เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 22 : ♿ เวลา...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    5 ก.ค. 63

:::ATOM:::

"มีใครจะพูดอะไรอีกไหม" หลังจากฟังกัปตัน พี่สา พี่ปริม อั้ม พี่ซินดี้และปาร์ตี้ให้ข้อมูล ท่านอธิการบดีก็หันไปถามรอบๆ โต๊ะประชุม ไม่มีใครตอบคำถาม เอาแต่มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา แสดงว่าคงไม่มีใครอยากพูดอะไรเพิ่มเติมแล้ว ท่านอธิการบดีจึงพูดต่อ

"เอาล่ะ ที่ผมเรียกพวกคุณมาวันนี้ ผมจะยังไม่ลงโทษใครทั้งนั้น หลังจากนี้ ผมจะให้ท่านรองอธิการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ผมขอเตือนพวกคุณ…โดยเฉพาะนักศึกษา…ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดร้ายแรง เพราะเข้าข่ายทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียง บทลงโทษก็มีตั้งแต่ทำทัณฑ์บน พักการเรียน ให้ออก หรือว่าไล่ออก"

ท่านอธิการหยุดเว้นจังหวะ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นสีหน้าของผู้กระทำผิดซีดลง แววตาของเธอดูหวาดหวั่น เพราะแต่ละโทษที่ท่านอธิการพูดมานั้นล้วนไม่มีใครอยากได้รับทั้งสิ้น

"ส่วนใครจะได้รับโทษแบบไหน ผมขอให้เป็นเรื่องของกระบวนการพิจารณาตามกฎระเบียบของมหาลัย เดี๋ยวเราเอาไว้ว่ากันทีหลัง วันนี้ผมอยากให้พวกคุณช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เรื่องแรก…คะแนนที่หายไป เธอจะทำยังไง" ท่านอธิการบดีหันไปถามพี่สา

พี่สาเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก "แต่ว่า…น้องเขา…จะไม่ประกวดแล้วนะคะ"

"เธอตัดสินใจแล้วใช่ไหม" ท่านอธิการบดีหันมาถามกัปตัน

กัปตันมองไปรอบๆ โต๊ะประชุม ดูจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนแล้ว เขาคงจะพอเดาได้ว่าเพื่อนๆ และพี่ซินดี้อยากให้เขาประกวดต่อ ก็อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ ทุกคนล้วนแต่อดทนและทุ่มเทเพื่องานนี้ กัปตันไม่ควรทำลายความตั้งใจของเพื่อนๆ และพี่ซินดี้

"ผมจะประกวดต่อครับ" กัปตันยืนยัน พี่สาถึงกับชะงักเมื่อได้ยินเช่นนั้น

"แล้วคะแนนของเธอที่หายไปล่ะ" ท่านอธิการบดีถามต่อ

"ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เอาคะแนนก็ได้ ไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากมีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ เพราะสิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่รางวัล ผมแค่อยากให้ทุกคนยอมรับว่าผมก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ มีกิจกรรมอะไร…ก็ให้ผมทำด้วยเท่าที่ผมจะทำได้ ไม่มองผมเป็นคนอื่น ไม่กีดกันผม แค่ไม่รังเกียจผม…ผมก็พอใจแล้วครับ"

คำพูดของกัปตันทำเอาบางคนถึงกับน้ำตาซึม พี่ซินดี้ถึงกับเอามือป้ายน้ำตา หลายๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายคงเข้าใจความรู้สึกของกัปตันดี เหตุการณ์นี้คงจะให้บทเรียนสำคัญกับหลายๆ คนไปอีกนาน

ท่านอธิการบดีนิ่งคิด เหมือนพยายามจะคิดหาทางออกให้ เมื่อคิดออกแล้วท่านก็พูด "เอาอย่างนี้ละกัน ยอดไลค์ของอันดับที่สี่กับอันดับที่หกเป็นเท่าไหร่ คะแนนของเธอก็อยู่กึ่งกลางระหว่างสองอันดับนี้ละกัน ตกลงตามนี้ไหม" ท่านอธิการบดีหันไปทางพี่สา

แต่ก่อนที่พี่สาจะตอบตกลงหรือไม่ตกลง ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออก ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เธอแต่งตัวภูมิฐานคล้ายนักธุรกิจหรืออะไรทำนองนั้น ทุกคนหันไปมองผู้มาใหม่เป็นตาเดียวกัน

"แม่! " กัปตันอุทานเบาๆ ด้วยสีหน้าตกใจ แม้กระทั่งผมเองก็ตกใจไปด้วย เพราะไม่คิดว่าแม่ของกัปตันจะบุกมาถึงที่นี่

"ดิฉันไม่ให้ลูกของดิฉันประกวดอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ! "

แม่ของกัปตันพูดจบก็กวาดตามองหาใครบางคน เมื่อเจอคนที่อยู่ในคลิป เธอก็เดินตรงปรี่ไปหา เมื่อถึงตัวก็ชี้หน้า

"เธอรู้ไหม ว่าคนเป็นแม่อย่างฉันรู้สึกยังไงที่เห็นเธอทำกับลูกฉันแบบนี้ แต่ช่างเถอะ ที่ฉันมาวันนี้ ฉันไม่ได้จะมาพูดความรู้สึกของฉัน แต่ฉันแค่จะมาถามเธอ ว่าเธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าเธอเรียนอยู่ที่ไหน แล้วสิ่งที่เธอทำกับลูกชายของฉัน…มันสะท้อนคุณภาพนักศึกษาที่ที่นี่เขาคาดหวังจากเธอหรือเปล่า เธอคงคิดเองได้นะ ลูกชายของฉันเขาเลือกมาเรียนที่นี่ ก็เพราะเขาเชื่อว่าที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ดี เขาเชื่อว่าเขาจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะที่นี่เป็นมหาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ไม่ได้เป็นเพราะบังเอิญหรือจับฉลากเอา แต่เป็นอันดับหนึ่งเพราะคุณภาพ แต่คุณภาพความคิดของเธอ…มันเหมาะกับมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งแค่ไหนล่ะ! "

