะอื้น ขณะเดียวกันก็นึกสงสัยพ่อไปด้วย ทำไมพ่อไม่เคยบอกความจริงเรื่องนี้กับผมเลย กลับปล่อยให้ผมเป็นทุกข์กับความรู้สึกแบบนี้มาตั้งสามสี่ปีที่แม่ทิ้งไป

"พี่...ภีมขอโทษ"

ภีมดึงผมไปกอด เราสองคนพี่น้องกอดกันร้องไห้อีกครั้ง ไม่ใช่สิ ตอนนี้เราสองคนไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว สิบกว่าปีที่ผ่านมาเราเข้าใจผิดกันมาตลอดว่าเราเป็นพี่น้องกัน

"ภีมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่"

"ตั้งแต่เกิดเรื่องตอนนั้น แม่บอกภีมว่าพ่อไม่ใช่พ่อของภีม"

ผมหลับตาแน่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น มันช่างเป็นความจริงที่ยากเกินจะรับได้ แต่วันนี้ผมกำลังเผชิญกับมันอยู่อย่างโหดร้าย

พักหนึ่งผมก็ผละตัวออกจากน้องสาว ก่อนตัดสินใจถามสิ่งที่ผมไม่กล้าที่จะถามภีมตอนนั้น

"แล้วมันจริงเหรอที่พ่อเขา...เขาทำแบบนั้นกับภีม"

สีหน้าของภีมดูเครียดมากขึ้น เธอเสมองไปข้างๆ แสดงว่าสิ่งที่ผมถามน่าจะเป็นคำถามที่น่าหนักใจ ภีมกลืนก้อนที่จุกที่คอหอย ครู่เดียวก็หันมาตอบ

"ถ้าภีมบอกพี่ว่า...ภีมรู้สึกว่าพ่อทำแบบนั้นกับภีม พี่จะหาว่าภีมโกหกหรือเปล่า"

"อะไรนะภีม" ผมส่ายหน้าไปมา นึกอยากตะโกนออกมาให้สุดเสียง ให้สมกับความอัดอั้นตันใจทั้งหมดในตอนนี้

พ่อผมทำอย่างนี้กับภีมได้ยังไง ถึงจะเป็นแค่ลูกเลี้ยง แต่พ่อก็ไม่ควรทำแบบนี้เลย พ่อยังมีความเป็นคนเหลืออยู่หรือเปล่า!

แต่ครั้นจะให้ผมกลับไปต่อว่าพ่อตอนนี้ ผมก็นึกไม่ออกว่าจะมีประโยชน์อะไร เพราะที่ผ่านมาพ่อก็เสียใจไปแล้ว ชีวิตล้มเหลวไม่เป็นผู้เป็นคน ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปสะกิดแผลเก่าขึ้นมาอีก พ่อก็อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ได้

แล้วผมจะนับถือพ่อต่อไปได้ไหม?

แล้วผมจะรู้สึกดีกับพ่อได้ยังไงที่พ่อทำแบบนี้กับภีม!

ผมเคยคิดว่าวันหนึ่งถ้าเจอภีม ผมจะพาน้องไปหาพ่อ แต่ตอนนี้ผมไม่อยากพาไปแล้ว ให้มันจบไปเลยดีกว่า ไม่ต้องรื้อฟื้นขึ้นมาอีกให้เจ็บปวดกันทุกฝ่าย

พ่อนะพ่อ ทำไมทำอย่างนี้ไปได้!

"โว้ย! "

ผมตะโกนสุดเสียงไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนนี้ร้านรวงปิดหมดแล้ว คงไม่มีใครสนใจผมหรอก แต่อีกสี่คนที่รออยู่ไม่ไกลคงอยากรู้เต็มทีแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมหันไปมองกัปตันซึ่งอยู่กับพี่โดมและเพื่อนๆ เขามองมาที่ผมตลอดเวลาเลย ทุกครั้งที่หันไปหาผมก็จะเห็นเขาคอยมองด้วยสายตาเป็นห่วง

ผ่านไปนานทีเดียวกว่าผมจะสงบสติอารมณ์ได้ ดูเวลาอีกทีก็ดึกมากแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องแยกย้าย

"ภีมจะกลับยังไง"

"กลับกับแฟน เขาเอามอไซค์มา"

ผมหันไปมองเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมซึ่งยืนรออยู่ไม่ไกลออกไป เห็นภีมมีแฟนแบบนี้แล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีที่ผมจะไปก้าวก่าย

ก่อนจะร่ำลาจากกัน ผมหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ก่อนส่งเงินสามพันให้น้องสาวในลักษณะจับใส่มือ เหลือไว้ใช้ส่วนตัวแค่ไม่กี่ร้อย

