เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 28 : ♿ คุณแม่ขอร้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.ค. 63

:::ATOM:::

"ถอดเสื้อออกดิวะ เดี๋ยวจะทาให้"

"ให้กูถอดตรงนี้เนี่ยนะ"

"เออ จะอายทำไมวะ เร็ว เดี๋ยวเขาจะมากันแล้ว"

หนุ่มปากชมพูอิดออด แต่สุดท้ายก็ยอมถอดเสื้อออก ผมจึงเอาเจลทาแก้ปวดกล้ามเนื้อนวดตามแขน อกและหลังให้ สาเหตุที่ปวดกล้ามเนื้อก็ไม่ใช่อะไร ผมพาเขาออกกำลังกายฟิตหุ่นเตรียมถ่ายแบบ แต่เจ้าตัวดันเล่นหนักไปหน่อย ตื่นเช้ามาเลยปวดกล้ามเนื้อ ปวดจนแทบเข็นรถเองไม่ไหว ผมก็เลยต้องช่วยเข็นให้ เมื่อเช้าก็ทาไปสองรอบแล้ว แต่บ่ายก็ปวดอีก

ช่วงหลังๆ พี่แอร์เห็นรูปคู่ผมกับกัปตันในเฟสบุ๊คส่วนตัวของผมบ่อยๆ อยู่ๆ แกก็เกิดสนใจอยากให้ผมกับกัปตันถ่ายแบบด้วยกัน แกบอกจะช่วยหาหนังสือที่สนใจให้ อยากให้ออกแนวคู่จิ้น สดใส อบอุ่นและเซ็กซี่เล็กน้อย สื่อสารความรักความห่วงใยระหว่างคนสองคนที่แตกต่างกัน แกยินดียกรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้โครงการของผมเลย พอผมเอาเรื่องนี้มาคุยกับกัปตัน เจ้าตัวก็สนใจ ก็เลยขอให้ผมช่วยฟิตหุ่นให้ แต่เมื่อเย็นวานมันบ้าพลังไปหน่อย

"กูบอกมึงแล้วว่าอย่าหักโหม ตอนเล่นใหม่ๆ มันต้องเล่นเบาๆ ก่อนเว้ย เป็นไงล่ะ" ผมทาไปว่าไป

"ก็มันสนุกนี่หว่า"

"สนุกได้วันเดียว ง่อยแดกเลยไหมล่ะมึง" ผมหัวเราะตลก

กัปตันเอามือขึ้นจุ๊ปาก แต่ก็ยกได้ไม่สูงนักเพราะยังปวดอยู่ "เฮ้ย อย่าใช้คำว่าง่อยดิ ไม่ดีเว้ย"

นั่นสิ มันเป็นคำพูดที่ไม่ดีเลย สงสัยจะติดมาจากเพื่อนๆ อะไรไม่ดีก็มักจะบอกว่า “ง่อย” กลายเป็นคำด่าติดปากไปแล้ว

"ขอโทษๆ ต่อไปกูจะไม่ใช้คำนี้แล้ว"

"ถ้าพูดอีกกูจะเก็บเงินค่าห้องเพิ่มคำละพันดีไหม" กัปตันพูดหยอก

"ถ้ากูไม่พูดล่ะ มึงลดให้กูวันละพันไหม" ผมย้อนคืนบ้าง จากนั้นก็วกกลับมาเรื่องออกกำลังกายอีก "เดี๋ยวมึงต้องพักสักสองสามวันก่อน หายปวดแล้วค่อยเล่นใหม่ แต่ไม่ต้องเล่นเยอะนะเว้ย เอาแค่ลดพุง แล้วก็พอมีกล้าม อย่าเล่นจนล่ำบึ้กล่ะ"

"ทำไม"

"คนขาวๆ หุ่นล่ำไม่น่าดูหรอก ตัวเล็กๆ น่ารักๆ แบบนี้ดีแล้ว มีกล้ามอีกหน่อยก็แจ๋วเลย" ผมยิ้มกรุ้มกริ่มและทำตาหวานใส่

"กูไม่ได้คิดจะเล่นให้ล่ำซะหน่อย"

"เออ ดีแล้ว ว่าง่ายๆ แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย แฟนใครวะเนี่ย" ผมอดเอ็นดูไม่ได้จนต้องเอามือขยี้ผมกัปตันเบาๆ

"เชี่ย หัวกูเหนียวพอดี" กัปตันโวยวายเพราะมือผมยังมีเจลติดอยู่ ผมรีบเอามือออกแทบไม่ทัน

"ทำอะไรกันน่ะ! "

เสียงกลุ่มคนดังขึ้นตรงประตูห้อง ผมกับกัปตันหันไปมองพร้อมกัน พอเห็นเพื่อนๆ มากัปตันก็หน้าเหวอๆ ตั้งแต่เป็นแฟนกับผม มันก็ถูกเพื่อนๆ แหย่ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ก็แซวสนุกๆ ซะมากกว่า

"ว้าว ขาวโอโม่มาก นมชมพูด้วย"

น้ำหวานแซวเป็นคนแรก มันรีบวิ่งเข้ามาตรงที่ผมกับกัปตันนั่งอยู่ คงอยากเห็นกับตาให้ชัดๆ เพราะไม่เคยเห็นกัปตันถอดเสื้อโชว์ผิวขาวจั๊วะข้างใน ถึงกับก้มลงมาดูนมชมพูใกล้ๆ ทีเดียว

"ขอจับได้ไหมเนี่ย"

"เฮ้ย ไม่เอา" กัปตันรีบผลักหัวเพื่อนออก พลางก็ครางเจ็บไปด้วย

"เขาเอาไว้ให้คนนั่งข้างๆ จับคนเดียวเว้ย ไปจับของแฟนเขา เดี๋ยวมึงก็โดนหรอก เขายิ่งหวงๆ อยู่" กวินพูดแทรกขึ้นมาขณะเดินเข้ามาสมทบ

"เอาเสื้อกูมาเร็ว” กัปตันหันมาบอกผม ผมรีบหยิบเสื้อที่วางบนโต๊ะใกล้มือมาให้

"นั่งเฉยๆ เดี๋ยวกูใส่ให้"