แม่ของกัปตันกระแทกเสียงตรงประโยคท้าย พี่สาถึงกับหน้าซีด ก่อนยกมือไหว้ขอโทษและร้องไห้ "หนูขอโทษค่ะคุณน้า หนูไม่ได้ตั้งใจ"

"แต่ที่ฉันดูในคลิป…มันคือความไม่ตั้งใจเหรอ! " แม่ของกัปตันย้อนถามเสียงดัง น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลพรากเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคลิปนั้น เธอไม่สามารถทำใจได้เลย ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย เธอถึงกับทิ้งทุกอย่างแล้วรีบมาที่นี่

"เธอรู้ไหมว่าเธอทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันน้ำตาตก แค่เขาเป็นแบบนี้ ชีวิตมันก็ยากอยู่แล้ว เธอยังมาทำกับเขาแบบนี้อีกเหรอ! "

ท่านอธิการบดีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบลุกเดินมาหา ท่าทางโกรธจัดนั้น อาจทำให้แม่ของกัปตันเผลอทำร้ายคนที่ยกมือไหว้ปลกๆ เอาได้ "ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณ เดี๋ยวเรื่องนี้ทางมหาลัยของเราจะจัดการเอง มันอาจจะช้าหน่อยเพราะมันมีขั้นตอนกระบวนการ แต่ผมรับรองว่าทุกคนจะได้รับความยุติธรรม คนที่ทำผิดจะได้รับโทษอย่างแน่นอนนะครับ"

แม่ของกัปตันหันขวับไปทางท่านอธิการบดี แม้จะได้ยินคำรับรองเช่นนั้น สีหน้าของเธอก็ไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด "ค่ะ ดิฉันเชื่อค่ะว่าทางมหาลัยจะให้ความเป็นธรรมกับลูกชายของดิฉัน แต่ไม่ว่าบทลงโทษจะเป็นยังไง ดิฉันก็จะไม่เปลี่ยนใจ เพราะดิฉันมีที่ที่ดีกว่านี้ให้ลูกชายของดิฉันไปเรียน ดิฉันจะได้มั่นใจว่าเขาจะได้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้ มีเพื่อน มีสังคมแล้วก็มีโอกาสที่ดีกว่านี้ ที่สำคัญ…ไม่ต้องหาคนมาช่วยกันยกขึ้นยกลงอาคารเรียนให้มันอุจาดสายตา นี่มันยุคไหนกันแล้วคะ ที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนนะคะท่านอธิการ ที่นี่…คือมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ขึ้นชื่อเรื่องความซิวิไลซ์ เรื่องวิชาการแล้วก็เรื่องสิทธิมนุษยชน ดิฉันเลือกที่นี่ เพราะดิฉันคาดหวังว่าลูกชายของดิฉันจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันเหมือนคนอื่นๆ ลูกชายของดิฉันไม่ได้เรียนฟรีนะคะ เขาจ่ายเงินเรียนเท่าๆ กับนิสิตคนอื่นๆ ในคณะเดียวกัน แต่เขากลับไม่ได้เหมือนที่คนอื่นได้ แค่จะขึ้นอาคารเรียน…ที่นี่ก็ยังทำทางขึ้นให้เขาไม่ครบเลย ดิฉันคงจะไม่ให้ลูกชายของดิฉันต้องมาลำบากลำบนเรียนที่นี่อีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ"

แม้ว่าจะมีเรื่องที่น่าตกใจสำหรับผม แต่ผมก็ยอมรับว่าสิ่งที่แม่กัปตันพูดตรงใจผมมาก ผมเคยดอดมาพบท่านอธิการบดีและคุยกับท่านเรื่องนี้แล้วครั้งหนึ่ง แต่ท่านกลับไม่เห็นความสำคัญเลย ผมเห็นด้วยอย่างที่สุด ในเมื่อกัปตันจ่ายเงินเท่ากับคนอื่นๆ เขาก็ควรจะได้บริการจากที่นี่เท่ากับคนอื่นด้วย แต่นี่อะไร แค่จะขึ้นอาคารเรียนด้วยตัวเองยังไม่มีทางให้ขึ้น ทำให้ผมต้องคอยพะวักพะวนหลายครั้งเวลาที่ไม่มาเรียน เพราะกลัวไม่มีคนช่วยกัปตัน

ผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้ยินแม่ของกัปตันพูดคงอึ้ง ดูจากสีหน้าแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แม้กระทั่งท่านอธิการบดีเอง ท่านคงจำได้ว่าเคยคุยเรื่องนี้กับผมแล้ว เมื่อท่านไม่เชื่อสิ่งที่ผมบอก ท่านก็เลยต้องมาเจอสิ่งนี้เข้าให้ด้วยตัวเอง คราวนี้ถึงกับพูดไม่ออกเลย

บรรยากาศในห้องประชุมดูตึงเครียดมากขึ้น นอกจากจะมีคนเข้ามาเพิ่มแล้ว ปัญหาที่มีก็เพิ่มขึ้นด้วย ต้องยอมรับว่าการที่มหาลัยไม่จัดฟาซิลิตี้ให้คนพิการใช้ได้ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้พี่สาคิดว่ากัปตันเป็นภาระด้วย เพราะทุกครั้งที่กัปตันมาซ้อม เขาต้องขอให้เพื่อนๆ ช่วยพาไปห้องน้ำหรือยกขึ้นลงเวทีเสมอ

