เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 21 : ♿ แฟนผมเป็นมนุษย์ล้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ก.ค. 63

:::CAPTAIN:::

เมื่อหาที่ร่มๆ เหมาะๆ ได้แล้ว ผมก็ค่อยๆ ย่อตัวลงให้คนที่ขี่หลังผมมาลงนั่ง จนกระทั่งมั่นใจว่าเขานั่งบนพื้นอัฒจันทร์ปลอดภัยดีแล้ว ผมก็นั่งลงบ้าง ก่อนส่งแววตาเป็นห่วงไปให้คนเศร้า ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย แต่กัปตันคงเจอมาหลายครั้งแล้ว ไม่อยากคิดเลยว่าชีวิตแบบนี้จะเจ็บปวดสักแค่ไหน แม้ไม่ได้เจอทุกวัน แต่ทุกครั้งที่เจอคงเจ็บไปนานและฝังใจ

"เป็นเพื่อนกับกู…มึงก็ลำบากหน่อยนะเว้ย ไหนจะต้องคอยช่วยเรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่กูเสือกทำไม่ได้ ไหนจะต้องมาเจอแต่เรื่องบ้าๆ แบบนี้อีก" กัปตันพูดเหมือนตัดพ้อและน้อยใจ เขาอาจจะเห็นใจที่ผมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมหรอก

ผมทั้งรู้สึกสงสารและสะท้อนใจระคนกัน ปกติกัปตันเป็นคนอดทนมาก ผมไม่เคยเห็นเขาบ่นน้อยใจในโชคชะตาเลยจนกระทั่งวันนี้ แสดงว่าคงถูกกระทำจนทนไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เท่านั้น แต่เขาเจอปัญหาจุกๆ จิกๆ เล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการเข้าห้องน้ำหรือขึ้นอาคารเรียน แม้จะเล็กน้อยแต่ก็บั่นทอนจิตใจได้เรื่อยๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อกี้ขึ้น กัปตันก็คงอดเก็บเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มาคิดผสมรวมกันไม่ได้

กัปตันมองเหม่อไกลออกไปที่ไหนสักแห่ง แววตาของเขายังคงดูเศร้า ตาก็ยังแดงๆ เพราะเมื่อกี้เพิ่งร้องไห้ ผมจึงพาเขามานั่งที่อัฒจันทร์สนามกีฬาในมหาลัย บ่ายๆ แดดแรงๆ แบบนี้คงไม่มีใครมาที่นี่หรอก เราสองคนจะได้คุยกันโดยไม่ต้องมีใครรบกวน

"กูเต็มใจเว้ย มึงไม่ต้องคิดมากหรอก อีกอย่างนะเว้ย มึงก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าก็มีแต่พี่สานั่นแหละที่ทำตัวแย่ๆ แบบนั้น ทุกคนเขาเห็นใจมึงนะเว้ย ไม่มีใครคิดว่ามึงเป็นปัญหาหรอก เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าที่นี่ต้องปรับปรุงเยอะถ้าจะให้คนแบบมึงมาเรียน แต่ตอนนี้มันยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไง ก็ต้องช่วยกันไปก่อน แต่ทุกคนเขาก็เต็มใจนะเว้ย" ผมพยายามปลอบใจและให้กำลังใจ

"คนส่วนน้อยอย่างกู ใครเขาจะทำอะไรให้วะ กูก็เคยมีความหวังแบบที่มึงพูดนั่นแหละ แต่สุดท้าย…สิ่งที่กูเจอ…กูก็กลายเป็นตัวปัญหาอยู่ดี ใครๆ เขาก็คิดว่ากูเป็นตัวปัญหาทั้งนั้น ถึงไม่พูด แต่เขาก็คิด มึงคิดดูดิ แค่ไปห้องน้ำ…กูยังไม่มีปัญญาไปเองเลย กูต้องรอมึง รอคนอื่นมาช่วย เป็นตัวปัญหาไหมล่ะ" กัปตันพูดด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แม้จะพยายามควบคุมอารมณ์ แต่ตอนนี้คงทำได้ไม่มาก

"กัปตัน…" ผมครางเสียเครือ น้ำตาคลอเบ้า แต่พอจะนึกหาคำพูดมาปลอบใจอีกก็นึกไม่ออก จึงตบมือลงไปบนต้นขาของกัปตันเบาๆ สองสามครั้ง

ผมปล่อยให้ทุกอย่างเงียบ ทิ้งเวลาสักพักเพื่อให้อารมณ์ของกัปตันเย็นลง เพราะถ้าพูดเรื่องนี้ต่อ กัปตันคงตัดพ้อไม่จบ ไม่ว่าผมจะอธิบายหรือปลอบยังไงก็ไม่น่าจะเป็นผล คนกำลังเฮิร์ท ยิ่งพูดก็จะยิ่งเฮิร์ทกว่าเดิม

หลังปล่อยอารมณ์ให้เย็นลงได้พักใหญ่ๆ กัปตันก็หันมาขอร้องผมเรื่องหนึ่ง "มึงอย่าบอกแม่กับป๊ากูนะเว้ย พี่โดมด้วย กูกลัวเขาจะไม่ให้กูเรียนที่นี่"

คิ้วของผมย่นเข้าหากัน ทั้งตกใจและสงสัยในเวลาเดียวกัน "ขนาดนั้นเลยเหรอวะ"

"เออ มึงก็รู้นี่ว่าแม่กูเป็นห่วงกูมากแค่ไหน ถ้าเขารู้เรื่องนี้…เขาทนไม่ได้หรอก"

"ถ้าทนไม่ได้ งั้นก็ให้แม่มึงเอาเรื่องคนที่เขาทำกับมึงแบบนี้ดิ" ผมเสนอ

"ถ้าเขารู้ เขาเอาเรื่องอยู่แล้ว แต่เขาก็จะไม่ให้กูเรียนที่นี่ด้วยเว้ย"

