เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 24 : ♿ รุมเร้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    10 ก.ค. 63

:::INN:::

กัปตันและอะตอมโดนเรียกตัวไปประชุมแล้ว น้ำหวาน แบงค์และกวินยังคงนั่งกินข้าวอยู่เป็นเพื่อนผมต่อ เรายังมีเวลาอีกเล็กน้อยก่อนเข้าคลาสเรียนช่วงบ่าย ก็เลยใช้เวลาที่เหลือนั่งคุยกันว่าใครเป็นโพสต์ภาพนั้นลงในเพจของมหาลัย

"แสดงว่าคนที่โพสต์ต้องไม่ชอบมึงกับอะตอมอย่างมากๆ แน่ๆ เลยว่ะ" น้ำหวานเน้นเสียงตรงคำว่า "มากๆ "

"แต่กูกับอะตอมเพิ่งมาเรียนนะเว้ย จะมีคนไม่ชอบกูขนาดนั้นเลยเหรอวะ หรือว่า..." ผมอดนึกถึงปาร์ตี้ไม่ได้ แม้กัปตันจะบอกผมว่าเขาคุยกับปาร์ตี้ให้แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ปาร์ตี้ ผมก็นึกไม่ออกว่าจะมีใครในมหาลัยที่ไม่ชอบผมมากขนาดนี้

"หรือว่าอะไรวะ" แบงค์สงสัย

"เปล่า" ผมรีบปฏิเสธ แต่แววตาก็ยังครุ่นคิดไม่เลิก

"กูอยากไม่จะสงสัยว่าเป็นพวกพี่สาอีกนะเว้ย แต่อะตอมมันก็ไม่เคยมีเรื่องกับใครนอกจากมึงกับพี่สา" กวินบุ้ยหน้ามาทางผมตอนพูดคำว่า "มึง" ไปด้วย

"เฮ้ย พี่สาเนี่ยนะ แค่นี้เขาก็อ่วมแล้ว ยังจะทำอีกเหรอวะ" แบงค์ทำหน้าไม่เชื่อ

"ก็ไม่แน่นะเว้ย กูว่าพี่เขาน่าจะรู้ตัวแล้วล่ะว่าจะถูกพักการเรียน แต่ไหนๆ ก็โดนลงโทษไปแล้ว ก็เอาคืนมันซะเลย ถ้ากูไม่ได้ พวกมึงก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน ไม่เคยได้ยินเหรอ" กวินอธิบาย

"แต่กูไม่ได้มีเรื่องกับพี่สานะเว้ย" ผมรีบแย้ง

"เขาอาจจะแค้นทั้งคณะก็ได้ มึงก็เป็นตัวแถมไง"

คำตอบของกวินทำเอาทุกคนคิดตามไปด้วย จะว่าไปมันก็พอมีเค้าเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงหรอก

"เฮ้ย! แย่แล้ว! มีคนโพสต์รูปถ่ายแบบของอะตอมลงไปแล้วว่ะ ไม่ปิดหน้าด้วย" น้ำหวานละสายตาจากหน้าจอมือถือด้วยสีหน้าเครียดๆ ก่อนยกหันให้เพื่อนๆ ดูรอบโต๊ะ

แบบนี้ก็แปลว่าทุกคนรู้กันหมดแล้วว่าผู้ชายคนแรกในรูปคืออะตอม เขาถ่ายแบบเยอะขนาดนั้นคงมีคนเห็นและจำได้เป็นธรรมดา เหลือแต่ผมนี่แหละที่ยังไม่มีใครดูออก ปกติผมจะไม่โชว์หน้าตาอยู่แล้ว ภาพไหนที่เห็นหน้าตาผมก็จะทำเบลอไว้ จึงน่าจะเดายากที่สุดว่าเป็นใคร ยกเว้นคนที่รู้แล้วเท่านั้น

"แม่งเอ๊ย! แล้วจะทำไงดีวะเนี่ย อะตอมมันจะโดนไล่ออกหรือเปล่าวะ" แบงค์หน้าเครียด ที่จริงก็เครียดกันทุกคน

"ถ้าโดนไล่ออกจริงก็แย่เลยนะเว้ย แต่แม่งกูว่ามันโคตรไม่ยุติธรรมเลยว่ะ ถ้าอะตอมโดนไล่ออก พวกเราต้องไปประท้วงนะเว้ย มึงคิดดูดิ กว่ามันจะหาเงินมาเรียนหนังสือที่นี่ได้ก็โคตรลำบากแล้ว ทำไมจะต้องตัดสินคนแค่เรื่องแค่นี้ด้วยวะ กูก็ไม่เห็นมันจะเสื่อมเสียอะไรตรงไหนเลย มันไม่ได้ไปฆ่าใคร ไม่ได้ค้ายา หรือไม่ได้ทำให้ใครตายซะหน่อย สมัยนี้เขาก็ถ่ายกันโครมๆ " กวินบ่นและถือโอกาสก่อหวอดเล็กๆ ไปด้วย

"เออๆ พวกกูไปด้วย"

ผมกับเพื่อนๆ ที่เหลือรีบเสนอตัวไปช่วยประท้วงทันที ถ้าเพื่อนๆ และรุ่นพี่รู้เรื่องนี้ ผมว่าทุกคนยินดีไปช่วยอยู่แล้ว แต่คงไม่ใช่สำหรับผม เรื่องที่ผมทำ คงไม่มีใครช่วยประท้วงให้หรอก เพราะผมไม่ได้ทำเพราะความจำเป็นเหมือนอะตอม แต่ทำเพราะความคึกคะนองต่างหาก มีแต่คนจะด่าสิไม่ว่า

"แต่เรื่องของมึงน่ะ ถ้าเขารู้ขึ้นมา กูว่า..." แม้น้ำหวานจะพูดไม่จบ ผมก็รู้ว่าหมายถึงอะไร

"เออ กูรู้" ผมบอกเพื่อนสั้นๆ และก้มหน้าเหมือนคอตก

อยู่ๆ ผมก็นึกถึงสองคนที่รักผมมากที่สุดขึ้นมา เมื่อก่อนผมไม่เคยห่วงความรู้สึกของป๊ากับม๊าเลย ออกแนวเอาแต่ใจเพราะเป็นลูกคนสุดท้องด้วยซ้ำ แต่ถึงจะเกเรมาบ้างแต่ก็ไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ นึกไม่ออกเลยว่าบุพการีทั้งสองคนของผมจะเสียใจมากแค่ไหน ถ้าโดนญาติที่ไม่ชอบกันทับถมด้วยก็จะยิ่งไปกันใหญ่

"กินเสร็จแล้วใช่ไหม เดี๋ยวกูจะได้เก็บจานให้" กวินถือโอกาสตัดบท ช่วยทำลายบรรยากาศที่อึมครึมได้อย่างดี

ผมเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน จากนั้นก็พยักหน้า แต่ไม่ทันที่กวินจะช่วย เสียงใครบางคนก็ดังขัดจังหวะขึ้นซะก่อน

"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพี่จัดการคนนี้ให้เอง"

พวกเราทั้งสี่คนหันไปมองตามเสียงทุ้มๆ ที่ไม่ได้รับเชิญพร้อมกันทันที

"พี่โดม" พวกเราเรียกชื่อนั้นพร้อมกัน

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่โดมจะมาหาผม ไม่ว่าจะมาหาเพื่อมาซ้ำเติมหรืออะไรก็ตามแต่ แค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว แต่ครั้นจะยิ้มให้และแสดงท่าทางดีใจก็ไม่กล้าเท่าไหร่