"ภีมเอาไว้ใช้นะ ต่อไปถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกพี่ ถึงเราจะไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว แต่ภีมก็เป็นน้องสาวของพี่ ภีมเป็นน้องสาวของพี่เสมอนะ อย่าลืมพี่คนนี้ล่ะ"

ภีมโผเข้ากอดผมพร้อมกับร้องไห้เบาๆ อย่างอดสูใจ ไม่รู้กอดนี้จะเป็นกอดสุดท้ายหรือเปล่า แต่ผมก็หวังว่าการจากกันครั้งนี้จะไม่ใช่จากกันตลอดไป อย่างน้อยเราก็มีเบอร์โทรศัพท์ของกันและกันแล้ว ต่อไปคงจะได้ติดต่อพูดคุยกันมากขึ้น

ผมว่าจะไปหาแม่ของภีมอีกไม่นานนี้ เพราะถึงไม่ใช่แม่จริงๆ ของผม แต่เธอก็เลี้ยงดูผมมาจนโต ยังไงผมก็คงต้องตอบแทนเธอบ้าง ส่วนแม่ที่แท้จริงของผมนั้น ถ้าเรามีโชคชะตาร่วมกันก็คงจะได้เจอกันสักวันหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเราก็คงจะตายจากกันไปในชาตินี้

แฟนของภีมเดินมารับภีมแล้ว เมื่อถึงเวลาภีมก็เดินจากผมไปกับชายหนุ่มแปลกหน้าที่ผมไม่เคยรู้จักเลยว่าเป็นใคร เธอหันกลับมามองผมเป็นระยะๆ เรายิ้มให้กัน จนกระทั่งความมืดมิดพาน้องสาวของผมหายไปอย่างช้าๆ

ผมถอนหายใจเบาๆ แม้จะรู้สึกเศร้า แต่ก็คิดว่าดีแล้วที่ได้รู้ความจริงซะที เมื่อหันไปอีกด้านก็ยังเห็นสี่คนนั้นยืนรอผมอยู่ ผมรีบเดินแกมวิ่งเข้าไปหา

มีเพียงหนึ่งในนั้นที่ผมต้องการกำลังใจจากเขามากที่สุด ความรู้สึกตอนนี้เหมือนตอนที่ผมเจอเขาใหม่ๆ เลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ผมไปหาเขาทุกวันที่คอนโดเพราะอยากได้กำลังใจจากเขานี่แหละ

เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้ารถวีลแชร์ ผมก็ย่อตัวลงและใช้สองมือยกใต้รักแร้ของเขายืนขึ้น เราสองคนกอดกันในทันที ชีวิตของผมตอนนี้เหมือนไม่เหลือใครแล้ว พ่อก็แทบจะพึ่งพาไม่ได้ แม่ที่แท้จริงก็ไม่รู้อยู่ไหน

แต่ชีวิตผมจะยังไปต่อได้เพราะคนคนนี้

:::CAPTAIN:::

อะตอมไม่สบายซะแล้ว ผมรู้ตอนที่เข็นรถมาปลุกให้มันตื่นไปอาบน้ำ แต่อะตอมลุกไม่ขึ้น ท่าทางดูอ่อนระโหยโรยแรง

"กูไม่สบายว่ะ มึงไปก่อนเหอะ ฝากบอกอาจารย์ให้ด้วยนะเว้ย"

เสียงแหบแห้งขนาดนี้น่าจะไม่สบายหนักเลย ผมจึงเข็นรถเข้าไปใกล้ เอามือแตะหน้าผาก ปรากฏว่าอะตอมตัวร้อนจี๋เลย

"ตัวร้อนมากเลย ไปหาหมอไหม"

"ไม่ไป เป็นไข้หวัดเฉยๆ กินยาก็หายแล้ว" อะตอมหยีตา คงเป็นเพราะแสงอาทิตย์จากผ้าม่านที่ส่องเข้ามา

ผมเข็นรถไปรูดม่านปิดวิวเมืองจากชั้นยี่สิบกว่าเอาไว้ตามเดิม จากนั้นก็เข็นกลับมาหาอะตอม

"เดี๋ยวกูทำข้าวต้มให้มึงกินนะ จะได้กินยา เสร็จแล้วกูจะเช็ดตัวให้ จะได้นอนสบายๆ "

อะตอมไม่ตอบว่าอะไร ป่วยขนาดนี้มันคงไม่มีแรงลุกมาทำอะไรเองหรอก ก็เลยปล่อยให้ผมทำให้ แม้ว่าจะเกรงใจก็ตาม แต่ผมก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะผมอยากดูแลมันบ้าง เพราะผมมีเวลาเหลืออยู่ใกล้ๆ กับมันอีกไม่นานแล้ว

