เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 16 : ♿ อุดมการณ์และความรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    23 มิ.ย. 63

:::ATOM:::

แค่เห็นคิ้วขมวดและหน้ายุ่งยากใจปรากฏขึ้น ผมก็พอจะเดาท่าทีและความรู้สึกของผู้อาวุโสกว่าได้ไม่ยากนัก ในบรรดาสิ่งที่ซ่อนได้ยากสุดก็น่าจะเป็นสีหน้าของเรานี่แหละ

"เท่าที่ผมทราบ ในมหาลัยของเราแทบไม่มีคนพิการนั่งรถเข็นมาเรียนเลย เมื่อสองสามปีที่แล้วก็เพิ่งมีผู้หญิงจบไปแค่คนเดียว จากนั้นก็ไม่มีอีกเลย อีกอย่าง…ตอนที่เขาเรียน เขาก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เพื่อนเขาก็ช่วยกันดี เขาก็เรียนจนจบ แสดงว่าเรื่องที่คุณเสนอมาไม่จำเป็น"

ว่าแล้วไหมล่ะ ที่จริงผมก็คิดๆ อยู่เหมือนกันว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ ถึงอย่างนั้น ผมก็สนใจตรงที่ว่าเคยมีผู้หญิงนั่งวีลแชร์มาเรียนที่นี่ด้วย ผมชักอยากรู้ว่าเธอไม่เจอปัญหาเลยหรือ ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้เลย เห็นทีผมต้องสืบเรื่องนี้เพิ่ม จะได้มีแรงสนับสนุนจากผู้ประสบปัญหาตัวจริงมากขึ้น

"แต่ว่า"

"ผมเข้าใจความตั้งใจของคุณนะ แต่คุณก็ต้องเข้าใจเราด้วย เพราะถ้าให้ทำตามแผนที่คุณเสนอมาน่ะ มันต้องใช้เงินเป็นล้าน ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปเสนอในที่ประชุม คุณคิดว่าใครเขาจะอนุมัติงบเยอะขนาดนี้เพื่อนักศึกษาแค่คนเดียวล่ะ อีกอย่าง เราก็ทำๆ ไปบ้างแล้ว แต่จะให้ทำครบทุกจุดน่ะ เราทำทีเดียวไม่ไหวหรอก"

ผมพูดยังไม่ทันจบ ท่านอธิการบดีก็แย้งซะก่อน ที่จริงผมก็ไม่เถียงหรอกว่าทำไปบ้างแล้ว แต่ส่วนมากไม่ได้มาตรฐาน เพราะทางลาดชันจนไม่น่ามีคนพิการคนไหนเข็นขึ้นเองได้ หรืออย่างจุดที่ควรมีก็ไม่มี เช่น ศูนย์บริการนักศึกษาพิการหรือดีเอสเอสของที่นี่อยู่ชั้นสอง ไม่มีลิฟต์ ไม่มีทางลาด คนพิการส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการเป็นคนตาบอดจึงไม่มีปัญหา แต่กัปตันขึ้นไปไม่ได้เลย

"แต่ว่าที่คณะสถาปัตย์มีน้อยมากนะครับ ผมกับเพื่อนๆ ต้องช่วยกันยกวีลแชร์ของกัปตันขึ้นตึกแทบทุกวันเลย ถ้าวันไหนเพื่อนไม่อยู่หรือไม่มา เขาก็ขึ้นเองไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้จะมีใครช่วยหรือเปล่า ผมว่าถ้าเราทำไว้ ต่อไปก็จะมีคนพิการมาเรียนเยอะขึ้นนะครับ เป็นหน้าเป็นตาให้กับมหาลัยด้วย ผมได้ยินมาว่าหลายๆ ที่เขาก็ปรับไปเยอะแล้ว อย่างที่ธรรมศักดิ์เขาก็ทำเยอะมาก มีนักศึกษาพิการไปเรียนที่นั่นหลายคนครับ มีทุกปีเลย"

ก่อนจะมาพบท่านอธิการ ผมก็หาข้อมูลไว้พอสมควร โดยเฉพาะจากอาจารย์วิว แต่หากคนเราไม่เปิดใจซะอย่าง ต่อให้รู้ว่าดีก็อาจจะไม่ทำ

"ก็ให้เขาไปเรียนที่นั่นก่อนละกัน แต่ที่นี่เรายังไม่พร้อม คุณต้องเข้าใจนะ ในการทำงานน่ะ มันไม่ใช่นึกอยากจะทำอะไรก็ได้ ใช่…ของบางอย่างมันอาจจะดีจริงหรือน่าทำ แต่บางทีมันก็ทำไม่ได้เสมอไปหรอก คุณยังเป็นนักศึกษาอยู่ ไม่รู้หรอกว่าโลกของการทำงานที่แท้จริงมันเป็นยังไง เพราะฉะนั้น ก็ช่วยๆ กันไปก่อน นักศึกษาคณะคุณมีเป็นร้อย จะช่วยกันไม่ได้เลยเหรอ อีกอย่าง…ก็ได้ทำบุญด้วย"

คำพูดของท่านอธิการบดีทำเอาผมผิดหวังไม่น้อย ประเทศของเราจะพัฒนาไปข้างหน้าได้ยังไงถ้าหากผู้ใหญ่พากันคิดแบบนี้ น่าเห็นใจคนอย่างกัปตันจริงๆ วันไหนที่ผมไปงานและไม่ได้เข้าเรียน ผมจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเพราะกลัวไม่มีคนช่วยยกกัปตัน น้ำหวานเคยบอกผมบ่อยๆ ว่าบางทีเพื่อนก็เกี่ยงกัน อาจจะไม่ถึงกับเกี่ยงกันจริงจัง หรืออาจจะแค่พูดเล่นสนุกๆ แต่ผมก็รู้ว่ากัปตันคงรู้สึกไม่ดี อย่าว่าแต่กัปตันเลย ถ้าผมเป็นกัปตันก็คงไม่ชอบที่ตัวเองต้องเป็นภาระของคนอื่นตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยการออกแบบ

