เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 17 : ♿ เมื่อผมต้องการพิสูจน์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

:::CAPTAIN:::

"เดี๋ยวกูมานะเว้ย" เพื่อนร่างสูงชะลูดสมกับเป็นนายแบบบอกพลางยกมือโบกเบาๆ

"เดี๋ยว" ผมร้องเรียกก่อนที่ขายาวๆ จะก้าวออกไปก่อน เมื่อเขาชะงักผมก็รีบถาม "มึงไปคุยกับอาจารย์วิวเรื่องอะไรวะ เห็นคุยกันบ่อยจังช่วงนี้"

คนถูกถามหัวเราะเบาๆ "ความลับเว้ย เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วกูจะบอก ตอนนี้สงสัยไปก่อน"

ผมมุ่นคิ้วสงสัย แต่อยู่ๆ ก็เลิกอยากรู้กะทันหัน "เออ ช่างเหอะ อยากบอกเมื่อไหร่ก็บอกละกัน"

"เดี๋ยวเจอกันเว้ย"

เมื่อจบการสนทนา อะตอมก็พาขายาวๆ เดินออกไปจากห้องซ้อม ผมได้แต่มองตามด้วยความสงสัย หลังๆ มานี้อะตอมดูมีลับลมคมใน เหมือนกับกำลังทำอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ผมรู้ แต่ถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอก

"กัปตัน มาแล้วเหรอ"

เสียงเรียกของใครบางคนทำให้ผมตื่นจากความคิด ผมหันไปมองเจ้าของเสียงที่เดินแกมวิ่งมาหา พอเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้ม ไม่เชิงดีใจหรอก เพราะเป็นเพียงความรู้สึกที่ได้เจอคนรู้จักเท่านั้น

"ว่าไงคอปเตอร์ มาถึงไวจัง" ผมทักกลับและยิ้มให้คนที่กำลังเดินมาหา

หนุ่มหน้าใสสมกับเป็นคิวท์บอยยิ้มจนแก้มแทบปริ ทำเอาผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าตัวจะดีใจอะไรนักหนาที่ได้เจอผม เมื่อมาถึงผมเขาก็บอก

"ก็เผื่อกัปตันมีอะไรให้ช่วยไง เนี่ย…เรากำลังคิดว่าวันหลังจะไปรับกัปตันที่คณะดีไหม"

"ไม่เป็นไรหรอก มาเองได้" ผมปฏิเสธ แต่สีหน้าก็ยิ้ม อีกฝ่ายคงคิดว่าผมปฏิเสธตามมารยาท

"เกรงใจเหรอ ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง พรุ่งนี้ให้เราไปรับไหม จะได้มาด้วยกัน" คอปเตอร์คะยั้นคะยอ

"เอางั้นเหรอ แต่ปกติเราก็มีเพื่อนมาส่งอยู่แล้ว หรือถ้าไม่มีเราก็มาเองได้" ผมแย้ง

"แต่ก็อยากไปรับอยู่ดี ได้หรือเปล่าล่ะ เราอยากมีเพื่อนแบบกัปตันไง ยังไม่เคยมีเพื่อนแบบนี้เลย" คอปเตอร์ยิ้มตาหยี ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะมีเชื้อจีนแบบเต็มๆ เพราะตาตี่ ในขณะที่ผมเป็นลูกครึ่งจีน-ไทย แต่โชคดีมีตาสองชั้น แถมยังได้ผิวขาวๆ จากป๊ามาด้วย

"ตามใจ ว่าแต่…นึกยังไงอยากมีเพื่อนแบบเรา" ผมรู้สึกกระดากปากเล็กน้อย เพราะปกติในกลุ่มเพื่อนเราจะพูดมึง-กู แต่ดูเหมือนคอปเตอร์จะมาแนวแปลกไปนิด เขาพูดเพราะผิดจากเพื่อนคนอื่นๆ

คอปเตอร์หัวเราะ จะว่าไปหน้าก็ดูแดงๆ ด้วย ไม่รู้ว่าเขินอะไรหรือเปล่า "ก็…ไม่เคยเห็นคนนั่งวีลแชร์หล่อขนาดนี้ไง"

ผมทำหน้าไม่เข้าใจหรือไม่ก็คงฟังไม่ถนัด

"ล้อเล่น เราชื่นชมกัปตันต่างหาก ดูสิ เป็นอย่างงี้แล้วก็ยังไม่ยอมแพ้เลย ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง เก่งกว่าคนดีๆ เยอะเลย"

"อ๋อ" ผมพยักหน้าหงึกๆ แต่โดยส่วนตัวผมไม่รู้สึกว่าเป็นการให้กำลังใจหรือชมเชยเท่าไหร่ โดยเฉพาะคำว่า "เป็นอย่างนี้แล้วยัง…" เพราะเหมือนดูถูกว่าผมไม่ควรจะทำได้ รวมทั้งคำว่า "คนดีๆ " ด้วย เพราะเหมือนจะบอกว่าผมเป็นคนไม่ดีหรือไม่ปกติยังไงยังงั้น แต่ช่างเถอะ คนทั่วไปชอบพูดแบบนี้กับผมบ่อยๆ ฟังไปฟังมาก็ชิน หรือไม่ก็เบื่อที่จะอธิบาย

"แต่…กัปตันก็หล่อจริงๆ นะ รู้ไหมว่าผลโหวตของกัปตันน่ะ ติดหนึ่งในห้าเลยนะ ของเรายังได้น้อยกว่ากัปตันเลย" คอปเตอร์วกกลับมาเรื่อง "หล่อ" อีกครั้ง แสดงว่าเมื่อกี้ผมคงฟังไม่ผิดหรอก

