เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 23 : ♿ แฟนผมเป็นคนใจกว้าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    7 ก.ค. 63

:::ATOM:::

เช้าวันใหม่วันนี้อาจเป็นเพียงเช้าธรรมดาอีกวัน ตื่นมาแล้วก็ต้องรีบทำธุระส่วนตัวและออกไปเรียน วันนี้มีเรียนตั้งแต่เก้าโมงเช้า วิชาประวัติศาสตร์ศิลป์นั่นแหละ ที่จริงก็ไม่ยากหรอก แต่ต้องจำเยอะ จดเยอะ เป็นวิชาที่อาจจะสอบตกได้ถ้าไม่เข้าเรียนด้วยตัวเอง

เมื่อตื่นลืมตาขึ้นมา ผมก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เช้าธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะผมไม่ได้นอนอยู่บนเตียงคนเดียว มีคนตัวขาวๆ เปลือยท่อนบนนอนอยู่ข้างๆ ด้วย เขาหลับตาพริ้มซุกตัวคู้นอนอยู่ในผ้าห่มหนานุ่มสบาย เมื่อสังเกตดีๆ จะรู้สึกได้ว่าเขากำลังยิ้ม ว่ากันว่าคนที่นอนยิ้มคือคนที่มีความสุข แต่จะสุขเพราะอะไรนั้น คงมีแต่เราสองคนที่รู้

ผู้ชายที่นอนอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้เปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นแฟนผมแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงเดือนเศษๆ ที่เรารู้จักกัน ผมจะรู้สึกกับเขาได้มากขนาดนี้ แรกๆ ผมก็เคยสงสัยความรู้สึกของตัวเองบ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าใช่ความรักหรือเปล่า แต่ยิ่งอยู่ใกล้ ผมก็ยิ่งรู้สึกดี ก็เลยไม่อยากจะสงสัย ปล่อยให้หัวใจพาไปหาคำตอบโดยไม่ต้านทาน ก็ตามประสาคนรุ่นใหม่นั่นแหละ เราชอบที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากกว่าจะปิดกั้นตัวเอง แม้ว่าจะแปลกไปหน่อย แต่ก็ทำให้ผมได้รับในสิ่งที่น้อยคนจะได้

ผมเคยมีความรักมาบ้างแล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าความรู้สึกของผมที่มีให้กับคนที่นอนข้างๆ คือความรัก ถึงเขาจะเป็นผู้ชาย แถมยังมีร่างกายต่างจากคนอื่น แต่เขาก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดหัวใจผม นอกจากนิสัยใจคอแล้ว ผู้ชายที่ใช้รถเข็นคนนี้ก็ยังมีแรงดึงดูดทางเพศกับผมอย่างประหลาด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ผิวพรรณและกิริยาท่าทาง ผมแทบจะอดใจไม่ไหวทุกครั้งที่อยู่ใกล้ชิดกัน

เขาเป็นคนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ขนาดถูกชวนไปประกวดคิวท์บอยนี่คงไม่ใช่น่ารักธรรมดาแน่ๆ ใครเห็นก็มักจะสะดุดตาที่หน้าตาของเขานี่แหละ แต่พอรู้ว่าเขาใช้รถเข็น หลายคนก็มักล่าถอยไป น่าเสียดายที่คนพวกนั้นไม่ลองเปิดใจดูบ้าง บางทีอาจจะได้เจออะไรดีๆ เหมือนผมก็ได้

ผมคิดว่าผมไม่บ้านะที่คิดจะมีแฟนเพศเดียวกัน แถมยังเป็นคนพิการอีก ก็แค่ทำตามที่หัวใจบอกเท่านั้น จะบ้าก็บ้าสิวะ!

คิดไปก็น่าแปลก อวัยวะต่างๆ เราสั่งตามใจของเราได้ แขนขาของเรา เราจะสั่งให้เดินไปตรงไหน ให้หยิบจับอะไร เราสั่งได้หมด แต่หัวใจซึ่งอยู่กับตัวเราแท้ๆ กลับเป็นอย่างเดียวที่เราสั่งไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความรัก มันทำตามอำเภอใจของมันเท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีอำเภอใจอยู่ในแผนที่ซะด้วยสิ ใช้กูเกิ้ลค้นหาให้ตายก็ไม่มีทางพบ มันจึงเป็นอำเภอลึกลับมาตลอดวิวัฒนาการของมนุษย์ นายอำเภอที่ออกคำสั่งก็ไม่รู้อยู่ไหน คงจะเป็นเขานี่แหละที่กำหนดให้ผมรักคนคนนี้

ผมว่าผมโชคดีนะ เพราะผมคงจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกนี้ที่ได้รักคนอย่างกัปตัน หวังว่านายอำเภอคนนั้นจะไม่พรากรักนี้ของผมไป

เช้านี้ผมจะปลุกคนพิเศษของผมให้ตื่นขึ้นรับวันใหม่ด้วยวิธีพิเศษ ว่าแล้วผมก็เลื่อนใบหน้าเข้าไปหา จ้องมองคนนอนหลับใหลด้วยรอยยิ้มละไม จากนั้นก็จุมพิตเบาๆ บนริมฝีปากแดงเรื่อ ปากแดงๆ ของมันนี่แหละที่จะทำให้ผมคลั่งแทบทุกครั้ง

เมื่อคืนกว่าจะได้นอนผมก็จูบมันไปตั้งหลายรอบ แม้ยังไม่ได้ล่วงรุกล้ำเตลิดลึก แต่เราก็ยังมีวิธีมากมายที่จะสร้างความสุขทางกายให้แก่กัน แค่มีมือขาวๆ มาช่วยแทนมือผม แถมยังมีปากแดงๆ และ “นมชมพู” มาเพิ่มสัมผัสซาบซ่านดูดดื่ม แค่นี้ผมก็เสร็จสมถึงสวรรค์ไปหลายชั้น เพียงแต่มันยังไม่ถึงชั้นที่เจ็ดเท่านั้นเอง

