เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 27 : ♿ ร่วมทุกข์ร่วมสุข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.ค. 63

:::CAPTAIN:::

เพียงสัมผัสแรกเข้าเริ่มขึ้น ร่างกายผมก็ตอบสนองต่อสัมผัสแปลกใหม่นั้นอย่างรุนแรง เมื่อเธอเริ่มโยกตัวขึ้นลง ผมก็เผลอครางด้วยความเสียว มันทั้งดึงและดูด แต่ก็ยืดหยุ่นและให้สัมผัสแนบชิดรอบด้าน

ผมมองภาพสาวน้อยน่ารักบนตัวผมด้วยแววตาหื่นกระหาย ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวเหยเกแต่ก็มีความสุข ผมยาวสลวยของเธอสะบัดขึ้นลง บางคราวเธอต้องรีบเอามือเสยออกให้พ้นหน้า เนินอกสล้างเด้งขึ้นลงด้วยจังหวะเดียวกัน ผมเอื้อมมือไปบีบคลึงสัมผัสเล่นอย่างมันมือ สาวน้อยสูดปากเสียวและเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น แต่สักพักก็เริ่มผ่อนช้าลง

ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินไปกับม้าสาวที่ควบขี่ผมอย่างร้อนแรงอยู่นั้น ผมก็ต้องตกใจที่จู่ๆ สาวน้อยก็หยิบมือถือขึ้นมาบันทึกภาพกิจกรรมเข้าจังหวะของเราไปด้วย

"พิชชา ถ่ายทำไม"

"ก็เผื่อพี่อยากเก็บเอาไว้ดูไง"

เธอตอบหน้าตาเฉย ผมไม่ค่อยชอบใจนักหรอก แต่ปล่อยก็เลยปล่อยเลยเพราะกำลังเข้าได้เข้าเข็ม ผมโดนยั่วจนหน้ามืดแล้วก็ยากที่จะหยุดเอาไว้ได้ จนกระทั่งเราสองคนต่างพากันไปถึงที่หมาย ประสบการณ์วันไนท์สแตนด์ครั้งแรกของผมจึงยุติลง แต่ถ้าเธอยังพอไหวผมก็คงจะขออีกสักรอบ

"ชอบไหมคะ" สาวน้อยถามด้วยเสียงเหนื่อยหอบ เพราะเธอเล่นควบเองตั้งแต่ต้นจนจบ น่าแปลกที่เธอไม่มานอนคลอเคลียกับผมเหมือนที่เรามักเคยเห็นในทีวีบ่อยๆ

ผมไม่ตอบแต่พยักหน้ายิ้มๆ พอทำเสร็จไปแล้วสติสัมปชัญญะก็เริ่มกลับคืนมา

"เดี๋ยวพิชชาต้องไปแล้ว มีนัดกับเพื่อนที่ผับน่ะ"

พิชชาลุกขึ้น หยิบชุดชั้นในและเสื้อผ้าที่หล่นกระจัดกระจายตามพื้นขึ้นมาสวมใส่ แม้จะเป็นเพียงเด็กมัธยมปลาย แต่เธอก็ดูโชกโชนกับเรื่องนี้ ไม่มีเขินอายหรือตะขิดตะขวงใจแม้แต่น้อย ผมซะอีกที่นอนเอาผ้าคลุมตัวไว้

ตั้งแต่ประกวดคิวท์บอยเมื่อเดือนที่แล้ว ผมก็รู้สึกว่ามีสาวๆ ให้ความสนใจผมพอสมควร ส่วนมากจะเข้ามาหาผมทางเฟส ผมคุยเล่นอยู่หลายคน บางคนคุยแค่ครั้งสองครั้งก็เลิกคุย แต่บางคนก็คุยต่อเนื่องอย่างเช่นกรีนและพิชชา ผมเจอกรีนแล้วเพราะเรียนมหาลัยเดียวกัน มีแต่พิชชาเท่านั้นที่ผมเพิ่งนัดเจอเป็นครั้งแรก

"จะให้พี่ไปส่งไหม" ผมอาสา

"ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพิชชาไปเอง"

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อย พิชชาก็หยิบมือถือขึ้นมาค้นหาอะไรบางอย่าง เมื่อเจอแล้วเธอก็วางบนเตียงให้ผมดู

"นี่เบอร์บัญชี"

ผมขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ก่อนชันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง เริ่มสังหรณ์ใจว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่

"บัญชีอะไร"

"อ้าว! ก็บัญชีของพิชชาไง" พิชชาเสียงเขียวและชักสีหน้าเล็กน้อย

"แล้ว…ให้พี่ดูทำไม" ผมยังไม่เข้าใจ

"อ้าว! คิดว่าพิชชามาให้เอาฟรีๆ เหรอ"

เมื่อเธอพูดจบผมก็ยังไม่เข้าใจทันที แต่พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมก็หน้าเหวอเหมือนโดนผีหลอก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้

"เร็วสิคะพี่กัปตัน พิชชาจะรีบไปแล้ว" สาวน้อยเร่งเร้า

"เดี๋ยวนะพิชชา นี่มันอะไรกัน เธอมาขาย..."

"ปกติพิชชาก็ไม่คิดเงินหรอกค่ะ แต่สำหรับพี่ พิชชาขอคิดเงินละกันนะคะ สารรูปแบบนี้ ผู้หญิงที่ไหนเขาจะเอาด้วย คิดสิคิด!" พิชชาเบะปากใส่ผม แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและรังเกียจ

ผมหน้าชาไปหมด จะว่าโกรธก็โกรธ จะว่าอายก็อาย ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาโดนผู้หญิงด่าแบบนี้อีกแล้ว

"เร็วสิ จะไปแล้ว" พิชชาเริ่มขึ้นเสียง

"แล้วจะให้ทำไง" ผมถามเสียงสั่นๆ

"ก็โอนมาสิ หน้าตาก็ดีไม่น่าโง่เลย ยากตรงไหนเนี่ย น่ารำคาญ" พิชชาทำท่ารำคาญ

ผมได้แต่กัดฟันกรอดๆ และกำหมัดแน่น ถ้าเป็นผู้ชายผมคงต่อยปากแตกไปแล้ว แต่พอเป็นผู้หญิง ผมก็ได้แต่นับหนึ่งถึงสิบในใจ

"ตกลงจะโอนหรือไม่โอน ถ้าไม่โอน พิชชาจะปล่อยคลิปว่อนเน็ตเดี๋ยวนี้เลย" สาวน้อยที่ดูเหมือนเดียงสาเปลี่ยนเป็นคนละคน ท่าทางของเธอดูเอาเรื่องจนน่ากลัว ถ้าผมไม่โอนเงินให้คงมีเรื่องอื้อฉาวอีกจนได้

คิดแล้วก็ยิ่งโมโหตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำอะไรไร้สติและสิ้นคิดขนาดนี้มาก่อนเลย เสียรู้คนไม่ดีจนได้

"เท่าไหร่"

"มือถือรุ่นที่พิชชาอยากได้มันสามหมื่นแปดน่ะ โอนมาสี่หมื่นละกัน" พิชชาบอกหน้าตาเฉย ราวกับกำลังขอเงินแม่ยี่สิบบาทซื้อขนมยังไงยังงั้น

สรุปว่าขายตัวหาเงินซื้อมือถือนี่เอง!