"กัปตัน กลับบ้านกับแม่ ไม่ต้องประกวดอะไรทั้งนั้น แล้วต่อไป…ไม่ต้องทำกิจกรรมอะไรพวกนี้อีกแล้วนะ บอกตรงๆ ว่าแม่ไม่ไว้ใจคนที่นี่แล้ว"

แม่ของกัปตันหันมาบอกลูกชายด้วยเสียงเข้ม สีหน้าของกัปตันดูไม่ค่อยดีนัก ผมพอดูออกว่าเขากลัวแม่พอสมควร ยิ่งเจอแม่บุกเข้ามาแบบนี้ แปลว่าแม่ต้องเอาจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะยอมง่ายๆ

"ไปเหอะ ไปคุยกับแม่มึงก่อน เดี๋ยวกูรอที่คอนโด" ผมกระซิบบอกคนที่นั่งข้างๆ

สีหน้าของกัปตันดูเป็นกังวลมากทีเดียว กระนั้นเขาก็พยักหน้าตกลงช้าๆ ที่จริงคงไม่มีทางเลือกมากกว่า เมื่อแม่พูดแล้ว กัปตันคงเถียงไม่ได้

"เดี๋ยวตอนเย็นกูมานะเว้ย" กัปตันบอกเบาๆ

"เออ เดี๋ยวกูจะรอ" ผมบอก

แม่ของกัปตันเดินออกไปจากห้อง กัปตันจึงต้องรีบเข็นรถตามแม่ไป ทิ้งความสับสน มึนงงและกังวลใจไว้ให้คนที่อยู่ในห้อง

"เธอเห็นหรือยังสา" พี่ซินดี้หันไปต่อว่ารุ่นน้องที่ยังคงนั่งร้องไห้ ที่จริงคงอยากจะต่อว่ามากกว่านี้ แต่อะไรหลายอย่างไม่เอื้ออำนวย จึงได้แต่ถอนหายใจและส่ายหน้าไปมา

ผมว่าพี่สาคงไม่ถูกลงโทษแค่ทำทัณฑ์บนแน่ๆ อาจจะถึงขั้นให้พักการเรียนด้วยซ้ำ ก็น่าเห็นใจเธอเหมือนกัน เพราะเธอเรียนปีสุดท้ายแล้ว แทนที่จะได้จบไวก็ต้องมาเสียเวลา แต่จะว่าไปมันก็สาสมสำหรับเธอแล้ว จะห่วงก็แต่ปาร์ตี้เท่านั้น ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เลยต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย ผมได้แต่หวังว่าโทษของเขาคงไม่หนักมาก

หลังสองแม่ลูกออกไปจากห้อง การประชุมก็จบลงไปโดยปริยาย ต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง ส่วนผมก็ว่าจะกลับบ้านแวะไปหาพ่อซะหน่อย ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้ไปหาพ่อเลย ไหนๆ ไปแล้วก็ว่าจะกินข้าวเย็นกับพ่อสักมื้อ จากนั้นค่อยกลับมาที่คอนโด รอกัปตันกลับมา

ขณะที่ผมกับเพื่อนอีกสามคนกำลังเดินลงบันไดอาคารสำนักงานอธิการ พี่โดมก็วิ่งกระหืดกระหอบมาพอดี พอเห็นผม พี่โดมก็รีบเข้ามาถาม

"กัปตันล่ะอะตอม"

"กลับบ้านกับแม่ไปแล้วครับพี่ เมื่อกี้นี้เอง"

"จริงเหรอ" พี่โดมทำหน้ากังวล แต่ก็ไม่แสดงทีท่าว่าจะตามไป คงอยากให้คนในครอบครัวเขาคุยกันเองมากกว่า

"สงสัยกัปตันจะได้ไปเรียนที่อื่นแล้วล่ะพี่ เมื่อกี้...น้าเขาบอกว่าจะไม่ให้กัปตันเรียนที่นี่แล้ว" แบงค์พูด

"ก็คงงั้น" พี่โดมพึมพำ ผมเดาว่าพี่โดมน่าจะพอรู้เรื่องนี้บ้าง

"ตกลง…น้าเล็กไม่ให้กัปตันประกวดใช่ไหม" พี่โดมหันมาถามผม

"ครับพี่ ตอนแรก…พวกเราก็ตั้งใจจะให้กัปตันประกวดต่อนั่นแหละ แต่ตอนนี้…ผมว่าน่าจะยากแล้วล่ะ" ผมบอกด้วยสีหน้ากังวล

"พี่รู้" พี่โดมถอนหายใจ ก่อนทำหน้าครุ่นคิด มองหน้าผมเหมือนมีคำถาม ในที่สุดก็ตัดสินใจถามจนได้ "ถ้ากัปตันไปเรียนเมืองนอกกับน้องชาย อะตอมจะว่ายังไง"

ก่อนตอบ ผมหันไปมองหน้าเพื่อนๆ ซึ่งมองผมด้วยสายตาเห็นใจ ตอนนี้ทุกคนคงรู้หมดแล้วว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน แต่ก็น่าเสียดาย เพิ่งตกลงคบกันแท้ๆ แต่อีกไม่นานก็จะต้องมาจากกันไป ผมไม่เคยคิดเลยว่าเราจะต้องจากกันเร็วขนาดนี้ คิดแล้วก็น่าใจหาย

"แล้วผมจะว่าอะไรได้ล่ะพี่"

:::CAPTAIN:::

