เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 18 : ♿ เมื่อคิวท์บอยโดนแฉ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 มิ.ย. 63

:::ATOM:::

"สบายตัวเลยสิมึง"

พออุ้มมาส่งและวางอีกคนลงบนเตียง ผมก็ถือโอกาสแซวอย่างอารมณ์ดี กัปตันไม่โต้ตอบ เขานอนลงแล้วก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายที่เหลือเพียงแค่กางเกงขาสั้น ที่จริงคลุมไว้ก็ดีแล้วล่ะ เห็นตัวขาวๆ ของมันแล้วผมกลัวจะลุกขึ้นสู้อีกจนได้

ผมนั่งลงบนเตียงนอนของกัปตัน ยิ้มให้คนที่นอนทำหน้าไม่ถูกอย่างอารมณ์ดี "ทีหลัง…อย่ามายั่วกูแบบนี้อีกนะเว้ย เมื่อกี้กูเกือบหยุดไม่ได้รู้เปล่า ถ้ากูห้ามใจไม่อยู่ มึงเสร็จกูเลยนะเว้ย แต่กูน่ะ…ไม่อยากเห็นมึงร้องไห้กระซิกๆ "

"ไม่ใช่ผู้หญิงซะหน่อย" กัปตันเถียงเสียงมุบมิบ

ผมหูผึ่งขึ้นมาทันที จากนั้นก็รีบทิ้งตัวลงไปทับตัวมันไว้ กัปตันตกใจน่าดู ผมจ้องแววตาประหม่าคู่นั้น เจ้าตัวคงเขินแต่ก็พยายามสะกดไว้อย่างเต็มที่

"พูดอย่างงี้…แสดงว่าอยากลองของจริงใช่ไหม"

"เปล่า" กัปตันรีบแย้ง

"แล้วพูดยั่วทำไม" ผมก้มหน้าลงไปใกล้

"ยั่วเหี้ยอะไร กูแค่บอกว่ากูไม่ใช่ผู้หญิงเฉยๆ " กัปตันเถียง

"ก็นั่นแหละ เขาเรียกว่ายั่ว"

กัปตันเงียบ คงไม่รู้จะเถียงอะไร ไม่งั้นก็น่าจะยอมรับข้อกล่าวหาของผมกลายๆ ไปแล้ว

"ถามจริง…ที่กูทำให้เมื่อกี้ มึงชอบไหม" คราวนี้ผมเป็นฝ่ายถามยั่วบ้าง

กัปตันหน้าแดงจัด แก้มขาวๆ ของมันแดงปลั่งด้วยเลือดฝาด ช่างเชื้อเชิญให้อยากซุกแก้มลงหอมอีกสักทีไม่น้อย

"อืม"

แม้จะเป็นคำตอบสั้นๆ แต่ก็ทำเอาผมดีใจจนยิ้มแก้มแทบแตก

"แล้วที่กูทำให้มึงล่ะ" กัปตันถามกลับบ้าง

"สุดยอด" ผมยิ้มกรุ้มกริ่มและยักคิ้วให้

ที่ว่า "ทำให้" นั้นก็ไม่ใช่อะไรหรอก แค่ใช้มือช่วยสร้างความสุขให้กันและกันเท่านั้น ถึงจะยังไม่เต็มที่ แต่ก็ดีกว่าอาศัยมือตัวเองหลายขุม

"แล้วมึงจะมาทับตัวกูทำไมวะ" กัปตันพูดพลางพยายามผลักผมให้ลุกขึ้น น่าจะเป็นความพยายามหนีเขินอีกรอบ

ผมลุกขึ้นนั่ง หัวเราะชอบใจและทำหน้าทะเล้นใส่ "กลัวจะอดใจไม่ไหวล่ะซี้"

"เออ" กัปตันยอมรับหน้าตาเฉย

"แสดงว่ามึงมีอารมณ์กับกูงั้นสิ"

"ยังจะถามอีกนะมึง" กัปตันว่าไม่จริงจังนัก

ผมหัวเราะชอบใจเบาๆ จ้องมองใบหน้าขาวใสไม่วางตา ใบหน้าของกัปตันมีเสน่ห์ชวนมอง ผมไม่เคยรู้สึกเบื่อเลย

"กูก็มีอารมณ์กับมึง แล้วก็ไม่เคยรังเกียจมึงนะเว้ย จำไว้…กูชอบมึงอย่างที่มึงเป็นนี่แหละ แต่ถ้ามึงอยากทดสอบกู กูก็ไม่ว่าอะไรหรอก กูรู้ว่ามึงต้องการความมั่นใจ มึงอยากทดสอบกูกี่ครั้ง แบบไหน ตามสบายเลย เอาที่มึงสบายใจละกัน"

กัปตันนอนฟังเงียบๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเข้มขรึม สงสัยผมจะพูดสะกิดใจมันสักเรื่องเข้าให้แล้ว

"เป็นไรวะ" ผมเลิกคิ้ว

คนหน้าใสครุ่นคิด ไม่นานก็ตอบ "ไม่รู้ว่ะ บางทีกูก็สับสนตัวเอง"

"สับสนอะไรวะ"

"ก็…หลายอย่าง"

"อะไรมั่งล่ะ"

กัปตันครุ่นคิดอีก ไม่นานก็ยอมเฉลยออกมาตรงๆ "อย่างแรก…กูชอบผู้ชายจริงๆ เหรอวะ"

ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของกัปตันอยู่หรอก เพราะผมก็เคยแอบถามตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากนัก "สมัยนี้…มันไม่มีผู้ชายผู้หญิงแล้วนะเว้ย มีแค่รักกับไม่รักเท่านั้นแหละ อย่าคิดเยอะดิวะ แค่ทำตามหัวใจของมึงก็พอแล้ว"

"แล้วถ้าวันหนึ่งกูเกิดอยากชอบผู้หญิงขึ้นมาล่ะ" กัปตันถามต่อ

ผมอึ้งไปชั่วขณะ แต่ไม่นานก็มีคำตอบให้เช่นเคย "ก็ไม่เห็นเป็นไร มันเป็นเรื่องธรรมดาเปล่าวะ ถ้ามึงเจอคนที่ใช่กว่ากู ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มันก็เหมือนกันแหละ กูบอกแล้วไง เพศไม่สำคัญ สำคัญว่ามึง…รู้สึกกับใครมากที่สุด"

คำพูดของผมคงฟังดูน่าคิดตามไม่น้อย กัปตันทำท่าเออออไปด้วย แต่ก็มิวายมีเรื่องสงสัยมาถามเพิ่มอีกจนได้ คราวนี้ทำเอาผมอึ้งมากกว่าครั้งแรกอีก

"แล้วมึงล่ะ วันหนึ่งมึงจะกลับไปชอบผู้หญิงหรือเปล่า กูว่ามึงน่ะยังชอบผู้หญิงอยู่นะเว้ย"

จะว่าตอบยากก็ไม่เชิง ที่จริงก็พอตอบได้อยู่หรอก แต่มีประเด็นที่ต้องระมัดระวังเท่านั้นเอง

"กูไม่ปฏิเสธว่ากูยังชอบผู้หญิง แต่ชอบกับรัก…ไม่เหมือนกันเว้ย อีกอย่าง…กูบอกมึงแล้วไงว่าไม่เกี่ยวกับเพศ" ผมย้ำเรื่องเดิม ก่อนจะพูดทีเล่นทีจริงให้ฟังดูขำๆ "ไม่แน่นะเว้ย กูอาจจะชอบผู้ชายคนอื่นแทนที่จะเป็นผู้หญิงก็ได้ เดี๋ยวนี้…นอกจากมึงแล้ว กูเริ่มเหล่ผู้ชายหล่อๆ ขาวๆ แล้วนะเว้ย"

"เหี้ย" กัปตันสบถใส่ผมทันที

"หึงเหรอ" ผมทำหน้าทะเล้นใส่

"หึงเหี้ยไร มีแต่มึงนั่นแหละหึงกู" กัปตันว่าพลางเอาหลังมือตีแขนผมไปด้วย

"อูย เจ็บ" ผมแกล้งเอามือถูแขนตรงที่โดนตีและทำหน้าเหยเก แต่ไม่นานก็ยอมรับหน้าชื่นตาบาน "เออ กูหึงมึง หึงมากด้วย"

กัปตันไม่พูดอะไรต่อ แต่หันไปมองนาฬิกาข้างฝาแทน ผมเดาได้ว่ามันคงอยากนอนเต็มทีแล้ว เพราะเมื่อกี้เราก็ใช้เวลานานอยู่ แทบไม่อยากให้เสร็จไวเลย

"ดึกแล้ว นอนดีกว่า อ้อ" ผมเรียกความสนใจอีกครั้ง กัปตันหันมามองด้วยความสนใจเกือบทันที

"กูย้ำอีกทีนะเว้ย คนเรารักกัน ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นอะไร มันก็แค่รักหรือไม่รัก ใช่หรือไม่ใช่ ถ้ารัก…ถ้าใช่ มันก็รัก…มันก็ใช่ โอเคป้ะ"

"เออ ย้ำจังเลยเว้ย" กัปตันพูดเหมือนบ่น

"เรื่องสำคัญๆ ก็ต้องย้ำบ่อยๆ ดิ จะได้จำได้" ผมบอก

"เออ แล้วพรุ่งนี้…เครื่องออกกี่โมง" กัปตันเปลี่ยนเรื่อง น่าจะหมายถึงเรื่องที่ผมจะไปถ่ายแบบต่างจังหวัดนั่นแหละ

"บ่ายโมงครึ่ง กูต้องไปถึงสนามบินเที่ยง"

กัปตันพยักหน้ารับรู้หงึกๆ ทำท่าเหมือนอยากถามบางอย่าง คิดสักพักจึงถามออกมา "คราวนี้…ถ่ายเซ็กซี่แค่ไหนวะ"

"ก็เยอะอยู่ แต่มันเป็นชุดว่ายน้ำนะเว้ย ดูสปอร์ตๆ หน่อย ไม่น่าเกลียดหรอก" ผมบอกโดยไม่อ้อมค้อม

กัปตันพยักหน้ารับรู้อีกครั้ง "ก็ดีแล้ว แต่มึงก็ระวังหน่อยละกัน"

"อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิดแหละวะ คนอย่างกู…ไม่มีทางเลือกเยอะนี่หว่า ถ้าไม่ทำ…กูจะเอาอะไรกิน" ผมทำเสียงเหมือนน้อยใจ

"กูก็ไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย แค่เป็นห่วงมึงเฉยๆ เว้ย กูน่ะ...อยากให้มึงเรียนที่นี่กับกูไปนานๆ ถ้ามึงไม่ระวัง กูกลัวจะโดนเรียกไปเตือน" กัปตันรีบแก้ตัว

