เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 20 : ♿ คิวท์บอยผู้น่าสงสาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 ก.ค. 63

:::ATOM:::

ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปข้างใน รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดบริเวณหน้าหอประชุมซึ่งเป็นที่จัดงานประกวดคิวท์บอย ที่จริงก็คงไม่น่ามีอะไรน่าสนใจหรอก แต่พอเห็นหญิงสาวหน้าคุ้นๆ ลงจากรถ ผมก็หยุดยืนมอง หญิงสาวโบกมือบ๊ายบายชายหนุ่มซึ่งอยู่ในรถตรงที่นั่งคนขับ ดูจากรถที่ขับแล้วก็น่าจะบ่งบอกฐานะได้ว่าไม่ใช่ลูกคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างผมแน่นอน

รถคันงามแล่นออกไปแล้ว หญิงสาวจึงเดินขึ้นบันไดมา เมื่อเธอเจอผมก็หยุดชะงัก ก่อนเดินขึ้นหาผมและส่งยิ้มหวานมาให้

"เพิ่งมาเหรอ" ผมถามด้วยสีหน้ายิ้มๆ

"ใช่ พอดีอั้มติดธุระที่บ้าน น้าเขาแวะมาเยี่ยมตอนเช้า เขาอยากเจออั้ม ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อั้มก็เลยอยู่รอ" เสียงหวานใสตอบมา ก่อนขมวดคิ้วสงสัย "ปากอะตอมไปโดนอะไรมาน่ะ"

นั่นไง! แต่ก็ไม่แปลกหรอก เพราะว่าวันนี้ผมโดนถามเรื่องปากเจ่อทั้งวันเลย ผมเอามือลูบปากข้างที่โดนกัปตันต่อยแล้วจึงตอบคำถาม

"มีอุบัติเหตุในฟิตเนสนิดหน่อยเมื่อเช้า แต่ไม่เป็นไรมากหรอก" ผมบอกอั้มเหมือนกับที่บอกเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่เข้ามาถาม จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่อง "เมื่อกี้ใครมาส่งเหรอ"

คราวนี้คนถูกถามยิ้มเขินๆ แก้มใสแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย เท่านี้ผมก็พอจะเดาคำตอบได้ไม่ยาก

"คนใหม่เหรอ" ผมยิ้มเหมือนรู้ทัน

อั้มพยักหน้าแทนคำตอบ

"คบกันนานยัง"

"ก็…เกือบอาทิตย์แล้ว"

"ยินดีด้วยนะ เขาดูเหมาะกับอั้มดีนะ ไม่เหมือนอะตอมเลย"

สีหน้าของอั้มเจื่อนลงเล็กน้อย คงสะดุดใจคำพูดเมื่อกี้ของผมนั่นแหละ

"ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ น้อยใจเหรอ"

"เปล่า ไม่ได้น้อยใจ จะน้อยใจทำไม เรื่องมันผ่านมาแล้ว" ผมรีบปฏิเสธ จะว่าไปก็แปลกดี เมื่อเดือนที่แล้ว ผมกับผู้หญิงคนนี้ยังเป็นแฟนกันอยู่เลย แต่วันนี้เรากลับมายืนคุยกันตรงนี้ในฐานะเพื่อน

"แล้วอะตอมล่ะ มีใครหรือยัง" อั้มถามกลับ

ผมย่นคิ้วและเม้มปาก ก่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มและขำเบาๆ "แล้วอั้มเห็นอะตอมอยู่กับใครเป็นพิเศษไหมล่ะ ที่มหาลัย ในเฟส หรือว่า…ในไอจี"

อั้มทำท่าครุ่นคิด "อืม…ก็ไม่เห็นนะ แต่เท่าที่เห็น…รู้สึกจะเห็นลงรูปกับกัปตันบ่อยๆ สรุปว่า…ยังไม่มีเหรอ หรือว่ายังไม่เจอคนถูกใจ"

"เจอแล้ว" ผมบอกยิ้มๆ

คิ้วโก่งยกสูงขึ้นพร้อมกับแววตาประหลาดใจ ก่อนรีบถามด้วยความอยากรู้และตื่นเต้น "ใครเหรอ บอกอั้มได้เปล่า"

"แล้วอั้มเห็นอะตอมอยู่กับใครบ่อยที่สุดล่ะ" ผมยังไม่เฉลยทันที

"อืม…ก็เห็นมีแต่เพื่อนๆ น่ะ ไม่เห็นสาวๆ เท่าไหร่เลย"

"กัปตันไง" ผมบอกโดยไม่รีรอ

"อะไรนะ กัปตันเหรอ! " อั้มเผลอร้องถามผมซะเสียงดัง จนผมต้องรีบเอามือจุ๊ปาก

"เบาๆ ดิ"

"ขอโทษๆ " อั้มหันไปมองรอบๆ อย่างเขินๆ ก่อนหันมากระซิบกระซาบ "อะตอมพูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย"