กัปตันทำตามอย่างว่าง่าย เพราะมันปวดกล้ามเนื้อมากจนใช้แขนมากไม่ได้ เวลายกแขนขึ้นจะปวดมาก ผมใส่แขนเสื้อให้ก่อน จากนั้นก็ติดกระดุมให้ แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาก็คือตอนเอาชายเสื้อเข้าในกางเกงนี่แหละ กัปตันเขินจนหน้าแดงเพราะเพื่อนแซว อินถึงกับเอามือถือมาถ่ายคลิป

"โห อิจฉาว่ะ ตากูจะละลายแล้ว" ดูเหมือนน้ำหวานจะเขินคนถูกล้วงด้วยซ้ำ จึงโดนกวินแขวะเข้าให้

"งั้นมึงก็รีบหาแบบนี้ดิวะ ไหนวันนั้นเห็นมึงบอกมีหนุ่มมาเหล่ไง ไปไหนแล้วล่ะ"

"มันไปแล้ว ตอนแรกมันเห็นกูสวย มันก็นึกว่ากูจะหวาน พอเห็นกูแมนเกิน มันไปเลย เชี่ย" น้ำหวานสบถขำๆ เพื่อนๆ พากันหัวเราะชอบใจ

หลังแซวกันเล่นจนพอใจ อินก็เดินมาถามเรื่องที่ผมว่าจะเล่าเมื่อเช้า แต่ก็ยังหาจังหวะเหมาะๆ เล่าไม่ได้

"เฮ้ย เมื่อคืนมึงแก้แค้นยัยพิชชายังไงมั่ง"

ผมยิ้มภูมิใจ ก่อนหยิบมือถือเครื่องหนึ่งออกมาจากกระเป๋า มันคือไอโฟนรุ่นล่าสุดที่โคตรแพง

"ดูนี่ เดี๋ยวกูจะเอาไปขายเอาเงินเข้าโครงการเว้ย" ผมบอกเพื่อน กัปตันเป็นคนอนุญาตแล้วว่าให้เอาไปขายเอาเงินมาสมทบโครงการ

"แล้วมึงทำไงวะ" แบงค์อยากรู้พลางเขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆ

หลังๆ มานี้มันไม่ค่อยกล้าคุยกับผมเท่าไหร่ เรื่องที่กัปตันโดนผู้หญิงหลอกเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ก็เกี่ยวข้องกับมันด้วยส่วนหนึ่ง แต่ผมไม่ได้โกรธมันมากหรอก ตอนนี้ก็หายโกรธแล้ว

จากนั้นผมก็เล่าเรื่องให้เพื่อนๆ ฟัง เริ่มจากพี่ฝางสร้างแอคเคาท์เฟสบุ๊คปลอมขึ้นมาก่อน ขั้นต่อไปจึงแอ๊ดพิชชาเป็นเพื่อน พี่ฝางถึงกับลงทุนไปใช้บริการคอมที่ร้านเกม คุยเล่นกันไม่นานก็นัดมาเจอกันที่ผับ ผับเลิกพี่ฝางก็พาเข้าม่านรูด ผมกับพี่เอิร์ธตามไปสมทบที่นั่นด้วย พิชชาตกใจมากเพราะนึกว่าพวกเราจะชวนเธอสวิงกิ้ง ผมกับพี่เอิร์ธจึงเฉลยว่าที่จริงแล้วพวกเราสามคนเป็นแก๊งติดเชื้อเอดส์ ตระเวนมีอะไรกับผู้หญิงเพื่อแพร่เชื้อโดยเฉพาะ

พิชชาหน้าซีดตัวสั่น ถึงกับยกมือไหว้พวกเราปลกๆ และขอร้องไม่ให้ทำอะไร ตอนแรกพวกเราแกล้งต่อรองขอเงินสามหมื่น พิชชาบอกว่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่ห้าร้อย พวกเราจึงรุกคืบขอของมีค่าที่เธอพอจะมี สุดท้ายเธอก็ยอมให้มือถือเครื่องใหม่ที่เพิ่งซื้อมา ผมจัดการลบข้อมูลและรีเซตเครื่องทันที จากนั้นพวกเราก็กลับ ส่วนพี่ฝางก็จัดการลบแอคเคาท์ปลอมทิ้งเพื่อไม่ให้มีหลักฐานสาวถึงตัวได้

"สุดยอดว่ะมึง สมน้ำหน้าแม่ง กูอยากเห็นหน้ามันตอนรู้ว่าจะโดนคนติดเอดส์ข่มขืนจริงๆ " อินพูดอย่างสะใจ ดูท่าทางจะอินไม่น้อย

แม้จะยังมันในอารมณ์กันอยู่ แต่พวกเราก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้ต่อ เพราะตอนนี้สมาชิกชมรมเริ่มทยอยมากันแล้ว วันนี้ผมนัดสมาชิกมาคุยงานที่ห้องของชมรมยูดี อ. วิว เป็นคนช่วยฟาดฟันหาห้องมาให้หยกๆ นอกจากนี้ผมก็จะอัปเดตรายได้เข้าโครงการล่าสุดด้วย ตอนนี้ได้เงินมาประมาณห้าหมื่นเศษๆ ซึ่งถือว่ายังไกลจากเป้าหมายมากทีเดียว แต่พวกเราก็เชื่อว่าแผนกิจกรรมที่จะทำหลังจากนี้จะช่วยให้หาเงินได้เพิ่มขึ้น

วันนี้ อ. วิว จะพานักศึกษารุ่นพี่ที่ได้เรียนวิชาเลือกยูดีมาช่วยงานด้วย หลังจากประชุมวันนี้แล้ว เราก็จะทยอยทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่วางแผนไว้ มีตั้งแต่การแสดงดนตรีตามที่สาธารณะ การขอทุนสนับสนุนจากบริษัทห้างร้าน การถ่ายแบบเพื่อการกุศล รวมทั้งอีเวนต์ "I Support UD หนึ่งไลค์ หนึ่งบาท สร้างโอกาสให้ทุกคน" ที่น่าจะเป็นไฮไลท์ พวกเราคาดหวังว่าจะได้เงินบริจาคจากกิจกรรมนี้มากทีเดียว