ผมเห็นข่าววัยรุ่นขายตัวซื้อไอโฟนมาเมื่อไม่กี่วันนี้ ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับตัวเอง มิน่าล่ะ พิชชามักถามผมเรื่องรถ เรื่องบ้านหรือธุรกิจของครอบครัว เมื่อเธอมั่นใจว่าผมมีเงิน เธอก็เลยตัดสินใจนัดเจอผม จนกระทั่งมาจบที่โรงแรมนี้

ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเงินสี่หมื่นให้เธอหรอก ถึงผมจะไม่เคยขัดสน แต่ป๊ากับแม่ก็สอนเรื่องการใช้เงินมาตั้งแต่เด็ก จะกินใช้อะไรผมก็ยังมีสติ ถึงจะกินของดีหรือใช้ของแพงแต่ก็ไม่เคยซื้อแบบบ้าคลั่ง ที่สำคัญ ผมไม่เคยหมดเงินสี่หมื่นไปกับอะไรที่ไร้ค่าขนาดนี้เลย

แต่มันคือค่าบทเรียนที่ผมต้องจ่ายให้กับความโง่ของตัวเอง!

เมื่อไม่อยากมีปัญหา ผมจึงจำใจต้องหยิบมือถือของตัวเองมา ก่อนเข้าแอพธนาคารและจัดการโอนเงินให้พิชชาไป

"โอนแล้ว" ผมหันหน้าจอให้เธอดูรายการโอนเงินในมือถือ

"ขอบคุณค่ะ แต่ครั้งหน้าไม่ต้องมาใช้บริการพิชชาอีกแล้วนะ ครั้งเดียวก็คลื่นไส้จะแย่แล้ว"

พิชชาสะบัดหน้าหนีและลุกขึ้นจากเตียง ทำท่าเหมือนจะเดินออกไปข้างนอก แต่ผมรีบเรียกเธอไว้ก่อน

"เดี๋ยว ลบคลิปด้วย"

พิชชาหยุดชะงัก เธอหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า ทำท่ากดอะไรบางอย่างบนหน้าจอ จากนั้นก็โยนลงมาบนเตียงให้ผม

"อยากเก็บเอาไว้ดูตายล่ะ อุบาทว์ ลบเอาเองละกัน"

แม้จะโดนเธอดูถูกไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่คราวนี้ผมกลับไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ผมรีบหยิบมือถือของเธอมา พิชชาเปิดหน้าที่ผมต้องการไว้ให้แล้ว ผมเพียงแต่กดลบคลิปก็เป็นอันเรียบร้อย เมื่อเช็คดูจนมั่นใจว่าไม่มีหลงเหลือ ผมก็ส่งคืนให้เธอ

"ยี้! ไอ้คนพิการ!"

พิชชารับมือถือกลับไป ก่อนเดินตัวปลิวออกไปจากห้องโดยไม่แยแส ทิ้งไว้แต่ประสบการณ์เซ็กซ์ครั้งแรกกับผู้หญิงที่น่าอัปยศสิ้นดี

สรุปว่าโดนหลอกแดกอีกแล้ว!

ทำไมผมถึงไม่เคยจำเลย!

ก่อนหน้านี้พิชชาพยายามนัดเจอผมหลายครั้ง แต่ผมก็ปฏิเสธและบ่ายเบี่ยงมาตลอด จนกระทั่งผมบังเอิญได้ยินอะตอมคุยกับแบงค์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานั่นแหละ มันทำให้ผมเสียใจจนนึกอยากทำอะไรบ้าๆ ประชดชีวิต พอพิชชาชวนอีกครั้ง ผมก็ตกปากรับคำโดยไม่เอะใจสงสัยใดๆ เลย

จากนี้ไปผมควรจะเลิกสนใจเรื่องพวกนี้ได้แล้ว สนใจการเรียนอย่างเดียวดีกว่า รักผู้หญิงก็โดนหลอก รักผู้ชายก็ยังโดนหลอกซ้ำอีก ทั้งชีวิตนี้ผมคงต้องอยู่อย่างคนไร้รักไปจนวันตายแน่ๆ เลย

แล้วอะตอมล่ะ ผมจะทำยังไงกับเขาดี บอกตามตรงว่าผมคงไม่สามารถอยู่ร่วมห้องกับมันได้อีกแล้ว คำพูดของมันทำเอาผมเจ็บจนแทบกระอักเลือด แต่ครั้นจะไล่มันไปผมก็สงสาร ผมก็เลยเลือกที่จะไม่กลับคอนโด ประจวบเหมาะว่าวันจันทร์เป็นวันหยุดชดเชย ผมก็เลยอยู่บ้านต่ออีกวัน เพิ่งจะออกมาเมื่อตอนเย็นๆ นี่แหละ ป๊ากับแม่คงเข้าใจว่าผมจะกลับคอนโด แต่จุดหมายปลายทางของผมก็มาลงเอยที่นี่ในที่สุด

ผมถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกเครียดๆ เมื่อไม่รู้จะอยู่ในห้องนี้ต่อไปทำไมก็หยิบเสื้อผ้ามาใส่ ทีแรกผมตั้งใจว่าจะพักอยู่กับพิชชาสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยไปเรียน

ไม่รู้ว่าอะตอมจะอยู่ที่ห้องหรือเปล่า มันส่งไลน์มาบอกผมเมื่อวันเสาร์ตอนเย็นว่าจะกลับบ้าน วันจันทร์มีงานถ่ายแบบ ผมรับรู้แค่นั้นแต่ก็ไม่ตอบ น่าแปลกที่อะตอมไม่โทรหาหรือส่งข้อความมาหาผมเลย ก็แหงล่ะ มันแค่มาหลอกแดกผม ถึงตอนนี้มันคงเหนื่อยที่จะเสแสร้งเป็นห่วงเป็นใยผมแล้วก็ได้

หรือว่าผมจะไปนอนห้องพี่โดมดี?