ผมได้แต่หัวเราะแหะๆ ที่จริงก็แปลกใจเหมือนกันที่จำนวนคนกดไลค์รูปผมเยอะขนาดนั้น หลังๆ มานี้รู้สึกได้ว่าสาวๆ เริ่มมอง บ้างก็มาขอถ่ายรูปด้วย บ้างก็เข้ามาคุยด้วยทางเฟสบุ๊ค แต่ประสบการณ์คราวนั้นยังทำให้ผมรู้สึกแหยง ก็เลยคุยเล่นทั่วไปมากกว่าจะมองหาคนถูกใจ ที่สำคัญ หัวใจของผมกำลังมีเป้าหมายใหม่ที่ต่างไปจากเดิม อาจจะเป็นอย่างหลังก็ได้ที่ทำให้ผมเหยียบเบรกเอาไว้

"ไปซ้อมกันเหอะ เพื่อนๆ มากันแล้ว" ผมตัดบทด้วยสีหน้ายิ้ม การสนทนาจึงหยุดลงแต่เพียงเท่านี้

วันนี้พี่ซินดี้คงให้เราเลิกค่ำอีกเช่นเคย ช่วงนี้ผมต้องแบ่งเวลาและยอมนอนดึกหน่อย เพราะอาจารย์เริ่มให้งานทำมากขึ้น ต่อไปผมคงต้องลดกิจกรรมอื่นๆ ลงบ้าง ใครๆ ก็รู้ว่าเด็กถาปัตย์งานเยอะแค่ไหน ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่มีเวลา แต่ตอนนี้ผมยังพอทำอย่างอื่นได้บ้าง

เมื่อเริ่มซ้อมไปได้หน่อย สายตาผมก็เหลือบไปเห็นอิน ดูมันเหม่อๆ ชอบกล วันนี้มันไม่เข้าเรียนทั้งวันเลย ไม่รู้ว่าไปไหน ผมว่าจะแอบถามมันเรื่องพี่โดมซะหน่อย ครั้นจะถามพี่โดมเองผมก็ยังไม่กล้า แต่จะว่าไป ถ้าจะต้องคุยกับอิน ผมก็แหยงปากมันอยู่ดี

ช่วงใกล้พัก อะตอมกลับมาพอดี น่าจะคุยกับอาจารย์วิวเสร็จแล้ว เขายืนกอดอกดูผมซ้อมกับเพื่อนๆ บางครั้งก็หยิบมือถือมาถ่ายรูปผมด้วย สงสัยจะส่งไปให้แม่กับป๊าผมดู เดี๋ยวนี้อะตอมเข้ากับสองคนนี้ได้ดีกว่าผมอีก คุยโทรศัพท์กันบ่อยพอๆ กับผม เหตุผลหนึ่งที่ป๊ากับแม่ผมเอ็นดูอะตอมเพราะอะตอมขาดแม่นี่แหละ ยิ่งบวกกับความขยันและรู้จักหาเงินตั้งแต่ยังเด็ก ที่บ้านผมก็ยิ่งชอบ

ผ่านไปพักใหญ่ๆ เมื่อหันกลับมาดูอีกที ผมก็เห็นอะตอมกับอั้มยืนคุยกันอยู่ คุยไปคุยมาก็ยิ้ม ยิ้มไปยิ้มมาก็หัวเราะ ทำเอาผมอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าถ่านไฟเก่าจะปะทุขึ้นมาหรือเปล่า

ผมไม่เคยรู้จักอะตอมตอนที่เขารักอั้มมากๆ ก็เลยนึกภาพไม่ออกว่า "รักมาก" ของอะตอมเป็นแบบไหน แต่สายตาที่สองคนมองกันตอนนี้ ทำให้ผมพอนึกออกรางๆ ไม่อย่างนั้นผมก็คงคิดไปเอง เพราะอะตอมเป็นคนสายตาเจ้าชู้ ตัวจริงๆ ของมันเจ้าชู้หรือเปล่าผมยังตอบไม่ได้ เพราะเรายังรู้จักกันไม่นานพอ แต่เวลามันยิ้ม สายตามันดูเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ถ้ายิ้มให้ผู้หญิงคนไหน ใครๆ ก็คงคิดว่ามันคิดอะไรด้วยแน่ๆ

ไม่ถึงห้านาทีต่อมา พี่ซินดี้ก็ให้เราพักเบรกครึ่งชั่วโมง ทีมงานรีบพากันเอาอาหารกล่องและน้ำมาเดินแจก ราวกับกลัวว่าพวกเราจะหมดพลังไปซะก่อน อะตอมกุลีกุจอช่วยทีมแจกอาหารด้วย

"กัปตันจะลงมานั่งบนพื้นไหม" คอปเตอร์ถลาเข้ามาถามขณะที่ผมเข้ามาล้อมวงกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ นั่งอยู่บนพื้น บ้างก็เริ่มเปิดข้าวกล่องกินแล้วด้วยความหิว

"ไม่เป็นไร นั่งกินบนวีลแชร์ก็ได้" ผมปฏิเสธและยิ้มอีกตามเคย

"นั่งด้วยกันเหอะ จะได้คุยกันสะดวกๆ เมื่อวานกัปตันก็นั่งบนพื้นนี่ เราจำได้ เดี๋ยวเราช่วย เราอุ้มกัปตันได้น่า เราเข้ายิมเกือบทุกวัน" คอปเตอร์คะยั้นคะยอพร้อมกับเบ่งกล้ามให้ดู คงกลัวว่าผมจะไม่มั่นใจว่าเขาอุ้มผมได้

