เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 25 : ♿ เย็นเศร้า คืนซี๊ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    12 ก.ค. 63

::CAPTAIN:::

ดูเหมือนว่าการขับรถและเอารถวีลแชร์ลงจากหลังคารถของผมจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อย กรีนกับเพื่อนอีกสองคนกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ถึงกับหยิบมือถือมาถ่ายตอนที่ผมลงจากรถกันเลย

ห้างนี้มีที่จอดรถสำหรับคนพิการด้วย ผมก็เลยลงสะดวกหน่อย แต่ก็แอบเสียวๆ ว่าจะมีใครมาแอบถ่ายรูปไปประจานในเฟส เพราะรถผมไม่มีสัญลักษณ์คนพิการ แถมยังเป็นรถหรูอีก ใครเห็นคงจะด่ากันสนุกปากว่ารวยแต่ไม่มีจิตสำนึก

วันนั้นที่กรีนชวนไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนๆ ที่พารากอน ผมไม่ได้ไปด้วยเพราะมีงานกลุ่มที่ต้องทำกับเพื่อน แต่ใช้วิธีไปกินข้าวเที่ยงที่คณะด้วยแทน ต่อมากรีนก็รบเร้าจะไปกินข้าวที่ห้างด้วยกันให้ได้ สุดท้ายผมก็ใจอ่อนตอบตกลง

พูดก็พูดเถอะ ลึกๆ ผมก็ยังมีความสงสัย คนอย่างผมยังมีผู้หญิงคนไหนสนใจอยู่หรือเปล่า ยังมีผู้หญิงแบบไหนที่จะรักคนอย่างผมบ้าง อกหักคราวนั้นทิ้งแผลและความสงสัยนี้ไว้ให้ผมมาตลอด ที่ผ่านมาก็กลัวเจ็บซ้ำจนไม่กล้ามองใคร แม้ว่าตอนนี้ผมได้เจออะตอมแล้ว แต่ความรักของเขาก็ไม่ทำให้คำถามในใจนี้หายไป* *

แต่มาแบบนี้ผมก็กลัวอะตอมน้อยใจเหมือนกัน แทนที่จะได้อยู่ปลอบใจมันซะหน่อยเพราะวันนี้มันเจอเรื่องหนัก แต่ผมกลับมัวแต่เกรงใจคนอื่น อย่างน้อยไปดูมันเดินแบบข้างๆ เวทีก็ยังดี แต่ผมก็ตัดสินใจมาที่นี่แล้วเพราะนัดไว้ก่อนจะเกิดเรื่อง

"กัปตันสุดยอดเลยอ้ะ กรีนยังขับรถเองไม่เป็นเลย" กรีนยิ้มด้วยสีหน้าชื่นชม จะว่าไปก็น่ารักไม่น้อย คงไม่มีหนุ่มคนไหนไม่ชอบสาวสวยยิ้มให้อยู่แล้ว

"ไม่ขนาดนั้นหรอก มีอุปกรณ์ดีช่วย" เวลาใครชม ผมมักจะถ่อมตัวบ่อยๆ ป๊าสอนว่าเราไม่ได้เก่งด้วยตัวเองทั้งหมด ต้องมีคนและสิ่งของอำนวยความสะดวกทั้งนั้น

"ยังไงก็เก่งอยู่ดีแหละ ใช่ไหมพวกเธอ พวกเธอว่ากัปตันเก่งไหมล่ะ" กรีนหันไปถามความเห็นเพื่อน คุนหมิงกับจาวาพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ลังเล

"ปกติไม่เคยเห็นคนแบบกัปตันขับรถเลย นึกว่าจะต้องมีคนพาไปไหนมาไหนตลอด แล้วก็น่าจะทำอะไรเองไม่ค่อยได้ แต่นี่กัปตันทำได้หมดเลย พวกเราแทบไม่ต้องช่วยเลยสักอย่าง อะเมซซิ่งมาก" คุนหมิงสำทับด้วยคำชมอีกคน

"ไปกันยัง หิวแล้ว" จาวาเตือนเพื่อนๆ

พวกเราหยุดคุยและพากันเดินไปเข้าห้าง โชคดีตรงที่ที่จอดรถคนพิการอยู่ใกล้ทางเข้า จึงไม่ต้องเดินไกล ถือว่าสะดวกดีเหมือนกัน หลังๆ มานี้ผมว่าบ้านเราคำนึงถึงเรื่องนี้มากขึ้น ในห้างแทบทุกที่มีที่จอดรถ ทางลาดและห้องน้ำคนพิการหมดแล้ว

เมื่อมาถึงร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดแห่งหนึ่ง เราก็ลงมือสั่งอาหารกัน ผมอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองมาในฐานะอะไรกันแน่ คงไม่ใช่มาเดตแน่นอน มาหลายคนแบบนี้ ถือซะว่ามากินข้าวเย็นกับเพื่อนๆ ละกัน เสียอย่างเดียวเป็นเพื่อนสาวหมดเลย

ระหว่างรออาหารที่สั่งเราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ส่วนมากเป็นเรื่องในมหาลัยนั่นแหละ เรื่องที่คุยก็เป็นเรื่องพี่สานั่นแหละ คุยตั้งแต่นั่งรถออกมาด้วยกันแล้ว