แต่อย่าเลยดีกว่า ผมไม่อยากเล่าเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามวันนี้ให้ใครฟังเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอะตอมหรือพิชชา เพราะต่างก็เป็นเรื่องที่น่าสมเพชด้วยกันทั้งสองเรื่อง

งั้นกลับคอนโดละกัน

เป็นไงก็เป็นกัน หนีปัญหาไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ถ้าจะต้องแตกหักกับมันก็แตกหักกันไปเลย เพราะไหนๆ ผมก็จะไปเรียนเมืองนอกอยู่แล้ว เสียดายก็เพียงแค่ความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละ ความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก เพราะสิ่งที่อะตอมต้องการคือ…

หลอกแดกผม!

:::CAPTAIN:::

ผมกลับมาถึงคอนโดราวๆ สามทุ่มกว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่คำเดียว แต่ผมก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไรหรอก ในหัวมันตื้อไปหมด พลอยทำให้ระบบอื่นๆ ในร่างกายเพี้ยนไปด้วย

เมื่อมาหยุดอยู่หน้าห้อง ผมก็ชั่งใจอยู่นานว่าจะเปิดเข้าไปดีไหม แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็คงต้องเข้าไป ตอนแรกผมว่าจะใช้คีย์การ์ดเปิดเอง แต่ก็เปลี่ยนใจเป็นเคาะประตูแทน

ไม่นานประตูก็เปิดออก คนที่อยู่ในห้องก็ไม่ใช่ใคร อะตอมนั่นเอง เขาอยู่ในชุดกางเกงบ็อกเซอร์ลายตาผ้าขาวม้าและเสื้อกล้ามสีขาว พอเห็นผมก็ยิ้มแฉ่งต้อนรับ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะยิ้มด้วยดีไหม ก็เลยหลบสายตาลงมองพื้น

"กินอะไรมาหรือยัง กูทำกับข้าวไว้ให้มึงตั้งหลายอย่างแน่ะ มีหมูแดดเดียวทอด ไข่เจียว แกงจืดผักกาดขาวแล้วก็ข้าวสวยร้อนๆ ไม่ใช่อาหารหรูๆ หรอก มึงก็รู้ว่ากูทำไม่เป็น แต่อร่อยนะเว้ย"

พอผมเข้ามาในห้อง อะตอมก็ชวนกินข้าว ผมมองไปที่โต๊ะอาหาร มีกับข้าวหลายอย่างจัดวางไว้ ส่งกลิ่นหอมน่ากิน คนทำคงใช้เวลาพอสมควรถึงทำได้หลายอย่าง แสดงว่าอะตอมน่าจะกลับมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว

เรื่องอาหารหรูหรือไม่หรูไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมหรอก เพราะผมกินกับข้าวฝีมืออะตอมบ่อยๆ ฝีมือก็พอใช้ได้ ตอนแรกมันทำเผ็ดไปหน่อย แต่หลังๆ ก็ปรับรสให้อ่อนลง ผมก็เลยพอกินอาหารบ้านๆ ได้

ผมเข็นรถไปที่โซฟารับแขก ย้ายตัวลงไปนั่งบนโซฟา ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าผมก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะคุยหรือจะทำเฉยๆ กับอะตอมดี แต่เมื่ออยู่ในห้องเดียวกัน จะต่างคนต่างอยู่ก็กระไรอยู่

อะตอมเดินมายืนข้างๆ ผม สีหน้ายังคงยิ้มแย้มเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าสิ่งที่ทำอยู่คือการแสดง ผมก็ยอมรับว่ามันแสดงเก่งมาก เพราะดูยังไงก็ดูไม่ออก ไม่งั้นต่อมแยกแยะการโกหกของผมก็คงบกพร่องอย่างหนัก

"อาบน้ำก่อนไหม"

"ยัง" ผมตอบเสียงเนือยๆ โดยไม่หันไปมอง

"งั้นนั่งพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวกูไปเอาน้ำมาให้นะ" อะตอมทำท่าจะเดินไป แต่ผมก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน

"มึงเลิกแสดงละครซะทีได้ไหมวะ!"

อะตอมหันมามองผม คิ้วสองข้างเลิกขึ้น "ละครอะไรของมึงวะ"

"ไม่ต้องมาทำงง คราวนี้จะหลอกแดกอะไรกูอีกล่ะ!" ผมแขวะเสียงเข้ม

อะตอมหัวเราะเบาๆ ไม่รู้ว่าตลกอะไรของมัน "แดกข้าวไง อุตส่าห์ทำให้ ไม่กินหน่อยเหรอ อร่อยนะเว้ย"

"ไอ้เหี้ย! กูไม่ตลกนะเว้ย" ผมตวาดลั่น ตอนนี้หน้าผมคงแดงก่ำเพราะความโมโหไปแล้ว

อะตอมหน้าเสีย คงไม่เคยเห็นผมทำท่าทางแบบนี้ใส่มันมาก่อน พอเห็นอาการของผมก็เริ่มได้สติ แต่ก็ยังคงทำสีหน้าขึงขังอยู่

"อยากด่าอะไรกูอีกไหม ด่ามาให้หมดเลย ด่าให้พอใจ ถ้ายังไม่พอ จะต่อยกูหรือทำร้ายกูยังไงก็ได้"

ไม่ใช่แค่ท้าเท่านั้น อะตอมเดินกลับมาหาผมและนั่งลงข้างๆ

"เอาดิ โกรธกูไม่ใช่เหรอ อยากด่ากูไม่ใช่เหรอ ทำให้พอใจเลยกัปตัน ต่อยกูเลยก็ได้"

"มึงอย่าท้ากูนะเว้ย! คิดว่าคนพิการอย่างกูต่อยมึงไม่ได้เหรอ" ผมเถียงเสียงสั่น

"ก็ต่อยดิ! กูพร้อมแล้ว"

"กูต่อยมึงแน่! แต่ก่อนที่กูจะต่อยมึง กูจะขอพูดอะไรหน่อย" ผมนึกอยากจะเอามือชี้หน้า แต่ก็กลัวหยาบคายเกินไป

"ว่ามาเลย" อะตอมท้าทาย ดูท่าทางมันไม่กลัวอะไรเลย

"มึงรู้ไหมว่ากูน่ะโคตรจะผิดหวัง กูโคตรจะเสียใจเลย กูรักมึงนะเว้ย มึงทำให้กูรักมึงน่ะ แต่มึงเสือกมาทำเหี้ยๆ กับกูแบบนี้ หัวใจมึงทำด้วยอะไรวะอะตอม คิดว่ากูพิการแล้วจะโง่ไม่ทันมึงเหรอวะ!"

ผัวะ!