"พูดจริงดิ เรื่องนี้…พูดเล่นๆ ได้ที่ไหน" ผมยืนยัน

"แต่ว่า…กัปตันเป็นผู้ชายนะ แล้วก็…" อั้มเหมือนไม่อยากพูดคำคำนั้นออกมา

"ใช่ กัปตันเป็นผู้ชาย…แล้วก็พิการด้วย แต่อะตอมก็ชอบเขา ชอบมากๆ ด้วย กัปตันเขาเป็นคนน่ารัก นิสัยดี ที่สำคัญ…เขาเข้าใจอะไรง่าย"

สีหน้าของอั้มดูอิหลักอิเหลื่อจนผมรู้สึกได้ถึงความกระอักกระอ่วนใจของอีกฝ่าย ไม่นานจึงนึกได้ว่าที่พูดไปเมื่อกี้คงกระทบคนตรงหน้าเข้าให้แล้ว เพราะที่ผมกับอั้มเลิกกันไปก็เกิดจากความไม่เข้าใจกันในหลายๆ เรื่องนี่แหละ

"อ๋อ…แล้ว…เป็นแฟนกันแล้วเหรอ" อั้มทำสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติ

แน่นอนว่าใครหลายคนคงไม่เชื่อ ในสายตาคนทั่วไป มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ผมกับกัปตันจะคบกัน หนึ่งเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ สองกัปตันเป็นคนพิการ แม้สังคมปัจจุบันจะเปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาเปิดกว้างรวมถึงคนพิการกับไม่พิการด้วยหรือเปล่า แถมยังมีเรื่องเพศวิถีเข้ามาเกี่ยวข้องอีก แต่ช่างเถอะ ความรักไม่เลือกหรอกว่าจะเกิดกับใคร ผมเชื่อว่าฟ้าดินคงมีเหตุผลที่พาผมมาเจอกัปตันในวันนี้

"ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ที่จริงก็…ยังไม่ได้บอกใครเลยนะเนี่ย มีอั้มนี่แหละที่รู้เป็นคนแรก"

"แต่ถ้าบอกอั้มแล้ว แสดงว่าก็ต้องมีแผนจะบอกคนอื่นด้วย…จริงไหม"

ผมพยักหน้ายอมรับ "ใช่"

"กังวลเหรอ" อั้มถามเหมือนรู้ทัน ก็คงใช่ เธอเป็นแฟนกับผมมาหลายปี มีหรือจะดูสีหน้าท่าทางคนรักเก่าไม่ออก

"ก็นิดหน่อย" ผมยอมรับ

"มีอะไรให้อั้มช่วยไหมล่ะ"

ผมทำท่าครุ่นคิด "ตอนนี้ยัง ถ้ามีแล้วจะบอกนะ"

"ได้เลย อั้มยินดีช่วยนะ"

ผมยิ้มเป็นเชิงขอบคุณ "แล้ว…อั้มไม่แปลกใจเหรอ"

ริมฝีปากสวยเม้มเข้าหากันเหมือนกำลังครุ่นคิด ไม่นานก็ยิ้ม "ก็แปลกใจอยู่ แต่…สมัยนี้มันก็น่าจะโอเคแล้วมั้ง"

"ก็หวังว่าอย่างนั้น" ผมยิ้มแปร่งๆ จะว่าไปผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าผมเปิดตัวว่าเป็นแฟนกัปตัน เพื่อนๆ และสังคมจะรับได้มากน้อยแค่ไหน เผลอๆ คนจะหาว่าผมมาหลอกกัปตันก็ได้ เพราะแม้กระทั่งเรื่องที่ผมพักอยู่กับกัปตัน เพื่อนๆ บางคนก็เอาไปพูดในทำนองว่าผมเอาเปรียบและหลอกใช้คนพิการไปแล้ว

"เข้าไปข้างในกันดีกว่า" ผมเปลี่ยนเรื่อง ก่อนสาวเท้าเดินนำไปช้าๆ

"มาช่วยกัปตันเตรียมตัวเหรอ" อั้มถามพลางก้าวขาออกเดินคู่ไปกับผม

"ใช่ วันนี้นัดพี่สไตลิสต์ที่รู้จักกันมาด้วย ว่าจะให้เขามาช่วยดูเรื่องการแต่งตัวกับทรงผมให้กัปตันหน่อย"

"อ๋อ…ดีเลย จริงๆ กัปตันเขาก็หล่อนะ น่ารักด้วย เพื่อนอั้มยังชอบเลย ไปกดไลค์รูปในเพจคิวท์บอยให้ด้วย เขาเก่งนะ เป็นอย่างนี้แล้วยังไม่ยอมแพ้อีก"

ผมก็เกือบจะปลื้มใจแล้วที่อั้มชมว่าที่แฟนผม แต่ก็แอบสะดุ้งกับคำว่า "เป็นอย่างนี้แล้วยัง…" เล็กน้อย

"ใช่ กัปตันเขาเก่งมาก ขับรถก็ได้ เรียนก็เก่ง อัธยาศัยก็ดี เพื่อนๆ ในคณะชอบเขาเยอะนะ รุ่นพี่ก็เอ็นดูเขา อาจารย์ที่สอนก็ชอบเขา" ผมยิ้มด้วยแววตาชื่นชมและภูมิใจ พอได้บอกใครสักคนว่ากัปตันเป็นแฟนผม ผมก็อยากอวดและอยากชมแฟนตัวเองให้คนอื่นฟังบ้าง