"กัปตัน ตื่นได้แล้ว" ผมส่งเสียงเรียกเบาๆ เมื่อถอนปากออก

กัปตันค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น ผมรีบฉีกยิ้มรอไว้ จากนี้ไปเขาจะเห็นรอยยิ้มนี้ทุกครั้งเวลาตื่นนอน เมื่อสมองเริ่มทำงานจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร กัปตันก็ค่อยๆ ฉีกยิ้มส่งคืนผมบ้าง แม้จะยิ้มให้กันบ่อยๆ แต่ผมว่ารอยยิ้มของเราตอนนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นยิ้มของเช้าวันแรกที่เราตื่นขึ้นมาเป็นแฟนกัน

"กี่โมงแล้ว" กัปตันถามด้วยเสียงงัวเงีย

"เจ็ดโมงเช้า วันนี้มีเรียนเก้าโมงนะ" ผมรีบเตือนก่อนที่เจ้าตัวจะหลับตานอนเหมือนเดิม

"เออ จริงด้วยว่ะ" กัปตันทำหน้าเซ็งๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาถาม "จะกินอะไรไหม เดี๋ยวกูทำให้"

"กินมึงได้เปล่า อยากกินมึงที่สุดเลย" ผมเย้าและยิ้มทะเล้น จากนั้นก็ซุกหน้าลงตรงหัวไหล่ของกัปตัน สูดดมกลิ่นกายหอมๆ บนผิวขาวเนียนจนติดจมูก "แฟนกูนี่ตัวโคตรหอมเลย ผิวก็โคตรขาว ถ้าวันไหนได้กินนะมึง กูจะกินทั้งวันทั้งคืนไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย"

"ไม่ใช่เนื้อหมูนะเว้ย"

"ไม่ได้กินให้อิ่มเว้ย กินให้เสียว"

"หื่นแต่เช้าเลยนะมึง" กัปตันว่าพลางผลักหัวผมออกเบาๆ

ผมสอดมือกอดกัปตัน จากนั้นก็หมุนพลิกตัวเขาให้ขึ้นมานอนบนตัวผม ใบหน้าเราจ้องห่างกันแค่ลมหายใจกั้น น้ำหนักตัวของกัปตันที่ทิ้งลงมาบนตัวผมทำให้ร่างเราแนบชิดกัน กลิ่นกายหอมๆ กรุ่นอวลเต็มนาสิกประสาทจนใจผมแทบเตลิด จึงต้องหาทางออกด้วยการเลื่อนมือลูบไล้ลงไปตามแผ่นหลัง ก่อนหยุดที่ก้อนกลมสองก้อนซึ่งซ่อนตัวอยู่ในกางเกงในดีจีสีขาวเนื้อนุ่ม ผมกดส่วนนั้นลงเพื่อให้ส่วนล่างของเราสัมผัสกันแนบแน่นยิ่งขึ้น

"มึงไม่อยากกินกูเหรอ กูแซ่บนะเว้ย" ผมถามยั่ว

กัปตันไม่ตอบด้วยคำพูด เขาเอาปากงับปลายจมูกผมเบาๆ ผมว่ามันโคตรยั่วและเซ็กซี่เลย เท่านั้นยังไม่พอ กัปตันยังพูดยั่วผมอีก

"ถ้ามึงไม่นึกถึงหน้าแม่กูซะก่อน ป่านนี้กูคงได้กินของแซ่บๆ ไปแล้ว"

ได้ยินอย่างนี้ผมก็ถึงกับซี้ดปาก "อีกซักน้ำก่อนไปเรียนไหม"

"ไม่เอาแล้ว เดี๋ยวไม่มีแรงไปเรียน"

"เดี๋ยวกูเข็นให้"

"เดี๋ยวมึงขาอ่อน ยกกูขึ้นตึกเรียนไม่ไหว"

"เพื่อนก็มีตั้งเยอะแยะ นะๆ ๆ " ผมแกล้งอ้อน

"ไม่เอาเว้ย กูหมดไปเยอะแล้วเมื่อคืน" กัปตันบ่ายเบี่ยง

"ขนาดยังไม่ใช่ของจริง มึงยังหมดเยอะขนาดนี้เลย ถ้าเจอของจริงขึ้นมา กูว่ามึงตัวซีดแน่ๆ " ผมยังไม่หยุดแหย่เล่น

"ก็รีบเอาชนะใจแม่กูให้ได้เร็วๆ ละกัน"

"อยากกินของแซ่บจะแย่แล้วล่ะซี้" ผมทำเสียงล้อเลียน

"เออ กูก็อยากรู้ว่าจะแซ่บจริงเหมือนที่โม้หรือเปล่า"

"โอเค งั้นกูจะรีบพิสูจน์เลย"

"มึงมีวิธีแล้วเหรอ" กัปตันมุ่นคิ้ว

"มีสิวะ เห็นกูอย่างนี้ กูก็รู้นะเว้ยว่าถ้ากูจะรักมึงน่ะ รักธรรมดาๆ ไม่ได้หรอก มันต้องพิเศษกว่าคนอื่นๆ กูคิดไว้ตั้งนานแล้วเว้ย"

"กูจะลอยแล้ว"

"ไม่ลอยหรอก กูกอดมึงไว้อยู่ไม่เห็นเหรอ"

"กอดบ้าอะไรของมึงวะ มืออยู่ต่ำขนาดนั้น" กัปตันแสร้งว่าเขินๆ

"เออน่า กอดตรงไหนก็เหมือนกันแหละ มึงก็ชอบไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นบ่นสักคำ"

กัปตันไม่โต้ตอบ ใบหน้าเปี่ยมสุขยิ้มละไม แค่ดูผมก็รู้ว่าเขามีความสุข นี่แหละคือสิ่งที่ผมอยากเห็น