ตอนแรกผมว่าจะปฏิเสธ แต่คอปเตอร์ก็รีบวางข้าวกล่องของตัวเองลงบนพื้น ก่อนเดินมาหาผม ย่อตัวลง เอามือซ้ายสอดใต้เข่าสองข้างของผมในท่าเตรียมยกขึ้น ผมรู้สึกตกใจพอสมควร เพราะไม่ชอบให้คนช่วยโดยไม่ถามหรือขออนุญาต

"ขอลองหน่อยนะ อยากรู้ว่าเราจะยกกัปตันไหวหรือเปล่า แต่เราคิดว่าไหว"

คงเป็นเพราะผมไม่อยากมีปัญหากับเพื่อนใหม่ตอนนี้ ก็เลยพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต เพราะดูท่าหมอนี่จะเซ้าซี้ไม่เลิก คอปเตอร์ยิ้มดีใจ เขาเอามือขวาสอดใต้รักแร้ผมและยกตัวผมขึ้น ผมเอามือซ้ายกอดคอมันไว้เพราะกลัวตก อึดใจเดียวคอปเตอร์ก็ย่อตัวลงและวางผมลงนั่งบนพื้น เสียงเพื่อนๆ โห่และแซวกันใหญ่ ไม่รู้ว่าถูกอกถูกใจอะไรกัน

พอผมนั่งเรียบร้อย คอปเตอร์ก็เลื่อนข้าวกล่องของเขามาให้ผม "กินเลย เดี๋ยวเราไปเอามาใหม่"

พูดจบคอปเตอร์ก็ดีดผึงขึ้นยืนราวกับขาติดสปริง พลันก็พุ่งไปเอาข้าวกล่องมาเพิ่ม ผมไม่ทันได้พูดอะไรอีกตามเคย จึงหันมาสนใจข้าวกล่องตรงหน้า แต่ก่อนที่ผมจะเปิดกล่องข้าวกิน พลันก็รู้สึกว่ามีคนมองดูอยู่ เมื่อหันไปดูก็เห็นว่าเป็นอะตอม น่าจะมองผมอย่างนี้มาได้สักพักแล้ว หน้าดูบึ้งๆ ชอบกล ทำเอาผมร้อนๆ หนาวๆ ไปเลย

หรือว่ามันไม่พอใจที่มีคนมาอุ้มผม! เพราะปกติมันจะเป็นคนอุ้มผมเอง

สงสัยจะเป็นอย่างที่ผมคิด เพราะหลังจากนั้นอะตอมก็ไม่มาหาผม พอแจกกล่องข้าวเสร็จ ผมเห็นมันนั่งกินข้าวกับอั้มอยู่อีกมุมหนึ่ง ในขณะที่ผมก็มีคอปเตอร์นั่งประกบและชวนคุยไม่หยุด

กินข้าวไปได้สักพัก ผมก็มองหาน้ำเพราะคอปเตอร์ลืมหยิบมาให้ด้วย แต่ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากถามใครให้ช่วยเอาน้ำให้ อยู่ๆ ก็มีขวดน้ำยื่นมาให้จากทางด้านหลังพอดี เมื่อผมหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นอินนั่นเอง สีหน้าท่าทางมันดูแปลกๆ จะยิ้มก็ไม่ยิ้ม จะเฉยก็ไม่เชิง

"ขอบใจนะ" ผมบอกมันสั้นๆ ก่อนรับน้ำจากมือของอินและเอามาวางไว้บนพื้น

"ไม่เป็นไร" อินพูดเสียงเรียบ

ตอนแรกผมว่าจะพูดกับมันแค่นั้น แต่ก็เกรงว่าจะแล้งน้ำใจมากไปหน่อย ถึงยังไงอินก็อุตส่าห์เอาน้ำมาให้ ที่จริงผมว่าหลังๆ มันก็เปลี่ยนไปเยอะพอสมควร ถึงจะไม่ค่อยได้คุยกัน แต่มันก็ไม่มาหาเรื่องผมอีก แต่ก็ใช่ว่าผมจะไว้ใจอินซะที่ไหน เพราะตอนนี้มันดูจะสนิทกับพี่โดมจนน่าสงสัย อ้อ ไม่รู้ว่าวันนี้พี่โดมจะมารับอินอีกหรือเปล่า

"ทำไมวันนี้ไม่มาเรียนล่ะ" ผมเงยหน้าถามเพราะอินยืนอยู่

"ไม่ค่อยสบาย" น้ำเสียงตอบมาเนือยๆ

"ดีขึ้นแล้วเหรอ" ผมถามอย่างเป็นห่วง ขณะที่คอปเตอร์ก็หยุดชวนผมคุย แต่มิวายแอบชำเลืองมอง

"อืม ไปก่อนนะ"

ตอบแล้วอินก็เดินฉับๆ ออกไปนั่งกับเพื่อนอีกวง ผมมองตามมันไปด้วยแววตาสงสัย แต่ไม่นานก็หันกลับมาสนใจข้าวกล่องของตัวเองต่อ บางขณะก็แอบชำเลืองมองอะตอมด้วย มันยังคงนั่งคุยกับอั้มและเพื่อนๆ ของอั้มอีกสองสามคน บางจังหวะก็สลับไปดูแลบรรดาคิวท์บอยเรื่องอาหารการกินด้วย