อ. วิว เสนอว่าชมรมยูดีควรเริ่มจากปรับปรุงมหาลัยของเราก่อน ต่อไปค่อยขยายเครือข่ายไปยังมหาลัยอื่น รวมทั้งพื้นที่สาธารณะ เช่น ฟุตบาททางเท้า รถไฟฟ้า รถเมล์ สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ทางศาสนาและพื้นที่อื่นๆ ที่เปิดเป็นสาธารณะ ถ้าพวกเราสนใจและทำจริงจังต่อเนื่อง ต่อไปจะสามารถทำเป็นอาชีพให้คำปรึกษาหรือให้บริการโซลูชั่นในด้านนี้ได้ เพราะหลายๆ ที่ยังไม่ค่อยรู้จัก หรือแม้ว่าจะรู้จักแต่ก็ยังทำไม่ได้ตามมาตรฐาน ในขณะที่คนจะให้คำปรึกษาด้านนี้แทบไม่มีเลย

พวกเราเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ข้อดีอย่างแรกคือมหาลัยจะไม่เพ่งเล็งพวกเรา เพราะการทำแบบนี้เท่ากับประจานว่ามหาลัยไม่ให้ความสำคัญ จนนักศึกษาทนไม่ไหวต้องออกมาหาเงินทำเอง ข้อดีอย่างที่สองคือจะช่วยให้ระดมทุนง่ายขึ้น เพราะคนจะรู้สึกว่าไม่ได้ทำเพื่อช่วยที่เดียว แต่เผื่อแผ่ไปถึงที่อื่นๆ ด้วย

ส่วนเรื่องคดีของผมนั้น โชคดีที่คณะผู้บริหารของมหาลัยต้องไปดูงานต่างประเทศหลายคน กว่าจะกลับมาก็อีกสองสัปดาห์ เรื่องของผมจึงยังไม่มีข้อยุติว่าจะลงโทษยังไง ก็ดีเหมือนกัน ช่วงนี้ผมจะได้ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดมาที่โครงการของชมรมยูดี นอกจากโครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับส่วนรวมแล้ว

ผมยังมีเดิมพันที่สำคัญรออยู่ข้างหน้าด้วย

:::ATOM:::

ในที่สุดโฟโต้บุ๊คของผมกับกัปตันก็ออกวางจำหน่ายออนไลน์ ราคาเล่มละเกือบสองร้อยบาท ถ่ายโดยช่างภาพมือดีอันดับต้นๆ ของไทย หัวข้อแฟชั่นชุดนี้คือ "เข็นรักขึ้นภูเขา" ตอนคิดคอนเซปต์ ผมบอกทีมงานไปว่ากัปตันอยากไปเที่ยวภูเขา ส่วนผมชอบทะเล ก็เลยเลือกไปถ่ายที่พังงาเพราะมีทั้งภูเขาและทะเล

ภาพหน้าปกเรียกเสียงฮือฮาได้มากทีเดียว ภาพนั้นถ่ายในโรงแรม กัปตันอยู่ฉากหน้า เปลือยท่อนบน ทีมงานเห็นผิวกัปตันขาวเกินไปก็เลยหาสติกเกอร์รอยสักมาติดให้บนอก และอีกชิ้นเป็นรูปหัวใจที่แก้ม ส่วนผมนั่งเก้าอี้อยู่ตรงประตู ใส่กางเกงในสีขาวยี่ห้อหนึ่งที่เราต้องโฆษณาให้ ตอนแรกก็แค่ให้ผมนั่งเฉยๆ และทำท่าหยิบแก้วน้ำมาดื่ม แต่ตอนหลังให้ผม "ปั่นแข็ง" ด้วย เพื่อให้คนดูเห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าสองคนนี้เป็นแฟนกัน ตอนแรกเราสองคนก็เกรงว่าภาพจะแรง แต่ช่างภาพขอให้ลองดูก่อน ถ้าไม่ดีค่อยตัดทิ้ง เราก็เลยยอม สุดท้ายก็ได้ภาพที่ออกมาค่อนข้างสวย

นอกจากนั้นก็มีหลายภาพที่ผมชอบ เช่น ภาพกัปตันขี่หลังผมบนริมชายหาด ภาพผมกับกัปตันจ้องตากันในทะเล ภาพผมเข็นรถวีลแชร์ขึ้นเนินเขา ภาพผมอุ้มกัปตันขึ้นไปบนเนินหิน ภาพเรานั่งคุยกันบนโขดหินริมทะเล ภาพกัปตันอาบน้ำในอ่างอาบน้ำซึ่งเต็มไปด้วยฟองสบู่สีขาวฟูฟ่อง

แนวภาพถ่ายจะออกเซ็กซี่เล็กน้อย ส่วนมากเราสองคนต้องถอดเสื้อ ใส่กางเกงขาสั้น ใส่กางเกงในก็มีบ้าง เพราะต้องโฆษณาให้เขาด้วย ก็เลยมีภาพชุดที่ผมกับกัปตันใส่กางเกงในยี่ห้อนั้นหยอกกันบนเตียงนอนสีขาว แต่ก็ดูน่ารักสดใสมากกว่าจะสื่อไปในทางนั้น

กัปตันดูไม่ค่อยมั่นใจในหุ่นของตัวเองอยู่บ้าง แต่พี่ตากล้องก็อธิบายว่าไม่ได้ถ่ายภาพเน้นขา เพราะสิ่งที่เน้นคือการแสดงออกถึงความรัก แต่ถ้ายังไม่มั่นใจก็จะใช้มุมกล้องช่วยได้ กัปตันก็เลยดูสบายใจขึ้น