"แหม…อะไรเนี่ย ชมแฟนใหม่ให้แฟนเก่าฟังซะงั้น" อั้มแซวทีเล่นทีจริง ผมจึงได้แต่หัวเราะแหะๆ

ไม่นานเราก็เข้ามาอยู่ในหอประชุมใหญ่ของคณะนิเทศศาสตร์ ตอนนี้ดูค่อนข้างวุ่นวายสับสนพอสมควร เพราะกำลังมีการจัดเวทีประกวด นักศึกษาเดินว่อนกันไปมา ต่างก็ขะมักเขม้นช่วยกันจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการจัดงานคืนนี้ ส่วนเหล่าบรรดาคิวท์บอยอยู่ด้านหลังเวที ตอนนี้กำลังซ้อมคิว อีกสักพักก็จะเริ่มแต่งหน้าและแต่งตัวกันแล้ว

ผมแยกกับอั้มและปล่อยให้เธอไปทำงานของเธอ ส่วนผมก็ขอตัวมาหากัปตันที่ห้องแต่งตัวหลังเวที ทันทีที่กัปตันเจอผม เขาก็ยิ้มดีใจและร้องเรียก

"อะตอม กูกำลังรอมึงพอดีเลย"

"มีอะไร" ผมถามพลางเดินเข้าไปหา ได้เห็นหน้าผู้ชายคนนี้แล้ว สีหน้าผมก็เปลี่ยนเป็นอีกแบบ มีแต่คนที่กำลังมีความรักเท่านั้นถึงจะดูออก

"กูปวดฉี่ พากูไปหน่อย" กัปตันบอกพลางนิ่วหน้า

"โอเคๆ " ผมรีบบอก มองอีกคนด้วยความรู้สึกเห็นใจ

เช้านี้กัปตันไม่ได้เข้าเรียนเพราะต้องมาเตรียมตัวที่นี่ ผมจึงขอสลับมาเรียนแทน จะได้เก็บชีทไว้ให้กัปตันด้วย เรียนเสร็จก็รีบกินข้าวแล้วมาที่นี่เลย นอกจากเรื่องที่จะพาพี่สไตลิสต์มาหากัปตันแล้ว ส่วนหนึ่งผมก็จะมาดูแลเรื่องการเข้าห้องน้ำห้องท่านี่แหละ เพราะห้องน้ำด้านหลังเวทีค่อนข้างแคบ รถเข็นเข้าไม่ได้ แถมยังมีบันไดก่อนลงไปห้องน้ำอีกด้วย

"เดี๋ยวเราไปด้วย" คอปเตอร์ซึ่งนั่งอยู่กับอะตอมวิ่งตามผมมา

เมื่อมาถึงทางลงห้องน้ำ ผมก็ให้กัปตันขี่หลังและพาเดินลงไปเข้าห้องน้ำซึ่งมีบันไดสามขั้น ส่วนคอปเตอร์ยืนเฝ้ารถเข็นไว้ให้

"มึงอั้นฉี่เหรอ" ผมถามขณะพากัปตันเดินลงไป

"เออดิ" กัปตันยอมรับตามตรง

"ไม่ดีนะเว้ย เดี๋ยวกระเพาะปัสสาวะอักเสบนะมึง" ผมเตือนด้วยความเป็นห่วง

"กูไม่อยากรบกวนคนอื่นเว้ย รบกวนบ่อยๆ เดี๋ยวเขาจะบ่น"

"เออๆ กูเข้าใจ" ผมพูดเหมือนปลง แต่ในใจไพล่คิดไปถึงเรื่องชมรมที่ผมกับอาจารย์วิวกำลังจะก่อตั้งขึ้นมา ผมควรจะเริ่มให้เร็วที่สุด มีหลายอย่างที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องห้องน้ำและทางลาดที่จะให้คนใช้รถวีลแชร์เข้าได้ ไม่งั้นชีวิตนักศึกษาของกัปตันจะลำบากกว่าที่ควรจะเป็น

ผมพากัปตันมายืนข้างโถฉี่ จากนั้นก็ย่อตัวลงให้กัปตันลงไปยืนบนพื้น เขาพอยืนได้บ้าง แต่ต้องมีคนช่วยจับหรือมีที่ให้จับ ถ้าโถฉี่ที่นี่มีราวจับเหมือนกับในห้างบางห้าง ก็น่าจะช่วยได้เยอะเลย แต่ที่นี่ก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่อย่างเดียวให้ ผมจึงต้องทำหน้าที่แทนราวจับด้วยการยืนข้างหลังและสอดมือจับใต้รักแร้ของกัปตันไว้

"ยังเจ็บปากอยู่หรือเปล่า" กัปตันถามขณะรูดซิป ไม่นานก็มีเสียงฉี่กระทบผนังเซรามิก แสดงว่าเจ้าตัวได้ปลดปล่อยความอัดอั้นจากท้องน้อยบ้างแล้ว

"ไม่เจ็บมากหรอก แค่นี้เอง ไม่ต้องห่วงหรอก"

"มีคนถามมึงเปล่าว่าเป็นไร"

"โห…ถามทั้งวันเลย กูขี้เกียจจะตอบแล้ว"