"ถ้าใครรีบก็ไปก่อนได้นะ เดี๋ยวพี่พาอินไปส่งที่คลาสเอง" พี่โดมบอกพลางเดินมาหยิบจานและขวดน้ำของผมขึ้นมาถือในมือ จากนั้นก็เดินดุ่มๆ ออกไป

"เอ่อ...งั้น...พวกกูไปก่อนนะเว้ย" น้ำหวานยิ้มแปลกๆ

"เออ เดี๋ยวเจอกัน" ผมตอบตกลงโดยไม่คิดจะหน่วงเหนี่ยวแม้แต่น้อย

เพื่อนสามคนทำหน้ายิ้มๆ จากนั้นก็รีบลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะตอนนี้ผมอยากคุยกับพี่โดมแค่สองคน ไม่ได้เจอกันหลายวันแล้ว บอกตรงๆ ว่าผมก็คิดถึงพี่เขาไม่น้อย

หลังช่วยเก็บจานและทิ้งขวดน้ำให้ พี่โดมก็เดินกลับมาที่โต๊ะผม จะว่าไปผมก็รู้สึกประหม่ามากทีเดียว ที่จริงหลายๆ ความรู้สึกก็ระคนกันไปหมด

"เรื่องเยอะนะเราน่ะ"

มาถึงพี่โดมก็พูดแบบนี้ เล่นเอาผมใจเสียไปเลย

"ครับ" ผมรับคำสั้นๆ เหมือนไม่รู้จะพูดอะไร

"จะคุยตรงนี้เหรอ" พี่โดมถามพลางมองไปรอบๆ

ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและมองหน้าพี่โดมอย่างกล้าๆ กลัวๆ

"ตามมา"

บอกสั้นๆ แค่นั้น ร่างสูงปราดเปรียวก็เดินนำออกไปก่อน ผมรีบเดินตามไปทันที แต่ก็ยังเดินได้ไม่เร็วนัก เพราะยังมีอาการเจ็บๆ ที่ต้นขาอยู่บ้าง

"พี่โดมเดินช้าๆ หน่อยครับ ผมตามไม่ทัน" ผมร้องบอก

พี่โดมหยุดชะงักและหันมามอง ก่อนเปลี่ยนเป็นเดินช้าๆ ตามที่ผมขอ จนกระทั่งผมเดินตามทัน

ไม่กี่นาทีเราก็ปลีกตัวออกมาจากสังคมโลกที่วุ่นวายมาอยู่ในมุมสงบๆ แห่งหนึ่ง พี่โดมหยุดยืนหันหลังให้ รอให้ผมเดินเข้าไปหา ผมก็ไม่รอช้าที่จะทำอย่างนั้น ไม่นานสองขาก็มาหยุดอยู่ห่างพี่โดมเพียงหนึ่งช่วงก้าว สองตาหยุดอยู่ที่ไหล่กว้างและท้ายทอยที่น่ามองอย่างประหลาด สักพักก็เอ่ยปากพูด

"พี่โดม...พี่โดมอยากด่าผมไหม ต่อยผมก็ได้ เตะผมก็ได้ จะลงโทษผมยังไงก็ได้ ผมยอมทุกอย่างเลยพี่ ขอแค่ให้พี่โดมยกโทษให้ผม"

ไม่รู้ว่าผมดราม่ามากไปหรือเปล่า พี่โดมถึงกับหันขวับมามอง สีหน้าดูเหมือนจะไม่พอใจนัก หรือไม่งั้นผมก็คงคิดไปเอง

"ยังไม่ต้องมาห่วงเรื่องนั้นหรอก เอาตัวเองให้รอดซะก่อนเถอะ"

น้ำเสียงคล้ายตำหนิทำเอาผมหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย แสดงว่าพี่โดมคงรู้เรื่องโพสต์นั่นแล้ว

"พี่โดมเป็นห่วงผมเหรอ" ผมตัดสินใจถามไปตรงๆ

ใบหน้าคมแสดงความเข้มขรึมผ่านแววตา พลันก็เบือนหน้าไปอีกทาง

"แล้วมึงคิดว่าที่กูมาหามึงเนี่ย กูมาหาเพราะอะไร คนอย่างมึงมีอะไรให้กูต้องมาหาเหรอ"

น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งประชด ทั้งเย้ยหยัน ทั้งสมเพช และอาจจะมีความรู้สึกอีกอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจนัก

"ไม่รู้ครับ" ผมบอกเสียงเศร้า

พี่โดมแวบหันกลับมามอง ก่อนจะเบือนหน้าไปอีกและเอามือล้วงกระเป๋า

"คนอย่างมึงน่ะ ไม่มีอะไรดีเลยนะเว้ย ไม่มีเลยสักอย่าง"

พี่โดมพูดเหมือนกำลังด่าผม ที่จริงผมก็ใจเสียไปบ้างแล้ว แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในคำด่านั้นก็ไม่รู้ ผมก็เลยไม่รู้สึกกลัวเท่าไหร่

"ทำตัวเหี้ยๆ ไร้สาระ นิสัยก็เหี้ย ปากก็เหี้ย แถมยังมาแกล้งน้องกูอีก คนอย่างมึงมีค่าอะไรให้กูต้องมาหามึงวะ! "

พี่โดมหันมาตาขวางใส่ผม สายตาดุจ้องมาจนผมต้องหลบตา บอกตรงๆ ว่าผมไม่เข้าใจเลยว่าพี่โดมเป็นอะไร หรือพยายามจะสื่ออะไรกันแน่

"ถามแล้วทำไมไม่ตอบ! " พี่โดมถามเสียงดุเมื่อเห็นผมเงียบ

ผมเงยหน้ามองอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในใจรู้สึกสับสนไปหมด "พี่โดมจะให้ผมตอบอะไรล่ะครับ ที่พี่พูดมาเมื่อกี้ ผมก็ไม่มีอะไรจะเถียง"

"ใครบอกว่ากูจะให้มึงเถียง" พี่โดมสวนมาทันควัน ยิ่งทำให้ผมงงหนัก

พี่โดมยกสองมือมาจับไหล่สองข้างผมไว้ จ้องหน้าผมเขม็ง ส่วนผมจะสบตาตรงๆ ก็ยังไม่กล้า จึงได้แต่เอียงหน้าหลบเล็กน้อย

"ฟังคำถามดีๆ นะเว้ย ไม่ต้องเถียงกู แต่ที่กูอยากรู้ก็คือ...กูอยากรู้ว่าคนอย่างมึงมีค่าอะไรให้กูต้องมาหาวะ! มึงตอบกูได้ไหม! " พี่โดมคาดคั้น บีบไหล่ผมแน่จนผมรู้สึกเจ็บ ไม่รู้ว่าพี่เขาลืมไปหรือว่าแขนอีกข้างของผมยังเจ็บอยู่

"ผมไม่รู้ ผมจะรู้ได้ไงว่าพี่มาหาผมทำไม" ผมเสียงดังใส่คืนบ้าง อีกอย่างก็ชักจะโมโหเหมือนกันที่อีกฝ่ายไม่สื่อสารให้ผมเข้าใจ

