เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 26 : ♿ บทพิสูจน์แรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 ก.ค. 63

:::ATOM:::

บ่ายนี้ กัปตันกับผมชวนเพื่อนๆ ที่สนใจชมรมยูดีมาที่คอนโดเพื่อวางแผนการทำงานกัน มีน้ำหวาน แบงค์ กวิน ปาร์ตี้และคอปเตอร์มาช่วย ถ้าจะเรียกว่าผู้ร่วมก่อตั้งก็คงไม่ผิดนัก

วันนี้พวกเราจะช่วยกันวางแผนจัดกิจกรรมระดมทุนก่อนเป็นอันดับแรก ทุกคนพอจะรู้มาบ้างแล้วว่าเราต้องช่วยกันหาเงินหนึ่งล้านบาท สำหรับเด็กๆ อย่างพวกเราแล้ว เงินจำนวนนี้แทบจะไกลเกินฝันเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากจะต้องหาให้ได้ภายในสองสามเดือนนี้ แต่พวกเราก็อยากลองดู บางคนเตรียมไอเดียดีๆ เป็นการบ้านมาหลายไอเดียเลย

อ้อ เย็นๆ แม่ของกัปตันกับพี่โดมจะแวะมาหา เห็นบอกว่าจะซื้อของกินอร่อยๆ มาฝากพวกเราด้วย

ห้องของกัปตันมีโต๊ะที่ใช้นั่งคุยกันได้อยู่หนึ่งตัว เราลากมาวางไว้ใกล้ๆ กับโซฟานั่งเล่น ใครอยากนั่งโต๊ะก็นั่ง ใครอยากนั่งบนโซฟาก็ได้ เพราะพวกเราเน้นการพูดคุยสบายๆ เป็นกันเอง แต่กว่าจะได้คุยกัน เพื่อนๆ ของเราก็เดินดูห้องซะทั่ว บางคนก็ตื่นเต้นเพราะไม่เคยมีห้องสวยๆ แบบนี้ บางคนก็เฉยๆ เพราะที่บ้านมีฐานะดี ก็เลยไม่รู้สึกว่าแตกต่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็เดินไปด้วยเพราะอยากรู้ว่าในห้องมีอะไรบ้าง ผมให้เจ้าของห้องเป็นคนพาทัวร์ จบจากตรงนั้นแล้วถึงมานั่งประชุมกัน

"ไอเดียกูนะเว้ย มันต้องมีอีเว้นต์ให้คนสนใจ ที่ต่างประเทศนะเว้ย เขาทำกราฟิตตี้วอลล์ให้คนมาถ่ายรูป แล้วก็แชร์ให้คนมากดไลค์ กูว่าก็น่าสนใจนะเว้ย ถ้าเราขอใช้ที่ที่คนเดินผ่านเยอะๆ หน่อยอย่างเช่นสกายวอล์คใหม่ตรงเอ็มบีเค กูว่าได้คนเยอะแน่ๆ ทีนี้ก็หาคนมาช่วยพ่นสีกราฟิตตี้วอลล์ให้มันน่าสนใจหน่อย ในมหาลัยเราน่าจะหาคนช่วยทำได้ไม่ยากหรอก แล้วก็มีข้อความว่า I Support UD อยู่บนกำแพง เวลาคนมาถ่ายรูปก็ให้เขายืนตรงตัวไอ ทุกคนที่มาถ่ายรูปกับวอลล์ของเราก็จะได้บอกชาวโลกว่าเขาสนับสนุนยูดีไง แล้วก็ให้เขาเอารูปแชร์ขึ้นเฟส แล้วดูว่าในยี่สิบสี่ชั่วโมงได้กี่ไลค์ เอาแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมงก็พอ ได้จำนวนไลค์เท่าไหร่ ก็บริจาคเท่านั้น คนที่มากดไลค์ช่วยกันบริจาคด้วยก็ได้ หนึ่งไลค์ก็บริจาคหนึ่งบาท หมื่นไลค์ก็บริจาคหมื่นบาท พวกมึงคิดว่าไง"

กวินนำเสนอไอเดียก่อนเพื่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าไอเดียมันน่าสนใจมากๆ เพื่อนๆ ถึงกับตาลุกวาวและฮือฮา

"เฮ้ย กูว่าไอเดียนี้ใช้ได้เลย ถ้าจะให้ดีนะเว้ย ต้องหาเซเลบมาถ่ายกับกราฟิตตี้วอลล์ด้วย คนดังมีคนกดไลค์เยอะนะเว้ย ถ้าหามาได้นะมึง ได้ตังค์เยอะแน่ๆ " อินเสริมไอเดีย เพื่อนๆ ต่างก็เห็นด้วย