"แล้วมึงตอบว่าไง" กัปตันอยากรู้

"ก็ตอบว่า…โดนแฟนต่อยไง" ผมแกล้งแหย่

"เฮ้ย จริงเหรอ มึงบอกเพื่อนๆ อย่างงั้นจริงเหรอวะ" น้ำเสียงของกัปตันฟังดูเหมือนตกใจ

"เปล่าๆๆ พูดเล่นๆๆ "

"อ้าว แล้วมึงตอบว่าไง"

"ไม่มีอะไร ก็แค่ตอบว่ามีอุบัติเหตุในฟิตเนสนิดหน่อย"

"อ้อ"

"แต่ถ้าเมื่อไหร่มึงอยากให้กูตอบว่าโดนแฟนต่อย มึงบอกกูนะ กูพร้อมจะบอกทุกเวลาเลย" ผมพูดทีเล่นทีจริง

"เชี่ย" กัปตันสบถ ถ้าไม่พูดต่อความ ก็แสดงว่าเขายังไม่พร้อมสำหรับเรื่องนี้แน่ๆ เลย

"ฉี่นานนะมึง" ผมแซว

"ก็กูอั้นนานนี่หว่า"

"เออๆ ฉี่ไปเหอะ อย่าลืมสะบัดด้วยล่ะ" ผมแหย่

"เออ รู้แล้วเว้ย เรื่องนั้นไม่ต้องบอกกูหรอก" กัปตันหัวเราะเบาๆ

เมื่อกัปตันฉี่เสร็จ ผมก็พยุงเขาไปที่อ่างล้างมือ ขณะที่กัปตันล้างมือผมก็หากระดาษทิชชู่มาเตรียมไว้ให้ พอกัปตันล้างมือเสร็จผมก็ส่งให้เขาเช็ดมือให้แห้ง

กัปตันพ่นลมหายใจ ก่อนยิ้มมีความสุข "ค่อยยังชั่วหน่อย"

"เห็นยังว่าถ้ามึงมีกูอยู่ด้วยมันดีแค่ไหน"

"เออ" กัปตันตอบสั้นๆ

ผมรับเอากระดาษทิชชูจากมือกัปตันไปทิ้งถังขยะให้ ก่อนกลับมายืนข้างๆ ให้กัปตันขี่หลัง จากนั้นก็พาเดินขึ้นบันไดหน้าห้องน้ำ คอปเตอร์ยังคงยืนรออยู่และเฝ้ารถวีลแชร์ให้อยู่โดยไม่ไปไหน เขามองดูผมกับกัปตันด้วยสีหน้าแปลกๆ พอกัปตันนั่งลงบนรถวีลแชร์ได้ คอปเตอร์ก็พูด

"คุยกันเหมือนเป็นแฟนกันเลย"

ผมกับกัปตันมองหน้ากันแทบจะทันที สีหน้ายากจะบอกว่ารู้สึกยังไงกันแน่ ส่วนตัวผมโอเคอยู่แล้วถ้าใครจะเข้าใจไปในทางนี้ แต่กัปตันนี่สิ ผมยังไม่รู้เลยว่าเขาจะโอเคหรือเปล่า

"เออๆ รีบไปเหอะ" ผมตัดบท ก่อนพากัปตันเข็นออกไป หลบหนีออกจากบรรยากาศคลุมเครือที่ไม่เป็นผลดีกับเราสองคนเท่าไรนัก

เมื่อกลับเข้ามาในห้องแต่งตัวอีกครั้ง ผู้ชายคนหนึ่งก็วิ่งมาหาเราสามคน หน้าตาท่าทางเหมือนมีเรื่องบางอย่าง มาถึงเขาก็ยื่นมือถือให้ดู

"เฮ้ยกัปตัน มึงดูเฟสหรือยัง รูปมึงหายเว้ย เนี่ย ดูดิ"

กัปตันรับมาดู จากนั้นก็ขมวดคิ้ว "เฮ้ย จริงเหรอปาร์ตี้"

"กูไม่รู้เว้ย แต่ตอนนี้มันไม่มี กูเช็คหลายรอบแล้ว" ผู้ชายที่ชื่อปาร์ตี้พูด ไม่รู้ว่าสนิทหรือรู้จักกัปตันตั้งแต่ตอนไหน

"รูปอะไรหายวะ" ผมสงสัย

"ก็รูปที่ถ่ายวันที่ไปสมัครคิวท์บอยไง เขาเอาขึ้นในแฟนเพจให้คนมากดไลค์ แล้วก็จะเอาคะแนนไลค์มาใช้ในการตัดสินคืนนี้ด้วย" กัปตันหันมาบอก

"มึงได้ไลค์เยอะเปล่า" ผมสงสัย

"ก็หลายพันน่ะ ได้อันดับห้าด้วย ถ้าหายไป…มันจะมีผลต่อคะแนนเยอะเลยนะเว้ย" ปาร์ตี้บอก

เมื่อเข้าใจเรื่องราวดีแล้ว ผมก็เริ่มสงสัย "แล้วใครดูแลเพจ ไปถามเขาก่อนดีไหมว่ารูปหายไปไหน"