พออาหารมาก็พักคุยชั่วคราว เมื่อได้พลังเพิ่มจากอาหาร สามสาวก็ชวนคุยต่อ

"แล้วเรื่องอะตอมเป็นไงมั่ง โดนเยอะหรือเปล่า" กรีนถามด้วยสีหน้าอยากรู้

"ยังไม่รู้เลย วันนี้เขายังไม่ตัดสินน่ะ สงสัยจะเรียกไปคุยอีกรอบ" พูดไปแล้วผมก็นึกถึงใครอีกคนขึ้นมาทันที ป่านนี้จะได้กินข้าวหรือยังก็ไม่รู้

"หวังว่าจะไม่โดนไล่ออกนะ"

"ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง เราว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวนะเธอ ถ้าไล่ออกก็เกินไปแล้วล่ะ สมัยนี้เขาก็ถ่ายแบบนี้กันเยอะแยะ ไม่เห็นมีอะไรเลย" คุนหมิงแย้ง

"ดูบ่อยเหรอยะถึงรู้ว่าเขาถ่ายกันเยอะแยะ" จาวาแซวพลางขำ

"ก็ดูบ้าง แหม...ทำยังกะเธอไม่ชอบดูงั้นแหละ" คุนหมิงแซวกลับ เพื่อนๆ หัวเราะชอบใจกันใหญ่

จากนั้นการสนทนาก็ไหลไปเรื่องอื่น ปกติการมาคุยกันแบบนี้ก็ไม่มีประเด็นหลักให้ยึดอยู่แล้ว ใครนึกอะไรได้ก็คุยเรื่องนั้น เรื่องที่คุยจึงไหลไปเรื่อยจนกว่าจะแยกย้ายกันกลับบ้านนั่นแหละ

"ตายแล้วเพิ่งนึกได้! ชวนกัปตันออกมาแบบนี้ แฟนจะว่าอะไรไหมเนี่ย" กรีนทำท่าตกใจ พวกเราจึงหันไปมองเธอเป็นตาเดียวกัน

ผมรู้สึกตกใจพอสมควรเพราะนึกว่ากรีนรู้แล้วว่าใครเป็นแฟนผม ถ้าไม่โกหกตัวเองจนเกินไป ผมว่าการมีแฟนเป็นผู้ชายนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะเปิดเผยก็ยังกล้าๆ กลัวๆ แม้สังคมจะเปิดกว้างมากขึ้นก็เถอะ แต่คนต่อต้านเรื่องนี้ก็มี เผลอๆ อาจจะเป็นสามสาวนี้ก็ได้

"ทำท่าแบบนี้ อย่าบอกนะว่ามีแฟนแล้ว กัปตันมีแฟนแล้วจริงๆ เหรอ" กรีนหน้าเสีย สงสัยจะเห็นผมทำหน้าเหวอๆ ก็เลยทึกทักว่าผมน่าจะกลัวแฟนว่า

"อ๋อ...เอ่อ...มีแล้ว แต่ไม่เป็นไรหรอก เขารู้แล้วว่ามาที่นี่" ผมตอบตะกุกตะกัก

"หา! มีแล้วเหรอ" สามสาวถามผมแทบจะพร้อมกัน พวกเธอทั้งตกใจและแปลกใจ วางช้อนส้อมกันแทบไม่ทัน

"ใครเหรอ บอกได้เปล่า" กรีนถามหน้าเศร้าๆ

"คนในคณะเดียวกันนั่นแหละ" ผมตอบอ้อมๆ

"ผู้หญิงหรือผู้ชาย" อยู่ๆ จาวาก็ถามอย่างนั้น เมื่อเห็นผมตกใจเธอก็ขำ "เอ้า สมัยนี้ก็ต้องถามแบบนี้แหละ ตอนมอปลายนะ จาวาเคยชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง หล่อมากกกกกก แอบมองบ๊อยบ่อย แต่เขาก็ไม่สนใจเราเลย สุดท้าย...เขามีแฟนเป็นผู้ชายจ้า จบข่าว"

ถึงแม้จาวาจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่การพูดไปหัวเราะไปทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นการเหยียดเพศกลายๆ

"เธอนี่ก้อ กัปตันเขาออกจะหล่อ ดูไม่เห็นเหมือนเกย์ตรงไหนเลย เขาเป็นแบบนี้แล้วยังจะให้เขาเป็นเกย์อีกเหรอ ไม่ไหวมั้ง" คุนหมิงแย้งกึ่งตำหนิ แต่คำพูดของเธอเหยียดเพศหนักกว่าจาวาซะอีก แถมยังเหยียดคนพิการด้วย ผมนี่สะดุ้งแล้วสะดุ้งอีกเพราะโดนหลายดอก

"แหม หน้าแมนก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นนะเธอ รุ่นพี่คนนั้นที่ฉันชอบน่ะ แมนๆ เตะบอลเลยจ้า เตะไปเตะมา กินกันเองเลย เศร้าแพร็พ" จาวาทำท่าปาดน้ำตาและร้องไห้กระซิกๆ เพื่อนๆ จึงหัวเราะชอบใจ