"แล้วแม่มึงจะให้มึงไปเรียนที่ไหน" พอถามไปแล้วผมนึกกลัวคำตอบ ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมสำหรับการจากลาเลย มันไม่ควรจะเกิดขึ้นเร็วเกินไป

กัปตันถอนหายใจเบาๆ ครู่เดียวก็หันมาตอบ "เมกา"

ไกลซะด้วย ถ้ากัปตันต้องย้ายไปเรียนที่นั่นจริงๆ คนจนๆ อย่างผมคงไม่มีปัญญาตามไปอยู่แล้ว แต่ถ้ามันเป็นอนาคตที่ดีของกัปตัน ผมก็ควรจะยินดีมากกว่าเสียใจ

"แต่มึงเคยบอกกูว่าแม่มึงไม่อยากให้มึงไปเรียนเมืองนอก เพราะเขากลัวไม่มีคนดูแลมึงไม่ใช่เหรอ" ผมสงสัย

"ใช่ แต่น้องชายกูเขาเพิ่งคุยกับแม่ เขาบอกว่าเขาโตแล้ว ช่วยดูแลกูได้ อีกอย่าง…ที่เมกาก็สะดวกสำหรับคนพิการ ไปไหนก็ได้ ใช้ชีวิตง่ายกว่าที่นี่ตั้งเยอะ แม่กูก็เลยเขว ตอนนี้เขากำลังตัดสินใจอยู่ ถ้าเขารู้เรื่องนี้ขึ้นมา…เขาก็อาจจะตัดสินใจให้กูไปเรียนเมกาก็ได้"

เมื่อรู้ว่ามีความเป็นไปได้ ผมก็ยิ่งใจหาย ถ้าหากกัปตันไปจริงๆ ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าเราจะโคจรมาพบกันอีกเมื่อไหร่

"ทางที่ดี…อย่าให้แม่กูรู้นั่นแหละดีที่สุด" กัปตันกำชับทิ้งท้าย

"แต่แม่กับป๊ามึงจะมาดูมึงเย็นนี้นะเว้ย ส่วนพี่โดมเขาก็เรียนที่นี่ ยังไงเขาก็ต้องรู้ เผลอๆ จะรู้แล้วด้วย มึงคิดว่าจะปิดได้เหรอวะ" ผมชักเริ่มกังวลบ้าง

กัปตันทำท่าเหมือนเพิ่งนึกได้ "ก็จริงว่ะ เอาไงดีวะ กูไม่อยากให้แม่กับป๊ามาเลย"

"มึงจะไม่ประกวดเย็นนี้จริงๆ เหรอ" ผมถามเพื่อความแน่ใจ

กัปตันพยักหน้า ถึงอย่างนั้นก็ยังดูลังเลเล็กน้อย

"งั้นมึงก็ต้องโทรไปบอกแม่กับป๊ามึงว่าไม่ต้องมาแล้ว" ผมเตือน

"อ้าว แล้วมึงจะให้กูบอกเขาว่าไง" กัปตันสงสัย

นั่นน่ะสิ ผมก็ลืมคิดไป ยังไงๆ แม่ของกัปตันก็คงต้องถามหาเหตุผล "งั้น…มึงก็บอกแม่มึงว่าเขาเลื่อนกะทันหันดิ"

กัปตันทำท่าคิดตาม ไม่นานก็พยักหน้าเห็นด้วย "เออ เดี๋ยวกูโทรไปบอก"

ผมถอนหายใจสั้นๆ ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจบอกสิ่งที่ผมคิดให้กัปตันฟัง "ถ้ากูเป็นมึงนะเว้ย กูจะประกวด ได้ไม่ได้ก็ช่างแม่งมัน แต่มึงเชื่อดิ มึงจะได้คะแนนสงสารเยอะเลยนะเว้ย ถ้ามึงไม่ได้รางวัลเพราะมีคนแกล้งทำรูปมึงหาย มึงเชื่อกูดิว่าไอ้คนทำโดนด่าแน่ คนแบบนี้…ต้องถูกสังคมลงโทษไม่ให้มีที่ยืน ต้องให้โลกโซเชียลเหยียบให้จมดินเลย แต่…ก็แล้วแต่มึงนะเว้ย ถ้ามึงไม่อยากประกวด กูก็ไม่บังคับมึงหรอก กูแค่ไม่อยากให้มึงยอมแพ้คนง่ายๆ แบบนี้ ต้องสั่งสอนให้เจ็บมั่งเว้ย ไม่งั้นเขาก็จะไปทำแบบนี้กับคนอื่นอีก"

กัปตันนั่งเงียบ สายตาบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ผมจึงต้องบอกเขาอีกทีเพราะกลัวเขาจะคิดว่าผมกดดัน

"ไม่ต้องเครียดเว้ย ไม่อยากประกวดก็ไม่ต้องประกวดหรอก กูเข้าใจมึง แต่ถึงมึงไม่ประกวด กูก็ไม่ปล่อยให้คนอย่างพี่สาลอยนวลหรอก"

"มึงจะไปทำอะไรพี่เขาวะ" กัปตันหันมาถามทันที

"เดี๋ยวมึงคอยดูก็แล้วกัน ทำคนที่กูรักเจ็บขนาดนี้ กูไม่ยอมหรอก" ผมพูดพร้อมกับส่งแววตาอาฆาต

"เมื่อกี้มึงพูดว่าอะไรนะ" กัปตันถามผมเหมือนไม่แน่ใจว่าได้ยินบางอย่างถูกต้องหรือเปล่า