"พี่ปริมกับพี่สาไง" กัปตันบอกมา

"อ๋อ พี่สองคนนั้นที่เขาไม่อยากให้มึงสมัครคิวท์บอยใช่ไหม" ผมหันมาถามกัปตัน ขมวดคิ้วคล้ายกับสงสัยบางอย่าง ผมมีความรู้สึกว่าพี่สองคนนี้ดูไม่ค่อยชอบกัปตันเลย

"ใช่"

"โอเค เดี๋ยวกูจะไปถามพี่เขาให้ มึงรออยู่นี่แหละ"

:::ATOM:::

ผมไม่เคยรู้สึกโกรธใครหรืออะไรมากเท่านี้มาก่อนเลย แต่ก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ แม้จะยังไม่รู้ความจริง แต่ผมก็ปักใจเชื่อไปมากกว่าครึ่งแล้วว่าเรื่องนี้เกิดจากความจงใจ ไม่ใช่เพราะความบังเอิญแน่นอน ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่มีการศึกษาดีๆ จะมีความคิดที่คับแคบอย่างนี้ไปได้

"อั้ม เห็นพี่ปริมกับพี่สาไหม"

คนแรกที่ผมเข้าไปถามก็คือคนรักเก่าของผม เธอกำลังช่วยเพื่อนๆ ดูความเรียบร้อยของเวทีอยู่พอดี อั้มหยุดสิ่งที่ทำอยู่ พอเห็นสีหน้าท่าทางของผมแล้วเธอก็คงจะรู้สึกได้ว่าน่าจะมีเรื่องบางอย่าง

"ไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาน่ะ แต่เดี๋ยวก็มาแล้วมั้ง"

"อั้มพอมีเวลาหน่อยไหม ขอคุยด้วยหน่อย" ผมเอ่ยปากร้องขอ เพราะรู้ว่าเธอก็คงยุ่งๆ

อั้มหันไปมองเพื่อนๆ คล้ายกับจะขออนุญาต พอเห็นเพื่อนพยักพเยิดเป็นเชิงตกลง เธอก็เดินตามผมมา เรานั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งในหอประชุม ผมรีบหยิบมือถือออกมา เข้าไปที่เพจตุลาคิวท์บอย ก่อนไปที่อัลบั้มรูปสำหรับผู้ประกวดปีนี้ จากนั้นจึงส่งให้อั้มดู

"รูปของกัปตันหายไปน่ะ"

เมื่อรู้เรื่อง อั้มก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ "เฮ้ย จริงเหรอ เมื่อวานอั้มเช็คยอดไลค์ของคนเข้าประกวดทั้งหมด ก็ยังเห็นรูปกัปตันอยู่เลยนะ ไม่น่าหายหรอก"

พูดจบอั้มก็หยิบมือถือผมไป ก่อนเลื่อนดูรูปในอัลบั้มนั้นสองสามรอบ แต่ก็ไม่มีรูปของกัปตันแม้แต่รูปเดียว

"ไม่มีจริงๆ ด้วย ทำไงดี" อั้มทำหน้ากังวลขณะส่งมือถือคืนให้ผม

"พี่สองคนนั้น...เขาไม่ชอบกัปตันใช่ไหม" ผมถามเสียงเข้ม

สีหน้าของอั้มเจื่อนลง ผมเดาว่าเธอน่าจะพอดูรุ่นพี่สองคนของเธอออกอยู่บ้าง "ก็...น่าจะอย่างนั้น พี่ปริมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เขาก็ดูโอเคกับกัปตันอยู่นะ แต่รู้สึกว่าพี่สาเขามีอะไรกังวลกับกัปตันหลายอย่างน่ะ อย่าบอกนะว่าอะตอมสงสัย..." อั้มกลืนเสียงลงคอ

ผมย่นคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด "ก็เขาเป็นแอดมินเพจไม่ใช่เหรอ"

"ก็ใช่ แต่ว่า...รอพี่เขากลับมาก่อนแล้วค่อยถามดีกว่านะ ตอนนี้...อะตอมอย่าเพิ่งด่วนสรุปเลย บางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ นั่นไง พี่เขามาพอดีเลย"

ผมหันไปตามที่อั้มมอง พี่ปริมกับพี่สาเดินเข้ามากับเพื่อนๆ ชายหญิงหลายคน แต่ละคนถือของพะรุงพะรังกันมาด้วย ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากรู้หรอก

เมื่อเห็นคนที่หมายแล้ว ผมก็ไม่รอช้า รีบลุกเดินตรงไปหาทันที อั้มเดินแกมวิ่งตามผมมาด้วยเพราะผมเดินเร็วจี๋ แค่ผมปรากฏกายขึ้นตรงหน้า พี่สองคนนั้นก็ดูตกใจไม่น้อย

"ผมขอคุยกับพี่หน่อยได้ไหมครับ"

"พี่สองคนเหรอ" พี่ปริมทำหน้างงๆ

"ใช่ครับ"

"ตอนนี้พี่ไม่สะดวกน่ะ ต้องเตรียมอะไรอีกหลายอย่างเลย เอาไว้คุยวันหลังได้ไหม" พี่ปริมต่อรอง

"ไม่ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องคุยเดี๋ยวนี้ครับ" ผมบอกเสียงเข้ม มีคนบอกว่าเวลาผมโกรธ สายตาผมจะดูดุมาก ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะพี่สองคนทำท่ากลัวๆ ผม