"กูจะทำให้มึงมีความสุขนะกัปตัน" ผมบอกเบาๆ สีหน้าและแววตาที่ผมแสดงออกไปก็น่าจะสอดรับกับสิ่งที่ผมพูดเป็นอย่างดี "มึงรู้ใช่ไหมว่าผู้ชายส่วนมากมีสาวๆ ในฝันกันทั้งนั้นแหละ มึงก็มี กูก็มี" ผมพูดเกริ่นให้อยากรู้ จากนั้นก็พูดต่อ

"สาวในฝันของกูน่ะ…ไม่มีภาพคนแบบมึงเลยนะเว้ย ใครๆ ก็อยากได้สาวสวยเอ็กซ์เซ็กซี่มาเป็นแฟนทั้งนั้น แต่พอกูเจอมึง ภาพคนในฝันของกูก็เปลี่ยนไป กูก็บอกมึงไม่ได้นะเว้ยว่าทำไมกูถึงรู้สึกกับมึงแบบนี้ รู้สึกมากจนยอมให้มึงเข้ามาแทนที่สาวในฝันของกูเลย แถมยังดีกว่าที่กูเคยอยากได้ซะอีก"

"จะให้กูซึ้งแต่เช้าเลยเหรอวะ" กัปตันสัพยอก

"เออ กูอยากให้มึงตื่นมาเจอเรื่องดีๆ ทุกวัน มึงจะได้มีความสุขตั้งแต่ลืมตาตื่นเลยไง ไม่ดีเหรอ"

"ก็ดี" กัปตันยิ้ม สักพักก็ทำหน้าเศร้าๆ "กูไม่ได้ฝันไปใช่ไหมวะ"

ผมยื่นปากไปแตะกับริมฝีปากของกัปตันเบาๆ ประหนึ่งจะปลอบใจในความน้อยอกน้อยใจนั้น "กูไม่ปล่อยให้มึงมีความสุขแค่ในความฝันหรอกเว้ย เพราะความฝันมันสู้ความจริงไม่ได้ กูอยากให้มึงมีความสุขมากกว่าความฝันตั้งแต่วินาทีแรกที่มึงลืมตาตื่นเลย"

"ซึ้งว่ะ" กัปตันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่แล้วก็ยิ้ม "ขอบคุณนะอะตอม กูก็จะพยายามทำให้มึงมีความสุขเท่าที่กูจะทำให้มึงได้ กูจะทำให้ดีที่สุดนะเว้ย"

ผมพยักหน้ารับรู้ ก่อนจุมพิตริมฝีปากของกัปตันเบาๆ อีกรอบ เช้านี้ของผมพิเศษจริงๆ ผมคงจะจดจำเช้าวันแรกที่เราตกลงเป็นแฟนกันไปอีกนาน

อ้อยอิ่งบนเตียงนอนพอสมควรก็ถึงเวลาต้องไปทำหน้าที่นักเรียนที่ดีเสียที กัปตันลงจากเตียงไปชงโปรตีนและอาหารเสริมให้ผมกินเหมือนเดิม ผมก็ว่าดีเหมือนกัน เพราะถ้าวันไหนรีบ เราก็ไม่ต้องเสียเวลาทำอาหารหรือออกไปหาซื้ออะไรกิน ที่สำคัญไม่ต้องอดมื้อเช้าด้วย

ขณะนั่งกินบนโต๊ะอาหาร เราสองคนก็คุยสัพเพเหระไปเรื่อย ช่วงหนึ่งกัปตันก็ชวนผมคุยเรื่องอาชีพที่น่าสนใจอาชีพหนึ่ง

"เมื่อวานกูคุยกับป๊า ป๊าเขาฝากกูมาถามมึงว่ามึงสนใจขับอูเบอร์ไหม ที่บ้านกูมีรถไม่ได้ใช้อยู่คันหนึ่ง สภาพยังดีอยู่นะเว้ย ถ้ามึงสนใจ ป๊ากูจะให้มึงเอารถคันนี้ไปขับอูเบอร์ มึงจะได้มีรายได้เพิ่มอีกทางไง มึงอยากลองดูไหม"

ผมได้ยินเรื่องนี้มาสักพักแล้ว นักศึกษาบางคนก็ขับอูเบอร์เป็นอาชีพเสริม ผมก็เคยคิดอยากทำเหมือนกัน แต่ติดตรงไม่มีรถนี่แหละ พอได้ยินแบบนี้ผมก็เลยตาโต

"สนใจดิวะ"

"งั้นเย็นนี้ไปบ้านกูนะ จะได้ไปคุยกับป๊ากู"

"เออๆ " ผมรับคำอย่างกระตือรือร้น

"ป๊ากูเขาบอกว่า…ถ่ายแบบคงไม่ได้ถ่ายทุกวัน แต่ถ้ามึงขับอูเบอร์ มึงกำหนดได้นะเว้ยว่ามึงจะไปทำวันไหน วันไหนอยากมีรายได้ มึงก็ไปขับ ได้เงินมาใช้ทันที ไม่ต้องให้ใครมาจ้าง"

"ก็จริงของป๊ามึงแหละ" ผมพยักหน้าช้าๆ เห็นด้วย

"แล้วมึงจะไหวหรือเปล่าวะ ทั้งเรียน ทั้งถ่ายแบบ แล้วก็ต้องมาขับอูเบอร์อีก" กัปตันเป็นห่วง

"ไหวดิวะ ก็ดีนะเว้ย ช่วงนี้งานถ่ายแบบก็ไม่ค่อยเยอะว่ะ เด็กใหม่เข้ามาเยอะเลย พวกนิตยสารออนไลน์ก็เยอะขึ้น คู่แข่งโคตรเยอะเลย กูก็กำลังมองหาอาชีพเสริมอยู่เหมือนกัน"

"ก็ลองดู ถ้าวันไหนไม่ไหวก็พัก"

ผมพยักหน้าและยิ้มด้วยความรู้สึกขอบคุณ จังหวะนั้นโทรศัพท์ผมก็ดังเตือนว่ามีคนส่งข้อความมาหา ผมจึงคว้าโทรศัพท์ที่วางใกล้ๆ มาเปิดอ่านข้อความในเมสเซนเจอร์ อ่านจบก็หน้านิ่วคิ้วขมวด