เมื่อทบทวนประโยคที่พูดเมื่อกี้ ผมก็รู้ว่าตัวเองเผลอพูดเรื่องสำคัญออกไปโดยไม่รู้ตัวซะแล้ว แต่มาถึงขั้นนี้ ผมคิดว่าคงถึงเวลาสมควรแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ รักแล้วก็รักไปเลยละกัน

"อ๋อ กูพูดว่า…ทำคนที่กูรักเจ็บขนาดนี้ กูไม่ยอมหรอก" ผมทวนคำพูดนั้นอีกครั้ง

หน้าเศร้าๆ ของกัปตันค่อยๆ เปลี่ยนเหวอ เขาเอามือชี้ที่ตัวเองแล้วก็ถามผมให้แน่ใจอีกครั้งว่าฟังไม่ผิด "คนที่มึงรัก…"

"เออ มึงนั่นแหละ…คนที่กูรัก" ผมยืนยัน เห็นกัปตันทำหน้าแบบนั้นก็อดขำเบาๆ ไม่ได้

กัปตันยังคงทำหน้าเหมือนไม่เชื่อว่าตัวเองฟังถูก ผมจึงถือโอกาสนั้นลุกขึ้น เดินต่ำลงไปอีกหนึ่งขั้น ก่อนย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนอัฒจรรย์ต่อหน้ากัปตัน ดึงมือสองมือมาเกาะกุมไว้ จ้องใบหน้าหวานและหล่อใสโดยแทบไม่กะพริบตา

"กูรู้ว่ามึงเก็บหัวใจใส่กล่องสีเทาๆ เอาไว้มานานแล้ว เพราะมึงกลัวเจ็บ กลัวคนไม่ยอมรับความรักของมึง แต่คนทุกคน...มีค่าสำหรับความรักนะเว้ย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขกับความรัก มึงก็มีสิทธิ์เหมือนกัน กูเอง...ก็อยากจะมีความสุขกับความรัก...กับใครสักคน แล้วคนที่กูอยากจะรัก คนที่กูอยากจะดูแล...ก็คือมึง เอาหัวใจของมึงออกมาจากกล่องสีเทาๆ ได้แล้ว วันนี้...กูเอากล่องสีชมพูมารอรับหัวใจของมึง เพราะกูอยากให้หัวใจของมึงสดใส กูอยากเห็นมึงสดใสเพราะความรัก แล้วกูก็เชื่อว่าความรักของกู...จะทำให้มึงมีความสุข ตกลงไหมกัปตัน เป็นแฟนกูนะ"

กัปตันยังไม่ตอบทันที เจ้าตัวคงจะตกใจมาก หรืออาจจะไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยินก็ได้ แต่พักหนึ่งอาการหน้าเหวอๆ ของกัปตันก็จางลง

"มึงจะมาอะไรกับคนอย่างกูทำไมวะอะตอม" ถึงจะพูดอย่างนั้น กัปตันก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"ก็กูรักมึง มึงจะให้กูไปอะไรกับใครที่ไหนล่ะ กูก็ต้องมาอะไรกับมึงดิวะ กูรักมึงไม่ได้เหรอ" ผมกลั้นยิ้ม เวลากัปตันทำตัวไม่ถูกก็ดูน่ารักไปอีกแบบ

ถึงนาทีนี้ ผมเชื่อว่ากัปตันคงจะหมดความแคลงใจในตัวผมไปมากแล้ว เจ้าตัวจึงไม่รู้จะหาอะไรมาแก้ตัวหรือบ่ายเบี่ยง

"ก็ได้ แต่ว่า…"

"แต่ว่าอะไร" ผมรีบถามกลับ

กัปตันอึกอัก สุดท้ายก็ตอบส่งเดชดื้อๆ "ไม่รู้เว้ย"

"ถ้าไม่มีอะไรจะอ้างแล้ว ก็เป็นแฟนกับกูซะทีสิวะ กูอยากมีแฟนเป็นมนุษย์ล้อจะแย่แล้ว" ผมทำเสียงอ้อนวอน

"เชี่ย เรียกกูซะ"

"เอ้า กูเห็นรายการคุณกฤษณะเขาก็เรียกแบบนี้ไง น่ารักดีออก ไม่ชอบเหรอ"

"เปล่า" กัปตันเอียงหน้าหลบเล็กน้อยเมื่อโดนผมจ้อง

"เร็ว ตอบหน่อยสิ"

"แล้วกูต้องทำไงวะ" กัปตันทำเสียงคล้ายรำคาญ แต่ดูแล้วก็ไม่ใช่หรอก น่าจะทำตัวไม่ถูกมากกว่า

"ก็ไม่เห็นต้องทำไรเลย ก็แค่เป็นแฟนกู ยากตรงไหน" ผมพูดยิ้มๆ ดูก็รู้ว่ากัปตันเริ่มจะหมดทางหนีทีไล่แล้ว

"ก็นั่นแหละ" กัปตันพูดมาส่งๆ อีกแล้ว

"นั่นแหละอะไร"

"กูไม่รู้เว้ย"

"สรุปว่ามึงจะไม่ยอมจนมุมง่ายๆ ใช่ไหม" ผมแกล้งทำเสียงดุหน่อยๆ ต่อให้ดื้อแค่ไหนผมก็จะไล่ให้จนมุมจนได้

"แล้วมึงว่ากูหนีได้ไหมล่ะ" กัปตันย้อนถามและทำปากขมุบขมิบ ดูน่ารักซะจนผมอยากจะจูบเข้าให้ ถ้าอยู่ในห้องสองต่อสองคงไม่เหลือแล้ว

"แสดงว่ายอมรับแล้วใช่ไหม"

กัปตันทำท่าครุ่นคิด จากนั้นก็ค่อยๆ คลี่ยิ้ม "เออ เป็นก็ได้"

เมื่อได้ยินชัดเจนกับหูสองข้าง ผมก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจสุดขีด

Every cloud has a silver lining.