"สงสัยแฟนกัปตันต้องสวยมากๆ แน่ๆ เลยว่าไหม" กรีนพูดขึ้นหลังเงียบไปสักพัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผิดหวังหรือเปล่า แต่ผมก็สังเกตเห็นสีหน้าของเธอดูเศร้าๆ

"ทำไมถึงคิดว่าแฟนกัปตันจะสวยล่ะ" ผมย้อนถาม

"อ้าว คนหล่อๆ ก็ต้องมีแฟนสวยๆ ดิ กัปตันไม่รู้ตัวเหรอว่ากัปตันหล่อมากเลยนะ ประกวดคิวท์บอยได้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว" กรีนยอ

"เราเป็นแบบนี้ ไม่มีผู้หญิงสวยๆ ที่ไหนชอบเราหรอก" ผมแค่นหัวเราะคล้ายหยันตัวเอง

"ไม่จริง! " สามสาวค้านพร้อมกันอย่างแข็งขัน

"กัปตันเป็นคนมีเสน่ห์จะตาย แถมยังเก่งด้วย ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างแน่ะ อย่างน้อยพวกเราสามคนก็ไม่คิดแบบนั้นนะ ไม่งั้น...จะชวนกัปตันมากินข้าวด้วยทำไม จริงไหม" จาวายิ้มให้กำลังใจ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เชื่อเต็มร้อยหรอก ตามประสาคนเคยเจ็บนั่นแหละ

"พวกเราคิดอย่างนี้จริงๆ นะ กัปตันอย่าน้อยใจดิ นี่ถ้าไม่ติดว่ากัปตันมีแฟนแล้วนะ คนแถวๆ นี้เขาก็..." คุนหมิงละไว้ สายตาของเธอมองเหล่ไปที่กรีน จากนั้นก็หัวเราะเบาๆ

ผมกับกรีนสบตากันโดยไม่รู้ตัว เมื่อมองดีๆ จะเห็นความหวั่นไหวในแววตาคู่นั้น เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นผู้หญิงมองผมด้วยแววตาแบบนี้ แววตาเศร้าระคนเขินอายหน่อยๆ บ่งบอกความรู้สึกบางอย่าง

ผมเคยอยากได้ความรู้สึกแบบนี้จากผู้หญิงสักคนไม่ใช่เหรอ?

"หัวใจว่างเมื่อไหร่ อย่าลืมผ่านไปแถวๆ คณะอักษรด้วยนะกัปตัน มีคนรอเสียบอยู่" คุนหมิงพูดทีเล่นทีจริง แต่บางคำพูดก็น่าเกลียดไปหน่อย

ผมได้แต่หัวเราะแหะๆ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยังไงไม่รู้ ดีที่ว่าสามสาวพากันคุยเรื่องอื่นไปซะก่อน ระหว่างนั้นผมแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เมื่อเห็นสามสาวคุยกันเองผมก็แอบพิมพ์ไลน์ส่งให้อะตอมสั้นๆ

"กินข้าวยัง"

ไม่มีคำตอบใดๆ ส่งกลับมา แถมมันยังไม่อ่านด้วย อาจจะเดินแบบอยู่ก็ได้ หลังข้อความแรกผมก็หาโอกาสส่งไปอีกสองสามข้อความ แต่อะตอมก็ไม่ตอบ ทำเอาผมกังวลไม่น้อย แต่จะโทรหาตอนนี้ก็ไม่สะดวก ผมจึงส่งอีกข้อความทิ้งท้าย

"อีกยี่สิบนาทีจะกลับ เดี๋ยวเจอกันนะ"

ผมกดส่งข้อความ พอเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอ สาวๆ พากันแซวผมใหญ่

"นั่นแน่ คุยกับแฟนล่ะสิ อิจฉาจังคนมีแฟน"

ผมทำหน้ายิ้มๆ อีกตามเคย ไม่พูดโต้ตอบใดๆ พวกเธอคงลืมไปแล้วว่าผมยังไม่ตอบคำถามเรื่องเพศของแฟนผม แต่ลืมไปก็ดีเหมือนกัน กระนั้นผมก็คิดว่าต้องรีบหาทางออกเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ขืนปล่อยไว้ความรักมีปัญหาแน่ๆ

กรีนมองผมด้วยสายตาเศร้าๆ อีกแล้ว เท่าที่คุยกันมาทางเฟส ผมก็ว่าเธอชอบผมนั่นแหละ ความรู้สึกข้างในบอกว่าผู้หญิงคนนี้รู้สึกบางอย่างกับผม ผมจึงต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม ทำเอากรีนห่อเหี่ยวไปเลย ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเธอดูไม่ร่าเริงเท่าที่ควรเวลาคุยกัน

วันนี้ผมน่าจะได้คำตอบรางๆ แล้วล่ะ แม้ว่ามาแบบนี้อาจจะไม่ค่อยดีกับอะตอมเท่าไหร่ แต่ถ้ามันช่วยให้ผมลบล้างความทรงจำแย่ๆ ไปได้บ้างก็ถือว่าคุ้มค่า อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องทนทุกข์กับความเชื่อลึกๆ ว่า...

