เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 15 : ♿ เป็นเมียก็ยอม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 38
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

:::ATOM:::

ผมพากัปตันไปส่งที่บาร์ พี่ฝางกับพี่เอิร์ธพากันลงมาช่วยกันยกขึ้นไปบนชั้นสองด้วย พื้นที่ไม่ค่อยสะดวกสำหรับวีลแชร์เท่าไหร่นัก เพราะส่วนมากเป็นโต๊ะนั่งสูง แถมทางให้เดินก็ค่อนข้างแคบ ถึงอย่างนั้นเราก็พอหาโต๊ะนั่งได้ เมื่อมากันพร้อมหน้าเราก็ทยอยสั่งอาหารและเครื่องดื่ม

จะว่าไปผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ เพราะมองหน้าสองสาวไม่สนิทใจเลย ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกผิดกับความหน้ามืดของตัวเอง ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกละอายใจเมื่อนึกถึงความรู้สึกของกัปตันด้วย คงไม่มีอะไรจะน่าละอายใจไปมากกว่าการเสียคำพูดของตัวเองอีกแล้ว

"เป็นไรวะมึง" พี่เอิร์ธถามพลางยื่นแก้วเหล้ามาให้ คงสังเกตดูผมสักพักแล้วจึงถามอย่างนั้น

"เปล่าพี่" ผมยิ้มแกนๆ กลบเกลื่อน เมื่อหันไปมองกัปตันก็เห็นเขาทำหน้าเฉยๆ แถมยังไม่ค่อยสบตาผมด้วย

"เปล่าได้ไงวะ เนี่ย มึงลองถามทุกคนดูสิว่ามึงหน้าเครียดหรือเปล่า" พี่เอิร์ธยังไม่วายสงสัย

"อ๋อ ไม่มีอะไรจริงๆ ครับพี่ ผมเผลอคิดเรื่องส่วนตัวนิดหน่อย" ผมแก้ตัวอีกรอบและยิ้มแห้งๆ

"เรื่องพ่อมึงเหรอ ก็ช่างเขาเหอะ เขามีเมียก็ดีแล้ว จะได้มีคนดูแลเขา มึงจะได้ไม่ต้องห่วงเขาไง" พี่ฝางพูดขึ้นมาบ้าง ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเป็นเดือนๆ แล้ว แต่ยังอุตส่าห์จำได้

"ไม่ใช่หรอกพี่" ผมแย้ง

"อ้าว แล้วเรื่องอะไร เรื่องแฟนมึงเหรอ เออ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าวะ เดี๋ยวนี้กูไม่เห็นมึงพูดถึงเขาเลย" พี่ฝางถามต่อ

"เขาเลิกกันไปแล้ว" ติ๊งชิงตอบ คงอยากมีส่วนร่วมในการสนทนาบ้าง แต่ผมก็ไม่อยากสนทนากับเธอนัก ไม่ใช่เพราะเธอผิดหรืออะไร ผมต่างหากที่ผิดเอง

"อ๋อ มึงอกหักเหรอ ถึงว่าล่ะมึงถึงได้ดูเครียดๆ งั้นมาชนแก้วกัน ตอนกูอกหักนะเว้ย มีแต่เหล้านี่แหละเป็นเพื่อน มันช่วยได้นะเว้ย เมาแล้วไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องฟุ้งซ่านด้วย เมาแล้วก็นอน ตื่นก็ไปทำงาน ไม่กี่วันก็ดีขึ้น เชื่อกู มาๆ ชนแก้วกันหน่อย" พี่เอิร์ธพูดพลางยกแก้วตัวเองขึ้นพร้อมกับเลื่อนไปรอบๆ เพื่อขอชนแก้ว

ผมพยักหน้าเออออไปตามเรื่องตามราว แม้จะไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ก็ช่วยให้ผมไม่ต้องตอบคำถามที่น่าลำบากใจไปได้ ผมจึงยกแก้วชนกับทุกคน ดีที่กัปตันยังมีแก่ใจชนแก้วกับผมบ้าง หลังจากนั้นวงเหล้าของเราก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

กัปตันดื่มเหล้าไปหลายแก้วทีเดียว คงจะเมาพอสมควรเพราะหน้าแดง ส่วนผมแค่จิบๆ เพราะไม่อยากเมา ไม่งั้นจะดูแลกัปตันไม่ได้ เมื่อทำบางอย่างพลาดไปแล้ว ผมก็ไม่อยากให้พลาดเรื่องอื่นซ้ำอีก แม้ว่าพี่ฝางกับพี่เอิร์ธจะคะยั้นคะยอเรื่อยๆ ผมก็แค่ยกขึ้นจิบพอเป็นพิธี

บรรยากาศเริ่มครึกครื้นเพราะเสียงเพลงและคนที่เริ่มทยอยมากันมากขึ้นจนแน่น ส่วนมากเป็นฝรั่ง ส่วนโต๊ะของเราก็คุยกันสนุกดี มีเสียงหัวเราะเรื่อยๆ ดูเผินๆ ก็ดูเหมือนปกติ แต่จะมีสักกี่คนสังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างผม กัปตันและติ๊ง

ในช่วงจังหวะหนึ่ง กัปตันหันมาสบตากับผมโดยบังเอิญ สบตาอยู่นานกว่าปกติ ผมถือโอกาสนี้ส่งคำขอโทษและความรู้สึกผิดผ่านสายตาไปให้ ที่มันกินเหล้าเยอะขนาดนี้ คงเป็นเพราะผมแน่ๆ ต่อให้มันไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนั้นกับผมแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว แต่การผิดคำพูดก็อาจจะทำให้ขุ่นเคืองใจ รวมทั้งความเชื่อใจกันก็คงลดหายไปด้วย แต่วันนี้ความรู้สึกที่เขามีให้ผมมันมาถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคงทำให้กัปตันเจ็บอย่างไม่ต้องสงสัย

ประมาณชั่วโมงเศษๆ เราก็ลงไปนั่งดื่มกันต่อที่ชายหาด ลงมาถึงกัปตันก็ร้องหากีตาร์ก่อนอย่างอื่น ผมจึงวิ่งกลับไปเอาที่ห้องมาให้ ตอนมาเราเอาติดรถมาด้วย ตามประสาคนชอบดนตรีก็คงอยากนั่งเล่นกีตาร์ริมทะเลสบายๆ อยู่แล้ว น่าเสียดายที่บรรยากาศไม่ได้เป็นอย่างที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