ใช้เวลาไม่กี่นาทีผมก็กินข้าวหมดจาน คอปเตอร์อาสาช่วยอุ้มผมขึ้นมานั่งบนรถเข็นอีกตามเคย เสียงโห่แซวของเพื่อนๆ ทำให้อะตอมหันมามองจนได้ หน้ามันดูบึ้งๆ อีกแล้ว ตามันดูดุจนผมรู้สึกกลัวไปเลย ที่จริงผมก็ไม่เข้าใจนักว่าพวกเพื่อนๆ จะโห่แซวกันทำไมนักหนา บางคนถึงกับบอกว่าคอปเตอร์อุ้มผมเหมือนอุ้มเจ้าสาวเลย

เมื่ออยู่บนวีลแชร์ ความเป็นอิสระก็คืนกลับมา เพราะถ้าไม่มีเจ้าอุปกรณ์นี้ ผมก็จะไปไหนมาไหนไม่ได้ พอดีผมรู้สึกปวดฉี่มาสักพักแล้ว พอจับล้อวีลแชร์ได้ผมก็รีบเข็นตรงไปยังห้องน้ำ

"กัปตันจะไปไหน" คอปเตอร์ร้องถามขณะที่กำลังจะนั่งลงกินข้าวต่อ

"ไปห้องน้ำ เดี๋ยวมา" ผมตอบโดยไม่หันไปมอง ห้องซ้อมนี้มีห้องน้ำที่วีลแชร์พอเข้าไปได้ ผมก็เลยว่าจะไปเองโดยไม่ต้องให้ใครมาช่วย

"ไปด้วย" เสียงคอปเตอร์ดังมาตามหลัง

ขณะที่ผมกำลังปั่นไปด้วยความเร็วพอสมควร พลันใครบางคนก็วิ่งมาจับที่เข็นด้านหลังรถวีลแชร์ผม ก่อนพาเข็นออกไปทันที โมเมนตั้มการเคลื่อนที่ของผมจึงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แรงที่มาใหม่กลายเป็นแรงผลักที่แรงขึ้น ร่างของผมจึงกระเด็นออกจากวีลแชร์ไปข้างหน้า ตัวผมลอยหวือและหล่นลงไปนอนกองบนพื้น โชคดีที่ผมเอามือยันพื้นไว้ได้ทัน หัวจึงไม่กระแทกกับพื้นแข็งๆ

ตุ๊บ!

"เฮ้ย/ว้าย!!!"

เสียงหญิงชายร้องอุทานพร้อมกันฟังเซ็งแซ่ ตามด้วยเสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนวิ่งเข้ามาใกล้ แต่คนที่มาถึงผมก่อนใครคืออะตอม สีหน้าของมันทั้งตกใจระคนโมโห

"ไอ้เหี้ยเอ๊ย! มึงจะช่วยเข็นทำไมไม่ถามก่อนวะ!" เสียงอะตอมตวาดลั่นด้วยความโมโห คนที่อยากช่วยแต่ลืมถามหน้าเสียจนเหลือแค่สองนิ้ว

"เราขอโทษ เราไม่รู้" คอปเตอร์ตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก พอทำท่าจะมาช่วยอุ้มผมขึ้นรถวีลแชร์ อะตอมก็ตวาดอีก

"ไม่ต้องมายุ่งเลย!"

พอว่าคอปเตอร์จบ อะตอมก็ถลามาหาผม ย่อตัวลงนั่งข้างๆ และถามด้วยสีหน้ากังวลและเป็นห่วง "มึงเป็นไรเปล่าวะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

"ไม่เป็นไรๆ " ผมรีบบอกให้อะตอมสบายใจ เพราะดูท่าทางมันจะเป็นห่วงผมมากทีเดียว ใจหนึ่งผมก็แอบเคืองคอปเตอร์พอสมควร แต่ก็ไม่อยากโวยวายมากเพราะรู้ว่ามันไม่ตั้งใจ ผมเคยเจอคนช่วยโดยไม่ถามและตกรถเข็นมาแล้วสองสามครั้ง แต่ไม่เคยว่าคนช่วยให้เสียใจซ้ำหรอก เพราะทุกคนล้วนแต่หวังดีอยากช่วยทั้งนั้น

"ไม่เป็นไรจริงนะเว้ย" อะตอมถามย้ำ ผมพยักหน้ายืนยัน

"แล้วมึงจะซ้อมไหวไหม"

"ไหวดิ ไม่เจ็บตรงไหนเลย"

"ต่อไปห้ามใครมาช่วยมึงอีกนะเว้ย ช่วยไม่เป็นแล้วยังเสือกอยากจะช่วยอีก แม่ง!" อะตอมแขวะคอปเตอร์อีกจนได้ ดูท่าทางมันจะไม่ชอบเพื่อนใหม่ของผมคนนี้เอาซะเลย

"เออ" ผมตอบเบาๆ

อะตอมยิ้มพอใจเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ อุ้มผมขึ้นกลับไปนั่งบนวีลแชร์ตามเดิม พี่ซินดี้รีบเดินเข้ามาถามทันที

"ซ้อมไหวไหมกัปตัน ถ้าไม่ไหวจะกลับบ้านก่อนก็ได้นะ"

"ไหวครับพี่" ผมยิ้มยืนยัน พี่สาวคนสวยทำหน้าไม่ค่อยมั่นใจนัก

"ไหวแน่นะ"

"ครับผม" ผมยืนยันหนักแน่น

"โอเค งั้นเดี๋ยวค่อยซ้อมต่อนะ" พี่ซินดี้ยิ้มเหมือนให้กำลังใจ

"ครับ"