สิ่งที่พิเศษสุดของภาพถ่ายทั้งหมดก็คือแววตาของเรา คนจะรักกันจริงหรือไม่นั้นดูแววตาก็รู้แล้ว ภาพถ่ายของเราจึงออกมาเป็นธรรมชาติ แค่ดูสีหน้าและแววตาก็จะรู้ทันทีว่าเรารักกัน เพื่อนๆ ของพวกเราชอบกันใหญ่เลย ต่างช่วยกันโหลดช่วยกันแชร์ ไม่กี่วันก็มีคนโหลดไปเกือบพันครั้ง ยอดขายเกือบถึงสองแสน หักต้นทุนไปแล้วก็น่าจะเหลือเข้าโครงการเป็นแสน ส่วนยอดขายที่ตามมาหลังจากนี้จะเป็นของโครงการทั้งหมด

เพราะภาพถ่ายชุดนี้นี่แหละ แม่ของกัปตันจึงเรียกเราสองคนเข้าไปคุยด้วยที่บ้าน ที่จริงกัปตันบอกแม่แล้วว่าจะถ่ายแฟชั่นหาเงินเข้าโครงการ แต่น้าเล็กอาจจะนึกไม่ถึงว่าภาพจะออกมาในแนวนี้

เมื่อมาถึงผู้ใหญ่ทั้งสองคนก็รออยู่แล้ว พอเราสองคนนั่งประจำที่และทักทายกันพอหอมปากหอมคอ แม่ของกัปตันก็เริ่มเรื่อง

"หลังๆ มานี้ แม่เห็นกัปตันกับอะตอมถ่ายรูปคู่กันลงเฟสบ่อยๆ แต่แม่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนเพื่อนถ่ายรูปด้วยกันเลย ไม่รู้ว่าแม่คิดไปเองหรือเปล่านะ ไหนจะหนังสือที่ไปถ่ายแบบด้วยกันนั่นอีก ตกลง...เป็นอะไรกันหรือเปล่า"

แม้น้าเล็กจะไม่ได้พูดยาวมาก เกริ่นเรื่องเพียงสั้นๆ แต่ทุกอย่างก็ชัดเจน คนถูกถามรู้ได้ทันทีว่าหมายถึงอะไร แต่ในความเรียบง่ายของคำพูด เราสองคนก็เห็นสัญญาณของความยุ่งยาก

"ชอบกันเหรอ"

เมื่อไม่มีใครกล้าพูดอะไร ได้แต่นั่งมองหน้ากันไปมา น้าเล็กก็ถามออกมาตรงๆ ด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้พวกเราตกใจและประหม่า ประเมินดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว คนถามคงไม่ได้ถามอย่างคนไม่รู้ แต่น่าจะจับสังเกตมาเป็นอย่างดีจนมั่นใจในระดับหนึ่ง

"ครับ" ผมยอมเป็นหน่วยกล้าตายคนแรก ในเมื่อลูกเขามีพ่อมีแม่ ผมจะคบเล่นสนุกไปวันๆ คงไม่ได้ วันหนึ่งก็ต้องบอกให้พ่อแม่เขารู้ ถ้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่น

แววตาตกใจฉายวาบขึ้นในดวงตาของน้าเล็ก ไม่มีใครรู้ว่าแม่ของกัปตันคิดอะไร แต่คนที่นั่งอยู่ก็ร้อนๆ หนาวๆ กับท่าทางนั้นไปตามๆ กัน สีหน้าของน้าเล็กเครียดขึ้น เหมือนกับว่ากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ถอนหายใจเบาๆ ไม่รู้ว่าปลงหรืออะไรกันแน่ ที่เห็นได้ชัดคือตอนนี้แววตาของน้าเล็กดูหม่นเศร้าลงมาก

"พอกัปตันโตเป็นหนุ่ม น้าก็คิดถึงเรื่องที่เขาจะมีแฟนเหมือนกันนะ เมื่อสองสามปีที่แล้วเขาชอบผู้หญิงคนหนึ่ง น้าก็ยังคิดอยู่ว่ามันจะเป็นยังไง แต่ไม่นาน วันหนึ่งกัปตันเขาก็มาบอกแม่ว่าเขาอกหัก เขาเสียใจมาก คนเป็นแม่อย่างน้าก็เจ็บไปด้วย เพราะน้าทำให้เขาเป็นแบบนี้เอง ถ้ากัปตันไม่พิการเหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ คงไม่มีใครทำกับเขาแบบนี้หรอก หลังจากนั้น…น้าก็จะคอยระวัง คอยถามเขาเรื่อยๆ ว่าชอบสาวที่ไหนอีกไหม เขาคงเข็ดมั้ง ก็เลยไม่กล้าจีบใครอีก น้าก็เลยเลิกจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องนี้ไป"

นี่คงเป็นการเกริ่นของน้าเล็ก แต่จะนำไปสู่อะไรนั้นก็ยากที่จะเดาได้

"น้าก็ไม่ได้คิดว่าจะให้กัปตันอยู่เป็นโสดหรอกนะ เพราะเขาต้องมีคนดูแล ที่จริงน้าก็รู้นะว่ามันเป็นปมด้อยในใจของกัปตันไปแล้ว ลึกๆ น้าก็สงสารลูกนะ เพราะน้าก็อยากให้เขามีชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่น้าก็ไม่กล้าให้เขาเผชิญความเจ็บปวดแบบนั้นอีก น้าก็เลยคิดว่าบางทีวันหนึ่ง ถ้ากัปตันโตแล้ว มีงานการดีๆ ทำ คงจะมีผู้หญิงมาชอบเขาเองนั่นแหละ แต่จะเจอคนดีหรือเปล่าก็บอกไม่ได้ เพราะบางคนอาจจะมาเพราะอยากได้เงินทองมากกว่าจะรักกันจริงๆ รู้ไหมว่าทำไมน้าถึงพูดเรื่องนี้"

แม่ของกัปตันหันมาถามผม เท่าที่ผมฟังดู น่าจะมีหลายๆ เหตุผล ผมจึงลองตอบเท่าที่พอจะนึกออก

"น้าเล็กกำลังจะบอกว่า…คนที่จะมารักกัปตัน ต้องเป็นคนที่น้าเล็กเชื่อมั่นว่ารักกัปตันจริง ดูแลกัปตันได้ เพราะน้าเล็กไม่อยากเห็นกัปตันโดนหลอกเหมือนที่ผ่านมา"