"กูว่าวันแรกมันน่าจะต้องมีอะไรนำเข้างานนิดนึงดีไหมวะ เอาพวกคิวท์บอยที่เคยซ้อมเต้นด้วยกันมาทำแฟลชม็อบดีไหม ตรงนั้นมันมีหลายห้าง เลือกเอาสักห้างก็ได้ แล้วก็ให้พวกคิวท์บอยนี่แหละเดินแฝงตัวไปกับคนทั่วไป พอเพลงมาก็เต้น แล้วก็ค่อยๆ มารวมตัวกัน เต้นเสร็จ ก็เชิญชวนไปคนไปถ่ายรูปที่กราฟิตตี้วอลล์ เพราะบางทีคนที่เดินห้างเขาไม่รู้ไง เราต้องมีวิธีบอกให้มันน่าสนใจ" ปาร์ตี้ช่วยเพิ่มสีสันให้ไอเดียมากขึ้น ถึงมันจะไม่ค่อยชอบหน้าอิน แต่เพื่อกัปตันมันก็ยอมมาร่วมงานนี้กับพวกเราด้วย

เมื่อไอเดียดีๆ เริ่มมา ผมกับเพื่อนๆ ก็ช่วยกันแลกเปลี่ยนความเห็น ค่อยๆ ตบจนเริ่มเข้ารูป จนกระทั่งเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน น่าจะเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว หลายๆ คนที่มาช่วยมีพ่อแม่เป็นคนใหญ่คนโต พอจะช่วยเจรจาขอใช้สถานที่แถวๆ นั้นได้อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ ที่จะมาช่วยงานปลีกย่อย พวกเราก็คงจะหาเอาในมหาลัยนี่แหละ

โดยสรุปแล้วเราจะเรียกงานนี้ว่า

"I Support UD หนึ่งไลค์ หนึ่งบาท สร้างโอกาสให้ทุกคน"

เมื่อจบไอเดียนี้แล้ว ผมก็เสนอไอเดียของผมบ้าง "ส่วนของกูนะเว้ย กูคุยกับพี่โมเดลลิ่งที่กูทำงานด้วยแล้ว จะให้เขาช่วยจัดแคมเปญหนึ่งโหลดหนึ่งบาท พี่เขาจะหาเจ้าของหนังสือออนไลน์ที่สนใจบริจาคเงินเพื่อการกุศลมาร่วมโครงการให้ ถ้ามีคนโหลดหนึ่งครั้งก็บริจาคหนึ่งบาท หมื่นครั้งก็หมื่นบาท"

"เราเล่นไวโอลินเป็น งั้นเราไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามที่สาธารณะด้วยดีกว่า แล้วก็ให้คนมาบริจาค มีใครเล่นอะไรเป็นอีกไหม จะได้ไปเล่นด้วยกัน ไปคนเดียวแล้วมันเขินๆ น่ะ" คอปเตอร์เสนอตัวบ้าง ขณะเดียวกันก็หาเพื่อนไปด้วย

"กูเล่นคีย์บอร์ดเป็น" อินเสนอตัวเป็นคนแรก

"กูเล่นไม่เป็น แต่เดี๋ยวกูกับน้ำหวานจะช่วยทำแฟนเพจแคมเปญให้" แบงค์หัวเราะเขินๆ เพราะคิดว่าตัวเองเลือกงานง่ายกว่าคนอื่นๆ ส่วนน้ำหวานก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

"โห แล้วกูจะทำอะไรดีเนี่ย" กัปตันหันไปมองรอบๆ โต๊ะด้วยสีหน้าอายๆ

"เป็นนายแบบไง" ปาร์ตี้เสนอไอเดียให้

"นายแบบอะไรวะ" กัปตันทำหน้างงๆ

"เอ้า งานพวกนี้มันต้องมีสื่อไง ต้องทำแบนเนอร์ ทำเอกสารแจก ทำข่าวแจก ต้องมีภาพโปรโมท คลิปโปรโมท มึงก็เหมาเป็นนายแบบให้หมดเลย เหมาะที่สุดแล้ว"

"อ๋อ เออ...ก็ดีว่ะ อ้อ เรื่องคลิปโปรโมทน่ะ พวกมึงจำพี่โป้งได้ไหมวะ ที่เขาอยู่คณะภาพยนตร์ เดี๋ยวกูจะลองชวนพี่เขามาช่วย" กัปตันยิ้มภูมิใจที่ตัวเองมีไอเดียเสนอกับเขาบ้าง

งานนี้เราต้องการจิตอาสาเท่านั้น เพราะพวกเราไม่มีเงินจ้าง แถมยังมีกฎเหล็กที่สำคัญด้วยว่าเราจะไม่ขอเงินพ่อแม่ งานนี้เราจะให้สังคมช่วยกันเท่านั้น ทุกคนก็เห็นด้วย

ส่วนพี่แอร์ของผม แกตื่นเต้นมากและอยากช่วย พอรู้ว่าผมจะทำโครงการนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อหาเงินมาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในมหาลัย แต่อีกความตั้งใจหนึ่งก็คือจะใช้ความสำเร็จของงานนี้พิสูจน์ใจป๊าและแม่ของกัปตัน ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ก็จะได้ใจผู้ใหญ่ทั้งสองคนแน่นอน ดังนั้น พี่แอร์ก็จะช่วยผมเต็มที่ เพราะแกเข้าใจความยากลำบากของความรักชาย-ชายเป็นอย่างดี

พวกเราคุยกันตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเกือบสี่โมง ได้ไอเดียและรายละเอียดสำคัญๆ หลายอย่าง ผมก็เลยเสนอว่าให้พักก่อนสักหนึ่งชั่วโมง ทุกคนก็เห็นด้วย