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงออกมาใช้ชีวิตข้างนอกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากออกมา แต่สังคมบีบบังคับให้พวกเขาอยู่บ้านด้วยการไม่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ไปมากแล้ว ไม่ใช่แค่สะดวกสำหรับคนพิการเท่านั้น ผมว่าคนแก่ คนท้อง นักท่องเที่ยว แม่ที่ใช้รถเข็นเด็ก หรือคนที่เจ็บป่วยชั่วคราวก็ได้ประโยชน์ อย่างน้อยวันหนึ่งทุกคนก็ต้องแก่ ถึงไม่ใช้วันนี้ แก่ตัวลงก็อาจจะได้ใช้ สุดท้ายมันก็คือการทำเพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่คนพิการ

อ้อ เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าคำว่า "ทำบุญ" ไม่ได้มีความหมายในทางที่ดีในกรณีนี้เลย ผมจะลองถามกัปตันดูว่าเขาคิดยังไงถ้ามีคนมาช่วยเขาแล้วบอกว่าทำบุญ สำหรับผมมันฟังดูเหยียดกลายๆ

"แล้วถ้าผมหาเงินมาได้หนึ่งล้าน อธิการจะให้ผมทำไหมครับ"

ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมกล้าพูดไปแบบนั้น อยู่ๆ มันก็แวบขึ้นในความคิด แถมยังส่งพลังรุนแรงต่อความรู้สึกข้างในของผมทันทีที่เข้ามา คำพูดนั้นของผมจึงหลุดลั่นออกไป อาจจะเป็นสัญชาตญาณหรืออะไรบางอย่างที่บอกให้ผมพูดอย่างนั้นก็ได้

ท่านอธิการบดีถึงกับอึ้ง แต่สักพักก็ยิ้มแปลกๆ และหัวเราะ

"ถ้าหามาได้จริง ผมก็จะให้คุณทำ" รอยยิ้มของคนพูดเหมือนเย้ยหยัน ลึกๆ คงไม่เชื่อหรอกว่านักศึกษาปีหนึ่งอย่างผมจะทำได้ ยิ่งทำให้ความรู้สึกอยากเอาชนะของผมทวีกำลังมากขึ้น

คงจะเป็นเพราะความรู้สึกนั้น หลังคุยกับท่านอธิการบดีแล้ว ผมก็รีบพาตัวเองมาที่ตึกตุลาสแควร์ด้านหน้าติดรถไฟฟ้าใต้ดินทันที ก่อนมองหาธนาคารที่ผมใช้บริการฝากเงินอยู่ เมื่อเจอแล้วผมก็ถอนเงินหนึ่งหมื่นบาทออกมาจากบัญชีของตัวเอง สำหรับผมแล้วถือว่าเป็นเงินที่เยอะพอสมควร แต่น่าแปลกที่ครั้งนี้ผมกลับไม่ลังเลใจเลย ขนาดตอนคบกับอั้ม จะพาเขาไปกินหรือซื้ออะไรทีก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก แม้ว่าสุดท้ายก็ต้องยอมเพื่อความรัก ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า

ผมเปิดบัญชีใหม่ขึ้นมาหนึ่งบัญชีกับอีกธนาคาร และมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะทำให้เงินฝากหนึ่งหมื่นบาทแรกนี้ค่อยๆ เพิ่มเป็นหนึ่งล้านบาทให้ได้ภายในหนึ่งปี ถ้าเป็นไปได้ก็จะให้เร็วกว่านั้น

เมื่อทำธุระที่ธนาคารเรียบร้อย ผมก็โทรนัดอาจารย์วิว โชคดีที่แกยังไม่มีสอนตอนเช้า จึงบอกให้ผมไปหาที่ภาควิชาออกแบบภายในได้เลย ผมรีบไปทันที ระหว่างนั้นกัปตันส่งไลน์มาถามว่าอยู่ไหน ผมเพียงแต่ตอบไปว่ายังทำธุระไม่เสร็จ คงไม่ได้เข้าเรียนตอนเช้า มันตอบมาว่าจะเก็บชีทไว้ให้

เมื่อมาถึงผมก็ตรงดิ่งไปที่ห้องของอาจารย์วิว ทันทีที่นั่งเก้าอี้ลงฝั่งตรงข้าม ผมก็ส่งสมุดบัญชีให้อาจารย์วิวดูก่อนอย่างอื่น

"อาจารย์ครับ ผมว่าเราเปิดชมรมยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ให้เร็วที่สุดดีไหมครับ เงินในบัญชีนี้ ผมจะขอมอบให้ทางชมรมเอาไว้ใช้ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในมหาลัย มันยังไม่พอหรอกครับ แต่ผมเชื่อว่า…เราจะหาได้มากกว่านี้"

เพียงเท่านี้ก็พอจะทำให้คู่สนทนาตรงหน้าของผมอึ้งได้แล้ว อาจารย์วิวครุ่นคิด ไม่นานก็ยิ้มบาง "งั้น…ตอนนี้…เราต้องหาสมาชิกชมรมก่อน ถ้าอาจารย์จำไม่ผิด เราต้องมีสมาชิกสองร้อยคนขึ้นไปจากอย่างน้อยสี่คณะถึงจะตั้งเป็นชมรมได้"

"สองร้อยก็สองร้อยครับ ผมจะหาให้ครบภายในหนึ่งเดือน ผมเชื่อว่าเราทำได้ครับอาจารย์" ผมยืนยันหนักแน่น ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยรู้สึกถึงพลังของการอยากทำสิ่งใดมากขนาดนี้มาก่อนเลย จะว่าไปผมก็แปลกใจตัวเองไม่น้อย

"โอเค งั้นเบื้องต้น เธอหาคนที่สนใจมาสักสิบคนก่อนนะ แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไร เอาคนที่สนใจจริงๆ มาคุยกันก่อน จากนั้นเดี๋ยวเราค่อยวางแผนขั้นต่อไป อาจารย์ว่าเธอทำคนเดียวไม่ไหวหรอก ต้องหาคนมาช่วย" อาจารย์วิวยิ้มด้วยแววตาชื่นชม

แค่มีคนเข้าใจและเห็นด้วย เท่านี้ผมก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ส่วนเรื่องข้อเสนอผมก็เห็นด้วย ถ้าทำคนเดียวคงเหนื่อย ต้องหาคนมาร่วมขบวนการ แต่ผมก็เชื่อว่าจะหาได้ไม่ยาก อย่างน้อยก็มีกัปตัน น้ำหวาน แบงค์และกวิน รวมผมด้วยก็ห้าคนแล้ว ถ้ามีพี่โดมอีกคนก็เป็นหก จากนั้นก็หาเพิ่มอีกสี่คน หรือจะมีแค่นี้ก็เริ่มทำงานได้แล้ว