น้าเล็กถอนหายใจอย่างหนักใจ ที่สุดก็เผลอโทษตัวเองอีกจนได้ "เพราะน้าเองแหละ"

"แม่" กัปตันรีบร้องปราม เพราะถ้าขืนปล่อยให้แม่พูดเรื่องนี้ต่อ เดี๋ยวก็จะดราม่าอีกจนได้

บรรยากาศช่วงนี้หยุดนิ่งไปพักใหญ่ สองแม่ลูกมองหน้ากันคล้ายกำลังสื่อสารความรู้สึกบางอย่าง แต่วันนี้ผมคงยังไม่เข้าใจเรื่องภายในของครอบครัวนี้ดีนัก ก็เลยอ่านความรู้สึกไม่ออกหรืออ่านได้ไม่ชัดเจน ทว่าก็น่าแปลกที่น้าพงศ์กลับดูนิ่งๆ ทั้งที่จริงควรจะตกใจด้วยซ้ำ

"แต่น้าก็ยังมีความหวังนะว่าวันหนึ่งเขาจะมีคนดูแล มีครอบครัวที่อบอุ่น ในฐานะที่เป็นแม่ น้าก็อยากให้เขาได้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งอย่างเขาจะมีได้ ซึ่งก็คือ…มีแฟน แต่งงาน สร้างครอบครัว มีลูกมีหลาน"

ใจผมเริ่มแป้ว น้าเล็กพูดแบบนี้จะหมายความว่ายังไงได้ล่ะ แต่ผมก็ยังใจเย็นฟังต่อไป

"ที่จริงน้าก็ยังไม่มีภาพหรอกว่าลูกสะใภ้ในอนาคตจะเป็นยังไง เพราะกัปตันยังเรียนอยู่ ยังไม่ถึงเวลาต้องคิดเรื่องนั้น ถึงน้าจะไม่เคยคิดภาพเอาไว้ แต่น้าก็ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเขาจะมีแฟน…แบบนี้"

ใจผมชาวาบขึ้นมาทันที แม้จะไม่บอกตรงๆ แต่ผมก็พอเดาได้ว่า "แฟนแบบนี้" ไม่ใช่สิ่งที่น้าเล็กต้องการ

น้าเล็กถอนหายใจอีกครั้ง ถึงจะดูเครียด แต่ผมก็รู้สึกว่าน้าเล็กดูสงบกว่าที่ผมคิดไว้ก่อนหน้านี้มากทีเดียว

"ชีวิตเป็นของกัปตันก็จริงนะ แต่น้าก็มีสิทธิ์ที่จะคอยดูคนที่ผ่านที่เข้ามาให้ในฐานะแม่ แม้กระทั่งอะตอมก็เหมือนกัน น้ารู้จักอะตอมมาสองเดือนแล้ว ถ้าพูดตรงๆ น้าก็ประทับใจหลายอย่าง ทั้งจากที่เห็นเองหรือจากที่กัปตันเล่าให้ฟัง พอกัปตันได้เพื่อนดี น้าก็เบาใจไปหลายเรื่อง หลังๆ ก็เลยไม่ค่อยห่วงเขามาก แต่ถ้าถามว่าน้ารู้จักอะตอมมากพอที่จะยอมให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไหม น้าก็ต้องบอกตรงๆ ว่ายัง มันอาจจะเป็นเรื่องของเวลาก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้น…น้าก็ยังอยากให้กัปตันมีแฟนเป็นผู้หญิงนะ เขาเป็นแบบนี้ชีวิตก็ยากอยู่แล้ว ถ้าต้องมีแฟนเป็นผู้ชายด้วย มันก็จะยิ่งยากเข้าไปอีก"

"แม่" กัปตันอุทาน แต่พออ้าปากจะเถียงแม่ก็ขัดจังหวะซะก่อน

"แม่ยังพูดไม่จบนะกัปตัน"

เมื่อแม่ทำเสียงดุใส่ กัปตันก็เลยเงียบ ส่วนน้าพงศ์คอยจับตาดูตลอด เหมือนรอจังหวะเหมาะสมที่จะแทรกเข้ามา

"แต่เอาเถอะ ที่น้าพูดไปทั้งหมด มันก็เป็นแค่ความหวังดีตามประสาคนเป็นแม่อย่างน้า แต่สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนต้องการเห็นมากกว่าอนาคตดีๆ ก็คือ…ความสุขของลูก ถ้าเขามีพร้อมทุกอย่าง แต่ใจเขาไม่มีความสุข คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้น…"

น้าเล็กหันไปมองทุกคนรวมถึงสามีด้วย ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ผม "อะตอมทำอะไรก็ได้ให้น้ามั่นใจว่า…อะตอมจริงใจและรักกัปตันด้วยความบริสุทธิ์ใจ น้าจะไม่บอกหรอกนะว่าอะตอมต้องทำอะไรบ้าง มากแค่ไหน หรือนานแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรจะนานเกินไปเพราะกัปตันต้องไปเรียนเมืองนอกอีกไม่กี่เดือนนี้ วันไหนที่น้ามั่นใจ น้าจะบอกอะตอมเอง แต่ถ้าน้าไม่มั่นใจ น้าก็จะไม่พูดอะไร ที่สำคัญ…ในระหว่างนี้ น้าอยากจะขอให้อะตอมให้เกียรติลูกชายของน้า อะตอมคงเข้าใจอยู่แล้วล่ะว่าน้าหมายถึงอะไร อะตอมคิดว่ายังไง"

เมื่อกี้ไฟความหวังของผมเกือบจะดับมอดไปหมดแล้ว แต่อยู่ๆ ก็ได้เชื้อเพลิงอย่างดีมาใหม่ มันจึงกลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง

"ได้ครับน้าเล็ก ผมสัญญาครับ ขอบคุณมากนะครับที่ให้โอกาสผม"

ผมพูดพร้อมกับน้ำตาคลอ หันไปมองกัปตันด้วยรอยยิ้มมีความหวัง จากนั้นผมจึงลงนั่งคุกเข่ากับพื้นและก้มกราบป๊าและแม่ของกัปตัน