น่าแปลก...สีหน้าของพี่โดมดูไม่เหมือนกำลังโกรธผมเลย ตกลงพี่เขามาหาผมทำไมกันแน่ จะมาด่าผมหรือเปล่า แต่ท่าทางก็ไม่เหมือนด่าเลย ไม่รู้ว่าต้องการอะไร

"เด็กแก่แดดอย่างมึงเนี่ย ยังไม่รู้อีกเหรอ"

"พี่โดมพูดอะไรน่ะครับ ผมไม่เข้าใจ"

พี่โดมเงียบ สองมือเริ่มผ่อนน้ำหนักบีบจับลง ไม่นานก็ปล่อยมือลงจากหัวไหล่ของผม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่มีอะไรสักอย่างที่ผมจะตีความให้เข้าใจได้เลยแม้แต่อย่างเดียว

"ถ้ามึงไม่รู้ กูก็คงไม่มีอะไรจะคุยกับมึงละ"

พูดจบพี่โดมก็ทำท่าจะเดินหนีไป สัญชาตญาณบอกผมว่าผมต้องทำอะไรสักอย่างให้เร็วที่สุด ไม่งั้นผมอาจจะสูญเสียคนสำคัญคนนี้ไปตลอดชีวิต

ยังไม่ทันที่สมองผมจะสั่งการด้วยซ้ำ ผมพลันโผเข้ากอดพี่โดมไว้แน่นจนสุดแขน แม้จะเป็นแขนข้างเดียวก็เถอะ แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้พี่โดมเดินจากผมไปโดยที่ผมไม่ได้พยายามทำอะไรเลย

เมื่อได้ซุกตัวในอกอุ่นๆ น้ำตาผมก็ไหลโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าตอนนี้เพื่อนจะให้อภัยและเห็นใจผม แต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ผมโหยหา หรือไม่ก็คงเป็นคนละอย่างกัน เพราะชีวิตของคนเราต้องการสิ่งเติมเต็มหลายอย่าง ครอบครัว เพื่อน สังคมและใครสักคนที่ฟ้าอยากให้มาเจอกัน

เราเงียบกันอีกแล้ว ผมไม่มีอะไรจะพูด พี่โดมก็ไม่พูดแม้แต่คำเดียว แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มสัมผัสบางอย่างได้ก็คือ พี่โดมกอดผมตอบ แม้จะเบาบาง แต่ผมก็รู้สึกว่ามันมีความหมายสำคัญ อย่างน้อยก็สำคัญที่สุดในเวลานี้

สักพักผมก็เริ่มคิดเอะใจ

นั่นสินะ!

คนอย่างผมไม่มีค่าอะไรเลย ไม่เห็นจำเป็นที่พี่โดมต้องมาหาด้วยซ้ำ แต่เมื่อพี่โดมมาหาผมแล้วในเวลานี้และตอนนี้ ผมก็ขอเดาเอาเองว่า...

คนอย่างผมคงมีค่าสำหรับพี่โดมอยู่บ้าง!

:::CAPTAIN:::

ในที่สุดการประชุมที่น่าปวดหัวก็จบลงเสียที สรุปว่าโดยส่วนใหญ่แล้วบทลงโทษก็เป็นไปตามที่เราคาดเดากันไว้ก่อนหน้านี้ พี่สาโดนพักการเรียนหนึ่งภาค ปาร์ตี้โดนภาคทัณฑ์ ที่เหลือๆ ก็โดนว่ากล่าวตักเตือนกันไปตามระเบียบ

ถ้าแม่ผมพอใจกับบทลงโทษของมหาลัย เรื่องก็น่าจะจบแค่นี้ ผมก็หวังว่าแม่จะไม่ทำให้เรื่องยุ่งยากมากขึ้นไปอีก เพราะผมอยากให้เรื่องนี้จบๆ ไปเสียที

"ขอบใจมากนะเว้ยปาร์ตี้" ผมไม่ลืมบอกเพื่อนต่างคณะที่กำลังจะแยกย้ายกันไปคนละทาง

ปาร์ตี้หยุดและหันมายิ้มให้ ก่อนพูดตลกๆ กึ่งประชด "ไม่เป็นไรเว้ย กูชอบเสือกเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว"

"ขอโทษด้วยนะเว้ยที่มึงต้องมาเดือดร้อนไปด้วย" ผมอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้จริงๆ

"คิดมากน่ะมึง เฮ้ยอะตอม พรุ่งนี้มึงอย่าลืมเอาใบสมัครมาให้กูด้วยนะเว้ย" ปาร์ตี้หันไปเตือนคนที่ยืนข้างหลังผม ใบสมัครเมื่อกี้เขาคงหมายถึงใบสมัครเข้าชมรมยูดีนั่นเอง

"เออ อย่าลืมชวนคนอื่นๆ มาสมัครด้วยนะเว้ย รับไม่จำกัด" อะตอมยิ้มดีใจ

"เออ เจอกันพรุ่งนี้เว้ย" ปาร์ตี้บอกแล้วก็เดินจากไป

พี่สาเดินออกมาจากห้องประชุมพอดี สีหน้าดูเศร้าและค่อนข้างเครียด ตอนอยู่ในห้องประชุมก็ร้องไห้ด้วย พอเห็นพวกเราแล้วพี่สาก็เดินหนีไปเฉยๆ โดยไม่พูดอะไร มีแต่พี่ปริมกับอั้มเท่านั้นที่เดินมาคุยด้วย

"พี่ขอโทษแทนสาด้วยนะกัปตัน"

"ไม่เป็นไรครับพี่" ผมยิ้มให้พี่ปริมบางๆ แต่ก็ดูจริงใจ

"คืออย่างงี้" พี่ปริมทำท่าเหมือนอยากบอกอะไรบางอย่างกับผม เธอทำท่าครุ่นคิดสักพักจึงเอ่ยปากเล่า "สาน่ะ...เขามีพ่อเป็นคนพิการ พิการจากอุบัติเหตุน่ะ แต่เขาไม่ค่อยชอบพ่อเขาหรอก เพราะว่าพ่อเขาเจ้าชู้ แล้วที่พ่อเขาพิการก็เพราะพาเมียน้อยไปเที่ยวหรืออะไรนี่แหละ แล้วก็เกิดอุบัติเหตุ เมียน้อยตาย แต่พ่อเขาเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ ต้องใช้รถเข็น ตอนนี้ไม่ได้ทำงาน ลูกเมียดูแล สาเขาก็เลยรู้สึกว่าพ่อเป็นภาระ ก็เลยทำให้เขามีทัศนคติไม่ค่อยดีกับคนพิการเท่าไหร่"

เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ พวกเราก็ถึงบางอ้อกัน จะว่าไปก็น่าเห็นใจพี่สาไม่น้อย แต่ผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้นอกจากทำได้เพียงเห็นใจ เพราะคณะกรรมการก็ตัดสินไปแล้ว