ผมยิ้มด้วยความรู้สึกขอบคุณ สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

"ได้ครับอาจารย์ ผมจะหามาให้ครับ"

:::CAPTAIN:::

เสียงเพลงจังหวะเต้นรำดังไปทั่วห้องซ้อม นักศึกษาราวยี่สิบคนที่ผ่านการคัดเลือกกำลังซ้อมเต้น มีผู้หญิงคนหนึ่งคอยคุมการซ้อมอยู่ น่าจะเป็นคนสอนเต้นนั่นเอง ผมได้ข่าวว่าเธอเป็นรุ่นพี่ของคณะนี้ ชื่อซินดี้ จบไปสองสามปีแล้ว มีความสามารถด้านการเต้น จึงถูกขอให้มาช่วยงานนี้

หลังจากเลิกเรียนภาคบ่าย ผม น้ำหวาน แบงค์และกวินก็พากัปตันมาที่นี่ ตอนแรกกัปตันทำท่าจะไม่มาเพราะไม่อยากมีปัญหา แต่เราก็คะยั้นคะยอให้มาจนได้ เพราะถ้ายอมง่ายๆ ต่อไปการเลือกปฏิบัติแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก คนทำก็จะยิ่งได้ใจ

การปรากฏตัวของกัปตันที่นี่คงเป็นเรื่องไม่คาดคิดอย่างมาก เมื่อสองสาวซึ่งเป็นแอดมินเพจตุลาคิวท์บอยหันมาเจอโดยบังเอิญ พวกเธอก็ถึงกับหน้าตาเลิ่กลั่ก ก่อนรีบเดินแกมวิ่งมาหาพวกเราด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

"อ้าวกัปตัน ทำไมเพิ่งมาล่ะ เขาซ้อมกันมาตั้งหลายวันแล้ว ไม่สะดวกเหรอ" พี่สาออกตัวเป็นคนแรก พยายามทำหน้าตาให้ดูไร้เดียงสา แต่ก็วางหน้าไม่สนิทอยู่ดี ไม่มีทางที่พวกเธอจะซ่อนพิรุธหรือความรู้สึกผิดจากสีหน้าได้เลย

"สงสัยจะไม่มีใครบอกเพื่อนผมน่ะครับ" ผมตอบคำถามแทน

"อ้าว กัปตันไม่ทราบเรื่องเหรอ ตายแล้ว...สงสัยอั้มจะลืมบอกแน่ๆ เลย พอดีเรามีคนช่วยงานน้อยน่ะ มีกันแค่ไม่กี่คนเอง ก็เลยอาจจะหลุดๆ บ้าง พี่ขอโทษด้วยนะคะ" พี่ปริมรีบแก้ตัวแทนพี่สาซึ่งทำท่าเหมือนไม่รู้จะตอบยังไง น่าขำที่เธอยังอุตส่าห์โบ้ยความผิดไปให้แฟนเก่าผมอีก

"อ๋อเหรอครับ นอกจากกัปตันแล้วยังลืมใครอีกหรือเปล่าครับพี่" แบงค์ถามกวนๆ

"เอ่อ..." พี่ปริมกับพี่สามองหน้ากัน จากนั้นก็หันมาหัวเราะแหะๆ แต่ไม่ตอบคำถามใดๆ

"ถ้างั้น...ผมให้กัปตันซ้อมเลยนะครับ" ผมบอกเสียงเรียบ

"จะดีเหรอ" พี่สารีบแย้ง "เขาซ้อมกันไปเยอะแล้ว ถ้าให้กัปตันไปซ้อมด้วย มันต้องเปลี่ยนเยอะเลยนะ พี่กลัวจะไม่ทัน เหลือแค่ไม่กี่วันเอง"

"อ้าว แล้วพี่จะให้กัปตันทำอะไรล่ะคะ" น้ำหวานชักสีหน้าใส่รุ่นพี่ ในขณะที่กัปตันยังดูเงียบๆ

"อ๋อ...พี่ได้ยินว่ากัปตันจะร้องเพลงแล้วก็เล่นกีตาร์ไม่ใช่เหรอ ก็น่าจะ..."

"แต่มันเป็นการแสดงความสามารถส่วนตัวของแต่ละคนนะพี่ คนอื่นๆ ก็แสดงเหมือนกัน ทีคนอื่นยังแสดงสองอย่างได้ ทำไมกัปตันได้แสดงแค่อย่างเดียวล่ะคะ" น้ำหวานเถียงพี่สาก่อนที่เธอจะพูดจบประโยค

พี่ปริมกับพี่สาทำหน้าลำบากใจ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่หยุดความตั้งใจเดิมที่จะไม่ให้กัปตันแสดงในช่วงนี้ด้วย

"แต่ว่า...คนสอนเต้นเขาไม่เคยสอนวีลแชร์เต้นไง ถ้ากัปตันมาซ้อมการแสดงช่วงนี้ด้วย มันต้องใช้เวลาเยอะ แล้วงานมันก็ฉุกละหุกด้วย มันจะไม่ทันแล้ว พวกพี่มีเวลาเตรียมนิดเดียวเอง พี่ก็เลย..." เสียงของพี่ปริมกลืนหายลงคอไป

"อ้าว ตกลงพวกพี่ลืมบอก หรือว่าไม่อยากให้กัปตันซ้อมกันแน่ครับ" กวินช่วยถามอีกแรง หลายๆ คนช่วยกันต้อน รับรองสองสาวนี้ต้องจนมุม

"ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก" พี่สาแย้ง

"แล้วมันยังไงครับ" กวินขมวดคิ้วสงสัย

"เอ่อ..." สองสาวมองหน้ากันอีกครั้ง สีหน้าดูเหมือนหนักใจมากทีเดียว

"มหาลัยของเราเป็นมหาลัยอันดับหนึ่งนะพี่ แล้วที่นี่เขาก็เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ แล้วก็เรื่องของความเท่าเทียมกัน ถ้าเกิดมีคนรู้เรื่องนี้เข้า มหาลัยเราจะเสียหายนะคะ ที่สำคัญนะ ถ้ากัปตันไม่ได้แสดงด้วย พวกหนูจะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ แล้วก็จะเอาเรื่องนี้เข้าสภานักศึกษา" น้ำหวานขู่ตามที่เราวางแผนกันไว้