"เออ ขอบคุณมากเว้ย กูก็หวังว่ามันจะไม่มีปัญหาอะไรเหมือนกัน แต่ตอนนี้…มันทำได้แค่นี้เว้ย"

กัปตันลุกขึ้นนั่งตัวตรง ก่อนดึงผมเข้าไปกอดเบาๆ และปล่อยออกในเวลาไม่นาน แถมยังไม่พูดอะไรอีก ผมเดาว่าเขาน่าจะอยากให้กำลังใจผม ผมจึงยิ้มให้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง แต่ก็อดแหย่กัปตันเล่นอีกไม่ได้อยู่ดี

"รีบปล่อยออกเชียวนะมึง กลัวไม่ได้นอนเหรอ"

"เหี้ย ไปนอนไป" กัปตันว่าพลางพยายามผลักผมลงจากเตียง

ผมรีบลุกขึ้นยืน แต่ก่อนจะกลับเตียงตัวเองก็คิดได้ว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอซะหน่อยละกัน ว่าแล้วผมก็ย่อตัวลงนั่งบนเตียงอีกครั้ง กัปตันทำหน้างงๆ แต่ไม่ทันได้ถาม ผมก็จู่โจมด้วยการโน้มตัวไปหอมแก้มมันหนึ่งฟอดใหญ่ๆ ก่อนจะรีบกระโจนกลับเตียงตัวเอง เพราะกลัวโดนกัปตันฟาดด้วยหลังมืออีก

"เหี้ย" กัปตันอวยพรผมก่อนนอนด้วยสีหน้าแดงๆ

ผมว่าคืนนี้ผมคงนอนหลับฝันดีกว่าทุกคืนอย่างแน่นอน

:::INN:::

วันนี้ผมต้องมาซ้อมเต้นอีกแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจเต้นสักเท่าไหร่หรอก ในหัวมีเรื่องตีกันเยอะแยะไปหมด ผมจึงเผลอเหม่อและลืมท่าเต้นบ่อยๆ จนกระทั่งคนสอนคงรู้สึกว่าบ่อยเกินไป พี่ซินดี้จึงบอกให้หยุดเพลงและเดินมาหาผม ไม่บอกก็รู้ว่าคงตั้งใจมาดุแน่ๆ

"ตั้งใจหน่อยนะคะอิน เหลืออีกแค่สองวันแล้วนะคะ ถ้าวันนี้ซ้อมดีๆ พี่จะได้ให้กลับไว จะได้พักเต็มที่ เพราะว่าพรุ่งนี้ซ้อมวันสุดท้ายแล้ว อาจจะต้องซ้อมดึกหน่อย"

"ครับ" ผมรับคำสั้นๆ ขณะที่เพื่อนๆ ที่ซ้อมด้วยกันก็ปรายตามองด้วยความสงสัย โชคดีที่ยังไม่มีใครบ่นอะไรมาก ยกเว้นคนหนึ่งซึ่งเขม่นกับผมมาตั้งแต่เจอหน้ากันแล้ว

หลังจากโดนดุ ผมก็จำเป็นต้องตั้งใจซ้อมมากขึ้น ก็เลยผิดพลาดน้อยลง ระหว่างที่ซ้อม ผมก็เห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องซ้อมของเรา การปรากฏตัวของเขาทำเอาผมแทบจะหยุดเต้นทันที แต่ก็ยังพยายามไม่มองและฝืนเต้นต่อไป

เขาคงไม่ได้มาหาผมหรอก น่าจะมาหาน้องชายของเขามากกว่า เรื่องของผมกับเขา…คงจบกันแค่เมื่อวานนี้ ถ้าจะต้องหาอะไรสักอย่างมาโทษ ก็คงต้องโทษความ "ร่าน" ของผมเอง ความสัมพันธ์ที่มีทีท่าว่าจะไปได้ดีจึงพังลงอย่างงงๆ

แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ เมื่อการซ้อมสิ้นสุดลง พี่โดมก็เข้าไปหากัปตัน ไม่สนใจจะมองมาทางผมแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ ผมได้แต่ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นเลย

"ไง วันนี้เต้นป่วยนะมึง มัวแต่ไปเอาท์ดอร์มาล่ะสิท่าถึงไม่มีแรง"

ขณะที่ผมกำลังจะกลับ เสียงคำพูดกวนประสาทของใครคนหนึ่งก็ดังตามมาข้างหลัง เมื่อหันไปมอง ผมก็เห็นคู่อริซึ่งเป็นคิวท์บอยด้วยกันคนหนึ่ง มันชื่อปาร์ตี้ เป็นเพื่อนของเพื่อนสมัยเรียนมัธยม ตอนนั้นเคยจีบผู้หญิงคนเดียวกัน แล้วผมดันจีบติดก่อน มันก็เลยไม่ค่อยชอบผมเท่าไหร่ เพราะผมเองก็ปากไม่ดีกับมันด้วย แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่ามันรู้เรื่องบางอย่างของผมนี่สิ ไม่รู้ว่ามันไปรู้มาจากไหนเหมือนกัน

"ยุ่งอะไรด้วยวะ" ผมหันไปขึงตาใส่ ที่หงุดหงิดอยู่แล้วก็ชักหงุดหงิดมากขึ้น

"ก็ไม่มีอะไร" ปาร์ตี้ลอยหน้าลอยตา ท่าทางกวนประสาทของมันทำเอาผมยิ่งอารมณ์เสีย นึกอยากจะซัดมันซักหมัดสองหมัด แต่ก็ต้องพยายามยั้งใจเอาไว้