ผมกับกัปตันพาเพื่อนๆ ลงไปนั่งคุยกันที่สระว่ายน้ำ แต่ไม่ได้ว่ายน้ำหรอกเพราะไม่ได้เตรียมชุดมา พวกเราจึงหามุมนั่งคุยกันระหว่างรออาหารเย็นที่คาดว่าน่าจะอร่อยเป็นพิเศษ

พวกเรานั่งคุยกันเป็นกลุ่มย่อยๆ กัปตันพาน้ำหวาน คอปเตอร์และกวินเดินดูตรงนั้นตรงนี้ จากนั้นก็โพสต์ท่าเก๋ๆ ถ่ายรูปกันสนุกสนาน ส่วนอินกับปาร์ตี้แยกไปคุยกันสองคน ผมเข้าใจว่าคงอยากเคลียร์ปัญหาคาใจที่มีกันมานาน ก็เลยไม่มีใครเข้าไปยุ่ง ตรงริมสระน้ำจึงเหลือแค่ผมกับแบงค์สองคนเท่านั้น

ผมไม่ค่อยได้คุยกับแบงค์สองคนแบบนี้นานแล้วตั้งแต่เข้ามหาลัยมา ตอนเรียนมัธยมปลายด้วยกัน ผมก็สนิทกับมันบ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาสนิทกับใครมากนักหรอก เพราะต้องทำงานไปเรียนไป แถมช่วงหลังๆ ผมยังหลงอั้มหัวปักหัวปำด้วย ก็ยิ่งไม่มีเวลาให้เพื่อนๆ เข้าไปใหญ่ ผมก็เลยเป็นคนเพื่อนน้อยไปโดยปริยาย

เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร แบงค์ก็ส่งโทรศัพท์ของมันมาให้ผมดู ในหน้าจอนั้นเป็นหน้าเฟสบุ๊คของผมเอง สงสัยมันคงเห็นอะไรบางอย่าง เพราะเมื่อเช้าผมเพิ่งอัปเดตสเตตัสเป็น "In a relationship"

ผมชำเลืองดูแล้วก็พูด "เออ กูอัปเดตตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว"

"มึงเอาจริงเหรอวะ"

ท่าทางเคลือบแคลงสงสัยของเพื่อนทำให้ผมสะดุดใจพอสมควร แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก

"เออ มึงมีปัญหาอะไรหรือเปล่า"

แบงค์ถอนหายใจ มันมองหน้าผมด้วยความรู้สึกที่ชวนอึดอัด จนผมรู้สึกไม่อยากอยู่ใกล้มันเลย

"กูไม่รู้จะพูดยังไงว่ะ ตอนแรก...กูไม่อยากคิดอะไรเยอะนะเว้ย เห็นพวกมึงสองคนรักกัน กูก็ยินดีด้วย แต่..." แบงค์พูดค้างไว้

"แต่อะไรของมึงวะ"

"มึงคิดดีแล้วเหรอวะอะตอม กัปตันมันเป็นคนพิการนะเว้ย มึงอย่าหาว่ากูอย่างงั้นอย่างงี้ละกัน กูน่ะไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกัปตันหรอก ที่ผ่านมากูเห็นมึงชอบแต่ผู้หญิงสวยๆ เป็นเพลย์ด้วยซ้ำ ที่สำคัญนะเว้ย กูไม่เคยเห็นมึงชอบผู้ชายเลย อยู่ดีๆ มึงก็กลับขั้วซะขนาดนี้ จริงๆ กูก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรทำให้มึงชอบกัปตันขนาดนี้ แต่กัปตันไม่เหมือนผู้หญิงสักคนที่มึงคบมาเลยนะเว้ย มึงไม่กลัวมึงเปลี่ยนใจทีหลังเหรอวะ แล้วถ้ามันเกิดขึ้น มึงว่ากัปตันมันจะเสียใจแค่ไหนวะ มึงอย่าบอกกูนะเว้ยว่ามึงเป็นเหมือนที่คนอื่นๆ เขาลือกันน่ะ" สายตาของแบงค์ยังคงแฝงด้วยความคลางแคลงใจ

"อะไร" ผมชักจะเก็บอาการหงุดหงิดไว้ไม่ไหว

"มันมีคนไปพูดกันเว้ยว่าที่มึงยอมมาเป็นเพื่อนกับกัปตัน คอยดูแลกัปตัน เพราะมึงอยากอยู่คอนโดหรูๆ ของมัน อยากใช้รถดีๆ มัน พูดง่ายๆ ก็คือ...หลอกแดกนั่นแหละ! "

ถึงฟังยังไม่ทันจบ ผมก็หน้าชาซะแล้ว ที่จริงผมก็เคยได้ยินแว่วๆ มาบ้าง แต่ที่ผ่านมาผมไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจเลย จนกระทั่งแบงค์เอามาพูดให้ฟัง

ก็ดี...ในเมื่ออยากคิดแบบนี้กันดีนัก!