"ตั้งแต่ผมได้มารู้จักกัปตัน แล้วก็มารู้จักครอบครัวนี้ ผมคิดว่าผมโชคดีมาก น้าเล็กกับน้าพงศ์ดีกับผม คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษาเด็กกำพร้าแม่และขาดที่พึ่งอย่างผมมาตลอด ทำให้ชีวิตของผมไม่อ้างว้างเหมือนแต่ก่อน เมื่อก่อน…เวลาเสียใจ เวลามีปัญหา ผมก็ไม่รู้จะไปหาใคร แต่ทุกวันนี้ผมมีกัปตัน ผมมีน้าเล็กกับน้าพงศ์ ผมขอสารภาพอย่างลูกผู้ชายว่า…ผมรักกัปตันนะครับ ไม่เคยรังเกียจเลยไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง เขาเติมเต็มชีวิตให้ผม เขาทำให้ชีวิตผมมีความหมาย เขาทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตผมยังเหลือใครสักคน ขอบคุณอีกครั้งที่ให้โอกาสผมนะครับ ผมจะทำให้ดีสุด เพราะผม…อยากมีบุญวาสนาได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ครับ"

เมื่อพูดจบผมก็เงยหน้าขึ้น ผู้ใหญ่ทั้งสองคนดูตกใจพอสมควร คงไม่คิดว่าผมจะดีใจมากขนาดนี้ที่ได้รับโอกาส ทว่าก็เห็นสายตาอ่อนโยนซึ่งแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจด้วย

เมื่อผมลุกขึ้นยืนและหันไปทางกัปตัน เขาก็อ้าแขนออก ผมคุกเข่าลงนั่งข้างๆ วีลแชร์และให้กัปตันกอดผม เขาลูบหลังผมเบาๆ เป็นการปลอบใจ

"กูรู้ว่ามึงทำได้" กัปตันบอกเบาๆ เท่านี้ผมก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจและมีกำลังใจอีกมากโข

ผมกลับขึ้นมานั่งบนโซฟา ดูเหมือนผู้ใหญ่ทั้งสองมีท่าทางแปลกๆ คล้ายกับทำตัวไม่ถูกหรืออะไรทำนองนั้น

"อ้าวป๊า ทำไมป๊าไม่เห็นพูดอะไรเลย" น้าเล็กหันไปถามสามีแก้เก้อ

ป๊าของกัปตันทำหน้าเหลอหลาคล้ายจะถามว่าเกี่ยวอะไรกับตนด้วย แต่สักพักก็ยิ้มและขำเบาๆ

"อ้าว จะให้ป๊าพูดอะไรล่ะ ก็ป๊ารู้มาตั้งนานแล้ว มีแต่แม่นั่นแหละยังไม่รู้"

:::DOME:::

บรรยากาศยามเย็นเริ่มดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามามากขึ้น แสงยามเย็นริมน้ำเจ้าพระยาช่วยสร้างบรรยากาศกินเที่ยวหลังเลิกงานให้น่ารื่นรมย์ไม่น้อย หนุ่มสาวและผู้คนหลากหลายวัยจึงหลั่งไหลมาหาความสำราญ เติมพลังก่อนกลับบ้านนอนและออกไปทำงานในวันรุ่งขึ้น เป็นวัฏจักรวนเวียนไปเหมือนหนูถีบจักร

ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมานั้น สองหนุ่มนักศึกษายืนบรรเลงเพลงอยู่ตรงมุมหนึ่งของแหล่งชอปปิ้งริมน้ำเลื่องชื่อ เติมสีสันด้วยเสียงให้แก่คนที่ผ่านมาได้ยิน หนึ่งคนเล่นไวโอลิน อีกหนึ่งคนเล่นคีย์บอร์ด เพลงที่เล่นก็เป็นเพลงวัยรุ่นสมัยนี้นั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนให้เป็นเพลงบรรเลง ฟังเพลินดีเหมือนกัน

เราติดป้ายไว้ด้วย มีข้อความสั้นๆ ว่า "เพื่อโครงการยูดี" แน่นอนว่าไม่มีใครรู้หรอกว่ามันคืออะไร เราจึงมีข้อความเชิญชวนสั้นๆ ข้างใต้ว่า "ช่วยอย่างมีความหมาย โปรดถามก่อนช่วยเสมอ" สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะกัปตันแนะนำว่า ไม่อยากให้คนหย่อนเงินให้โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาไปทำอะไร คนที่อยากช่วยจึงควรเข้ามาพูดคุยสอบถาม ผมมีไอแพดขนาดใหญ่ติดมือมาด้วย พอมีคนมาถามผมก็จะเปิดพรีเซนเทชั่นให้ดูพร้อมกับอธิบายไปด้วย ส่วนมากเมื่อฟังจบก็บริจาค แต่ก็มีบ้างที่แค่ยิ้มๆ และเดินจากไป แต่ผมก็ไม่ลืมแจกแผ่นกระดาษเท่านามบัตรให้ด้วย ในนั้นมีรายละเอียดเฟสบุ๊ก ไลน์และอีเมลให้ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่ออินกับคอปเตอร์เล่นเพลงจบ ทั้งสองคนก็จะช่วยกันอธิบายและเล่าความเป็นมาของโครงการ ผมจะคอยยืนอยู่ข้างๆ ยกแท็บเล็ตและเลื่อนพรีเซนเทชั่นให้คนดูไปด้วย อย่างน้อยได้เห็นภาพก็ช่วยเรียกความสนใจได้ ทำแบบนี้อยู่หลายรอบ แม้จะเหนื่อยแต่ก็มีความสุข มีคนเข้ามาชื่นชมและขอถ่ายรูปไปแชร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เยอะพอสมควร ภาพของอินกับคอปเตอร์จึงเริ่มแผ่กระจายออกไป พร้อมกับข้อความชื่นชมว่าเป็นนักศึกษาที่เด็กสมัยนี้ควรเอาเป็นแบบอย่าง เท่านี้ก็หายเหนื่อยและมีแรงจะตระเวนไปยังที่ต่างๆ ในวันต่อๆ ไปแล้ว