"เทอมหน้า" แม่หยุดเว้นจังหวะ ท่าทางครุ่นคิดเหมือนกำลังตัดสินใจอย่างหนัก ไม่นานก็ถอนหายใจยาว "แม่จะให้กัปตันไปเรียนที่อเมริกากับลมหนุนนะลูก"

แม้ว่าผมจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินกับหู ผมก็อดที่จะตกใจไม่ได้ พอหันไปทางป๊า ผมก็เห็นป๊านิ่ง เวลาเกิดเรื่องนี้ทีไร ส่วนมากป๊ามักจะไม่กล้าขัด เพราะรู้ว่าแม่ผมมีปมในอดีตบางอย่าง พูดไม่ระวังอาจจะไปสะกิดแผลเก่าได้

"แม่ตัดสินใจแล้ว อยู่ไกลแม่อาจจะห่วงลูก แม่เป็นห่วงกัปตันแค่ไหนกัปตันก็คงรู้ แต่แม่...ไม่ยอมให้กัปตันมาเรียนกับคนที่เขาทำกับลูกของแม่แบบนี้หรอก แม่ทำใจไม่ได้"

แม่ร้องไห้อีกจนได้ ผมกับป๊าได้แต่มองหน้ากัน ผมรู้ว่าป๊าเข้าใจผม ป๊าต้องการให้ผมดูแลตัวเองได้ วันไหนที่ป๊ากับแม่ไม่อยู่แล้วจะได้หมดห่วง ป๊าจึงสอนให้ผมดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่หลายๆ อย่างก็ยังติดที่แม่ ที่จริงหลังๆ มานี้แม่ก็เลิกจ้ำจี้จ้ำไชกับผมไปพอสมควร แต่เหตุการณ์นี้คงทำให้แม่ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

"แม่…ผมไม่เป็นไรแล้ว เพื่อนๆ ทุกคนก็อยู่ข้างผม อะตอมเขาก็ช่วยดูแลผม ก็มีแค่พี่เขาคนเดียวนั่นแหละที่เป็นแบบนั้น ตอนนี้…ผมก็ว่าเขาสำนึกผิดแล้วนะแม่" ใจจริงผมอยากจะบอกแม่ไปด้วยว่าไม่ต้องห่วงผม แต่คิดไปคิดมาก็เลือกที่จะยั้งปากไว้

"แล้วถ้ากัปตันเจออีกล่ะลูก ไม่รู้ล่ะ แม่ไม่ไว้ใจใครแล้ว ยังไงแม่ก็จะไม่ให้กัปตันเรียนที่นี่อีก" แม่ยืนยันทั้งน้ำตา

"ผมไม่อยากไปน่ะแม่" ผมตัดสินใจพูดสิ่งที่คิด ปกติผมจะไม่ค่อยกล้าขัดคำสั่งแม่หรอก แต่ครั้งนี้มีบางอย่างทำให้ผมต้องทำแบบนี้

"ทำไมล่ะลูก จะอยู่ให้เขาทำร้ายต่อไปทำไม กัปตันก็รู้ว่าคนในประเทศนี้เป็นยังไง ส่วนมากเขาก็คิดแบบนี้กันทั้งนั้น พี่โดมเล่าให้แม่ฟังว่า…กัปตันขึ้นตึกเรียนเองไม่ได้ ถ้าวันไหนอะตอมไม่อยู่ กัปตันก็ต้องรอเพื่อนมาช่วย บางทีเพื่อนก็เกี่ยงกัน แล้วแม่ก็รู้ด้วยว่าอะตอมเขาเคยไปคุยกับอธิการเรื่องทำทางลาดเพิ่มแล้ว แต่เขาก็ไม่สนใจ แล้วกัปตันจะทนเรียนที่นี่ให้มันลำบากทำไมล่ะลูก พวกเขาไม่เคยมองเห็นค่าของกัปตันเลย แม่ทนไม่ได้หรอกลูกที่เห็นเขาทำกับลูกแม่แบบนี้ แม่มีปัญญาหาที่ที่ดีกว่านี้ให้กัปตันเรียนได้ ไม่ต้องรงต้องเรียนมันแล้วที่นี่ ไปเรียนกับน้องนะลูก ลมหนุนเขาจะช่วยดูแลพี่ชายของเขาเอง"

ดูเหมือนจะยิ่งไปกันใหญ่ ผมกับป๊ายิ่งต้องระวังมากขึ้น เพราะแม่อาจจะหวนรำลึกความผิดพลาดของตัวเองในอดีต คราวนี้จะยิ่งดราม่าไปกันใหญ่ เราจึงได้แต่นั่งมองหน้ากันและคิดในใจว่าจะเอายังไงดี

"กัปตัน…แม่ขอโทษนะลูก เพราะแม่เองแท้ๆ กัปตันถึงต้องมีชีวิตแบบนี้ เพราะแม่คนเดียว ถ้าแม่ไม่สะเพร่า กัปตันก็คงไม่เป็นแบบนี้ ไม่ต้องมาถูกใครเขารังแกเหยียดหยามแบบนี้ แม่ขอโทษนะลูก"

แม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาจนได้ จากนั้นก็ร้องไห้โฮจนป๊าต้องเข้าไปกอดปลอบใจ หลายปีมานี้แม่เลิกตัดพ้อต่อว่าตัวเองไปบ้างแล้ว แต่เหตุการณ์ในคลิปทำให้ความรู้สึกนั้นกำเริบขึ้นมาอีกจนได้