"เออ! กูเป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละ กัปตันน่ะมันโคตรหลอกง่ายเลยว่ะ เพราะมันไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยมีคนทำดีกับมันแบบกู เห็นไหม...แค่กูแกล้งทำดีกับมันนิดเดียว มันก็เชื่อแล้วว่ากูรักมันจริง ทำไม ผิดหวังเหรอ คนจนๆ อย่างกูแม่งก็ไม่น่าเชื่อถืออยู่แล้ว กูทำได้แค่นี้แหละ คนพิการกูก็หลอกแดกได้เว้ย! "

พูดจบผมก็ลุกหนีด้วยความหงุดหงิด ขืนอยู่ต่อผมคงได้ต่อยปากมันแตกแน่ๆ แบงค์เรียกตามแต่ผมก็ไม่สนใจ เป็นใครก็คงต้องเคือง ทั้งที่มันเป็นเพื่อนผมมาตั้งหลายปี แทนที่จะเข้าใจหรือให้กำลังใจกันบ้าง กลับมาพูดจาแบบนี้

ผมเดินดุ่มๆ ตรงไปยังกลุ่มของน้ำหวานซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก สอดส่ายสายตามองหากัปตันว่าอยู่ตรงไหน แต่พอไม่เห็นผมก็ร้องถามด้วยความแปลกใจ "น้ำหวาน กัปตันไปไหนน่ะ"

"ไปห้องน้ำ" น้ำหวานหันมาบอกขณะที่โพสต์ท่าให้กวินถ่ายรูปให้

เมื่อได้คำตอบผมก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม ปล่อยให้น้ำหวานสนุกกับการถ่ายรูปลงเฟสบุ๊กต่อไป ทางไปห้องน้ำอยู่เลยตรงที่ผมนั่งคุยกับแบงค์ไปอีกหน่อย มีแนวต้นไม้ประดับกั้นทางเดินและสระว่ายน้ำเอาไว้ เดินไปได้หน่อยผมก็เห็นกัปตันเข็นรถมาตามทางเดินพอดี ผมจึงยิ้มและรีบเข้าไปหา กัปตันหยุดรถรออยู่ตรงนั้น

"แม่มึงกับพี่โดมใกล้ถึงยังวะ"

"อีกครึ่งชั่วโมง" กัปตันตอบสั้นๆ สีหน้าดูเรียบๆ

"กูโคตรตื่นเต้นเลยว่ะ" ผมเอามือถูกันไปมา ปกติผมจะทำแบบนี้บ่อยๆ เวลารู้สึกตื่นเต้น

กัปตันเข็นรถออกไปช้าๆ เขาจะไม่เข็นเร็วมากเวลามีคนเดินคุยด้วย แต่สำหรับคนที่ใช้ขาเดินอาจจะไม่ถือว่าช้าเท่าไหร่ ก็อย่างว่าใช้ขาเดินกับล้อเดินมันต่างกันอยู่แล้ว

"ตื่นเต้นเรื่องอะไร"

"กูกลัวแม่มึงรู้ไง"

"มึงจะกลัวไปทำไมวะ"

"ไม่รู้ว่ะ ไม่มีเหตุผลมั้ง" ผมขำตัวเองเบาๆ ก่อนบอกที่มาที่ทำให้ผมประหม่า "ก็เมื่อเช้ากูเพิ่งอัปเดตสเตตัสไปไง แม่มึงจะเห็นหรือเปล่าวะ"

"เขาไม่ค่อยมีเวลาดูหรอก" กัปตันตอบสั้นๆ

ที่จริงผมก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ ไปบ้างแล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงกับเอะใจมาก เพราะบางทีผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ อีกอย่าง ความสัมพันธ์ของผมกับกัปตันก็ราบรื่นดีในช่วงนี้ จึงไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร

"เหรอ แล้วป๊ามึงล่ะ เขาดูเฟสบ้างเปล่า" ผมยังมิวายวิตกจริต

"ถ้ามึงจริงใจ มึงจะกลัวทำไมวะ คนจริงใจเขาไม่กลัวหรอกเว้ย" พูดจบกัปตันก็เข็นปรื๊ดทิ้งห่างผมไปหาเพื่อนๆ ทิ้งผมให้ยืนงงๆ อยู่คนเดียว

ไม่รู้ว่าเมื่อกี้กัปตันพูดด้วยความรู้สึกธรรมดาหรือประชดผมกันแน่ แต่มันก็ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล แถมท่าทางของกัปตันก็ดูแปลกๆ ไปด้วย

เมื่อไม่รู้แน่ชัด ผมก็โคลงศีรษะไปมาเบาๆ ก่อนจะรีบเดินแกมวิ่งตามกัปตันไปหาเพื่อนๆ กะว่าจะขอถ่ายรูปเล่นด้วยซะหน่อย

:::ATOM:::

"แม่ นี่น้ำหวาน แบงค์ แล้วก็กวิน เป็นเพื่อนที่คณะครับ"

กัปตันเลือกแนะนำเพื่อนร่วมคณะก่อน แต่แปลกที่ยกเว้นอินไว้ ทั้งสามคนยกมือไหวผู้ใหญ่ แม่ของกัปตันรับไหว้ จากนั้นกัปตันก็แนะนำคนต่อไป