ผมซัดไปหนึ่งหมัดอย่างลืมตัว คงเป็นเพราะอารมณ์ตอนนั้นมันได้ที่แล้ว อะตอมเอามือลูบๆ ตรงที่โดนต่อย จากนั้นก็หันมาท้าทายอีก

"ต่อดิ"

ผมอึ้งไปเล็กน้อยที่เห็นมันยังท้าทาย แต่ด้วยความอัดอั้นตันใจก็เลยพูดต่อ

"เออ! กูมันโง่! ถึงได้โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่แม่งก็เสือกไม่เข็ด ไม่เจียมสังขารตัวเอง เพ้อเจ้อคิดว่าจะมีคนมารัก ใครจะมารักคนพิการวะ แม่ง! สุดท้ายก็โดนเขาหลอกอยู่ดี มึงก็เหมือนกัน แกล้งมาทำดีกับกู หลอกให้กูรักมึง แต่พอกูรักมึงไปแล้ว มึงก็เสือกหลอกกูเหมือนคนอื่นๆ ทำไมวะ! คนพิการอย่างกูมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเลยเหรอวะ! ถ้ามึงไม่รักกู มึงมาหลอกให้กูรักมึงทำไม ไอ้เหี้ย!"

ผัวะ!

ผมซัดไปอีกหมัด คราวนี้มีเลือดออกซิบๆ ด้วย อะตอมเพียงแต่ลูบๆ คลำๆ แล้วก็ยิ้ม

"มีอีกไหม พูดมาให้หมด"

ผมรวบคอเสื้อกล้ามของอะตอมเข้าหากันและดึงเข้ามาใกล้ ก่อนตะโกนใส่หน้ามันอย่างเหลืออด "มึงทำอะไรของมึงกันแน่วะอะตอม! มึงจะหลอกอะไรกูอีก มึงหลอกกูไม่ได้แล้วนะเว้ย มึงมีอะไรมึงพูดมาให้หมดเลย เพราะสิ่งที่มึงทำกับกู กูบอกเลยว่ากูให้อภัยมึงไม่ได้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่กูจะถูกหลอก ต่อไปกูจะไม่ให้ใครมาหลอกกูแบบนี้อีกแล้ว มึงคิดจะทำอะไรมึงพูดมาให้หมดเลยสิวะไอ้เหี้ย!"

อะตอมไม่ตอบ แต่ผมเห็นมันน้ำตาไหล ว่าแต่มันจะร้องไห้ไปทำไม เพราะคนที่ควรจะร้องไห้ควรจะเป็นผมไม่ใช่เหรอ พอคิดมาถึงตรงนี้ผมก็น้ำตาไหลบ้าง

"ที่กูเสียใจ ที่กูโมโหขนาดนี้ เพราะกูรักมึงไปแล้ว มึงหลอกกูแล้วมึงได้อะไรวะอะตอม มึงไม่เห็นใจกูบ้างเหรอ กว่ากูจะทำใจจากคนนั้นได้ มันใช้เวลานานนะเว้ย ความรักของคนอย่างกูไม่มีค่าเหรอวะ กูไม่ได้รักใครง่ายๆ นะเว้ย แล้วถ้ากูรักใคร มันก็ลืมไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน กูมีหัวใจ กูเจ็บเป็น กูร้องไห้เป็น กูอยากรัก กูอยากถูกรัก กูอยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ กูเหมือนมึง เหมือนคนอื่นๆ อย่าล้อเล่นกับหัวใจกูแบบนี้สิวะ!"

ผมร้องไห้สะอึกสะอื้น มือที่จับคอเสื้อของอะตอมไว้ค่อยๆ หมดแรงลง ไม่นานก็ตกลงข้างตัว ไม่อยากเชื่อเลยว่าปมด้อยในอดีตจะทำให้ผมบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนี้ แต่พอได้ปลดปล่อยออกมาแล้ว อาการตื้อและหนักหัวก็ค่อยทุเลาลง

"ที่กูกลับมา เพราะกูคิดถึงมึง กูไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมามึงรักกูจริงหรือแค่หลอกกูเล่น แต่กูรักมึงไปแล้ว เพราะมึงดีกับกู มึงช่วยเหลือกูทุกอย่าง มึงทำให้กูรู้สึกว่าหัวใจของกูมีค่า มึงทำให้คนที่ไม่มั่นใจในความรักอย่างกูกลับมารักใครสักคนได้อีกครั้ง เพราะมึงทำแบบนี้ กูถึงรักมึง แล้วทำไมมึงถึงทำกับกูแบบนี้วะอะตอม มึงไม่เห็นเหรอว่ากูมีความสุขมากแค่ไหนที่มีมึงอยู่ใกล้ๆ กูอยากได้ความรักแบบนี้ กูอยากมีคนที่รักกูแบบนี้ กูไม่มีสิทธิ์เลยเหรอวะ มึงไม่หลอกกูได้ไหมอะตอม กูไม่อยากให้เรื่องของกูกับมึงเป็นแค่เรื่องโกหก มึงไม่รู้สึกดีๆ เหมือนกูเหรอ มึงไม่อยากให้เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเหมือนจริงเหมือนกูบ้างเลยเหรอวะ มึงเริ่มต้นก่อนเพราะมึงชอบกูไม่ใช่เหรอ มึงอยากเป็นแฟนกูไม่ใช่เหรอ แล้วกูก็รักมึงแล้ว กูรักมึงไปแล้วนะเว้ย มึงอย่าทำแบบนี้กับกูสิวะ"

ผมซบหน้าร้องไห้ลงบนไหล่ของอะตอม หยดน้ำตาของผมไหลลงมาเป็นสายหยดแล้วหยดเล่า อะตอมกอดผมไว้เบาๆ และลูบหลังไปด้วย สัมผัสที่ดูเหมือนรักใคร่นี้ทำให้ผมรู้สึกเสียดายเหลือเกิน เพราะหลังจากวันนี้ไป เรื่องโกหกนี้ก็จะจบลง สิ่งดีๆ ที่เคยได้รับก็จะจบลงไปด้วย

ผมหมดเรื่องจะพูดแล้ว ผมก็ปล่อยตัวเองให้ร้องไห้และปลดปล่อยความรู้สึกอย่างเต็มที่ นานทีเดียวกว่าผมจะหยุด เรียกได้ว่าร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตา

อะตอมใช้สองมือดันไหล่ผมออก เราสองคนมองหน้ากันนิ่งๆ ผมไม่เหลืออารมณ์โกรธเคืองอีกแล้ว ในใจเตรียมพร้อมยอมรับความจริงทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น

"ถ้ามึงหมดเรื่องจะพูด คราวนี้มึงฟังกูหน่อยนะเว้ย"

ปากเจ่อๆ ของอะตอมเอื้อนเอ่ย ผมพยักหน้ารับรู้

"กูจะไม่พูดอะไรเยอะหรอก แค่อยากให้มึงตอบคำถามกูสักสี่ห้าข้อได้ไหม"