"มึงดูดิ แม่งตามตื๊อกูไม่เลิกเลยว่ะ" ผมบ่นพลางส่งโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้กัปตันดู

กัปตันทำท่าลังเล เพราะโดยปกติเขาจะไม่มายุ่งกับความเป็นส่วนตัวในโทรศัพท์ของผม แต่เมื่อผมไม่หดมือกลับ เขาก็คงเข้าใจว่าผมยืนยันที่จะให้ดู กัปตันจึงรับไปอ่าน

"เสี่ยคนนั้นน่ะเหรอ" กัปตันถามเมื่ออ่านจบแล้ว

"เออ กูอุตส่าห์บอกพี่แอร์ไปแล้วว่าไม่ไป ก็นึกว่าจะเลิกตื๊อ แม่งยังไม่เลิกอีก"

"เขากล้าเสนอเงินให้มึงเป็นแสนเลยเหรอวะ โคตรใจป้ำ แสดงว่าอยากได้จริงๆ "

"กี่แสนก็ไม่ไปเว้ย กูไม่ใช่เด็กขาย ให้ด้วยความพอใจเท่านั้นเว้ย" ผมยิ้มทะเล้นตรงประโยคท้าย ก่อนพูดสืบไป "ต่อไป…มือถือกู ถ้ามึงอยากจะดู กูให้มึงดูได้นะเว้ย"

"ไม่เอา เรื่องส่วนตัวของมึง กูไม่ยุ่งหรอก" กัปตันปฏิเสธ ผมก็รู้อยู่แล้วว่ามันต้องปฏิเสธ

"ไม่อยากดูก็ไม่เป็นไร กูแค่บอกมึงไว้ ตอนกูคบกับอั้มน่ะ กูก็ให้เขาดูมือถือกูนะเว้ย กูก็เลยตั้งเป็นนโยบายส่วนตัวว่า…ถ้ามีแฟน กูจะยอมให้เขาดูมือถือกูถ้าเขาต้องการ" ผมอธิบายที่มาที่ไป กัปตันถึงกับขำ

"ถึงขนาดเป็นนโยบายส่วนตัวเลยเหรอวะ"

"เออ แต่มึงไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายเหมือนกูก็ได้นะเว้ย" ผมยกแก้วโปรตีนขึ้นดื่มจนเกลี้ยงและวางแก้วลง พลันก็ต้องแปลกใจเมื่อกัปตันยื่นมือถือของเขามาให้ผมบ้าง

"กูขี้เกียจคิดเอง ขอลอกนโยบายมึงมาลองใช้ละกันนะ เผื่อจะเวิร์ค"

ผมมุ่นคิ้วและหรี่ตามอง สีหน้าบ่งบอกความไม่แน่ใจ "แน่ใจนะเว้ย แล้วมึงจะให้กูดูอะไร"

"เปิดไว้ให้แล้ว อ่านดิ" กัปตันบอกยิ้มๆ

ผมจึงถือวิสาสะรับมือถือของกัปตันมาดู อ่านไปได้หน่อยผมก็ส่ายหัวไปมา

"ไม่ใช่เล่นเลยนะมึง ถึงว่าล่ะ เห็นชอบเล่นมือถือดึกๆ ดื่นๆ คุยกับสาวๆ นี่เอง มีนัดเจอกันด้วย"

"เขาชวนกูคุยเว้ย ตั้งแต่ประกวดคิวท์บอย ก็มีสาวๆ มาคุยกับกูเยอะเลยว่ะ" กัปตันทำท่าภูมิใจ

"แหม คิวท์บอยเสน่ห์แรง" ผมทำเสียงล้อเลียนพลางส่งมือถือคืนให้กัปตัน

"ว่าแต่กู ของมึงก็มีไม่ใช่เหรอ เมื่อกี้กูเห็นเต็มเลย"

"เออ ปกติมันก็เยอะอย่างนี้แหละ กูเป็นนายแบบนี่หว่า แต่ถ้ามึงอ่านดู มึงก็จะเห็นเองแหละว่ากูแค่คุยเล่นๆ ไม่ได้คิดอะไร"

กัปตันพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย "เออ กูเป็นผู้ชาย กูรู้ว่าแบบไหนคุยเล่น แบบไหนคุยล่อ"

"เข้าใจเล่นคำนะมึง" ผมขำเบาๆ ก่อนถามด้วยความอยากรู้ "เออ…แล้วมึงจะไปเจอเขาจริงๆ เหรอวะ"

"เจอแล้ว อยู่ในมหาลัยนี่แหละ คุยเล่นเฉยๆ กูรู้ไงว่าเดี๋ยวมีคนหึง ดูท่าจะหึงโหดซะด้วย" กัปตันยิ้มย่องอย่างภูมิใจ

"กูไม่ใช่นางอิจฉาหนังไทยนะเว้ย ตบคนไม่เป็น แต่ถ้ามาชอบแฟนกู กูก็แค่จะบอกตรงๆ ให้เขาเลิกหวัง เพราะตัวจริงของมึง…อยู่นี่เว้ย"

"กูว่าเขาช็อกแน่ๆ เลยว่ะ" กัปตันสัพยอก เราสองคนหัวเราะพร้อมกันอย่างมีความสุข

ยังพอมีเวลาอีกเล็กน้อย เราสองคนจึงพอมีเวลาคุยกันโดยไม่ต้องรีบมาก โชคดีที่คอนโดเราอยู่ใกล้มหาลัย ขับรถไม่ถึงสิบนาทีก็ถึงแล้ว ผมก็ว่าดีเหมือนกัน เพราะเราจะได้ไม่ต้องรีบมากเวลามีเรียนตอนเช้า

"เออ วันนี้ไอ้อินมันจะมาเรียนนะเว้ย"