"ส่วนคนนี้ปาร์ตี้ อยู่วิศวะ คนนี้คอปเตอร์ อยู่คณะอักษร รู้จักกันตอนประกวดคิวท์บอยครับ"

ทั้งสองคนทำเหมือนสามคนก่อนหน้านี้ แม่ของกัปตันรับไหว้และยิ้มให้ แม้ว่าจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างที่ได้ยินการประกวดที่แสนอื้อฉาวอีกครั้ง

"ส่วนคนนี้ ชื่ออินครับแม่ เป็น…" กัปตันหันไปทางลูกพี่ลูกน้องซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่ชายที่แสนดีมาตลอด

"เป็นอะไรเหรอลูก" แม่ของกัปตันขมวดคิ้วสงสัย ก่อนมองไปที่หลานชายตามสายตาของกัปตัน

"ไม่มีอะไรหรอกครับน้าเล็ก อินเป็นเพื่อนคณะเดียวกับกัปตันนั่นแหละครับ เมื่อกี้เขาลืมแนะนำ" พี่โดมรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน จะว่าแก้ตัวก็อาจจะไม่ถูกนัก ที่จริงน่าจะร้อนตัวมากกว่า ผู้พี่ก็เลยแอบส่งสัญญาณเตือนผู้น้อง แต่พี่โดมก็คงรู้ว่ากัปตันจะยังไม่บอกตอนนี้หรอก

"อ๋อ" แม่ของกัปตันขำ ก่อนจะหันมารับไหว้อิน

"โห คุณน้าซื้อของกินมาเยอะเลยครับ มีแต่ของอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย" ปาร์ตี้ตาโต มองไล่ไปตามความยาวของโต๊ะซึ่งมีอาหารเต็ม แทบไม่มีที่ว่างเลย

"ก็ถือซะว่าเป็นการเลี้ยงขอบคุณพวกมึงไง เดี๋ยวกูก็ไม่อยู่แล้ว" กัปตันหันไปบอกเพื่อน

ปาร์ตี้เลิกคิ้ว "อ้าว มึงจะไปไหนวะ"

"ไปเรียนที่เมกา" กัปตันตอบสั้นๆ

เพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ทำหน้าตกใจ แต่คนที่ตกใจมากกว่าใครก็คือผมนี่แหละ เพราะที่ผ่านมากัปตันทำท่าไม่อยากไป แม่บอกให้คุยกับลมหนุนเรื่องนี้ก็บ่ายเบี่ยง ก็เลยยังตกลงไม่ได้ว่าจะเรียนที่ไหน แต่มาวันนี้กัปตันกลับเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหัน ที่น่าผิดสังเกตกว่านั้นก็คือกัปตันไม่ค่อยสบตาผม พูดกับผมน้อยลง แถมตอนนี้ยังไปนั่งข้างๆ แม่อีกด้วย

"อ้าว ตกลงกัปตันจะไปเหรอ" พี่โดมทำหน้าแปลกใจ กระทั่งแม่ของกัปตันเองก็พลอยแปลกใจไปด้วย

"ครับพี่โดม" กัปตันรับคำ แต่ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น

"ว้า จะไปแล้วเหรอ" น้ำหวานทำหน้าเสียดาย

"ไปเรียนเมกาก็ดีแล้ว ที่โน่นสังคมเขาเปิดกว้าง คนพิการไปได้ทุกที่เลยนะเว้ย คนที่โน่นเขายอมรับคนพิการ รับรองว่าไม่เจอคนอย่างพี่สาแน่ๆ " พูดถึงรุ่นพี่แล้วปาร์ตี้ก็หัวเราะ

พี่โดมหันมามองผม สีหน้าดูมีคำถาม แต่คงไม่สามารถถามผมตอนนี้ได้ ถึงอย่างนั้นผมก็พอรู้ว่าพี่โดมสงสัยอะไร

"กินได้แล้วเด็กๆ เดี๋ยวอาหารจะเย็นซะก่อน" แม่ของกัปตันเตือน ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่อึมครึมเมื่อกี้ได้บ้าง

กินไปได้สักพัก แม่ของกัปตันก็ถาม "อ้อ แล้ววันนี้มาเตรียมงานอะไรกันเหรอ"

"เล่าดิ" กวินพยักพเยิดมาทางผม

เมื่อทุกคนมองมาที่ผมเป็นตาเดียวกัน ผมก็เลยต้องเล่าเอง แต่ก็ควรเป็นอย่างนั้น เพราะผมเป็นประธานชมรม

"อ๋อ พอดี…พวกเราจะระดมทุนหาเงินมาทำทางลาดกับห้องน้ำคนพิการน่ะครับ วันนี้ก็เลยมาช่วยกันวางแผนว่าจะระดมทุนยังไง ได้ไอเดียดีๆ มาเยอะเลยครับ"

แม่ของกัปตันมุ่นคิ้ว สีหน้าดูแปลกใจ "อ้าว แล้วที่มหาลัยไม่มีงบเหรอ"