ไม่มีผู้หญิงคนไหนรักผมได้!

:::CAPTAIN:::

กว่าจะกลับถึงคอนโด เวลาก็ล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่มแล้ว สามสาวเดินทางกลับด้วยรถไฟฟ้า แต่ผมต้องติดอยู่บนถนนเพราะเป็นวันศุกร์แห่งชาติ แม้ระยะทางไม่ไกลมาก แต่ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะฝ่ามาถึงห้อง

พอมาถึงก็พบว่าในห้องปิดไฟสนิท ผมก็เลยเข้าใจว่าอะตอมยังไม่กลับ พอเปิดไฟในห้อง ผมก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ ใช้เวลาไม่นานนักเพราะเริ่มง่วงๆ อาบเสร็จก็กะว่าจะเข้าไปนอนเล่นในห้องรออะตอมกลับมาซะหน่อย

พอเข้าไปในห้องนอน ผมก็ต้องแปลกใจที่พบว่าอะตอมนอนอยู่บนเตียงแล้ว แต่ไม่แสดงท่าทางรับรู้ใดๆ ว่าผมเข้ามาในห้อง สงสัยคงหลับไปแล้วมั้ง ใจหนึ่งผมก็ลังเลว่าจะปลุกมันดีไหม ที่จริงผมอยากคุยกับมันคืนนี้เลย ไม่อยากรอจนถึงพรุ่งนี้เช้า ไม่งั้นผมคงจะนอนไม่หลับทั้งคืนแน่ๆ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเกรงใจ อะตอมคงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ผมไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของมัน

ผมก็เลยขึ้นไปนอนบนเตียงของตัวเอง ห่มผ้าแล้วเอื้อมมือไปปิดไฟ ในเมื่อมันนอนแล้วผมก็คงต้องเปลี่ยนแผน แต่พอจะข่มตานอนผมก็นอนไม่หลับอย่างที่คิดไว้ ในหัวคิดกังวลแต่เรื่องของคนนอนเตียงข้างๆ เพราะดูเหมือนว่าเราจะคุยกันน้อยลงในช่วงหลังๆ คงต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ

ผมรู้สึกว่าอะตอมแปลกไปตั้งแต่คุยกับป๊าผมวันนั้นแล้วล่ะ ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันบ้าง สงสัยว่าจะเกี่ยวกับผม หวังว่าป๊าคงไม่สงสัยหรอกนะว่าอะตอมรักผม ก็แอบเสียวๆ เหมือนกันว่าป๊ากับแม่จะรับไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นคนมีเหตุผลทั้งคู่ แต่เรื่องแบบนี้ทำให้พ่อแม่ที่มีเหตุผลสติหลุดมานักต่อนักแล้ว

เสียงคนขยับตัวทำให้ผมหยุดคิดชั่วคราว ผมรีบพลิกตัวนอนตะแคงไปทางเตียงของอะตอมทันที สายตาคอยจับสังเกตคนนอนหลับ อยู่ๆ ก็นึกสงสัยว่า...

อะตอมแกล้งหลับเพราะงอนผมหรือเปล่า?

ตอนนี้มันจะหลับจริงหรือแกล้งหลับผมก็ไม่สนแล้ว ยังไงๆ ก็ต้องคุยกับอะตอมคืนนี้ให้ได้ คิดแล้วผมก็ลุกขึ้นนั่ง ถัดตัวไปนั่งบนวีลแชร์ที่จอดอยู่ข้างเตียง ก่อนค่อยๆ เข็นตรงไปที่เตียงของอะตอมอย่างเงียบๆ แต่ล้อหน้าผมสองข้างก็ดันมีไฟซะนี่ มันสว่างวูบวาบทุกครั้งที่ผมเข็น ประกายไฟหลากสีเกิดจากก๊าซที่ล้อทำปฏิกิริยากับอะไรสักอย่าง ใครเห็นผมเข็นรถผ่านไปก็มักจะตื่นเต้นกับไฟล้อหน้าของผมเสมอ

ผมเพ่งสายตาฝ่าความมืดสลัวไปยังใบหน้าคนที่นอนหลับใหล อยากรู้ว่ามันแอบลืมตาดูผมอยู่หรือเปล่า เพื่อให้แน่ใจจึงก้มไปดูใกล้ๆ อีกที แต่ก็เห็นว่าอะตอมนอนหลับตาสนิทเหมือนคนนอนหลับจริงๆ ไม่งั้นก็คงแสดงได้แนบเนียนมาก

เอาวะ! เป็นไงก็เป็นกัน!

ผมใช้สองมือยันเบาะวีลแชร์ไว้ ท่านี้จะช่วยให้ผมกระโดดจากวีลแชร์ขึ้นไปบนเตียงได้ ผมนับหนึ่งถึงสามในใจ เมื่อพร้อมแล้วก็ใช้แรงแขนถีบตัวแทนขา ร่างผมลอยหวือออกจากวีลแชร์ลงไปบนเตียง ผมรีบกางแขนออกขณะตัวลอยอยู่บนอากาศ พอตัวตกลงไปทับคนที่นอนอยู่ ผมก็สวมกอดมันไว้ทันที

ตุ้บ!