"หวังว่ากัปตันคงจะเข้าใจพี่เขานะ" พี่ปริมทิ้งท้าย

"ครับพี่ ผมเข้าใจครับ" ผมยิ้มยืนยัน

พี่ปริมยิ้มบางๆ ให้ผม ดูเหมือนจะรู้สึกโล่งใจที่รู้ว่าผมไม่ถือสาเพื่อนของเขา

"พี่ไปแล้วนะ" พี่ปริมลาแล้วก็เดินจากไปพร้อมกับอั้มซึ่งเพียงแต่ยิ้มๆ ให้พวกเรา

เมื่อคนอื่นๆ ไปหมด ตอนนี้ก็เหลือผมกับอะตอมสองคนเท่านั้น เสร็จจากนี้ผมจะพาอะตอมกับอินไปที่บ้าน พี่โดมเสนอไอเดียว่าให้สองคนนี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ป๊าผมฟัง ป๊าผมน่าจะมีทางออกที่ดีให้ เพราะเด็กๆ อย่างพวกเราประสบการณ์ยังไม่มากพอ ใช้ประสบการณ์ผู้ใหญ่น่าจะดีกว่าเอาหัวไปโขกเหลี่ยมเสาด้วยตัวเอง

ยังไม่ทันที่ผมกับอะตอมจะได้ไปไหน อยู่ๆ ก็มีสาวคนหนึ่งโผล่มาตรงหน้า เธอมาพร้อมกับดอกไม้ช่อหนึ่งในมือสีขาวล้วน เมื่อเห็นปั๊บผมก็จำได้ สาวที่ผมเคยคุยด้วยในเฟสบุ๊คนั่นแหละ เธอเคยตามมาเจอผมที่คณะด้วยเมื่อไม่นานนี้

"อ้าวกรีน มาหาใครเหรอ" ผมร้องทักพลางยิ้มให้ คนยืนข้างหลังผมทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย

"มาหากัปตันนั่นแหละ สู้ๆ นะ กรีนเป็นกำลังใจให้" พูดจบกรีนก็ยื่นดอกไม้ช่อนั้นมาให้ผม

ผมยังไม่รับทันที ทั้งประหลาดใจและแปลกใจไปพร้อมๆ กัน "โห ขอบใจนะกรีน จริงๆ ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้"

ถึงปากจะบอกอย่างนั้น แต่ผมก็ต้องรับไว้อย่างเกรงใจ ในช่อดอกไม้มีการ์ดด้วย ผมหยิบขึ้นมาอ่านเพราะรู้สึกว่ากรีนอยากให้อ่าน มีข้อความสั้นๆ ธรรมดาๆ เขียนด้วยลายมือไว้ว่า

"สู้ๆ นะกัปตัน เป็นกำลังใจให้เสมอนะ กรีน :) "

อ่านจบผมก็เงยหน้ายิ้มให้กรีนอีกรอบ

"กรีนให้เพื่อนดูคลิปแล้ว ทุกคนเห็นใจกัปตันทั้งนั้นแหละ พี่คนนั้นแย่มาก สมควรแล้วล่ะที่โดนทำโทษ ว่าแต่...พี่เขาโดนหนักขนาดไหนเหรอ" กรีนอยากรู้

"โดนพักการเรียนหนึ่งเทอมน่ะ"

"สมน้ำหน้า ดีแล้วที่โดนแบบนี้ คนแบบนี้ไม่น่ามาเรียนที่นี่เลย"

ผมไม่ต่อปากต่อคำด้วย ชักเริ่มรู้สึกว่าทำตัวไม่ถูก ผมไม่อยากเดาเลยว่าเพื่อนผู้หญิงต่างคณะคนนี้คิดอะไรกับผมหรือเปล่า เท่าที่คุยกันมา ผมรู้สึกได้ว่าเธอแสดงท่าทีสนใจผม แต่ค่าที่เคยอกหักเพราะเรื่องนี้ตอนมอปลาย ผมก็เลยไม่กล้าคิดว่าจะมีผู้หญิงที่ไหนมาชอบผมอีก

"แล้วนี่...จะไปไหนกันเหรอ" กรีนถามหลังจากที่อยู่ๆ เราก็เงียบกันไปสักพัก

"อ๋อ กำลังจะกลับบ้านพอดีเลย"

"อ๋อ...อืม...แล้ว...พรุ่งนี้ตอนเย็น กัปตันไปไหนหรือเปล่า" กรีนถามด้วยท่าทางแปลกๆ ที่ผมยังเดาไม่ออก

"พรุ่งนี้เหรอ" ผมทำท่าครุ่นคิด คนข้างหลังแอบเอามือสะกิดไหล่ผม ผมจึงแวบหันไปมองและถามเบาๆ "อะไร"

อะตอมไม่พูดอะไร ผมก็เลยต้องหันไปตอบคำถามเมื่อสักครู่นี้ของกรีน "ไม่ได้ไปไหนหรอก กรีนมีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า"

กรีนส่ายหน้า "ไม่มี พอดีว่า...กรีนว่างน่ะ ก็เลยว่าจะ..."

"จะอะไร" ผมถามอย่างพาซื่อ คนข้างหลังก็สะกิดอีกแล้ว แต่คราวนี้ผมไม่หันไปมอง

"อ๋อ เอ่อ...พอดี...กรีนชวนเพื่อนไปกินข้าวด้วยที่พารากอน กัปตัน...ว่างไปกินด้วยกันไหม" ในที่สุดกรีนก็เฉลยซะที

ผมหันกลับไปมองอะตอมคล้ายกับจะถามความเห็น แต่อะตอมกลับนิ่งเฉย

"เพื่อนของกรีนน่ะ...อยากคุยกับกัปตันไง เขาชื่นชมกัปตันมากเลยนะ แล้วก็อยากเจอกัปตันมากด้วย ไปเจอเพื่อนกรีนหน่อยไหม" กรีนพยายามโน้มน้าว

ผมหันกลับไปมองอะตอมอีก แต่ก็เหมือนเดิม อะตอมไม่ยอมให้ความเห็นอะไรเลย ท่าจะพึ่งไม่ได้ซะแล้ว

"อ๋อ...ก็ได้นะ" ผมรับปากไปเพราะนึกไม่ออกว่าจะปฏิเสธยังไง เล่นชวนแบบนี้ก็คงจะปฏิเสธยากหน่อย

กรีนยิ้มแป้นขึ้นมาทันที ดูท่าทางตื่นเต้นด้วย "งั้น...กรีนจะบอกเพื่อนตามนี้เลยนะ"

ผมพยักหน้า "อืม"

"เย้ เพื่อนกรีนต้องดีใจมากแน่ๆ เลย" กรีนบอกพลางพิมพ์อะไรบางอย่างลงไปในมือถือ สงสัยจะไลน์ไปบอกเพื่อน เมื่อพิมพ์เสร็จกรีนก็ถาม "กัปตันจะกลับแล้วใช่ไหม"

ผมพยักหน้า

"นี่เพื่อนเหรอ" กรีนถามถึงอีกคนข้างหลังและทำหน้าสงสัย

"อืม" ผมตอบสั้นๆ อาจจะด้วยความลืมตัว หรือเพราะคิดไปว่าไม่จำเป็นต้องบอกให้กรีนรู้ตอนนี้ก็ได้

"ทำไมหน้าคุ้นๆ " กรีนทำท่านึก ไม่นานก็นึกออก "อ๋อ ชื่ออะตอมใช่ไหม ที่เป็นนายแบบ ตอนนี้มีคนเอารูปมาลงเต็มเพจมหาลัยเลยไม่ใช่เหรอ"

ผมกับอะตอมหน้าเสียด้วยกันทั้งคู่ ตอนอยู่ในห้องประชุม เราไม่รู้เลยว่าโลกข้างนอกเป็นยังไงบ้าง ไม่คิดว่าแค่ไม่กี่ชั่วโมงจะมีคนรู้แล้วว่าหนึ่งคนในโพสต์นั้นเป็นใคร แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก เพราะงานของอะตอมน่าจะผ่านตาหลายคนมาบ้าง