ประมาณสองทุ่มเศษๆ เราก็เลิก กัปตันกับอะตอมตามมาสมทบด้วยหลังจากเพิ่งถูกเรียกไปคุยที่บ้านมา ด้วยความที่เห็นเพื่อนเหนื่อย กัปตันจึงพาพวกเราไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารไทยเพราะอินเป็นคนขอ ไหนๆ จะเลี้ยงแล้วเขาก็เลยอยากกินของที่อยากกินบ้าง

"ทำไมนายชอบน้ำพริกล่ะ ปกติเราไม่ค่อยเห็นลูกคนจีนกินเผ็ดนะ"

ดูเหมือนคอปเตอร์จะสงสัยไม่น้อย เพราะของที่อินสั่งมากินแต่ละอย่างเผ็ดๆ ทั้งนั้น คนที่ลำบากหน่อยก็คือผม กัปตันและคอปเตอร์ ส่วนอินกับอะตอมกินได้สบายมาก

"ตอนมอต้นกูโดนเพื่อนล้อไง แค่กูกินเผ็ดไม่ได้ก็หาว่ากูเป็นลูกแหง่ แล้วพวกมันก็ชอบแกล้งเอาพริกมาซ่อนในข้าวให้กูกิน ตอนหลังกูก็เลยลองหัดกิน ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นของโปรดกูไปเลย แต่ตอนหัดแรกๆ กูท้องเสียไปหลายรอบเลยนะเว้ย"

อินอธิบายอย่างอารมณ์ดี หลังๆ มานี้ผมรู้สึกได้ว่าเขามีความสุขมากขึ้น ก็เป็นธรรมดา คนเราเมื่อรู้ตัวว่ามีคุณค่าต่อผู้อื่น เขาก็จะมีความสุข

"ดีแล้ว จะได้ไม่โดนเพื่อนแกล้งอีก" ผมเอ่ยชม ก่อนหันไปถามคู่รักนายแบบ "แล้ววันนี้เป็นไงมั่ง น้าเล็กกับน้าพงศ์ว่าไง โอเคไหม"

"โอเคครับพี่ น้าพงศ์ไม่มีปัญหาอะไรเลย ส่วนน้าเล็ก…ตอนแรกก็นึกว่าจะรับไม่ได้ น้าเล็กเขาบอกว่ากัปตันเป็นแบบนี้ก็ยากอยู่แล้ว ถ้ามีแฟนเป็นผู้ชายด้วยก็จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่ น้าเล็กอยากให้กัปตันแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก เหมือนผู้ชายทั่วไป แต่ก็กังวลว่ากัปตันจะถูกผู้หญิงหลอก" อะตอมเล่าด้วยสีหน้าเรียบๆ และดูผ่อนคลาย

"อ้าว แบบนี้น้าเล็กก็ไม่โอเคสิ" ผมทำหน้างง อะตอมจึงเล่าต่อ

"ตอนแรกพวกเราก็คิดอย่างงั้นครับ แต่อยู่ๆ น้าเล็กก็พูดขึ้นมาว่า เขาอยากเห็นกัปตันมีความสุข มีคนที่รักเขาจริงคอยดูแล ถ้าผมคิดว่าผมจะเป็นคนนั้นได้ น้าเล็กก็จะให้โอกาส น้าเล็กบอกผมว่าทำอะไรก็ได้ให้น้าเล็กเชื่อว่าผมรักกัปตันจริง ดูแลกัปตันได้ ก่อนที่กัปตันจะไปเรียนเมืองนอก"

คอปเตอร์ยิ้มดีใจไปด้วย ก่อนจะพูดความรู้สึกของตัวเองด้วยเอกลักษณ์การสื่อสารที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะที่บ้านเขาไม่ชอบให้พูดคำหยาบ

"ดีจังเลย เราว่านายทำได้แน่ๆ อะตอม แค่เราเห็นนายลุกขึ้นมาทำชมรมยูดี เราก็เห็นแล้วล่ะว่านายโคตรรักกัปตันเลย ถ้าเราเป็นแม่ของกัปตันนะ เรายอมรับนายตั้งแต่รู้ว่านายลุกขึ้นมาทำแบบนี้แล้ว อ้อ เราว่าป๊าของกัปตันนี่สุดยอดเลยว่าไหม ไม่น่าเชื่อว่าจะรับเรื่องนี้ได้ด้วย ทำไมง่ายจัง ที่บ้านเรานะ เราไม่กล้าบอกใครเลย ป๊าเราดุมาก ถ้าเกิดเขารู้เรื่องเราขึ้นมานะ เราแย่แน่เลย"

ได้ฟังคอปเตอร์พูดแล้ว ผมกับกัปตันก็ทำหน้าสงสัย จากนั้นกัปตันก็หันไปถามคนนั่งข้างๆ

"เออ…จริงด้วย ทำไมป๊ากูยอมรับเรื่องนี้ง่ายจังวะ"

อะตอมขำเบาๆ ท่าทางเหมือนมีอะไรบางอย่างแอบซ่อนไว้

"มึงไปคุยอะไรกับป๊ากูเปล่า" กัปตันหรี่ตามองและย่นคิ้วเข้าหากัน

อะตอมหันมองไปรอบๆ โต๊ะ พอเห็นทุกคนจ้องมาที่ตัวเองเป็นตาเดียวกันก็ยิ้มเขินๆ ไม่นานก็หันไปยอมรับกับคนข้างๆ

"เออ"

"พี่ว่าแล้ว" ผมอยากจะเอามือตบโต๊ะสักฉาด

"มึงไปคุยอะไรกับป๊ากูตั้งแต่เมื่อไหร่วะ" กัปตันสงสัย

"ก็ตอนที่มึงงอนกูนั่นแหละ" อะตอมบอก

"งอนตอนไหนวะ" กัปตันถาม

"ก็ตอนที่มึงได้ยินกูคุยกับไอ้แบงค์ไง" อะตอมเฉลย

"ไหนเล่ามาซิ" กัปตันชักจะเก็บความอยากรู้ไว้ไม่ไหวแล้ว

อะตอมจึงเล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เขามั่นใจว่ากัปตันน่าจะเข้าใจผิด เขาก็เลยโทรหาน้าพงศ์ น้าพงศ์จึงนัดอะตอมไปคุยด้วยที่โรงงาน เสร็จจากงานถ่ายแบบเขาก็รีบไปทันที ไปถึงอะตอมก็เล่าให้น้าพงศ์ฟังว่ากัปตันกำลังเข้าใจเขาผิด อยากได้คำปรึกษาว่าจะขอโทษกัปตันยังไงดี