ผมเข็นมาส่วนที่เป็นครัว เปิดดูในตู้เก็บของก็มีโจ๊กสำเร็จรูปเก็บไว้อยู่จำนวนหนึ่ง ในตู้เย็นมีกุ้งแช่แข็งแกะเปลือกไว้แล้วหนึ่งถุง มีผักชีหัวหอมเหลืออยู่บ้าง อะตอมซื้อมาไว้ทำกับข้าวกิน จึงพอมีวัตถุดิบให้พอทำข้าวต้มได้อยู่ สิ่งที่ผมต้องทำก็คือต้มโจ๊กในหม้อ ใส่กุ้ง จากนั้นก็หั่นผักชีกับต้นหอมใส่ ปรุงรสอีกนิดหน่อยก็น่าจะกินได้แล้ว

ไม่นานผมก็ได้โจ๊กหอมฉุยน่ากินพร้อมสำหรับเสิร์ฟ ผมวางชามโจ๊กบนถาดรอง จากนั้นจึงเอามาวางบนตัก ก่อนเข็นเอาไปให้อะตอมถึงห้องนอน มาถึงก็วางไว้บนโต๊ะหัวเตียง อะตอมพยายามลืมตาขึ้นมามอง พอได้กลิ่นอาหารก็เลยพยายามลุกขึ้นนั่ง

"ให้กูป้อนไหม" ผมอาสา

"แล้วมึงไม่ไปเรียนเหรอ วันนี้มีเรียนเช้านะเว้ย ใกล้เวลาเรียนแล้ว มึงไปเหอะ เดี๋ยวกูจัดการเอง"

"มึงไม่สบายแบบนี้ จะให้กูไปเรียนได้ไงวะ เดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อนมึง" ผมยิ้มบางๆ ให้

"เอางั้นเหรอ"

"เออ"

ผมถ่ายตัวขึ้นไปนั่งบนเตียง อะตอมเขยิบที่ให้เล็กน้อย จากนั้นผมก็ใช้ช้อนตักโจ๊กร้อนๆ ขึ้นมาเป่า หายร้อนก็ส่งเข้าปากอะตอมไป ถึงจะเป็นโจ๊กสำเร็จรูป แต่พอเพิ่มผักสดและกุ้งเข้าไปมันก็อร่อยพอกินได้ อะตอมเคี้ยวกินตุ้ยๆ ไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่า แต่ก็ไม่เห็นมันว่าอะไร

"ทำงานหนักขนาดนี้ก็ป่วยสิวะมึง" ผมพูดด้วยเสียงเรียบๆ เจตนาเพียงแค่ชวนคุยพอไม่ให้เงียบเท่านั้น อะตอมทำหน้ายิ้มๆ ผมก็เลยพูดต่อ "สองสามวันนี้มึงพักให้เต็มที่ละกันนะ งานชมรมของมึง เดี๋ยวกูประสานงานให้เอง อ้อ ช่วงนี้ก็งดขับอูเบอร์ชั่วคราวด้วยนะ"

จะไม่ให้ป่วยได้ยังไง กลางวันก็เรียน ช่วงพักก็ประสานงานชมรม ตกเย็นก็ออกไปขับอูเบอร์ แต่ถ้ามีงานก็จะไปทำงาน บางทีเลิกงานแล้วก็ขับอูเบอร์ต่อ กว่าจะกลับถึงบ้านก็หลังเที่ยงคืนไปแล้ว เงินที่ได้มาจากการขับอูเบอร์กับถ่ายแบบ อะตอมจะแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์เข้าโครงการ ดูมันทุ่มเทและตั้งใจมากทีเดียว

"ครับผม" อะตอมยิ้มให้ แต่ก็ยังพอเห็นร่องรอยความเศร้าในแววตาอยู่บ้าง คงจะเป็นเพราะเรื่องน้องสาวของมันเมื่อคืนที่ผ่านมานั่นเอง

อะตอมหนออะตอม ทำไมชีวิตถึงได้เจอเรื่องราวแย่ๆ เยอะเหลือเกิน

"อร่อยไหมเนี่ย ไม่เห็นพูดอะไรเลย" ผมเปลี่ยนเรื่อง

"ก็พอกินได้ แค่มึงทำให้กูก็ดีใจแย่แล้ว แล้วมึงกินหรือยัง"

"กินแล้ว โปรตีนกับบอดี้คีย์นั่นแหละ"

ตอนเช้าๆ ผมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอาหารการกินหรอก เพราะแม่ผมจัดการซื้อโปรตีนและอาหารเสริมสำหรับทดแทนมื้ออาหารมาไว้ให้ไม่เคยขาด ผมกินมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยกินแบบนี้มาตลอด ผิวพรรณผมถึงดี

"เดือนนี้กูว่ามึงใช้เงินเยอะเหมือนกันนะเว้ย ค่าห้องเดือนนี้ ถ้ามึงยังไม่สะดวกก็เอาไว้ก่อนก็ได้" ผมเสนอ