กัปตันเล่นกีตาร์และร้องเพลง คนอื่นๆ ร้องตาม บางช่วงก็ผลัดให้พี่ฝางกับพี่เอิร์ธเล่น ดูเผินๆ ก็เหมือนพวกเราสนุกกันมาก แต่คงไม่ใช่สำหรับผม ใจผมคงสงบไม่ได้หรอกถ้ายังไม่ได้คุยกับกัปตันให้เข้าใจ แต่ตอนนี้เราสบตากันน้อยเหลือเกิน น้อยจนผมรู้สึกว่าคนที่ผมคอยจ้องมองด้วยความเป็นห่วงตอนนี้ เป็นใครสักคนที่ผมไม่รู้จักหรือเปล่า

"เฮ้ย มึงดื่มเยอะไปเปล่าวะ" เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมก็อดที่จะปรามกัปตันด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ ตั้งแต่ลงมาที่ชายหาด มันล่อเบียร์ไปหลายกระป๋องแล้ว

กัปตันเพียงแต่หยุดชะงักและแวบมองผม แต่ก็หาได้แยแสความเป็นห่วงของผมไม่ เขายกซดต่อหน้าตาเฉย ครู่เดียวก็วางลง ก่อนส่งเสียงที่เริ่มฟังดูอ้อแอ้ "พี่ ผมขอกีตาร์หน่อย ผมจะเล่นเพลงหนึ่งให้ฟัง"

พี่เอิร์ธส่งกีตาร์ให้กัปตัน เจ้าตัวรับไปและจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งที่เล่นได้ถนัด ไม่นานก็เริ่มเล่นเพลงหนึ่ง ตั้งแต่อินโทรขึ้นมา ผมก็รู้สึกได้ถึงความเศร้า ยิ่งได้ฟังเนื้อหา ก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าคนร้องคงอยากสื่อหรือปลดปล่อยอารมณ์บางอย่าง จนกระทั่งมาถึงท่อนฮุก

"แค่เพียงเผลอใจ เผลอใจมารักกัน ให้ฉันเข้าใจผิดไป เพิ่งจะรู้ตัว ที่เธอมาให้ใจ เพิ่งรู้ว่าเป็นแค่เพียง ความรักที่ไม่ตั้งใจ"

เสียงร้องเพลงและเสียงกีตาร์ที่กัปตันเล่นบาดลึก ผมไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อนเลย ไม่รู้ว่ากัปตันแต่งเองหรือเปล่า ถ้าใช่ กัปตันแต่งให้ใครกัน ให้ผู้หญิงคนนั้นที่เคยทำให้กัปตันเจ็บหรือเปล่า แล้วทำไมกัปตันถึงเอาเพลงนี้มาร้องตอนนี้ล่ะ คงจะเป็นเพราะใครไม่ได้...นอกจากผม!

ไม่รู้ว่าผมทนนั่งฟังเพลงนั้นโดยไม่ร้องไห้ได้ยังไง แต่ผมก็ฟังจนจบ ความรู้สึกสงสารท่วมท้นเต็มหัวใจ ถ้าไม่เกรงใจคนอื่นๆ ที่อยู่ตรงนี้ ผมคงจะกอดกัปตันไปแล้ว แต่เขาคงไม่ให้คนผิดคำพูดอย่างผมกอดหรอก หรือไม่ผมก็คงไม่มีสิทธิ์กอดเขาอีกต่อไป

เสียงปรบมือของคนฟังดังขึ้น ผมอาศัยจังหวะนี้ลุกขึ้นและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ก่อนทำท่าขอตัวและเดินออกไปยืนริมทะเลสีมืดดำห่างออกไป ไม่มีใครโทรมาหาผมหรอก ตรงกันข้าม ผมกำลังโทรหาใครบางคนต่างหาก

"พี่โดม สะดวกคุยไหมครับ" ผมกรอกเสียงลงไปเมื่ออีกฝ่ายรับสาย

"อ๋อ…เออ…สะดวก มีอะไรหรือเปล่า" เสียงจากอีกปลายสายตอบมา ฟังดูเหมือนลังเลอยู่ในที แต่ผมก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะจับสังเกตได้มากขนาดนั้น

"ผมมีเรื่องอยากปรึกษาพี่โดมหน่อยครับ สักยี่สิบนาที พี่พอมีเวลาไหมครับ" ผมทอดสายตาไปเบื้องหน้าซึ่งมืดมิดจนแทบไม่เห็นอะไรนอกจากแสงดาวระยิบระยับ เสียงคลื่นซัดสาดตอนนี้ไม่ช่วยให้จิตใจผมผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย

"อ๋อ ได้ๆ " พี่โดมรับคำ ก่อนหันไปพูดอะไรสักอย่างซึ่งผมฟังไม่ชัด อาจจะขอตัวเพื่อนหรือใครสักคนออกมาคุยกับผมก็ได้

เมื่อพี่โดมพร้อม ผมจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นให้ฟัง

"ผมหน้ามืดน่ะพี่ มันเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกที...ผมก็พลาดไปแล้ว ไม่มีอะไรจะแก้ตัวครับพี่ ผมผิดจริงๆ แล้วผมก็ดูออกว่า...กัปตันเสียใจ แต่เขาไม่พูด เขาไม่พูดกับผมเลย ผมสงสารเขาน่ะพี่ ผมจะทำยังไงดีครับพี่โดม" ขณะพูดผมก็หันกลับไปมองกลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกัน กัปตันยังคงเล่นกีตาร์และร้องเพลงอยู่

"แม่งเอ๊ย มึงนี่ กูไม่รู้จะพูดยังไงว่ะ มึงไม่รู้เหรอว่าน้องกูมันเคยอกหักมาก่อน ความเชื่อมั่นในความรักของมันแทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้วนะเว้ย" พี่โดมทำเสียงเหมือนไม่สบอารมณ์ ก่อนพูดต่ออย่างเซ็งๆ "กูแอบหวังว่ามึงจะช่วยให้น้องกูกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้นะเว้ย มึงกลับมาซ้ำเติมมันซะอีก ตอนนี้...ความเชื่อมั่นของกัปตันคงติดลบไปแล้ว กูช่วยไม่ได้จริงๆ ว่ะ"