อั้มมายืนดูด้วย เธอมองดูผมกับอะตอมด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ผมเองก็บอกไม่ถูก

"จะไปห้องน้ำเปล่า เดี๋ยวกูพามึงไปเอง ทีหลังจะทำอะไรบอกกูนะเว้ย ถ้าจะให้ใครช่วย มึงต้องให้คนที่มึงไว้ใจมากที่สุดช่วยนะเว้ย กูไม่อยากให้มึงเจ็บตัวฟรีๆ รู้เปล่า" อะตอมบ่นอีกคำรบ

"เออ" ผมบอกเสียงเบา อยู่ดีๆ ก็รู้สึกประหม่าเมื่อเห็นสายตารายรอบมองผมกับอะตอมแปลกๆ คงเป็นเพราะอะตอมแสดงอาการห่วงหวงผมมากไป

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับที่ของตัวเอง ส่วนผมก็ไปห้องน้ำกับอะตอม ที่จริงก็รู้สึกดีที่มันกลับมาดูแลผมได้เหมือนเดิม แต่ลึกๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ อะตอมทำท่าห่วงผม หวงผมและหึงผม บางครั้งผมก็ไม่อยากเชื่อว่าจะมีใครรู้สึกกับผมแบบนี้เลย โดยเฉพาะหลังกลับจากเกาะเสม็ดไม่กี่วัน

อะตอมไม่รังเกียจผมจริงเหรอ? ห่วงผมจริงเหรอ? หวงผมจริงเหรอ? หึงผมจริงเหรอ? ผมจะพิสูจน์ยังไงดี?

:::CAPTAIN:::

หลังเกิดอุบัติเหตุ พี่ซินดี้ให้เราซ้อมต่ออีกแค่ครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ปล่อยพวกเรากลับบ้าน คอปเตอร์ไม่กล้ามาส่งผมเหมือนเมื่อวานเลย เขายืนมองผมด้วยแววตารู้สึกผิด ที่จริงผมก็อยากจะเข็นไปบอกอยู่หรอกว่าไม่ต้องคิดมาก แต่ติดที่ผมกลัวอะตอมจะไม่พอใจ เพราะหน้ามันบอกบุญไม่รับ เราก็เลยต้องแยกย้ายกันกลับทางใครทางมัน

เมื่อกลับถึงคอนโด ผมก็รีบอาบน้ำก่อน เสร็จก็รีบทำงานส่งอาจารย์ให้ทันพรุ่งนี้เช้า ขณะที่ผมทำงาน อะตอมก็รีบไปอาบน้ำบ้าง ไม่นานผมก็เห็นมันมานั่งที่โต๊ะทำงานด้วย ใส่แต่กางเกงขาสั้น ส่วนผมใส่กางเกงขาสั้นเหมือนกัน แต่มีเสื้อกล้ามด้วย

เราทำงานไปคุยกันไปด้วย ส่วนมากก็เป็นเรื่องงานนั่นแหละ ตรงไหนไม่เข้าใจเราก็โทรถามเพื่อนๆ โดยเฉพาะกวิน เพราะไอ้หมอนี่ค่อนข้างหัวดีกว่าใครๆ งานที่ควรจะใช้เวลานานก็เลยมีแววว่าจะเสร็จเร็วขึ้น

ก่อนงานจะเสร็จ อยู่ๆ ผมก็นึกถึงอั้ม ที่จริงผมก็อยากจะถามตั้งแต่ตอนเดินทางกลับกับอะตอมแล้วล่ะ แต่รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจก็เลยปล่อยตก ทว่าอยู่ๆ เรื่องที่อยากถามก็ผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง ผมหยุดเคาะแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ สายตาเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด หลังชั่งใจสักพักก็ตัดสินใจถาม

"มึงกับอั้ม…หายโกรธกันแล้วเหรอวะ"

อะตอมถึงกับชะงักและหันมามองผม พลันมันก็หัวเราะ "หึงเหรอ"

"เปล่า" ผมรีบแก้ตัว

"โธ่ นึกว่าจะหึงซะอีก" อะตอมทำหน้าเสียดาย ครู่เดียวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังเล็กน้อย "อืม…กูกับเขา…ต้องโกรธกันด้วยเหรอวะ"

"ไม่รู้ดิ เพราะว่าที่กูเคยเจอน่ะ…โกรธกันไปเลย แล้วก็ไม่เคยคุยกันอีก" พูดแล้วผมก็หน้าหม่น เหตุการณ์ในอดีตย้อนมาให้นึกถึงอีกครั้ง

ความเห็นใจฉายขึ้นในแววตาของอะตอม แววตาอ่อนโยนที่มองมาทำเอาผมร้อนๆ หนาวๆ มือหนักๆ ของมันเอื้อมมาบีบเบาๆ บนไหล่ผมเป็นเชิงให้กำลังใจ "อย่าคิดมาก ตอนเลิกกันใหม่ๆ น่ะ ส่วนมากก็เป็นแบบนี้แหละ แต่พอเวลาผ่านไป ความโกรธมันก็น้อยลง ให้อภัยกันได้ มันก็ยังพอเป็นเพื่อนกันได้นะเว้ย แต่ก็ไม่ทุกคนหรอก บางคนน่ะ...ไม่เจอกันอีกน่ะดีแล้ว"