อะตอมส่ายหน้าทันที "ไม่ได้ กูไม่อยากเป็นหนี้"

ดูเหมือนอะตอมจะกลัวการเป็นหนี้มาก เพราะเคยทำงานใช้หนี้ให้พ่อมาก่อน กว่าจะหมดหนี้มันต้องทำงานตั้งหลายเดือน ตั้งแต่นั้นมันก็เลยออกปากบังคับพ่อว่าไม่ให้ไปยืมเงินใครอีก ฟังจากที่อะตอมเล่าแล้ว พ่อของมันดูเหมือนจะสร้างปัญหาให้ลูกไม่น้อยเลย ผมอดคิดไม่ได้ว่าพ่อของมันเป็นคนไม่เอาไหนเลย น่าแปลกที่อะตอมนิสัยไม่เหมือนพ่อแม้แต่นิดเดียว

แล้วมันเหมือนใครล่ะ อาจจะเป็นแม่ของมันก็ได้

"งั้น…ให้กูบริจาคค่าห้องมึงเดือนนี้เข้าชมรมนะ" ผมขออนุญาต แต่อะตอมก็ยังทำสีหน้าลังเล

"โทรศัพท์มึงก็ได้มาหลายหมื่นแล้ว กูเกรงใจ"

"แต่ว่ากูอยากช่วยอีกน่ะ คอปเตอร์กับอินก็เล่นดนตรีเป็น น้ำหวานกับแบงค์ก็ช่วยทำเว็บให้ กวินก็ช่วยออกแบบ ปาร์ตี้ก็ช่วยซ้อมเต้น ของกูยังไม่มีอะไรเลย ให้กูช่วยนะ" ผมอ้อนวอนและทำตาปริบๆ ไม่นานอะตอมก็ตกลง

"เออ ตามใจเว้ย"

ผมยิ้มดีใจ จากนั้นก็ป้อนข้าวอะตอมต่ออีกพักใหญ่ ก่อนข้าวจะหมดผมก็เล่าให้มันฟังว่าวันนี้ผมจะทำอะไรบ้าง

"เดี๋ยววันนี้กูตามงานชมรมให้มึงเอง กูอยู่ในไลน์กลุ่มแล้ว เดี๋ยวกูจะตามงานกราฟิตตี้วอลล์กับรุ่นพี่ให้ ตามเรื่องขอใช้สถานที่ ตามเรื่องขอสนับสนุนทุนจากบริษัท อะไรอีกนะ อ้อ ตามงานของปาร์ตี้ ตามงานของกวิน ตามงานของน้ำหวานกับแบงค์ แล้วก็…ปรึกษากับอาจารย์วิวเรื่องเนื้อหาการจัดงาน ตามเรื่องรายได้ล่าสุด กูว่าตอนนี้น่าจะได้สักสามแสนแล้วนะ แล้วก็ตามเรื่องเชิญเซเลบมาถ่ายรูปกับกราฟิตตี้วอลล์ จะให้กูตามอะไรให้อีกบอกมาเลยนะเว้ย อ้อ ตามพี่โป้งมาช่วยทำคลิปนำเสนอโครงการด้วย เกือบลืม" ผมหัวเราะแหะๆ ช่วงท้าย

ที่จริงยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะทำด้วยแต่ไม่บอกอะตอม ผมจะโทรไปเล่าเรื่องอะตอมให้ป๊ากับแม่ฟัง ถึงยังไม่ได้คะแนนความมั่นใจ แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้คะแนนความสงสารไว้ก่อน เผลอๆ เย็นนี้ป๊ากับแม่อาจมาเยี่ยมอะตอมก็ได้

"จะทำไหวไหมเนี่ย" อะตอมทำหน้าทึ่งๆ

"ไหวดิ มึงยังทำไหวเลย"

"อย่าหักโหมละกัน เดี๋ยวจะป่วยอีกคน" อะตอมเตือน

"เออ ไม่หักโหมหรอกน่า กูแข็งแรงนะเว้ยจะบอกให้" ผมโว ก่อนหัวเราะเบาๆ

เสร็จจากป้อนข้าว ผมก็หายามาให้อะตอมกิน ก่อนปิดท้ายด้วยการเช็ดตัวให้ อะตอมนอนนิ่งๆ ให้ผมเช็ดตัวให้อย่างว่าง่าย ช่วงที่ผมกำลังเช็ดขาให้ อะตอมก็เรียก

"กัปตัน"

"หืม" ผมหยุดและหันไปมอง

อะตอมยังไม่พูดทันที ทำท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง จนกระทั่งคิดจนพอใจถึงได้พูด

"กูอยากมีเงินสักสิบล้านว่ะ"

ผมย่นคิ้วเข้าหากันทันที "ทำไม จะเอาเงินไปทำอะไรตั้งเยอะแยะ"