"เดี๋ยวก่อนนะ พี่ว่ามันจะไปกันใหญ่แล้ว พวกเราไม่ได้เลือกปฏิบัติซะหน่อย แต่มันมีข้อจำกัดไง แล้วอีกอย่าง...กัปตันเขาก็ใช้วีลแชร์ เขาจะเต้นได้ยังไง โอเค เรื่องการมีส่วนร่วมมันสำคัญ แต่คนอื่นๆ เขาก็จะเสียเวลาไปด้วย ต้องเข้าใจคนจัดงานด้วยนะว่าเราก็มีข้อจำกัด ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นแบบนี้ ก็ต้องยอมรับสิ จะมาทำให้คนอื่นเขาเสียเวลาทำไม" พี่ปริมเถียง ดูท่าทางจะโกรธเหมือนกันที่โดนน้ำหวานต่อว่า

แต่หาใช่แค่พี่ปริมเท่านั้นที่โกรธ พวกเราก็ควันออกหูด้วย ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้หญิง ผมคงต่อยปากแตกไปแล้ว

"กลับเหอะว่ะ กูไม่ซ้อมก็ได้" กัปตันเอ่ยขึ้นมาบ้างหลังเงียบอยู่นาน สีหน้าดูไม่ดีเลย คงรู้สึกแย่ไม่น้อยกับสิ่งที่พี่ปริมพูดเมื่อกี้

"ไม่ได้เว้ยกัปตัน มึงอย่ายอมง่ายๆ อย่างงี้สิวะ" เพื่อนๆ ผมพากันหันมาดุกัปตัน กัปตันจึงต้องหยุดพูด ไม่ใช่ว่าพวกเราจะบังคับให้กัปตันซ้อมให้ได้หรอก ถ้าเกิดกัปตันไม่อยากซ้อมก็โอเค แต่พวกเราจำเป็นต้องให้บทเรียนพี่สองคนนี้ก่อน

"สรุปว่าพวกพี่ไม่ได้ลืม แต่จงใจไม่บอกให้กัปตันรู้ใช่ไหมครับ" ผมถามเสียงแข็ง

เมื่อโดนต้อนมากเข้า พี่ปริมกับพี่สาก็ดูเหมือนจะจนมุม พวกเธอไม่เถียงอะไรอีก เท่ากับยอมรับความจริงไปแล้ว เพราะถ้าขืนยังเถียงต่อ ผมว่าพวกเธอสองคนคงเกินจะเยียวยา คนแบบนี้ไม่น่าจะมีใครคบได้ ยกเว้นว่าเป็นพวกเดียวกัน

"แล้วจะเอายังไงครับ พวกพี่จะให้กัปตันซ้อม หรือว่าจะไม่ให้ซ้อม" แบงค์คาดคั้นเสียงดุ

"เดี๋ยวพี่ไปคุยกับครูสอนเต้นก่อนละกัน" พี่ปริมพูดอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อโดนขู่แบบนี้ พวกเธอคงไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าเรื่องนี้ไปถึงสภานักศึกษาคงไม่เป็นผลดีกับพวกเธอแน่

ในที่สุดกัปตันก็ได้ซ้อมกับคนอื่นๆ พี่ซินดี้ไม่มีปัญหาอะไรเลย แถมดีใจด้วยซ้ำที่มีกัปตันมาซ้อมด้วย เธอตั้งใจสอนกัปตันมาก แถมยังขอให้ผู้ผ่านเข้ารอบคนอื่นๆ ช่วยดูแลกัปตันด้วย กัปตันเต้นด้วยการทำท่ามือ บางจังหวะก็จะใช้วีลแชร์แดนซ์เข้ามาช่วยสร้างสีสัน เป็นที่ถูกอกถูกใจของพี่ซินดี้ไม่น้อย ในขณะที่พี่ปริมกับพี่สาก็ดูจะยอมรับกัปตันมากขึ้น

ผมกับเพื่อนๆ ที่เหลือก็หามุมยืนดูการซ้อมและคุยกันไปด้วย น่าแปลกที่วันนี้ผมไม่เห็นอั้มมาช่วยงานเลย สงสัยเธอคงติดธุระอื่น ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเพื่อนๆ ของเธอและคนในคณะสลับกันมาช่วย ก็ไม่ถึงกับขาดคนช่วยงานอย่างที่พี่ปริมกับพี่สาอ้างตอนแรกซะทีเดียว

เมื่อได้รับการยอมรับ กัปตันก็ดูมีความสุขไม่น้อยที่ได้ซ้อมกับเพื่อนๆ ในบรรดาคนที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด ผมว่ากัปตันคิวท์สุดละ อย่างน้อยก็ในสายตาของผม คนอื่นๆ นอกนั้นไม่อยู่ในสายตาผมแม้แต่คนเดียว

อีกเรื่องที่น่าแปลกคืออินเข้ามาช่วยสอนกัปตันด้วย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมันถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่ให้อภัยมันเรื่องนั้นหรอก นึกถึงทีไรก็ยังโมโหไม่หาย

ประมาณหกโมงเย็นพี่ซินดี้ก็ให้หยุดพักครึ่งชั่วโมง ทีมงานหาข้าวกล่องมาให้บรรดาคิวท์บอยกินในระหว่างนี้ โชคดีมีเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง เพราะปกติก็จะซื้อเผื่อไว้ให้คนที่กินกล่องเดียวไม่อิ่ม ผมกับเพื่อนๆ จึงได้อานิสงส์ไปด้วย พี่ปริมกับพี่สาเป็นคนมาเชื้อเชิญให้กินด้วยกันเองเลย ทำให้ความรู้สึกของพวกเราที่มีต่อพวกเธอสองคนดีขึ้นพอสมควร

กัปตันมากินข้าวกับพวกเราด้วย ที่นี่ไม่มีโต๊ะนั่งจึงต้องนั่งกินกับพื้น ผมอุ้มกัปตันลงจากวีลแชร์มานั่งข้างล่างกับเพื่อนๆ จะได้ไม่รู้สึกแตกต่างกันเกินไป หลังจากรู้จักกัปตันมาได้สักพัก ผมก็เริ่มเข้าใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มากขึ้น