"อย่างงั้นเลยเหรอพี่" ผมครางเบาๆ รู้สึกใจเสียไปเลย

"แล้วมึงคิดว่ามันควรเป็นอย่างงั้นไหมล่ะ" พี่โดมย้อนถาม แต่เมื่อใจเย็นลงแล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดีขึ้น "ถ้ามึงรักน้องกูจริง...ไม่ใช่แค่สงสาร มึงก็ต้องทำจากติดลบให้กลับมาเป็นบวกให้ได้ แต่กูบอกไว้ก่อนเลยนะเว้ยว่ายาก เข็นครกขึ้นภูเขาว่ายากแล้ว เข็นรักขึ้นภูเขายากกว่าอีก มึงตัดสินใจเอาเองละกันว่าจะทำไหม อดทนไหวไหม โอกาสครั้งที่สองยากกว่าโอกาสครั้งที่หนึ่งนะเว้ย แล้วกูก็มั่นใจว่าโอกาสครั้งที่สามไม่มีแน่นอน เพราะฉะนั้น มึงหน้ามืดได้ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้ามีครั้งที่สอง...จบ!"

แค่ได้ยินคำว่า "จบ" ผมก็ใจหายวาบ ถึงอย่างนั้นผมก็เห็นด้วย ถ้ามีครั้งที่สองคงจบอย่างที่พี่โดมว่า แต่ถ้ามีอีกครั้ง กัปตันไม่จำเป็นต้องออกปากไล่ผมหรอก เพราะผมคงพิจารณาตัวเองได้ว่าควรทำยังไง

"ครับพี่ เอ่อ…พี่ช่วยเล่าเรื่องแฟนเก่าของกัปตันให้ผมฟังได้ไหมครับ ผมเคยลองถามเขาแล้ว แต่เขาเหมือนไม่ค่อยอยากเล่าเท่าไหร่" อยู่ๆ ผมก็เกิดอยากรู้เรื่องนี้ขึ้นมา เพราะถ้าผมเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกของกัปตันตอนนี้ได้มากขึ้น

"มึงจะรู้ไปทำไมวะ" พี่โดมถามเสียงห้วน

"ผมอยากเข้าใจกัปตันมากขึ้นน่ะพี่ ผมอยากรู้ว่ารักแรกของเขา…ทำให้เขาเป็นแบบนี้หรือเปล่า"

"ก็มีส่วนแหละ แต่กูก็ไม่ค่อยรู้มากนะเว้ย กัปตันเขาไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง" พี่โดมออกตัว

"ไม่เป็นไรพี่ พี่เล่าเท่าที่พี่รู้ก็ได้ครับ" ผมอ้อนวอน

"เออ" พี่โดมทำเสียงเหมือนรำคาญ ก่อนเริ่มต้นเล่าเรื่องรักแรกของกัปตันให้ผมฟัง "สาวที่กัปตันแอบชอบ ก็เรียนโรงเรียนเดียวกันนั่นแหละ แต่กูจำไม่ได้ว่าเรียนชั้นเดียวกันหรือเปล่า กัปตันเคยเอารูปมาให้กูดูด้วย เขาก็สวยน่ารักดีนะ รู้สึกว่า…ตอนนั้นกัปตันจะแอบชอบเขาเป็นปีๆ เลย แต่ไม่กล้าบอก จนถึงวันวาเลนไทน์ กูก็เลยแนะนำให้กัปตันเอาดอกกุหลาบไปให้ ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าหรอก แต่กูก็พยายามให้กำลังใจ เขาก็เลยลองดู ปรากฏว่าเขารับดอกกุหลาบไป จากนั้นไม่กี่วัน เขาก็มาคุยด้วย เริ่มสนิทกันมากขึ้น กัปตันเขาดีใจมากเลยล่ะ โทรมาเล่าให้กูฟังแทบทุกวัน รู้สึกว่าเดตแรก…เขาไปดูหนังด้วยกันหรือไงนี่แหละ คบกันเกือบๆ สองเดือนได้มั้ง กัปตันเขาแต่งเพลงให้สาวคนนั้นด้วย กูเคยฟังเหมือนกัน แต่นานแล้ว ทีนี้…อยู่ดีๆ วันหนึ่ง สาวที่กัปตันชอบก็มาขอเลิกคบ เพราะว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว อยู่คนละโรงเรียน แล้วไอ้หมอนั่นมันก็มาว่ากัปตันด้วยว่า…ไม่เจียมสังขาร ไม่มีปัญญาดูแลผู้หญิงได้หรอก อะไรประมาณนี้แหละ มันฟังดูแย่ กูเลยไม่อยากจำ ช่วงนั้น…กัปตันหงอยไปเลย เศร้าไปหลายเดือน น่าสงสารเขามาก บางวันก็ร้องไห้ กูก็ได้แต่ปลอบใจ พยายามพาไปเที่ยว หาเวลามาอยู่เป็นเพื่อน แต่ก็ยังใช้เวลาหลายเดือนนะกว่าเขาจะตัดใจได้ แทบแย่เหมือนกัน"

น้ำตาผมไหลลงมาตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าพอฟังพี่โดมเล่าจบก็มีความเปียกชื้นตามขอบตาและแก้มไปแล้ว ผมอดสะเทือนใจไม่ได้เลยที่วันนี้ผมคงทำให้กัปตันรู้สึกเหมือนวันนั้น มันน่าให้อภัยหรือเปล่าที่ผมทำแบบนี้

"จริงเหรอครับพี่โดม"

"เออ กูจะโกหกมึงทำไมวะ" พี่โดมทำเสียงเหมือนหงุดหงิด

ผมหันไปมองกัปตันอีกครั้ง เขายังคงร้องเพลงอยู่ แต่ผมไม่รู้สึกว่าเขามีความสุขเลย แววตาของเขาไม่ใช่แววตาของคนมีความสุขที่ได้ร้องเพลงเหมือนทุกครั้ง หลายๆ เพลงที่ร้องก็เป็นเพลงเศร้าๆ ด้วยซ้ำ แต่คนที่นั่งรายล้อมคงไม่รู้ว่าหัวใจคนร้องเพลงเจ็บแค่ไหน หรือกำลังเผชิญอะไรอยู่