"กูอยากไปเรียนเมืองนอกกับมึงไง"

พออะตอมเฉลย ผมก็รู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย พูดอะไรไม่ออกเลย จุกในคอหอยไปหมด ผมจึงได้แต่เงียบและก้มหน้าก้มตาเช็ดตัวต่อ จนกระทั่งถึงตอนเช็ดหลัง ผมให้อะตอมลุกขึ้นนั่ง เพื่อให้เช็ดได้สะดวก แต่ขณะที่ผมกำลังเช็ดอยู่ อะตอมก็กอดผม ผมก็เลยต้องหยุดเช็ดโดยปริยาย

"กูไม่มีใครแล้ว กูเหลือแต่มึง มึงไม่ไปได้หรือเปล่าวะกัปตัน กูไม่รู้จะหาเงินเยอะขนาดนั้นมาจากไหน กูคงตามมึงไปไม่ได้ แต่กูก็ไม่อยากกลับไปมีชีวิตเหมือนเดิมเลย กูอยากมีมึงอยู่ใกล้ๆ กูแบบนี้ ไม่มีใครทำให้กูรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนเวลาที่กูอยู่กับมึงเลยนะเว้ย"

ฟังจบแล้วผมก็แทบจะน้ำตาร่วง เท่าที่ผมรู้จักอะตอมมา เขาไม่เคยขอร้องอ้อนวอนใครแบบนี้เลย แต่ผมก็จนใจที่จะช่วย ยังไงผมก็ต้องไป จะให้ผมพูดกลับไปกลับมากับแม่คงไม่ได้ เพราะตอนนี้ติดต่อและทำเรื่องกับมหาลัยที่จะไปเรียนไว้แล้ว

"ถ้ากูเลือกได้ กูก็ไม่อยากไปหรอก มึงก็รู้ กูตกลงกับแม่ไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะเว้ย อยู่ไกลแค่ไหนเราก็คุยกันได้ วิดีโอคอลล์ก็ได้ คุยกันทุกวันก็ยังได้เลย กูไม่ปล่อยให้มึงเหงาหรอก" ผมพยายามปลอบใจ แต่ก็รู้แก่ใจว่ามันไม่เหมือนกัน

"พี่กัปตันอย่าทิ้งผมนะ ผมไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว โดยเฉพาะ…พี่กัปตันของผม"

เจอคำพูดแบบนี้เข้าไป ผมก็ร้องไห้จนได้ ปกติอะตอมจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย แต่ตอนนี้เขากลับอ้อนวอนผมเหมือนเด็กๆ เล่นเอาผมปรับอารมณ์ไม่ถูก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกสะท้อนใจและสงสารใครเท่านี้มาก่อนเลย

"พี่ไม่ทิ้งอะตอมหรอก พี่รักอะตอมนะ รักหมดหัวใจของพี่แล้ว" ผมกอดอะตอมแน่นขึ้น พลางก็ลูบหลังปลอบใจไปด้วย ตัวมันร้อนพอสมควรแม้จะเช็ดตัวไปแล้วก็ตาม

ไม่นานอะตอมก็เริ่มสงบ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างช้าๆ ผมจึงลงจากเตียง เตรียมเอาชามใส่น้ำและข้าวของไปเก็บให้เรียบร้อย ผมเอาของวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อน จากนั้นก็ช่วยห่มผ้าให้อะตอม ลูบหน้าผากให้มันเบาๆ

"พักผ่อนเยอะๆ นะ เดี๋ยวกูจะทำงานให้"

อะตอมพยักหน้าเบาๆ

"ตอนเย็นป๊ากับแม่กูจะมาเยี่ยมนะ" ผมบอกทั้งที่ยังไม่ได้โทรบอกทั้งสองคน แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าป๊ากับแม่จะมาแน่นอน

อะตอมพยักหน้าอีกครั้ง แต่แววตาของมันยังดูเศร้าเหลือเกิน เห็นแล้วก็อดสงสารแทบไม่ไหว แต่ผมจะช่วยอะตอมยังไงดี ผมไม่อยากทิ้งมันไปเลย ยิ่งเห็นมันเจอเรื่องราวแย่ๆ แบบนี้ด้วยแล้ว ผมก็ยิ่งทำใจลำบาก ถ้าจะไม่ไปจริงๆ ผมก็เชื่อว่าพอมีทางทำได้ แต่มันหมายถึงผมต้องยอมเสียคำพูดกับแม่

แล้วมันจะมีวิธีที่ดีกว่านี้หรือเปล่า?