ถึงวันนี้จะเป็นวันร้ายๆ วันหนึ่งของกัปตันเพราะคนใจแคบ แต่ด้านหลังก้อนเมฆสีดำๆ ก็ยังมีแสงสว่างซ่อนอยู่เสมอ วันนี้…ความรักของผมจะเป็นแสงสว่างและนำความสดใสมาให้คนคนนี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อยู่ในสภาพไหน ผมก็จะรักเขาให้ดีที่สุด

ผมลุกขึ้นมานั่งข้างๆ จากนั้นก็ดึงกัปตันมากอดไว้ แม้จะมีกลิ่นเหงื่อจากการซ้อมการแสดงบ้าง แต่ผมก็ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจในทุกสิ่งที่เขาเป็นเลย

ไม่นานกัปตันก็กอดผมตอบบ้าง "มึงรักกูจริงๆ เหรอวะ"

ถึงกัปตันจะยอมรับเป็นแฟนผมแล้ว แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าหัวใจที่เคยเจ็บจากความรักจะยอมรับผมได้อย่างสนิทใจ จึงไม่แปลกที่กัปตันจะถามผมแบบนี้

"มึงตัดสินเอาเองจากทุกอย่างที่มึงเห็นละกัน" พูดจบผมก็ปล่อยกัปตันออกจากอ้อมแขน ก่อนเอ่ยปากชวน "ถ้าเย็นนี้มึงจะไม่ไปประกวด ไปเดตกับกูไหม"

"ไปไหนดี" กัปตันเหมือนจะนึกสนุกไปด้วย

"ไปแช่ออนเซ็นกันไหม ไม่ได้ไปนานแล้ว จากนั้นก็ไปหาอะไรอร่อยๆ กิน ไปดูหนังสักเรื่องก่อนกลับด้วยก็น่าจะดี มึงว่าไง" ผมเสนอไอเดีย

"ก็ไม่เลว"

"อ้อ…คืนนี้…กูขอนอนเตียงมึงด้วยนะ" ผมยิ้มกรุ้มกริ่มมีเลศนัย

กัปตันชะงักเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะและยิ้มยียวน "ก็ได้ แต่กูก็จะไปนอนเตียงมึง"

"ได้ไง เป็นแฟนกันแล้ว ก็นอนเตียงเดียวกันดิ" ผมท้วง

"ไม่เห็นจำเป็นเลย" กัปตันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้

"เออ กูไม่เถียงหรอกว่าไม่จำเป็น แต่ว่าคืนนี้…กูอยากปลอบใจคนเศร้าไง ดีนะเว้ย กูรับรองเลย ตื่นเช้ามา จิตใจสดใสหายเศร้าชัวร์ ลองเปล่า" ผมยักคิ้วใส่เป็นเชิงหยอกเล่น

"โห…จะดีขนาดนั้นเลยเหรอ" กัปตันแสร้งไม่แน่ใจ

"ก็ลองดิ ไหนๆ ก็เป็นแฟนกันแล้ว ใช้ประโยชน์จากแฟนให้คุ้มค่าดิ มึงรู้ไหมว่าทำไมคนเราถึงต้องมีแฟน"

"มีลูกมั้ง"

"กูกับมึงมีไม่ได้เว้ย แล้วกูก็ไม่อยากมีด้วย ตอบดีๆ สิ" ผมทำเสียงดุๆ ใส่เล็กน้อย

"กูจะตอบได้ไงวะ มีแฟนคนแรกก็โดนเขาหลอก ถ้ามึงรู้มึงก็บอกกูดิ มีประสบการณ์เยอะกว่ากูไม่ใช่เหรอ" กัปตันพูดเหมือนประชด แต่ที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอก

"ก็มีไว้เติมเต็มกันไง" ผมเฉลย

"เติมเต็มยังไงวะ" กัปตันเอียงคอ ดูน่าเอ็นดูจนผมต้องเอามือลูบหัวเขาเบาๆ

"ถามยากนะมึง เติมเต็มก็คือ…เออ…ไม่รู้ว่ะ" ผมหัวเราะเก้อๆ

"เชี่ย แล้วทำมาคุย" กัปตันแสร้งว่า

"อ้าว เป็นแฟนกันแล้ว พูดเพราะๆ กับผมหน่อยสิครับ…พี่กัปตัน"

กัปตันชะงัก คงจำได้ว่าก่อนหน้านี้ผมเคยเรียกเขาว่าพี่ครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นคงไม่ติดใจอะไร พอผมเรียกอีกคราวนี้ กัปตันคงเอะใจบ้างแล้ว

"มึงรู้เหรอ"

ผมเลียริมฝีปาก ก่อนพยักหน้ายอมรับ "เออ กูเคยเห็นบัตรประชาชนมึงน่ะ เอ๊ย…ไม่ใช่ ผมเคยเห็นบัตรประชาชนของพี่ไง"

"ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้เว้ย กูไม่ชิน เอาเหมือนเดิมดิวะ" กัปตันว่า

ผมหัวเราะแหะๆ "ก็ดีเหมือนกัน เรียกมึงว่าพี่แล้วกระดากปากว่ะ"

"เออ ไม่ต้องเรียกพี่หรอก ว่าแต่…จะไปกันได้ยัง กูไม่อยากอยู่นี่แล้ว อยากไปแช่ออนเซ็นสบายๆ ให้หายเครียด" กัปตันเปลี่ยนมาเร่งเร้า

"ไปดิ อ้อ" ผมทำท่าเหมือนนึกอะไรได้ จากนั้นก็ยิ้มกรุ้มกริ่มและเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้กัปตัน ยั่วให้เขาหวั่นไหวเล่น "กูขอจูบมึงได้ไหมคืนนี้ จูบเฉยๆ นะเว้ย"