"เรื่องอะไรเหรอ" พี่ปริมขมวดคิ้วเข้าหากัน น่าแปลกที่พี่สาไม่ยอมพูดอะไรเลย

"ก็เรื่องรูปหายไงครับ พี่เป็นแอดมินเพจ ไม่รู้เรื่องเลยเหรอครับว่ารูปคิวท์บอยคนหนึ่งหายไป ตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่ไลค์เดียว" ผมบอกโดยไม่อ้อมค้อม

รุ่นพี่สองสาวทำตาโตตกใจ ไม่รู้ว่าตกใจจริงๆ หรือแกล้งตกใจกันแน่

"คนไหน" พี่สาถามบ้าง ผมนึกว่าเธอจะไม่พูดอะไรเลยซะอีก

"ก็คนที่ได้ยอดไลค์สูงสุดเป็นอันดับห้าไงครับ" ผมบอก

"ก็ใครล่ะ พี่จำไม่ได้ขนาดนั้นหรอกว่ายอดไลค์ของใครมีเท่าไหร่" พี่สาขึ้นเสียง หน้าแดงคล้ายกับไม่พอใจ เธอคงจะอายด้วยที่ใครๆ ต่างก็ทยอยเข้ามามุงดู

"กัปตัน ผู้สมัครหมายเลขยี่สิบสอง คนที่ใช้วีลแชร์ไงครับ" ผมบอกข้อมูลอย่างละเอียด

"แน่ใจเหรอ เช็คดูดีหรือยัง อย่ามากล่าวหาง่ายๆ แบบนี้นะ" พี่ปริมหน้าเครียด ในขณะที่เพื่อนอีกคนมีสีหน้าต่างไป

"งั้นก็ดูสิครับ" ผมยื่นโทรศัพท์มือถือให้

พี่ปริมวางของลงกับพื้น ก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ผมไปดู ไม่นานก็ทำหน้าตกใจ แต่ก่อนจะพูดเธอก็เช็คดูอีกรอบ "เฮ้ย รูปน้องเขาหายไปว่ะสา ทำไงดี น้องเขาได้คะแนนเยอะเหมือนกันนะ"

"จริงเหรอ ทำไงดีล่ะ" พี่สาทำหน้ากังวลไปด้วย

"พี่สองคนเป็นแอดมินเพจ ไม่รู้เลยเหรอครับว่ารูปเพื่อนผมหายไปได้ยังไง มีใครไปลบรูปเพื่อนผมออกหรือเปล่า" ผมเริ่มโวยวาย

พี่ปริมไม่ตอบคำถามผม แต่หันไปพูดกับพี่สา "ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก ฉันยังไม่ได้เข้าไปในเพจเลยนะ สา...เธอเข้าไปแก้ไขอะไรหรือเปล่า"

"ฉัน..." สีหน้าของพี่สาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เธอดูอึกอักจนดูเหมือนมีพิรุธ

จังหวะนั้นกัปตันและเพื่อนๆ คิวท์บอยตามมาพอดี พี่ซินดี้ก็มาด้วย ผมเข้าใจว่าทุกคนน่าจะรู้เรื่องหมดแล้ว

"สา อย่าบอกนะว่าเธอ..." พี่ปริมไม่กล้าพูดต่อ แต่สายตาของเธอก็บ่งบอกความสงสัยในตัวเพื่อนไม่น้อย เมื่อเห็นเพื่อนเงียบและไม่ยอมพูด พี่ปริมก็ยิ่งมั่นใจว่าเพื่อนน่าจะเป็นคนทำ เธอจึงต่อว่าเพื่อน

"เธอทำเหรอสา! เธอ...เธอลบรูปของน้องเขาออกไปเหรอ! เธอทำอย่างนั้นทำไม! "

"ฉัน..." พี่สาพูดไม่ออก ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้

"พูดอะไรบ้างสิสา รู้ไหมว่าตอนที่พี่มาช่วยซ้อมเต้นให้น้องๆ น่ะ พี่ยังดีใจเลยที่เธอให้กัปตันสมัครเข้ามาด้วย เพราะเราไม่เคยเปิดกว้างขนาดนี้มาก่อน และพี่เชื่อว่าไม่มีที่ไหนทำแบบนี้ด้วย พี่ชื่นชมพวกเธอมากเลยนะ พี่...แล้วก็คิวท์บอยทุกคนดีใจมากที่เรามีกัปตันมาร่วมประกวดด้วย พวกเขาตั้งใจซ้อมกันมาก ทุกคนอยากให้งานออกมาดี ที่สำคัญ...พอมีกัปตันมา พวกเราก็ได้ทำอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง พี่เชื่อว่าคนที่มาดูคืนนี้ต้องเซอร์ไพรส์แน่ๆ แต่ถ้าเธอทำแบบนั้นจริงๆ มันโคตรจะน่าอายเลยนะสา เธอไม่ได้ทำใช่ไหม" พี่ซินดี้เป็นฝ่ายพูดบ้าง

เมื่อถูกรุ่นพี่ต่อว่า พี่สาก็ถึงจุดทนไม่ไหว ไม่ช้าก็ระเบิดอารมณ์ออกมา "ค่ะ สาเป็นคนลบรูปเขาออกเองแหละ! "