:::INN:::

เมื่ออีกฝ่ายส่งข้อความว่ามาถึงแล้ว ผมก็พาร่างโงนเงนและสะลึมสะลือของตัวเองลงจากเตียง หวีผมเผ้าให้พอดูได้ เปลี่ยนกางเกงและเสื้อที่มักใส่เป็นประจำเวลาไม่ได้ไปไหน เหลือบดูนาฬิกาที่ผนังห้องก็เห็นว่าบ่ายโมงกว่าแล้ว ผมนอนหลับเป็นตายเลย เพิ่งจะมาตื่นเมื่อใครบางคนโทรหาตอนเที่ยงๆ นี่แหละ ที่จริงมีคนโทรและส่งข้อความผ่านช่องทางต่างๆ มาหาเยอะกว่านั้น แต่ผมเพิ่งจะตื่นมาได้ยินเสียงเมื่อไม่นานนี้ ก็เลยตื่นไปล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะกลับมานอนต่อระหว่างรอ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผมก็หยิบคีย์การ์ดและออกไปจากห้อง ใช้เวลาไม่นานก็ลงลิฟต์มาถึงชั้นล่าง ใครบางคนนั่งรออยู่แล้ว พอเห็นผมเขาก็เดินมาหา ผมรีบขอโทษขอโพยเป็นอันดับแรก

“โทษทีพี่ รอนานหรือเปล่าครับ”

“ไม่นาน” ร่างสูงตอบ หน้าเข้มๆ มองเหมือนจะหาสิ่งจับผิด

“พี่กินข้าวมาหรือยัง”

“กินแล้ว แล้วอินล่ะ”

“ยังไม่ได้กินไรเลย” ผมยิ้มแหยๆ

ร่างสูงส่ายหน้า พลันก็ส่งของในมือให้ “ซื้อมาฝาก”

ของที่ส่งมาให้น่าจะเป็นของกินได้ ผมรับแล้วกล่าวขอบคุณ “ขอบคุณครับพี่ พี่โดมจะขึ้นไปบนห้องผมเลยไหมครับ”

พี่โดมพยักหน้า ผมจึงเดินนำชายหนุ่มในชุดนักศึกษาเข้าไปยังพื้นที่ด้านในซึ่งคนนอกเข้าไม่ได้ ใช้เวลาไม่นานเราก็มาถึงห้อง พี่โดมเคยมาห้องผมแล้ว จึงพอคุ้นเคยอยู่บ้าง ผมบอกให้พี่โดมนั่งที่โซฟา ส่วนผมเอาอาหารไปจัดการ มันเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อนั่นเอง นอกจากน้ำพริกแล้ว อีกอย่างที่ผมชอบกินก็ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนี่แหละ ผมแกะใส่ชามแล้วก็ยกมานั่งกินที่โต๊ะกินข้าวเล็กๆ ขนาดสองที่นั่ง

“กินข้าวเสร็จแล้ว พี่มีอะไรจะคุยด้วยนะ” พี่โดมหันมาบอก พลางก็หันกลับไปเล่นมือถือต่อ

“ครับพี่” ผมหันไปตอบ

ผมใช้เวลาไม่นานก็จัดการความหิวของตัวเองให้สิ้นฤทธิ์ ก่อนจะรีบเดินมาหาพี่โดมและนั่งลงบนโซฟาข้างๆ พี่โดมหยุดเล่นมือถือ เหยียดหลังตรง มองผมด้วยสายตาเหมือนตอนที่เจอกันตรงล็อบบี้เมื่อกี้

“ทำไมเมื่อเช้าไม่ไปเรียน”

นั่นไง ถามจนได้ แต่ครั้นจะตอบตรงๆ ผมก็ไม่กล้าตอบ

“เมื่อคืนไปทำอะไรมา พี่หมายถึง…หลังกลับจากเล่นดนตรีแล้ว” พี่โดมถามต่อ

“เอ่อ…” ผมอ้ำอึ้ง

“มีปัญหาอะไรอีกล่ะ” เสียงพี่โดมเริ่มดุ ทำเอาผมกลัวขึ้นมาหน่อยๆ

“ผม…แค่อยากสังสรรค์นิดหน่อยน่ะพี่ พอดีรู้สึกเครียดๆ” ในที่สุดผมก็หาคำตอบที่พอฟังได้จนได้

“เครียดเหรอ เครียดเรื่องอะไร”

“เรื่อง…”

“เรื่องพี่เหรอ”

เมื่อพี่โดมบอกซะเอง ผมก็ไม่คิดจะปฏิเสธ จึงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงยอมรับ เชื่อได้เลยว่าพี่โดมต้องตำหนิผมแน่ๆ เพราะเมื่อคืนผมไปเที่ยวผับอีกแล้ว หลังจากที่หยุดเที่ยวมาได้เป็นเดือน