หัวใจห้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ให้ผมมานั้นมีความหมาย แต่ผมก็ทำลายความหมายดีๆ ทั้งหมดนั้นด้วยความขาดสติของผมเอง เผลอๆ ตอนนี้อาจจะติดลบไปอย่างที่พี่โดมว่าแล้วก็ได้ ผมไม่น่าทำเรื่องแบบนี้เลย

"แค่นี้ก่อนนะครับพี่โดม"

ผมบอกแล้วรีบวางสาย เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนเดินตรงรี่เข้ามาหากลุ่มเพื่อนๆ ที่ยังคงนั่งร้องเพลงกันอยู่ น่าแปลกที่ไม่เห็นสองสาวแล้ว สงสัยคงจะกลับไปนอน เมื่อผมมาถึง กัปตันก็หยุดร้องเพลงพอดี มือหนึ่งของเขาเอื้อมไปหยิบกระป๋องเบียร์ขึ้นมาเตรียมกระดก ผมรีบเอามือแตะห้ามไว้

"พอเหอะ ไปนอนได้แล้ว"

กัปตันชะงักและมองหน้าผม พี่ฝางกับพี่เอิร์ธทำท่าอยากรู้ไปด้วย

"มึงดื่มเยอะแล้วนะเว้ย" ผมเตือนด้วยสายตาอ้อนวอนอีกครั้ง

กัปตันไม่พูดตอบ แต่ไม่นานก็ยอมวางกระป๋องเบียร์ลงแต่โดยดี ผมย่อตัวลงนั่งหน้าวีลแชร์และหันหลังให้กัปตัน รอสักพักใหญ่ๆ กัปตันก็ยอมก้มลงมากอดคอผม ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนหันไปบอกพี่ฝางกับพี่เอิร์ธ

"ผมฝากเอากีตาร์กับวีลแชร์ไปส่งที่ห้องผมให้หน่อยนะพี่"

"เออๆ เดี๋ยวเอาไปให้" พี่ฝางรับคำ เขาดูไม่เมาเท่าไหร่ เพราะคนที่เมาหนักกว่าใครคือกัปตันนี่แหละ

ผมพากัปตันขี่หลังเดินออกไป เขายังคงไม่พูดอะไรกับผมแม้แต่คำเดียว หัวใจผมจะขาดรอนๆ เสียให้ได้ เมื่อมาถึงห้องผมก็ให้กัปตันนอนบนเตียงของเขา ไม่นานก็หลับไป ผมนั่งมองร่างขาวจัดและถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม รู้สึกถึงความทรมานในหัวใจตัวเองจนแทบทนไม่ไหว ผมคงทำกัปตันเจ็บหนักเข้าให้แล้ว เขาถึงไม่ยอมพูดกับผมเลยแม้แต่คำเดียว

ในโลกใบนี้ ผมจะหักอกหรือทำใครเจ็บบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับกัปตัน ผมทำเขาเจ็บไม่ได้ แต่ผมก็ทำไปแล้ว

หวังว่า…กัปตันจะไม่ตัดสินผมจากความผิดพลาดครั้งนี้ไปตลอดชีวิต

:::ATOM:::

เช้าวันต่อมา กัปตันก็ยังคงไม่คุยกับผม แม้ว่าจะยอมให้ผมช่วยในบางเรื่องก็ตาม แต่ก็ยังดูเงียบๆ อยู่ ช่วงสายๆ เราเดินทางกลับขึ้นฝั่ง จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ ผมกลับกับกัปตันซึ่งมีรถที่บ้านมารับ ส่วนอีกสี่คนที่เหลือไปรถของพี่ฝาง

ระหว่างทางกัปตันก็นั่งเงียบ คอยมองออกไปแต่นอกรถและดูซึมๆ เขาดูเงียบจนผมรู้สึกกลัวและไม่กล้าคุยด้วยเลย เราจึงนั่งเงียบกันไปตลอดทาง เป็นที่แปลกใจของคนขับรถยิ่งนัก เพราะขามาเราคุยกันตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงระยอง ถ้าลิงนั่งมาด้วยคงหลับคาที่ แต่ขากลับกลับเงียบจนเหมือนไม่มีใครนั่งมาด้วย พี่คนขับจึงต้องเปิดเพลงคลอไปตลอดทาง

เรามาถึงบ้านเกือบๆ เย็น คนขับรถส่งผมที่คอนโดก่อน จากนั้นก็พากัปตันกลับบ้าน คงจะกลับไปกินข้าวกับแม่และป๊า ผมไม่ได้ตามไปด้วย เพราะอยากให้ครอบครัวเขาได้มีเวลาอยู่ด้วยกันส่วนตัวมากกว่า อีกอย่างก็เพิ่งเกิดเรื่องด้วย

เมื่อขึ้นมาบนห้อง ผมก็เอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วออกจากกระเป๋าเป้และเอาไปซักในห้องน้ำ ที่จริงข้างล่างก็มีเครื่องซักผ้าให้บริการอยู่ แต่ผมชอบซักมือมากกว่า สะอาดกว่าแถมยังไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย ระหว่างนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมล้างมือและรีบวิ่งออกจากห้องน้ำมารับสาย เมื่อเห็นเบอร์คนโทรมาผมก็แปลกใจไม่น้อย แต่ลังเลไม่นานผมก็กดรับ

"อะตอมเหรอ" เสียงปลายสายถามมา ผมจำน้ำเสียงคุ้นหูนี้ได้ดีเสมอ แม้ว่าจะไม่ค่อยได้ยินในช่วงหลังๆ

"อืม มีอะไรหรือเปล่าอั้ม" ผมเรียกชื่อแฟนเก่าอย่างไม่เต็มปากนัก ตั้งแต่เลิกกันมา ผมแทบไม่เคยเรียกชื่อนี้อีกเลย