กัปตันทำหน้าเหวอๆ แต่ก็ดูตลกไม่น้อย "กูยอมเป็นแฟนมึงแล้ว ไม่ได้แปลว่ากูอนุญาตแล้วเหรอวะ"

ได้ยินอย่างนั้นผมก็ตาโตทันที "งั้น…กูก็ทำมากกว่าจูบได้ใช่ไหม"

"เชี่ย ได้คืบจะเอาศอกนะมึง"

กัปตันว่าผมอีกแล้ว ดูมันสนุกมากทีเดียวที่ได้ต่อปากต่อคำกับผม แต่ก็ดีแล้วล่ะ เพราะผมไม่อยากเห็นกัปตันเศร้า จะว่าไปผมก็ดีใจไม่น้อยที่ความรักของผมทำให้เขาลืมเรื่องเจ็บปวดไปได้บ้าง

"แล้วได้หรือเปล่าล่ะ" ผมถามทีเล่นทีจริง

"แล้วแต่มึง อยากทำอะไรก็ทำ แต่ตอนนี้มึงมาให้กูขี่หลังเลย กูจะลงไปแล้ว อ้อ มึงดู…จอดวีลแชร์กูก็ไม่ดูเลยนะมึง เห็นไหมว่ามันจะโดนแดดแล้ว" กัปตันเฉไฉด้วยการบ่นเรื่องอื่น

"น่ารักอ้ะ แฟนใครก็ไม่รู้ ขนาดบ่นยังน่ารักเลย"

เจอผมชมแบบนี้ กัปตันก็หน้าเหวออีก อาจจะเขินด้วยเพราะหน้าขาวใสแดงขึ้นมาทันที

"ดี เดี๋ยวกูจะบ่นมึงทุกวัน ดูสิว่าจะยังพูดเหมือนเดิมอีกไหม"

ขู่แล้วกัปตันก็หัวเราะ ส่วนผมก็ยิ้มมีความสุข นี่แหละคือการเติมเต็มที่ผมหมายถึง แต่อธิบายไปกัปตันก็อาจจะไม่เข้าใจตอนนี้ ผมก็เลยแสร้งทำเป็นไม่รู้ เอาไว้อีกหน่อยผมจะเฉลยให้เขาฟังทีหลัง ถ้ามีประสบการณ์การแล้วคงจะเข้าใจได้ไม่ยาก

ผมนั่งลงตรงขั้นบันไดข้างหน้ากัปตัน เจ้าตัวรีบกอดคอและขึ้นขี่หลังผมอย่างรู้งาน เรียบร้อยดีแล้วผมก็พาเขาเดินลงอัฒจรรย์ไปข้างล่าง ตรงนั้นมีวีลแชร์คันหนึ่งจอดอยู่ มันกำลังจะโดนแดดเลียอย่างที่กัปตันบ่นนั่นแหละ

คิดแล้วก็อยากให้ถึงคืนนี้ไวๆ จัง ถ้าชีวิตมีฟาสท์ฟอร์เวิร์ดเหมือนยูทูบ ผมจะรีบสกิปกิจกรรมทั้งสามอย่างแล้วข้ามไปคืนนี้เลย

แต่ว่า…กินข้าวหน่อยก็ดี เดี๋ยวไม่มีแรง!

:::ATOM:::

ไม่มีครั้งไหนในชีวิตเลยที่จะทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจได้เท่าวันนี้ ไม่ใช่เพราะชีวิตผมขาดความอบอุ่นหรอกนะ ผมมีพ่อแม่พี่น้องและครอบครัวที่อบอุ่น เผลอๆ ได้รับความรักมากกว่าใครๆ ด้วยซ้ำ

แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่เราโตขึ้น ธรรมชาติก็ให้เราออกไปหาความรู้สึกคล้ายกันนี้จากโลกภายนอกบ้าง ช่วงเวลานี้นี่เองที่ผมรู้สึกถึงความโหยหา แต่ยิ่งไขว่คว้าเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่งห่างออกไป มันน่าแปลกตรงที่ไม่มีความอบอุ่นใดๆ ทดแทนได้เลย จนกว่าจะได้มันมาไว้ครอบครองเท่านั้น เพราะธรรมชาติสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาไม่เหมือนกัน มีหน้าที่ต่างกัน

"มึงจะเป็นแฟนกับกูจริงๆ เหรอ" ผมซบหน้าลงใกล้ๆ ใบหูของคนที่ผมขี่หลัง กลิ่นกายอุ่นๆ กรุ่นอวลที่ปลายจมูก เขาเดินลงอัฒจันทร์ลงด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป ที่จริงผมก็ตัวหนักไม่ใช่เล่น แต่คนให้ขี่หลังกลับดูสบายๆ

"เออ" อะตอมตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์

"ไม่หลอกกูนะเว้ย" ผมยังคงไม่มั่นใจ แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิงหรอก ที่จริงก็มั่นใจระดับหนึ่งไปแล้ว

"กูไม่ใช่ผี" อะตอมขำเบาๆ

"แล้วมึงรักกูจริงหรือเปล่า" ผมถามต่อ

"รักตั้งแต่เจอครั้งแรกแล้วไม่รู้เหรอ มึงเคยนับไหมว่ากูจูบมึงไปกี่ครั้ง กอดมึงกี่ครั้ง อาบน้ำกับมึงกี่ครั้ง ถ้าไม่รักจริงกูทำแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย ถามแต่กู แล้วมึงล่ะ…รักกูหรือยัง"

"ไม่บอก" ผมหัวเราะเขินๆ

"ถึงไม่บอกกูก็รู้"

"รู้ว่า…"

"รู้ว่ามึงรู้สึกดีกับกูไง"