"แม่…เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว แม่เลิกโทษตัวเองเถอะนะแม่ ป๊าก็มีส่วนผิดเหมือนกัน แม่ไม่ได้ผิดคนเดียวหรอก อีกอย่าง…พวกเราทุกคนก็ให้ความรัก ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับกัปตันมาตลอด เราไม่เคยดูแลเขาหรือรักเขาน้อยกว่าใครเลยนะแม่ ลูกเขารู้ เขาไม่เคยโทษแม่หรอก ไม่มีใครโทษแม่สักคน" ป๊าพยายามปลอบใจ แต่แม่ก็ยังคงร้องไห้หนักอยู่ดี

"ป๊า…แม่สงสารลูกน่ะป๊า แม่จะทำยังไงดี แม่ไม่อยากให้ใครทำร้ายลูกแบบนี้เลยน่ะป๊า"

ได้ยินแม่พูดแบบนี้แล้ว ผมก็อดที่จะร้องไห้ไปด้วยไม่ได้ จึงเข็นรถไปหาแม่ที่โซฟา แม่คงรู้ว่าผมมาหา จึงเปลี่ยนมากอดผมแทน

"แม่ขอโทษนะลูก"

"ไม่เป็นไรครับแม่ ผมรักแม่นะครับ"

เราสองแม่ลูกกอดกันแน่น ต่างคนก็ต่างร้องไห้ จนกระทั่งต่างคนต่างค่อยๆ สงบกันไปเอง ไม่มีใครพูดถึงเรื่องจะให้ผมไปเรียนเมืองนอกอีกแล้ว ป๊าพาแม่ขึ้นไปนอน เพราะแม่เสียใจมากจนไม่อยู่ในสภาพจะพูดคุยอะไรได้ แม่เป็นแบบนี้ทุกครั้งเมื่อหวนนึกถึงเรื่องเก่าๆ ทางที่ดีให้แม่สงบสติอารมณ์ก่อนดีกว่า จากนั้นค่อยมาพูดคุยกันทีหลัง

ผมอยู่กินข้าวเย็นกับป๊าสองคนหลังจากนั้น กินเสร็จก็ขอตัวกลับคอนโดทันที ระหว่างทางก็โทรไปคุยกับพี่โดม ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านให้พี่โดมฟัง รวมทั้งแอบถามเรื่องบางอย่างที่ผมอยากรู้เกี่ยวกับอะตอมด้วย

เกือบๆ สี่ทุ่มผมก็มาถึงคอนโด ป่านนี้ที่งานประกวดคิวท์บอยคงจะรู้ผลกันหมดแล้วว่าใครได้ตำแหน่งอะไร แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับผมหรอก ผมแค่เสียดายที่สุดท้ายก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับเพื่อนๆ มากกว่า ผมคงต้องทำให้อะไรสักอย่างตอบแทนพี่ซินดี้กับเพื่อนๆ บ้างแล้ว เพราะทุกคนให้โอกาสและตั้งใจกับผมมาก

เมื่อขึ้นมาถึงห้อง ผมก็กดกริ่งเรียกเผื่อว่าอะตอมจะกลับมาแล้ว ไม่กี่อึดใจประตูก็เปิดออก ชายหนุ่มร่างสูงชะลูดยิ้มเผล่ต้อนรับ ช่วยให้จิตใจที่ไม่ปกติของผมดีขึ้นมาได้บ้าง

"มาถึงนานแล้วเหรอ" ผมถามเพราะรู้ว่าอะตอมเพิ่งแวะไปหาพ่อมา

"อืม ก่อนมึงมาถึงครึ่งชั่วโมง" อะตอมเดินนำผมเข้ามาในห้อง เขาใส่แค่บอกเซอร์ตัวเก่าๆ ตัวเดียว เปลือยท่อนบนอวดหุ่นแข็งแรงอย่างนายแบบ

"แล้วพ่อมึงเป็นไงบ้าง"

"ก็ดี" อะตอมพูดเหมือนไม่สนใจอะไรนัก

"ดียังไงวะ" ผมอดสงสัยไม่ได้

อะตอมนั่งลงบนโซฟา สายตาจับจ้องไปที่จอทีวีที่เปิดทิ้งไว้

"กูรำคาญเมียใหม่เขาว่ะ เรื่องเยอะชิบเป๋ง ก็เลยรีบกลับ" อะตอมบ่น ก่อนหยิบรีโมทมาเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อย แต่ก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะอยากดูอะไรเป็นพิเศษ

ผมขำเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางเซ็งๆ ของอะตอม จากนั้นก็เข็นรถไปจ่อที่โซฟาและพาตัวขึ้นไปนั่งข้างๆ คนหน้าบึ้งๆ

"ยังไงวะ"

"ขี้เกียจเล่าว่ะ ช่างมันเหอะ ว่าแต่มึงเป็นไงมั่ง" อะตอมละสายตาจากจอทีวีมาหาผม

"ไม่รู้ว่ะ" ผมยิ้มแห้งๆ สักพักก็ถอนหายใจสั้นๆ แรงๆ "ถ้าเกิดว่า…กูต้องไปเรียนเมืองนอกจริงๆ มึงจะว่ายังไงวะ"

อะตอมดูไม่ตกใจกับคำถามของผมมากนัก แต่ก็พอสังเกตได้ว่าสีหน้าของเขาดูหม่นเศร้าลงเล็กน้อย "มึงก็ไปเหอะ เรียนเมกาก็ดีนะเว้ย ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสแบบมึง ใครๆ เขาก็อยากไปเรียนเมืองนอกกันทั้งนั้นแหละ โพรไฟล์ดีกว่า โอกาสทำงานก็เยอะกว่า มันดีสำหรับมึงมากๆ เลยนะเว้ยกัปตัน"

นี่ไม่ใช่คำตอบที่ผมคาดคิดมาก่อน ไม่คิดว่าอะตอมจะตอบผมมาแบบนี้ด้วยซ้ำ ผมจึงอดทึ่งไม่ได้