น้าพงศ์ให้คำแนะนำมาหลายอย่าง แต่หลักๆ ก็คือต้องเข้าใจว่ากัปตันมีปมด้อยเรื่องนี้ คนที่จะคบกัปตันได้ต้องเข้าใจให้มากๆ ทางที่ดีคือต้องหาทางช่วยให้กัปตันระบายออกมาให้หมด เพราะที่ผ่านมากัปตันเก็บกดเอาไว้ แม้ว่าป๊ากับแม่จะคอยให้กำลังใจแต่เขาก็ไม่กล้าพูดความรู้สึกจริงๆ ให้ฟัง แต่กัปตันน่าจะกล้าพูดกัปอะตอมเพราะวัยใกล้เคียงกัน

ก่อนกลับน้าพงศ์ก็ถามอะตอมว่าทำไมดูเป็นห่วงเป็นใยกัปตันขนาดนี้ ชอบลูกชายของน้าหรือเปล่า อะตอมตกใจมาก เขารู้ว่าผู้ใหญ่ถามแบบนี้คงไม่ใช่ถามเล่นๆ ถึงจะกลัวแต่ก็กัดฟันยอมรับ จากนั้นน้าพงศ์ก็พูดเหมือนวันนี้ว่าพอสังเกตออกมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะแววตาและการแสดงออกของสองคนไม่เหมือนเพื่อนธรรมดา อะตอมนึกว่าน้าพงศ์จะโกรธ แต่กลับฝากทิ้งท้ายไว้ว่า

"ฝากลูกชายของน้าด้วยนะ"

เมื่อฟังอะตอมพูดจบ ผมก็แสดงความคิดเห็น "จริงๆ พี่ก็รู้แหละว่าน้าพงศ์เป็นคนใจกว้าง แต่พี่แค่ไม่คิดว่าจะกว้างถึงขนาดยอมรับเรื่องนี้ได้ แต่ก็ดีแล้วล่ะ พี่ดีใจด้วยนะกัปตัน อะตอมด้วย เหลือก็แค่พิสูจน์ให้น้าเล็กเห็น พี่ว่าถ้าอะตอมทำโปรเจกต์นี้สำเร็จนะ น้าเล็กต้องยอมรับอะตอมแน่ๆ เขาชอบคนสู้ชีวิต ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันเต็มที่ เงินล้านหาไม่ยากหรอก วันนี้ก็ได้มาตั้งหลายพันแล้ว" ผมพูดติดตลกตอนท้าย คนอื่นๆ ก็พลอยขำไปด้วย

"แล้วพี่โดมล่ะครับ" กัปตันถามด้วยสีหน้ายิ้มๆ พลางก็หันไปมองอินด้วย

"อะไร" ผมเลิกคิ้วสงสัย

"ก็พี่โดมกับอินไงครับ"

"เฮ้ย ยังไม่ได้คิดอะไรถึงขนาดนั้นหรอก"

ตอนแรกผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองหลุดปากพูดอะไรออกไป แต่พอเห็นอินหน้าเสีย ผมถึงได้นึกได้ว่าไม่ควรพูดแบบนี้ ถ้าถามตัวเองตรงๆ บางทีผมก็สับสน บางทีผมก็กลัวว่าที่บ้านจะไม่โอเค บางทีผมก็รู้สึกอยากเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไป ความรู้สึกของผมไม่นิ่งเลย จึงทำให้ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาแบบไหนกันแน่

ใช่แต่อินเท่านั้นที่หน้าเสีย ผมรู้สึกได้ทันทีว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไป เหมือนมีความรู้สึกกระอักกระอ่วนหรืออะไรทำนองนั้น

"ผมก็คิดอยู่แล้วว่าพี่โดมไม่ได้คิดอะไรกับผมหรอก" อินยิ้ม พยายามกลบเกลื่อนความเศร้าบนใบหน้าเท่าที่จะทำได้

"อิน คือว่า…" ผมรู้สึกใจหายวาบ แต่คนอยู่เยอะขนาดนี้ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

"ไม่เห็นเป็นไรเลยพี่ ยังไงๆ ผมก็ยังเป็นน้องพี่โดมได้ จริงๆ นะพี่" อินยืนยัน แต่ใครจะเชื่อ เพราะสีหน้าของอินทรยศกับลมปากของเจ้าของไปแล้ว

ในขณะที่บรรยากาศกำลังมาคุอยู่นั้น จู่ๆ อะตอมก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ เขามองออกไปนอกร้านซึ่งเป็นกระจก สีหน้าดูเหมือนตกใจหรือประหลาดใจกับอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าเห็นอะไร

"เดี๋ยวกูมานะเว้ย" อะตอมหันไปบอกกัปตัน พลันเขาก็รีบเดินแกมวิ่งออกไปจากร้านอาหาร

"อ้าว มีอะไรเหรอ" ผมถามกัปตันงงๆ สีหน้าของกัปตันและทุกคนก็งงพอๆ กัน

"ไม่รู้เหมือนกันพี่ เดี๋ยวผมออกไปดูดีกว่า"

"พี่ไปด้วย สองคนนั่งอยู่นี่แป๊บหนึ่งนะ" ผมหันไปบอกอินกับคอปเตอร์

กัปตันเข็นนำหน้าผมออกไปก่อน ผมรีบตามไปสมทบ เมื่อกวาดสายตามองไปตามทางเดินชั้นสองริมแม่น้ำตรงที่อะตอมวิ่งออกไป ไม่นานเราสองคนก็เห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเห็น

อะตอมกำลังยืนกอดกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็กอดอะตอมด้วย นี่มันอะไรกันแน่!

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น