"รู้ได้ไง"

"ก็มึงเคยบอกกู จำไม่ได้เหรอ แต่ถึงจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้ามึงถามใจตัวเองตอนนี้…มึงก็ได้คำตอบแล้ว ไม่ต้องจำที่ผ่านมาก็ได้ จริงไหม" อะตอมทำเสียงยียวน

"มั่นสุดๆ เลยนะมึง" ผมเย้า

"ก็ถ้ามึงยอมเป็นแฟนกู ถ้าไม่รัก…จะยอมเป็นแฟนทำไม จริงไหม"

ผมไม่เถียงอะตอมแล้ว เพราะไม่มีอะไรจะเถียง ถ้าถามว่ารักมันไหม ก็คงจะเป็นอย่างอะตอมพูดนั่นแหละ ไม่รักก็คงไม่ยอมให้ทำแบบนี้หรอก

"เอาเป็นว่า…กูจะรอฟังคำว่ารักจากมึงละกัน กูรอได้ กูรู้ว่าไม่นานหรอก แค่นี้มึงก็อยากจะบอกกูแย่แล้ว" อะตอมโวอย่างมั่นใจ แต่ก็ใช่จะทำให้ผมหมั่นไส้ ตรงกันข้าม…

ผมรู้สึกดีหลายๆ อย่างกับผู้ชายคนนี้มากทีเดียว เขาอดทน ไม่รีบร้อนเร่งรัดกับผม ให้เวลา ให้ความเข้าใจ รู้จังหวะเวลา แม้จะเคยทำบางอย่างไม่ถูกใจบ้าง ทำให้เสียใจก็เคย แต่โดยรวมๆ แล้ว ตั้งแต่มีอะตอมเข้ามาในชีวิต ผมก็มีความสุขมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย

"กูไม่บอกรักใครง่ายๆ ก็จริงนะเว้ย แต่กู…ก็ไม่ใช่คนเดายาก ถ้ามึงอยากได้คำคำนี้จากกู รอนะเว้ย กูรู้ว่ามึงรอได้"

"เออ กูจะรอฟัง" อะตอมหันมายิ้มบางๆ

อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ามันน่ารัก จนผมนึกอยากทำบางอย่างให้ แต่ตอนที่รู้สึกก็ยังไม่กล้าทำอย่างที่คิด อาจจะเป็นเพราะอะตอมพาผมมาถึงรถวีลแชร์ของผมพอดีก็ได้ เขาหันหลังและย่อตัวลงให้ผมลงนั่ง ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย จากนั้นร่างสูงชะลูดก็หันหน้ามาหา ก้มตัวลงมาคุยด้วย

"ถึงมึงจะไม่ไปประกวดคิวท์บอยคืนนี้ หรือถ้ามึงจะไป แต่ไม่ได้ตำแหน่งอะไรกลับมา มึงก็เป็นคิวท์บอยในสายตากูเสมอนะเว้ย" อะตอมยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าเขามีบางอย่างมากกว่านั้น

"อยากให้กูกลับไปประกวดเหรอ" ผมคิดว่าผมเดาไม่ผิด เพราะสังเกตจากสีหน้าท่าทางของอะตอมเมื่อครู่ เขาดูลังเลและเสียดายเมื่อผมบอกว่าจะไม่ไป

"กูว่าก็ดีนะเว้ย มึงรู้ตัวไหมว่ามึงเป็นคนใจสู้ แล้วมึงก็สู้กับเรื่องพวกนี้มาตั้งเยอะ สู้อีกหน่อยดิวะ ทำให้พี่สาแล้วก็คนอื่นๆ เห็นว่ามึงเข้มแข็งดิ รูปที่มันหายก็ให้มันหายไป ไม่ชนะด้วยคะแนนก็ช่างแม่งเหอะ แต่มึงต้องชนะใจทุกคนให้ได้ พี่ซินดี้แล้วก็เพื่อนๆ ทุกคนเขารอมึงอยู่นะเว้ย ถ้าเขารังเกียจมึง เขาไม่ให้ร่วมทีมตั้งแต่แรกแล้ว แต่เขาก็ต้อนรับมึง พี่ซินดี้ก็ทุ่มเทกับมึง เขาหาวิธีให้มึงแสดงกับเพื่อนๆ จนได้ ความตั้งใจของทุกคนมีความหมายนะเว้ย มึงทำให้เขาเห็นดิว่ามึงจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง"

ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมว่าวันนี้อะตอมพูดโคตรดีเลย ถึงแม้จะอายุน้อยกว่าผม แต่เขาก็ดูอบอุ่นและเป็นผู้ใหญ่ระดับหนึ่ง มีความคิดอ่านดีๆ หลายอย่างจนบางทีผมก็ทึ่งได้เหมือนกัน

"อุ้มกูยืนหน่อยดิ" ผมบอกพลางยิ้มบางๆ

อะตอมดูงงๆ ในตอนแรก แต่ไม่นานก็ทำตามที่ผมบอกอย่างว่าง่าย เขาพยุงใต้รักแร้และดึงตัวผมขึ้นยืนตัวตรง ผมอาศัยจังหวะที่อะตอมเผลอขโมยหอมแก้มเขาเบาๆ เจ้าตัวหน้าเหวอเล็กน้อย แต่ปริมาณเลือดบนใบหน้ากลับเพิ่มสูงขึ้น หน้ามันแดงและดูเขินอย่างเห็นได้ชัด ปกติผมไม่เคยเห็นอะตอมเขินแบบนี้เลย

"รางวัลพิเศษจากแฟนไง" ผมบอก จากนั้นก็ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งบนวีลแชร์ตามเดิม