ผมพยักหน้า อะตอมยิ้มเล็กน้อยและเอามือลงจากไหล่ผม จากนั้นก็ถามคำถามแรก

"ตั้งแต่กูมาอยู่กับมึง กูเคยขอยืมเงินมึงไหม"

"ไม่เคย" ผมตอบโดยแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด

"กูเคยเบี้ยวไม่จ่ายค่าห้องมึงไหม"

"ไม่เคย"

"ของกินของใช้ในบ้าน กูช่วยมึงออกตังค์ซื้อทุกครั้งหรือเปล่า"

ผมพยักหน้ายอมรับ

"เวลาไปกินอะไรข้างนอก กูช่วยมึงจ่ายไหม"

ผมพยักหน้า เริ่มเข้าใจบางอย่างขึ้นมารางๆ แล้ว

"ก่อนที่แม่มึงจะอนุญาตให้กูมาอยู่ด้วย เขาเคยให้มึงทดสอบกูแล้วไม่ใช่เหรอว่ากูเป็นคนแบบไหน มึงจำได้หรือเปล่า"

"จำได้"

"คำถามสุดท้ายนะเว้ย แล้วทั้งหมดนี้…มึงคิดว่ากูหลอกแดกมึงหรือเปล่า"

ผมส่ายหน้าทันที เมื่อทบทวนจากคำถามทั้งหมดที่อะตอมถามมา ผมก็ยังไม่เห็นว่าอะตอมจะมีพฤติกรรม "หลอกแดก" ตรงไหน นี่มันหมายความว่ายังไงกัน

"แล้วที่มึงคุยกับไอ้แบงค์วันนั้น มันหมายความว่าไงวะ" เมื่อเดาไม่ได้ ผมก็ถามไปตรงๆ

"กูประชดมันเฉยๆ เว้ย ไอ้แบงค์น่ะมันชอบเอาเรื่องขี้ปากชาวบ้านมาเล่าให้กูฟัง กูก็เลยโมโห มึงคิดดูนะเว้ย มันเป็นเพื่อนกูมาตั้งหลายปี แต่แม่งเสือกมองกูในแง่ร้ายตลอดเลย มันคิดว่ากูจะมาหลอกแดกมึงเหมือนที่คนอื่นเขาพูดกัน กูก็เลยพูดประชดมัน แล้วมึงก็เสือกมาได้ยิน" อะตอมพูดให้ฟังดูตลกๆ ช่วงท้าย

"แล้วทำไมมึงไม่บอกกูวะ" ผมใจหายวาบ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำกับอะตอมเมื่อกี้ ผมทั้งด่าทั้งต่อยมัน ทำมันเจ็บทั้งตัวและใจ แต่มันก็ยังทนได้ ไม่โต้ตอบผมเลยแม้แต่น้อย

"ไม่รู้จะตอบไงเว้ย" อะตอมยิ้มเขินๆ

"อะตอม"

ผมเรียกชื่อแล้วก็โผเข้ากอดอะตอมแน่น น้ำตาที่ว่าหมดไปแล้วถูกผลิตขึ้นมาใหม่ แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจอีกแล้ว

"มึงทำไมไม่บอกกูตั้งแต่วันนั้นวะ แล้วมึงปล่อยให้กูต่อยมึงทำไม" ผมบ่นไปร้องไห้ไป

"กูอยากให้มึงระบายออกมาให้หมด มึงจะได้สบายใจ ไม่มีอะไรติดค้างไง"

ฟังเหตุผลของอะตอมแล้วผมก็ยิ่งกอดมันแน่นขึ้น รู้สึกสะท้อนใจเหลือใจ ใจหนึ่งก็นึกโมโหตัวเองที่โกรธจนไม่ลืมหูลืมตา

"กูรักมึงนะเว้ยอะตอม มึงไม่หลอกกูใช่ไหม มึงไม่เอาหัวใจมึงคืนไปใช่ไหม อย่าเอาคืนไปเลยนะเว้ย กูอยากให้มึงรักกู กูอยากให้มึงอยู่กับกูแบบนี้" ผมละล่ำละลักและสะอื้นฮักๆ

"เออ กูไม่เอาคืนหรอก มึงเก็บไว้ให้ดีๆ ละกัน มึงไม่รู้เหรอ กูรักใครแล้วกูรักจริงนะเว้ย รักหัวปักหัวปำด้วย"

"กูขอโทษนะเว้ยที่ทำร้ายมึง ทำให้มึงเจ็บทั้งตัวทั้งใจเลย กูนี่แม่งแย่จริงๆ เลยว่ะ แค่นี้ก็คิดไม่ได้"

"เออ กูไม่โกรธมึงหรอก กูรู้ว่าเรื่องนี้มันเป็นแผลในใจมึง ถ้ามึงไม่ปลดปล่อยมันออกมา มันก็ไม่หายง่ายๆ หรอก"

"นี่มึงช่วยกูเหรอวะอะตอม"

พูดไปผมก็ใจหายวาบ อะตอมยอมให้ผมด่า ยอมให้ผมต่อย เพียงเพราะมันอยากให้ผมปลดปล่อยความคิดด้านลบเก่าๆ ออกมาให้หมด ถ้าไม่ใช่เพราะความรัก ผมก็นึกไม่ออกว่ามันจะยอมทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร

"มึงเป็นแฟนกู แล้วกูก็รักมึง จำไว้นะเว้ยว่ากูรักมึง รักมากด้วย" อะตอมย้ำหนักแน่น

สิ่งที่อะตอมทำมันยิ่งกว่าคำว่ารัก บอกรักกันคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่แสดงให้เห็นว่ารักจริงนั้นต้องใช้ความกล้าหาญและน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ นี่คือสิ่งที่อะตอมแสดงให้ผมเห็นแล้ว

"เออ กูจะจำไว้"

อะตอมจับไหล่ผมดันออก เราสองคนยิ้มทั้งน้ำตาให้กัน ครู่หนึ่งปากเจ่อๆ ของมันก็เอ่ยคำพูดที่ทั้งซึ้งและตลก

"ถึงจะเจ็บตัวและเจ็บใจ แต่ก็โคตรคุ้มเลยว่ะ ได้ยินแต่คำว่ารักๆ ๆ ๆ เต็มไปหมดเลย"

ผมอดขำเบาๆ ไม่ได้ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มอะตอมเบาๆ ไม่รู้ว่าผมจะต้องทำอะไรอีกมากแค่ไหนถึงจะไถ่โทษความผิดครั้งนี้ได้ ตอนนี้ขอให้รางวัลง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งไปก่อนละกัน

"ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะเว้ย เกิดในห้องมีปืนแล้วกูยิงมึงตายจะทำไง กูไม่อยากอยู่คนเดียวนะเว้ย กูอยากให้มึงอยู่กับกูไปนานๆ "