สิ้นเสียงของพี่สา ทุกคนต่างก็อ้าปากค้างและตกใจไปตามๆ กัน

"เธอทำอย่างนั้นทำไมสา! " พี่ซินดี้ถามเสียงดัง ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธ

เสียงฮือฮาของผู้คนค่อยๆ เงียบลง ทุกคนต่างรอฟังคำตอบจากพี่สา เมื่อสายตาทุกคู่จ้องมาที่เธอ ความกดดันก็เพิ่มทวีคูณ

"ก็หนูเกลียดคนพิการ! " พี่สาร้องไห้ ชี้มือมาที่กัปตัน ริมฝีปากสั่นระริก

ใครๆ ที่ได้ยินต่างก็ไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง กัปตันถึงกับหน้าเสียเมื่อตัวเองกลายเป็นเป้าโจมตีของรุ่นพี่ต่างคณะ

"เธอเกลียดเขาทำไม เขาไปทำอะไรให้เธอ" พี่ซินดี้ทำหน้าไม่เข้าใจ

อย่าว่าแต่พี่ซินดี้เลยที่ไม่เข้าใจ ทุกคนที่ยืนมุงอยู่ไม่มีใครเข้าใจสักคน

"ไม่ต้องรู้หรอกค่ะ ลองคิดดูสิคะ คิวท์บอยที่ผ่านการคัดเลือกทุกคนต้องทำงานให้มหาลัย มีกิจกรรมให้ทำทุกเดือน ต้องเดินทางบ่อยๆ ต้องไปออกสื่อ บางทีต้องไปต่างจังหวัดด้วย แล้วคนพิการจะไปได้ยังไง เป็นภาระคนอื่นเปล่าๆ แค่มาซ้อมเต้นก็เป็นภาระแล้ว เข้าห้องน้ำเองก็ไม่ได้ ขึ้นเวทีเองก็ไม่ได้ ต้องมีคนดูแลตลอดเลย เราต้องการคนที่ดูแลตัวเองได้นะคะ ไม่ใช่เป็นภาระคนอื่นไปแทบทุกเรื่องแบบนี้ แล้วไอ้ท่าเต้นบนเวทีก็เหมือนกัน ถ้าไม่หลอกตัวเองกันน่ะ ไม่เห็นเหรอว่ามันง่อยมาก หนูบอกแล้วว่าไม่ต้องให้เขาแสดงก็ได้ ก็ไม่เห็นมีใครฟังกันเลย หนูบอกตรงๆ ว่าหนูเครียดมาก สิ่งที่เราทำกันมา จะพังกันหมดก็เพราะคนพิการนี่แหละ! "

พี่สาพูดเป็นชุดๆ ราวกับอัดอั้นตันใจมานาน ช่างน่าสงสัยว่าเธอไปเจ็บแค้นเคืองโกรธคนพิการมาจากไหน ไม่น่าเชื่อเลยว่าเธอจะมีความคิดรุนแรงต่อคนพิการขนาดนี้

ใบหน้าขาวใสของกัปตันแดงซ่าน แววตาของเขาช่างดูขมขื่นเหลือเกิน ภายนอกยังดูเจ็บปวดขนาดนี้ แล้วหัวใจที่อยู่ข้างในล่ะ ผมหน้าชาไปหมด รู้สึกเหมือนโดนพี่สาด่าต่อหน้าคนอื่นซะเอง ขนาดผมไม่ได้พิการยังรู้สึกเจ็บขนาดนี้เลย

แล้วกัปตันล่ะ!?

"ทำไมใจแคบแบบนี้วะ! " ผมกระแทกเสียงออกไปอย่างเหลืออด ริมฝีปากสั่นพอกัน โกรธจนต้องกำหมัดแน่น ไม่งั้นผมได้ชกผู้หญิงคนนี้เป็นแน่

ทุกคนต่างหันมามองผม คอยฟังอย่างใจจดใจจ่อว่าผมจะพูดอะไรต่อ

"กว่าคนคนหนึ่งเขาจะต่อสู้มาได้ขนาดนี้ กว่าเขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้ ไม่คิดบ้างเหรอว่าเขาจะลำบากขนาดไหน ไม่คิดจะให้โอกาสกันเลยเหรอ ไม่คิดจะให้กำลังใจกันเลยเหรอ ถ้าไม่คิดจะช่วย ก็ไม่ควรจะมาทำลายกำลังใจเขาแบบนี้นะเว้ย"

พูดไปแล้วผมก็น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ความสงสารคนรักแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าคนพิการจะมีชีวิตยากลำบากขนาดนี้ ไม่ใช่ยากเพราะตัวเขา ไม่ใช่ลำบากที่ตัวเขา แต่สังคมต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างยากจนเกินที่จะอยู่ เอาง่ายๆ แค่เรื่องสถานที่ ไปตรงไหนก็มีแต่บันได ไปตรงไหนห้องน้ำก็แคบ แทบไม่มีที่ไหนที่ใช้ได้ แถมยังมาเจอทัศนคติแย่ๆ ของคนแบบนี้อีก