หลังจากได้ยินแม่พูดเรื่องหนึ่งเมื่อเย็นนี้ ก่อนมาผมก็เลยโทรถามพี่โดมเพิ่มเติม จึงได้ความว่าอะตอมไปคุยกับอธิการบดีเรื่องทำทางลาดเพิ่มในตึกเรียนให้ผมมาแล้ว แถมตอนนี้ยังพยายามจะสร้างชมรมยูดีขึ้นมาอีก พี่โดมและเพื่อนๆ ผมหลายคนก็ไปสมัครเป็นสมาชิกไว้แล้ว แต่ไม่มีใครบอกผมสักคน ที่น่าทึ่งไปกว่านั้น อะตอมตั้งกองทุนขึ้นมาด้วย เอาเงินของตัวเองนั่นแหละเป็นเงินตั้งต้น เงินที่ได้จากค่าถ่ายแบบบางส่วนก็เอามาใส่ไว้ด้วย เพราะเขาตั้งใจจะหาเงินหนึ่งล้านมาทำทางลาดให้ผม

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีใครสักคนกล้าทำอะไรแบบนี้ให้ผมถึงขนาดนี้

"มึงคิดอย่างงั้นเหรอ" ผมถามย้ำ

อะตอมพยักหน้า "เออ ถ้ากูเป็นมึง กูก็ไปนะเว้ย แต่ที่กูไม่ไปเพราะกูไม่มีปัญญาไปแค่นั้นแหละ" อะตอมพูดติดตลกตอนท้าย

ผมเขยิบตัวเข้ามาใกล้ จ้องหน้าอะตอมนิ่ง พลางก็นึกถึงเรื่องที่คุยกันที่อัฒจันทร์สนามกีฬาเมื่อช่วงบ่าย แน่นอนว่าเมื่อผมได้รู้เรื่องดีๆ ที่ผู้ชายคนหนึ่งพยายามทำให้ผม ผมคงจะไม่ลังเลที่จะมอบบางอย่างให้กับเขาหรอก ถ้าสิ่งที่ผมมีทำให้เขามีความสุขได้ ผมก็พร้อมที่จะให้

"มึงจำเรื่องที่เราคุยกันที่สนามกีฬาได้ไหม" ผมถามด้วยท่าทางเขินๆ

"เรื่องอะไรวะ" อะตอมทำหน้างงๆ จากนั้นก็ร้องอ๋อ "เออใช่ กูกับมึงตกลงเป็นแฟนกันแล้วนี่หว่า"

"เชี่ย มึงลืมเหรอวะ" ผมเผลอสบถ แต่ก็ไม่จริงจังนัก

อะตอมหัวเราะแหะๆ สีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย

"โห ลืมแฟนกันได้นะคนเรา เป็นแบบนี้ เดี๋ยวกูลืมมั่งดีกว่า" ผมแกล้งขู่

"โอ๋ ขอโทษๆ " อะตอมรีบเอามือมาลูบหัวผมเบาๆ "วันนี้มันเรื่องเยอะไง มีอะไรต้องคิดเยอะแยะไปหมด ก็เลยลืม อย่าโกรธกูนะ"

อะตอมอ้อนด้วยการกะพริบตาปริบๆ ให้ดูน่าสงสาร

"เออ ไม่โกรธหรอก มีแฟนน่ารักแบบนี้ ใครจะโกรธลงวะ" ผมก้มหน้าหลบอายๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะพูดแบบนี้กับผู้ชายที่ไหนได้

ดวงตาสุกใสของอะตอมลุกวาวๆ ตามันโตเท่าไข่ห่านเลยก็ว่าได้ "น่ารักแล้วรักไหมล่ะ"

"เชี่ยนี่ ก็กูตกลงเป็นแฟนมึงแล้วไง ยังจะมาถามอีก" ผมว่า

"เออ จริงด้วยว่ะ" อะตอมหัวเราะเขินๆ พลางเอามือเกาท้ายทอยไปด้วย

"จะไหวไหมเนี่ย เป็นแฟนด้วยไม่ทันข้ามวัน เสือกจะลืมกันซะแล้ว"

"กูไม่ชินนี่หว่า" อะตอมแก้ตัว จากนั้นก็ยิ้มกรุ้มกริ่ม "เอ…ในเมื่อมึงกับกูเป็นแฟนกันแล้ว แสดงว่ากูกับมึงก็…"

"อยากทำอะไรก็ทำ" ผมทำหน้าเหมือนไม่รู้ไม่ชี้

"แล้วมึงรู้แล้วเหรอว่ากูอยากทำอะไร" อะตอมยิ้มจนตาหวานเยิ้ม

ผมซุกตัวเข้าหาอะตอมและซบหน้าลงบนไหล่แทนคำตอบ อะตอมกอดผมไว้หลวมๆ อย่างรักใคร่

"เขินแล้วน่ารักนะมึง"

พอถูกชม ผมก็ยิ่งซุกตัวแน่นขึ้น มือที่ปล่อยว่างๆ ก็เปลี่ยนมากอดอะตอมไว้

"อยากทำเมื่อไหร่ก็บอกนะเว้ย" ผมบอกเสียงอู้อี้

อะตอมขำเบาๆ ก่อนจะเอามือดันไหล่ผมออก เห็นสายตาของมันแล้วผมก็ยังเขิน จึงต้องก้มหลบบ้างเป็นบางครั้ง

"เรื่องแบบนี้ ใครเขาพูดตรงๆ กันวะ มันต้องมีศิลปะกันหน่อย"