แทนที่เราจะได้คุยกันในกลุ่มเพื่อนของเราเอง หนุ่มคิวท์บอยคนหนึ่งก็เดินมานั่งลงและขอร่วมวงด้วย

"ขอนั่งด้วยได้ไหม"

กัปตันหันไปพยักหน้า เพราะคนที่มาดูเหมือนจะถามกัปตันเพียงคนเดียว ไม่ได้ถามคนอื่นๆ

"ชื่อกัปตันเหรอ" นายหมอนั่นถาม

"ใช่" กัปตันยิ้มให้

"เราชื่อคอปเตอร์ อยู่อักษร กัปตันล่ะ" นายที่ชื่อคอปเตอร์ถามต่อ

"ถาปัตย์"

"โห เก่งจัง เรียนถาปัตย์ด้วยเหรอ สุดยอดเลย" คอปเตอร์ชมและยิ้มจนตาหยี

"ก็ไม่ขนาดนั้น" กัปตันหัวเราะ ดูเหมือนไอ้หมอนั่นจะไม่สนใจคุยกับคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ด้วยเลย มันชวนกัปตันคุยอย่างเดียว

"ตั้งแต่เคยเห็นคนแบบกัปตัน เอ่อ...เรียกว่าคนพิการจะโกรธเปล่าเนี่ย"

กัปตันส่ายหน้า "ไม่โกรธหรอก จะโกรธทำไม"

คอปเตอร์ทำหน้ายิ้มยาก คงจะกระดากปากที่ต้องใช้คำนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม "เหรอ เออ นั่นแหละ เราเคยเห็นคนพิการมาหลายคนแล้ว ส่วนมากจะดูน่าสงสาร เพิ่งเห็นกัปตันนี่แหละที่ดูน่ารัก"

ไม่ใช่แค่กัปตันเท่านั้นที่อึ้ง ผมกับเพื่อนๆ ก็อึ้งด้วย ถึงกับมองหน้ากันไปมาด้วยความสงสัย

"เฮ้ย จริงๆ ไม่ได้พูดเล่น" คอปเตอร์ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ "เข้าไปกดไลค์ในเพจคิวท์บอยให้ด้วย ของกัปตันมีคนมาไลค์ให้เยอะเหมือนกันนะ ล่าสุดนี่ก็หลายพันคนแล้ว"

คอปเตอร์น่าจะหมายถึงรูปที่ทีมงานนัดไปถ่ายคราวนั้น นอกจากเพื่อนๆ แล้วก็มีญาติๆ มาช่วยกดไลค์ให้อีกหลายคน จำนวนไลค์ที่ได้ไม่น้อยหน้าคนอื่นๆ เลย แต่ก็ยังไม่ถือว่าเยอะที่สุดซะทีเดียว

"ขอบใจนะ เดี๋ยวจะไปกดไลค์คืนให้" กัปตันยิ้มอีกระลอก หากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แอบชอบกัปตันอยู่ รอยยิ้มนี้คงกระชากใจใครคนนั้นอย่างรุนแรง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมควรจะรู้สึกดีเลย

"ก็ดีเหมือนกัน ยังได้ไลค์ไม่เยอะเลย สงสัยจะได้ที่โหล่แล้วมั้งเนี่ย" คอปเตอร์หัวเราะตัวเอง

ไม่รู้ว่าผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่นายคอปเตอร์แสดงความสนใจกัปตันจนพอสังเกตได้ น้ำหวาน แบงค์และกวินก็น่าจะรู้สึกไม่ต่างกัน แต่พวกเราก็ได้แต่นั่งสังเกตดูเงียบๆ

หลังกินข้าวเสร็จกัปตันก็ไปซ้อมต่อ เลิกซ้อมอีกทีก็สองทุ่มกว่า เพื่อนอีกสามคนของผมขอตัวกลับไปก่อนแล้วตั้งแต่ยังไม่สองทุ่ม แต่ผมยังอยู่รอพากัปตันกลับคอนโด ดูเหมือนนายคอปเตอร์นั่นยังสนใจกัปตันไม่เลิก มันพากัปตันมาส่งให้ผมด้วย แต่กว่าจะแยกไปมันก็ชวนคุยอ้อยอิ่งจนผมชักรำคาญ โชคดีที่มันไปได้เสียที

จังหวะที่เราจะกลับ ใครบางคนก็โผล่เข้ามาในห้องซ้อมพอดี

"พี่โดม" กัปตันร้องเรียกลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอย่างดีใจ

ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า พี่โดมดูเหมือนตกใจมากกว่าจะดีใจที่เห็นน้องชาย กระนั้นก็รีบเดินมาหากัปตัน แต่ผมก็รู้สึกว่าพี่แกมองหาอะไรบางอย่างไปด้วย

"พี่โดมมาหาใครเหรอ" กัปตันถาม

"อ๋อ ก็ว่าจะแวะมาดูกัปตันซ้อมนั่นแหละ แล้วเป็นไง โอเคไหม" พี่โดมยิ้มอบอุ่น

"ก็โอเคอยู่ครับ เพิ่งเลิกนี่เอง เอ๊ะ แล้วพี่โดมรู้ได้ไงว่าผมมาซ้อม" กัปตันฉงน เพราะเขาเพิ่งมาซ้อมวันนี้ น่าจะยังไม่ได้บอกพี่โดมด้วยซ้ำ

"อ๋อ ไอ้อินมันไลน์ไปบอกพี่ว่ากัปตันมาซ้อมไง พี่ก็เลยแวะมาดู เสร็จงานกับเพื่อนก็รีบมาเลย แล้วนี่จะกลับคอนโดแล้วเหรอ" พี่โดมรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

"ครับพี่ พี่โดมไปคอนโดผมไหม ผมอยากคุยกับพี่โดมน่ะ ไม่ได้คุยหลายวันแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยไปหาผมเลย" กัปตันท้วงและทำท่าน้อยใจ

"อ๋อ...เอ่อ..." พี่โดมอึกอักอีกแล้ว ทำตัวน่าสงสัยจริงๆ

ยังไม่ทันพูดอะไรต่อ เสียงใครบางคนก็ดังมาจากข้างหลังของเรา

"พี่โดม มาแล้วเหรอครับ นึกว่าจะไม่มาแล้วซะอีก"

เมื่อหันกลับไปดูก็เห็นอินเดินแกมวิ่งมาหา สร้างความแปลกใจให้ผมกับกัปตันไม่น้อย

"พี่โดมมารับอินเหรอ" กัปตันหันกลับมาถามพี่ชายด้วยสีหน้าแปลกใจ

อินเดินมาถึงพอดี พี่โดมยิ่งหน้าตาเลิ่กลั่กเข้าไปใหญ่ "อ๋อ...คือ..."