ไม่รู้สิ แม้ผมจะอยู่กับกัปตันได้เพียงเดือนเศษๆ แต่ผมก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าความพิการของกัปตันไม่ใช่ปัญหา คิดง่ายๆ ว่าระหว่างทำให้กัปตันหายพิการกับทำทางลาดเพิ่ม ผมว่าทำทางลาดง่ายกว่าเป็นไหนๆ แต่ปัญหาอยู่ที่มุมมองของคน เพราะใครๆ ก็มองว่าคนอย่างกัปตันเป็นคนส่วนน้อย สังคมจึงเลือกที่จะโทษคนอย่างกัปตันว่าเป็นปัญหา แทนที่จะมองว่าสังคมมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไข หรือทำอะไรเพิ่มได้บ้าง

อย่างน้อยเมื่อทุกคนอยู่ได้อย่างเท่าเทียมกัน สังคมก็น่าจะดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?

"แต่คนเราจะทำอะไรก็ต้องรู้จักสภาพตัวเองด้วย ต้องคิดสิว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาระของคนอื่นขนาดนี้ ก็ไม่ควรจะมาสมัครตั้งแต่แรกหรือเปล่า! " พี่สาเถียงกลับด้วยท่าทางไม่ยอมลดละ คำพูดของเธอทำเอาทุกคนอึ้งกันไปหมด

"สา นี่เธอพูดอะไรของเธอ เธอเป็นบ้าหรือเปล่า พี่ไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนี้เลยนะ พี่ทุ่มเทให้กับงานนี้มากแค่ไหนเธอก็เห็น วันนี้พี่ก็ลางานมาให้ทั้งวัน เพราะพี่เห็นเธอตั้งใจ ที่ผ่านมาเธอก็ทำมาได้ดีตลอด แต่ถ้าเธอจิตใจคับแคบแบบนี้ พี่ก็พูดได้คำเดียวว่า...พี่โคตรผิดหวังในตัวเธอเลยว่ะ! "

พี่ซินดี้ต่อว่าอย่างเหลืออด สีหน้าบ่งบอกว่าผิดหวังอย่างที่เธอพูด พี่สาถึงกับอึ้ง บรรยากาศตอนนี้ดูเคร่งเครียดไปหมด แต่ถ้าจะถามหาคนเจ็บที่สุดแล้วล่ะก็ คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...

"พอเถอะครับ! " กัปตันโพล่งออกมาหลังจากที่ทนฟังอยู่นาน สายตาของทุกคู่เปลี่ยนไปจ้องมองกัปตันแทน

"ถ้าผมเป็นภาระให้ทุกคนมากขนาดนี้ เอาเป็นว่าผมขอโทษ แล้วเย็นนี้...ผมจะไม่เข้าประกวด เลิกทะเลาะกันเพราะผมได้แล้วนะครับ"

พูดจบกัปตันก็เข็นออกไปอย่างเร็ว ทุกคนตกตะลึงไปตามๆ กัน แต่ไม่มีใครกล้าตามไปนอกจากผมคนเดียว

ผมวิ่งตามกัปตันออกมาข้างนอก ทันเห็นเขายกล้อหน้าและไถลลงทางลาดที่แสนชันลงไปยังพื้นถนนหน้าอาคาร ผมร้องตามและพยายามวิ่งไปดักทันที

"กัปตัน มึงจะไปไหน รอกูด้วย"

เมื่อได้ยินเสียงผม กัปตันก็ค่อยชะลอความเร็วจนหยุดสนิท ผมรู้สึกเจ็บขึ้นอีกร้อยเท่าเมื่อเห็นหยดน้ำใสๆ ปรากฏบนใบหน้าของกัปตัน ไม่อยากจะคิดเลยว่ากัปตันจะเจ็บและอายขนาดไหนที่โดนพี่สาว่าแรงๆ แบบนั้นต่อหน้าคนมากมาย

ผมหยุดยืนอยู่หน้ารถวีลแชร์ของกัปตัน ใช้มือสองข้างจับใต้รักแร้เขาไว้ ก่อนดึงให้ลุกขึ้นยืน เราสบตากันเป็นเวลาสั้นๆ จากนั้นกัปตันก็สวมกอดผม ไม่นานตัวเขาก็สั่นๆ ผมรู้ทันทีว่ากัปตันร้องไห้ ส่วนผมก็ไม่อาจห้ามน้ำตาได้ เพราะความเจ็บปวดของกัปตันก็เหมือนความเจ็บปวดของผม แม้ผมจะรู้สึกได้ไม่เท่าเขา แต่ผมก็เข้าใจความรู้สึกของเขาเป็นอย่างดี

"กูอยู่ตรงนี้แล้วนะเว้ย กูเข้าใจมึงนะเว้ยกัปตัน ไม่ต้องเสียใจนะเว้ย" ผมพูดได้แค่นี้ รู้สึกจุกที่คอหอยจนพูดต่อไม่ได้

กัปตันคงรับรู้ถึงความห่วงใยและความจริงใจที่ผมมีให้ เขากอดผมแน่น ส่วนผมก็กอดเขาแน่นพอกัน

ต่อให้เก่งมาจากไหน เข้มแข็งมาจากไหน เจอแบบนี้เข้าไปก็คงยากจะทานทน

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น