"อั้มมีอะไรจะบอกน่ะ เป็นเรื่องของกัปตัน แต่อั้มไม่กล้าบอกเขาตรงๆ อินก็รู้นะ แต่ไม่รู้เขาบอกกัปตันหรือเปล่า" น้ำเสียงของอั้มฟังดูเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ น่าจะมากพอสมควร ไม่งั้นเธอคงไม่กล้าโทรหาแฟนเก่าแน่ๆ

"เรื่องอะไรเหรอ" ผมรีบถามไปทันที รู้สึกสังหรณ์ใจว่าน่าจะเป็นเรื่องไม่ดี

เสียงอั้มถอนหายใจเบาๆ ดังขึ้น ไม่นานเธอก็พูด "จริงๆ อั้มก็ลำบากใจนะที่พี่ๆ เขาคิดแบบนี้ แต่อั้มว่ามันไม่ดีเลย ถ้ากัปตันรู้ เขาต้องเสียใจแน่ๆ เลย"

"ขนาดนั้นเลยเหรอ" ผมครุ่นคิดหน้าเครียด แม้ยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

"พี่ปริมกับพี่สาน่ะ เขาดูไม่ค่อยชอบกัปตันเท่าไหร่ งานประกวดคิ้วท์บอย มันมีการแสดงร่วมกันของคนที่เข้าประกวดด้วยนะ แต่ว่า…พี่สองคนเขาไม่ให้พวกเราบอกกัปตัน พี่เขาบอกว่ากัปตันแสดงไม่ได้หรอก เพราะว่าเขาใช้วีลแชร์ ไม่รู้ดิ แต่อั้มคิดว่ามันน่าจะมีวิธี อีกอย่างมันจะปิดได้ยังไง วันงานกัปตันก็ต้องรู้อยู่ดีแหละ อั้มกลัวเขาคิดมากน่ะ เพราะเขาไม่มีส่วนร่วมในการแสดงเลย"

แม้ว่าอั้มจะมีนิสัยเอาแต่ใจและติดหรูไปบ้าง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมกับเธอคบกันต่อลำบาก แต่เธอก็มีข้อดีอื่นๆ อีกหลายอย่างเหมือนกัน ถึงอย่างนั้น ผมก็คิดไม่ถึงหรอกว่าเธอจะโทรมาเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง

"อั้มรู้ไหมว่าเหลืออีกกี่วันจะประกวด"

"อีกห้าวัน วันศุกร์นี้แล้วไง"

"งั้น…เดี๋ยวอะตอมจัดการเอง ตั้งห้าวัน น่าจะพอซ้อมทันอยู่"

"อะตอมจะทำอะไร" อั้มสงสัย

"ก็พากัปตันไปซ้อมไง" ผมบอกเสียงเรียบ

"เอางั้นเลยเหรอ" อั้มทำน้ำเสียงไม่แน่ใจ

"ใช่ อั้มรู้ไหมว่าเขาซ้อมวันไหน เวลาไหน ที่ไหน"

"อ๋อ เดี๋ยวส่งเข้าไปในไลน์ให้ละกัน ไม่ได้บล็อกอั้มใช่ไหม"

ผมชะงักไปเล็กน้อยเมื่ออั้มถามแบบนี้ น้ำเสียงของอั้มก็ฟังดูแปลกๆ ด้วย "เปล่า จะบล็อกทำไม"

"อ้อ นึกว่าบล็อกไปแล้วซะอีก งั้นเดี๋ยวอั้มส่งข้อมูลไปให้ แล้ว…อะตอมเป็นไง สบายดีไหม" อั้มเปลี่ยนมาถามเรื่องส่วนตัว

"ก็สบายดี แล้วอั้มล่ะ" ผมถามไปตามมารยาท ที่จริงก็ไม่ใจแล้งขนาดนั้นหรอก เพราะผมก็อยากรู้ว่าเธอสบายดีหรือเปล่า

"ก็เรื่อยๆ แล้วนี่…ไปเที่ยวทะเลกันมาเหรอ" อั้มคงจะเห็นผมอัปรูปขึ้นเฟสบุ๊ค ก็เลยรู้ว่าเราไปเที่ยวทะเลกัน แต่เธอคงไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อกัปตันเป็นแบบไหน

"ใช่ เพิ่งกลับมาถึง"

"สนุกไหม"

"ก็โอเค อั้มก็รู้นี่ว่า…อะตอมชอบทะเล"

"อั้มก็ไม่เคยลืมทุกอย่างที่อะตอมชอบอยู่แล้ว"

เมื่อได้ฟังประโยคนี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกถึงความแปลกของอั้มมากขึ้นจนต้องขมวดคิ้ว

"ที่จริง…อั้มก็…ยังนึกถึงอะตอมอยู่นะ พอมาคิดๆ ดูแล้ว อั้ม…งี่เง่าเองแหละ บางเรื่อง…อั้มก็น่าจะเข้าใจอะตอมมากกว่านี้ ตอนนั้น อั้มไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละ แต่พอเราเลิกกันไป อั้มก็มีเวลาทบทวนตัวเองมากขึ้น ก็เลยเห็นหลายๆ อย่างที่…ไม่น่าทำ"

"อย่าคิดอย่างงั้นเลยอั้ม อะตอมก็ทำไม่ดีกับอั้มหลายอย่างเหมือนกันนะ แต่ว่ามันก็ผ่านไปแล้ว ถ้าอั้มให้อภัยอะตอมได้แล้ว เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ ที่จริง…อะตอมก็ว่าจะคุยกับอั้มเรื่องนี้เหมือนกัน ถึงเราสองคนจะเลิกกันแล้ว ก็ไม่เห็นต้องเกลียดกันเลย จริงไหม"

"อืม ก็คงงั้น" อั้มหัวเราะเบาๆ สักพักก็ถามขึ้นมาใหม่ "แล้ว…ตอนนี้…อะตอมมีใครหรือยัง"

"อ๋อ…ก็…จะบอกยังไงดีล่ะ" ผมพลันรู้สึกเก้อเขินขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ

"แสดงว่ามีแล้วแน่ๆ เลย" อั้มสัพยอก ผมก็เลยต้องยอมรับ

"อืม ก็มองๆ ไว้อยู่ แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เราเลิกกันนะ" ผมดักทาง