"ไม่เป็นไรพี่ ถ้าพี่โดมนัดอินไว้ก็ไปกับอินก็ได้ครับ เดี๋ยวผมกลับกับอะตอมเอง" กัปตันพูดแทนเมื่อเห็นพี่ชายไปไม่เป็น ถึงพวกเราจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่อยากละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของพี่โดมมากนัก

"งั้นผมไปแล้วนะพี่ เดี๋ยวค่อยนัดกันอีกทีนะครับ" กัปตันบอกลาพี่ชาย

"อืม เดี๋ยวพี่โทรหานะ" พี่โดมบอกน้องชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ถึงแม้จะพยายามยิ้มๆ ก็ตาม

"ผมไปแล้วนะพี่ ไปแล้วนะอิน" กัปตันโบกมือให้พี่ชายและหันไปยิ้มบางๆ ให้กับอิน ก่อนเข็นนำออกไป ส่วนผมรีบยกมือเป็นเชิงบอกลาพี่โดม แต่ไม่ชายตาแลอินแม้แต่น้อย จากนั้นก็รีบตามกัปตันไป

:::ATOM:::

เมื่อกลับมาถึงห้อง กัปตันก็ลงจากรถวีลแชร์และขึ้นไปนั่งบนโซฟา กางแขนขาออก ท่าทางคงจะเหนื่อยพอสมควร ทันทีที่ผมตามลงมานั่งข้างๆ เขาชวนผมคุยเรื่องที่สงสัยทันที

"มึงว่าพี่โดมกับอิน…แปลกๆ ไหมวะ"

"มึงกลัวเขาชอบกันเหรอ" ผมย้อนถาม

กัปตันทำหน้าไม่แน่ใจ "ไม่รู้ว่ะ แต่กู…"

"ไม่อยากให้พี่โดมชอบอินใช่ไหม" ผมถามดัก

กัปตันชะงัก สักพักก็พยักหน้ายอมรับ แต่สีหน้าดูกังวล "มึงว่า…มันจะเป็นไปได้ไหมวะ"

ผมทำท่าครุ่นคิด พลันก็นึกบางอย่างออก วันนั้นที่ผมโทรหาพี่โดมตอนอยู่ที่เกาะเสม็ด ผมรู้สึกว่าพี่โดมดูอึกๆ อักๆ ชอบกล ก่อนจะคุยกับผมก็หันไปบอกใครคนหนึ่ง เหมือนจะเรียกชื่อว่าอิน แต่ตอนนั้นผมมัวแต่เครียดอยู่ ก็เลยไม่สนใจเท่าไหร่ ถ้าใช่อย่างที่ผมจำได้ก็น่าจะมีเค้าสูง

"กูว่ามึงต้องรีบหาทางช่วยพี่โดมแล้วว่ะ คบกับไอ้อิน ฉิบหายแน่มึง เดี๋ยวมันชวนไปทำอะไรอุบาทว์ๆ "

"ทำอะไรวะอุบาทว์ๆ " กัปตันหันมามองอย่างสงสัย

ผมชะงักเล็กน้อยที่เผลอพูดเรื่องนี้ ถึงจะไม่ชอบไอ้อินแค่ไหน แต่ผมก็ไม่อยากเอาเรื่องของมันที่ผมเพิ่งรู้มาประจานเท่าไหร่ เพราะผมก็ไม่อยากทำให้ใครเสียอนาคต แต่เมื่อมันทำแบบนี้ ผมจำเป็นต้องบอกกัปตันแล้วล่ะ

"มึงไม่รู้เหรอ ไอ้อินน่ะ มันชอบเอาท์ดอร์ แล้วก็เอาไปลงทวิตเตอร์"

"เอาท์ดอร์ยังไงวะ แล้วมันอุบาทว์ยังไง" กัปตันสงสัย ถึงยังไม่รู้ว่าเอาท์ดอร์คืออะไร แต่สีหน้าก็ดูเป็นห่วงพี่ชาย

"มันนัดผู้ชายไปทำอนาจารในที่สาธารณะ ก็ไม่ถึงกับเอากันหรอก แต่มันทุเรศว่ะ ระวังมันชวนพี่โดมนะเว้ย"

"จริงเหรอวะ แล้วมึงไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน" กัปตันหน้าตื่นตกใจ

"พี่รหัสกูเคยโดนมันนัดไป ในทวิตเตอร์ ไอ้อินมันถ่ายรูปไม่ให้เห็นหน้า พี่เขาก็เลยไม่รู้ว่าเป็นมัน พอไปเจอเท่านั้นแหละ ก็เลยรู้ว่าเป็นไอ้อิน พวกพี่ๆ เขารู้กันหลายคนแล้ว"

"เฮ้ย จริงเหรอวะ เอ๊ะ แต่พี่รหัสมึงเขามีแฟนเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอวะ ทำไมถึงไป…"

"เดี๋ยวนี้คนเป็นไบมีเยอะแยะ"

"รวมมึงด้วยใช่ไหม" กัปตันย้อนถาม

ผมชะงักไปทันที พลางก็นึกหาคำตอบให้ตัวเองไปด้วย "อืม…กูไม่แน่ใจว่ะ แต่ถ้ากูชอบมึงได้ ก็คงจะอย่างงั้นมั้ง"

"แล้วมึงเคยมองผู้ชายคนอื่นเปล่า" กัปตันถามต่อ ความสนใจมาอยู่ที่เรื่องของผมแทนพี่ชายชั่วครู่

"ไม่เคยว่ะ เพิ่งจะมามองมึงนี่แหละ เห็นปุ๊บก็ชอบปั๊บเลย" ผมยิ้มกรุ้มกริ่มและยักคิ้วใส่สองสามที