ผมพยักหน้ารับรู้ ทว่าคำอธิบายนั้นก็ไม่ทำให้สีหน้าผมดีขึ้นเท่าไหร่ ความกังวลบางอย่างยังคงปรากฏราง ๆ บนใบหน้า

"กลัวถ่านไฟเก่าคุขึ้นมาอีกเหรอ" อะตอมถามอย่างรู้ทัน

ผมไม่ตอบ แต่เมื่อไม่มีท่าทีจะปฏิเสธสิ่งที่มันพูด ก็เท่ากับว่าผมยอมรับความคิดนั้นไปแล้ว

"ก็แสดงว่ามึงหึงกูน่ะสิ" อะตอมยื่นหน้ามาใกล้ ยิ้มคล้ายภูมิใจ สงสัยจะชอบที่ผมหึงมัน

"หึงบ้าอะไรล่ะ" ผมทำเสียงรำคาญ ก่อนกดเซฟงานที่ทำเสร็จแล้วและปิดคอมพิวเตอร์

อะตอมยังคงเล่นหูเล่นตาใส่ผม ดูเหมือนมันจะมั่นใจมากว่าผมหึงมัน "ถ้าไม่หึง มึงจะถามทำไมวะ ถ้าถามก็แปลว่าหึงดิ"

"ไม่เห็นจำเป็นเลย ก็ถามไปงั้นแหละ" ผมเถียง ปิดฝาหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วก็เข็นรถออกไป

"เฮ้ย หึงก็บอกมาตรงๆ สิวะ อย่างวันนี้…กูยังหึงมึงเลย เกือบได้ตื้บคนแล้ว" อะตอมตะโกนบอกตามหลัง

ผมหยุดเข็นรถและครุ่นคิด อะตอมบอกว่าหึงผมอย่างนั้นเหรอ ที่จริงผมก็พอรู้สึกได้ แต่ก็ไม่ถึงกับมั่นใจว่ามันหึงผม ความรู้สึกยังคงก้ำกึ่งระหว่างหึงกับแค่…ไม่ชอบหน้าเท่านั้น

"ไม่เชื่อเหรอ" อะตอมย้อนถาม

"ไม่รู้เว้ย ไปนอนแล้ว ง่วง" ผมตัดบท ก่อนจะรีบเข็นวีลแชร์เข้าไปในห้องนอน ปล่อยให้อะตอมทำงานของมันต่อคนเดียว แต่อีกไม่นานก็น่าจะเสร็จแล้วล่ะ

ผมขึ้นไปนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวจนถึงอก แต่แทนที่จะนอนก็กลับคิดฟุ้งซ่านต่อ

อะตอมหึงผมเหรอ? ทำยังไงผมถึงจะเชื่อได้อย่างสนิทใจล่ะ?

ผมไม่ชอบความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้เลย การอยู่ในสภาวะไม่ตัดสินใจมันเริ่มน่าอึดอัดมากขึ้นและมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่เพียงพอให้ผมตัดสินใจได้ ก็คงต้องรอต่อไปจนกว่าจะถึงวันนั้น

แต่เรื่องรอไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่รบกวนจิตใจผมตอนนี้คือ…ผมไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าอะตอมไม่รังเกียจผมต่างหาก มันชอบผมเพราะอะไรกันแน่ มันรู้สึกกับผมอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ผมจะพิสูจน์ยังไงดี

ไม่นานความคิดทั้งหมดของผมก็ต้องหยุดลงชั่วครู่ อะตอมเดินเข้ามาในห้องพอดี ไม่นานก็ทิ้งตัวลงบนเตียงของมัน วันนี้ต่างคนก็ต่างเหนื่อย เพราะกว่าจะทำงานเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน นี่ถ้าไม่ได้กวินช่วยให้คำแนะนำ เผลอๆ จะได้นอนตีหนึ่งตีสองด้วยซ้ำ ความ "ตาโหล" เริ่มส่อเค้าให้เห็นรางๆ แล้ว

"นอนแล้วเหรอ" อะตอมถามขณะที่มันกำลังห่มผ้าห่มเสียงขลุกขลัก

"อืม" ผมตอบเบาๆ สั้นๆ

"งั้นกูปิดไฟแล้วนะเว้ย"

"อืม"

สิ้นเสียงตอบของผม ไฟในห้องก็ดับมืด แต่ในหัวผมกลับสว่างจ้า ตอนนี้ผมคิดหาวิธีพิสูจน์ความสงสัยของตัวเองได้แล้ว แต่ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะทำจริงๆ ได้ยังไง อีกทั้งก็ไม่แน่ใจด้วยว่าต้องทำถึงขนาดนี้หรือเปล่า แต่ผมก็ไม่อยากให้ความรู้สึกสงสัยแบบนี้รบกวนจิตใจผมต่อไป เพราะมันทำให้ผมคิดถึงความล้มเหลวจากรักครั้งแรก ผมไม่อยากคิดถึงมันอีกแล้ว

เธอคนนั้นทำเหมือนชอบผม ทำเหมือนหึงผม ทำเหมือนเป็นห่วงเป็นใย แต่สุดท้าย…ผมก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือประชดแฟนของเธอ เธอแค่ต้องการให้แฟนของเธอรู้สึกหึงหวงและกลับมาคืนดีกัน เธอได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว แต่กลับทิ้งความรักของผมให้ค้างเติ่งและไปต่อไม่ได้ แถมยังจบลงด้วยความรู้สึกอับอายที่แทบไม่กล้าจะบอกใคร โดยเฉพาะคำว่า "ไม่เจียมสังขาร" แฟนของเธอมอบให้ผมเป็นของขวัญสุดพิเศษ ตอบแทนที่ผมอุตส่าห์ช่วยให้เขาสองคนกลับมารักกันเหมือนเดิม

ผมกำลังจะกลายเป็น "ไอ้เป๋ไม่เจียมสังขาร" อีกครั้งหรือเปล่า!?