“เรื่องพี่เอาไว้ก่อนละกัน แต่ที่พี่จะบอกอินก็คือ พี่รู้สึกผิดหวังนะ ตกลงอินตั้งใจจะกลับเนื้อกลับตัวจริงหรือเปล่า น้าพงศ์บอกไว้ว่าไง จำได้ไหม เป็นคนรับปากเองไม่ใช่เหรอว่าจะทำให้ได้ ยังไม่ถึงเดือนเลย ตบะแตกซะแล้ว แล้วทีนี้ใครเขาจะเชื่อถือล่ะ อย่าลืมสิว่าตัวเองยังมีคดีอะไรอยู่”

เมื่อถูกต่อว่าแบบนี้ ผมก็ชักจะเคืองเหมือนกัน ถึงจะรู้ว่าตัวเองทำผิดก็เถอะ ผมก็เลยเถียง

“แค่ครั้งเดียวเอง”

“ครั้งเดียวเองเหรอ” พี่โดมย้อนถาม ก่อนแค่นหัวเราะ “อะไรที่จะทำให้คนอื่นไม่เชื่อใจน่ะ ต่อให้ทำแค่ครั้งเดียว แต่มันก็ทำให้ทุกอย่างที่อินทำมาหมดความน่าเชื่อถือแล้ว จะทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ ก่อนนะอิน”

“แล้วพี่โดมมาบอกผมทำไม ผมกับพี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย!” ผมชักโมโห ถึงจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง แต่เมื่อทำไม่มากพอ นิสัยเดิมๆ ก็ยังแผลงฤทธิ์ได้

พี่โดมชะงัก มองผมนิ่ง จากที่ผิดหวังในตัวผมอยู่แล้วก็ยิ่งผิดหวังมากขึ้นไปอีก ผมเห็นสายตาแบบนั้นแล้วก็ใจหาย ที่พูดไปเมื่อกี้คงกระทบใจอีกฝ่ายไม่น้อย ไม่นานก็แค่นหัวเราะอีก

“โอเค กูเสือกเรื่องของมึงเอง ถ้างั้น…กูก็ไม่มีอะไรจะคุยกับมึงละ”

พูดจบพี่โดมก็ลุกขึ้น พลันก็เดินตรงไปยังประตู ผมใจหายวาบ รีบวิ่งไปขวางประตูไว้ทันที

“พี่โดมเดี๋ยวก่อน เมื่อกี้ผมขอโทษ” ผมยกมือไหว้ เอาหลังพิงประตูไว้ เมื่อคิดได้แล้วก็รู้สึกผิด

“จะออกหรือไม่ออก” พี่โดมขู่เสียงดุ หน้าก็ดุมากด้วย

“ไม่ออก พี่โดมฟังผมก่อนดิ”

“กูไม่อยากเสือกเรื่องของมึงแล้ว เก่งนักมึงก็แก้ปัญหาของมึงเอาเองละกัน ออก!” พี่โดมเสียงดังตอนท้าย เล่นเอาผมสะดุ้งตกใจ

“ผมไม่ได้อยากเหลวไหลนะพี่ ผมแค่น้อยใจพี่โดมเฉยๆ ทำไมล่ะพี่ พี่รู้สึกดีกับผมไม่ใช่เหรอ พี่เป็นคนบอกผมเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าผมไม่มีความหมายกับพี่โดม พี่โดมก็ไม่มาหาคนอย่างผมหรอก แล้วทำไมอยู่ดีๆ พี่โดมก็มาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับผมล่ะ พี่โดมไม่คิดบ้างเหรอว่าผมจะรู้สึกยังไง”

ในที่สุดผมก็พูดออกมาจนได้ เพราะถ้าไม่พูดพี่โดมอาจจะไปจากผมและไม่กลับมาอีกเลย พี่โดมนิ่งอึ้ง ถือว่าเป็นจังหวะดีที่ผมจะรุกต่อ

“ถ้าพี่โดมไม่รู้สึกอะไรกับผม พี่จะมาให้ความหวังผมทำไม ทำไมไม่บอกผมตั้งแต่ทีแรก ไม่ใช่มาให้ความหวังผมแบบนี้ แต่สุดท้ายก็มาบอกว่าไม่ได้คิดอะไร ผมเสียใจนะพี่ คนนิสัยไม่ดีอย่างผมก็เจ็บเป็นนะเว้ย” ผมตัดพ้อ ความรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ค่อยๆ แรงกล้าขึ้น

“พี่เงียบทำไมล่ะ บอกผมมาสิว่าพี่จะเอายังไง!” ผมคาดคั้นต่อ ยิ่งพี่โดมเงียบผมก็ยิ่งกดดันตัวเอง เมื่อพี่โดมยังไม่ตอบ ผมจึงถามด้วยน้ำเสียงที่กร้าวขึ้น

“ผมยังมีความหมายกับพี่อยู่หรือเปล่า!”

ยังไม่ตอบใช่ไหม งั้นผมจูบเลยละกัน!