"แต่ระวังนะเว้ย โดนแฉกลางงานขึ้นมา มึงลองคิดสภาพดูนะว่ามันจะขนาดไหน ไอ้คิวท์บอยเอาท์ดอร์" ปาร์ตี้หัวเราะเยาะ

คราวนี้ผมไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์ได้ จึงตรงปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อมันและทำท่าจะต่อย

"เอาดิ ถ้ามึงกล้าทำ กูก็กล้าบอก" ปาร์ตี้ท้าทาย แค่นี้ก็มากพอจะทำให้ผมแกว่งได้แล้ว ให้ตายเถอะ! การมีอดีตแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย

คนที่กำลังจะกลับบ้านรีบพากันวิ่งมาห้าม ผมกับปาร์ตี้มีแค่สองคน จึงไม่สามารถสู้แรงคิวท์บอยอีกห้าหกคนที่มาดึงเราออกจากกันได้ ทำได้แต่ทำท่าฟึดฟัดใส่กัน

"โธ่เว้ย ไอ้คิวท์บอยเอาท์ดอร์ คิดว่าเก่งนักหรือไง เดี๋ยวมึงเจอกูแน่" ไอ้ปาร์ตี้ตะโกนซะเสียงดังลั่น ไม่รู้ว่าจะมีใครรู้หรือเปล่าว่าที่มันพูดหมายถึงอะไร

แค่นั้นก็ทำเอาผมโกรธจัดจนหน้ามืดได้แล้ว ผมจึงออกแรงทั้งหมดกระชากตัวเองออกจากการเกาะกุม คงเป็นเพราะคนที่จับไว้เผอเรอ นึกว่าจับแยกได้แล้วจะจบแค่นี้ ก็เลยจับผมไว้ไม่แน่นมาก

เมื่อหลุดมาได้ ผมก็ตรงเข้าเหวี่ยงหมัดใส่คู่อริอย่างจัง มันก็เหวี่ยงคืนใส่ผมบ้าง ต่างคนต่างประเคนหมัด เข่า ศอกและตีนใส่กันไม่ยั้ง ก่อนจะถูกจับแยกออกจากกันอีกรอบ มีรอยช้ำตามตัวและเลือดซิบๆ ที่ปากด้วยกันทั้งคู่

ผมทำท่าฟึดฟัดและจะวิ่งเข้าใส่ไอ้ปาร์ตี้อีก ต่างคนต่างยกแข้งยกขาหมายจะถีบกันให้ได้ แต่คราวนี้ไม่เป็นผล เพื่อนๆ จับดึงเราไว้อย่างแน่นหนา ผมจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะถีบมันไป พลันก็ต้องตกใจเมื่อจู่ๆ ผมเห็นพี่โดมเข้ามายืนดูด้วยอีกคน

ไม่รู้ว่าพี่โดมได้ยินที่ไอ้ปาร์ตี้เรียกผมหรือเปล่า แต่สีหน้าและแววตาที่มองมามีหลายความรู้สึก จะว่าสงสารก็ใช่ สมเพชก็ไม่เชิง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว พี่โดมก็หันหลังกลับและเดินออกไปทันที ผมรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก ตอนแรกก็ว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนั้น แต่สุดท้ายผมก็ทนเห็นพี่โดมเดินหนีผมไปแบบนี้ไม่ไหว

"พี่โดม รอผมด้วย" ผมตะโกนเรียกตาม

พี่โดมหยุดชะงักและหันมามอง ผมไม่สนใจแล้วว่าพี่โดมอยากคุยกับผมหรือเปล่า ต่อให้ไม่อยากเห็นหน้าผมก็จะยอมหน้าด้านล่ะคราวนี้ ว่าแล้วผมก็สะบัดตัวออกจากการเกาะกุม ก่อนวิ่งไปหาพี่โดมซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป ไม่มีใครตามมาดึงผมไว้แล้ว เพราะผมไม่ได้จะไปหาเรื่องใครอีก

โชคดีที่พี่โดมหยุดรอ ทว่าข้างๆ ก็มีกัปตันอยู่ด้วย แต่มาถึงตอนนี้แล้ว ผมคงต้องพูดสิ่งที่ผมอยากพูด ไม่งั้นพี่โดมคงไม่ยอมให้ผมพูดด้วยแน่ๆ เมื่อมาหยุดตรงหน้าผมจึงรีบพูดก่อนจะเสียโอกาสไป

"พี่โดม ผมขอโทษ"

ไม่รู้ว่าคำขอโทษจะช่วยให้อะไรดีขึ้นได้หรือเปล่า แต่ผมก็สังเกตเห็นว่าแววตาของพี่โดมอ่อนลง ส่วนกัปตันมองผมด้วยความสงสัย เขาคงไม่เข้าใจว่าสองคนนี้มีเรื่องอะไรกัน

"กัปตันไปรอพี่ที่รถก่อน เดี๋ยวพี่ตามไป" พี่โดมหันไปบอกน้องชาย

"ครับพี่" กัปตันรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนเข็นรถออกไปข้างนอกและหายไปในเวลาไม่นาน

พอกัปตันไปแล้ว พี่โดมก็ลากแขนผมออกไปจากห้อง ท่ามกลางสายตาสงสัยและเสียงซุบซิบของใครต่อใคร เมื่อเจอที่เหมาะๆ และลับตาคน พี่โดมก็เริ่มเรื่องด้วยท่าทางหงุดหงิด