"ขอนอนด้วยได้เปล่า" ผมพูดข้างๆ หูด้วยเสียงอ้อนๆ น่าจะเป็นเสียงน่ารักที่สุดที่ผมทำได้ในตอนนี้แล้ว

อะตอมลืมตาแป๋วขึ้นมอง พอเห็นใบหน้าผมอยู่ใกล้แค่คืบก็ตกใจ

"เชี่ย ตกใจหมดเลย"

น้ำเสียงของอะตอมฟังดูไม่งัวเงียแม้แต่น้อย แสดงว่ามันรู้ทุกอย่างนั่นแหละ

"ขอนอนด้วยนะ อยากนอนกับแฟนน่ะ" ผมอ้อนและกอดมันแน่นขึ้น แต่ก็ไม่ถนัดเท่าไหร่เพราะมีผ้าห่มกั้นอยู่

อะตอมไม่ตอบ แต่ก็ไม่แสดงอาการขัดขืนใดๆ

"กินข้าวยัง" ผมชวนคุยเล่น ได้จังหวะเมื่อไหร่ก็จะเข้าเรื่องทันที

"อือ" อะตอมไม่สบตาผมตรงๆ ท่าทางดูหมางเมินเล็กน้อย

"แล้วกินอะไร"

"ข้าวกล่อง"

"อร่อยไหม"

"อือ"

"งานโอเคไหมวันนี้"

"อือ"

"มึงกลับมาเร็วเหรอ"

"อือ"

"มึงงอนกูเหรอ"

"อือ"

สักพักอะตอมก็หน้าเหวอ มันเสียรู้ผมซะแล้ว ผมกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว ส่วนอะตอมนอนนิ่งๆ เหมือนเดิม พยายามทำหน้าให้เป็นปกติ ที่จริงมันคงอยากปฏิเสธว่าไม่ได้งอนนั่นแหละ แต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย

"กูขอโทษเว้ย กูผิดไปแล้ว เนี่ย...กูมาให้มึงลงโทษแล้วเห็นไหม ลงโทษกูหน่อยดิ มึงอยากลงโทษแบบไหน กูยอมหมดเลยนะเว้ย" ผมเบียดตัวเข้าหาอะตอมอีกนิด ทำตัวเหมือนดาวยั่วเข้าไปทุกขณะ แต่มันกลับเงียบเหมือนเดิมซะงั้น

"อ้าว ยังไม่หายงอนอีกเหรอ" ผมนิ่วหน้า พลางก็นึกหาวิธีง้อใหม่

ผมเอามือดึงผ้าห่มออก จากนั้นก็พยายามสอดตัวเข้าไปนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน อะตอมอาศัยจังหวะนั้นตะแคงหันหลังให้ แบบนี้ก็เข้าทางผมพอดี ผมจึงสวมกอดเข้าด้านหลังซะเลย ร่างกายเราเบียดเสียดแนบชิดกันแทบทุกตารางนิ้ว เมื่อไม่มีอะไรกั้นนอกจากเสื้อผ้าบางๆ อารมณ์วาบหวามก็เริ่มก่อตัว

ผมเอื้อมมือไปเปิดไฟหัวเตียง ก่อนซุกตัวเข้าหาร่างอุ่นหนา กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆ ลอยมาติดจมูกผม แสดงว่าอะตอมน่าจะอาบน้ำนอนก่อนผมไม่นานมาก ผมชะโงกหน้าข้ามไปมองหน้าคนขี้ใจน้อย นึกว่ามันจะยิ้มให้แต่เปล่าเลย

"ให้หอมแก้มเอาไหม" ผมถามพลางยื่นแก้มไปให้มันใกล้ๆ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีอะไรมาสัมผัสที่แก้มผมแม้แต่น้อย

"งั้น...จูบกูไหม" ผมยื่นปากเข้าไปใกล้ ทำปากจู๋ๆ ให้ดูตลก

อะตอมทำท่าจะหัวเราะ แต่ก็พยายามกลั้นไว้ ดูท่าจะไม่ยอมหลงกลผมง่ายๆ ซะแล้ว

"ไรวะ โกรธขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย" ผมชักท้อ แต่ในเมื่อเป็นคนผิด ผมก็โอดครวญไม่ได้

"จริงๆ กูก็ไม่อยากไปหรอกเว้ย กูเป็นคนขี้เกรงใจเขามึงก็รู้ แต่กูบอกกรีนไปแล้วนะเว้ยว่ากูมีแฟนแล้ว อีกอย่าง...กูก็แค่อยากรู้ว่าคนอย่างกูจะมีผู้หญิงมาชอบหรือเปล่าเท่านั้นแหละ มึงก็รู้นี่ว่ากูเคยโดนผู้หญิงหลอกให้รัก แล้วเขาก็ทิ้งกู มันเป็นคำถามคาใจกูนะเว้ย วันนี้กูก็พอได้คำตอบแล้ว กูว่า...กรีนเขาก็ชอบกูอย่างที่มึงบอกนั่นแหละ แต่ว่ากูไม่ได้คิดอะไรกับเขานะเว้ย กูมีคนที่กูรักและก็รักกูอยู่ทั้งคน ดีขนาดนี้...กูจะไปรักใครที่ไหนได้วะ มึงไม่รู้เหรอว่ากูรักมึงมากแค่ไหน กูไม่เคยง้อใครแบบนี้เลยนะเว้ย"