ผมใช้สองมือดึงศีรษะพี่โดมเข้ามาหา จากนั้นก็บดขยี้จูบลงไปอย่างหนักหน่วง แต่ไม่นานผมก็โดนผลักออกเต็มแรง ร่างผมกระแทกประตูดังโครม เล่นเอาผมจุกเลยทีเดียว

“ไอ้เด็กเวร! มึงอย่ามาทำอย่างนี้กับกูนะเว้ย!” พี่โดมลั่นเสียงสั่น ก่อนใช้หลังมือเช็ดถูปากของตัวเองสองสามครั้ง ดูท่าจะโมโหผมมากทีเดียว

นี่ผมทำผิดอีกแล้วเหรอ!

สรุปว่าคนอย่างผมจะทำอะไรดีๆ กับเขาไม่ได้เลยใช่ไหม!

“ได้ครับพี่โดม ต่อไปผมจะไม่ทำอย่างนี้กับพี่อีก เพราะผมไม่ได้เป็นอะไรกับพี่แล้ว เอาเป็นว่า…ผมผิด คนอย่างผม…ไม่มีทางเป็นคนดีได้หรอก ผมทำได้แค่นี้แหละพี่ ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะครับ ต่อไป…พี่ไม่ต้องหวังอะไรกับผมแล้ว!”

พูดจบผมก็ร้องไห้จนได้ เพราะน้ำตามาจ่อไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ผมทรุดตัวลงนั่งชันเข่ากับพื้นประตูเหมือนคนสิ้นหวัง เงยหน้ามองพี่โดมซึ่งยังมีท่าทางไม่พอใจ สายตาแบบนั้นทำให้ผมเจ็บมากเหลือเกิน

เจ็บที่เข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายมีใจให้

เจ็บที่คนอย่างผมไม่มีทางเป็นคนดีกับเขาได้

ผมก้มหน้าลงซบหัวเข่า จากนั้นก็ร้องไห้โฮอย่างหนัก ไม่ได้สนใจแล้วว่าพี่โดมจะอยู่หรือไป เพราะสิ่งที่อยากทำมากที่สุดตอนนี้คือปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเอง ผมผิดหรือที่ผมน้อยใจ ผมเสียใจไม่ได้หรือที่รู้ว่าคนที่ผมชอบไม่ได้คิดอะไรกับผม มันก็มีแค่นี้เอง ทำไมต้องโกรธและต่อว่าผมขนาดนี้ด้วย

พี่โดมคงไม่สนใจผมแล้ว เสียใจขนาดนี้ยังไม่คิดจะปลอบใจผมบ้างเลย ยิ่งรู้ก็ยิ่งเสียใจ แสดงว่าเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมาไม่มีความหมายใดๆ กับพี่โดยเลย ก็ดีแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนที่คนอย่างผมสมควรได้รับ

ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ก่อนตามด้วยคำพูดที่ไม่รู้ว่าเห็นใจหรือรำคาญกันแน่

“หยุดร้องไห้ได้แล้ว”

ผมเงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็ยังไม่หยุดร้องไห้หรอก

“อย่าคิดว่าเอาน้ำตามาใช้แล้วพี่จะเห็นใจง่ายๆ นะ บอกไว้ก่อนว่าคราวนี้พี่ยอมให้อภัยง่ายๆ หรอก อยากทำอะไรแย่ๆ ต่อก็ทำได้ พี่ไม่ห้าม ทำแล้วมีความสุขก็ทำไป แต่รู้ไว้อย่างนะ มันไม่ใช่เพราะอินทำดีไม่ได้หรอก แต่อินไม่อดทนต่างหาก เจอปัญหาหน่อยก็ท้อง่ายๆ ถ้าอยากพิสูจน์ตัวเอง ถ้าอยากเอาชนะใจคนให้ได้ ทำแค่นี้ไม่พอนะเว้ย หัดมีความอดทนซะบ้าง บ่ายนี้ก็อยู่กับตัวเองแล้วก็คิดให้ดีๆ ละกัน พี่จะไปเยี่ยมอะตอม เขาไม่สบาย”

พูดจบพี่โดมก็เอามือจับลูกบิดประตูและดึงเปิดออก มันหนักเล็กน้อยเพราะผมนั่งพิงอยู่ แต่พี่โดมก็เปิดออกไปจนได้ ทิ้งผมไว้ในห้องคนเดียวเงียบๆ น่าแปลกที่ผมค่อยๆ หยุดร้องไห้ อาจจะเป็นเพราะข้อคิดที่พี่โดมให้ผมไว้เมื่อกี้ก็ได้

เอาเถอะ อย่างน้อยพี่โดมก็กลับมาเรียกแทนตัวเองว่า “พี่” ก่อนจากไป ผมคงไม่หมดหวังซะทีเดียว แต่คงต้องรู้จักอดทนให้มากกว่านี้

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น