กัปตันเพียงแต่ยิ้มๆ และส่ายหัวไปมา ก่อนวกกลับมาสนใจเรื่องพี่ชายต่อ "มึงว่ากูโทรหาพี่โดมดีไหมวะ กูกลัวว่ะ แต่…กูว่านะเว้ย พี่โดมเขาไม่ทำอย่างงั้นหรอก เขาเป็นคนดีมาก เป็นเด็กเรียน กูไม่เคยเห็นเขาทำตัวเกเรเลย"

"แต่มึงก็ต้องระวังนะเว้ย ไอ้อินมันร้ายจะตาย เดี๋ยวจะเสียทีมัน เกิดพี่โดมพลาดไปมีอะไรกับมัน แล้วมันก็เอามาลงทวิตเตอร์ ซวยเลยนะมึง" ผมเตือน

กัปตันกลับมาหน้าเครียดอีกครั้ง คงจะกลัวเป็นอย่างที่ผมว่า "ก็จริงว่ะ เอาไงดีวะ"

"แป๊บนะ" ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา เปิดแอพทวิตเตอร์ พี่รหัสให้ผมเข้าไปดูทวิตเตอร์ของไอ้อินเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผมกดฟอลโล่ว์ไปแล้วน่าจะหาได้ไม่ยาก แต่เมื่อมองหาบัญชีที่ชื่อ DARKSIDEME กลับไม่เจอ มีข้อความแจ้งว่าบัญชีถูกลบไปแล้ว

"มันลบแอคเคาท์ไปแล้วว่ะ หรือว่ามันจะเลิกทำแล้ววะ" ผมหันไปบอกกัปตันและมุ่นคิ้ว ก่อนพูดต่อ "แต่ยังไงๆ ก็ต้องคอยดูพี่โดมให้ดีๆ นะเว้ย อย่าเพิ่งไว้ใจไอ้เชี่ยอินมัน"

"อืม" กัปตันพยักหน้ารับ สีหน้าก็ยังดูเครียดอยู่

"เฮ้ย ไม่ต้องเครียดหรอก มึงบอกเองไม่ใช่เหรอว่าพี่โดมเขาไม่ใช่คนแบบนั้น ไม่แน่นะเว้ย พี่โดมเขาอาจจะรู้แล้ว ก็เลยบอกให้มันเลิกทำก็ได้ เห็นไหม…ไอ้อินมันปิดทวิตเตอร์ไปแล้ว" ผมปลอบใจคนหน้าเครียด

"อืม…ก็น่าจะเป็นไปได้" กัปตันค่อยยิ้มออก

เรื่องอินและพี่โดมน่าจะพอหมดห่วงไปได้แล้ว คราวนี้คงเป็นเรื่องของผม เมื่อคิดจนพร้อมแล้ว ผมก็เกริ่นเรื่องของตัวเองบ้าง

"เออ…กัปตัน กูว่าช่วงนี้…กูจะรับงานเซ็กซี่เยอะหน่อย มึงคิดว่าไงวะ"

กัปตันมุ่นคิ้ว ไม่ถึงกับตกใจหรือแปลกใจมาก แต่สีหน้าก็มีความรู้สึกบางอย่าง "มึงต้องใช้เงินเยอะเหรอ"

ผมพยักหน้ายอมรับ "อืม ก็…เยอะพอสมควร"

"เท่าไหร่ กูช่วยได้ไหม"

"เป็นล้าน" ผมบอกยิ้มๆ

กัปตันถึงกับตาโต "เป็นล้านเลยเหรอ ทำไมเยอะขนาดนั้นวะ ติดหนี้เหรอ หรือว่า…" กัปตันพยายามนึกหาสาเหตุอื่นแต่ก็นึกไม่ออก

"เปล่า ไม่ได้ติดหนี้ใครหรอก แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินล้านเว้ย"

ยิ่งผมพูด กัปตันก็ยิ่งสงสัย "มันยังไงวะ แล้วมึงจะต้องถ่ายแบบกี่งานวะถึงจะได้เงินล้าน"

"ถ่ายจนไข่หลุดก็คงได้ไม่ถึงหรอก ต้องทำอย่างอื่นด้วย" ผมพูดให้ฟังดูตลกๆ จะได้ไม่เครียดมาก

เท่านี้กัปตันก็ถึงกับหัวเราะ "ถึงกับไข่หลุดเลยเหรอวะ"

"กูไม่ให้หลุดหรอกเว้ย เดี๋ยวไม่ได้ใช้กับคนพิเศษ" ผมยิ้มกรุ้มกริ่ม สักพักก็เปลี่ยนน้ำเสียงกลับมาเป็นจริงจัง "มึงโอเคไหมวะถ้ากูจะทำแบบนี้"

กัปตันนิ่งคิด สักพักก็ยิ้มบางๆ ให้ผม "กูไม่มีปัญหาหรอก ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองเว้ย แต่กูเป็นห่วงมึงน่ะ ถ้ามันโป๊มาก ทางมหาลัยเขาอาจจะไม่โอเคก็ได้นะเว้ย มึงต้องระวังให้เยอะๆ นะ"

สายตาที่กัปตันทอดมองผมอยู่ตอนนี้ส่งผ่านความห่วงใยมาให้ แม้จะฟังดูเหมือนเพื่อนห่วงเพื่อน แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษบางอย่างที่มากกว่านั้น

"เออ กูจะระวัง"

"ตอนไปถ่ายแบบ ให้กูไปดูด้วยได้เปล่า" กัปตันถามทีเล่นทีจริง

"อยากเห็นเหรอ เดี๋ยวกูโชว์ให้มึงดูตอนนี้เลย" ผมทำท่าจะถอดเสื้อออก

"เปล่า กูแค่อยากไปดูว่าเขาถ่ายยังไงเฉยๆ เว้ย ของมึงกูเห็นบ่อยแล้ว" กัปตันส่ายหน้าไปมาและหัวเราะ

"ไปก็ไปดิ ดีเหมือนกัน กูจะได้มีเพื่อน" ผมยิ้มยินดี ก่อนจะเอ่ยชวนไปทำสิ่งสำคัญตอนนี้ "สามทุ่มกว่าแล้ว อาบน้ำกันไหม"

"อาบกับมึงเหรอ" กัปตันเลิกคิ้ว

"เออ หรือไม่อยาก อยากอาบคนเดียวเหรอ หรืออยากเข้าไปทำอะไรส่วนตัวในห้องน้ำ" ผมทำหน้ายิ้มๆ เหมือนรู้ทัน