"เนื่องในโอกาสอะไรวะ" อะตอมถามพลางจะเอามือถูตรงที่ผมหอม ผมรีบร้องห้ามทันที

"อย่าถูดิ เดี๋ยวความรู้สึกมันหาย รางวัลพิเศษนะเว้ย ถึงจะมองไม่เห็น แต่ก็รู้สึกได้"

อะตอมชะงักมือไว้แทบไม่ทัน ความรู้สึกเขินดูเหมือนจะยังไม่ลดลงเลย เขาลดมือลงและยิ้มมีความหมาย

"มีแฟนนี่ก็ดีเหมือนกันนะ มีคนให้กำลังใจแล้วก็คอยดูแล โดยเฉพาะในเวลาแบบนี้ ถ้าไม่ได้มึง…กูแย่เลยนะเว้ย" ผมทำหน้าซึ้งๆ

เราสองคนยังไม่ทันจะคุยอะไรกันต่อ เสียงของใครบางคนก็ดังมาจากข้างหลัง

"พวกมึงสองคน…"

เมื่อผมกับอะตอมหันไปมองตาม น้ำหวาน กวินและแบงค์ก็ยืนมองอยู่ ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่ตอนไหน แต่ละคนทำหน้าตาแปลกๆ เหมือนเห็นผี หรือไม่ก็น่าจะตกใจกับอะไรสักอย่างที่ไม่คาดฝัน หรือว่า…

พวกมันจะเห็นที่ผมหอมแก้มอะตอมเมื่อกี้!

"พวกมึงมีอะไรหรือเปล่าวะ" ผมร้องถาม ทำหน้าไม่ถูกไปเลย เพราะไม่รู้ว่าเมื่อกี้เพื่อนๆ เห็นอะไรบ้าง

เพื่อนๆ สามคนของผมทำท่าเหมือนตื่นจากภวังค์ จากนั้นก็พากันเดินเข้ามาหาใกล้ๆ มองหน้ากันไปมาแปลกๆ

"อธิการตามหามึงน่ะดิ" น้ำหวานบอก แม้จะพยายามปรับสีหน้าแล้ว ก็ยังคงมีร่องรอยความรู้สึกเหมือนที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อครู่นี้อยู่

"เรื่องอะไรวะ" ผมขมวดคิ้วเข้ม รู้สึกได้ว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ๆ

"เรื่องของมึงนั่นแหละ มึงยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอวะ" แบงค์พูดจบก็ยื่นโทรศัพท์ของเขามาให้ผมดู เขาเปิดคลิปๆ หนึ่งและสาธยายไปด้วย "เนี่ย มีคนเอาคลิปพี่สาด่ามึงขึ้นเฟสมหาลัยเว้ย แชร์กันว่อนไปหมดแล้ว ในยูทูปก็มี ในพันธุ์ทิพย์ก็มี"

ผมกับอะตอมมองหน้ากันทันที ต่างคนต่างตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เรื่องที่เพิ่งขึ้นเมื่อกี้จะกระจายไปไกลขนาดนี้ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกเทคโนโลยีสมัยนี้

"อธิการจะให้กูไปหาเรื่องนี้เหรอวะ" ผมถามด้วยสีหน้ากังวล

"เออดิวะ รีบไปเร็ว เขาเรียกพี่สาแล้วก็อีกหลายคนไปด้วย กูว่าเรื่องใหญ่แน่ แต่มึงไม่ต้องกลัวหรอก คนที่จะโดนกูว่าน่าจะเป็นพี่สามากกว่า งานนี้…อย่างน้อยๆ ก็น่าจะโดนหักคะแนนจิตพิสัยแหละวะ" กวินบอก

"กูว่าน้อยไปด้วยซ้ำ มึงดูที่เขาพูดดิ แม่งเอ๊ย ถ้ากูอยู่ตรงนั้นด้วยนะ กูจะถอดรองเท้าตบปากจริงๆ ด้วย" น้ำหวานทำท่าเดือดดาล

"ใครเอาขึ้นวะ" อะตอมสงสัย

ผมดูโพสต์นั้นอีกที พอเห็นชื่อคนโพสต์แล้วก็แปลกใจ "ปาร์ตี้มันเป็นคนโพสต์ว่ะ"

"เออ ดีแล้วล่ะ จะได้เห็นกันหมดทั้งมหาลัยไปเลย มึงไม่ต้องอายแล้วนะเว้ย เพราะต่อไปคนที่จะเอาปี๊บคลุมหัวมาเรียนต้องเป็นพี่สา ไม่ใช่มึง" อะตอมพูดกึ่งตลก

ผมก็เกือบจะตลกไปด้วยแล้วล่ะ แต่พอนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ผมกลับตกใจมากกว่าเรื่องจะไปพบอธิการบดีด้วยซ้ำ

"แม่! "

ผมรีบส่งโทรศัพท์คืนให้แบงค์ ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกง ผมปิดเสียงไว้ตั้งแต่ตอนซ้อมแล้ว คาดว่าคงจะพลาดสายไปบ้าง แต่ขออย่าให้เป็นแม่ผมละกัน

แต่เมื่อเปิดหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมา คำภาวนาของผมก็ไม่เป็นจริงซะแล้ว แม่โทรหาผมหลายสายเลย พอผมไม่รับ แม่ก็เลยส่งข้อความเอสเอ็มเอสมาด้วย

"โทรกลับหาแม่ด่วน"

เท่านี้ผมก็ใจหายวาบ แม่ต้องเห็นคลิปแล้วแน่ๆ

"รีบไปเหอะกัปตัน เดี๋ยวอธิการรอ" อะตอมหันมาเตือนผม

ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สำหรับผม เรื่องพบอธิการบดีไม่สำคัญเท่าไหร่แล้ว เพราะคนที่จะเปลี่ยนชีวิตและอนาคตของผมหลังจากนี้ไม่ใช่คนที่นี่