"กูบอกมึงแล้วไงว่ามึงกับกูจบกันแค่นี้"

"พี่โดม ผมขอโทษครับพี่" ผมพยายามจะขอความเห็นใจ แต่สีหน้าท่าทางของพี่โดมไม่มีสิ่งนั้นให้ผมเลย

"ขอโทษทำเหี้ยอะไร มึงทำตัวแบบนี้…มึงคิดว่าใครเขาจะยกโทษให้มึงอีกวะ"

"ผมไม่มีใครแล้วพี่ ผมกลัว ผมกลัวจริงๆ นะพี่โดม ผมกลัวไปหมดเลย ไอ้ปาร์ตี้มันขู่จะแฉผมบนเวทีประกวด ผมกลัวที่บ้านผมรู้ ถ้าเขารู้…ผมตายแน่ๆ เลยพี่" ผมทรุดลงนั่งคุกเข่าและเริ่มร้องไห้ ไม่เคยรู้สึกอดสูและสมเพชตัวเองขนาดนี้มาก่อนเลย ที่จริงก็ไม่อยากใช้น้ำตามาร้องขอความสงสารหรอก แต่ชีวิตของผมตอนนี้ช่างน่าสมเพชจริงๆ แม้กระทั่งตัวผมเองก็ยังสมเพชตัวเองเลย

"แล้วกูจะช่วยอะไรมึงได้วะ มึงคิดว่ากูจะปิดปากมันได้หรือไง" พี่โดมย้อนถาม น้ำเสียงยังฟังไม่ชัดนักว่าไปทางความรู้สึกแบบไหนกันแน่

ที่พี่โดมพูดก็ถูกของพี่โดม ตอนนี้จะมีใครที่ไหนช่วยผมได้ ยกเว้นว่าผมจะไปฆ่าปิดปากไอ้ปาร์ตี้ แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ใครต่อใครต่างก็รู้เรื่องของผมมากขึ้นและมากขึ้น ผมคงจะปิดปากไม่ได้ทุกคนหรอก ความลับของผมเหมือนมีระเบิดเวลา อีกไม่นานมันก็จะระเบิด ใครต่อใครก็จะรู้กันไปหมด เมื่อวันนั้นมาถึง ไม่ช้าก็จะเข้าหูคนที่บ้านของผมจนได้ คราวนี้ก็จะเป็นหายนะของจริง

ถึงนาทีนี้ผมก็ได้แต่เงียบ นึกอะไรไม่ออกว่าจะทำยังไงดีกับชีวิตของตัวเอง ช่างเถอะ เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่า ถ้ามันทำอะไรไม่ได้จริงๆ อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด ในเมื่อทำอะไรไม่คิดไปแล้ว จะไม่รับผลอะไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ผมควรจะสนใจมากที่สุดคือคนตรงหน้าต่างหาก เพราะถึงอย่างน้อยผมแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ายังมีใครสักคนคอยให้กำลังใจกันบ้าง ชีวิตของผมก็คงจะไม่เลวร้ายจนเกินไป

"มึงมีอะไรก็ว่ามา เดี๋ยวกูจะพาน้องกูไปซื้อของ เขารออยู่"

คำพูดของพี่โดมฟังดูไร้เยื่อใยไปแล้ว บ่งบอกชัดเจนว่าโอกาสของผมคงไม่มีเหลือ เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากความไม่รู้จักยั้งคิดของผมอีกเหมือนกัน

เมื่อสองวันก่อน ผมขอให้พี่โดมไปส่งที่คอนโด คืนนั้นผมปรับทุกข์กับพี่โดมหลายเรื่อง เราซื้อเบียร์มาดื่มกันด้วย เมากันพอสมควร แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ เพราะหลังจากเมาได้ที่ อารมณ์บ้าๆ นั่นทำให้ผมขาดสติ ผมเริ่มหาวิธียั่วยวนพี่โดมสารพัด จนในที่สุดก็ลงเอยกันบนเตียง

พอตื่นขึ้นมาเท่านั้น พี่โดมด่าผมและโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าผมฉวยโอกาส ทำตัวน่ารังเกียจ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเขาซะหน่อย ควรจะเป็นผมด้วยซ้ำที่ลุกขึ้นมาพูดแบบนี้ แถมมันยังน่าแปลกใจตรงที่พี่โดมทำเหมือนเป็นเรื่องเสียหายร้ายแรงมาก ทั้งที่จริงควรจะเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆ ของหนุ่มๆ สาวๆ สมัยนี้ แต่ก็นั่นแหละ เอาเป็นว่าพี่โดมโกรธผมมากจนตัดขาดความสัมพันธ์กับผมไปเลย

ผ่านไปวันสองวัน ผมก็เริ่มเอะใจบางอย่าง พี่โดมอาจยังไม่พร้อมที่จะคบกับผู้ชายก็ได้ เผลอๆ อาจจะรับไม่ได้ด้วยซ้ำ เรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นจึงกลายเป็นว่าผมล้ำเส้นไป ไม่แปลกเลยที่พี่โดมจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนั้น

"ผม…ผมแค่อยากจะขอโทษพี่โดมน่ะครับ…สำหรับเรื่องวันนั้น" ผมพูดประโยคนี้ออกไปโดยที่แทบไม่รู้ความหมายของสิ่งที่พูด เหมือนกับว่าผมไม่ได้ยินเสียงของตัวเองตอนที่พูดเลย