"รู้แล้ว" อั้มหัวเราะ ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้นระหว่างเราสองคน

"แล้วอั้มล่ะ มีใครหรือยัง" ผมถามกลับบ้าง

"ยัง"

"จริงเหรอ แต่อะตอมได้ข่าวนะว่ามีหนุ่มๆ มาจีบเยอะเลย" ผมสัพยอกบ้างหลังจากที่เกร็งๆ มาสักพัก

"ก็มีแหละ แต่…ตอนนี้อั้มยังไม่สนใจน่ะ ยังไม่หายอกหักดีเลย"

ผมอึ้งไปอีกรอบ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไงที่รู้เรื่องนี้ อั้มยังไม่หายอกหักดี แต่ผมดูเหมือนจะหายดีแล้ว เพราะผมทำใจมานานพอสมควร

"มันก็ทำใจยากเหมือนกันนะ เพราะว่า…เราก็คบกันมาตั้งหลายปี" น้ำเสียงนั้นฟังดูเศร้าๆ แต่ไม่นานก็มีเสียงหัวเราะมาแทนที่ "ช่างเหอะ อีกไม่นานก็คงดีขึ้นแล้วล่ะ ก็ไม่มีอะไรหรอก อั้มแค่โทรมาบอกเรื่องกัปตันเท่านั้นแหละ งั้นแค่นี้ก่อนนะ แม่เรียกแล้ว"

จู่ๆ อั้มก็ตัดบทไปดื้อๆ ผมจึงได้แต่เออออไปด้วย "อ๋อ ตามสบายเลย ขอบคุณอั้มมากนะที่โทรมาบอก"

"ไม่เป็นไร ไปละ เอาไว้เจอกัน บาย"

"บาย"

ผมวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะตรงโซฟานั่งเล่นอย่างงงๆ ก่อนจะกลับเข้าไปซักเสื้อผ้าต่อ เสร็จแล้วก็ลงไปกินข้าวข้างล่าง กลับขึ้นมาผมก็นั่งเขียนแบบทางลาดที่ทำค้างไว้ด้วยโปรแกรมสเก็ชอัพต่อ แต่ทำได้ชั่วโมงเศษๆ ก็ชักง่วง เพราะเมื่อวานนอนดึกไปหน่อย เมื่อร่างกายไม่ไหวผมจึงเข้านอน เวลาที่ผนังห้องบอกว่าสี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่กัปตันยังไม่กลับมาเลย อาจจะกลับมาพรุ่งนี้เช้าก็ได้

ผมหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ เมื่อลืมตาขึ้น ผมก็มองไปทางเตียงของกัปตันผ่านความมืดสลัว เห็นรถวีลแชร์ของกัปตันจอดอยู่ข้างๆ เตียง ส่วนเจ้าของขึ้นไปนอนบนเตียงแล้ว

หัวใจผมเต้นตึกตักด้วยความดีใจเมื่อรู้ว่ากัปตันกลับมา แต่จะลุกไปหาเลยก็ไม่กล้า ขนาดจะเอ่ยปากถามผมยังปากหนัก เพราะเขาเฉยเมยกับผมจนผมรู้สึกกลัว แต่ก็รู้ดีว่าผมไม่ควรนิ่งเฉยและปล่อยไว้แบบนี้ อย่างน้อย ผมก็ควรได้ขอโทษกัปตันจากใจจริงของผมบ้าง อย่างน้อยจะได้มองหน้ากันติดและเป็นเพื่อนกันต่อไปได้

ตาของผมเบิกโพลงในความมืดสลัว ไม่มีทางที่ผมจะข่มตาหลับลงได้ ความคิดในหัวแล่นพล่านวุ่นวายไปหมด พยายามคิดหาวิธีจะเข้าไปขอโทษนั่นแหละ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นยังไง ครั้นจะคิดนานไปก็คงไม่ดี ประเดี๋ยวกัปตันจะหลับไปซะก่อน

ว่าแล้วผมก็สลัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นนั่งและมองไปยังเตียงข้างๆ ก่อนตัดสินใจลงจากเตียงและเดินไปยืนข้างเตียงของกัปตัน ผมชั่งใจอยู่นานทีเดียวจึงตัดสินใจเรียกเบาๆ

"มึงนอนยัง"

ไม่มีเสียงตอบกลับมา แต่มีเสียงคล้ายคนขยับตัวดังขึ้น

"คุยกันหน่อยได้ไหม" ผมถามโดยไม่รู้ว่าจะได้รับคำตอบหรือเปล่า

ไม่นานเท่าไหร่ ผมก็ได้ยินเสียงเบาๆ ตอบมา "อือ"

ผมฉีกยิ้มอย่างไว ก่อนนั่งลงบนเตียงของกัปตันและเอื้อมมือไปเปิดไฟตรงหัวเตียง กัปตันขยี้ตาและเลื่อนตัวขึ้นนั่ง มีรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายเก้อเขินปรากฏบนใบหน้าด้วย แววตาห่างเหินเมื่อตอนกลางวันหายไปแล้ว

"กลับมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่" ผมถามเหมือนไม่รู้จะถามอะไรดี

"ห้าทุ่ม" กัปตันตอบเบาๆ

"ใครมาส่ง"

"ขับรถมาเอง กูเอารถไปไว้ที่บ้านไง จำไม่ได้เหรอ"

"เออ จริงด้วย กูลืม" ผมหัวเราะแหะๆ และเกาหัวตัวเองเบาๆ เป็นอาการของคนที่ทำตัวไม่ถูกนั่นเอง

"เรื่อง…" เสียงผมกลืนหายลงคอ พยายามนึกหาคำพูดที่จะพูด ผ่านไปสักพักจึงเริ่มใหม่ "เรื่องนั้นน่ะ ถ้ามึงโกรธกู มึงจะต่อยกูก็ได้นะเว้ย หรือทำอะไรก็ได้ กูอยากให้มึงระบายมันออกมา กูไม่กลัวเจ็บหรอก เพราะว่ากูผิด ผิดมากด้วย สมควรได้รับโทษ"