อยู่ๆ กัปตันก็พูดถึงเพื่อนอีกคนหนึ่งขึ้นมา ตั้งแต่รู้ข่าวว่าโดนมอเตอร์ไซค์ชนแขนหัก ผมก็ยังไม่เคยโผล่หน้าไปเยี่ยมเลย แทบไม่เคยถามถึงเลยด้วยซ้ำ

"แล้วไงวะ" น้ำเสียงของผมเย็นชาขึ้นมาทันที

กัปตันทำท่าครุ่นคิด เหมือนกำลังชั่งใจว่าควรพูดดีหรือไม่ แต่ผมก็รู้ว่าเขาน่าจะคิดไว้บ้างแล้ว ไม่นานเขาก็ตัดสินใจพูด

"มึงให้อภัยมันได้ไหมวะ ตอนนี้…ใครๆ ก็ซ้ำเติมมัน กูกลัวมันจะไม่ไหวว่ะ สงสารมัน ดูๆ ไปมันก็ไม่ใช่คนเลวร้ายนะเว้ย แต่…ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กูเข้าใจ" กัปตันทิ้งท้ายโดยเผื่อทางเลือกไว้ให้ผม ทำให้ผมไม่รู้สึกกดดันมากเกินไป

"ยังไม่รับปากนะเว้ย ถ้ามันทำตัวดีๆ น่าให้อภัย กูก็จะให้อภัย แต่ถ้ายังทำตัวเหมือนเดิม กูก็จะไม่ให้อภัยมันหรอก"

:::ATOM:::

จะว่าไปผมก็ค่อนข้างห่างเหินกับเพื่อนๆ พอสมควรตั้งแต่เข้ามาเรียน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมต้องทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย บางครั้งก็ไม่ได้เข้าเรียน บางวันเลิกเสร็จก็จะออกไปทำงานเลย ไม่ค่อยได้ออกไปกินเที่ยวกับเพื่อนๆ เท่าไหร่ มีแต่กัปตันนี่แหละที่มีเวลาให้กับเพื่อนๆ มากกว่าผมหน่อย เขาก็เลยสนิทกับเพื่อนๆ มากกว่าผม รู้ความเคลื่อนไหวของเพื่อนแต่ละคนดีกว่า

ถึงอย่างนั้น บรรยากาศที่โรงอาหารเที่ยงวันนี้ก็ดูคึกคักสดใส ได้กินข้าวกับเพื่อนๆ หลายคนแบบนี้ผมก็ว่าอบอุ่นดี คงเป็นเพราะนานๆ ครั้งผมจะได้นั่งกินข้าวกับเพื่อนโดยไม่ต้องรีบไปไหน แถมยังมีเรื่องความสัมพันธ์ใหม่มาให้พวกมันแซวเล่นอีก ก็เลยยิ่งสนุกกันใหญ่ พวกมันแซวผมกับกัปตันตั้งแต่เช้า ตอนแรกผมก็เกร็งๆ ว่าพวกมันจะรับได้หรือเปล่า แต่จนถึงตอนนี้...โซฟาร์โซกู้ด

อีกเรื่องที่ฮ็อตสุดๆ ยิ่งกว่าเรื่องผมกับกัปตันเป็นแฟนกันก็คือเรื่องงานประกวดคิวท์บอยเมื่อคืนนี้ เพื่อนๆ เล่าให้ฟังว่างานค่อนข้างกร่อย แถมยังมีดราม่าด้วยเมื่อมีคิวท์บอยคนหนึ่งไม่ขอรับรางวัล จะใครเสียอีก ปาร์ตี้นั่นไง ตอนพิธีกรประกาศชื่อ เขาออกมารับรางวัลก็จริง แต่แล้วก็พูดออกไมค์สั้นๆ ว่า

"รางวัลนี้มันควรจะเป็นของเพื่อนผม เพราะฉะนั้น ผมขอไม่รับรางวัลนี้นะครับ"

จากนั้นเขาก็ถอดสายสะพายส่งคืนให้กับผู้มอบ แล้วก็รีบเดินหลบไปหลังเวทีท่ามกลางเสียงฮือฮาของคนดู ทำเอาคนมอบรางวัลถึงกับหน้าเสีย พิธีกรต้องรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อแก้ไขสถานการณ์แทบไม่ทัน จึงกลายเป็นว่าปีนี้มีคิวท์บอยที่ได้รางวัลแค่สี่คนเท่านั้น ปกติทุกปีจะมีห้าคน

ดูๆ แล้วเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะคลิปที่กัปตันถูกพี่สาด่าถูกเผยแพร่ออกสื่อหลักไปหลายช่อง แถมยังไปไกลถึงต่างประเทศเพราะมีคนทำซับภาษาอังกฤษใส่ในคลิปให้ด้วย เมื่อเช้านี้ก็มีนักข่าวหลายสำนักเข้ามาตามหาอธิการบดีและนิสิตที่อยู่ในคลิป แต่ไม่มีใครกล้าให้สัมภาษณ์ นักข่าวจึงถามเหตุการณ์และความรู้สึกของนิสิตทั่วไปแทน

เมื่อสื่อสนใจแบบนี้ ก็เท่ากับมหาลัยถูกกดดันให้ต้องหาทางออกที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง คนก็จะยิ่งเอาไปพูดในทางไม่ดีมากขึ้น

บ่ายนี้ กัปตัน ผม ปาร์ตี้ พี่สาและพี่ปริมต้องเข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการสอบสวน ใครๆ ก็เดากันว่าพี่สาน่าจะโดนโทษหนักสุด อาจถึงขั้นต้องพักการเรียนก็ได้ ปาร์ตี้อาจจะโดนทำทัณฑ์บน ส่วนคนที่เหลือน่าจะแค่ว่ากล่าวตักเตือน

ผมว่าจะถือโอกาสนี้เสนอให้ทางมหาลัยจัดสรรงบประมาณมาปรับปรุงฟาซิลิตี้ด้วย เพราะมีสื่อบางสำนักเขียนข่าวในทำนองว่าฟาซิลิตี้สำหรับคนพิการในมหาลัยนี้แย่มาก ทั้งๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น การปรับปรุงฟาซิลิตี้ให้เข้าถึงได้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีมากกว่าแค่ลงโทษคนทำผิดอย่างเดียว