อะตอมพยักหน้า ผมเอื้อมมือไปแตะปากเจ่อๆ ของมันเบาๆ

"เจ็บมากหรือเปล่า สงสัยจะเจ็บแน่เลย กูเข็นวีลแชร์ทุกวัน หมัดกูก็เลยหนัก"

"ไกลหัวใจตั้งเยอะ" อะตอมยิ้มจริงใจ

"ไปเอายามา เดี๋ยวจะทาให้"

ผมออกคำสั่ง แต่ก็เป็นคำสั่งที่มาจากความห่วงใย ไม่ใช่อะไรหรอก อะตอมมันเดินได้ วิ่งไปหยิบแป๊บเดียวก็ได้แล้ว

อะตอมทำตามอย่างว่าง่าย มันวิ่งจู๊ดไปตรงตู้ยาตามที่ผมบอก ผมยิ้มตามไปอย่างเอ็นดูระคนสงสาร จากนี้ไปผมจะไม่ใช้ปมด้อยในอดีตมาทำร้ายตัวเองและคนที่ผมรักอีกแล้ว ครั้งนี้จะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย

ตอนนี้ก็เหลือแค่เรื่องของพิชชาเท่านั้นที่ผมยังไม่ได้เล่า เอาเป็นว่าคืนนี้ก่อนเข้านอนผมจะเล่าให้มันฟัง

:::CAPTAIN:::

"ก่อนไป เขาบอกกูว่าไม่ต้องมาใช้บริการเขาอีกแล้ว เพราะเขาคลื่นไส้ที่มีอะไรกับกู เขาร้องยี้ใส่กูด้วย แล้วก็เรียกกูว่า...ไอ้คนพิการ กูโคตรทุเรศตัวเองเลย โง่ออกไปให้เขาหลอกเอาเงิน แถมยังโดนด่าเหมือนหมูเหมือนหมาอีก"

เมื่อเล่าถึงตรงนี้ ผมก็พบว่าตัวเองไม่รู้สึกเจ็บกับมันอีกแล้ว คงเป็นเพราะผมมีอะตอมอยู่ข้างๆ เรื่องร้ายๆ ก็ผ่อนเบาลง ก่อนจะจบเรื่องนี้ ผมก็ย้ำสิ่งสำคัญทิ้งท้าย

"ตอนนั้นกูนึกไม่ออกว่ากูจะคุยกับมึงยังไง กูทำใจไม่ได้ว่ะ เพราะว่าที่กูได้ยินน่ะมันโคตรแรงเลย กูเสียใจมาก ก็เลยอยากทำอะไรบ้าๆ บอๆ ประชดชีวิต บังเอิญพิชชาทักเฟสกูมาพอดี กูก็เลยคุยด้วย แล้วก็นัดไปเจอกัน แต่ที่กูออกไปหาน้องเขา กูไม่ได้คิดจะไปทำอะไรเขาหรอก แต่มาสติหลุดเอาตอนที่เขาขึ้นรถมากับกูนั่นแหละ"

ผมไม่เล่าตรงนี้ซ้ำเพราะเล่าไปแล้ว เรื่องของเรื่องก็คือผมไปรับพิชชาที่บ้านเพื่อนของเธอ พอขึ้นรถมาเธอก็เริ่มอยู่ไม่สุข แถมยังแต่งตัวเซ็กซี่ยั่วยวนอีก ผมก็เลยตบะแตก

"กูผิดนะอะตอม ผิดเต็มๆ เลย กูไม่มีอะไรจะแก้ตัวหรอก มึงจะว่ากูเลว โง่ หรืออะไรก็ได้ กูพลาดไปแล้วว่ะ กูรู้ว่าไม่ควรทำ กูขอโทษจริงๆ "

"มันใช่เรื่องหรือเปล่า!" อะตอมสวนมาทันควันหลังนั่งนิ่งฟังอยู่นาน เล่นเอาผมตกใจ เห็นมันทำท่าโกรธก็ใจแป้ว

"โตแล้วนะเว้ย ทำไมถึงเชื่อคนง่ายแบบนี้วะ รู้จักเขาดีแล้วเหรอถึงได้ออกไปหาเขาน่ะ เห็นเขาเป็นผู้หญิง มึงคิดเหรอว่าเขาจะไม่มีพิษสงอะไร มึงเคยได้ยินข่าวนางนกต่อไหม เกิดมันเอาคนมาทำร้ายมึง ฆ่าปาดคอชิงทรัพย์มึง หรือฆ่าหั่นศพมึงขึ้นมา มึงจะทำยังไงวะ!"

อะตอมต่อว่าผมอย่างไม่ลดละ ผมไม่เคยเห็นมันต่อว่าผมแบบนี้มาก่อน จึงได้แต่อ้าปากค้าง

"แล้วที่มึงไปมีอะไรกับเขาน่ะ มึงป้องกันหรือเปล่า ถ้าเกิดติดเอดส์ขึ้นมา มึงหมดอนาคตเลยนะเว้ย"

"กูใส่ถุงยางเว้ย ว่าแต่กูเหอะ เมื่อก่อนมึงก็เพลย์บอยไม่ใช่เหรอ ไอ้แบงค์มันบอกกู" ผมย้อนคืนไม่เต็มเสียงนัก

อะตอมชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่นานมันก็ใส่ผมอีกชุด

"มึงไม่ต้องมาเถียงเลย อะไรที่ไม่ดีมึงจะทำตามทำไมวะ ทีหลังจะทำอะไรแบบนี้ก็ปรึกษาคนอื่นบ้าง ไม่ใช่คิดคนเดียวทำคนเดียว แล้วมึงจะมีกูไว้ทำไม มึงจะมีพี่โดมไว้ทำไม มึงจะมีป๊ากับแม่ไว้ทำไม มึงจะมีเพื่อนๆ ไว้ทำไม รู้ว่าตัวเองยังไม่มีประสบการณ์ก็ต้องปรึกษาคนอื่นดิ"

พูดจบอะตอมก็ลุกขึ้นจากโซฟาด้วยสีหน้าหงุดหงิด มันเดินไปหยิบคีย์การ์ดแล้วก็เดินตรงไปที่ประตู

"เดี๋ยวมานะเว้ย"

เสียงประตูปิดดังปังทำเอาผมสะดุ้งโหยง ไม่คิดเลยว่ามันจะโกรธผมมากขนาดนี้ ดูเหมือนจะมีหลายกระทงซะด้วย ผมไม่รู้เลยว่าเรื่องไหนกันแน่ที่ทำให้มันโกรธหรืองอนได้ขนาดนี้

ผมย้ายตัวขึ้นไปนั่งบนวีลแชร์ นึกไม่ออกเลยว่าจะทำอะไร คงไม่ไปตามอะตอมหรอก มันคงอยากไปสงบสติอารมณ์ข้างนอก อย่าไปกวนมันเลยดีกว่า เอาเป็นว่าผมจะนั่งรอมันอยู่ตรงนี้จนกว่ามันจะกลับมาละกัน