"โห...แต่ว่า...ถ่ายแรงเหมือนกันนะ ถ้าทางมหาลัยรู้เข้า เขาจะโอเคหรือเปล่า" กรีนสงสัย

เราสองคนพากันเงียบ อาจจะเป็นเพราะกังวลนั่นแหละ แต่ความเงียบก็ดีตรงที่ทำให้คนเกรงใจ ตอนนี้กรีนคงรู้ตัวแล้วว่าเราควรจะร่ำลากันซะที

"งั้น...กรีนขอตัวก่อนนะ ที่บ้านมารับแล้ว เจอกันพรุ่งนี้นะกัปตัน อย่าลืมนัดล่ะ" กรีนกำชับก่อนร่ำลาไป

"โอเค ไม่ลืมหรอก" ผมยกมือทำท่าโอเคไปด้วย

พอกรีนไปแล้ว ผมก็หันไปคุยกับอะตอมด้วยสีหน้ากังวลทันที "เขารู้กันหมดแล้วนะเว้ยว่าเป็นมึง"

อะตอมยังคงไม่พูด ท่าทางมันดูแปลกไปจนผมรู้สึกได้ ผมจึงแกล้งว่ามัน

"เฮ้ย ทำไมเมื่อกี้มึงไม่ช่วยกูหน่อยวะ เห็นไหม...กูเลยต้องตอบตกลงเขาไปเลย"

"เขาชอบมึง มึงดูไม่ออกเหรอ" คราวนี้อะตอมยอมเปิดปากพูด แต่น้ำเสียงฟังดูเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่

"ไม่รู้เว้ย กูไม่กล้าคิดหรอกว่าเขาจะชอบกู เคยเจ็บมาแล้วนี่หว่า" ผมทำหน้าเศร้าเล็กน้อย

คราวนี้อะตอมจึงยิ้มและทำท่าเห็นใจ "มีกูทั้งคน กูไม่ให้ใครมาทำมึงเจ็บหรอก ไปเหอะ เดี๋ยวป๊ามึงรอ ไอ้อินมันไลน์มาตามแล้ว"

หยอดแล้วก็รีบตัดบทไปทันที แต่ผมก็เห็นด้วย ขืนคุยพิรี้พิไรก็จะไม่ได้ไปไหนกันพอดี

... ... ...

เมื่อมาถึงบ้าน ป๊าก็กลับมาพอดีตามที่ผมกะเวลาเอาไว้ ส่วนแม่ยังอยู่ที่โรงงาน น่าจะกลับเกือบๆ สองทุ่ม ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่แม่กับป๊ามักจะกลับบ้านเวลานี้อยู่แล้ว ยกเว้นว่าผมจะมาบ้าน

เมื่อพร้อมแล้ว อะตอมกับอินก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ป๊าผมฟัง แรกๆ ก็กล้าๆ กลัวๆ แต่พอเห็นว่าป๊าผมตั้งใจฟังและไม่ตัดสิน ทั้งสองคนจึงสามารถเล่าได้อย่างสบายใจมากขึ้น ผมกับพี่โดมนั่งฟังไปด้วย บางคราวก็แอบสังเกตท่าทีของป๊า เพราะลึกๆ ก็อดกลัวไม่ได้ว่าป๊าอาจจะไม่เข้าใจ แต่เมื่อฟังจนจบ ป๊าผมก็ไม่แสดงท่าทีอย่างที่ผมกังวลให้เห็นเลย

ป๊าถามอะตอมหลายคำถาม อย่างเช่น ทำไมถึงเลือกถ่ายแบบ ทำไมไม่ทำอาชีพอื่น ไม่ถ่ายแบบได้ไหม ไม่ถ่ายแบบแนวนี้ได้ไหม งานที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นอนาคตหรือเป็นแค่สะพานเชื่อมไปหาอนาคตที่ดีกว่า ทำไมเลือกมาเรียนที่นี่ อยากได้อะไรจากการเรียนที่นี่ อะตอมเชื่อว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดเกิดจากความตั้งใจดีของตัวเองหรือเปล่า และอีกหลายๆ คำถามที่ช่วยให้อะตอมเข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อรู้จักตัวเองดีแล้ว อะตอมก็จะตอบคำถามได้อย่างมั่นใจ ป๊าให้กำลังใจอะตอมว่าไม่มีใครกล้าตัดสินอะตอมไม่ดีหรอกหากได้รู้เหตุผลเบื้องหลังเหล่านี้

ส่วนอิน ป๊าบอกเพียงว่าหากถูกจับได้อินก็ควรยอมรับผิดไปตามตรง เพราะเรื่องนี้เป็นเพียงความคึกคะนองตามประสาวัยเท่านั้น ที่สำคัญอินก็เลิกแล้ว แสดงว่าคิดเป็นระดับหนึ่ง แต่แค่เลิกทำอย่างเดียวไม่พอ ในระหว่างนี้อินต้องสร้างภาพใหม่ด้านบวกให้ตัวเองให้เร็วที่สุด ทำกิจกรรมช่วยสังคมเยอะๆ แม้สิ่งที่ผิดไปแล้วลบล้างไม่ได้ แต่ต้องทำให้คนเชื่อว่าอินเป็นคนดีได้ หนักก็จะเป็นเบาในที่สุด

เมื่อเริ่มเห็นทางสว่าง ทั้งสองคนก็ดูสบายใจขึ้นมาก เหลือก็เพียงแค่รอวันที่ "ของจริง" จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าทำได้อย่างที่ป๊าผมสอน ผมก็เชื่อว่าทั้งสองคนจะผ่านพ้นเรื่องหนักๆ นี้ไปได้แน่นอน ถึงอย่างนั้นก็คงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับโทษหรือบทเรียนอะไรเลย

ระหว่างรอแม่กลับบ้านมากินข้าวเย็นด้วยกัน ป๊าก็พาอะตอมไปดูรถคันที่จะให้ยืมไปใช้ขับอูเบอร์ น่าแปลกที่ไม่ชวนพวกเราอีกสามคนไปด้วยเลย พวกเราจึงนั่งคุยกันอยู่ข้างในไปเรื่อยเปื่อย กินของว่างรองท้องที่แม่บ้านทำมาให้กินไปพลางๆ

ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่าป๊าผมอยากคุยอะไรบางอย่างที่สำคัญกับอะตอม แต่จะเป็นเรื่องอะไรก็สุดจะคาดเดา

:::ATOM:::

"หายโกรธกันแล้วเหรอ"

"ก็ประมาณนั้น แต่ก็ยังไม่หายสนิทหรอกครับ"

"หมายความว่าไง"

"ผมต้องหาเงินเข้าชมรมให้มันได้หนึ่งแสนก่อน มันถึงจะยกโทษให้ผม" คนตอบขำเบาๆ

"หนึ่งแสนเลยเหรอ" คนถามทำหน้าทึ่ง "งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยหา พี่เคยทำกิจกรรมหาทุนสองสามครั้งแล้ว ถ้าเจอคนใจดีๆ นะ เผลอๆ ใช้เวลาไม่กี่วันเอง แต่ต้องทำแคมเปญให้ดีๆ คนถึงจะอยากสนับสนุน"