"มีครับ แต่…ไม่พอ" ผมบอกด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

"จริงเหรอ มหาลัยใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีงบได้ยังไง" แม่ของกัปตันทำหน้าไม่เชื่อ แต่สักพักก็ขำเบาๆ "จริงๆ น้าก็ไม่น่าถามนะ เขาคงจะมีแหละ แค่ไม่เห็นความสำคัญเฉยๆ ดีแล้วที่กัปตันไปเรียนเมกา เผื่อจะช่วยให้เขาคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง ว่าแต่จะหาเงินเท่าไหร่ล่ะ เดี๋ยวน้าช่วยบริจาค"

"ล้านหนึ่งครับ" ผมตอบ สายตาชำเลืองมองไปทางกัปตัน เขาทำหน้าเฉยๆ เหมือนไม่มีความรู้สึกอะไรกับผมเลย

"ล้านหนึ่งเลยเหรอ" แม่ของกัปตันทวนเสียงสูง

"ครับน้า ล้านหนึ่งครับ พวกเราจะพยายามหาให้ได้ ถ้าหาเงินได้ครบในสองเดือน ก็น่าจะทำเสร็จทันก่อนกัปตันไปเมืองนอก พวกเราอยากให้กัปตันได้ใช้ครับ จะได้มาเรียนได้สะดวก ต่อไปถ้ามีคนแบบกัปตันมาเรียนที่นี่อีก ปัญหาก็จะน้อยลง ส่วนเรื่องเงินบริจาค พวกเราตั้งกฎเหล็กกันไว้ว่าจะไม่ขอเงินผู้ปกครองครับ จะพยายามหากันเองก่อน"

"แน่ใจนะ" แม่ของกัปตันเลิกคิ้ว

"ครับน้า" ผมพยักหน้ายืนยัน

"อะตอมให้กัปตันขี่หลังขึ้นตึกเรียนแทบทุกวันเลยครับคุณน้า ถ้าทำได้ก็ดีครับ" กวินเสริม

แม่ของกัปตันมองผมด้วยสายตาทึ่งๆ ที่จริงก็ทราบเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าในสายตานั้นมีความคิดอะไรบ้าง แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกขอบคุณ

"ขอบใจมากนะลูก ถ้าไม่ได้อะตอม ลูกชายน้าคงแย่เลย" แม่ของกัปตันยิ้มให้ผมอย่างเกรงใจ

"ไม่เป็นไรครับน้า เรื่องแค่นี้เองครับ ช่วยกัน" ผมยิ้มตอบ

พวกเพื่อนๆ ผมแอบทำตาเล็กตาน้อย ถ้าไม่เกรงใจผู้ใหญ่พวกมันคงแซวผมแล้ว

"ผมขอกุญแจรถหน่อยครับน้าเล็ก พอดีผมลืมเอาน้ำพริกมาด้วย น่าจะอยู่หลังรถ" พี่โดมลุกขึ้นและเดินไปหาน้าสาว เปลี่ยนจุดสนใจไปทางนั้นบ้าง

"ซื้อมาฝากใครเป็นพิเศษไหมคะพี่โดม รู้สึกว่าในคณะเราจะมีคนหนึ่งนะที่ชอบกินน้ำพริกมาก" น้ำหวานแกล้งแซว เล่นเอาพี่โดมร้อนๆ หนาวๆ แต่ก็ไม่มีอะไรมากนัก เพราะแม่ของกัปตันคงไม่เข้าใจที่เด็กๆ คุยกันหรอก

"อะตอมไปช่วยพี่ถือหน่อยดิ รู้สึกยังมีของอีกเยอะเลย" พี่โดมไม่ตอบน้ำหวาน แต่หันมาชวนผมแทน

"ครับพี่" ผมรับคำทัน

จากนั้นผมกับพี่โดมก็ขอตัวออกไปนอกห้อง ออกมาไกลพอสมควรแล้วพี่โดมก็ถามทันที

"เฮ้ยอะตอม มีปัญหาอะไรกับกัปตันหรือเปล่า ทำไมอยู่ดีๆ กัปตันถึงยอมไปเรียนเมกาง่ายๆ แบบนั้นล่ะ"

"ไม่รู้จริงๆ ครับพี่ แต่หลังๆ มานี้เราก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเลยนะครับ" ผมทำหน้ากังวล

"พี่ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ ตั้งแต่พี่มาถึง พี่ไม่ค่อยเห็นกัปตันคุยกับอะตอมเลย" พี่โดมทำหน้ากังวลพอกัน

"คงไม่มีอะไรหรอกมั้งพี่ กัปตันคงกลัวแม่รู้มั้งครับ ก็เลยไม่อยากอยู่ใกล้ผมมาก"

"พี่ว่าไม่ว่ะ แต่ช่างเถอะ เดี๋ยวพี่จะลองคุยกับกัปตันดู อ้อ แล้ววันนั้น น้าพงศ์เขาคุยอะไรกับอะตอมน่ะ เห็นคุยกันนานเลย" พี่โดมเปลี่ยนมาถามเรื่องที่เราไปบ้านกัปตันเมื่อเร็วๆ นี้

ผมถอนหายใจเบาๆ น้าพงศ์ที่พี่โดมพูดถึงก็คือน้าเขยหรือป๊าของกัปตัน มีชื่อจริงว่าพุทธิพงศ์

"อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกพี่ น้าพงศ์เขาแค่อยากให้ผมช่วยกัปตันหน่อยน่ะครับ"