ผมยอมรับว่ากลัวความรู้สึกนี้มาก เพราะมันทำให้ผมรูสึกสมเพชตัวเอง ที่จริงมันก็เกิดไปแล้วตอนไปเที่ยวเกาะเสม็ด แต่อะตอมก็ยังพยายามยื้อไว้ ทว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อความรักก็ติดลบไปแล้ว ความกลัวนั้นจึงกลับมาอีก

ถ้ามัวแต่คิดฟุ้งซ่านไปก็คงไม่ได้คำตอบแน่ ป๊าเคยสอนผมว่าคนที่กลัวความเสี่ยงและไม่ทำอะไร ถึงแม้จะปลอดภัย แต่ก็จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ แถมยังไม่ได้เรียนรู้อะไรด้วย โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ถ้าอยากก้าวหน้าหรืออยากได้คำตอบล่ะก็ เราต้องกล้าออกจากหลุมสบาย เพราะความสบายและความกลัวเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด

ถ้าอย่างนั้น…ผมจะมัวรออะไรอยู่ล่ะ!?

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ ผมก็ลุกขึ้นนั่ง หันไปมองอะตอมซึ่งนอนอยู่ในความมืดสลัว ไม่รู้ว่าหลับไปหรือยัง แต่ผมต้องปลุกมันขึ้นมาตอนนี้และเดี๋ยวนี้

"หลับยังวะ" ผมถามออกไป ครู่เดียวก็มีเสียงตอบมา

"ยัง มีอะไรเปล่า"

"มาหากูหน่อยดิ" ผมพูดด้วยเสียงปกติ แต่ที่จริงใจผมเริ่มสั่นไปแล้ว

ไม่นานอะตอมก็ลุกขึ้น เปิดไฟหัวเตียง ห้องพลันสว่างโพลง ความประหม่าที่หลบซ่อนในความมืดจึงไร้ที่กำบัง แต่ช่างเถอะ เมื่อตัดสินใจแล้ว ผมก็พร้อมจะเปลือยความรู้สึกต่างๆ ให้อะตอมรู้

อะตอมเดินมานั่งที่เตียงผม ไม่แสดงท่าทีหงุดหงิดใดๆ แม้จะถูกรบกวนเวลานอน

"มีอะไร จะคุยกับกูต่อเรื่องเมื่อกี้เหรอ" อะตอมถามทีเล่นทีจริง

"อืม" ผมรับคำ เสียงที่พูดเริ่มสั่นบ้าง แต่ก็ยังพอพูดประโยคต่อไปได้ "มึง…หึงกูจริงๆ เหรอ"

อะตอมมุ่นคิ้วคล้ายสงสัยหรือไม่เข้าใจ ไม่งั้นก็คงรำคาญที่ผมไม่เลิกสงสัยเรื่องนี้ซะที แต่สักพักมันก็พยักหน้ายอมรับโดยไม่มีท่าทีลังเล

"เออ"

ถึงมันจะยืนยันอีกครั้ง แต่สำหรับผม แค่คำพูดไม่พอหรอก ผมต้องการสิ่งยืนยันที่มีน้ำหนักมากกว่านั้น ว่าแล้วผมก็คว้าตัวของอะตอมมาและผลักมันนอนลงไปบนเตียง ก่อนรีบโถมตัวลงไปหา จับแขนสองข้างของมันกดไว้

"มึงจะทำอะไรกัปตัน" สีหน้าของอะตอมประหม่าและหวาดระแวง อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเจอผมทำแบบนี้มาก่อนก็ได้

"ไม่ต้องถามหรอก มึงต้องการแบบนี้ไม่ใช่เหรอ" ผมก้มหน้าลงไปใกล้ หัวใจผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก ยิ่งใบหน้าเราอยู่ใกล้กันเท่าไหร่ จังหวะก้อนเนื้อก็ยิ่งเต้นถี่ขึ้น

"มันจะดีเหรอวะ" อะตอมยังคงไม่แน่ใจ

"ก็ไม่เห็นเป็นไร กูไม่ใช่ผู้หญิง ไม่มีอะไรเสียหาย หรือว่ามึงรังเกียจกูที่เป็นแบบนี้" สีหน้าผมเครียดขึ้นเล็กน้อย แต่หัวใจก็ยังเต้นรัว ประสาทสัมผัสที่มีทั้งหมดตื่นเต็มที่ เตรียมพร้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงนาทีข้างหน้า

"ไม่ใช่เว้ย แต่..."

"แต่อะไร มึงบอกว่ามึงชอบกูไม่ใช่เหรอ แล้วมึงรออะไร" ผมถามเหมือนคาดคั้น

"กู..."