ผมหยอดคำหวานซึ้งหยดย้อย แต่หวานขนาดนี้อะตอมก็ยังนอนเฉย ไม่ยอมพูดจากับผมสักคำ

"น้องอะตอมครับ พี่กัปตันขอโทษ พี่กัปตันผิดไปแล้ว แต่พี่กัปตันก็รักน้องอะตอมคนเดียวจริงๆ นะ ยกโทษให้พี่กัปตันซะทีสิ ง้อจนเหนื่อยแล้ว ไม่รู้จะง้อยังไงแล้วนะ" ผมงัดไม้เด็ดมาใช้ พร้อมทำหน้าตาให้ดูน่าสงสารสุดๆ

ปกติผมไม่เคยเรียกตัวเองว่าพี่เลย อะตอมจึงแสดงอาการสนใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็น้อยจริงๆ ไม่นานก็ทำหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ไม้เด็ดของผมจึงกลายเป็นไม้เหี่ยวๆ ในทันที

"อ้าว ยังไม่หายโกรธอีก ถ้าไม่หาย เดี๋ยวกูงอนบ้างนะเว้ย" ผมขู่ แต่ก็ยังไม่กล้างอนมันหรอก

ผมพยายามพลิกตัวอะตอมให้หันมาเผชิญหน้ากับผม แรกๆ มันก็ขัดขืน แต่ไม่นานก็ยอมหันหน้ามา ผมใช้สองมือประคองใบหน้ามันให้มองผมตรงๆ ไม่งั้นมันหลบตาผมอีกแน่ๆ

เมื่อสายตาเราประสานกันเต็มๆ ผมก็ส่งพลังงานความรักผ่านสายตาออกไปอย่างเต็มที่ ใบหน้าหล่อคมเริ่มมีรอยยิ้ม แม้จะพยายามฝืนมากแค่ไหนก็ตาม

"พี่กัปตันรักน้องอะตอมคนเดียวนะ ยกโทษให้พี่นะครับ ต่อไปพี่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ถ้าน้องอะตอมไม่ยกโทษให้พี่นะ พี่ต้องขาดใจตายแน่ๆ เลย" ผมพูดไปทำตาปริบๆ ไป ไม่เห็นใจก็ให้มันรู้ไป

"รักจริงเหรอ ขนาดรู้ว่ากูเศร้า ยังทิ้งกูไปหาสาวๆ เฉยเลย" อะตอมยอมเปิดปากพูดจนได้ ผมค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย ถึงจะพูดประชดก็ไม่เป็นปัญหา

"จริงสิ" ผมเอามือข้างหนึ่งลูบตรงหน้าผากของอะตอม ปัดเกลี่ยผมที่ปรกหน้าขึ้น ก่อนจะจุมพิตเบาๆ ลงบนหน้าผากนั้นอย่างรักใคร่

"กูผิดไปแล้ว กูขอโทษเว้ย มึงจะให้กูคาบไม้บรรทัดสักชั่วโมงไหมล่ะ หรือว่าจะให้กูคัดลายมือคำว่าขอโทษหนึ่งเล่มก็ได้นะ"

"กูไม่ใช่ครูซะหน่อย" ริมฝีปากของอะตอมเริ่มคลี่ยิ้ม

"ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ มึงเป็นครูของกูนะเว้ย ไม่รู้เหรอ"

"ครูไรวะ"

"ครูสอนรักไง" ผมหัวเราะเบาๆ

"วอนจริงๆ นะมึง อยากโดนจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย" อะตอมยกยิ้มมุมปาก

"พูดยังกะมึงรู้แล้วงั้นแหละว่าใครจะอยู่บนหรืออยู่ล่าง ไม่คิดว่ากูจะอยู่ข้างบนมึงมั่งเหรอ" ผมยักคิ้วท้าทาย

"มึงจะเอากูเหรอ" อะตอมทำหน้าตกใจ

ผมทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "อืม...ของอย่างนี้ มันก็แล้วแต่ตกลงนะกูว่า ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็เป่ายิ้งฉุบกันดีไหม"

อะตอมหัวเราะหึๆ แต่ไม่ตอบคำถามของผม

"ตกลงมึงหายโกรธกูแล้วใช่ไหม" ผมวกกลับมาเรื่องเดิม

"เออ หายตั้งแต่มึงกระโดดทับกูแล้ว" อะตอมสารภาพ

"เชี่ย งั้นมึงก็แกล้งกูดิ" ผมประท้วง

"ก็กูชอบเวลามึงง้อกูไง น่ารักดี"

"โห...เล่นงี้เลยเหรอ มึงรู้ไหมว่ากูเครียดแทบแย่ ง้อเท่าไหร่ก็ไม่หายโกรธ ที่แท้..."