คิดได้แล้วผมก็เข็นรถมานั่งรออะตอมที่ประตู ระหว่างรอก็คอยคิดหาคำพูดหรือวิธีที่จะทำให้มันหายโกรธไปด้วย แค่ขอโทษจะพอหรือเปล่า เมื่อกี้ขอโทษแล้วแต่กลับโดนมันด่าเฉยเลย หรือจะบอกรักมันอีก แต่เมื่อกี้ก็บอกไปหลายรอบแล้ว ให้ฟังอีกก็คงเอียนกันพอดี

ทำไงดีเนี่ย นึกไม่ออกเลย

บทจะโกรธมันก็มาเป็นพายุบุแคม ด่าเอาๆ จนผมแทบจะเถียงไม่ทัน ก็คนทำผิดไปแล้วจะให้ทำไง ผิดก็ยอมรับผิดแล้ว ขอโทษก็ขอโทษแล้ว ที่จริงจะไม่บอกก็ยังได้ แต่เห็นว่าเป็นแฟนหรอกนะ ก็เลยไม่อยากมีความลับด้วย

แต่เอาเถอะ ในเมื่อผมผิดก็ต้องได้รับโทษ ให้มันโกรธผมคืนบ้างก็ดีเหมือนกัน

ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีวี่แววว่าอะตอมจะกลับมา ผมนึกอยากจะโทรหาหรือไลน์ไปถามดูบ้าง แต่หยิบมือถือมาแล้วก็ไม่กล้าทำอย่างที่คิด ก็เลยต้องรอต่อไป

พลันผมก็เกิดไอเดียบางอย่าง ข้อเสียของการนั่งวีลแชร์คือผมจะกอดมันไม่ได้ ยกเว้นอะตอมจะช่วยพยุงผมลุกขึ้นยืน แต่มันโกรธผมขนาดนี้คงไม่ทำอยู่แล้ว ถ้าอยากกอดมัน ผมก็ต้องหาวิธียืนขึ้นและกอดมันด้วยตัวผมเอง

คิดแล้วผมก็เข็นรถมาที่ตู้เก็บเสื้อผ้า ผมเก็บไม้ค้ำยันไว้ในนี้ แต่ไม่ใช่อยู่ๆ ผมจะหยิบมาใช้แล้วเดินได้เลย ผมต้องใส่เบรสที่ขาหรือรองเท้าแบบมีเหล็กพยุงทั้งสองข้าง จะใส่ทีก็ยุ่งยากหน่อย ใช้เวลาพอสมควร แถมเดินไปนานๆ ก็จะรู้สึกเจ็บ หลังๆ ผมก็เลยเลิกใช้

เมื่อใส่เบรสเสร็จแล้วผมก็เอาไม้ค้ำยันมาช่วยพยุงตัวลุกขึ้นยืน ถึงไม่ได้ใช้นานแล้วแต่ก็ยังพอเดินได้อยู่ จากนั้นผมก็เดินกลับมายืนรออะตอมตรงประตูเหมือนเดิม

ผ่านไปสักพัก ผมก็ได้ยินเสียงคนเดินมาที่ประตู คนที่ผมรอมาเกือบชั่วโมงน่าจะกลับมาแล้ว อาการง่วงที่เริ่มเล่นงานผมหายเป็นปลิดทิ้งทันที เมื่อประตูเปิดออก ร่างสูงของคนคุ้นเคยก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าผม หน้าตามันดูเรียบเฉยมาก แต่ผมไม่สนใจแล้ว ผมปล่อยไม้ค้ำยันร่วงลงพื้นพร้อมกับโผเข้ากอดอะตอมทันที

ในที่สุดผมก็ได้อกอุ่นๆ นี้กลับคืนมาแล้ว

ผมไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ถ้าอะตอมรักผมจริง เห็นแค่นี้มันก็คงจะเข้าใจทุกอย่าง พอมันกอดผมตอบผมก็โล่งใจ แสดงว่ามันเข้าใจและหายโกรธผมแล้ว

ผมยิ้มมีความสุขและหลับตาพริ้ม นึกถึงตอนที่มันพาผมลงไปในทะเลลึกที่เกาะเสม็ด แม้จะน่ากลัว แต่พอมีผู้ชายคนนี้อยู่ด้วยผมก็รู้สึกปลอดภัยและมั่นคง ความรู้สึกพิเศษแบบนี้ผมไม่เคยได้รับจากใครเลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ผมจะรักษาไว้ยิ่งชีวิต

"ดึกแล้ว นอนเหอะ" อะตอมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ผมผละตัวออก แต่ยังจับไหล่อะตอมไว้อยู่เพื่อพยุงตัว เราสองคนมองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม พอผมเห็นมันยิ้มแล้วผมก็อดดีใจอีกไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกอดมันอีกรอบ

"มึงรู้ไหม เรื่องเดียวที่กูไม่ค่อยชอบเวลานั่งวีลแชร์ก็คือ...ไปไหนกูก็จับมือมึงไม่ได้ ลุกขึ้นยืนเคียงข้างมึงหรือกอดมึงไม่ได้ แต่กูก็รักมึงนะเว้ย อะไรที่กูทำได้กูก็จะทำให้ ต่อไปนี้...กูสัญญาว่าจะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว เรากลับมารักกันเหมือนเดิมนะอะตอม ที่ผ่านมาทั้งหมด...กูขอโทษ"

อะตอมเอามือลูบหลังผมเบาๆ เมื่อรู้ว่าผมร้องไห้ ขณะเดียวกันก็เอาขาข้างหนึ่งยันปิดประตูห้องที่ยังเปิดอยู่เบาๆ ไปด้วย เสร็จแล้วก็ช้อนตัวผมขึ้นมาอุ้มเหมือนเจ้าสาว

"ที่รักของผม หยุดร้องไห้ได้แล้วนะครับ"

ใบหน้าหล่อคมยิ้มหวาน น่ารักเสียจนผมอดที่จะหอมแก้มให้รางวัลไม่ได้ อะตอมยิ้มพอใจเมื่อได้รางวัลจากผม หนุ่มร่างสูงหุ่นนายแบบอุ้มผมพาเดินเข้าไปในห้องนอน เมื่อมาถึงก็วางผมลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล ค่าที่ผมกลัวมันหนีไปอีก ก็เลยฉุดมันลงมานอนด้วย สองมือของผมโอบรอบเอวของร่างหนักๆ ที่ทับตัวผมไว้หลวมๆ