ก่อนจะไปจากตรงนี้ ผมเงยหน้าขึ้นมองอะตอมด้วยความรู้สึกกังวล เราสองคนเพิ่งจะตกลงเป็นแฟนกันแท้ๆ แต่เราจะมีความสุขกับช่วงเวลาดีๆ ด้วยกันไปได้อีกนานแค่ไหนผมก็ยังไม่รู้

เอาเถอะ อย่าเพิ่งกังวลไปเลย บางทีอะไรๆ ก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่ผมคิดก็ได้

"เออๆ รีบไปเหอะ อธิการเขารอมึงอยู่ พวกกูก็ตามหาพวกมึงซะทั่วเลยนะเว้ย ไม่คิดว่าจะมาหลบอยู่ตรงนี้" น้ำหวานยิ้มแปลกๆ ในตอนท้าย

"มีอะไรไม่บอกพวกกูเลยนะมึง" แบงค์ยิ้มแปลกๆ ด้วยอีกคน ผมชักร้อนๆ หนาวๆ เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังสงสัยเรื่องผมกับอะตอมหรือเปล่า

"หยุดคุยได้แล้วพวกมึงนี่ เขาจะเป็นแฟนกันก็เรื่องของเขา ไปได้แล้ว" กวินแสร้งทำเสียงดุ แต่สีหน้ากลับดูยิ้มๆ

ผมกับอะตอมถึงกับชะงักและหันหน้ามามองกันเอง ก่อนจะหันไปถามเพื่อนๆ พร้อมกัน

"พวกมึงรู้แล้วเหรอ"

"เออ" ทั้งสามคนตอบมาพร้อมกัน จากนั้นก็หัวเราะ

แต่พวกเราก็ไม่มีเวลาคุยเรื่องนี้มากนักเพราะต้องรีบไป แต่เชื่อได้เลยว่า หลังจากคุยกับอธิการบดีเสร็จแล้ว ผมกับอะตอมคงต้องโดนพวกมันซักจนปรุแน่ๆ ที่จริงก็เริ่มมีคนสงสัยมาสักพักแล้วล่ะ แถมบางคนยังสงสัยไปในทางไม่ดีด้วย

… … …

เมื่อมาถึงห้องประชุมที่ตึกอธิการบดี ผมก็พบว่ามีคนนั่งรออยู่หลายคน พี่สา พี่ปริม อั้ม พี่ซินดี้ คอปเตอร์ ปาร์ตี้และเพื่อนๆ ที่ซ้อมเต้นด้วยกันอีกสามสี่คน มีอาจารย์ที่ปรึกษาของผมและพี่สามาด้วย แค่นี้ก็รู้ว่าเรื่องใหญ่ของจริง เพราะเป็นการเรียกประชุมด่วน ใครทำอะไรอยู่ตอนนี้ต้องหยุดทันทีและมาที่นี่

"เธอมานั่งตรงนี้" ท่านอธิการบดีชี้ให้ผมไปนั่งแถวโต๊ะประชุมด้านหน้า

อะตอมไปกับผม ส่วนเพื่อนอีกสามคนของนั่งด้านหลัง บรรยากาศในห้องประชุมดูน่ากลัวแปลกๆ โดยเฉพาะคู่ปรับรุ่นพี่ของผมที่ถึงกับนั่งก้มหน้า สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยดีเลย

"เปิดคลิปเลย"

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ท่านอธิการก็สั่งนักศึกษาที่เข้ามาช่วยงานในห้องให้ฉายคลิปขึ้นบนหน้าจอโปรเจกต์เตอร์ ทุกคนเปลี่ยนความสนใจไปที่หน้าจอนั้น ความเงียบหายไป แต่ความเครียดกลับเข้ามาแทน เพราะสิ่งที่เห็นบนหน้าจอไม่ใช่เรื่องดีเลย แม้แต่ผมก็ไม่อยากรับรู้มันเลยอีกด้วยซ้ำ

"ไหน เล่าเรื่องทั้งหมดมาหน่อยซิว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ใครจะเป็นคนเล่า เธอเลยไหม" ท่านอธิการบดีหันไปทางพี่สาน น้ำเสียงของท่านบ่งบอกความไม่พอใจจนรู้สึกได้

ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะเรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียให้มหาลัยอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้ในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุก บางคนถึงขนาดตั้งคำถามว่าคุณภาพในการสอนนักศึกษาในมหาลัยอันดับหนึ่งของไทยยังดีอยู่ไหม ไม่น่าเชื่อว่ามหาลัยอันดับหนึ่งจะมีนักศึกษาที่มีความคิดแบบนี้ด้วย

พี่สายังคงก้มหน้า เธอไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากเล่าตามที่ท่านอธิการบดีสั่ง

"ถ้าไม่เล่า งั้นเธอก็เล่ามา" อธิการบดีหันมาสั่งผมแทน

แต่ผมก็ยังไม่กล้าเล่าทันทีหรอก จนอะตอมต้องสะกิดข้อศอกผมและกระซิบข้างๆ "เล่าดิวะ เล่าให้หมดเลย ความจริงก็คือความจริง กลัวอะไร ถ้ามึงพูดความจริง ไม่มีใครทำอะไรมึงได้หรอก"

เมื่อได้ฟังอย่างนั้น ผมก็คิดว่าต้องเล่าให้หมด ที่จริงผมก็เป็นคนขี้สงสารคนโดยนิสัย ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากทำร้ายใครหรอก

แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ เธอจำเป็นต้องได้รับบทเรียนบางอย่างที่สาสมกับสิ่งที่เธอทำบ้าง ไม่ใช่แค่กับผม แต่รวมถึงคนที่เป็นเหมือนผมซึ่งต่อไปจะเข้ามาเรียนที่นี่ด้วย

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น