อะตอมหัวเราะ ผมก็พลอยหัวเราะไปกับมันด้วย

"กูรักมึงนะอะตอม"

พูดจบผมก็ประกบปากลงไป ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกันแล้ว ทำอะไรที่มันผ่อนคลายบ้างดีกว่า ไม่กี่อึดใจอะตอมก็ตั้งตัวได้ ผมถูกมันจับพลิกและเหวี่ยงลงไปนอนข้างล่างแทน ก่อนที่มันจะขยี้จูบหนักหน่วงลงมาที่ปากผม บางจังหวะเราก็แลกลิ้นกัน ผมเริ่มคุ้นกับลีลาจูบของมันแล้วจึงสู้ได้ดีขึ้น

จู่ๆ ในหัวผมก็คิดซุกซน ผมนึกอยากให้มันโลมเลียทั่วตัวผม อยากให้ส่วนนั้นของมันเข้ามาในกายผม อยากให้มันกระแทกกระทั้นหนักๆ รัวๆ จนเสร็จสมอารมณ์หมาย บางทีผมก็อยากลองอะไรดิบเถื่อนแบบนั้น แค่คิดผมก็เผลอครางเสียวแล้ว สองมือจึงเผลอผวากอดอะตอมแน่น รู้สึกเหมือนตอนใกล้จะปลดปล่อยยังไงยังงั้น สวรรค์คงอยู่ไม่ไกลแน่คืนนี้ แต่...

อะตอมก็พลันทำสวรรค์ล่มอีกแล้ว!

อยู่ดีๆ มันก็หยุดจูบและถอนปากออก จากนั้นก็นอนหงายลงข้างๆ ผม ทิ้งไว้เพียงลมหายใจหอบด้วยแรงปรารถนาของเรา ที่จริงผมก็พอจำได้ว่าทำไมอะตอมถึงไม่อยากเลยเถิด ผมก็อยากเชื่อตามที่มันบอกนะ แต่ลึกๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ เป็นเพราะรูปร่างที่แตกต่างไปของผมหรือเปล่า อะตอมถึงไม่กล้าทำแบบนั้นกับผม ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ผมคิดแบบนี้ เพราะมันหลายครั้งแล้ว

"เฮ้ย ทำไม...มึงไม่ทำต่อวะ" ผมถามเสียงเบาโดยไม่หันไปมอง รู้สึกเหมือนตัวเองเสียความมั่นใจไปจนแทบไม่เหลือ

"กูอยากทำนะเว้ย แต่ว่า..."

"ที่มึงไม่ทำอะไรกู เป็นเพราะว่ามึงรังเกียจกูหรือเปล่าวะ บอกกูตรงๆ ได้นะเว้ย ไม่ต้องเกรงใจ" ผมพูดสวนไปก่อนที่อะตอมจะทันพูดจบ น้ำเสียงเริ่มดราม่าเล็กน้อย

อะตอมหันมามองหน้าผม เราสบตากันนิ่งและเนิ่นนาน แววตาวิบไหวของอะตอมยากที่จะเข้าใจว่ามันคิดอะไร แต่ถ้าอะตอมไม่ทำอะไรสักอย่างตอนนี้ หัวใจผมก็อาจจะแหลกสลายเอาได้ เพราะไม่ช้าผมก็จะเข้าใจว่าขาผมคืออุปสรรคของความรัก สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมรับคนพิการอย่างผมได้ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย

แต่ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะทวีกำลัง อะตอมกลับค่อยๆ ยิ้มให้ผม ผมไม่รู้หรอกว่ามันยิ้มทำไม แต่รอยยิ้มของมันก็ช่วยยุติการก่อตัวของความคิดลบๆ ในใจผมไปได้บ้าง

อะตอมชันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ก่อนรวบขาสองข้างของผมและดึงมาวางไว้บนตัวของมัน ผมยังไม่ทันได้ถามอะไร อะตอมก็ถอดกางเกงนอนผมออก ตามด้วยเสื้อของผม น่าแปลกที่ผมไม่ขัดขืนเลย ตอนนี้ขาข้างหนึ่งของผมพาดอยู่บนเอว อีกข้างพาดอยู่บนต้นขาของมัน

อะตอมถอดเสื้อของตัวเองออก จากนั้นก็หันมาบอกผม "ถอดกางเกงให้กูหน่อย"

ผมไม่รู้หรอกว่ามันต้องการอะไร แต่ก็ช่วยถอดกางเกงให้ตามที่ขอ ผมดึงกางเกงบ็อกเซอร์ของมันลอดผ่านใต้ขาผม ก่อนใช้มืออีกข้างดึงและรูดออกจนพ้นตัวของมัน 

อะตอมไล่สายตาไปตามขาของผม ปกติผมจะไม่ยอมถอดเสื้อผ้าให้ใครดูขาผมเลย มีแต่อะตอมเท่านั้นที่ผมยอมเปิดเผยให้เห็นทุกอย่าง เมื่อเทียบขาผมกับขามันแล้ว ขาของอะตอมใหญ่กว่าของผมพอสมควร ขาของผมเหมือนขาตะเกียบของผู้หญิงมากกว่า ดีที่แม่พาผมไปฟื้นฟูไม่เคยขาด จึงพอรักษากล้ามเนื้อส่วนมากไว้ได้ เพียงแต่ไม่มากพอจะช่วยให้ผมเดินได้เท่านั้น