"จริงเหรอครับพี่โดม พี่โดมจะช่วยผมจริงๆ เหรอ"

น้ำเสียงและท่าทางลิงโลดของอินทำเอาคนนั่งหน้าสองคนสงสัย ดูมันจะร่าเริงเป็นพิเศษตั้งแต่พี่โดมยอมคุยด้วย ที่จริงอาจไม่ใช่ความสงสัยหรอก น่าจะเป็นการยืนยันสิ่งที่ผมกับกัปตันสงสัยมากกว่า

"ไม่ต้องช่วยมันหรอกพี่ ให้อินหาเอง ไม่งั้นผมไม่ยกโทษให้หรอก" ผมหันไปพูดหยอกเล่น

"อะไรวะมึง ให้กูมีตัวช่วยหน่อยไม่ได้หรือไงวะ" อินโอดครวญไม่จริงจังนัก พวกเราสามคนที่เหลือพากันหัวเราะชอบใจ

"เออ...งั้นพี่ไม่ช่วยดีกว่า" พี่โดมเข้าข้างผมทันที

"อ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะพี่ คนชอบกันทำไมไม่ช่วยกันล่ะคร้าบบบ" อินทำเสียงทะเล้น

"ใครชอบมึง มโนแล้ว" พี่โดมบอกปัดเป็นพัลวัน ผมได้ยินเสียงคล้ายคนโดนตบหัวด้วย พอหันไปดูก็เห็นอินเอามือลูบหัวตัวเองและทำหน้าเหยเก

"เจ็บนะ คนยังป่วยอยู่ แทนที่จะช่วยดูแล มาตบหัวอีก"

"เอาอีกสักทีไหม" พี่โดมทำท่ายกมือขึ้นอีกครั้ง อินรีบเอามือข้างที่เหลือป้องไว้

"พูดความจริงก็ไม่ได้ จะอายทำไมล่ะพี่ สองคนข้างหน้าเขารู้กันหมดแล้ว"

"นี่แน่ะ รู้เหี้ยอะไรของมึง" พี่โดมอดตบหัวอีกฝ่ายเบาๆ ไม่ได้ คงเขินอย่างที่อินว่าก็เลยต้องหาอะไรทำ

"พูดไม่เพราะอีกแล้วนะครับ" อินแสร้งตำหนิ

"ถีบตกรถดีไม่ไหมเนี่ย" พี่โดมยกขาขึ้นทำท่าเตรียมจะถีบค้างไว้ อินผงะหนีทันที ไม่รู้ว่ากลัวจริงหรือกลัวเล่นๆ

"พี่โดมจะถีบเพราะร้องนักหรือเปล่าครับ" กัปตันเน้นเสียงตรงคำว่า "ร้องนัก" เพื่อให้พี่ชายสงสัย ถ้ารู้จักผวนคำก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก

พี่โดมทำหน้างงๆ คล้ายกับพยายามประมวลผลคำพูดของน้องชายอย่างหนัก บางทีอาจจะผวนคำจาก "ร้องนัก" เป็น "นักร้อง" ก็ได้ ก็เลยงงว่าทำไมต้องถีบเพราะเป็นนักร้องด้วย

"ร้องนักก็...รักน้องไงพี่" ผมเฉลยให้เมื่อเห็นพี่โดมยังคงนึกไม่ออกซะที พวกเราสามคนพากันหัวเราะชอบใจลั่นรถ ส่วนพี่โดมหน้าออกเหวอๆ

"โห...ไม่ช่วยพี่เลยนะกัปตัน เล่นพี่แบบนี้เลยเหรอ" พี่โดมบ่นอุบเพราะเสียรู้ แต่สีหน้าก็ยิ้มๆ ไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย

บรรยากาศในตอนนี้คงพอจะบอกได้แล้วว่าความสัมพันธ์ของพวกเราจะไปทางไหน แม้จะเคยทำไม่ดีต่อกันมาก่อน แต่ไม่นานก็มีเหตุให้พวกเราเข้าใจกันและเห็นใจกันจนได้ บางทีพวกเราทั้งหมดที่มาพบกันครั้งนี้ อาจจะมาพบกันเพื่อทำเรื่องบางอย่างที่สำคัญร่วมกันก็ได้

สารถีจำเป็นของผมขับรถต่อไป ที่หมายแรกคือส่งอินที่บ้าน ตามด้วยพี่โดม ก่อนมาถึงที่หมายสุดท้ายที่คอนโดของเรา

หลังจากนั้นเราสองคนก็คงจะได้นอนหลับพักผ่อน เก็บแรงใจและกายไว้เผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แม้จะน่าหวั่นใจ แต่เมื่อได้โค้ชชีวิตที่ดีอย่างป๊าของกัปตัน ความกลัวก็ลดน้อยลงไปบ้าง

... ... ...

"ผมไม่รู้จะพูดยังไงกับพวกคุณแล้ว ตอนนี้มหาลัยของเรามีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน ทำไมพวกคุณถึงได้ขยันทำแต่เรื่องแย่ๆ พวกนี้อยู่เรื่อย เฮ้อ" ท่านรองอธิการถอนหายใจอย่างหนักใจ ก่อนทิ้งตัวเอนบนพนักเก้าอี้ สีหน้าดูไม่สบอารมณ์นัก จะเรียกว่าบึ้งเลยก็ได้

เมื่อไม่กี่วันนี้ มหาลัยเพิ่งจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องของกัปตันไป ผ่านไปไม่กี่วันก็ต้องมาสอบสวนเพื่อนของกัปตันอีกคน ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรอีกหรือเปล่า เพราะยังมีนักศึกษาลึกลับอีกหนึ่งคนที่ยังสืบไม่ได้ว่าเป็นใคร ถ้ารู้แล้วก็คงจะฉาวอีกรอบ

"ตอนนี้ข่าวมันออกไปทั่วแล้ว คุณรู้ไหมว่ามันส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมากแค่ไหน กฎระเบียบมันก็มีอยู่ ทำไมไม่รู้จักเคารพกฎกติกา แล้วอย่างนี้พวกคุณจะเป็นนิสิตที่มีคุณภาพได้ยังไง ที่สำคัญ ชื่อเสียงเราป่นปี้แบบนี้ ใครเขาจะอยากมาเรียนที่นี่ ผมอยู่ที่นี่มาเป็นสิบๆ ปี ไม่เคยเจอเรื่องแบบที่พวกคุณทำเลย เอ้า มีอะไรจะอธิบายก็ว่ามา" ท่านรองอธิการทำท่าคล้ายรำคาญ ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเครียดไปกันใหญ่

ที่จริงตอนที่เกิดเรื่องของกัปตัน ท่านรองอธิการยังดูไม่เครียดเท่านี้ แต่พอเกิดเรื่องใหม่ซ้ำ แถมยังจะมีอีกเรื่องตามมาในไม่ช้าอีก ความอดทนที่จะรักษากิริยามารยาทจึงลดลงไป

ผมยังไม่พูดทันที เพราะต้องรวบรวมสมาธิและความกล้าหาญของตัวเองด้วย ป๊าของกัปตันแนะนำผมว่าไม่ควรพูดตอนที่รู้สึกกดดัน แต่ควรพูดหลังจากที่เห็นท่าทีผ่อนคลายของคู่สนทนาแล้ว แม้จะเพียงนิดเดียวก็สร้างความมั่นใจให้คนพูดได้ เมื่อท่านรองอธิการมีสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย ผมจึงเริ่มพูดตามที่ป๊าของกัปตันแนะนำเอาไว้