กัปตันนั่งเงียบ ไม่แสดงสีหน้าใดๆ มากนัก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ถึงกับเรียบเฉยจนไร้ความรู้สึก แต่ผมนี่สิ พอพูดไปแล้วอารมณ์ก็พลุ่งพล่าน เผลอๆ จะทนไม่ไหวซะเอง

"กูยอมให้มึงลงโทษกูนะกัปตัน อะไรก็ได้ที่มึงคิดว่าสมควร กูยอมทุกอย่าง ขอแค่…" ผมละคำพูดไว้ มองหน้ากัปตันนิ่ง คราวนี้กัปตันกล้าสบตากับผมโดยไม่ยอมหลบฉากไปไหน

"กูขอแค่มึงรับคำขอโทษของกู ไม่ต้องให้อภัยกูก็ได้ จะเอาหัวใจห้าสิบเปอร์เซ็นต์มึงคืนไปก็ได้ จะไม่เชื่อใจกูก็ได้ กูแค่อยากให้มึงรู้ว่า…กูเสียใจ เสียใจมากด้วย กูไม่เคยรู้สึกเสียใจกับใครขนาดนี้เลยนะเว้ยกัปตัน"

พูดจบ น้ำตาผมก็ไหลพราก ก่อนตามมาด้วยเสียงสะอื้นและร้องไห้ ผมอดใจไว้ไม่ไหวจริงๆ เพราะรู้ว่าทำเขาเจ็บ แถมยังเป็นการซ้ำเติมและสะกิดแผลเก่าอีกด้วย คนเราเมื่อเคยเจ็บกับเรื่องใดมาแล้ว พอมาเจออีกครั้งก็จะเจ็บซ้ำได้ไม่ยาก เพราะมีรอยให้สวมทับก่อนหน้า เหมือนฝาปากกาที่มาเจอกับปากกาของมัน สวมเข้าไปแล้วคลิกเข้ากันทันที

"กูขอโทษนะกัปตัน ขอโทษจริงๆ กูไม่มีคำแก้ตัว มึงจะด่ากูยังไงก็ได้ จะด่ากูว่าเลวก็ได้ ขออย่างเดียว…ให้มึงรับคำขอโทษของกู…นะกัปตัน" ผมคร่ำครวญต่อและทำหน้าขอความเห็นใจ

สีหน้าของกัปตันเข้มขึ้น มีอารมณ์บางอย่างแสดงออกมาชัดขึ้น ในที่สุดเขาก็ยอมพูดความรู้สึกของตัวเอง "กู…ไม่รู้จะบอกมึงยังไง ความรู้สึกของกู…มันพังไปแล้ว ให้กูยอมรับคำขอโทษของมึง กูไม่มีปัญหาหรอก แต่ปัญหาของกูไม่ใช่เรื่องนั้น เพราะปัญหาของกู…คือความรู้สึกของกูมันพังไปแล้ว กูไม่รู้จะเอามันกลับมายังไง"

"กัปตัน กูขอโทษ"

ผมดึงกัปตันมากอดไว้แน่นและร้องไห้สะอึกสะอื้น อดสะท้อนใจไม่ได้ที่เห็นกัปตันรู้สึกแบบนี้ ผมสงสารเขาจับจิตจับใจ นี่คือบทเรียนจากความหน้ามืดโง่ๆ ที่ผมต้องจำไปอีกนาน เพราะมันทำให้ความรู้สึกของคนที่ผมรู้สึกดีด้วยพังไปเลย เหมือนที่พี่โดมบอกไว้ไม่มีผิด

กลิ่นกายหอมเฉพาะตัวของคนตัวขาวลอยมาปะทะจมูก ผมซุกหน้าลงตรงไหล่ สูดดมกลิ่นนั้นไว้คล้ายกับอยากจะปลอบใจคนเจ็บด้วยสัมผัสแห่งรัก แม้กอดคราวนี้จะไม่ใช่เพราะความเสน่หารัญจวนใจ แต่ก็เป็นกอดที่มีความหมายสำหรับผม เพราะผมหวังว่ามันจะทำให้เขาหายเจ็บขึ้นมาได้บ้าง

ครู่หนึ่งผมก็เงยหน้าขึ้นจากไหล่หอมๆ ก่อนละล่ำล่ะลักบอก "กูจะเอากลับมาให้มึงเองกัปตัน กูจะเอากลับมาให้มึงเองนะเว้ย แต่มึงไม่ต้องห่วง ถ้ามึงได้คืนมาแล้ว มึงจะเอาไปให้ใครก็ได้ ไม่ต้องเป็นกูก็ได้ กูสัญญานะกัปตัน กูจะเอากลับมาให้มึง"

พูดจบผมก็กอดกัปตันและทิ้งตัวลงนอน พลิกร่างของกัปตันให้ขึ้นมาอยู่บนตัวผม ไม่ใช่ผมอยู่บนตัวเขาเหมือนที่ผ่านๆ มาอีกแล้ว กัปตันดูจะตกใจไม่น้อยเพราะใบหน้าเราอยู่ใกล้กันมาก แถมส่วนนั้นของเราก็ยังเบียดกัน ตอนแรกๆ ก็ยังไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่เมื่อถูกกระตุ้นมันก็เริ่มตอบสนอง

ผมจับสองแก้มประคอง ก่อนใช้นิ้วหัวแม่มือไล่เกลี่ยรอยน้ำตาออกจากขอบตาอย่างเบามือ แม้มีไม่มาก แต่ผมก็ไม่อยากให้ใบหน้าหล่อใสนี้เปื้อนน้ำตาเลย สองคู่ดวงตาของเราสบกันนิ่ง ใกล้จนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจ ถ้าฟังดีๆ ก็อาจจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นด้วย

จะว่าไปผมก็ไม่รู้หรอกว่าผมต้องการอะไรจากสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ หรือจะเป็นการปลอบใจ หรือต้องการขอโทษ หรืออยากแสดงความรัก แต่จะทำเพราะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้ผมรู้สึกดี แม้กระทั่งกัปตันเองก็ไม่มีท่าทีขัดขืนหรืออึดอัดเลย