"ช่วยเรื่องอะไรเหรอ" พี่โดมถามพลางกดลิฟต์ลงไปชั้นลานจอดรถ

"ก็เรื่องที่กัปตันเขาเคยอกหักจนเสียความมั่นใจนั่นแหละครับ" ผมตอบ

ประตูลิฟต์เปิดทันที น่าจะเป็นเพราะเมื่อกี้มันคงมาส่งคนที่ชั้นนี้พอดี ผมกับพี่โดมรีบเข้าไปในลิฟต์ก่อนที่มันจะปิด

"แล้วช่วยยังไงล่ะ" พี่โดมไม่เข้าใจ

"ก็…ยังไงล่ะพี่ ก็ประมาณว่า…ถ้ากัปตันชอบสาวที่ไหน น้าพงศ์ก็อยากให้ผมช่วยสอนกัปตันเรื่องจีบสาว ให้คำแนะนำ สร้างความมั่นใจ อะไรทำนองนี้ครับ"

"เหรอ แล้วทำไมอยู่ดีๆ น้าพงศ์ถึงขอให้อะตอมช่วยเรื่องนี้ล่ะ พี่ว่ามันต้องมีเหตุนะ" พี่โดมมุ่นคิ้ว

"ครับ พอดี…กัปตันเขาไปเล่าให้น้าพงศ์ฟังว่ามีสาวทักมาคุยกับเขาทางเฟสหลายคน แต่เขาไม่ค่อยมั่นใจที่จะคุยด้วย ไม่รู้ว่าสาวๆ ที่ทักมาคิดอะไรกับเขา น้าพงศ์เขาก็เลยกังวลน่ะครับ ก็เลยขอให้ผมช่วยแก้ปมในใจนี้ให้กัปตันหน่อย"

"เอ…กัปตันนี่ยังไง เขาเป็นแฟนอะตอมอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่คุยเรื่องนี้กับอะตอมล่ะ" พี่โดมไม่วายสงสัย

"เขาคงเกรงใจผมมั้งพี่" ผมตอบด้วยเสียงเศร้าๆ

ประตูลิฟต์เปิดพอดี ผมกับพี่โดมจึงรีบออกไป ระหว่างทางเดินไปที่รถก็คุยกันอีก

"แล้ว…น้าพงศ์เขาสงสัยเรื่อง…อะตอมกับกัปตันไหม"

ผมหยุดเดิน พี่โดมก็หยุดตาม ผมครุ่นคิดสักพักก็เล่า

"ตอนแรกก็ไม่สงสัยหรอกครับ แต่ผมลองถามน้าพงศ์ว่า…ถ้าเกิดกัปตันไม่ได้ชอบผู้หญิง น้าพงศ์จะว่ายังไง"

พี่โดมทำหน้าทึ่ง คงไม่คิดว่าผมจะกล้าถามอย่างนั้น "แล้วน้าพงศ์ตอบว่าไง"

"เขาก็หัวเราะ แล้วก็ตอบผมว่า…ถ้าได้คนขยันๆ แล้วก็สู้ชีวิตอย่างผม เขาก็โอเคนะ จะได้มาช่วยกันทำงาน"

"จริงเหรอ" พี่โดมทำหน้าไม่เชื่อ ก่อนออกเดินนำผมไปที่รถ

"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับพี่ น้าพงศ์เขาอาจจะแค่พูดตลกๆ ก็ได้มั้งครับ เพราะหลังจากนั้น น้าพงศ์ก็ชวนผมคุยเรื่องสอนกัปตันจีบสาวอีก"

"พี่ว่า…น้าพงศ์ไม่น่าพูดเล่นหรอกมั้ง พี่ว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีนะ ก็เหลือแค่น้าเล็กนี่แหละ แต่กัปตันนี่สิ ทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้กะทันหันก็ไม่รู้ อะตอมรู้มาก่อนหรือเปล่าว่าเขาตัดสินใจจะไปเรียนเมกา" พี่โดมวกกลับมาคุยเรื่องน้องชายอีกจนได้

"เพิ่งรู้วันนี้แหละพี่" ผมหัวเราะแห้งๆ

"เฮ้ย จริงเหรอ" พี่โดมหันมามองผมด้วยสีหน้าไม่เชื่อ

"จริงพี่" ผมยิ้มเศร้าๆ

"เดี๋ยวพี่คุยกับกัปตันให้ละกัน พี่ว่ามันต้องมีอะไรแน่ๆ เลย"

"ขอบคุณครับพี่โดม" ผมยิ้มให้พี่ชายของแฟนด้วยความรู้สึกขอบคุณ

เรามาถึงรถพอดี พี่โดมปลดล็อกแล้วก็เดินมาเปิดกระโปรงหลังรถ ในนั้นมีแค่น้ำพริกกับผักเท่านั้น มันอยู่ค่อนข้างลึกตรงที่มืดๆ พี่โดมก็เลยมองไม่เห็น

"ผมถือให้ละกันนะครับพี่" ผมยื่นมือไปรับถุงน้ำพริกและผักจากพี่โดม พี่โดมหัวเราะเบาๆ และส่งถุงให้ผมถือไว้