อะตอมจับขาผมงอขึ้น เขาก้มลงมาสูดดมกลิ่นที่หัวเข่าของผม สลับกับใช้ลิ้นเลียไปตามต้นขาและปลีน่องที่พอมีกล้ามเนื้ออยู่บ้าง สองมือของมันคอยลูบไล้ไปตามขาของผม จากบนลงล่างและสลับขึ้นลงไปมา เสียงหอบหายใจด้วยความต้องการดังขึ้นและดังขึ้น

---CENSORED---

ผมซุกหน้าเข้าหาอกอุ่น หอบหายใจเบาๆ และหลับตาพริ้มสบาย อีกไม่นานความเหนื่อยหอบก็จะหายไปแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ใช่บทรักแบบเต็มคอร์ส แต่อะตอมก็ทำเอาผมเสียวจนแทบขาดใจ

"กูรู้แล้วนะเว้ย ขอบใจมึงมากนะอะตอม กูรักมึงนะ รักมึงคนเดียว" ผมพึมพำตรงอกอุ่น แต่ก็รู้ว่าอะตอมคงได้ยินที่ผมพูดทั้งหมด

"เออ กูก็รักมึงคนเดียวเหมือนกัน ทีหลังมีอะไรก็บอกกูนะเว้ย กูเป็นแฟนมึง เป็นคนรักของมึง กูทำให้มึงได้ทุกอย่างแหละ"

ผมพยักหน้าหงึกๆ

"ส่วนเรื่องเมื่อกี้ เอาไว้ให้ป๊ากับแม่มึงยอมรับกูก่อน เดี๋ยวกูจะจัดให้มึงเต็มคอร์สเลย รับรองมึงต้องร้องขอชีวิตกู ไม่ได้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันแน่มึง" อะตอมขู่และหัวเราะเบาๆ

"เออ เดี๋ยวกูจะรอ กูอยากร้องขอชีวิตมึงเต็มทีแล้ว"

"ติดใจล่ะซี้" อะตอมทำเสียงล้อเลียน

"เออ ติดใจมึงทุกเรื่องแหละ ไม่งั้นจะยอมเป็นแฟนมึงเหรอ เป็นแฟนกันก็ต้องติดใจกันอยู่แล้ว จริงไหม"

"ครับผม ผมก็ติดใจปากชมพู นมชมพูและ...อวยชมพูของพี่กัปตันเหมือนกันครับ" อะตอมหัวเราะชอบใจ ผมก็หัวเราะไปกับมันด้วย

"ไปอาบน้ำเหอะ เกงในมึงเลอะหมดแล้ว เสร็จก็ไม่ยอมบอกกูนะมึง กูเลยอดชิมของดีนายแบบเลย"

"ไปชิมในห้องน้ำไหมละ กูยังได้อีกรอบนะเว้ย" อะตอมคุยโว

"งั้น...มึงให้ทำกูอีกรอบได้เปล่า" ผมถามอายๆ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว

"เอาใหญ่แล้วนะมึง"

"มึงเป็นคนสอนกูเองนะเว้ย ถ้ากูติดใจ มึงก็ต้องรับผิดชอบ ห้ามบ่ายเบี่ยงด้วย" ผมขู่ทีเล่นทีจริง

"โอเค ได้เลย กูชอบของชมพูอยู่แล้ว ให้กินอีกก็กินได้" อะตอมขำเบาๆ สองมือของมันโอบกอดและลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่าของผม

"อ้อ เดี๋ยววันเกิดมึง กูจะซื้อซีเคให้สักสองสามตัวนะเว้ย" ผมเปลี่ยนเรื่อง

"ไม่เอาหรอก แพงไป" อะตอมรีบปฏิเสธทันที

"เออน่า ของขวัญวันเกิดนะเว้ย ไม่ได้ซื้อให้เฉยๆ กูเห็นก้นมึงสวยดี ใส่เกงในเท่ๆ น่าจะสวย"

"นั่นแน่ หลงก้นกูเหรอ" อะตอมทำเสียงล้อเลียน

"เออ หลงก็หลง"

"งั้นก็ซื้อมา เดี๋ยวกูใส่ให้ดู หุ่นนายแบบอย่างกูใส่สวยแน่นอน เดี๋ยวมึงจะหลงกูจนโงหัวไม่ขึ้นเลย"

"ไปอาบน้ำได้แล้ว" ผมตัดบทแล้วก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พอปลดปล่อยแล้วก็รู้สึกเบาสบายตัว คืนนี้คงหลับสบายดีจนถึงเช้า

แต่สบายตัวก็ยังไม่สู้สบายใจหรอก ตอนนี้ผมสบายใจแล้วว่าอะตอมไม่ได้รังเกียจผม ความรักของผู้ชายคนนี้ ปลดล็อกความคิดแย่ๆ ผมไปหลายอย่างเลย ไม่รู้จะขอบคุณมันยังไงเหมือนกัน

หมดเรื่องของตัวเองแล้วก็ยังเหลือเรื่องป๊ากับแม่ แต่ในเมื่ออะตอมบอกว่ามีวิธีแล้ว ผมก็จะเชื่อใจมัน

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น