สายตาของพี่โดมยังคงดูเย็นชา แม้จะมีแววเห็นใจหรือสงสารฉายออกมาบ้าง แต่ก็น้อยเต็มที ไม่นานพี่โดมก็ถอนหายใจ

"แค่นี้ใช่ไหม"

"ครับ" ผมรับคำ ท่าทางคล้ายกับคนกำลังยอมรับสภาพ

"กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ" เสียงห้วนๆ ตอบมา

ตอนที่อะตอมด่าผมแรงๆ ผมก็ว่าผมเจ็บมากแล้ว แต่เจอคำพูดนี้ของพี่โดมเข้าไป ผมว่ามันเจ็บที่สุดเท่าที่ผมเคยเจ็บมาเลยก็ว่าได้

"กูเคยคิดว่ามึงจะทำตัวดีขึ้นนะเว้ย จะว่าไป…กูเห็นใจมึงด้วยซ้ำ แต่สันดานมึงน่ะ…ไว้ใจไม่ได้ มึงล้ำเส้นกู มึงใช้มารยากับกู เพราะฉะนั้น…อย่าหวังว่ากูจะไว้ใจมึงอีก"

ผมโดนตอกอีกดอกแล้ว เรียกว่าปิดฝาโลงขังผมให้ขาดอากาศหายใจตายอยู่ในนั้นไปเลย พี่โดมเดินจากไปทันทีหลังจากนั้น ทิ้งผมไว้ตรงนี้เพียงลำพัง ไม่รู้ว่าจะไปไหน หรือทำอะไรต่อ

หูผมอื้อ ตาผมลายไปหมดแล้ว ไม่คิดเลยว่าเด็กอายุสิบเก้าอย่างผมจะมาเจอปัญหาแบบนี้ ครอบครัวผมก็ดี เงินทองก็มีใช้ไม่ขาด ไม่เคยอดอยากแร้นแค้น แต่เพราะผมทำตัวเองแท้ๆ ก็เลยพาตัวเองมาติดอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ที่สำคัญ ไม่มีใครช่วยผมได้ แม้แต่ที่บ้านผมก็ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าเขารู้ขึ้นมา นอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ผมอาจจะโดนทำโทษหนักอีกต่างหาก

ในเมื่อผมปิดปากคนอื่นไม่ได้ ซ้ำยังแก้ไขให้อะไรดีขึ้นไม่ได้ ก็มีอยู่แค่หนทางเดียวเท่านั้นที่จะจบปัญหาทุกอย่าง ผมไม่เคยคิดถึงมันมาก่อนเลย แต่จู่ๆ มันก็แวบเข้ามาในความคิด สงสัยผมจะเข้าตาจนและอับจนหนทางเข้าให้แล้วถึงได้สิ้นคิดแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมหวังว่ามันจะเป็นการสิ้นคิดครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

ผมลุกขึ้นยืน สองขาก้าวออกไปที่ไหนสักแห่งที่ผมเองก็ไม่รู้ ที่จริงผมควรจะรู้ว่ามันเป็นที่ไหน เพราะผมมาเรียนที่นี่แทบทุกวัน แต่สมองของผมทำงานได้ไม่ดีนัก เมื่อเดินออกมาได้ไม่นาน ผมก็เห็นแค่แสงไฟและมีวัตถุเคลื่อนที่เร็วไปมาพร้อมกับเสียงที่แสนวุ่นวายของมัน แต่ในท่ามกลางความวุ่นวายนั้น คนนับหมื่นนับพันก็ยังมีจุดหมายปลายทางของตัวเอง มันคือการดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ แต่ก็ยังมีบางคน…ที่อาจต้องการสิ่งตรงข้าม

สิ่งที่ผมหวังมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือขอให้มีหนึ่งในวัตถุซึ่งเคลื่อนที่วุ่นวายไปมาบนท้องถนน ช่วยยุติปัญหาทั้งหมดให้ผมที ผมต้องการแค่นี้จริงๆ

:::DOME:::

ตอนที่ผมไปรับกัปตัน ครูสอนเต้นบอกว่าอยากให้หาพวกของสะท้อนแสงมาตกแต่งรถวีลแชร์ของกัปตันด้วย วันแสดงจริงน่าจะสร้างสีสันได้ไม่น้อย ผมก็เลยพากัปตันออกมาหาซื้อวันนี้เลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีเวลา เพราะอีกสองวันก็จะแสดงจริงแล้ว ซื้อของเสร็จเราก็หาข้าวเย็นกินกันสองพี่น้อง เสร็จธุระทั้งหมดแล้วผมจึงมาส่งกัปตันที่คอนโด

"พี่โดมจะนอนนี่ก็ได้นะครับ ตั้งแต่ผมมาอยู่นี่ พี่โดมยังไม่เคยมานอนนี่เลย" กัปตันเชื้อเชิญเมื่อมาถึงห้อง

ผมมองไปรอบๆ ห้องของกัปตัน แม้จะเป็นห้องที่หนุ่มโสดสองคนอยู่ด้วยกัน แต่มันก็ดูสะอาดดี อย่างว่าแหละ น้าสาวผมคงไม่ยอมให้กัปตันอยู่แบบรกๆ หรอก เห็นว่าส่งแม่บ้านมาช่วยทำความสะอาดให้ครั้งสองครั้งแล้ว ที่จริงอะตอมก็ช่วยทำบ้าง แต่เขาก็ติดเรียนและต้องทำหลายอย่าง น้าเล็กเลยส่งคนมาจัดการให้