"นั่นอินนี่" น้ำหวานพูดขึ้นขณะที่เรากำลังกินข้าวและคุยกัน เธอมองไปที่โต๊ะตัวหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปเท่าไหร่

ผมและเพื่อนๆ คนอื่นๆ หันไปมองตามด้วยแววตาสงสัย ปรับโฟกัสสายตาไม่นานก็เจอคนที่น้ำหวานบอก อินมีผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขนข้างซ้ายที่หักไว้ ส่วนมือข้างขวาถือจานข้าว ทำท่าเหมือนเดินหาที่นั่ง สุดท้ายก็เลือกไปนั่งคนเดียวเงียบๆ

"ทำไมไปนั่งกินข้าวคนเดียววะ" แบงค์มุ่นคิ้ว

"มึงอยากไปนั่งกับมันหรือไง เดี๋ยวก็ได้กลายเป็นคู่ขาเอาท์ดอร์กับมันหรอก มึงอยากเอาท์ดอร์หรือไง" กวินล้อ

"ไอ้เหี้ย อยากพ่อมึงดิ" แบงค์หัวเราะสนุก

คำพูดของเพื่อนทำให้ผมรู้สึกสะดุดใจไม่น้อย เรื่องของอินน่าจะรู้กันแพร่หลายแล้ว แต่ก็รู้กันแค่ในหมู่นิสิตบางคนและบางคณะ ถึงอย่างนั้นผมก็เดาได้ไม่ยากว่าไม่นานเรื่องนี้น่าจะถึงหูผู้ใหญ่จนได้ คราวนี้คงจะมีเรื่องฉาวให้สื่อเอาไปเล่นอีกระลอก

"สงสารมันเนอะ ไม่มีใครคุยกับมันเลย" น้ำหวานพูดเปรยๆ

"มึงก็ไปนั่งกับมันดิ" กวินบอกพลางบุ้ยหน้าไปทางอิน

"ไม่เอาเว้ย" น้ำหวานรีบปฏิเสธ

ผมเห็นอินวางจานข้าวลง จากนั้นก็เดินไปหยิบช้อน ด้วยความที่มือใช้ได้ข้างเดียวจึงต้องหยิบมาทีละอย่าง

"ไปช่วยมันหน่อยดิ" กัปตันหันมาบอกผม

"เฮ้ย เอาจริงเหรอ" ผมทำหน้าไม่แน่ใจ

"เออ ช่วยมันหน่อย เชื่อกูดิ" กัปตันยืนยัน

แฟนผมช่างเป็นคนใจกว้างซะจริงๆ แม้กระทั่งคนที่เคยทำเขาเจ็บเขาก็ยังให้อภัยได้ แต่คงไม่ใช่สำหรับผมหรอก แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็อยากลองทำตามที่กัปตันบอกดูบ้าง แค่ช่วยเฉยๆ คงไม่มีปัญหาอะไร คิดแล้วผมก็ลุกขึ้นและเดินไปหาอิน

"จะเอาน้ำอะไร เดี๋ยวกูเอามาให้"

เสียงพูดของผมทำให้อินหยุดชะงัก เมื่อเห็นว่าเป็นผม มันก็ทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อสายตา

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวกูไปเอาเอง" อินปฏิเสธพลางวางช้อนส้อมที่ถือมาลงบนจานข้าว มันไม่ค่อยกล้าสบตาผมมากนัก ที่จริงผมกับมันก็มองหน้ากันไม่สนิทมาระยะหนึ่งแล้ว

"ก็บอกว่าจะไปเอาให้ไง พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ" ผมทำเสียงดุ

อินทำหน้าเหวอเล็กน้อย ปกติคนจะช่วยเหลือกันคงไม่พูดจาหรือทำเสียงแบบนี้ แต่ผมก็ยังไม่สนิทใจพอที่จะพูดด้วยเสียงปกติธรรมดา แค่นี้ก็ถือว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ

"น้ำเปล่า" อินตอบสั้นๆ

"ก็แค่นี้"

ผมบอกแล้วก็เดินออกไป เป้าหมายอยู่ที่ร้านขายน้ำและเครื่องดื่ม ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้น้ำหนึ่งขวดเย็นๆ ติดมือมาด้วย จากนั้นผมก็เดินเอามาส่งให้อินที่โต๊ะ

"ขอบใจนะเว้ย" อินพูดเบาๆ พลางรับขวดน้ำไปวาง สายตายังคงดูหวาดระแวงกับการกระทำแปลกๆ ของผมอยู่

"ไม่เป็นไร"

"เท่าไหร่" อินเงยหน้ามาถาม คราวนี้มันกล้าสบตากับผมตรงๆ ซะด้วย

"ไม่ต้องหรอก ซื้อให้" ผมตอบห้วนๆ เมื่อไม่มีอะไรจะพูดกับมันอีกแล้ว ผมก็ทำท่าจะเดินหนี

จังหวะนั้นอินก็รีบพูดขึ้น "ที่ผ่านมากูขอโทษนะเว้ย"

สองเท้าผมหยุดกึกกับที่ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมองอินอีกครั้ง มันทำหน้าตาน่าสงสารมากทีเดียว แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะสงสารมันดีหรือเปล่า คิดถึงเรื่องที่มันหลอกพาผมไปนอนที่ห้องทีไรยังแค้นไม่หาย แทนที่ผู้ชายคนแรกของผมจะเป็นกัปตัน ก็ดันเป็นไอ้อินซะงั้น

"กูก็แค่...อยากขอโทษมึงแค่นั้นแหละ มึงไม่จำเป็นต้องให้อภัยกูหรอก" อินพูดต่อหลังจากที่ต่างคนต่างเงียบไปสักพัก