"ถ้าผมไม่ถ่ายแบบ ผมจะเอาอะไรกินล่ะครับ ผมจะเอาเงินที่ไหนมาเรียน ครอบครัวผมไม่ได้ร่ำรวย ผมต้องทำงานส่งตัวเองเรียนตั้งแต่มอสี่ ผมก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอก แต่เพื่อความอยู่รอดผมก็ต้องทำ อาชีพมันมีเยอะก็จริงนะครับ แต่ผมก็อายุแค่นี้เอง จะให้ผมไปทำอาชีพอะไรล่ะครับที่ผมจะมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงพ่อ เลี้ยงตัวเอง แล้วก็ส่งตัวเองมาเรียนที่นี่ได้ ใช่ครับ...ผมเลือกวิธีหาเงินไม่ได้ แต่ที่ผมเลือกมาเรียนที่นี่ มันก็แปลว่าผมก็อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอครับ ถ้าไม่ใช่เพราะผมใฝ่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะผมอยากมีอนาคตที่ดีกว่านี้ ผมก็คงไม่ดิ้นรนมาเรียนที่นี่หรอก เพราะผมรู้ว่าที่นี่มีโอกาสให้ผม ที่นี่จะเปลี่ยนชีวิตผมได้ ที่ผมพยายามทำทุกอย่างจนได้มาเรียนที่นี่ ก็เพราะผมอยากได้โอกาสดีๆ เหมือนที่คนอื่นเขาได้ครับ ให้โอกาสดีๆ แบบนี้กับเด็กที่สู้ชีวิตอย่างผมบ้างไม่ได้เหรอครับ หรือว่าจะมีให้แต่ลูกคนรวยอย่างเดียว"

ดูเหมือนคณะกรรมการจะอึ้งกันไปทั้งห้อง ความเงียบแล่นเข้าครอบคลุมพื้นที่ว่างของเสียงในทันที ได้ยินก็แต่เสียงแอร์ครางหึ่งเบาๆ เท่านั้น เมื่อผมหันไปมองรอบๆ โต๊ะ ผมก็เห็นบางคนมีแววตาสลดวูบ บางคนก็แสดงความเห็นใจ

"ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ที่นี่เสื่อมเสียเพราะการถ่ายแบบของผมเลยนะครับ เพราะมันเป็นอาชีพส่วนตัวที่ผมเลือกเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับมหาลัย ถึงจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น แต่มันก็เป็นอาชีพสุจริต ผมทำเพราะผมแค่อยากหาเงินมาเรียนหนังสือ ไม่ได้ทำเพราะอยากให้ใครเสียชื่อเสียง เป้าหมายชีวิตของผมไม่ใช่แค่นี้นะครับ วันนี้ผมจน ผมมีทางเลือกไม่เยอะเหมือนนิสิตคนอื่นๆ แต่วันหนึ่งที่ผมเรียนจบ ผมก็จะมีโอกาสดีๆ มีทางเลือกดีๆ เหมือนที่คนอื่นมี นี่คือเป้าหมายจริงๆ ของผมครับ"

ทั้งห้องยังคงเงียบอย่างเดิมเมื่อผมพูดจบ คณะกรรมการนั่งมองหน้ากันไปมาแต่ไม่มีใครพูดอะไร หนึ่งในนั้นมีอาจารย์ที่ปรึกษาของผมด้วย เหตุผลของผมคงทำให้แต่ละคนลำบากใจพอดูว่าจะลงโทษผมยังไง ตามระเบียบแล้ว ถ้าทำให้มหาลัยเสียชื่อเสียง โทษอาจจะถึงขั้นพักการเรียนหรือจะให้ออกก็ได้

เมื่อไม่มีใครพูด ผมจึงพูดต่อซะเอง "เอาเป็นว่าผมยินดีจะให้ลงโทษผมยังไงก็ได้นะครับ แต่ถ้าจะขอไม่ให้ผมทำอาชีพนี้อีก ผมคงรับปากได้ยาก ครั้งหนึ่งผมเคยหิว ไม่มีเงินกินข้าว มันทรมานมากนะครับ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างผมก็จะอดตาย แต่อาชีพที่หลายคนดูถูกว่าไม่ดีกลับทำให้ผมมีข้าวกิน ผมกับพ่อไม่อดตายเพราะอาชีพนี้ ผมมาเรียนที่นี่ได้ก็เพราะอาชีพนี้ แล้วที่สำคัญ...ผมก็คงต้องทำอาชีพนี้ต่อไปจนกว่าจะเรียนจบและมีงานทำ แต่ถ้าอาชีพของผมทำให้มหาลัยเสียชื่อเสียง จะเอาอนาคตของผมคืนไป...ผมก็คงทำอะไรไม่ได้หรอกครับ"

"คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกอะตอม" อาจารย์ต่อโพล่งขึ้นมาเป็นคนแรก สายตาทุกคู่เปลี่ยนจากจ้องผมไปจ้องอาจารย์ต่อแทน นี่คือจังหวะเวลาที่ดีที่สุดที่อาจารย์ต่อจะขยายความ

"ท่านรองครับ ผมไม่รู้ว่าใครจะคิดยังไงนะครับ แต่สำหรับผม...โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ในยุคของพวกเรา เราโตมากับความเชื่อว่าการเต้นกินรำกินเป็นเรื่องน่าอาย แต่ทุกวันนี้...คนเต้นกินรำกินมีชื่อเสียง มีเงิน มีคนยอมรับ มันไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจอีกต่อไปแล้วครับ เพราะมันสร้างความบันเทิงให้คน คนสมัยนี้ทำงานหนัก เครียด เขาต้องการความบันเทิง ก็ต้องมีอาชีพเต้นกินรำกินให้คนหายเครียด มันเป็นอาชีพที่ทำประโยชน์ให้สังคม มหาลัยเรายังสอนเรื่องพวกนี้เลยไม่ใช่เหรอครับ" อาจารย์ต่อหยุดพักเพื่อดูการตอบรับ จากนั้นก็พูดต่อ

"เด็กสมัยนี้เขาเปิดเผยตัวตนมากกว่าพวกเรา เขาเป็นตัวของตัวเองมากกว่า งานถ่ายแบบพวกนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของมนุษย์เราๆ ไม่ใช่เหรอครับ พวกเราอยากดูของพวกนี้ แต่เราต้องเก็บกดไว้ในยุคของพวกเรา ถ้ามองกันอีกด้านหนึ่ง...ผมว่ามันก็เป็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศด้วยครับ สมัยก่อนหนังสือแบบนี้มีแต่ผู้หญิงถ่าย เพราะผู้ชายอยากดู ผู้ชายดูไม่แปลก ไม่ผิด ไม่น่าอาย แต่ยุคนี้ผู้หญิงเขาก็อยากดูผู้ชายบ้าง เพราะเขาไม่จำเป็นต้องเก็บกดความรู้สึกของตัวเองเหมือนผู้หญิงยุคเรา หรือแม้กระทั่งกลุ่ม LGBT เขาก็อยากดูภาพพวกนี้ มันก็เกิดเป็นธุรกิจ แต่ถ้ามองลึกๆ มันก็เป็นธุรกิจที่ดีนะครับ เพราะมันทำให้เพศต่างๆ เท่าเทียมกัน ไม่เหมือนยุคของพวกเราที่มีแต่ผู้ชายแท้ๆ เท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้ ซึ่งถือเป็นการกดขี่เพศหญิงหรือเพศอื่นๆ ทางหนึ่ง ทุกวันนี้...ความคิดพวกนี้มันใช้กับสังคมปัจจุบันไม่ได้แล้วครับ"