ขณะเดินกลับมาที่ลิฟต์ พี่โดมก็ชวนผมคุยอีก "ถ้ากัปตันไปเรียนเมืองนอก อะตอมจะทำไง"

"ผมก็จะรอเขาจนกว่าเขาจะกลับมานั่นแหละครับ แต่ถ้าเขาไม่กลับมา ผมก็จะรอจนกว่าเขาจะบอกผมว่า…ไม่ต้องรอเขาแล้ว"

พี่โดมทำหน้าทึ่งอีกแล้ว ผมเดาว่าใครๆ ก็คงสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้สึกกับกัปตันมากขนาดนี้ คราวนี้พี่โดมไม่แค่สงสัยเท่านั้น แต่ยังถามเป็นคำพูดด้วย

"พี่ถามตรงๆ นะอะตอม ทำไม…อะตอมถึงรักกัปตันล่ะ"

เมื่อได้ยินคำถามนี้ ผมจะนึกถึงวันแรกที่เจอกัปตันตรงบันไดขึ้นตึกเรียนเสมอ จากนั้นก็จะนึกถึงตอนที่ผมพากัปตันไปล้างคราบอาหารที่หกใส่ในห้องน้ำ น่าจะเป็นตอนนั้นที่ผู้ชายคนนี้ขโมยหัวใจผมไป แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้นก็ยากที่จะตอบ

รักก็คือรัก ไม่ค่อยมีเหตุผลหรอก

ผมก็เลยเล่าสิ่งที่คิดในใจให้พี่โดมฟังตอนเข้าไปในลิฟต์ แต่ก็ไม่มีเวลาคุยกันมากนักเพราะมาถึงที่ห้องของกัปตันพอดี เราก็เลยยุติการสนทนาเรื่องนี้ไว้ก่อน

"อ้าว ไหนว่ามีของเยอะ ทำไมมีแค่นี้ล่ะ"

กลับเข้ามาปุ๊บ น้ำหวานก็แซวปั๊บ พี่โดมหัวเราะเก้อๆ ก่อนตอบไป "ตอนแรกพี่นึกว่าเยอะไง แต่พอไปดู มีแค่นี้เอง"

พี่โดมยื่นมือมาขอถุงน้ำพริกไปจากผม ผมยื่นให้แต่โดยดี ได้มาแล้วพี่โดมก็จัดการเอาไปแกะใส่จานให้ ใครบางคนที่นั่งกินข้าวอยู่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีแฟนรู้ใจและคอยดูแลดีแบบนี้ก็ต้องภูมิใจเป็นธรรมดา

เสร็จจากอาหารคาวก็ตามด้วยอาหารหวาน เด็กๆ พากันกินจนอิ่มแปล้ไปตามๆ กัน ก่อนกลับก็ช่วยกันเก็บกวาดและล้างจานด้วย แม่ของกัปตันห้ามก็ไม่ฟัง ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย

เกือบๆ สามทุ่ม เพื่อนๆ ของเราก็ขอตัวกลับ เหลือแต่ผม กัปตัน พี่โดมและแม่ของกัปตัน แต่ก็คงจะอยู่ไม่นาน พูดคุยกันอีกนิดหน่อยก็คงจะกลับแล้ว

"แม่ คืนนี้กัปตันขอกลับไปนอนบ้านด้วยนะแม่"

กัปตันทำผมกับพี่โดมแปลกใจอีกแล้ว แสดงว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ถึงตอนนี้ผมค่อนข้างมั่นใจแล้วว่ากัปตันจงใจทำตัวห่างเหิน

"อ้าว ทำไมล่ะลูก" แม่ของกัปตันสงสัย

"กัปตันอยากไปคุยกับป๊าน่ะแม่ กัปตันอยากปรึกษาเรื่องเรียนต่อ" กัปตันหันไปบอกแม่ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศธาตุในสายตาของกัปตันไปแล้ว

"จะคุยคืนนี้เลยเหรอ" คนเป็นแม่แปลกใจ

"ครับแม่ ผมตื่นเต้นน่ะ ถ้าตอนนี้หาที่เรียนได้แล้วนะ ผมจะบินไปเรียนเลย"

"อะไรกันลูกคนนี้ บทจะอยากไปก็อยากไปซะเหลือเกิน แต่ปรึกษากับป๊าเขาหน่อยก็ดี หาที่เรียนได้แล้วจะได้รีบทำเรื่องย้าย คืนนี้อะตอมเหงาหน่อยนะลูก" แม่ของกัปตันหันมาคุยกับผมตรงประโยคท้าย

"ไม่เป็นไรครับ" ผมหัวเราะแห้งๆ เพราะไม่รู้จะแสดงการตอบรับอะไรได้ดีไปมากกว่านี้

กัปตันมองผมเหมือนเราไม่รู้จักกัน สายตาที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากอะไรกันแน่ เมื่อคืนเรายังบอกรักกันหวานซึ้งอยู่เลย ทำไมอยู่ดีๆ กัปตันถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

จะไปเรียนเมืองนอกผมก็ไม่ว่าหรอก สนับสนุนด้วยซ้ำ แต่เวลาที่เหลือเราไม่ควรจะมีบรรยากาศแบบนี้ระหว่างกันเลย

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น