บางอย่างบอกผมว่าคงถึงเวลาต้องตัดสินใจซะที ผมมีอยู่สามทางเลือก อย่างแรก ยังไม่ต้องให้อภัยมัน อย่างที่สอง ให้อภัยแต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก และอย่างที่สาม ให้อภัยโดยมีเงื่อนไขบางอย่าง ถ้าเลือกอย่างที่หนึ่งหรือสอง ผมกับมันก็จะต่างคนต่างอยู่ แต่ถ้าเลือกอย่างที่สาม ผมอาจจะผิดหวังกับมันอีกครั้งถ้าอินทำตัวไม่ดีเหมือนเดิม แต่ถ้ามันทำตัวดี ผมก็จะได้เพื่อนดีๆ เพิ่มมาอีกคน

ทั้งสามทางเลือกดูจะตัดสินใจยากไม่น้อย ผมก็เลยเลิกคิดเองและถามมันไปตรงๆ เลยดีกว่า

"มึงอยากให้กูอภัยให้มึงไหม"

อินขมวดคิ้วเข้ม ดวงตาฉายแววแปลกใจ มันคงสงสัยว่าผมจะมาไม้ไหน แต่คงเป็นเพราะผมกล้าถาม มันก็เลยกล้าตอบ

"อยาก"

ผมเอามือสอดกระเป๋ากางเกงสองข้าง มองหน้าอินอย่างใช้ความคิด ถ้ามันตอบมาแบบนี้ ก็น่าจะพอมีเหตุผลให้ผมเลือกข้อที่สามอยู่บ้าง

เอาวะ ไม่ลองก็ไม่รู้!

ให้โอกาสมันอีกสักครั้งละกัน ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้ามันยังทำตัวไม่ดีเหมือนเดิม ผมก็แค่เลิกคบมันอย่างเด็ดขาดเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะต้องกังวลเลย

"งั้น...มึงต้องช่วยกูอย่างหนึ่ง" ผมตัดสินใจยื่นเงื่อนไข

"อะไร"

"ตอนนี้...กูกำลังจะตั้งชมรมยูดี...ยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ กูกำลังหาเงินหนึ่งล้านเข้ากองทุน จะเอามาทำทางลาดที่คณะแล้วก็หอสมุดกลาง ต่อไปถ้ามีคนแบบกัปตันมาเรียน เขาจะได้มาเรียนได้ ไม่ต้องคอยให้คนมาช่วยยกขึ้นยกลง" ผมให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อน

"แล้วมึงจะให้กูทำอะไร" อินอยากรู้

"ก็...มาอยู่ชมรมยูดีกับพวกกู แล้วก็ช่วยพวกกูหาเงิน ถ้ามึงหาเงินเข้าชมรมได้สักหนึ่งแสน ที่ผ่านมาทั้งหมด...ก็ถือว่าหายกัน ตกลงไหม"

"ได้" อินรับคำทันทีโดยไม่ลังเล เล่นเอาผมแปลกใจไม่น้อย

"แน่ใจนะเว้ย" ผมถามย้ำ

"แน่ใจ" อินยืนยันเสียงหนักแน่น

ผมเกือบจะยิ้มแล้ว แต่ก็ยังไม่สนิทใจมากพอ ก็เลยไม่ฝืนทำดีกว่า กระนั้นท่าทีขึงขังของผมก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ผมมองไปที่จานข้าวและขวดน้ำบนโต๊ะของอิน คิดไม่นานก็เดินไปหยิบขึ้นมาถือไว้

"มึงจะมานั่งกินข้าวคนเดียวทำไมวะ เพื่อนก็มี ไปนั่งนู่น" ผมพยักพเยิดไปทางที่กัปตันและเพื่อนๆ นั่งอยู่ เห็นกัปตันมองมาและยิ้มให้ผมด้วยสายตาชื่นชมด้วย เขาคงรู้ว่าผมกำลังทำอะไร ผมจึงยิ้มตอบอย่างเขินๆ

อินทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่ออีกแล้ว แต่ลึกๆ ผมก็รู้ว่ามันดีใจ การมานั่งกินข้าวคนเดียวในขณะที่มีเพื่อนๆ รายล้อมคงไม่ใช่เรื่องสนุก ธรรมชาติของสัตว์สังคมต้องการเพื่อน ทุกคนต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เพราะกลุ่มทำให้เรามีตัวตนและมีคุณค่า การอยู่ตัวคนเดียวเราจะไม่เป็นประโยชน์กับใคร สุดท้ายชีวิตก็จะไม่มีความสุข

ผมถือจานข้าวและขวดน้ำเดินนำอินไปก่อน แม้จะไม่ได้หันกลับไปดู ผมก็รู้ว่าอินเดินตามหลังผมมา เมื่อมาถึงโต๊ะที่เพื่อนๆ นั่งอยู่ ผมก็สั่งให้พวกมันแบ่งที่ให้คนมาใหม่

"ไอ้แบงค์ ไอ้กวิน เขยิบที่ด้วย"

เพื่อนสองคนมองผมด้วยสายตาแปลกๆ กระนั้นพวกมันก็ยอมเขยิบและเชื้อเชิญผู้มาใหม่ให้นั่งลงข้างๆ ผมวางจานข้าวและขวดน้ำของอินลงบนโต๊ะ จากนั้นก็กลับไปนั่งที่ของตัวเองข้างๆ กัปตัน ส่วนอินก็นั่งลงตรงที่ที่เพื่อนเว้นว่างไว้ให้ สีหน้าแววตาของมันยังดูไม่สนิทใจดีนัก แต่อินก็ยิ้มน้อยๆ และทำหน้าซึ้งๆ

"ขอบใจพวกมึงมากนะเว้ย" อินเอ่ยคำขอบคุณเบาๆ ดูเหมือนจะมีน้ำตาซึมๆ ออกมาที่ขอบตาด้วย