"ศิลปะอะไรของมึงวะ กูไม่เคยนี่หว่า แล้วมึงจะให้กูทำยังไง"

"ก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่ใกล้ๆ กันแบบนี้แหละ พออารมณ์ได้ เดี๋ยวมันก็พาไปเอง ไม่ต้องพูดก็ได้"

"แล้วตอนนี้อารมณ์มันได้หรือยังล่ะ" ผมอยากรู้

อะตอมหัวเราะอีก ผมจึงประท้วง "อย่าหัวเราะดิวะ คนยิ่งเสียเซลฟ์อยู่นะเว้ย"

คราวนี้อะตอมจึงหยุดหัวเราะ สีหน้าของมันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจริงจัง คาดว่าคงมีบางอย่างที่สำคัญ

"จริงๆ กูก็อยากทำนะเว้ย แต่พอวันนี้กูเห็นว่าแม่ของมึงเขารักมึงมากแค่ไหน กูบอกตรงๆ ว่ากูไม่กล้าว่ะ ถ้าเกิดว่าเขารู้ว่ากูกับมึงมีอะไรกัน เขาจะว่ากูเหมือนที่เขาว่าพี่สาหรือเปล่าวะ กูจนนะเว้ย ใครๆ เขาก็ต้องคิดว่ากูหวังจะมาปอกลอกมึงทั้งนั้นแหละ"

"เออ กูรู้ว่ามึงยังมีเงินไม่เยอะ แต่ถ้าวันหนึ่งมึงเรียนจบ มึงก็หาเงินเยอะๆ ได้นะเว้ย อีกอย่าง...มึงจนเงินก็จริง แต่มึงไม่จนหัวใจ ไม่งั้น…มึงคงไม่คิดจะหาเงินล้านหนึ่งมาทำทางลาดให้กูหรอก จริงไหม"

อะตอมทำหน้าทึ่งๆ เมื่อรู้ว่าผมรู้เรื่องนี้ แต่มันก็ไม่พูดอะไร

"เอาเป็นว่า…กูพร้อมแล้ว พูดตรงๆ แบบนี้แหละ ถ้ามึงพร้อมเมื่อไหร่…ก็บอกกูละกัน" ขณะที่พูด ผมก็ไม่หลบสายตาไปไหน เพราะต้องการให้อะตอมรู้ว่าผมจริงใจกับสิ่งที่พูดมากแค่ไหน

แววตาของอะตอมดูซาบซึ้ง ที่จริงความรู้สึกของเราสองคนตอนนี้ก็พอๆ กันนั่นแหละ ต่างคนต่างซึ้งใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้

"กูรักมึงนะอะตอม" เมื่อความรู้สึกมันได้ที่ ผมก็พูดคำคำนี้ออกไปโดยอัตโนมัติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น มาจากความรู้สึกที่แท้จริงของผมล้วนๆ

จู่ๆ ร่างสูงก็ลุกขึ้นยืน ผมเงยหน้าและไล่มองไปตามหุ่นสูงชะลูดอย่างงงๆ จะว่าไปอะตอมก็หุ่นดีมาก ผมชอบขายาวเรียวแต่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงเป็นพิเศษ ร่างสมชายแบบนี้สาวๆ ที่ไหนก็ถวิลหา ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมอบสิ่งนี้ให้ผมแทนสาวๆ ทั้งหลายที่มาติดพัน

อะตอมโน้มตัวลงมาพยุงผมลุกขึ้นยืน เพียงแค่สบตากันไม่นาน ผู้ชายที่แสนดีของผมก็ประกบปากลงมา ริมฝีปากของเราทักทายกันเบาๆ ด้วยการดูดดึงและลิ้มเลียตามขอบปากให้พอเสียวๆ

ไม่นานจูบของเราก็หนักหน่วงขึ้น แรงบดบี้ทำเอาผมเสียวสะท้านจนอ่อนระทวยไปทั้งร่าง รู้สึกเหมือนตัวเองจะทรุดลงไปกองที่พื้นได้ทุกเมื่อ ดีที่ได้แรงกอดพยุงจากอะตอมช่วยไว้ ไม่งั้นคงหล่นไปกองที่พื้นจริงๆ

จูบนี้อบอุ่นเหลือเกิน ผมปล่อยตัวปล่อยใจไปตามแรงปรารถนาที่ลุกโชนอย่างเต็มที่ แค่ได้ยินเสียงหอบหายใจของผมก็คงจะรู้ว่าผมรู้สึกกับจูบนี้มากแค่ไหน ที่ผ่านมาผมอาจจะกังวลและแอบต่อต้านลึกๆ แต่ครั้งนี้ ความรู้สึกเหล่านั้นหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

แก่นกายของเราเบียดกันไปมาจนแข็งตึงแน่นอยู่ภายในร่มผ้า ถ้าแข็งไปกว่านี้คงจะทะลุเนื้อผ้าออกมาจนได้ หลังจากที่ผ่านเรื่องน่าปวดหัวมาทั้งวันแล้ว คืนนี้เราสองคนคงจะได้ปลดปล่อยเพื่อให้ความสุขแก่กันตามประสาคนรัก เอ...แต่จะว่าไปผมก็ตื่นเต้นเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย

อะตอมหยุดจูบแล้วอุ้มผมลงนอนบนโซฟา เขาตามมาทาบทับตัวผมไว้ทันที สายตาของเขาจับจ้องมองริมฝีปากของผมที่ถูกจูบจนแดงห้อด้วยความหลงใหล อีกไม่นานก็คงจะทำให้แดงยิ่งกว่านี้

"กูรักมึงนะกัปตัน"

สิ้นคำพูด อะตอมก็ระดมจูบผมอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเมื่อกี้ซะอีก แถมมือของมันก็ยังไม่อยู่สุข คอยลูบไล้ไปทั่ว เล่นซุกซนจับนั่นจับนี่ ผมก็เลยไม่ยอมแพ้ ซุกซนแข่งกับมันบ้าง แต่พอผมจับแก่นกายที่แข็งปานหินของมันและขยำขึ้นๆ ลงๆ สักพัก อะตอมก็หยุดจูบผมและร้องครางด้วยความเสียว

"อาห์..."