"พี่ก็คิดอยู่ ขี้เกียจกลับเหมือนกัน เออ…ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยได้ไปหาน้าเล็กเลย ไม่รู้เป็นไงมั่ง" ระหว่างที่พูดผมก็เอาของที่ซื้อมาวางบนโต๊ะ ก่อนพาตัวเองมานั่งสบายๆ ที่โซฟา การจัดสิ่งของต่างๆ ดูแปลกตาจากคราวที่แล้วไปบ้าง สงสัยอะตอมจะจัดบางอย่างใหม่

"แม่กับป๊ายุ่งมากเลยครับช่วงนี้ ตั้งแต่ป๊ากลับมาจากเมืองนอก มีลูกค้าสั่งของเพิ่มเยอะมาก จะผลิตไม่ทันอยู่แล้ว" กัปตันเข็นมานั่งใกล้ๆ สีหน้าดูเรื่อยๆ

ปกติถ้าแขกมาห้อง เจ้าของห้องจะต้องหาของมาต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่าหรือของกินเล่น แต่สำหรับกัปตัน ผมบอกน้องเสมอๆ ว่าไม่ต้องทำอะไรให้ผม ถ้าผมอยากได้อะไรก็จะจัดการตัวเอง

ผมพยักหน้ารับรู้ จากนั้นก็คุยเรื่องที่บ้านของกัปตันต่ออีกสักพัก ผมถามถึงลมหนุนด้วย ได้ทราบว่าปิดเทอมนี้จะไม่กลับบ้าน แต่กัปตัน น้าเล็กและน้าชายผมวางแผนว่าจะไปหาลมหนุนที่อเมริกาช่วงปิดเทอม ผมก็ว่าจะขอไปด้วยซะหน่อย เพราะไม่ได้ไปเที่ยวอเมริกาหลายปีแล้ว

"เอ่อ…วันนี้…อินมันคุยอะไรกับพี่โดมเหรอครับ" กัปตันหาจังหวะถามเรื่องที่อยากถามจนได้

ผมทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาทันที เพราะไม่รู้จะอธิบายเรื่องของตัวเองกับเพื่อนร่วมคณะของน้องชายว่ายังไง ท่าทางมีพิรุธแบบนี้ยิ่งทำให้อีกคนสงสัย

"พี่โดมกับอิน…เอ่อ…ยังไงเหรอครับ" กัปตันถามด้วยท่าทางเกรงใจ

ถึงคำถามจะฟังดูแปลกๆ แต่ผมก็เข้าใจคำถามของกัปตันเป็นอย่างดี กัปตันคงสงสัยมาสักพักแล้ว แต่เพิ่งจะสบโอกาสถามวันนี้ เมื่อรู้ว่าถึงเวลาต้องพูดอะไรสักอย่าง ผมก็ถอนหายใจอย่างหนักใจ

"ถ้าพี่โดมไม่สะดวกใจที่จะบอก ก็ไม่เป็นไรนะพี่ เอาไว้ค่อยบอกตอนที่โดมพร้อมก็ได้" กัปตันยังคงแสดงความเกรงใจ

"มันอธิบายยากว่ะกัปตัน" ผมโพล่งออกไป ท่าทางของกัปตันบ่งบอกว่ากำลังรอฟังอย่างตั้งใจ ผมจึงต้องพูดต่อ "ตอนแรก…พี่กะแค่จะสั่งสอนมันที่มันมารังแกกัปตัน แต่พอรู้จักมันมากขึ้น พี่ก็รู้สึกว่า…มันน่าสงสาร มันยังเด็กน่ะ…ก็เลยพลาด"

"เรื่องทวิตเตอร์เหรอครับ" กัปตันถาม

ผมตกใจพอดู ไม่คิดว่ากัปตันจะรู้เรื่องนี้ "กัปตันรู้ด้วยเหรอ"

กัปตันพยักหน้า "ก็เพิ่งรู้เหมือนกันครับ อะตอมบอก แต่รู้สึกว่า…มีคนรู้เยอะแล้วเหมือนกัน"

ผมหน้าเครียดขึ้นมาทันที ถ้าถามว่าเป็นห่วงอินไหม ผมก็ยอมรับว่าห่วง แต่วันนั้นมันก็ทำเอาผมโมโหมากจนถึงขั้นสติแตก ถึงกับเอ่ยปากตัดความสัมพันธ์กันไปเลย ทว่าพอถึงตอนนี้ ผมก็รู้สึกได้ว่าความเป็นห่วงชักจะมากกว่าความโกรธซะแล้ว ยิ่งนึกถึงภาพที่มันคุกเข่าขอโทษผม ผมก็ยิ่งรู้สึกสงสาร โดยเฉพาะประโยคนั้นของอิน…

"ผมไม่มีใครแล้วพี่ ผมกลัว ผมกลัวจริงๆ นะพี่โดม ผมกลัวไปหมดเลย ไอ้ปาร์ตี้มันขู่จะแฉผมบนเวทีประกวด ผมกลัวที่บ้านผมรู้ ถ้าเขารู้…ผมตายแน่ๆ เลยพี่"

นี่ผมใจร้ายกับอินมากเกินไปหรือเปล่า? ช่างเถอะ ชีวิตใครชีวิตมันก็แล้วกัน อย่าขี้สงสารนักเลย ที่ผ่านมาผมก็เจ็บหนักเพราะความขี้สงสารนี่แหละ