คำขอบคุณทำให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนใจเปลี่ยนไปบ้าง คงเป็นเพราะอินไม่เคยทำสีหน้าและแววตาแบบนี้กับเพื่อนๆ คนไหน การที่มันแสดงอาการสยบยอมคงแปลได้ว่ามันคงคิดอะไรได้บ้างแล้ว เหตุการณ์ที่ผ่านมาคงช่วยสอนและปรับมุมมองความคิดให้มันไม่มากก็น้อย

"เออ คิดอะไรมากวะ เพื่อนกันทั้งนั้น แต่ว่ามึง...ห้ามแกล้งกัปตันอีกนะเว้ย" กวินเป็นคนทำลายความเงียบของเพื่อนๆ ที่ยังคงวางหน้าไม่ค่อยสนิท มันชี้หน้าคาดโทษอินไปด้วย

"กูเลิกแกล้งตั้งนานแล้ว" อินรีบบอก

ก็จริงอย่างที่มันพูดนั่นแหละ หลังๆ มานี้อินไม่มารังควานกัปตันแล้ว ดูเหมือนมันจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นมาหน่อยตั้งแต่ข่าว "เอาท์ดอร์" ของมันเริ่มแพร่สะพัด

"ส่วนเรื่องนั้นน่ะ มึงก็ทนๆ เอาหน่อยละกัน เดี๋ยวมันก็เงียบเองแหละ แต่มึงอย่าไปทำอีกละกัน" กวินเตือนเพื่อนต่อ

"เออ กูเลิกทำแล้วเว้ย ทวิตเตอร์กูก็ปิดไปแล้ว" อินหันไปมองเพื่อนรอบๆ โต๊ะ เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่แสดงอาการรังเกียจใดๆ ท่าทางเกร็งๆ ของมันจึงลดลงไปมาก

"แดกข้าว เดี๋ยวไอ้สองคนนี้มันต้องรีบไปให้ปากคำแล้ว" น้ำหวานตัดบท การกินข้าวน่าจะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นกว่าคุยเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนใจแบบนี้

"ให้ปากคำเรื่องอะไรวะ" อินทำหน้างงๆ

"อ้าว มึงไม่รู้ข่าวอะไรเลยเหรอวะ" น้ำหวานทำหน้างง

"กูไม่กล้าเข้าโลกโซเชี่ยลเว้ยตอนนี้" อินยอมรับตรงๆ มันคงกลัวคนขุดคุ้ยเรื่องของมันนั่นแหละ

"งั้นมึงดูนี่" น้ำหวานควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเป้ ค้นหาไม่นานก็ส่งคลิปนั้นให้อินดู

อินรับโทรศัพท์จากเพื่อนมาและดูจนจบ จากนั้นก็หันมามองกัปตันด้วยแววตาเห็นใจ

"แรงว่ะ"

"แหม ทำยังกะมึงไม่เคยพูดแบบนี้ พอๆ กันนั่นแหละ" น้ำหวานอดแขวะไม่ได้ กระนั้นก็ขำไปด้วย

อินยิ้มเจื่อนๆ กัปตันจึงต้องออกโรงปราม

"พอแล้วน้ำหวาน"

"จ้า คุณพ่อพระ ใจดีจริงๆ นะพ่อคู้นนนน" น้ำหวานทำเสียงล้อเลียน พาให้เพื่อนๆ ขำไปด้วย

อินส่งโทรศัพท์คืนให้เพื่อน ตอนแรกน้ำหวานว่าจะเก็บเข้ากระเป๋าไปเลย แต่ไหนๆ หยิบมาแล้วก็เลยขอเช็คความเคลื่อนไหวในโลกโซเชี่ยลซะหน่อย ดูไปไม่กี่วินาที น้ำหวานก็ทำท่าตกใจ

"เฮ้ยพวกมึงดูนี่! "

น้ำหวานหันหน้าจอมือถือให้เพื่อนๆ ดูจนรอบโต๊ะ ทุกคนต่างจ้องมองด้วยความสนใจ แต่เพื่อความแน่ใจจึงหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาดูให้ชัดๆ เมื่อเข้าไปในเฟสของมหาลัยแล้ว ทุกคนก็เห็นภาพนั้นชัดเจน

ไม่มีใครรู้ว่าคนโพสต์เป็นใคร แต่เข้าใจว่าเจ้าตัวคงสร้างบัญชีหลอกขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

"ใครมันทำวะ" อินถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล มันไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมาดูด้วยหรอก แต่ก็จำภาพในหน้าจอที่น้ำหวานให้ดูเมื่อกี้ได้ดี

ผมเองก็เป็นกังวลพอๆ กัน ไม่คิดว่าสุดท้ายตัวเองก็จะโดนเรื่องนี้จนได้ ภาพที่ทุกคนกำลังดูและเป็นกังวลอยู่นั้นเป็นภาพของผมกับอิน ภาพของผมเป็นภาพจากงานถ่ายแบบ ภาพนั้นผมถอดหมด แต่มีภาพสิ่งของมัวๆ บังเฉพาะส่วนนั้นไว้ ดีหน่อยที่มีแถบสีดำคาดตา ถ้าไม่เคยเห็นงานของผมมาก่อนก็คงไม่รู้ว่าเป็นใคร

ส่วนภาพของอินเป็นภาพจากทวิตเตอร์ที่ถูกปิดไปแล้ว ในภาพนั้นอินใส่แค่กางเกงกีฬาขาสั้น แต่น่าจะดึงขอบกางเกงด้านหน้าลงและเผยให้เห็นสิ่งที่แข็งตัวข้างใน คนเอาภาพมาปล่อยทำให้ส่วนนั้นเบลอๆ และเอาแถบสีดำคาดตาของอินไว้เหมือนกัน

ทั้งสองภาพของเราถูกนำมารวมเป็นภาพเดียวกันเอาไว้ มีข้อความสั้นๆ เขียนไว้ด้วยว่า

"หนุ่มถาปัดปีหนึ่งอวดหุ่นแซ่บไม่แคร์สื่อ อยากรู้ว่าใครก็ไปตามสืบกันเอาเองนะจ๊ะ"

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น