เสียงฮือฮาของคนในห้องประชุมดังขึ้น ผมไม่ค่อยได้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองนักหรอก เพราะเรียนเสร็จก็มักไปทำงานอื่น วันนี้ได้ฟังแกพูดยาวๆ เป็นครั้งแรก ไม่คิดว่าอาจารย์ต่อจะมีความคิดแตกต่างสุดขั้วขนาดนี้ ใครฟังแกพูดคงต้องอึ้งไปตามๆ กัน

"ทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้ชี้แจงกับสังคมไปล่ะครับว่ามหาลัยของเราให้ความเคารพในอาชีพของนักศึกษา เคารพในความหลากหลายทางเพศ เคารพในการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เราต้องสอนให้นิสิตของเราใช้ชีวิตในยุคของเขาได้ครับ ผมว่าตรงนี้ต่างหากเป็นจุดขายสำคัญ" อาจารย์เว้นจังหวะ ดูเหมือนคนที่นั่งฟังเริ่มส่งสัญญาณคล้อยตามมากขึ้น

"อาจารย์อย่างพวกเรา ตอนกลางวันก็สอนหนังสือเหมือนอาจารย์ทั่วไป แต่ตกเย็นอาจารย์หลายคนก็เข้าผับ กินเหล้า เที่ยวเตร่ นอกเวลามหาลัยแล้วทุกคนก็มีชีวิตส่วนตัวของตัวเอง จะทำอะไรก็ได้ ขอแค่มาทำงานตามที่ตกลงให้ได้ก็พอแล้ว เราเคารพชีวิตส่วนตัวของอาจารย์ได้ก็ต้องเคารพชีวิตส่วนตัวของนิสิตได้ไม่ใช่เหรอครับ เขาจะทำอะไรนอกเวลาเรียนก็เรื่องของเขา ขอแค่ให้เขามาเรียน ตั้งใจเรียนและสอบผ่าน แค่ทำหน้าที่นิสิตให้ครบถ้วนก็พอแล้ว เอาตรงๆ นะครับ ถ้าอาจารย์มหาลัยจะไปถ่ายแบบอย่างนั้นบ้าง สำหรับผม...ผมไม่มีปัญหา ผมก็ไม่อยากอ้างแต่ต่างประเทศหรอกนะครับ แต่ไม่นานนี้มีข่าวอาจารย์สอนคณิตไปถ่ายแบบเซ็กซี่ ก็ไม่เห็นเขาเป็นอะไรกัน เขาก็ยังสอนได้เหมือนเดิม ผมว่าเราต้องหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ บ้าง นี่ต่างหากที่จะทำให้เราเป็นมหาลัยชั้นนำ"

ประโยคท้ายเรียกเสียงฮือฮายิ่งกว่าเดิม ผมเองยังไม่กล้าคิดอย่างที่อาจารย์ต่อคิดเลย สมแล้วที่เขาว่าเด็กและอาจารย์คณะนี้ติสต์แตกกันแทบทุกคน

"เอาอย่างนี้ไหมครับ ผมเสนอว่า...เราจัดงานแถลงข่าว แล้วก็ยืนยันจุดยืนของเรา บอกสังคมไปเลยว่าเราเคารพสิทธิในร่างกายของนิสิต เราเคารพสิทธิของเพศวิถีที่เท่าเทียม เราเคารพการตัดสินใจ เคารพอาชีพและความเป็นส่วนตัวของนิสิตและอาจารย์ทุกคน สังคมสมัยใหม่เราต้องเคารพเรื่องพวกนี้ครับ เราแค่อยู่ร่วมกันด้วยกฎกติกาบนพื้นฐานที่จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็เพียงพอแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เราต้องให้ความรู้แก่สังคมเรื่องสิทธิในร่างกายของเราครับ สังคมควรจะเลิกตัดสินคนว่าดีหรือไม่ดีเพียงเพราะเขาถ่ายแบบเซ็กซี่หรือโป๊เปลือยได้แล้ว อ้อ ให้อะตอมเขาแถลงข่าวด้วยก็น่าจะดีครับ ให้นักข่าวได้ฟังเขาพูดเองเลย เราไม่ต้องพูดแทนเขา ไม่ทราบว่าท่านรองคิดเห็นยังไงครับ"

อาจารย์ต่อโยนคำถามกลับไปที่ท่านรองอธิการในตอนท้าย ผมสังเกตเห็นว่าสีหน้าของท่านดูผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนคนอื่นๆ ก็มีอาการคล้ายๆ กัน ที่คนเขาพูดกันว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมของคนคุณภาพ ผมก็เริ่มเห็นภาพนั้นบ้างแล้ว เพราะทุกคนรับฟังและเข้าใจเหตุผลของอาจารย์ต่อ แต่ถ้าอาจารย์ไปพูดเรื่องนี้ที่อื่นคงไม่เป็นแบบนี้

ท่านรองอธิการถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูด "ผมคิดว่าวันนี้เราพักเรื่องหาบทลงโทษไว้ก่อนละกันนะครับ ยังไงผมจะขอหารือกับท่านอธิการอีกสักรอบ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราคงตัดสินใจกันเองไม่ได้ สื่อก็เพ่งเล็งเราด้วย ถ้าผลีผลามทำอะไรไปอาจเป็นผลเสียมากว่าผลดี ทุกท่านเห็นว่ายังไงครับ"

ไม่มีใครคัดค้านท่านรองอธิการแม้แต่คนเดียว แปลว่าเรื่องของผมจะยังไม่จบภายในวันนี้ แต่ความไม่แน่นอนก็ยังรออยู่ข้างหน้า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เผลอๆ อาจจะต้องถึงมือคณะกรรมการที่สูงกว่านี้ก็ได้

ก่อนออกจากห้อง ผมรีบเดินไปยกมือไหว้ขอบคุณอาจารย์ต่อ อาจารย์ตบไหล่ผมเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ ช่วยให้ผมมีกำลังใจมากขึ้นทีเดียว

เมื่อลงมาจากห้องประชุม ผมก็พบว่ามีเพื่อนๆ ที่คณะมายืนให้กำลังใจหลายคน รุ่นพี่บางคนก็มาด้วย เพื่อนต่างคณะอย่างอั้ม ปาร์ตี้และคอปเตอร์ก็มา ทุกคนคงอยากรู้ว่าผลการประชุมเต็มแก่ ถ้าหากผมถูกไล่ออก คนที่มาก็พร้อมจะก่อหวอดประท้วงทันที

แน่นอนว่าคนที่ผมเห็นก่อนใครก็คือกัปตัน ที่จริงก็มองหาง่ายกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำเพราะเขาใช้วีลแชร์ เรายิ้มให้กันทันทีที่สายตาเราเจอกัน ยิ้มของเขาช่างดีต่อใจของผมจริงๆ แต่พอนึกได้ว่าเขามีนัดกับกรีนเย็นนี้อีกแล้ว

ผมกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของกัปตันเหมือนมีหนามเล็กๆ แทงใจส่งมาด้วย

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น