"ตอนแรก…พี่ตั้งใจว่าถ้ามันแกล้งกัปตันอีก พี่จะเอาเรื่องนี้มาแฉเอง แต่คิดไปคิดมา…พี่ก็ไม่อยากทำร้ายอนาคตของใครว่ะ สงสารมัน มันยังเด็ก พี่ก็เลยไม่ทำ แต่พี่ก็ไม่อยากยุ่งกับมันแล้ว มันน่าสงสารก็จริง แต่แม่ง…นิสัยไม่ดี ก็สมควรแล้วล่ะ"

"สมควรอะไรเหรอพี่" กัปตันอยากรู้

"ก็…มีคนจะแฉมันบนเวทีประกวด" ผมบอกโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

"จริงเหรอพี่โดม" กัปตันทำหน้าตกใจ ก่อนถามต่อ "ใครจะแฉครับ พี่โดมรู้ไหม"

"ก็คิวท์บอยด้วยกันนั่นแหละ ชื่อปาร์ตี้"

"เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะคุยกับมัน"

คำพูดของกัปตันทำเอาผมอึ้ง ขนาดว่าเจ้าตัวเคยโดนอินแกล้งว่าแรงๆ หลายครั้ง แต่กัปตันกลับไม่คิดถือโทษโกรธ แถมตอนนี้ยังอยากจะช่วยอินด้วยซ้ำ

"ไอ้สองคนนั้นมันไม่ถูกกันมาก่อน พี่ว่ามันไม่ฟังหรอก" ผมแย้ง

"ก็ต้องลองคุยดูน่ะพี่ แต่ผมไม่อยากให้อินเสียอนาคต ผมสงสารมันน่ะ เรื่องนี้…ร้ายแรงนะพี่ เสียภาพลักษณ์มหาลัยด้วย" สีหน้าของกัปตันบ่งบอกว่าเห็นใจอีกฝ่าย ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสะท้อนใจมากขึ้น

"เอางั้นเหรอ" ผมถามเพื่อให้แน่ใจ

"ครับพี่ เราช่วยกันนะพี่โดม" กัปตันชวน

ผมทำหน้ายิ้มยาก แต่สุดท้ายก็ยิ้มบางๆ และพยักหน้าตกลง "อืม แล้ว…กัปตันไม่โกรธอินเหรอ"

"ไม่แล้วพี่ ตอนหลังๆ มันก็ไม่มาหาเรื่องผมแล้วนะ เมื่อวานตอนซ้อม มันยังเอาน้ำมาให้ผมเลย"

ผมพยักหน้ารับรู้ กัปตันไม่โกรธแล้ว แล้วผมล่ะ จะโกรธมันต่อไปดีไหม แต่พอนึกถึงเช้าวันนั้นที่ขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองมีอะไรกับอินไปแล้ว ผมก็ยังรู้สึกโมโหอยู่ มันมอมเหล้าผม แถมยังเข้ามาเบียดเสียดแนบชิด ร้องห่มร้องไห้ให้ผมปลอบใจ ผมก็ปลอบมันอย่างดี จนกระทั่ง…เลยเถิด

"ก็ดีแล้ว" ผมบอกน้องชายเสียงเบาโดยไม่หันไปมองหน้า พยายามสลัดอารมณ์ขุ่นๆ ออกไปจากความคิด ถ้าเปลี่ยนเรื่องคุยน่าจะพอช่วยได้ ผมจึงเปลี่ยนเรื่องทันที "แล้วอะตอมกับกัปตัน…เป็นไง"

กัปตันเลิกคิ้ว หน้าตาเหลอหลาขึ้นมาทันที "ยังไงเหรอพี่"

"อ้าว อะตอมเขาชอบกัปตันไม่ใช่เหรอ พี่ก็เลยถามว่า…ความสัมพันธ์เป็นไง โอเคไหม" ผมขยายความ

"ก็ดีพี่" กัปตันยิ้มแปลกๆ ไม่รู้ว่าเขินหรืออะไรกันแน่

"ตกลง…เป็นแฟนกันแล้วเหรอ" ผมสงสัย

"ยังพี่ ยังไม่ถึงขนาดนั้น" กัปตันบอกปัดเป็นพัลวัน

"แล้วขนาดไหนล่ะ"

"ก็…" กัปตันทำท่านึก แต่ยังไม่ทันตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น กัปตันจึงฉวยโอกาสนั้นรับโทรศัพท์ทันที "ว่าไงแบงค์ มีอะไร"

ผมไม่รู้ว่าคนที่โทรมาพูดอะไรกับกัปตันบ้าง แต่ที่แน่ๆ สีหน้าของกัปตันดูตกใจมาก

"จริงเหรอวะแบงค์! เมื่อไหร่" กัปตันถามพร้อมกับหันมามองผมด้วย

"เออๆ เดี๋ยวจะรีบไป" กัปตันวางสาย ผมรีบถามด้วยความอยากรู้ทันที

"มีอะไรเหรอกัปตัน"

"อินโดนมอไซค์ชนบนทางเท้าหน้ามหาลัย ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลแล้วครับ"

"อะไรนะ! "

ผมอุทานด้วยความตกใจ นึกสงสัยว่าที่อินโดนรถมอเตอร์ไซค์ชนครั้งนี้ อาจจะเป็นความตั้งใจมากกว่าบังเอิญก็ได้

TBC...

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น