อะตอมพูดได้คำเดียวก็เบิกตากว้าง เพราะผมส่งริมฝีปากของผมลงไปประกบกับปากของมันแล้ว ตอนนี้ใบหน้าเราอยู่ใกล้กันเกินกว่าจะเห็นรายละเอียดได้ชัด เราจึงหลับตาพริ้ม ปล่อยให้ริมฝีปากและสัมผัสทางกายของเราสื่อสารกันแทน

เพียงครู่เดียวอะตอมก็พลิกตัวขึ้นมาอยู่ข้างบนบ้าง ก่อนรีบประกบปากลงมาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจูบของเราขาดตอน ตัวผมสั่นเทิ้มเพราะอะตอมจูบเก่งเหลือเกิน แม้จะหนักหน่วง แต่ก็ไม่หนักเกินไปจนรู้สึกว่าหยาบ อีกทั้งก็ไม่เบาไปจนไม่รู้สึกถึงความปรารถนาที่ร้อนแรง

อะตอมขบริมฝีปากแดงเรื่อผมและดูดดึงเล่นเบาๆ ทั้งบนและล่าง ปากที่แดงอยู่แล้วก็คงจะแดงขึ้นไปอีก ด้วยความที่มันคลั่งริมฝีปากแดงเรื่องของผมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อะตอมจึงระดมจูบผมหนักขึ้น มันสอดลิ้นควงคว้านชอนไชไปทั่วริมฝีปากผมโดยไม่รังเกียจ รสหวานในปากผมแทบจะถูกดูดกินหมด ผมก็พลอยได้ชิมรสหวานในปากของมันไปด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจะหวานลิ้นน่าลิ้มลองอย่างนี้

ความเสียวซ่านทั่วกายพุ่งสูงขึ้นจนผมนึกอยากจะร้องคราง แต่เมื่อปากไม่ว่าง ผมจึงต้องระบายออกด้วยการกอดมันแน่นขึ้น มือไม้ลูบไล้สะเปะสะปะไปทั่วแผ่นหลังเปลือยเปล่าของอะตอม ร่างของเราเบียดกันมากขึ้นจนแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียว แท่งทวนที่เคยนอนสงบนิ่งก็ตื่นเต็มที่ แถมยังกวัดแกว่งเบียดกันไปมาราวกับรำดาบ ทว่าเป็นดาบที่ฟันกันแล้วไม่เสียเลือดเนื้อ ตรงกันข้ามกลับได้ความเสียวกระสันพริ้งเพริศมาแทน

เสื้อของผมถูกถอดออกไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ แต่ก็ดีแล้วเพราะอะตอมเลื่อนตัวลงต่ำหลังจากนั้น ปากผมจึงว่างพอร้องครางได้ แต่ก็ยังไม่กล้าร้องเสียงดังเท่ากับความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นจริง

--CENSORED--

แต่สวรรค์ก็พลันล่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อะตอมหยุดทุกอย่าง ก่อนเลื่อนตัวขึ้นมาหาผมและมองหน้ากัน ผมถึงกับถอนหายใจด้วยความเสียดายสุดชีวิต อารมณ์เสียวจัดค้างเติ่งอยู่บนที่สูง แต่ตอนนี้หาทางลงไม่ได้ หัวผมตื้อไปหมดเพราะไม่เข้าใจว่าอะตอมหยุดทำไม

"มึงได้คำตอบหรือยัง" อะตอมถามด้วยเสียงหอบ ดูจากสีหน้าแล้ว มันเองก็คงเสียวและเสียดายไม่น้อย

เมื่อแปลความสิ่งที่อะตอมพูดได้แล้ว ผมก็พยักหน้าเบาๆ มันทำให้ผมถึงขนาดนี้ จะไม่รู้สึกหรือไม่รับรู้เลยก็คงเกินไปหน่อย

"อืม กู…โคตรรู้สึกดีกับมึงเลย"

อะตอมยิ้มพอใจ รอยยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยนนั้นช่วยลดอารมณ์ที่ค้างลงได้บ้าง แต่ก็ไม่หมดง่ายๆ ซะทีเดียว

"กูอยากทำต่อนะ กูอยากทำให้มึงมีความสุขกับกู แต่กูสัญญาไว้แล้ว กูไม่อยากผิดสัญญากับมึงอีก อีกอย่าง…กูรู้ว่ามึงไม่ได้อยากให้กูทำแบบนี้หรอก มึงแค่อยากได้คำตอบไม่ใช่เหรอ ตอนนี้มึงก็ได้ไปแล้วไง”

"แต่อารมณ์กูค้างเว้ย" ผมประท้วงอย่างไม่อาย เป็นใครก็ต้องทำเหมือนผมแน่นอน

อะตอมหัวเราะเบาๆ อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ามันดูน่ารัก นึกอยากจะดึงลงมาจูบอีกสักครั้งให้รู้แล้วรู้รอด

"แล้วมึงคิดว่ากูไม่ค้างเหรอ" อะตอมย้อนถาม

"แล้วจะเอาไง" ผมถามเสียงสั่นๆ อารมณ์ตอนนี้คือยากไปต่อจนไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถึงทำไม่เป็นหรือไม่เคยก็ต้องหาทางทำจนได้

อะตอมไม่ตอบคำถามผม มันรีบลงไปยืนข้างเตียง พลันก็ก้มลงมาช้อนร่างเปลือยเกือบหมดของผมขึ้นอุ้ม ก่อนจ้องหน้าผมซึ่งอยู่ใกล้แค่เพียงคืบ

"หาเรื่องไม่หลับไม่นอนนะมึง"

อะตอมว่าผม แต่ยิ้มเจ้าเล่ห์กลับคลี่ออกกว้าง แววตาเจ้าชู้ส่งประกายวิบวับ จากนั้นผมก็ถูกมันอุ้มหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อสานต่อภารกิจบางอย่าง

มันคงจะหาวิธีช่วยให้ผมปลดปล่อยได้แล้ว และผม…ก็คงจะต้องหาวิธีปลดปล่อยให้อะตอมเช่นเดียวกัน

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น