"นอนเป็นเพื่อนกูนะคืนนี้" ผมส่งสายตาเว้าวอน

"เออ แต่กูบอกไว้ก่อนนะเว้ย ปากกูเจ่อ โดนใครไม่รู้ต่อยตั้งสองครั้ง กูคงจูบมึงไม่ได้ อย่างอื่นก็ไม่น่าจะทำได้ด้วย" อะตอมพูดหยอกตลกๆ

"เออ ไม่เป็นหรอก อย่าหนีกูไปก็พอแล้ว" ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ "หายโกรธกูแล้วนะเว้ย"

อะตอมใช้มือปัดเกลี่ยผมที่หน้าผากให้เบาๆ จากนั้นปากเจ่อๆ ของมันก็พูด

"ใครจะโกรธมึงลงวะ คนอื่นเขาทำมึงเจ็บแล้ว กูจะทำมึงเจ็บอีกได้ยังไง เราสองคนต้องดูแลกันนะเว้ย มีทุกข์ร่วมทุกข์ มีสุขร่วมสุข เมื่อกี้ที่กูหายไปน่ะ กูโทรไปปรึกษากับพี่ฝางกับพี่เอิร์ธ เดี๋ยวพวกกูสามคนจะช่วยแก้แค้นยัยพิชชาให้มึงเอง กูไม่ยอมให้เขาทำแบบนี้กับมึงแล้วหนีไปเฉยๆ หรอก แต่มึงไม่ต้องทำอะไรนะเว้ย คอยฟังข่าวก็พอ"

นั่นไง! อะตอมช่วยผมอีกแล้ว ผมซะอีกที่ทำตัวงี่เง่าไร้สาระกับมัน อดรู้สึกผิดอีกไม่ได้เลย

"กูถามมึงตรงๆ นะอะตอม แล้วกูจะไม่ถามมึงอีก กูอยากรู้ว่ามึงรักกูตรงไหน กูเป็นผู้ชาย แถมขากูก็ไม่ดี มีอะไรให้มึงรักกูขนาดนี้วะ"

อะตอมพลิกตัวลงนอนข้างๆ ผมบนหมอนใบเดียวกัน เหยียดแข้งขาสบายๆ ส่วนผมก็ตั้งตารอฟังอย่างใจจดใจจ่อ

"กูว่าคนที่สร้างกูขึ้นมา เขาไม่ต้องการให้กูรู้หรอกว่ากูรักมึงทำไม ความรักเป็นของขวัญจากคนบนฟ้า จะรู้ว่าเป็นแบบไหนก็ตอนแกะออกมาดูแล้ว ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าหรอกว่าเราจะไปเจอใคร...หรือรักใคร คนที่รักจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหนหรือเพศไหน แต่รักก็คือรักนะเว้ย แล้วมันก็เป็นของมีค่าด้วย กูรู้ว่ามึงเป็นผู้ชาย กูรู้ว่าขามึงเป็นแบบนี้ แต่ถ้าความรู้สึกมันใช่ ถ้าเติมเต็มให้กันได้ ช่วยเหลือกันได้ รับกับให้สมดุลกัน คุยกันรู้เรื่อง ความรักมันก็ไปต่อได้ไม่ใช่เหรอ" อะตอมเว้นจังหวะ ก่อนหันหน้ามามองผมด้วยแววตาซึ้งๆ

"กูบอกตรงๆ เลยนะเว้ย ตั้งแต่รักกับมึงมา ชีวิตกูโคตรมีความสุขเลย ตอนที่กูรักอั้ม มันเหมือนว่ากูรักเขามาก แต่ได้คืนมาน้อย กูเลยรู้สึกเหมือนคนกินข้าวไม่เคยอิ่ม แต่พอมารู้จักกับมึง กูรู้สึกอิ่ม ไม่โหยหา เพราะกูรักมึงเท่าไหร่ มึงก็ให้กูคืนมาเท่านั้น อีกอย่าง...มึงก็สเปคกูเลยนะเว้ย กูชอบคนผิวขาว ปากแดง หน้าตาน่ารัก กูตกหลุมรักมึงเพราะหลงเสน่ห์มึงนี่แหละ อย่าดูถูกตัวเองดิ คนทุกคนคนมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองทั้งนั้นแหละ มึงก็มีเหมือนกัน"

ผมอยากจะร้องไห้อีกแล้ว ยิ่งรู้จักอะตอมมากขึ้นเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรัก ขอบคุณจริงๆ ที่อั้มปล่อยมือผู้ชายคนนี้มาให้ผม ทำให้คนอย่างผมได้มีโอกาสสัมผัสรักที่แสนอุ่นกับเขาบ้าง คราวนี้จะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปไหน จะดูแลและทะนุถนอมหัวใจของผู้ชายที่แสนน่ารักคนนี้เท่าชีวิต

"จะว่าไป...มึงนี่ยิ่งมองก็ยิ่งหล่อนะเว้ย" ผมเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มของอะตอมเบาๆ เพ่งพิศดูหน้าหล่อคมและเผลอยิ้ม

"อย่ามายั่วกูนะเว้ย ถึงกูจะปากเจ่อ แต่ถ้าจะทำกูก็ทำได้เว้ย"

"เชี่ย กูไม่ได้ยั่วเว้ย กูซึ้งต่างหาก" ผมว่า ก่อนขำเบาๆ ด้วยกันทั้งคู่

อะตอมพลิกตัวขึ้นมาทับตัวผมไว้อีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะทำอะไรของมันกันแน่ แต่ผมก็ตื่นเต้นจนใจเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็พร้อมจะสู้

"เรื่องวันนี้ กูยกเว้นให้หนึ่งครั้ง ถ้ามองในแง่ดี อย่างน้อยมึงก็มีประสบการณ์กับผู้หญิงแล้ว แต่กูบอกไว้ก่อนนะเว้ย กูให้มึงได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป..." อะตอมกระหยิ่มยิ้ม สายตาดูเจ้าเล่ห์

"กูจะไม่ยอมให้มึงมีประสบการณ์แบบนี้กับผู้หญิงที่ไหนอีก เก็บปากแดงๆ เก็บนมชมพู เก็บผิวขาวๆ เนียนๆ ของมึงไว้ให้กูคนเดียว ส่วนกู...กูก็จะไม่มีอีกเหมือนกัน ตกลงตามนี้ไหม"

ผมไม่ตอบคำถามนั้น แต่เอามือซ้ายลูบไล้หน้าอกตัวเองเบาๆ ส่วนมือขวาก็ลูบไล้เบาๆ บนริมฝีปากของตัวเอง

"ไม่รู้ดิ เมื่อกี้กูตกใจน่ะ ก็เลยนึกอะไรไม่ออก แต่ถ้ามีคนช่วยปลอบใจกูสักหน่อย กูอาจจะนึกออกก็ได้ว่าจะตอบยังไง"

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น