นึกไปก็อยากให้ปากแดงเรื่อๆ นั้นจูบและจู่โจมลงมาที่ผมบ้าง อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าผมโดนกัปตันจูบจะเป็นยังไง น่าเสียดายที่กัปตันยังคงนิ่งเฉย แต่ส่วนกลางลำตัวของเราเริ่มแข็งเครียด ไม่ใช่แค่ของผม แต่ของกัปตันก็แสดงอาการตอบสนองหนักหน่วงไม่แพ้กัน

"กู…ยอมเป็นของมึงก็ได้นะเว้ย ถ้ามึงต้องการ กูยอมให้มึง ยอมให้มึงคนเดียวเลย" ไม่รู้ว่าผมไปเอาความใจกล้าแบบนี้มาจากไหน เรื่องนี้แทบไม่อยู่ในหัวผมเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งคำพูดนี้หลุดจากปากผมไป

สีหน้าของกัปตันเปลี่ยนเป็นตกใจ ไม่นานก็เริ่มมีรอยยิ้มคล้ายกับกำลังรู้สึกขบขัน จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นเขิน

"ไอ้บ้า" กัปตันสบถยิ้มๆ

"ถึงจะบ้า แต่กูก็พูดจริงนะเว้ย จะลองไหมล่ะ" ผมถามทีเล่นทีจริง แอบกลัวๆ เหมือนกันว่ามันจะไม่ปฏิเสธคำท้า ถึงอย่างนั้นก็อยากให้มันขยี้จูบผมสักครั้ง แต่มันก็ยังเฉยอยู่อีก ทั้งที่จริงผมคิดว่ามันน่าจะอยากลองเหมือนกัน

"ไม่เอา" คนปฏิเสธหน้าแดง

ผมนึกอยากจะหอมแก้มและจูบมันซะเองแล้วตอนนี้ แต่ก็ต้องยั้งใจไว้ก่อนเพราะผมเป็นคนผิด ที่สำคัญก็ไม่ควรเอาเซ็กซ์มาแก้ปัญหา เพราะหลังจากหมดสนุกแล้ว ปัญหาอาจไม่จบง่ายๆ

"แน่ใจนะ" ผมยิ้มเหมือนจงใจยั่ว สองแขนโอบกอดกัปตันแน่นขึ้น ใบหน้าเขาโน้มต่ำลงมาใกล้จนปลายจมูกเราแตะกัน สองขาของผมเกี่ยวกระหวัดท่อนล่างของกัปตันไว้ สองร่างจึงแนบชิดกันจนแทบเป็นเนื้อเดียว เพียงขยับกายเล็กน้อย แรงเสียดสีตรงเป้าที่เขม็งเครียดก็พาให้เสียวซ่านจนเผลอซี้ดปาก

"เสียวว่ะ"

"เสียวอะไร" กัปตันถามเหมือนพาซื่อ แต่ที่จริงเขาคงรู้ เพราะท่าทางของกัปตันก็ดูหวั่นไหวไม่น้อย

"มึงไม่รู้สึกอะไรจริงๆ เหรอวะ" ผมแกล้งถาม

"นี่มึงอ่อยกูเหรอ" กัปตันยิ้มมีเลศนัย

ผมยักคิ้วใส่เป็นเชิงยอมรับ ก่อนถามซ้ำ "เอาเปล่า"

"เชี่ย นี่มึงสำนึกจริงๆ เหรอวะ"

"สำนึกดิ ถ้าไม่สำนึก…กูไม่ยอมขนาดนี้หรอก เอาไหม" ผมยั่วต่อ

"กูกลัวมึงท้อง" กัปตันเฉไฉ

"เดี๋ยวช่วยกันเลี้ยง กูเป็นนายแบบ มีงาน มีเงิน ไม่อดตายหรอก"

"ไอ้บ้า เพ้อเจ้อนะมึง" กัปตันว่าผมเสียงมุบมิบ แต่สีหน้าก็ยิ้ม

"เออ ไม่เอาก็ไม่เป็นไร แต่ว่า…กลับมาเป็นเพื่อนกันนะเว้ย เซตซีโร่กัน" ผมยื่นข้อเสนอ

"ติดลบได้ไหม" กัปตันต่อรอง

"เออ ติดลบก็ได้ กูบอกมึงแล้วไง กูยอมหมดทุกอย่าง ขนาดให้เป็นเมียมึงกูก็ยอม"

กัปตันหัวเราะเพราะคงอดขำไม่ไหว ทำเอาหัวใจผมชื้นขึ้นอีกโข นี่คือสัญญาณเชิงบวกว่ามันให้อภัยผมแล้ว เอาเถอะ…ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากศูนย์หรือติดลบ ผมก็พร้อมจะเริ่มต้นใหม่กับกัปตันเสมอ ที่สำคัญ ภารกิจของผมหลังจากนี้ ผมจะต้องช่วยทำให้หัวใจพังๆ ของกัปตันกลับมาเป็นหัวใจดีๆ ให้ได้ แม้จะต้องเข็นรักขึ้นภูเขาสูงเสียดฟ้าก็ยอม

"มึงไม่ต้องยอมขนาดนั้นหรอก อีกอย่าง…กูก็เข้าใจมึงอยู่ ถ้ากูเป็นมึงบ้างตอนนั้น กูว่ากูคงลากเขาเข้าห้องเหมือนกันแหละ อ่อยซะขนาดนั้น" กัปตันหัวเราะชอบใจ

มันดูน่ารักจนผมอดใจไม่ไหว ผมก็เลยเผลอกอดแน่นและหอมแก้มมันฟอดหนักๆ เข้าให้

"แล้วมึงไม่อยากลากกูมั่งเหรอ"

"รอให้ครบร้อยก่อนเหอะ เดี๋ยวกูจะลากมึงทุกวันเลย" กัปตันรับมุกต่อและยิ้มกว้าง กว้างจนผมไม่สงสัยแล้วว่าเราเซตซีโร่เรียบร้อยหรือยัง ทำเอาผมตื้นตันใจไม่น้อย โชคดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่โดนพิพากษาว่าเลวไปตลอดชีวิต

"ขอบคุณมากนะครับ…พี่กัปตัน"

กัปตันหน้าเหวอ คงจะงงที่ผมเรียกมันว่าพี่ แต่มันอาจจะสงสัยก็ได้ว่ามันหูฝาดไปหรือเปล่า!

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น