สายตาของอะตอมมองผมเหมือนราชสีห์เห็นเหยื่ออันโอชะ เขาพร้อมขย้ำเหยื่อกินให้สมความหิวโหยได้ทุกเมื่อ ผมก็เต็มใจจะให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อจู่ๆ อะตอมก็จับมือซุกซนของผมไว้ ไม่นานก็ดึงออกไปจากตรงนั้นอย่างช้าๆ

"กูยังทำไม่ได้ว่ะกัปตัน เมื่อกี้…หน้าแม่มึงลอยมาเต็มๆ เลยว่ะ"

แป่ว!

เฮ้อ...

ผมเผลอถอนหายใจด้วยความเสียดายโดยไม่รู้ตัว จะมีอะไรที่น่าเซ็งกว่านี้อีกไหมเนี่ย

แต่เมื่อคิดๆ ดูแล้วผมก็เข้าใจสิ่งที่อะตอมคิด อะตอมรู้ว่าแม่หวงผมมาก ถ้าเกิดแม่รู้ว่าผมกับอะตอมทำอะไรกันแบบนี้ แม่คงไม่พอใจแน่ๆ เผลอๆ อาจจะให้เลิกคบกันด้วยซ้ำ

ก็สมควรที่อะตอมจะกังวลอยู่หรอก เพราะถ้าถลำไปแล้วจะเอากลับมาไม่ได้ ที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือ อะตอมจะไม่มีวันเข้าหาแม่ผมได้อีกเลยทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นเขาคงต้องทำตัวดีๆ และหักห้ามใจพอสมควร

"กูไม่สบายใจว่ะกัปตัน" อะตอมยอมรับตามตรง สิ่งที่มันพูดตรงกับสิ่งที่ผมคิดพอดี

"แล้วเราจะทำไงกันดีวะ" ผมครุ่นคิด อะตอมก็พยายามคิดหาทางออกไปด้วย ครู่หนึ่งก็เปรยขึ้นมา

"ก็มีทางเดียวนั่นแหละ"

"ทำไงวะ"

"เวลาที่เหลืออยู่ กูก็ต้องทำให้แม่มึงยอมรับกูในฐานะที่เป็นแฟนมึงให้ได้สิวะ แม่มึงหวงลูกชายขนาดนี้ ถ้ากูทำไม่ถูก เขาเอากูตาย อีกอย่าง...กูไม่อยากเสียมึงไปเพราะเรื่องนี้ มึงเข้าใจกูนะเว้ยกัปตัน"

"เออ" ผมรับคำแล้วก็ค่อยๆ ยิ้ม นึกขำมันเหมือนกัน

"แต่ถึงกูจะยังไม่ทำอะไรมึง มึงก็เป็นแฟนกูนะเว้ย แล้วกูก็รักมึงด้วย อย่าน้อยใจนะเว้ย" อะตอมพยายามปลอบใจผม

"น่ารักอ้ะ" ผมพูดพลางเอามือบีบแก้มอะตอมเล่นเบาๆ

"ก็น่ารักเฉพาะกับคนที่กูอยากให้เขารักกูเท่านั้นแหละ"

ผมอดขำเบาๆ ไม่ได้ แม้อารมณ์ปั่นป่วนเมื่อกี้จะหายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลืออารมณ์รักและเอ็นดู

"มึงไม่ต้องห่วงหรอก แม่กูน่ะ…ถ้ากูรักใครเขาก็รักด้วยเว้ย"

อะตอมพยักหน้าเข้าใจ แววตาดูมีความหวังมากขึ้น "งั้น…ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ กูไปบ้านมึงบ่อยๆ ดีไหม"

เมื่อเห็นผมทำสายตามีคำถาม อะตอมก็รีบเฉลย

"อ้าว ก็ไปเอาใจว่าที่แม่ยายของกูไง"

เราสองคนขำพร้อมๆ กัน แม้จะดูเหมือนอารมณ์ดี แต่ลึกๆ เราก็กลัวการจากกันไม่น้อยเลย

ถ้านับจากวันนี้ไป เราสองคนเหลือเวลาพิสูจน์รักให้ป๊ากับแม่เห็นเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ผมยังไม่กล้านึกหรอกว่ามันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าความรักของเรามาจากความปรารถนาของหัวใจที่แท้จริง มันก็น่าจะมีหนทางให้พิสูจน์จนได้นั่นแหละ

"กูจะทำให้ได้นะเว้ย เพราะกูอยาก…" อะตอมยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย

"เออ กูเชื่อว่ามึงทำได้ กูจะช่วยมึงเต็มที่เลย เพราะกูก็อยาก…"

ผมยักคิ้วและยิ้มกรุ้มกริ่มใส่อะตอมบ้าง ตอนนี้ไม่รู้ว่าความอายหายไปไหนหมด สงสัยจะอยากจนหน้ามืดตามัวไปแล้วก็ได้ จะไม่ให้ผมรู้สึกแบบนี้ได้ยังไงล่ะ เพราะเมื่อกี้อะตอมทำผมอารมณ์ค้างเต็มๆ เลย

อะตอมนะอะตอม ช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มแบบนี้ยังมานึกถึงหน้าแม่ผมซะได้!

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น