"เออ" กัปตันรับคำหน้าตาเฉย

"อ้าว แต่ว่า…วันนี้อาบกับกูก่อนนะ ดึกๆ มึงค่อยเข้าห้องน้ำอีกรอบก็ได้ กูอยากอาบน้ำกับมึงน่ะ" ผมอ้อนให้ดูสงสาร

"เออ" กัปตันหัวเราะ แต่สักพักมันก็หยุดและทำหน้าตกใจเมื่อผมเอื้อมมือไปปลดกระดุมเสื้อให้มัน

"ทำไรวะ"

"ถอดเสื้อผ้าให้มึงไง หรือมึงจะอาบน้ำทั้งชุด" ผมย้อน

กัปตันนิ่งเงียบ ผมจึงถือว่ามันอนุญาตให้ทำต่อ นอกจากถอดเสื้อมันแล้วผมก็ยังถอดกางเกงให้ด้วย มือไม้และใจสั่นไปหมดเลย แต่ก็พยายามห้ามใจและรีบถอดออกไวๆ พอถอดของกัปตันเสร็จ ผมก็ทวงบ้าง

"ถอดให้กูมั่งดิ"

กัปตันเหน้าเหวอเล็กน้อย แต่ไม่นานมันก็ยอมทำให้แต่โดยดี ตอนถอดกางเกงผมออกมันแซวผมด้วย

"เกงในมึงขาดเป็นรูแล้ว เมื่อไหร่จะเปลี่ยนวะ"

"ยังใส่ได้อีกหลายเดือนเว้ย กูเป็นคนใช้ของคุ้ม"

"แล้วเวลามึงไปไหนกับสาวๆ ไม่อายเกงในขาดเหรอวะ"

ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้กัปตันคล้ายกับจะจู่โจม มันถอยหนีเล็กน้อย "ตอนนั้นกูก็เลือกใส่ที่มันพอดูได้เว้ย แต่ตอนนี้…กูใส่ยังไงก็ได้ เพราะคนที่กูจะให้ดู…เขาน่าจะโอเคไม่ว่ากูจะใส่เกงในแบบไหน"

"ขยันหยอดจริงนะมึง" กัปตันพูดเหมือนประชด แต่หน้าก็แดงเหมือนกำลังเขิน

"กูรู้ว่ามึงชอบ" ผมยิ้มหวาน ก่อนก้มมองต่ำลงไปยังกางเกงในดีจีสีขาวที่กัปตันใส่อยู่ "เกงในมึงสวยนะ"

กัปตันมองหน้าผมแปลกๆ คงไม่รู้ว่าผมต้องการอะไรกันแน่

"ตั้งแต่เกิดมา กูเพิ่งเคยใส่เกงในยี่ห้อนี้ตอนเดินแบบวันนั้นแหละ เป็นบุญไข่ฉิบหาย เนื้อผ้าโคตรดีแล้วก็โคตรนุ่มเลย กูขอลองจับหน่อยได้ไหมวะ กูอยากรู้ว่าถ้าใส่ไปนานๆ มันจะยังนุ่มอยู่ไหม เพราะว่าที่กูซื้อมาสามตัวร้อยมันนุ่มแค่ตอนแรกๆ ว่ะ แต่ใส่ไปไม่กี่วันมันก็ไม่ค่อยนุ่มแล้ว" ผมไม่พูดเปล่า แต่เอามือลูบเนื้อผ้ากางเกงในดีจีของกัปตันตรงต้นขาขวาไปด้วย กัปตันห้ามไม่ทันจึงปล่อยเลยตามเลย

"เนื้อผ้าโคตรดีเลยว่ะ" ผมชมและเงยหน้าขึ้นมอง

"อยากลองใส่ไหม ในตู้เสื้อผ้ากูมีหลายตัว ถ้าไม่รังเกียจ ลองได้นะเว้ย ซักสะอาดแล้ว" กัปตันพูดทีเล่นทีจริง

ผมหรี่ตา ก่อนค่อยๆ คลี่ยิ้มหวานให้อีกครั้ง "มึงชวนกูแล้ว ต่อไป…ห้ามมึงชวนใครแบบนี้อีกนะเว้ย"

ผมไม่รู้ว่ากัปตันเข้าใจหรือเปล่า แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจตอนนี้หรอก วันหนึ่งมันจะเข้าใจเอง ในระหว่างนี้ ผมมีหน้าที่ต้องพิสูจน์หัวใจก่อน ผมต้องทำสิ่งนี้ผ่านอุดมการณ์ที่แรงกล้าบางอย่าง โชคดีที่ผมคิดว่าผมค้นเจอแล้ว สำหรับคนอย่างกัปตัน นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะทำให้เขาได้ ถึงใครจะว่าถ่ายแบบเซ็กซี่ไม่น่าภูมิใจ แต่สำหรับผม มันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมจะทำเพื่ออุดมการณ์และความรัก

"อาบน้ำเหอะ"

ผมชวนซ้ำ พลันก็ช้อนตัวกัปตันขึ้นอุ้ม เมื่อตัวมันแนบชิดกับอกผม ความรู้สึกบางอย่างก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะมันขึ้นตั้งแต่ตอนที่ถอดเสื้อให้กันแล้ว ผิวขาวจัดของมันช่างน่าลูบไล้และสูดดมเหลือเกิน ปากแดงเรื่อของมันก็น่าจูบและบดบี้หนักๆ ให้สาแก่ใจสักครั้ง ยิ่งมองเลยมาถึงเม็ดทับทิมสีชมพูบนหน้าอก ผมก็ยิ่งอยากลงลิ้นชิมรสเนื้อผิวหวานๆ ให้หนำใจ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่คิด ไม่ว่าจะอดใจยากแค่ไหนผมก็จะอดใจให้ได้ จนกว่าจะถึงวันนั้น

ผมรู้ดีว่าทำให้กัปตันชอบผมไม่ใช่เรื่องยาก หรือจะเลยเถิดจนถึงขั้นมีอะไรกันก็เป็นไปได้ตั้งแต่วินาทีนี้ ผมมีประสบการณ์เรื่องนี้มาบ้างแล้วจึงพอดูออก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือทำให้กัปตันรักและเชื่อใจผมต่างหาก

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น